Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...

เรื่องราวน่าอ่าน => นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง => Topic started by: ppsan on 13 May 2026, 17:20:16

Title: ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 4
Post by: ppsan on 13 May 2026, 17:20:16
ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 4


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 4/1 พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม


(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1593319354.jpg)

ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
.

ตอนที่  ๔/๑ พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม
 

    กล่าวถึงโฉมเจ้าเณรแก้ว พอแสงทองส่องขอบฟ้า เฝ้าแต่คิดคะนึงถึงพิมพิลาไลย ล้างหน้าแล้ว รีบนุ่งสบงห่มผ้าเป็นที่เรียบร้อย สะพายบาตรออกเดินบิณฑบาต ไปตามตรอกซอกซอย จนกระทั่งเข้าสู่ตัวเมืองสุพรรณบุรี มินานถึงบ้านท่าพี่เลี้ยง เดินไปเมียงมองเรื่อยๆ เห็นโต๊ะม้านั่งตั้งอยู่แต่มิมีผู้ใด จึงหยุดยืนสำรวมนิ่งในที่นั้น

    เพลานั้นพิมอยู่ในห้องกับสายทองกำลังจัดแจงข้าวปลา ยังไม่มีพระสงฆ์องค์ใดมา พิมเปิดหน้าต่างดู เห็นเณรแก้วยืนสำรวมอยู่ ห่มผ้าดูเรียบร้อยสวยงาม สีผ้ากาสาวพัสตร์จับเนื้อมองดูประดุจพระจันทร์ส่องแสง ด้วยเดชพระเวทวิทยามนต์ เผอิญดลใจให้พิมเกิดใจปั่นป่วน ห่มผ้าคว้าขันข้าวอย่างรีบเร่ง ลงมาพร้อมกับสายทอง ครั้นเสียงเปิดประตูดังขึ้น พลายแก้วเงยหน้า พิมชม้ายตามองก็รู้ว่าเป็นเณรแก้ว เกิดอาการเอียงอาย รีบหลบกลับเข้าไปสะกิดสายทอง

    “น้องนี้เห็นหน้าเณรพลายแก้วรู้สึกละอายใจ ไม่อาจลงไปใส่บาตรได้”

 จากนั้นส่งขันข้าวให้สายทอง นางรับขันข้าวมา ยิ้มเล็กน้อย ส่วนพิมแอบเข้าข้างฝาอีกครั้ง เณรแก้วบริกรรมคาคา เป่ามหาละลวยลมประสมบันดาลให้พิมเสียวซ่าน ยืนยิ้มจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คิดจะแล่นลงไปให้ได้  สายทองประคองขันข้าวบาตรพลางวางลง ยกมือไหว้  เณรแก้วยกบาตรลงจากบ่า กล่าวว่า

“อาตมา เดินบิณฑบาต ไทยทานบ้านอื่นมีมากเรียงราย ก็ไม่รับ รีบหมายมุ่งจำเพาะมาที่นี้ จนตะวันสาย เหตุก็เพราะการเทศน์เมื่อวานนี้ เจ้ากัณฑ์หนีอาตมาสำคัญว่าเคือง จะใคร่แจ้งเรื่องกับสีกา ทั้งจะใคร่สนทนาด้วยพี่นาง”

 สายทองยกของใส่บาตร แล้วกล่าวว่า

“พ้นเพลแล้วนิมนต์มาบ้านบ้าง เป็นไร”

สายทองระงับความกังวลไว้ในใจ จากนั้นกลับขึ้นเรือน เณรแก้วเดินออกจากรั้วบ้าน จากนั้นแอบรั้วด้วยปรารถนาจะเห็นพิมพิลาไลย ฝ่ายพิมโผล่หน้าออกมามองไปนอกรั้วเห็นเณรแก้ว เณรกอดบาตรแนบชิดกับตัวเป็นปริศนา นางพิมยิ้มเอียงอายหลบเข้าบ้าน เณรแก้วกลับจากบิณฑบาตเฝ้าคิดถึงแต่พิมพิลาไลย ยิ่งห่างไกลจากบ้านนางยิ่งเกิดอารมณ์คิดถึงพลุ่งพล่าน ยิ่งคิดยิ่งเดินเหลียวหน้า เหลียวหลัง

เอะใจ คิดได้ว่าหากชักช้าสายทองจะคอย จึงรีบกลับมายังวัดป่าเลไลย์ ยกบาตรไปถวายพระอาจารย์ คลานกลับมารีบเปลื้องจีวรออก จากนั้นตั้งใจปรนนิบัติมิให้ขัดใจพระอาจารย์ ครั้นฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว พักผ่อนตามสมควร

ครานั้นนางพิมเกิดใจไหวหวั่นปั่นป่วน เห็นสายทองใส่บาตร รู้สึกว่าชักช้าทำอ้อยอิ่ง ทำให้พิมกระวนกระวายใจ พอเห็นสายทองมารีบเรียกเข้าไปในห้องนอน อ้อนวอนถามด้วยความสงสัย

“เหตุใดพี่จึงใส่บาตรช้านาน ด้วยเหตุประการใด พิมเห็นคุยกับเณรพลาย พี่พูดคุยเรื่องกระไร”

 “มิมีสิ่งใดดอก ไปกินข้าวเสีย ตะวันสายแล้ว จะได้ไปปั่นฝ้าย ตอนบ่ายพี่จะพาไปอาบน้ำ”

“ฉันไม่ยินดีจะกินข้าว ถ้าพี่ไม่บอกจะเซ้าซี้ให้ถึงยามค่ำ น้องเห็นพี่ยืนคุยยิ้มระรื่นตั้งนาน แต่พี่ยังอมพะนำไม่ยอมบอก ถ้าไม่มีกระไร พี่จะเดากระไรรู้เรื่องได้ ถ้ายังจริงใจต่อกันต้องบอก เจ้ากูมาตั้งไกล แต่มิมีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้ เอาเถอะถึงไม่บอกสักวันคงจะได้รู้”

จากนั้นพิมลุกไปด้วยสีหน้าไม่พอในใจ แยกออกไปต่างคนกินข้าว หลังจากกินข้าวเสร็จ หยิบไน (เครื่องปั่นด้ายด้วยมือ)เข้าไปในห้องปั่นด้าย ร่วมกับข้าไท จนกระทั่งบ่ายสองโมงก็เสร็จเรียบร้อย จัดเก็บเป็นที่เรียบร้อย  สายทองเรียกพิมพิลาไลย

“บ่ายแล้วไปอาบน้ำให้สบายเถอะ”

“ฉันไม่ไปดอก”

สายทองปลอบว่า

“ไปท่าน้ำเถอะพี่จะบอกกระไรให้”

“อย่ามาหลอกฉันว่าจะบอกกระไรเลย มีสิ่งใดเก็บไว้คนเดียวเถอะ”

“เพลานี้ร้อนนักน้องพิมอย่างอน ประชด ไม่ยอมไปอาบน้ำ เอาแต่โกรธ หาว่าเณรพลายเกี้ยวพี่”

“ไม่ไปดอกพี่ อย่ามาเซ้าซี้ พี่รีบไปเถอะอย่าชักช้าเสียเวลา”

สายทองจึงออกจากห้องไป บ่าวไพร่ทั้งหลายก็ติดตามไป รวมทั้ง อีไท อีพรม อีส้มแป้น อีแตน ต่างตามสายทองไปยังท่าน้ำ ลงเล่นอาบน้ำเป็นที่สนุกสนาน เล่นหา เล่นไล่ เป็นพัลวัน
ครานั้นเณรแก้ว เพลาตะวันบ่าย ในใจคิดถึงแต่พิมพิลาไลย ระลึกได้ถึงคำสำคัญที่ได้จากสายทอง รำพึงว่า

“ป่านนี้พิมคงจะลงท่าแล้ว จะรีบไปพบเจ้า”

คิดแล้วหยิบผ้าขึ้นมาห่ม ย่องลงบันไดมุ่งหน้าไปยังเมืองสุพรรณ ถึงบ้านพิมรีบตรงไปยังท่าน้ำ แอบซุ่มที่พุ่มไม้ได้ให้สัญลักษณ์ พวกข้าไททั้งหลายเห็นแล้วแต่ไม่เข้าใจ เห็นสายทองสีตัวอยู่ริมตลิ่ง จึงขว้างก้อนดินแล้วกระแอมพยักหน้า สายทองรีบย่องมาหาอย่างเร็วไว จากนั้นก็พาหลีกไปในที่ลับตาคน ครั้นถึงร่มต้นโศกใหญ่ ซึ่งมีเชิงซุ้มพุ่มรอบ เบื้องบนมีดอกบานห้อยระย้า เณรแก้วยิ้มแล้วกล่าวว่า

“ขออภัยเถิดอย่าว่าข้าหักหาญน้ำใจ กล่าวในสิ่งที่ไม่ควร แต่เณรน้องนี้ ต้องทนทุกข์ทรมานมาหลายวัน ยากที่จะลดความร้อนรนได้ การได้มาพบพี่ก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่สุดในชีวิต อันเณรน้องเหมือนกระต่ายหมายชมจันทร์ เป็นดินหรือจะขึ้นไปชมได้ ได้แต่ตรอมใจจนผ่ายผอมไป ด้วยเราสองห่างไกลกันเกินไป โชคดีที่ได้องค์อินทร์มาช่วย  ให้ได้ชมกระต่ายดังประสงค์  พระอินทร์อุปมาเหมือนพี่สายทอง  พิมน้องเหมือนกระต่ายในดวงจันทร์ เณรน้องมาพึ่งพิง หวังว่าพี่ไม่ทิ้งธุระน้อง คงเป็นสองกระต่ายชมสวรรค์ จะขอบคุณในความกรุณา ไปจนสิ้นชีวาวาย ที่พี่ช่วยให้ได้สมหวัง คลายจากความทุกข์โศก เหมือนรักษาชีวิตจากความตาย น้องนี้จะจำจนชีวาวาย ไม่กลับคำ จะอุปถัมภ์ตั้งแต่เพลานี้จนพี่สายทองสิ้นลมหายใจ ฉันกล่าวสิ่งใดไว้ขอให้พี่จำว่ามิมีกลับคำแน่นอน”

สายทองเมินหน้า กล่าวว่า

“ไม่อยากฟัง พ่อแก้วอย่ามาทำให้ฉันต้องหลังลาย เป็นแม่สื่อแม่ชักเช่นนี้มิเคยทำ หมายเชยชมกระต่ายเห็นจะชวดแล้วน้องเณร ผู้เป็นเจ้านายนั้นร้ายกาจ ถ้าพลั้งพลาดขึ้นมา เพราะไปเว้าวอน แต่หล่อนไม่โอนเอนตาม คงจะโดนด่าและหลังลาย

ส่วนเณรพลายก็หลบหน้าไป พ่อเณรไม่ควรทำให้ฉันต้องลำบาก ทำเยี่ยงนี้เหมือนจะฆ่ากัน อย่าได้มาแกล้งกัน ฉันมิใช่คนสำหรับไหว้วานของพ่อเณร อย่าทำให้ต้องเดือดร้อน ถ้าต้องทำเยี่ยงนี้ขอตายดีกว่า โปรดเมตตาเถิดอย่าได้ทำให้ต้องอาย 

เอาคำเปรียบดังกระต่ายมาอ้างว่า พิมน้องเหมือนกระต่ายบนสวรรค์ กล่าวอ้างสารพัน ไม่เคยเห็นว่ากระต่ายบนดวงจันทร์จะมีสองตัว ถ้าพระอินทร์สามารถทำให้กระต่ายผู้โดดเดี่ยวหายโศกได้ พระอินทร์จะถูกประณาม ให้หมองมัว คิดไปแล้วรู้สึกกลัวอย่างยิ่ง

เณรแก้วอย่าเจรจาอันใดอีกเลย เนื้อมิได้กิน หนังมิได้รองนั่ง กระดูกแขวนคอ เจ้าได้พิมก็ยิ้มเยาะ ผู้ที่ถูกตำหนิให้ได้อายเป็นสายทอง เหมือนตีงูมิได้แกงกิน แต่เป็นกา เหยี่ยว เฉี่ยวบินเอาไปแทน แต่นี้ไปพ่ออย่าได้คะนึงปอง มิใช่สิ่งจะสำเร็จได้ง่ายๆ”

“อนิจจา พี่สายทองไม่เวทนา ทุกวันนี้ เณรน้องรักพี่มิได้เสื่อมคลาย พี่สายทองกลับทิ้งน้องเสียกลางทาง เด็ดปลี ยังเหลือเยื่อใย ได้มาพึ่งแล้วก็เผื่อไว้บ้าง ได้พิมเชยชมฤาจะทิ้งพี่ ก็เหมือนอย่างหว่านข้าวลงในดิน ถึงฟ้าฝนจะแห้งแล้ง อย่านึกว่าข้าวจะสูญเสียสิ้น ถึงแม้ว่าผู้หว่านจะมิได้กิน ก็ยังได้เป็นทานให้กับนกทั้งหลาย ถ้าพี่มีคุณกับฉันเล่า คงจะไม่เสียเปล่า ฉันจะแทนคุณพี่ให้เสมอเทียมพิมในเพลาไม่นาน เงินทองของกินทั้งสิ้น จะแบ่งปัน ขอให้ช่วยพอได้พิม จะให้สินบนในทันที ไม่ให้ขาดแม้สักเฟื้อง ค่ำลงขอให้พี่ช่วยเจรจากับพิม ถึงเพลาบิณฑบาตน้องจะมาฟังข่าว”

“รักจริงหรือแกล้งหลอก กลัวแต่ว่าได้คนแล้วยังมิได้สินบน จะทวงก็ใช่ที่ ถ้าจริงจังดังที่พูด มายื่นหมูยื่นแมวกันไป ขอให้รักษาคำพูด พรุ่งนี้ขอให้มาฟังข่าว”

(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1593319807.jpg)

เณรแก้วรับคำแล้ว ก็ลากลับวัด สายทองก็กลับขึ้นบ้าน ข้าไททั้งหลายก็กลับตามมา ครั้นตะวันสิ้นแสง  พระจันทร์ฉายแสงกระจ่าง สายทองชวนพิมให้ชมจันทร์

“จันทร์เจ้านั้นงามนัก ผิวพรรณ ขาวผ่องดังเงินยวง ใยจึงหวงกระต่ายไว้ในวงจันทร์ เหตุใดจึงถูกขังอยู่ที่นั่น เป็นร้อยปีก็มิได้ไปไหน ตั้งแต่เห็นมามิรู้ว่านานกี่พันวัน ยิ่งดูพระจันทร์ก็ยิ่งพรั่นพรึง เหมือนหนึ่งเราพี่น้องสองคน มิควรเป็นเหมือนกระต่ายในดวงจันทร์ ไร้คู่อยู่กับฟ้า พี่รักเจ้า เฝ้าฟูมฟักอุ้มประคอง จนน้องพิมจำเริญวัยเติบโต พี่นี้เป็นทั้งญาติ และทาส อนิจจาเกิดมาแต่มิมีลูกผัว เป็นการเสียที ที่ได้เกิดมา  เปรียบเหมือนหัวแหวนทองมิมีพลอยประดับ พี่รักเจ้าจึงเฝ้าดูแล หากมิรักเจ้าคงจะได้ทิ้งหนีไปเป็นแน่ พี่ยอมเหนื่อยยากก็เพราะรักเอ็นดู เป็นห่วงด้วยยังมิมีเหย้าเรือน พี่จึงต้องเฝ้าดูแล และยอมตายได้เพื่อเจ้า ผู้หลักผู้ใหญ่ก็แก่ชราทุกวัน เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง มิรู้จะล้มเมื่อใด พี่นี้ ร้อนอก ร้อนใจ ถ้าแม่ศรีประจันสิ้นเมื่อใด ทุกสิ่งคงได้กระจัดกระจายไป ชายหนุ่มทั้งหลายก็จะพากันดูถูก ว่าลูกไม่มีพ่อแม่ พี่คิดเรื่องนี้ทุกเช้าค่ำ รู้สึกหวั่นใจ แต่ถ้าเจ้าได้คู่เมื่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ได้เห็นลูกอยู่ดีมีสุข มั่งคั่งคงจะดี คนเรามิมีผู้ใดรู้ได้ว่าจะอยู่ได้อีกสักกี่ปี”

 พิมพิลาไลยครั้นได้ฟัง ไม่ยอมเสียชั้นเชิง ตอบโต้พี่เลี้ยงไปว่า

“น้องนี้มิเคยคิดเช่นพี่เลย ธรรมดาเกิดมาเป็นสตรี จะชั่วดีเยี่ยงไรก็คงจะมีคู่ มารดาย่อมช่วยเหลือประคับประคอง หมั้นหมายให้มีเหย้ามีเรือน
อนึ่งเราก็เป็นผู้ดี มีฐานะ แม่คงมิให้ได้อายผู้อื่น จะด่วนเร่งร้อนไปใย จะได้อายถึงมารดา ถ้าสิ้นบุญแม่ยังมิได้แต่ง จะเป็นเยี่ยงไรก็แล้วแต่วาสนา จะเร่งด่วนให้แม่ดุไม่เข้าที ใช่ว่าฉันนี้จะไร้ชายมาชอบพอ ถ้าฉันไม่รวย ไม่สวย สู้ผู้ใดมิได้คงจะไม่มีผู้ใดมาสู่ขอ แต่ฉันทั้งสวย ทั้งรวย เยี่ยงนี้คงจะมิไร้ชายหมายปองแน่แท้ ขอทนอดเปรี้ยวไว้กินหวานจะดีกว่า มิควรชิงสุกก่อนห่าม ควรจะรักษาไว้ให้งาม พี่เป็นกระไร พูดคุยแต่เรื่องนี้ตลอดเพลา เหมือนว่าทุกข์ใจใหญ่หลวง อดข้าวสิถึงได้ตาย อดเสน่หาคงมิตายดอก มาชมจันทร์เล่นหวังจะสบายใจ พี่พูดกระไรให้ปั่นป่วน ถ้าคิดจะรักษาหน้าให้น้อง ก็อย่ามาพูดเรื่องนี้ให้ไม่พอใจอีก”

“ใครพูดกวนชวนแม่ให้มีผัว พี่พูดถึงตัวเองต่างหาก มิได้เป็นแม่สื่อแม่ชักใดๆ หรือว่าแต่ก่อน พี่ได้พูดว่ากระไรให้น้องได้คิดเช่นนั้น ง่วงแล้วก็ไปนอนเสียเถิด”

จากนั้นจูงมือพิมไปนอน สวมกอดแล้วพัดวี

“น้องพิมนอนเสียเถิด พี่จะกล่อมให้พิมนอน โอ้ว่าสงสารกุมารเอ๋ย เจ้าเที่ยวเตร็ดแตร่เร่ร่อน หมายฝากชีวิต อยู่ต่างเมืองเที่ยวเร่รอนมา อกหักด้วยความรักที่ไม่สมปรารถนา จึงหลีกเลี่ยงเข้าวัดวา บวชด้วยความทุกข์ระทมใจ อนึ่งวัดกับบ้านก็ห่างไกล พอเห็นสีกาแล้วกลับไป แสนอาลัยระลึกถึงตลอดเพลา หลังเพลาเพลเณรน้อยมาที่หน้าท่าน้ำ มิมีใครสนทนาด้วย แต่เวียนมามิได้เหนื่อย เสียดายรูปซูบลงด้วยความรัก จะทนทุกข์ได้นานเพียงใด แม่พิมนอนนะแม่นอน โอละเห่พ่อเณรแก้ว หลับแล้วฤาสายทองจะนอนบ้าง กล่อมพลางพัดให้พิมพลาง กางกอดพิมยิ้มละไม นางพิมกล่าวว่า

“พี่สายทองกล่อมน้องยังเอาเณรมาใส่ให้ ลงไปใส่บาตรไม่ทันไร หลงใหลไปแล้วฤาพี่ เมื่อเช้าน้องถาม ว่ามิมีกระไร แต่เพลานี้กลับพูดถึงอย่างคล่องแคล่ว ไปอาบน้ำเห็นจะได้พบกัน  ไปล่องน้ำด้วยกันรึ จึงช้ากว่าทุกวัน พี่วุ่นวายเรื่องนี้ไม่หยุด ลางทีอาจนอนละเมอถึงเณรแก้ว กอดน้องให้ตกใจก็เป็นได้ ฟ้ามิทันสางคาดว่าจะต้องทำนายฝันอีกเป็นแน่ อย่านอนใกล้ไปเสียให้ไกลจากมุ้งน้อง”

สายทองฟังน้องทำหน้าขึงขัง กล่าวว่า

“เยี่ยงไร น้องมาเป็นเช่นนี้ได้ ความจริงแล้วพี่ได้พลั้งไป น้องมาพูดเย้ยกันว่าน่ารำคาญใจ ถึงไม่เล่าฉันก็ไม่ทุกข์โศก จะขอเล่าความจริงให้แม่พิมได้ฟัง ฉันไปอาบน้ำวันนี้เจอเจ้าเณรแก้ว มาแอบที่พุ่มต้นนมแมว พี่ไปพบก็เป็นเหตุบังเอิญ ตั้งแต่เพลาใส่บาตรรู้สึกประหลาดขัดตา พูดกับพี่แล้วก็ช้อนตาลอบชำเลือง แต่ปากยิ้มกริ่มกับสายทอง เป็นทำนองตามาดูที่ฉัน แต่ความสนใจอยู่ที่ผู้อื่น แม้แต่เพลาเทศน์เจ้ากูยังเล่นหูเล่นตา ถึงฉันเป็นผู้ใหญ่ เหลือบไปดูก็รู้สึกแปลกๆ

เณรแก้วกล่าวว่าสีกาไม่ทักทาย ด้วยเห็นว่าเป็นคนยากจน แม้เคยเป็นเพื่อนเล่นเมื่อยามเด็กมาด้วยกัน เพราะเหตุตกยากจึงได้จากสุพรรณไป กระไรก็ควรทักสักคำบ้าง ทุกวันนี้จนใจ บ้านก็ไกลห่างกัน ถ้าไม่อยากพบคงไม่ซมซานมาถึงที่นี่ กาญจนบุรีก็มีวัดมากมาย อุตส่าห์มาด้วยความรัก รู้สึกน้อยใจ แม้แต่เพลาเทศนาสีกาก็ทำเป็นไม่รู้จัก สุดจะทนไหวจึงเข้ามาทัก ถึงแม้จะโดนปฏิเสธก็ตาม

แม่ศรีประจันก็รู้จักชอบพอกับแม่ทองประศรี รู้จักกันเป็นอย่างดี เยี่ยงไรเสียน้องก็ปราณีเณรแก้วผู้จนยากบ้างเถิด แม้นมิรับเรื่องรัก ขอให้ได้พบพูดคุยสักหน เมื่อวันเทศน์มีนิมิต ว่าเหาะไปในท้องฟ้า เด็ดดวงดาวมาชม กลืนกินตื่นขึ้นมารู้สึกว่าเหมือนยังอยู่ในปาก คิดว่ามีความหมายว่า จะสมใจ จึงได้ซานซมมา ด้วยปรารถนาจะใคร่รู้ว่าร้ายหรือดี จึงขอร้องให้ช่วยอ้อนวอนแม่พิม

เช้าตรู่จะมาฟังข่าว พี่ทั้งไล่ ทั้งขู่ไปหลายที ก็ยังเซ้าซี้เว้าวอนให้ช่วย พี่จนใจ ครั้นลองคิดดู ก็เห็นว่าถ้าเณรแก้วคิดจะหลอกลวงคงไม่ดั้นด้นมาจากกาญจนบุรีมาสุพรรณบุรีเป็นแน่แท้ เมื่อวันที่ฟังเทศน์ ก็ดลใจให้แม่พิมฝันเป็นนิมิตว่าจะได้เป็นคู่กันอย่างแม่นมั่น”

พิมพิลาไลย ครั้นได้ฟัง ก็มีใจโน้มเอียงตามที่สายทองกล่าว  ด้วยเคยได้สบตาเณรแก้ว เป็นเสมือนเหล็กเพชร มาตอกตรึงกายไว้ ถึงสายทองจะไม่พูดโน้มน้าวในเชิงรัก ก็มีใจคิดรักเป็นทุกเดิม ทุกเพลาวันยังค่ำเฝ้าคิดถึงแต่เณรพลายแก้ว พอสายทองมาพูดก็พึงใจในทันที แต่ด้วยมารยาทำเป็นไม่ยินดี ทำปันปึ่งข่มความยินดีไว้ข้างใน นิ่งเป็นครู่ใหญ่จึงได้กล่าวว่า

“ข้าขอบใจพี่สายทอง รักน้อง คอยดูแลน้องเป็นอย่างดี ป้องกันมิให้สิ่งใดมาแปดเปื้อน สั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่การเดิน นั่ง ยืน นอน คอยป้องกัน ยิ่งชีวิต แต่นี่เป็นกระไร จึงได้นำน้องไปประเคนให้เณรแก้ว มีสิ่งใดมาดลใจ หรือว่าไปรับคำใดๆ แล้วคบคิดกับเณรแก้ว แล้วมาวุ่นวายกับฉัน ใครจะเป็นไรก็ช่าง ใครจะพร่ำเพ้อก็ช่างเขา หากไม่รักนวลสงวนตัว จะโดนคนนินทาทั้งฉันและพี่ได้ คนจะเยาะหยันไปทั้งเมืองสุพรรณบุรี ไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน พี่รักก็รักคนเดียวเถิด พิมจะช่วยปิดเรื่องทั้งหลายไว้ มิให้ผู้ใดรู้ได้ โปรดวางใจได้”

“อนิจจาแม่พิมมาว่าให้เจ็บใจ ไม่ควรมาเย้ยพี่ แม่เจ้าเอ๋ย เณรกับน้อง เปรียบดังทาสหรือจะเท่าเทียมไท ก็รู้อยู่ว่าเหมือนเกลือกับพิมเสน เณรไม่รู้ตัวก็ลงตะลุยเลน ทำให้โดนดูถูกว่าเป็นคนจน  สายทองเป็นเหมือนแหวนตะกั่ว จะประดับด้วยเพชรดูแล้วไม่สมกัน ตัวพี่นี้แสนอาภัพ ที่ร้อนรนก็เพราะรำคาญใจ ด้วยเห็นว่าน้องของตัวเศร้าใจ ทำให้ทนนิ่งเฉยไม่ได้ พี่มิมีสิ่งใดจะกล่าวแล้ว ต่อไปจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว  ลองคิดดูถึงความฝัน เจ้าจะได้ชมบัวทองก็เพราะพี่ ถ้าสายทองไม่ช่วยเหลือ ถ้าไม่หลั่งน้ำตาก็คอยดู ต่อไปเบื้องหน้ามีอันใดมาปรึกษากับพี่ จะไม่กล่าวสิ่งใดอีกเลย จะปล่อยทรมานกินน้ำตาต่างข้าว เยี่ยงไรเสียพี่ก็เคยอาบน้ำร้อนมาก่อน เลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็กจนเป็นสาว ถ้าพลาดมาคงจะได้เห็นกัน”

.
ตอนที่ ๔ ยังมีต่อ....
.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 4/1 พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=06-2020&date=28&group=1&gblog=10

.



Title: Re: ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 4
Post by: ppsan on 13 May 2026, 17:21:12

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 4/2 พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม (ต่อ)

(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1593612611.jpg)

ตอนที่  ๔/๒ พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม (ต่อ)
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
ขุนช้าง ขุนแผน

    พิมพิลาไลยทำสีหน้าเหมือนไม่เชื่อกล่าวว่า

    “น่าขันจริงพี่ อย่าพูดมากไปน้องยอมก็ได้ ฉันไม่น่าขัดเลย ฟ้องให้แม่ตีน่าจะดีกว่า พี่ได้สินบนมากี่ชั่ง จึงได้มาทั้งขู่ ทั้งปลอบเยี่ยงนี้ น่าเชื่อได้ฤาที่ว่าเณรดี ไปได้คำมั่นจากที่ใดมาถึงได้เชื่อหัวปักหัวปำ เจ้ากู สบถหรือว่าไม่ทิ้งฉัน ถึงได้รับปากมาเจรจา ถ้าเบื้องหน้าเจ็บช้ำระกำใจ เพราะเสียตัวด้วยเกรงจะเคืองข้อง ลองคิดดูแล้วไม่น่าจะได้เป็นจริงดังที่กล่าว ขืนเชื่อคำเณรพลายคงได้อายคน ยิ่งคิดยิ่งหวาดวิตก ถ้าเขามิจริงใจดังถ้อยคำ ฉันจะทำอะไรพี่สายทองได้”

สายทองยิ้มเล็กน้อยกล่าวปลอบว่า

    “โอ้แม่พิมของพี่เอ๋ย อย่ากลัวไปเลย ไม่เป็นเช่นเจ้าคิดแน่ อย่าวิตกกังวลไปเลย เจ้าสายใจสุดที่รักของสายทอง ถ้าไม่ดีหรือพี่จะชักพา ให้แก้วตาเสียตัวต้องมัวหมอง
แต่เพราะเห็นสมกันเป็นเนื้อคู่กันดอก จะเปรียบยศก็มีคนนับถือ จะเปรียบทรัพย์ก็เสมอกัน เมื่อนำมาใส่ตาชั่งแล้ว ดูสมกันเสมอกัน ควรสมคู่กันทุกสิ่ง มองดูรูปของทั้งสองก็น่ารัก ดังพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ถ้าได้เป็นคู่กันนับเป็นบุญของสายทอง จะนั่งชมนอนชมทุกค่ำคืน ให้เจ้าทั้งสองอยู่บนเตียงทอง ยามร้อนจะพัดวี ห้องหอของพิม พี่จะตกแต่งเอง จัดฟูกหมอนเรียบร้อยดี อีกทั้งมีฉากพับตั้ง มุ้งแพร ระบายทอง มีพู่ห้อยพวงย้อย  กระโถนพานหมากตั้งไว้เรียงราย โถแป้งฝาโถยอดปริกประดับพลอย คันฉ่องกระจกอันงดงาม
จะนั่งพึ่งบุญแม่พิม กิน นอน อย่างสบายใจ เจ้าอย่ารวนเร ไปเลยเจ้าทั้งสองควรคู่อยู่แล้ว น้องจงปรองดอง อย่ามีสิ่งต้องพะวงสงสัยอันใดเลย สายทองนี้จะเป็นรองเกือกไป ให้สัญญาแม่พิมได้ ถ้าหากเณรแก้ว แววไว ไม่คงสัตย์ กลับกลายไปในภายหน้า ไม่ต้องเรียกว่าพี่ จงตีด่าส่งไปเป็นคนครัว ให้ตักน้ำตำข้าวทุกเช้าเย็น ใช้งานให้หนัก เพราะชักนำไปในทางเสียหาย รุ่งเช้าเณรแก้วมาบิณฑบาต น้องพิมลงไปใส่กับพี่ จะได้คุยกันให้แจ้ง เพลาไปไร่จะได้พบกัน”

    พิมเมื่อได้คุยสายทองสักพัก จิตใจเกิดรับรักอย่างแม่นมั่น หลังจากนี้ไปเป็นที่ทราบของคนทั้งบ้านว่าพิมเปลี่ยนไป ไม่สุงสิงกับผู้ใด บางครั้งก็บอกว่าพักงานไว้ก่อน สายทองกล่าวตัดบทว่า

    “ดึกแล้วนอนเถิดแก้วตา พี่จะกอด สัพยอกเย้าให้เจ้านอน”

    แล้วสายทองก็กล่าวออกชื่อเณรแก้วเป็นเชิงหยอกเย้า จนกระทั่งหลับไปรุ่งเช้า เณรแก้วจิตนึกถึงแต่พิมห่วงพะวงว่าจะสาย รีบลุกขยับกายมาที่หน้าต่าง ล้างหน้า นุ่งสบง ห่อดองแล้วรีบย่างลงบันได ถึงบ้านพิมโดยมิทันช้า สำรวมกิริยาให้ผ่องใส ยืนนิ่งใจหวังให้พิมลงมาโดยเร็ว

    นางพิมกับสายทองอยู่ในห้องจัดแจงของที่จะใส่บาตรทั้งข้าวปลา บุหรี่หมากพลูครบครัน กลัวแม่จะเห็นจึงเอาซ่อนเสียใต้ขัน นางมีความรู้สึกว่าพลายแก้วมาช้ากว่าทุกวัน ครั้นเปิดหน้าต่างเห็นเณรแก้วรีบหลบไปสะกิดสายทอง พูดยิ้มแย้มกระซี้กระซิก

    “ดูเณรแก้วช่างสำรวมราวกับเจ้าขรัว ข้าไม่ไปไหว้ละกลัว”

    สายทองเตือนน้องให้ลงไป นางพิมประคองขันแอบหลังบังวุ่นพัลวัน ค่อยๆ ก้าวลงบันไดไป ครั้นถึงทรุดนั่งวางขันข้าวลงแล้วไหว้ มิอาจแลดูหน้าเณรแก้วได้ได้แต่นั่งก้มหน้า ขันข้าวเจียนจะคว่ำปนเปบุหรี่หมากพลู รู้สึกประหวั่นใจ จึงก้มหน้ากลับขึ้นบันได ใจนึกสะทกสะท้านอยู่ ครั้นถึงหอนั่งแอบบังประตู สายทองเหลียวดูมิเห็นผู้ใด จึงกระซิบเณรแก้วว่า

    “หลังเพลอย่าบ่ายนัก ฉันจะพาพิมน้องรักออกไปไร่ เณรแก้วรีบกลับไปวัดแล้วมาไวๆ  ไหนเล่าเงินทองเอามา”

    ตอนท้ายสายทองกล่าวพร้อมกับแบมือ เณรแก้วยิ้มแล้วตอบว่า

    “ไม่ลืมคำดอก งานที่ไร่ฝ้ายสำเร็จแล้วจะแทนคุณ เณรแก้วจะมิให้พี่ไปตะโกนที่กุฎีให้วุ่นดอก ข้าบวชเรียนก็เพื่อจะเอาบุญ มั่นคงอยู่ในศีล วางใจเถิดหนาจะขอลาก่อน จะกลับไปย้อนไปที่ไร่ก่อนบ่าย”

    สายทองมองค้อนตามเณรแก้วที่กลับไปวัดป่าเลไลย พิมพิลาไลยกับสายทองรีบกินข้าวปลาจนอิ่มหนำสำราญใจ จากนั้นพิมเข้าไปหามารดากล่าวว่า

    “วันนี้ลูกจะไปที่ไร่เหนือ ได้ยินว่าฝ้ายที่นั่นเสียหายหนักหนา ลูกจะไปให้กับตาเพราะไม่ใคร่เชื่อใจข้าทั้งหลาย ลางทีมีการลักจำแนกแจกจ่าย ลูกเห็นมานานแล้ว จะว่าขานก็ไม่ถนัด”

    ศรีประจันครั้นได้ฟัง ด่าก่นถึงโคตร โวยวายเสียงดัง จากนั้นกล่าวกับแม่พิมน้ำเสียงรีบเร่งระรัว

    “พวกนี้ทำกับกูเกินไป ไวๆ แม่พิมรีบไปดู จับตีพวกมันด้วยตะบองให้พวกมันร้องเป็นอ้ายเจ๊กขายหมู ในฐานที่พวกมันทั้งลักทั้งกินนินทากู”

พิมพิลาไลยได้ฟังแม่ทั้งด่าโวยงวาย เรียกข้าเสียงดังสับสน ข้าหลายคนแบกกระบุงวิ่งลงบันไดกันวุ่นวาย พิมและสายทองรีบเร่งออกจากเรือน ไม่นานก็ถึงไร่ฝ้าย หลังจากทั้งสองนั่งที่พุ่มใหญ่พุ่มหนึ่งจึงกล่าวว่า

    “พวกมึงไปเถิดพวกกูจะอยู่ที่นี่ ตั้งใจทำงานให้ดีๆ บ่ายสี่โมงจึงกลับมา”

พวกข้าทาสทั้งหลายฟังนายว่าดังนั้น พากันฉวยกระบุงพอไกลจากสายตาของนาย ก็พากันร้องเพลงพลาง เก็บฝ้ายพลาง
ส่วนเณรแก้ว หลังเพลแล้วหลีกเลี่ยงลงมาข้างล่าง ถือห่อผ้าเดินลัดเลาะ ย่องเข้ามาทางวิหาร ครั้นถึงนิมนต์ชีต้นมีว่า

    “ฉันหนีเจ้าคุณมาได้ ชีต้นเมตตาสึกให้ฉันเถิด กลับมาเมตตาบวชใหม่ให้ฉันเถิดหนา”

ชีต้นกล่าวว่า

    “ตามใจเถิดหวา ขากลับหาหมากบุหรี่ฝากกูก็พอ”

เณรแก้วกราบไหว้รีบลาสึก เปลี่ยนผ้าเป็นอย่างคฤหัสถ์ เสร็จแล้วรีบไปในทันที ไม่นานก็บรรลุถึงไร่ฝ้าย แอบที่พุ่มฝ้ายมองสอดส่องไปมา พบนางสายทองผู้เป็นพี่รีบยิ้มทักทาย

    “มาอยู่ที่นี่นานแล้วฤาพี่นาง”

สายทองเหลือบเห็นพลายแก้วสึกแล้วยืนอยู่ไม่ห่างนัก จึงยิ้มแล้วตอบไปว่า

    “มาคอยตั้งแต่เพลากินข้าวเช้าแล้ว คอยอยู่ ชะเง้อมองแล้ว มองเล่า นานนักมิเห็นผู้ใดมา คิดว่าจะมิมาแน่แล้ว ถ้ามาช้ากว่านี้คงจะแคล้วไม่พบกันเป็นแน่”

     ทันใดนั้นมีเสียงแกรกแหวกไม้ดังขึ้น สายทองรีบเร่งว่า

“เหมือนมาคนมา จะอยู่ตรงนี้มิได้ ไปซ่อนที่พุ่มต้นกระทุ่มนั้นเถิด ข้าจะรีบพาพิมมาคุยด้วย”

สายทองกล่าวจบก็เร้นกายหายไป พลายแก้วรีบตรงไปที่พุ่มกระทุ่มตามคำของสายทองพอเข้าใกล้พุ่มไม้ มองเห็นพิมนั่งร้อยดอกไม้ มองดูแล้วงดงาม น่ารักเป็นหนักหนา ดูประหนึ่งนางฟ้ามาฟ้อนให้ชมตรงหน้า

ในขณะคิดจะทักทาย จิตเกิดประหวั่นพรั่นพรึง ขยับปากจะกล่าวคำใดก็เกิดความประหม่าใจ ต้องพยายามเอาความรักที่กำเริบอยู่ในอก ที่มีพลุ่งพล่านมากกว่า มาสะกดความประหวั่นพรั่นพรึง จากนั้นค่อยๆ กระถดตัวย่างเยื้องเข้าไปนั่งใกล้ๆ ยิ้มเยื้อนทักทายพิมพิลาไลย หญิงสาวสะดุ้ง ตกใจ ตัวแข็งเขินขวย พลายแก้วกล่าวทักทายว่า

“มาจากบ้านนานแล้วฤา โอ้แม่ต้องเหนื่อยยากลำบากออกมาเก็บฝ้าย ทั้งที่มีบ่าวสะพรั่งทั้งหญิงชาย เสียดายผิวนวลมิควรต้องเผือดเพราะแดดลม ช่างอุตส่าห์เสียนี่กระไร พี่ติดตามมาด้วยความรักน้อง สายทองบอกบ้างฤาไม่ ตั้งแต่วันเทศนา ความคิดถึงมีมิได้เว้น ยามนอนตาตื่นทั้งสี่ยามเกิดโรคเศร้าโศกเดียวดาย เป็นดังไฟสุมอยู่ตลอดเพลา พิมแม่สบายดีอยู่หรือประการใด”

พิมพิลาไลยได้ฟังคำพลายแก้วเกิดอาการตกประหม่าอกพรั่นหวั่นไหว ขวยเขิน ด้วยสาวเจ้ามิเคยพูดเจรจา มิตอบคำสนทนา ประการใด ได้แต่กระถดกายให้ห่างออกไป หันหน้าออกชม้ายมองพลายแก้วด้วยหางตา พลายแก้วจึงกล่าวต่อไปว่า

“โอ้แม่แก้วแววตาของพี่ ขัดเคืองสิ่งใดฤา แม่จึงไม่พูดคำใดเลย หรือเจ้าคนงามลืมไปแล้ว ขอให้คิดใคร่ครวญถึงเรื่องแต่เดิมมา เมื่อยังเป็นเด็กเล็กเคยเล่นอยู่ด้วยกัน คราวเล่นปลูกหอกับแม่พิม

พี่พาเจ้าหนีขุนช้าง ครั้นมันตามพบรบกับพี่พลั้งตีถูกน้องเจ้าร้องไห้ แก้วตาประหม่าพี่ไปใย จงปราศรัยกับพี่บ้างเถิด เสียแรงที่พี่หวัง ครั้นมาถึงใยจึงเป็นเช่นนี้ เจ้ากลัวไปใยใช่พี่จะตั้งใจมาหยามเจ้าให้ช้ำชอก เชื่อพี่เถิดหนาแม่พิม”

พิมพิลาไลยครั้นได้ฟังถ้อยคำ ที่พลายแก้วกล่าวรำพันถึงความหลังความจริงใจที่มีมา เหลียวดูหน้าพลายแก้ว ด้วยใจระลึกถึงความเป็นเพื่อนใกล้เรือนเคียง มาแต่ก่อน แม้แต่คำที่เคยเจรจาก็จำได้ คลายความประหวั่นใจ ค่อยๆ เงยหน้าเหลียวดูหน้าพลายแก้ว ตอบไปว่า

“ฉันลืมพี่จริงๆ เมื่อวันเทศน์สังเกตจึงรู้จัก ใช่ว่าเพราะเหตุชิงชังก็หาไม่ ครั้นจะทักก็มิได้กระทำ ด้วยตัวน้องนี้เป็นหญิงจึงมิกล้า เพราะเหตุเกรงผู้คนจะนินทา โกรธฉันนักฤา จึงพ้อเอาต่อหน้า นี่สึกออกมาทำไม ไปไหนมาจึงเดินตัดลัดป่ามาไร่น้อง ฤาบวชเรียนได้วิชาแล้ว พี่พลายแก้วจะสึกไปบ้านช่อง ฤาติดใจรักใคร่พี่สายทอง พี่ไปดูต้นกระท้อนต้นใหญ่เถิด”

พลายแก้วหลังจากได้คำของนางรีบกล่าวว่า

“พี่มาที่นี้ด้วยมีเรื่องสำคัญ สู้หลีกลี้หนีท่านสมภารครู ด้วยรู้ว่าแม่พิมจะออกมา ถึงเพลากลับไปหากได้ต้องโทษก็ไม่คิดกลัว

พี่จะเล่าเรื่องหนหลังให้เจ้าฟังหนา เพื่อแจ้งเรื่องที่มีอยู่ในใจด้วยความจริงใจที่มี ด้วยพี่นี้เกิดจิตเป็นกุศลอย่างปัจจุบันทันด่วน ใคร่คิดจะบวช มิอาจอยู่กับมารดาได้ จึงได้ลามารดาบวชอย่างเร่งรีบรวบรัดอื่น แม้ว่าระยะทางจากสุพรรณมายังที่นี้ ห่างไกลมิใช่น้อย สู้อุตส่าห์ลำบากรอนแรมแต่ผู้เดียวมา

ครั้นได้โอกาสพบแม่พิมก็ไม่ยิ้มไม่ทักทาย พี่นี้ยิ่งทุกข์โทมนัสมากกว่าเดิมหลายเท่า พบพี่สายทองจึงได้ช่องเจรจาให้คลายใจลงบ้าง พบพักตร์เจ้าเมื่อคราวใส่บาตร ยังขยาดมิอาจทักทาย ได้พบกันวันนี้มิมีผู้ใด พี่นี้จะมอบไมตรีให้แม่พิมผู้นิ่มนวล ไม่คิดแกล้งหลอกลวง มีความจริงใจถึงแสนส่วน ขอเป็นคู่อยู่กับน้องนวลเจ้ามิมีวันจืดจาง”

(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1593612998.jpg)

พิมพิลาไลยได้ฟังคำพลายแก้วแม้ว่าจิตจะเคลิบเคลิ้มคล้อยตาม แต่ก็ยังแสร้งพูดตอบไปว่า

“อนิจจา ยังไปว่าผู้อื่น เป็นเพื่อนเล่นมาก่อนควรมีความเกรงใจกับบ้าง คิดจะผูกใจน้อง โดยการทำลายผู้อื่นไม่ดีงาม ครั้นน้องว่าจะให้รำคาญเสียเปล่าๆ อ้างความเป็นเพื่อนแล้วเชือนเป็นเจ้าชู้ มิรู้ว่าคิดไปได้เยี่ยงไร
น้องคิดว่าทักด้วยรักมาแต่ไหนแต่ไร จึงเพ้อไปด้วยความซื่อ ทำเยี่ยงนี้ไม่ถูกต้องนะพลายแก้ว ขอเป็นครั้งนี้เท่านั้น ต่อไปอย่าได้ทำเยี่ยงนี้อีก พี่อยู่นานไปแล้ว เดี๋ยวข้าไทจะกลับมา ข้าขอลาไปก่อน”

พิมพิลาไลยกล่าวกล่าวจบแล้ว ก็ขยับกายเตรียมจะลุกขึ้น พลายแก้วรีบขยับเข้าไปพลางกล่าวปลอบว่า

“พี่ทำอันใดผิดไปทำให้เจ้าไม่ชอบใจ ขอแก้ตัวคิดทำใหม่เถิด  เชิญนั่งลงก่อนอย่าเพ่อไป พี่ไม่แกล้งแต่งเรื่องมาแน่นอน ความรักของพี่หนักแน่นปานดังภูผา โอ..พระพรหม พระอินทร์ เทพเจ้าทั้งสิ้น ไม่มาช่วย พี่นี้คงม้วยมิหมายผู้ใดได้ เว้นแต่เจ้ายอดยาใจจะช่วยพลิกแพลงให้บรรเทาลง”

พิมพิลาไลยมีท่าทีอ่อนลง กล่าวว่า

“ช่างพูดเพราะในน้ำใจเหลือ ไม่รู้เช่นก็จะเชื่อด้วยลมลวง คำวอนให้อ่อนระทวยงวยงง เป็นคำที่ตรองดีแล้วฤา แต่แรกว่ารักเจียนตาย แม้ชีวาวายก็ไม่คลายรัก จึงบุกป่าฝ่าดง เพราะเหตุใจตรมตรอม ทุกวันเวลา
อันมนุษย์แสนสุดโลภเหลือ มิควรเชื่อที่กล่าวร่ำไป ดุจดังของกินต้องหาของเปรี้ยวหาเกลือมาปรุงรส ต้ม แกง ปิ้งจี่ สารพัดคาวหวาน เลือกกินมิให้ซ้ำ เพราะถ้าซ้ำอันใดนานไปก็เกิดความเบื่อหน่าย
คิดดูแต่เจ้าเท่านั้นยังมิอาจเคี้ยวกลืนกินสิ่งเดียวได้ ประเวณีเป็นที่กำเริบใจ แต่ใหม่ๆ ก็มุ่งมอบชีวิตให้กันและกัน อุปมาผ้านุ่งห่ม ซื้อมาใหม่ๆ ก็บอกว่าสวยงามถูกใจ ยามขัดสนผ้าก็ยังอยู่ประจำกาย
ครั้นได้ผ้าผืนใหม่เข้ามาผลัด ก็กลับกลายคลายความสนใจผ้าผืนเก่า ผลัดเปลี่ยนผ้าใหม่ตามใจ เปรียบเหมือนความรักที่เก่าก่อน เมื่อนานไปความเคยชินให้เกิดความเมินเฉย ไม่ถนถนอม แม้แต่การซักล้างก็ฟาดจนขาดวิ่น เป็นชิ้นถึงจะเย็บตะเข็บกลับคืน ก็ไม่เป็นเนื้อเดิมดังก่อน

เหมือนหญิงชายว่าจะตายด้วยกันได้ จะมีฤาจะไม่จางในวันข้างหน้า ลิ้นกับฟันอยู่ด้วยกัน ลางทีก็ต้องมีการกระทบกระทั่งกัน เหมือนตัวเจ้ามาเฝ้ารำพึงรำพันมากมาย พูดอ้อนวอนให้ผ่อนผัน
น้องก็คิดเอ็นดูพี่เจ้าอยู่บ้าง มิคิดหักหั่นอาลัยให้ต้องตายดอก พี่ควรไปสู่ขอต่อท่านผู้มารดา ถ้าหากท่านเมตตา ตามใจที่มุ่งหมาย น้องจะยอมพร้อมใจไม่ระแวง แม้นว่าชายอื่นมาเจรจา ถึงคุณแม่เอาแต่ใจมอบให้ครอบครอง น้องจะไม่ยินยอมให้ขืนใจ แม้ฆ่าฟันก็ไม่กลัว

ถ้าพี่ขอแล้วคุณแม่ให้ น้องจะดีใจยิ่งนัก พี่ทำเจ้าชู้เยี่ยงในเพลานี้น้องกลัว คนเขาจะติฉินนินทาเอาได้ พี่ติดตามมาถามด้วยความรัก เพลานี้คงแจ้งประจักษ์แล้วหนา ขออย่าได้อยู่ชักช้าเซ้าซี้มากความอีก
ลางทีบ่าวไพร่จะมาเห็น จะเป็นสิ่งด่างพร้อยในวันข้างหน้า วันใดพร้อมพ่อจงมาปรึกษาสู่ขอให้เหมาะให้ควร ตะวันบ่ายแล้วหนาพี่ไปวัดเถิด น้องจะกลับเรือนอย่ารีรอจวนค่ำจะน่ารำคาญ ขืนยังดื้อดึงต่อไปลางทีจะได้สร้างความอับอายให้กับผู้อื่น”


พิมพิลาไลยระบายความในใจพรั่งพรู เสียยืดยาว พลายแก้วรีบกล่าวต่อไปอีกว่า

“แก้วตาของพี่กระไรเลยด่วนขับไล่กันเสียง่ายๆ เยี่ยงนี้ พี่รักพิมปานจะขาดใจตาย วันนี้มีโอกาสได้พบน้อง กลับไปกว่าจะได้มาสู่ขอ ยังมิรู้ว่าจะสมหวังฤาไม่
ผิว่ามารดาเจ้ามิปรองดอง ยิ่งไกลน้องนานวันก็คงจืดจาง งามแม่จะลืมพี่ลงทุกวันเวลา ความห่างเหินก็จะมีมากขึ้นตามกาลเวลาที่ผ่านไป ถึงมีโอกาสได้เจอกันกลางทาง คงห่างเหินมิเหมือนก่อน
ถ้าเจ้าปลงใจว่ารักพี่จริงแท้แล้วขอรักนี้อย่ามีวันจืดจางลง พี่ขอฝากใจดวงนี้ให้เจ้าจงเมตตาสักคราเถิด
ซึ่งเจ้าเปรียบเทียบความคิดของมนุษย์ มีความโลภไม่สิ้นสุด เหมือนของกินเปลี่ยนผันไปไม่สิ้นสุด เป็นวิสัยทั่วไปของผู้คน กินสิ่งนี้บ้าง สิ่งนี้บ้าง ดุจความเสน่หาอันร้อนรน
เจ้าเปรียบความรักเหมือนผ้าเก่าพิรุธนัก ซักผ้าซ้ำเสียให้ขาดหาควรไม่ ถ้าเป็นผ้ายกทองสวยงามทำเช่นนี้น่าสุดแสนเสียดายของ  กว่าจะได้ผ้าสักผืนมานุ่งห่ม มิใช่เป็นสิ่งง่ายดาย
อนึ่งของแพงมีราคาถึงเก่าแล้ว ก็ควรบรรจงใส่ลงหีบถนอมไว้ เมื่อมีงานใหญ่จึงหยิบฉวยมาคลี่อบกลิ่นให้ฟุ้งจรุงใจ

ถึงผ้าอื่นผืนใหม่ได้มา นุ่งไปก็ไม่ดูดี เวลาจวนค่ำแล้ว พี่นี้มิขอขัดใจ ขอลานวลเจ้าทั้งที่อาลัยรักหนักหนา พี่ขอชมโชมโลมลูบจูบสไบห่มของเจ้าเพียงนิดเถิดหนา เจ้าอย่าเศร้าหมองใจไปเลย ผ้าสไบของเจ้าช่างงามนักเจ้ากรองเองฤาหรือซื้อหามาจากแห่งใด”

พิมพิลาไลยสะบัดปัดชายสไบห่มกล่าวว่า

“อย่ามาทำเป็นชมเลย ผ้านี้คุณแม่ให้ ทำเป็นชมแล้วถือโอกาสข่มเหง มิมีความเกรงใจ นี่กระไรเจ้าแก้วทำในสิ่งไม่ควร รักน้องควรทำในสิ่งที่เหมาะสม ในที่แจ้งบอกว่ารัก แล้วมาหักหาญน้ำใจกัน
เจ้าคงมิได้รักหวังแต่งดอกจึงแกล้งทำประจานเยี่ยงนี้ มาด่วนหักหาญน้ำใจ ให้น้องได้เสียใจถึงจะพอใจ เสียทีเจ้าก็แล้วไป เหมือนข้าวดิบจะหยิบเข้าใส่ปาก กินลำบากแล้วก็ไม่อร่อยดอก รีบปล่อยเร็วไว หากยังขืนทำเราคงต้องขาดกัน”

.
ตอนที่ ๔ ยังมีต่อ...
.

Create Date : 01 กรกฎาคม 2563
Last Update : 1 กรกฎาคม 2563 21:16:48 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 4/2 พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=07-2020&date=01&group=1&gblog=11

.



Title: Re: ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 4
Post by: ppsan on 13 May 2026, 17:22:08

ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 4/3 พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม จบตอน

(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1594089269.jpg)

ขุนช้าง ขุนแผน
เรียบเรียงจากเสภา เรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน
ตอนที่  ๔/๓ พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม (จบตอน)

   
พลายแก้วยังออดอ้อนต่อไปว่า

“พิมเจ้าขออย่าตัดรอน ขออย่าโกรธ ลงโทษพี่ เจ้าอย่าน้อยใจไป พี่รักน้องด้วยความจริงใจ ไม่คิดหาญหักดอก ที่พลั้งมือฉวยชายสไบน้อง เพราะอาการกำเริบรักเกิดขึ้น งดโทษให้พี่เถิดหนาถือว่าเอาบุญ อย่ามีความขุ่นเคืองอันใดเลย อันอกเจ้างามเปล่งปลั่งดังเงินยวง ล่วงเกินบ้างอย่าน้อยใจ”

พลายแก้วกล่าวพลาง พร้อมกับค่อยๆประคองกอดพิมขึ้นบนตัก พิมแม้ว่าจะผลักดิ้นก็ดูเหมือนว่ายากจะหลุดได้ ต่อมาพิมรู้สึกว่าผ้าชายสไบกำลังจะถูกปลด รีบกำฉุดชายสไบไว้ พิมพิลาไลยก้มหน้าอยู่กับตัก น้ำตาคลอเบ้า เฝ้าวอนไหว้พลายแก้วว่า

“อนิจจาว่าแล้วหาฟังไม่ พี่จะฆ่าพิมเสียที่ไร่ฝ้ายนี้แล้วฤา รักน้องล่วงเกินในที่แจ้งเยี่ยงนี้ ไม่ถือว่ารักน้อง ถึงจะมิได้แต่งก็ควรจัดแจงให้น้องมีห้องหอบ้างตามสมควร แล้วฉันจะปรองดอง ไม่ขัดขืนใดๆ ทั้งสิ้น ตัวน้องนี้ยังมิเคยมือชาย จะล่วงเกินกลางวัน กลางแจ้งหาควรไม่ คิดดูให้ดีก่อนเป็นไร พี่กลับไปก่อนเถิด อดข้าวนะเจ้าชีวาวาย ไม่ตายดอกเพราะอดเสน่หา”

พลายแก้วจูบลูบผมแล้วมองหน้าพิม

“น้องเจ้าน่ารักนัก น้ำตาคลอเบ้าไปใย ไหว้วอนอ้อนวอนให้ปล่อย ดูแล้วน่าสงสารยิ่งนัก ยิ้มสักหน่อยเถิด ที่ทำไปเพราะรักดอก มิใคร่จะจากเจ้า พี่จะหอบเสน่หาลาไป ทิ้งความอาลัยที่สุดทรมานเสีย”

หยิบมือพิมมาประทับที่ทรวงกล่าวว่า

“แม่ดูดวงจิตของพี่ฟุ้งซ่านนัก เวลาค่ำแม่จงสังเกตการณ์ พี่จะไปที่บ้านหาเจ้า”

จากนั้นช้อนคางพิมขึ้นมาจูบชมเชยรำพันโลมลูบทั้งกาย ส่วนพิมยังคงนิ่งเงียบอยู่กับตักพลายแก้วเช่นเดิม

“พี่จะลาแล้วหันมาเถิดเจ้า”

ตะวันร่ำไร เสียงบ่าวไพร่ที่ไปเก็บฝ้าย พากันเดินร้องเพลงมา สายทองที่คอยระวังอยู่ต้นทาง เห็นพวกบ่าวพากันเดินมา จึงแกล้งทำเสียงเสียงร้องอึงว่า

“ไปได้แล้ว จวนเย็นแล้ว”

สองครั้งสองครา พิมได้ยินดังนั้นรีบไหว้พลายแก้วกล่าวว่า

“พวกบ่าวไพร่มาแล้ว รีบไปเถิด ก่อนที่พวกเขาจะเห็น อย่าฆ่าน้องทั้งเป็นเลย เอ็นดูน้องด้วยเถิดไปเสียให้เร็วไว”

พลายแก้วกอดพิมไว้กับตัก ด้วยความเสียดายเป็นเหตุมิใคร่คลายอ้อมกอด เสียงบ่าวไพร่ดังกระชั้นเข้ามา จึงผุดลุกขึ้นบังต้นไม้แล้วค่อยๆ หลบไป ส่วนพิมรีบลุกขึ้นพรวดเดินออกจากพุ่มไม้ยืนอย่างรวดเร็ว 

บ่าวไพร่เห็นพิมมีท่าทีรีบลุกขึ้นพรวดออกจากพุ่มไม้จ้ำอ้าวหนีไป รู้สึกแปลกประหลาดปนฉงนเล็กน้อย  สายทองเห็นพิมรีบเดินเข้ามาประชิด ยิ้มแย้มพูดคุยหยอกล้อ

“แม่พิมวันนี้เป็นกระไร หลังไหล่เลอะดินเต็มไปหมด”

พิมค้อนให้พี่เลี้ยง

“พี่ดีใจเกินไปหนา เสียงดังระวังบ่าวไพร่จะได้ยิน ข้ามิเป็นกระไรดอก”

สายทองได้ฟังก็นิ่งยิ้ม พิมค้อนนัยน์ตาเขียว ด้านหลังพวกบ่าวไพร่แบกฝ้ายตามมา ไม่นานทั้งหมดก็ถึงบ้านทั้งหมดรีบขึ้นเรือน เวลาจวนค่ำแล้ว พวกข้าทั้งหมดช่วยกันนำฝ้ายไปเก็บก็พลบค่ำ สายทองชวนน้องเข้าห้องนอน คุยกันกระซิกกระซี้หยอกล้อกับพิม

“เมื่อกลางวันเป็นเยี่ยงไรบ้าง แม่พิมบอกมาให้หมดเถิดหนา”

พิมค้อนแล้วพลิกตะแคงข้างจากนั้นเริ่มลงมือข่วนหยิกสายทอง

“เพราะพี่แนะนำพลายแก้วเห็นหน้าพูดจาคำสองคำ ก็กระโจนกอดปล้ำแกล้งให้ได้อาย แท้จริงแล้วเขาคิดจะปล้ำทำเล่น น้องใคร่ร้องขึ้นให้ไร่ฝ้ายถล่มทลาย น่าน้อยใจหนักหนา
ผ้าผ่อนถูกฉวยให้หลุดจากกายสองครั้งสองครา เยี่ยงนี้ตัวตายก็ยังดีกว่าเป็นคน ข้าแค้นใจนัก วันนี้คิดจะเอามีดกรีดพี่ให้ตายไป สมกับที่เป็นต้นเหตุให้ฉันได้อาย
แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าพี่สายทองเคยได้เลี้ยงดูมา จึงหักห้ามใจไว้ได้ ลางครั้งคิดจะบอกแม่ให้ได้รู้ จะได้ดูว่าพี่สายทองจะทำเยี่ยงไร เดชะบุญพวกข้ามาเสียก่อนมิเช่นนั้น คงถูกล่วงเกินอีก คำพูดของพี่มีแต่ให้ฉันได้น้อยใจ เสียแรงที่เลี้ยงน้องมา เพลานี้สิ้นรักน้องเสียแล้ว ก่อนกลับพลายแก้วยังสั่งซ้ำว่าคืนนี้จะมาหาอีก”

พูดจบพิมลุกขึ้นไปปิดประตูหน้าต่าง ลงลิ่มสลักอย่างแน่นหนา นำมีดมาถือไว้กล่าวว่า

“คืนนี้ถ้ามาแล้วหากพิมมิแทงด่าว่าอีพิมถ่อยได้เลย พี่ออกไปจากห้องนี้บัดเดี๋ยวนี้ วันนี้น้องจะคอยจนถึงรุ่งเช้าไม่หลับไม่นอน”

สายทองเห็นอาการโกรธเกรี้ยวของพิมจึงรีบปลอบว่า

“น้องพิมอย่าเพิ่งโกรธไปแค้นไปเลย ดูให้แน่ใจไปก่อน อันความเสน่หา ย่อมมีความร้อนแรงรุมเร้าใจ พลายแก้วยังหนุ่มกำดัดนัก จะหักห้ามใจคงทำมิได้ เกิดใจกำเริบเพราะยังมิเคยพบหญิง ความอายเพราะชายในครั้งนี้ของพิมยังน้อยนัก
แม่จงฟังคำของพี่ อันหญิงถึงจะมีความต้องการใจโลกีย์ ก็ยังหักห้ามใจอยู่บ้าง แต่ชายหาเป็นเช่นนั้นไม่ แม่อย่าด่วนคิดว่าเป็นสิ่งน่าอาย ความจริงก็คือความจริง สัญญาที่เคยให้ไว้ก็ยังอยู่ แม่พิมจงพิเคราะห็เถิดหนา
พลายแก้วเป็นชายบริสุทธิ์ผุดผ่อง เรื่องนี้ไม่มีข้อกังขา ส่วนแม่พิมก็เป็นสาวพรหมจารี ตั้งแต่เป็นสาวมายังไม่มีผู้ใดมาล่วงเกิน พึ่งได้เจอพลายแก้ว เรื่องแค่นี้ฤาจะมาหักหาญกัน โดนล่วงเกินสองคราเป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา เป็นมลทินที่เกาะกินใจ ถึงเจ้าจะไปได้ผู้อื่นอีก
ถ้าไปพบคนเก่าเจ้าจะหน้าไปไว้ไหน ตราบาปจะติดตัวไปจนตาย ขอแม่อย่าได้วู่วาม หยุดความวิตกกังวลไว้ก่อน อดนอนพรุ่งนี้จะตื่นสาย แม่ท่านจะเกิดความสงสัยได้ พลายแก้วมิมาดอก นอนเถิดน้องพี่จะไปนอนเช่นกัน”

กล่าวจบสายทองก็กลับไปห้องนอนเข้านอนหลับไป ส่วนพิมยิ่งคิด ยิ่งตรอมใจ ยิ่งคิดถึงพลายแก้ว ได้แต่นอนตรึกตรองไป

“พี่ลืมพิมแล้วฤา หรือเคืองน้องแล้ว จึงทิ้งให้อยู่แต่ผู้เดียว ไม่รักน้องก็แต่แรกอย่าทำเป็นรัก ทำให้มัวหมองแล้วเมินไม่มาหา คำสัญญาว่าจะมาถึงห้องนอนของพิมพี่ลืมแล้วฤา นี่ก็ยามหนึ่งแล้วพ่อแก้วเอ๋ย พี่ยังมิมา”

พิมนอนคิดไปเรื่อย กระทั่งพระจันทร์ดับแสงก็หลับไป ส่วนพลายแก้วไปถึงวัดเพลาค่ำหาบวชไม่ คอยดูฤกษ์ดูยาม ประมาณสองยามปลาย ดวงเดือนส่องแสงระยับ เพ่งมองเห็นสิ่งที่หมายเด่นชัด จัดแจงแต่งตัวพิเคราะห์ดูดวงดาวอีกครา คำนวณดูด้วยความชำนาญ เป็นที่แน่ใจก็เกิดความฮึกหาญ

ย่างก้าวไปตามทิศทางที่คำนวณไว้ ไม่นานก็มาถึงบ้านพิมพิลาไทย เสกข้าวสารหว่านไปรอบๆ สะกดคนในบ้านให้หลับสนิท สะเดาะกลอน บานที่ปิดก็เปิดในทันที จึงกลิ้งครก เหยียบยืนขึ้นบนเรือน เดินด้วยฝีเท้าแผ่วเบา เห็นที่หมายก็ตรงไป เข้าไปในห้องอย่างฉับพลัน

อัจกลับ(โคมอย่างหนึ่งทำด้วยทองเหลือง) ส่องแสงสว่าง ภายในห้องมีสิ่งของมากมายทั้งโตกพาน เซี่ยนขัน โต๊ะเครื่องแป้งจำหลักลายดูสวยงาม คันฉ่อง เครื่องทอง ตั้งไว้ พานหมากเครื่องนากมีมากมาย ม่านสายปักไหมาถมทองฝีมือของพิม เป็นเรื่องศิลป์สุริยา ตอนพานางข้ามน้ำ แล้วพลัดกัน พลายแก้วรำพึงในใจว่า

“น้องเจ้ากระไรเลยฉลาดนัก ฝีมือหาใครเทียบ”

พลายแก้วบรรจงรูดม่านย่องเข้ามา เปิดมุ้งเห็นพิมนอนหลับสนิท ดูเหมือนยิ้มรับเล็กน้อย ทำให้พลายแก้วอดคิดไม่ได้ว่า

“พิมเจ้างามนักยิ้มรับให้พี่รีบมาร่วมหมอน”

สุดที่พลายแก้วจะหักใจได้ จึงก้มบรรจงจูบรับขวัญ ครั้นทอดตาดูอีกครั้ง เห็นเหมือนพิมค้อนให้เล็กน้อย คอคางบาง เล็บยาวขาวขัดดูงามสม เข้าประคองพิมขึ้นมา จากนั้นคลายสะกด ให้พิมตื่น

“เจ้าอย่าแหนงแคลงใจว่าพี่ลวง แต่จงตื่นขึ้นเถิดรา”

(https://www.bloggang.com/data/s/sut0000/picture/1594089416.jpg)

พิมครั้นตื่นขึ้น พลิกกายมองชำเลืองมา เห็นหน้าพลายแก้ว ในใจคิดพรั่นหวั่นใจชม้ายค้อน

“ดูสิ กลอนขัดอยู่ก็เข้ามาได้ การลอบเข้าเรือนเป็นความรักฤา ข่มแหงไม่เกรงใจตั้งแต่กลางไร่จนกระทั่งถึงเรือน มันน่าอายแค้นใจนัก รบเร้าให้ขอต่อแม่ก็มิใส่ใจ มีแต่หยอกกันให้ฉันเป็นราคี พูดกลบเกลื่อนเป็นอย่างอื่น ที่ไร่ฝ้ายปล้ำทำให้อาย ใยฝ้ายติดคันไปทั้งตัว มือหนัก ยึดยื้อ ทั้งหยาบ ทั้งโดนหยาม เสียตัวอยู่ที่บ้าน ไม่ตายก็คงหลังลายเป็นแน่แท้ เยี่ยงนี้มิขอรับ เชิญถอยไปเถิดฉันไม่ใยดี”

“ยอดรักของพลายแก้ว พี่มาแล้ว ขออย่าได้ขับไล่เลย พี่มาครานี้ไม่อาลัยชีวิต เจ้าอย่าได้กล่าวอันใดเลย พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จงอย่าถือว่าหยาบหยามคลายความโกรธเถิด พี่ชมโฉมเจ้าด้วยใจรัก น้องเจ้าดิ้นนัก กายของพี่ล้วนแต่มีรอยเล็บเพราะการหยิกข่วน พี่มาด้วยความที่รักน้อง กลัวจะมัวหมอง ผ้าผืนใดตะเข็บขาด แจ้งมาเถิดพี่จะชุนเย็บให้ ขอดูมือเจ้าหน่อย เจ็บมากกว่าแขนพี่หรือเปล่า”

จากนั้นพลายแก้วจับจูบลูบไล้ เย้า หยอก พิมค้อนกล่าวว่า

“ผู้ใดให้ถาม ถึงเจ็บมือก็มิได้เชิญผู้ใด จะดูแผลน้องไปทำไม ใครเจ็บก็รักษาเอาเอง มาจับมือถือแขนเอาง่ายๆ ไม่เกรงใจทำเหมือนผัวเมีย ที่นี่เรือนมิใช่ไร่ฝ้าย ข้ามิกลัวดอก ถึงเยี่ยงไรก็มีเพื่อนบ้านเป็นพยาน ไปให้พ้น มิเช่นนั้นฉันจะร้อง”

พลายแก้วออดอ้อนต่อไปว่า

“ไม่เมตตาก็ฆ่าพี่เสียเถิด กระทุ้งห้องร้อง เอามีดกรีดได้เลย อย่านึกว่าพลายแก้วจะกลัวตาย จะกอดพิมไม่ให้ห่างกาย ตามแต่พิมจะปราณี”

กอดกระชับกว่าเดิม กล่าวต่อไปว่า

“อย่าสะบัดไปเลยไม่พ้นมือพี่ดอก สองแก้มเจ้าเย้ายวนพี่นักขอจูบทีเถิด”

“เดี๋ยวจับ เดี๋ยวจูบ ทั้งลูบทั้งชม ทำเหมือนเป็นเชลย พูดยังไงก็ไม่ฟังกัน จะหยิกเยี่ยงไรก็ไม่เจ็บ ดูซิเล็บจะหักแล้ว”

“อย่าทำให้เล็บหักเลย ลงโทษพี่อย่างอื่นเถอะ ทำเล็บหักเหมือนไม่รักพี่จริง เล็บเจ้ามีค่ากว่าเงินทอง”

พลายแก้วยิ้มเข้าประชิดกว่าเดิม อุ้มพิมแนบไว้กับอกด้วยใจยินดี เอนประทับลงที่หมอน หน้าแนบหน้า  ทั้งสองกอดดิ้นไปมา เกิดมหาเมฆมืดพายุพัดกระหน่ำ ท่ามกลางสายฝน สะเทือนสะท้านทั้งสามภพ

ครานั้น พิมที่อยู่ในห้วงเสน่หา ขณะอยู่บนที่นอน พัดวี พลอดรัก กอดพลายแก้วมิยอมห่าง ซับเหงื่อให้ด้วยสไบ ละลายกระแจะจันทร์ทา  อ้อนวอนให้กินของหวานและหมากพลู บุหรี่ ซุบซิบสนทนา ลุ่มหลงอยู่ในรสกามา มิได้หลับมิได้นอน

ในท่ามกลางพระจันทร์ส่องแสง ดวงดาวอับแสงลง เสียงไก่ขันแว่วมา ผสมกับเสียงนกร้อง เป็นระยะ ไม่นานพระอาทิตย์เริ่มส่องแสง พลายแก้วได้สติคิดจะกล่าวลาด้วยคำหวาน แต่ก็มิอาจกล่าวได้โดยง่าย

“พี่จะลาจากพิม รู้สึกเหมือนใจจะขาดรอนๆ แก้วตาคอยอยู่เกิด พอพลบค่ำ พี่จะกลับมาอย่างแน่นอน“

พิมพิลาไลย สะอื้นออดอ้อนอ่อนระทวยในอ้อมกอดพลายแก้ว

“พ่อมาให้พิมนี้ตรอมใจ ก็สาสมแล้วที่พิมเป็นคนโฉดชั่ว เช้าค่ำคงได้จมอยู่ในความเศร้าโศก อีกนานเท่าใด มิมีผู้ใดรู้ได้ พิมรักพี่ พี่รักพิม แต่พี่มาหักหาญน้ำใจ รักแล้วจาก ทำให้ต้องทรมาน ต่อแต่นี้จะปรึกษากับใครได้ ความทรมานเหมือนนอนในกองไฟ พี่อยู่ไหนจะรับรู้ได้ พี่อยู่วัดพิมคงไปหาไม่ได้ ค่ำแล้วขอให้พี่จงกลับมา ให้ได้เห็นหน้าทุกคืนพอชื่นใจ”

พลายแก้วปลอบแล้วลูบประโลม

“พี่รักเจ้าจะมิให้ห่างไกลอย่าห่วงเลย ไก่ขันแล้ว จำใจจากไกล อย่าเสียใจพี่จะมาหาทุกคืน พอพลบค่ำจะมาหาถึงห้องให้หายคิดถึง พี่คงต้องปีนกลับไปแล้ว เจ้ายืนส่งแค่พอพ้นเรือนก็พอ”

พลายแก้วปลอบพลางโอบอุ้ม ฟูมฟายน้ำตานอง ถึงประตูเรือนที่มีแสงเทียนเรือนราง เหมือนความระทมจะมากขึ้นตามแสงเทียนที่เรือนราง แสงสีทองส่องท้องฟ้าแล้ว แต่พลายแก้วมิอาจจากนางได้ทรุดนั่งพะว้าพะวังด้วยอาลัยอาวรณ์ ประโลมลูบจูบเสมือนว่าชื่นชมยังไม่อิ่มใจ สุดท้ายก็ตัดใจได้

“ปิดประตูเถิดเจ้าอย่าเศร้าโศกไปเลย”

จากนั้นพลายแก้วรีบลุกขึ้น ในขณะที่ไฟสวาทยังคุกกรุ่นในใจมิหาย ยิ่งเหลียวหลังมองพิมยิ่งเกิดความอาลัยเหมือนจะขาดใจ พิมปิดประตูด้วยสีหน้าละห้อย พลายแก้วแข็งใจเดินออกจากบ้าน ถึงวัดหลบท่านสมภาร นมัสการชีต้นให้บวชทันที

.
จบตอนที่ ๔
.

Create Date : 07 กรกฎาคม 2563
Last Update : 7 กรกฎาคม 2563 9:38:10 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 4/3 พลายแก้วเป็นชู้กับนางพิม จบตอน
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=07-2020&date=07&group=1&gblog=12

.