Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
หมวดหมู่ทั่วไป => สาระน่ารู้ => Topic started by: ppsan on 04 May 2026, 20:37:40
-
จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม โดย ผู้ชายในสายลมหนาว
จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (1)
.
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443164902.jpg)
สิ่งของในสมัยสุโขทัยล้วนจัดแสดงอยู่ในตึกประพาสพิพิธภัณฑ์
ยกเว้นแต่ศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์
จึงถูกแยกไปจัดแสดงในบริเวณทางเข้าของพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
ห้องที่จัดแสดง timeline ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน
มันสำคัญจนกระทั่งเป็นวัตถุ 1 ใน 9 ชิ้นที่หากใครต้องการที่จะทำจำลอง
ต้องมีการขอนุญาติจากทางราชการ โดยต้องมีขนาดไม่เท่ากับชิ้นงานจริง
นอกจากนี้คณะกรรมการ UNESCO ได้จดทะเบียนศิลาจารึกหลักที่ 1
เป็นหนึ่งในมรดกความทรงจำของโลก (Memory of the World)
ซึ่งแตกต่างจากที่เรารู้จักกันทั่วไปว่า มีแต่สถานที่เท่านั้นที่เป็นมรดกโลกได้
ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 193 รายการจาก 87 ประเทศ โดยประเทศไทยยังมีอีก 2 ชิ้น
คือเอกสารราชการสมัยปฏิรูปการปกครองช่วงรัชกาลที่ 5 กว่า 500,000 แผ่น
ปัจจุบันเก็บรักษาที่หอสมุด อาคารถาวรวัตถุ วัดมหาธาตุยุวราษฎร์รังสฤษดิ์
และชิ้นล่าสุดที่หลายคนอาจจะได้ยินข่าวก็คือ จารึกต่างๆ ในวัดโพธิ์นั่นเอง
แต่ก่อนหน้าที่ศิลาจารึกหลักที่ 1 จะได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกนั้น
มันได้ฝ่าฟันวิกฤติการณ์ที่สำคัญ นั่นก็คือ คำถามจากนักวิชาการว่า
ศิลาจารึกหลักที่ 1 นั้น เป็นสิ่งที่ทำขึ้นในสมัยสุโขทัยจริงหรือไม่
หากคำตอบนั้นคือไม่ใช่ สิ่งที่เราเคยเรียนมาทั้งหมดอาจหายไปในพริบตา
.
ศิลาจารึก หลักที่ 1
ปีที่จารึก พ.ศ. 1835 ผู้จารึก พ่อขุนรามคำแหง
ลักษณะ หลักสี่เหลี่ยมด้านเท่า ทรงกระโจม จำนวน 4 ด้าน 127 บรรทัด
ปีที่พบจารึก พ.ศ. 2376
สถานที่พบ เนินปราสาท ต. เมืองเก่า อ. เมือง จ. สุโขทัย
ผู้พบ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ปัจจุบันอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443164913.jpg)
พ.ศ. 2376 สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎขณะทรงผนวชเป็นพระภิกษุ
ได้ออกเสด็จจาริกธุดงค์ไปยังหัวเมืองเหนือ เมื่อถึงเมืองเก่าสุโขทัย
ทรงพบศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร
และพระแท่นมนังศิลาบาตร ที่เนินปราสาทเก่าสุโขทัย
ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าโบราณวัตถุเหล่านี้เป็นโบราณวัตถุที่สำคัญ
จึงโปรดเกล้าให้นำลงมาเก็บรักษาไว้ที่วัดราชาธิวาส
พ.ศ. 2479 เมื่อทรงย้ายไปประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร
จึงโปรดให้ย้ายไปไว้ที่วัดบวร พระองค์ทรงเริ่มอ่านศิลาจารึกหลักนี้
แม้ภาษาไทยจะวิวัฒนาการมาหลายร้อยปี แต่ก็น่าจะพอแกะได้บางส่วน
แต่ปัญหาก็คือวิธีการของพ่อขุนรามคำแหงนั้นเขียนอักษรบนบรรทัดเดียวกัน
ครั้นเสด็จเสวยราชย์แล้วโปรดเกล้าให้ย้ายจารึกไปไว้ที่วัดพระแก้ว
ตรงศาลาราย ข้างด้านเหนือพระอุโบสถ หลังที่สองนับจากตะวันตก
หลังจากนั้นพระองค์ไม่มีเวลาที่จะถอดข้อความได้ทั้งหมด
แต่ทรงโปรดเกล้าให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
เป็นแม่กองคณะนักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกันคัดตัวอักษรลงแผ่นกระดาษ
พ.ศ. 2398 ทรงพระราชทานสำเนาแก่ Sir John Bowring เอกอัครราชทูตอังกฤษ
และได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ The Kingdom and People of Siam
และสำเนาให้แก่ราชฑูตฝรั่งเศสอีกชุดหนึ่งด้วย
จุดนี้เองที่เป็นการเริ่มข้อสงสัยถึงความจริงแท้ของหลักศิลาจารึกหลักนี้
เมื่อนักวิชาการรุ่นหลังมองว่า มันถูกใช้เพื่อสร้างหลักฐานทางการเมือง
เป็นความพยายามที่จะแสดงความศิวิไลซ์ให้ชาวตะวันตกเห็นว่า
สยามมีอารยะธรรมสืบย้อนไปได้ถึงกว่า 600 ปี
.
Create Date : 25 กันยายน 2558
Last Update : 1 ตุลาคม 2558 16:18:41 น.
.
ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (1)
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nontree&month=25-09-2015&group=19&gblog=70
.
-
จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (2)
.
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443430572.jpg)
หลังจากนั้นก็มีการพยายามถอดความในศิลาจารึกหลักที่ 1 เรื่อยมา
และมีการตีพิมพ์คำอ่านครั้งแรกในหนังสือวชิรญาณ ตอนที่ 36
เดือนกันยายน พ.ศ. 2440 ชื่อเรื่องว่า อภินิหารการประจักษ์
เนื้อหาเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ต่างๆ เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฏได้ทรงจาริกไปหัวเมืองเหนือ
โดยมีคำแปลของหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 อยู่ในภาคผนวกท้ายเล่ม
พ.ศ. 2451 รัชกาลที่ 6 ขณะดำรงพระยศเป็นสยามมงกุฎราชกุมาร
ทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง หลังจากเสด็จประพาสเมืองเหนือ
โดยทรงอ่านคำแปลของศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นหนังสือนำชม
ทรงพยายามที่จะกำหนดรูปแบบและอายุให้กับโบราณสถานที่ทรงพบเห็น
โดยจะเสด็จไปตามที่บอกไว้ในจารึก
เมื่อพบโบราณสถานใดที่คล้ายกับลักษณะที่บรรยายไว้
ในจารึกก็สรุปว่า โบราณวัตถุสถานนั้น สร้างขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง
เช่น เมื่อเสด็จไปถึงกลางเมืองก็พบวัดที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดมหาธาตุ
ทรงพบวิหารใหญ่ พระพุทธรูป และพระอัฏฐารศ
ก็ทรงสันนิษฐานทันทีว่า วัดนี้สร้างโดยพ่อขุนรามคำแหงอย่างแน่นอน
พ.ศ. 2457 เมื่อสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ขณะทรงดำรงตำแหน่งสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร
ทรงรวมเรื่องศิลาจารึกเกี่ยวกับสุโขทัยไว้ในหนังสือชุดประชุมพงศาวดาร
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443430592.jpg)
พ.ศ. 2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดเกล้าให้ย้ายศิลาจารึกหลักที่ 1 มารวมกับศิลาจารึกหลักอื่นๆ
เก็บไว้ที่ตึกถาวรวัตถุหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์
อันเป็นที่ทำการแรกของหอสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร
หอสมุดวชิรญาณได้จ้าง ศ. Goerge Coedes เป็นบรรณารักษ์ใหญ่
คณะกรรมการได้มอบหมายให้ท่านเป็นผู้อ่านแปลศิลาจารึกภาษาต่างๆ
ที่หอพระสมุดได้รวบรวมเอาไว้ และได้พิมพ์คำอ่านศิลาจารึกต่างๆ
รวมทั้งหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อ พ.ศ. 2467
ในงานทำบุญฉลองครบอายุ 4 รอบ ของพระยาราชนุกูล
(อวบ เปาโรหิตย์) เรียกหนังสือนี้ว่า ประชุมจารึกสยามภาคที่ 1
เป็นครั้งแรกที่การเผยแพร่เนื้อหาคำแปลจากหลักศิลาจารึกครบทุกด้าน
และมีการปรับปรุงแก้ไขคำแปลนั้นต่อๆ มาโดยนักวิชากรรุ่นหลัง
พ.ศ. 2468 มีการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในสมัยรัชกาลที่ 7
จึงได้ย้ายศิลาจารึกหลักที่ 1 ไปจัดแสดงที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
พ.ศ. 2509 ย้ายกลับไปเก็บในตึกถาวรวัตถุเช่นเดิม
พ.ศ. 2512 ย้ายมาจัดแสดงที่ห้องสุโขทัย ตึกประพาสพิพิธภัณฑ์
พ.ศ. 2525 ในคราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี
มีการปรับปรุงการจัดแสดง จึงได้นำศิลาจารึกหลักที่ 1
มาจัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์ชาติไทย พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443430609.jpg)
หลัง พ.ศ. 2500 มีนักวิชาการต่างชาติตั้งคำถามถึงความแท้ของศิลาจารึก
นำไปสู่ความสงสัยของนักวิชาการไทยแสง มนวิทูร และปรีดา ศรีชลาลัย
เป็นคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่ตั้งข้อสังเกตว่ารัชกาลที่ 4 อาจจะเป็นคนทรงแต่ง
แต่ก็ไม่ได้มีการสรุปอย่างจริงจัง และเป็นเพียงการรับรู้ในวงแคบๆ
เพราะการถกเถียงในเรื่องนี้สุ่มเสี่ยงต่อการหมื่นพระบรมเดชานุภาพ
พ.ศ. 2519 เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง เมื่อ ม.จ. จันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี
ทรงมีผลงานหนังสือ ชื่อ นำเที่ยวศิลาจารึกสุโขทัย ตีพิมพ์ที่ ม. ฮาวาย
โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า จารึกนี้สร้างขึ้นพระยาลิไท
ไม่ใช่พ่อขุนรามคำแหง เพื่อใช้ประโยชน์จากจารึกทางการเมือง
ซึ่งในปัจจุบัน เราก็ยอมรับกันแล้วว่า ศิลาจารึกนั้นเขียนขึ้นสองสมัย
ด้วยความต่างระหว่างเนื้อหา และรูปแบบทางการเขียน
เมื่อนักวิชาการที่เป็นราชนิกุลทรงออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้
ก็คงไม่มีใครกล้ากล่าวหา เรื่องความไม่จงรักภักดีอย่างแน่นอน
จึงเป็นการจุดกระแสให้นักวิชาการกล่าวถึงเรื่องศิลาจารึกหลักที่ 1
ซึ่งแบ่งได้ออกเป็นสองผ่าย คือฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นของใหม่
และฝ่ายที่เชื่อว่าศิลาจารึกนี้เขียนขึ้นในสมัยสุโขทัย
.
Create Date : 28 กันยายน 2558
Last Update : 30 กันยายน 2558 10:38:36 น.
.
ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (2)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=09-2015&date=28&group=19&gblog=71
.
-
จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (3)
.
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443584162.jpg)
พ.ศ. 2530 Michael Vickery เป็นคนแรกที่เสนอข้อสงสัยอย่างเป็นทางการ
ในการประชุมนานาชาติไทยศึกษา ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย
ในหัวข้อเรื่อง ศิลาจารึกพ่อขุนราม เป็นของเก่าหรือสร้างใหม่ในภายหลัง
ที่เขามั่นใจมากว่าศิลาจารึกนี้ถูกสลักขึ้นภายหลังพ่อขุนรามคำแหงนานมาก
โดยเปรียบเทียบตัวอักษร คำศัพท์ เนื้อหา ฯลฯ กับศิลาจารึกสุโขทัยหลักอื่นๆ
1. ภาษาในศิลาจารึกมีเสียงวรรณยุกต์ตรงกับภาษาปัจจุบันมากกว่าหลักอื่น
ซึ่งหมายความว่า จารึกหลักนี้ใกล้เคียงภาษากลางมากกว่าหลักอื่น
2. จารึกหลักที่ 1 มีคำไทยแท้มากเกินไปจนผิดสังเกต
ผิดจากจารึกร่วมสมัยที่มีอิทธิพลมาจากภาษาขอม
3. ศิลาจารึก เรียก กำแพงสุโขทัยว่า ตรีบูร ซึ่งหมายถึง กำแพงสามชั้น
ทั้งที่ในยุคพ่อขุนรามคำแหงมีกำแพงเพียงชั้นเดียว
กำแพงชั้นนอกที่ก่ออิฐสร้างขั้นสมัยหลังเมื่ออาวุธปืนใหญ่แบบตะวันตก
สมัยพ่อขุนรามคำแหงจึงไม่อาจรู้ได้ว่า จะมีกำแพงสามชั้น
4. ศิลาจารึกเขียน สระ อิ อี อึ อื อุ อู แบบฝรั่ง คือเขียนบรรทัดเดียวกัน
ทั้งที่จารึกอื่นๆทั้งหมดเขียนแบบวางตำแหน่งสระทั้งบนและล่าง
จารึกหลักที่หนึ่งจึงน่าจะเขียนเมื่อได้รับอิทธิพลจากอักษรตะวันตกแล้ว
5. การพัฒนาของการใช้ ฃ. ฃวด กับ ฅ. ฅน ซึ่งเป็นเสียงโฆษะ
แต่จะค่อยๆหายไปเพราะภาษาไทยไม่นิยมเสียงโฆษะ(เสียงก้อง)
แต่จะเป็น ข. ไข่ และ ค. ควา ย แทน เพราะ เป็นเสียงอโฆษะ(ไม่ก้อง)
แต่ศิลาจารึกใช้ ฃ.ฃวด และ ฅ.ฅน อย่างไม่มีกฎเกณฑ์
6. เนื้อหาของศิลาจารึกก็เป็นปริศนา
เพราะเล่าเรื่องที่โน้มไปทางการเมือง ขณะที่ศิลาเรื่องอื่นเป็นกรอบศาสนา
7. เรื่องพนมเบี้ย ก็เป็นเรื่องของยุครัตนโกสินทร์มากกว่ายุคสุโขทัย
เพราะในจารึกอื่นกล่าวถึงเบี้ย ในลักษณะที่ใช้เป็นเงินตรา
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443584173.jpg)
พ.ศ. 2529 – 2531 อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ได้วิจัยเนื้อหาในหลักศิลาจารึก
และได้ตีพิมพ์รายงานวิจัยที่มีชื่อว่า จารึกพ่อขุนรามคำแหง การวิเคราะห์เชิงศิลปะ
ในเดือน มกราคม พ.ศ. 2532 โดยให้ข้อพิจารณาในประเด็นหลักๆ ได้แก่
1. จารึกหลักที่ 1 เอาสระและพยัญชนะมาไว้ในบรรทัดเดียวกัน
ขณะที่จารึกหลักอื่น ๆ วางสระและ วรรณยุกต์บนล่าง
เป็นลักษณะของการเรียงพิมพ์ซึ่งเป็นอิทธิพลของฝรั่ง
และคล้ายกับตัวอักษรอริยกะ ที่พระองค์คิดค้นขึ้นในขณะทรงผนวช
2. จารึกหลักที่ 1 มีขนาดเล็กผิดปรกติแตกต่างจากศิลาจารึกที่อายุใกล้เคียงกัน
คือ จารึกปราสาทพระขรรค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งมีขนาดเกือบ 2 เมตร
หรือศิลาจารึหลักที่ 2 และหลักที่ 4 ก็มีขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน
3. คําว่า รามคําแหง ไม่ปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักอื่น ๆ เลย
มีแต่ในหลักที่ 1 เท่านั้น ในขณะที่หลัก อื่นๆ เรียกว่า พระญารามราช พระร่วง
คำนี้ยังคล้ายกับตําแหน่ง พระรามคำแหง ในพระอัยการนาทหารหัวเมือง
ของกฎหมายตราสามดวง ที่ตราขึ้นใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์
4. ในจารึกกล่าวว่าสุโขทัยนั้นตรีบูรได้สามพันสี่ร้อยวา (3400*2 = 6800 ม.)
เมื่อกรมศิลปากรเข้าไปบูรณะ วัดได้ความยาวของกําแพงชั้นใน 6100 เมตร
ชั้นกลาง 6500 เมตร และชั้นนอก 6800 เมตร แต่กำแพงชั้นกลางและชั้นนอก
สร้างในสมัยอยุธยา ดังนั้นพ่อขุนรามคำแหงทราบเรื่อง 6800 เมตร ได้อย่างไร
5. พระพุทธรูปหลายองค์ที่กล่าวถึงในจารึกหลักที่ 1 ดูตามรูปแบบศิลปะแล้ว
ไมมีอะไรเกี่ยวข้องกับสมัยสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปฝีมือช่างสมัยอยุธยา
6. ชื่อช้างมาสเมืองของขุนสามชนคล้ายกับช้างของรัชกาลที่ 2 ที่ชื่อ มิ่งเมือง
และช้างของพ่อขุนรามคําแหงที่ชื่อ รูจาคีรีก็คล้ายกับชื่อ คีรีเมฆ เทพคีรีจันคีรี
ในพระราชนิพนธ์ ช้างเผือกของรัชกาลที่ 4 แต่ในศิลาจารึกหลักที่ 2
ช้างของมหาเถรศรีศรัทธาชื่อ อีแดงเพลิง ซึ่งดูเป็นคำไทยโบราณมากกว่า
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443584197.jpg)
7. คําที่ใช้ในจารึกหลักที่ 1 เป็นคําที่นิยมในสมัยรัตนโกสินทร์แล้ว
เช่น ตระพังโพยสี คือการขุดสระให้เป็นสีมา มีอุโบสถอยู่กลางน้ํา
อันเป็นแบบของพุทธศาสนานิกายสิงหลภิกขุ และไม่ปรากฏคำนี้อยู่ในที่อื่นเลย
ยกเว้นในพระราชพงศาวดารฉบับกรุงสยาม ซึ่งเป็นเอกสารชั้นหลัง
8. การเขียนคำว่ามะม่วง ให้เป็น หมากม่วง เป็นความจงใจเพื่อให้ดูเก่า
ความจริงในสมัยสุโขทัยใช้คำว่า ไม้ม่วง แต่คําว่า หมากม่วงนี้
กลับปรากฏในเรื่องนางนพมาศ ซึ่งน่าจะเขียนจะขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3
9. การเผาเทียนเล่นไฟ ก็ดูจะสอดคล้องกับหนังสือเรื่องนางนพมาศ
หรือการพนมดอกไม้ คือการจัดดอกไมเป็นพุ่ม เป็นลักษณะการจัดดอกไม้
ของวัดบวรนิเวศ และ เป็นคําเฉพาะที่ไม่มีในจารึกหลักอื่น ๆ
10. เรื่องเจ้าเมืองบ่เก็บจังกอบก็เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับการค้าเสรี
ที่สยามโดยอังกฤษบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาเบาริ่งเพื่อปรับลดภาษี
11. การรับฟังเรื่องราวร้องทุกข์ของราษฎรโดยการเอากระดิ่งไปแขวนไว้
ก็ตรงกับเรื่องราวการรับฎีกาโดยตรงจากราษฎรที่มีขึ้นในรัชกาลที่ 4
12. การกล่าวถึงสถานที่ต่างๆ เพียงกว้างๆ เช่น พิหารทองตั้งอยู่กลางเมือง
ถ้าเป็นจารึกร่วมสมัยจริง เหตุใดจึงไม่มีการระบุชื่อวัดหรือสถานที่โดยตรง
ดังนั้น อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ เชื่อว่าศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นการแต่งขึ้น
โดยนำเนื้อหามาจากศิลาจารึกวัดศรีชุมของพระมหาธรรมราชาลิไท
เช่น พระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหงในตอนชนช้างกับขุนสามชน
เหมือนกับเรื่องพระมหาเถรศรีศรัทธาเคยได้ชนช้างกับขุนจังมาก่อน
มีการดัดแปลงบางพยัญชนะ และวิธีการเขียนตัวอักษรเป็นชั้นๆ บนล่าง
มาเป็นการเขียนไว้บนบรรทัดเดียวเหมือนกับภาษาตะวันตก
แสดงให้เห็นว่าผู้แต่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องภาษาเป็นอย่างดี
.
Create Date : 30 กันยายน 2558
Last Update : 30 กันยายน 2558 15:29:27 น.
.
ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (3)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=09-2015&date=30&group=19&gblog=72
.
-
จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (4)
.
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443753478.jpg)
งานวิจัยนี้ถูกนำไปสู่การอภิปรายที่สยามสมาคมเรื่อง ศิลาจารึกหลักที่ 1
ในวันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2532 ณ ห้องประชุมใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด
สำนักงานใหญ่ ถ. สีลม กรุงเทพฯ มีพระดำรัสเปิดโดย
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา ฯ ในฐานะประธานในที่ประชุม
อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ ได้ข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมจากบทความเดิมว่า
ศิลาจารึกหลักที่ 1 นี้ รัชกาลที่ 4 เป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น
มีการชี้เค้าเงื่อนไว้ในหนังสืออภินิหารการประจักษ์
ที่นิพนธ์โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
ในปีพุทธศักราช 2411 เป็นหนังสือที่กล่าวถึงบุญบารมีของรัชกาลที่ 4
ที่ทรงพบแท่นศิลาที่ชาวเมืองนับถือว่าเป็นของขลังไม่มีใครเข้าไปใกล้
แต่พระองค์เสด็จขึ้นประทับบนแท่นศิลานั้น รับสั่งว่า
"อยู่ทำไมกลางป่า ไปอยู่บางกอกด้วยกันจะได้ฟังเทศน์จำศีล"
เมื่อพระองค์เสด็จกลับจึงโปรดเกล้าฯให้ชะลอมาก่อเป็นแท่นไว้ที่วัดสมอราย
มีเรื่องเทพยดามาทูลว่า ต่อไปพระองค์จะได้ขึ้นครองราชย์สมบัติ
คล้ายกับพระยาลิไทที่เคยเป็นองค์รัชทายาท แต่ไม่ได้ขึ้นครองราชย์ในทันที
ทั้งสองพระองค์จะได้มีโอกาสศึกษาพระไตรปิฏกอย่างลึกซึ่งเสียก่อน
ดังเนื้อหาในจารึกหลักที่ 4 วัดป่ามะม่วงภาษาเขมรที่ถูกลงมาพร้อมพระแท่น
แต่ในหนังสือเล่มนี้กลับไม่มีการกล่าวถึง การนำจารึกหลักที่ 1 ลงมาด้วย
ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะหลงลืมที่จะกล่าวถึงเรื่องสำคัญเช่นนี้
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443753492.jpg)
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ทรงเลือกแปล
โดยยกเอามาแต่เฉพาะบางเหตุการณ์ เริ่มที่มหาศักราช 1214 ศกปีมะโรง
พ่อขุนรามคำแหงให้ปลูกไม้ตาล 14 ปีเข้า จึงให้ช่างถากขดานหินกลางไม้ตาลนี้
และในวันอุโบสถก็โปรดให้พระเถระผู้ใหญ่สวดธรรมแก่เหล่าอุบาสก
หามิใช่วันอุโบสถพระองค์เองก็เสด็จขึ้นประทับออกว่าราชการ
ตรงกับพระราชดำริของเจ้าฟ้ามงกุฎเมื่อเสด็จสุโขทัยที่ตรัสกับแท่นศิลาว่า
"ให้ไปบางกอกด้วยกัน จะได้ฟังเทศน์ถือศีล" น่าจะสันนิษฐานได้อีกว่า
พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่าหากเมื่อพระองค์เสวยราชสมบัติขึ้นเมื่อใด
ก็คงใช้แท่นศิลานี้เป็นบัลลังค์ แต่ก็มิได้แสดงให้เป็นที่ประจักษ์เท่านั้น
หนังสือแสดงวิธีการเปลี่ยนมหาศักราชมาเป็น พ.ศ. โดยการบวกด้วย 621
ซึ่ง อ. พิริยะนำได้ลองเปลี่ยนพุทธศักราชนั้นมาเป็นคริสต์ศักราชพบว่า
ม.ศ. 1214 ที่พ่อขุนรามคำแหงทรงปลูกต้นตาลก็จะตรงกับปี พ.ศ.1835
แต่หากเปลี่ยนจาก พ.ศ. เป็น ค.ศ. ตรงๆ ปีนั้น คือสองปีก่อนที่เจ้าฟ้ามงกุฎ
จะเสด็จไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดบวร
อีก 14 ปีต่อมาจึงโปรดเกล้าฯให้ช่างถากกระดานศิลา (พระแท่นมนังคศิลา)
ก็จะตรงกับปี ศ.ศ.1849 คือสองปีก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์
แต่เนื้อหาต่อไปเรื่องที่พ่อขุนรามคำแหงให้ขุดเอาพระธาตุ กลับกล่าวว่า
เป็นปีศักราช 1209 ปีกุน แต่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ระบุว่าเป็นศักราช
1207 ปีกุน เป็นเจตนาที่จะแสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่างของเวลาสองปี
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443753509.jpg)
ดังนั้นถ้าเอาสองปีมาเพิ่มเข้าไป
ม.ศ. 1835 ปีที่พ่อขุนรามคำแหงปลูกต้นตาล +2
ตรงกับ ค.ศ 1837 ที่เจ้าฟ้ามงกุฎจะเสด็จไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดบวร
ม.ศ. 1849 ปีที่พ่อขุนรามคำแหงโปรดเกล้าฯให้ช่างถากกระดานศิลา +2
ตรงกับ ค.ศ. 1851 ที่เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จขึ้นครองราชย์พอดี
ม.ศ. 1209 ที่พ่อขุนรามคำแหงให้ขุดเอาพระธาตุออกไปให้คนทั้งหลายเห็น
แล้วเอาลงไปฝังไว้กลางเมืองศรีสัชนาลัย หากบวก 623 จะตรงกับ ค.ศ.
ที่เจ้าฟ้ามงกุฎโปรดเกล้าฯให้ขุดศิลานิมิตแล้วทรงให้ผูกนิมิตใหม่
ม.ศ 1205 เมื่อพ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์ลายสือไทยนั้น หากบวก 623
จะตรงกับปีที่เจ้าฟ้ามงกุฎทรงมีพระราชศรัทธาที่จะนำเอาพระวินัยมอญ
มาเป็นข้อปฏิบัติในธรรมยุตนิกาย และอาจจะทรงริเริ่มประดิษฐ์อักษรอริยกะ
สรุปได้ว่า ศิลาจารึกหลักนี้น่าจะจารขึ้นในช่วง พ.ศ. 2376 – 2398
หรือระหว่างปีที่พระองค์ทรงค้นพบจนถึงพระราชทานแก่เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง
ดังนั้น ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าไม่สามารถนำศิลาจารึกหลักนี้
มาใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยสุโขทัยได้
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443753540.jpg)
.
Create Date : 02 ตุลาคม 2558
Last Update : 5 ตุลาคม 2558 15:10:28 น.
.
ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (4)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=02&group=19&gblog=73
.
-
จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (5)
.
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444031247.jpg)
อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ ได้อรรถาธิบายว่า
ประวัติศาสตร์นิพนธ์ชิ้นนี้เป็นกุศโลบายที่พระองค์จะนำไปใช้
ในการเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีที่มีมาแต่เดิมไปสู่โลกทัศน์ใหม่
ซึ่งรับกับอารยธรรมตะวันตก จารึกหลักที่ 1 จึงเป็นการสร้างภูมิหลัง
เพื่อเป็นหลักประกันแก่ความเปลี่ยนแปลงที่พระองค์ทรงกระทำ
เช่น การที่พระองค์ทรงประดิษฐ์อักษรอริยกะ ที่อาจจะมีพระราชประสงค์
อันนำไปสู่การที่จะเปลี่ยนระบบวิธีเขียนภาษาไทยให้อยู่ในบรรทัดเดียวกัน
เพื่อสามารถที่จะใช้กับเครื่องพิมพ์ได้สะดวกยิ่งขึ้น
หรือการที่จะลดค่าระวางปากเรือจากวาละ 1700 ให้เหลือว่าละ 1000 บาท
เพื่อส่งเสริมการค้า ก็จะเป็นการขัดผลประโยชน์ของขุนนาง ที่แต่เดิมผูกขาด
แต่ในสมัยสุโขทัย ใครใคร่ค้าช้างค้า ใคใคร่ค้าม้าค้า
เจ้าเมืองบ่อเอาจังกอบในไพร่ ก็เป็นเรื่องของสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
เป็นการชี้นำว่า การค้าเสรีนั้นมีมาแต่ในสมัยสุโขทัย
ในสมัยพระองค์ทรงโปรดให้ไพร่สามารถถวายฎีกาโดยมาตีกลองวินิจฉัยเภรี
ก็มีอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า ไพร่ฟ้าหน้าใสไปสั่นกระดิ่งถวายฎีกา
พระองค์ต้องการที่จะปรับปรุงพระราชพิธีสำหรับบ้านเมือง
เช่นการถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระองค์เองก็เสวยน้ำพิพัฒน์สัตยานั้นด้วย
ก็แสดงให้เห็นในข้อความว่า ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุนถือบ้านถือเมือง
พระองค์ก็ยังทรงให้ความสำคัญแก่เทพารักษ์ผู้พิทักษ์รักษาบ้านเมือง
เช่น การนับถือพระขพุงที่สุโขทัย และพระสยามเทวาธิราช
ซึ่งทรงสถาปนาขึ้นเพื่อพิทักษ์รักษากรุงสยามในลักษณะเดียวกัน
เมื่อพระองค์ทรงโปรดเกล้าให้ราษฎรมาเฝ้าชมพระบารมี
ก็มีเรื่อง ที่ชาวเมืองสุโขทัยมาดูพ่อขุนรามคำแหงท่านเผ่าเทียนเล่นไฟ
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444030972.jpg)
ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย
และได้เชิญ ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร ผู้เชี่ยวด้านอักษรไทย
และ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรีในฐานะเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
ใจความสรุป คือ ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้เสนอว่า
กระบวนการวิจัยของ อ. พิริยะนั้นยังไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ
เช่น หากกล่าวว่าถ้อยคำบางคำในศิลาจารึกนั้นตรงกับเอกสารสมัยหลัง
แล้วจะเป็นของใหม่ ลิลิตยวนพ่ายก็สามารถกลายเป็นของใหม่ได้เช่นกัน
ในทางตรงข้าม หากจะสรุปว่า ถ้อยคำใดในศิลาจารึกหลักที่ 1
ที่ไม่ได้ถูกใช้ในปัจจุบัน จะสรุปว่าถ้อยคำนั้นไม่มีในสมัยสุโขทัยก็ไม่ได้
ดังนั้นตรรกะทั้งสองด้านนี้ย่อมสวนทางกันอยู่ในตัวของมันเอง
ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้นำเสนอหลักฐานทางเอกสารที่สำคัญ
ที่ยืนยันถึงการประดิษฐ์อักษรไทย คือหนังสือจินดามณีฉบับประเจ้าบรมโกศ
ปรากฏข้อความว่า พระร่วงทรงประดิษฐ์อักษรไทยในปี พ.ศ. 1826
ซึ่งเป็นสิ่งที่บอกชัดว่าแม้ไม่มีศิลาจารึกหลักที่ 1 คนสมัยอยุธยาก็รับรู้ว่า
พระร่วงหรือหรือ พ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรไทย
การเอาพยัญชนะมาวางไว้บรรทัดเดียวกัน ไม่ได้เอาอย่างฝรั่ง
แต่เป็นการเขียนที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย แม้ในสมัยพระยาลิไท
สระ อี ก็มีการใช้ในบรรทัดเดียวกัน เช่นเดียวกันกับจารึกวัดพระยืน เชียงใหม่
จารึกหลักที่ 1 ไม่ได้เล็กกว่าหลักอื่นๆ ในสมัยเดียวกัน
เพราะแม้จะสูงเพียง 111 ซ.ม.และหลักที่ 4 พระยาลิไทจะสูง 200 ซ.ม.
แต่ศิลาจารึกหลักที่ 1 กว้างถึง 35 ซ.ม.ในขณะที่หลักที่ 4 กว้าง 30 ซ.ม.
แต่จารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่พบในประเทศลาวก็มีขนาดเล็กกว่า
ขนาดจึงไม่ใช่ประเด็น
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444030479.jpg)
ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี ได้โต้แย้งถึงข้อสังเกตที่ว่า ทำไมในศิลาจารึก
ถึงกล่าวถึงชื่อที่ไม่ควรปรากฏในสมัยสุโขทัย เช่น ตำแหน่งพระสังฆราช
ชื่อเมืองนครศรีธรรมราช การทรงช้างเผือก ชื่อของพ่อขุนรามคำแหง
ซึ่งทั้งหมดนี้ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี สามารถอธิบายได้ทั้งสิ้น
ทั้งสองฝ่ายได้เสนอความคิดของตน ไม่มีข้อสรุปจากการอภิปราย
.
Create Date : 05 ตุลาคม 2558
Last Update : 5 ตุลาคม 2558 14:48:00 น.
.
ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (5)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=05&group=19&gblog=74
.
-
จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (6)
.
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444273412.jpg)
สมเด็จเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาจึงได้มีพระดำรัสปืดการอภิปรายว่า
ข้าพเจ้าไม่กลัว เพราะคิดว่าถ้ามีคนที่สงสัยอะไร
ก็น่าที่จะให้โอกาสเขาอธิบายความเห็นของเขาด้วยเหตุด้วยผลของเขา
ซึ่งเราก็สามารถมาพิจารณาได้ภายหลัง ถึงอย่างไรก็ดี เราไม่ควรยึดถืออะไรนัก
ทุกอย่างในโลกนี้ก็ไม่เที่ยง ถ้าหลักที่ 1 นี้เป็นของปลอม อะไรก็จะมาลบ
การที่เรามีภาษาของเรา ซึ่งมีตัวเขียนของเราที่ใครสร้างขึ้นก็ตาม
มีสถาปัตยกรรมของเรา และอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นของเราไม่ได้
ทรงมอบหมายให้นักวิทยาศาสตร์ประจำกรมศิลปากร และกรมทรัพยากรธรณี
ทำการวิจัยเรื่อง การพิสูจน์ศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์
โดยนำศิลาจารึกที่ทำด้วยหินทรายแป้ง ชนิดเดียวกับศิลาจารึกหลักที่ 1
คือ หลักจารึกนครชุม ศิลาจารึกวัดมหาธาตุ ศิลาจารึกภาษามคธ และภาษาไทย
กล่าวถึงชีผ้าขาวเพสสันดร และพระแท่นมนังคศิลาบาตร มาเปรียบเทียบกัน
พ.ศ. 2534 ก็มีการรายงานผลว่าผู้วิจัยได้ใช้แว่นขยายรังสีอัลตร้าไวโอเลต
และรังสีอินฟราเรด กล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน เป็นเครื่องมือสำคัญ
เมื่อเปรียบเทียบวิเคราะห์หลาย ๆ จุดบนตัวอย่างแต่ละตัวอย่าง
แล้วหาค่าเฉลี่ยพบว่า ความแตกต่างขององค์ประกอบที่ผิว
กับส่วนที่อยู่ข้างในของศิลาจารึกทั้ง 3 หลักมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน
จึงสรุปผลการพิสูจน์ว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 ผ่านกระบวนการสึกกร่อน
มาเป็นเวลาหลายร้อยปี ใกล้เคียงกับศิลาจารึกหลักที่ 3 วัดศรีชุม
และหลักที่ 45 ศิลาจารึกวัดมหาธาตุ จึงเป็นอันยุติว่า
ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นของดั้งเดิม มิใช่ทำขึ้นใหม่
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444273295.jpg)
แต่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วย ชัชวาล ปุญปัน ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เผยแพร่บทความโต้แย้ง ใจความโดยสรุปว่า
1. ยังไม่มีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่จะสามารถวัดอายุว่า
มนุษย์ได้นำก้อนหินก้อนนั้นมาแกะสลักเมื่อใดได้โดยตรง
2. การทดสอบนี้มีข้อจำกัด ที่ไม่สามารถจะสุ่มตัวอย่างได้อย่างเพียงพอ
เพราะคงไม่มีใครกล้ากะเทาะศิลาจารึกหลักที่ 1 ออกมาหลายตำแหน่ง
3. ศิลาจารึกหลักที่ 1 คงตั้งอยู่กลางแจ้งมาตลอด เพราะสุโขทัยสมัยนั้น
ยังเป็นป่ารก หากจมดินอยู่จะไม่สามารถค้นพบได้ ต่างจากหลักอื่นซึ่งพบในสมัยหลัง
สภาพนั้นตั้งอยู่ในวิหาร จารึกหลักที่ 1 จึงมีความแตกต่างจากหลักอื่นๆ
แล้วจะนำมาเปรียบเทียบการผุผังด้วยกันได้อย่างไร
4. วิธีจะการหาร่องรอยของการผุพังอยู่กับที่แบบในงานวิจัยนี้
ที่ขาดไปก็คือไม่สามารถหาหินทรายแป้งแบบเดียวกับจารึกหลักที่ 1
แต่จารึกในสมัยรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ในสภาพเช่นเดียวกันมาเปรียบเทียบได้
ดังนั้นจึงมีคำถามว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหินทรายแป้งแบบเดียวกัน
แต่ถูกจารึกในสมัยรัชกาลที่ 4 อาจจะมีสภาพการผุผังเหมือนกันก็ได้
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444271248.jpg)
ฝ่ายที่เชื่อว่าจารึกไม่ได้ทำขึ้นในสมัยสุโขทัยก็ก็ยังคงมีการตั้งข้อสังเกตอยู่
เช่น ไมเคิล ไรท์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องเนื้อหาและการใช้ภาษา ก็สรุปยืนยันว่า จารึกหลักที่ 1
จะเป็นอื่นใดไม่ได้ นอกจากฝีมือปัญญาชนชาวสยามในคริสตวรรษที่ 19
ซึ่งช่ำชองพุทธศาสนาและยังคุ้นกับความคิดของนักปราชญ์ก้าวหน้าในยุโรป
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444271321.jpg)
นอกจากนี้ก็ยังมีสายกลาง อย่าง อ. ศรีศักดิ์ วัลลิโคดม นักวิชาการอิสระ
ก็ไม่เชื่อว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่น่าจะสร้างในสมัยพระยาลิไท
เพราะเป็นจารึกทางการเมืองพื่อใช้อ้างความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์สมบัติ
โดยอ้างไปถึงสมัยพ่อขุนรามคำแหง หรือเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444286470.jpg)
อีกท่านที่เป็นสายกลาง คือ อ. พิเศษ เจียจันทรพงษ์
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑกรมศิลปากร
มีความเห็นว่า ไม่ได้ทําในสมัยพ่อขุนรามคําแหง และไม่ได้ทําในสมัยรัชกาลที่ 4 ด้วย
เพราะข้อความ 17 บรรทัดแรกของจารึกเขียนว่า กูชื่อนั้น พ่อกูชื่อนี้
แต่บรรทัดที่ 18 กลับจารึกว่า "เมื่อชั่วพ่อขุนรามคําแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี"
หมายถึง พ่อตายแล้ว แสดงว่าเขียน หลังสมัยพ่อขุนรามคําแหงแน่นอน
และแม้แต่ 17 บรรทัดแรกก็อาจไม่ได้จารึกสมัยพ่อขุนรามคําแหงก็ได้
เพราะการใช้สรรพนาม กู เพื่อเป็นการเล่าเรื่องก็เป็นวิธีเล่าเรื่องแบบหนึ่ง
เป็นไปไม่ได้ว่าในสมัยสุโขทัยมีการใช้สระผสมแล้ว เช่น สระ เอือ
จนกระทั่งสมัยใกล้สมัยรัชกาลที่ 4 จึงมีการใช้ สระเอือ เช่นคำว่า เมือง
แต่ก็ไม่เชื่อว่าจะเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะไม่มีทางที่คนในสมัยนั้น
จะมีความรู้ทางประวัติศาสตร์มากพอที่จะเล่าเรื่องต่างๆ โดยไม่ขัดแย้งในภายหลัง
เมื่อเรามารู้จักหรือเห็นภาพสุโขทัยจากหลักฐานและข้อค้นพบภายหลัง
จนสามารถสร้างภาพให้แก่เมืองสุโขทัยได้อย่างถูกต้อง
เช่น ในจารึกบอกว่ามีลานเหมือนสนามหลวง
อาจจะใช้สำหรับประกอบพิธีอยู่ระหว่างประตูเมืองกับศูนย์กลางของเมือง
แต่ลานนี้เลิกใช้ไปหลังจากนั้น100 ปี และสร้างวัดคร่อมแทน
กว่าท่านจะเสด็จไปที่กรุงสุโขทัยก็ไม่หลงเหลือร่องรอยอะไร
และยังมีอีกหลายเรื่องที่เราเพิ่งมาค้นพบภายหลังด้วยหลักฐานใหม่ ๆ
หากรัชกาลที่ 4 ทรงทำหลักศิลาจารึกหลักนี้ขึ้นมาจริง ก็น่าสงสัยว่า
ท่านทราบเรื่องเหล่านี้มาก่อนได้อย่างไร อย่างไรก็ตามอาจมีผู้ทักท้วงว่า
ท่านศึกษามาก รู้มาก อาจจะรู้มาก่อนแล้วก็เป็นได้
.
Create Date : 07 ตุลาคม 2558
Last Update : 8 ตุลาคม 2558 15:47:08 น.
.
ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (6)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=07&group=19&gblog=75
.
-
จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (7)
.
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1443164913.jpg)
30 สิงหาคม 2546 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
(UNESCO)ได้ประชุมกันที่เมือง Gdansk ประกาศจดทะเบียนจารึกหลักที่ 1
ภายใต้โครงการมรดกความทรงจำของโลก (Memory of the World Project)
เป็นการจุดสู่กระแสสังคมเรื่องความจริงแท้ศิลาจารึกหลักที่ 1 อีกครั้ง
การเสอนข่าวย่อมไม่มีอะไรดีไปกว่า การยกบทความของ อ. พิระยะ มาเล่นใหม่
12 กรกฎาคม 2547 ประชาชนและนักเรียนนักศึกษาชาวสุโขทัยกว่า 5000 คน
จัดการชุมนุมเดินขบวนรอบเมืองสุโขทัย ต่อต้าน ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์
และนายไมเคิล ไรท์ ที่ออกมานำเสนอประเด็นทางวิชาการ
ว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 นั้น ไม่ได้สร้างขึ้นโดยพ่อขุนรามคำแหง
ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการหมิ่นพระปรีชาสามารถ ทำลายศรัทธาของประชาชน
จากนั้นได้เดินทางไปยังลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีการปราศรัยโจมตีนักวิชาการดังกล่าว
พร้อมจัดพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง จี้ให้ยุติความเคลื่อนไหว
14 ก.ค. 2547 รายการถึงลูกถึงคนได้นำเสนอเรื่องปัญหาหลักศิลาจารึก หลักที่ 1
ผู้ร่วมรายการ ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร อ.ธวัช ปุณโณทก อ. ศรีศักร วัลลิโภดม
และสมศักดิ์ คำทองคง ประธานคณะทำงานเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามคำแหง
โดยสรุป พิธีกรเอาประเด็นที่ อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ ตั้งข้อสังเกตมาถามผู้ร่วมรายการ
แน่นอนว่า อ. ประเสริฐ ณ นคร และ อ. ธวัช ปุณโณทก เป็นฝ่ายที่เชื่อว่า จริง
ในขณะที่ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม ออกตัวว่าไม่มีความรู้ แต่น่าจะเป็นพระยาลิไท
และสมศักดิ์ คำทองคง มาให้สัมภาษณ์ในฐานะคนสุโขทัยที่โดนลบหลู่ความเชื่อ
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444374987.jpg)
ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบ แต่แน่นอนว่า
หากมีใครออกมาจุดกระแสหรือตั้งกระทู้ ก็จะมีการถกเถียงกันเช่นเดิม
กรกฎาคม 2558 ในมติชนออนไลน์มีคอลัมม์เขียนโดย อ. รุ่งโรงจน์ อภิรมย์อนุกูล
เรื่อง ไม่เห็นด้วยกับ จารึกพ่อขุนรามคำแหงคือวรรณกรรมกรุงรัตนโกสินทร์
ใจความโดยสรุป คือการกล่าวถึงที่มาของการค้นพบศิลาจารึกหลักที่1
และกล่าวสรรเสริญถึงความกล้าหาญของ อ. พิริยะไกรฤกษ์
ที่พยายามค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อมาพิสูจน์แนวความคิดของตนเอง
ไม่ยังเคยมีใครที่จะมีค้นคว้าสืบหาหลักฐานได้เท่านี้มาก่อน
แต่ก็มีข้อเห็นแย้งว่า
ในสมัยที่รัชกาลที่ 4 พบเพียงจารึกแค่ศิลาจารึกหลักที่ 1 และหลักที่ 4
เป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะแต่งเรื่องโดยใช้จารึกหลักที่ 2 ที่พบในภายหลัง
ในสมัยของพระองค์ ไม่เอกสารชิ้นใดกล่าวถึงพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เลย
พระองค์นำพระนามนี้มาจากที่ใดเพื่อมาใส่เป็นชื่อในศิลาจารึกหลักที่ 1
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444371700.jpg)
คัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ที่เป็นหนึ่งในหลักฐานในสมัยรัชกาลที่ 4
กล่าวว่าพญารามราชเสวยราชย์ก่อนพญาบานเมือง
แต่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 กลับเล่าตรงข้ามว่า พระยาบานเมืองเป็นพี่
เสวยราชย์ก่อนพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกยืนยันในสมัยหลัง
ตามลำดับกษัตริย์ในจารึกปู่ขุนจิดขุนจอด ซึ่งพบในรัชกาลปัจจุบัน
ทำไมจารึกเสียเวลาเล่าประวัติของ พ่อขุนรามคำแหงเป็นลูกเต้าเหล่าใคร
ซึ่งผิดปกติกว่าจารึกหลักอื่น ที่เป็นเรื่องการอุทิศสิ่งของให้พุทธศาสนา
ความจริง จารึกพระเจ้ามเหนทรวรรมัน จารึกวัดป่ามะม่วง
และจารึกวัดพระยืน ก็มีการกล่าวถึงประวัติผู้สั่งให้สร้างจารึกเช่นกัน
รูปแบบอักษร มีพยัญชนะและสระอยู่ในบรรทัดเดียวกัน คล้ายอักษรอริยกะ
แต่จารึกวัดบางสนุก พบที่อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เมื่อปี พ.ศ. 2484
ก็มีอักขวิธีและรูปแบบตัวอักษรเหมือนกับในศิลาจารึกหลักที่ 1
เป็นไปไม่ได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเคยทอดพระเนตรจารึกหลักนี้
รูปแบบอักษรอริยกะที่ ทรงประดิษฐ์นั้น ใช้สำหรับการเขียนภาษาบาลี
จำเป็นที่จะต้องมีพยัญชนะตัวซ้อนเพื่อให้ทราบว่าตัวใดเป็นตัวสะกด
ถ้าจารึกหลักที่ 1 เป็นของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จริง
ทำไมไม่มีระบบพยัญชนะตัวซ้อนในจารึกหลักนี้
หากนำจารึกหลักที่ 1 มาเทียบกับจารึกสมัยพระยาลิไท
จะพบว่ามีความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของการเขียนภาษา
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444371714.jpg)
คำบางคำเหมือนกับเอกสารในสมัยหลัง เรื่องก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด
เพราะเอกสารสมัยอยุธยาบางชิ้นก็มีคำบางคำในเอกสารสมัยรัตนโกสินทร์
การที่ศัพท์และวลีบางวลีในจารึกหลักที่ 1 เหมือนกับจารึกหลักอื่น
ก็ไม่ใช่การคัดลอก เพราะสมัยพระองค์มีแค่จารึกวัดป่ามะม่วง ภาษเขมร
พระองค์จะมาคัดลอกคงไม่ได้ แต่การพบคำที่เหมือนกับจารึกหลักอื่น
เป็นการยืนยันว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นของจริง เพราะไม่มีความขัดแย้ง
ถ้าเราจะยืนยันว่าจารึกหลักนี้เป็นของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จริง
ทำไมเราไม่เปรียบเทียบกับพระราชนิพนธ์ของพระองค์
ซึ่งยังคงเหลือมาถึงปัจจุบันเป็นอย่างมาก ซึ่งมันก็พบว่าสำนวนภาษา
ในจารึกกับพระราชนิพนธ์ของพระองค์ไม่มีอะไรที่เหมือนกัน
ในศิลาจารึกหลักนี้มีการใช้ ตัว “ฃ” “ฅ” ซึ่งนักภาษาศาสตร์ได้ตรวจพบว่า
คำที่ใช้อักขระ 2 ตัวดังกล่าวเหมือนกับในภาษาไทขาว แสดงให้เห็นว่า
สมัยสุโขทัยยังสามารถแยกเสียงระหว่าง “ข” กับ “ฃ” และ “ค” กับ “ฅ” ได้
ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ก็แยกสองเสียงนี้ไม่ได้แล้ว พระองค์จะใช้สองคำนี้อย่างไร
จารึกหลักนี้เป็นหลักศิลาและใช้เส้นจารที่ใหญ่ ผิดกับจารึกวัดพระเชตุพน
และวัดราชประดิษฐ์ที่เป็นของรัตนโกสินทร์ที่ใช้แผ่นหินและเส้นจารที่เล็ก
.
Create Date : 09 ตุลาคม 2558
Last Update : 23 พฤษภาคม 2559 11:05:35 น.
.
ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (7)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=09&group=19&gblog=76
.
-
จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (จบ)
.
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444632582.jpg)
การที่อ้างว่าเนื้อความในจารึกหลักที่ 1 เหมือนกับเนื้อความในคัมภีร์ทางศาสนา
เช่น คัมภีร์โลกบัญญัติ เป็นต้น เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด
เพราะคัมภีร์ทางศาสนาที่อ้างนั้นล้วนก็มีอายุเก่ากว่าพ.ศ. 1800
การเปรียบเทียบเรื่องพ่อขุนรามคำแหงแขวนกระดิ่งกับเรื่องรัชกาลที่ 3
ตั้งกลองพระวินิจฉัยเภรี ในคัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกา ก็กล่าวว่า
ครั้งแผ่นพญาเอฬารทมิฬ แขวนกระดิ่งให้ประชาชนมาสั่นร้องทุกข์เหมือนกัน
“เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทางเพื่อนจูงวัวไปค้า ใครจักใคร่ช้างค้า
เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดการค้าเสรี เพราะผลของสัญญาเบาว์ริงค์
ถ้าจารึกหลักนี้ทำในสมัยที่พระองค์ทรงอยู่ในสมณเพศ เรายังผูกขาดทางค้า
แล้วพระองค์ทรงทราบได้อย่างไรว่าอนาคตข้างหน้า ต้องมีการค้าเสรี
จารึกนครชุมของพระมหาธรรมราชาพญาลิไท ก็มีข้อความว่า
ไพร่ฟ้าข้าไทย ขี่เรือไปค้าขี่ม้าไปขาย
มาตราที่ 62 ของพระอัยการผัวเมียก็มีการกล่าวถึงการเดินทางไปค้าขาย
ถึงเชียงใหม่ ไปเมืองจีน ดังนั้นแค่จูงวัวไปค้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด
พระแท่นมนังคศิลาบาตรที่พบพร้อมกับศิลาจารึกมีลวดลายสลักที่ค่อนข้างใหม่
อ. รุ่งโรจน์ ในฐานะผู้เขียนกล่าวว่า ไม่มีเวลาศึกษา แต่สุโขทัยไม่ใด้หมดความสำคัญ
หลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง กิจกรรมที่เกิดขึ้นที่เนินปราสาทก็ยังคงมีสืบต่อมา
ดังนั้นพระแท่นมนังคศิลาบาตรองค์นี้ก็อาจจะไม่ใช่เป็นของพ่อขุนรามคำแหงก็ได้
จารึกหลักที่ 1 ก็ไม่บอกว่าพระแท่นมนังคศิลาคือ แท่นไหน ใช่แท่นนี้หรือก็ไม่รู้
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444632662.jpg)
การที่กล่าวว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แปลจารึกพระราชทานเบาว์ริงค์
เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า สยามประเทศมีอารยธรรมที่เก่าแก่
เพื่อไม่ให้ตะวันตกอ้างสิทธิการยึดครอง เรื่องนี้ขอถามย้อนกลับไปว่า
ประเทศจีนมีอารยธรรมที่เก่าแก่มาก ตะวันตกก็ไม่เห็นกลัวเกรงอะไร
พระเจ้าเสียนฝงฮ่องเต้ยังต้องหนีกองทัพตะวันตก แบบไม่คิดชีวิต
อินเดียเก่าแก่ถึงราชวงศ์โมริยะอังกฤษก็ยังยึดครองได้
แล้วจะภาษาอะไรกับจารึกที่บอกว่าสยามประเทศเก่าเพียง 700 ปีเท่านั้น
แล้วทำไมพระองค์จึงไม่อ่านจารึกหลักให้หมด
และเมื่อพระองค์ทรงเล่าพระราชประวัติปฐมวงศ์ของราชวงศ์จักรี
ว่ามีความสัมพันธ์กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
แล้วทำไมพระองค์จึงไม่ทรงทำจารึกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
หรือไม่พระองค์ไม่ทำจารึกของพระอุตตรเถระและพระโสณเถระ
เพื่อให้รับกับข้อพระวินิจฉัยเรื่องพระเจ้าอโศกส่งสมณทูตมายังดินแดนสยาม
ถ้าทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ จะมีท่านใดตอบว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4
ทรงเห็นหมดแล้ว และนำหลักฐานไปฝังไว้ เรื่องก็จนใจ
ให้ท่านผู้อ่านตัดสินเองเถิด หรือว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเป็นจอมปราชญ์
ถ้าอย่างนั้นก็ควรถวายรางวัลโนเบล ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาประวัติศาสตร์
จารึก ภาษาศาสตร์ แต่พระองค์จะทรงมีเวลาว่างพออย่างนั้นหรือ
ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาก็สุดแล้ววิจารณญาณของท่านผู้อ่านละกัน"
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444632682.jpg)
เมื่อได้อ่านทุกความเห็นจนถึงบรรทัดนี้ ทุกคนคงได้มีข้อยุติในใจว่า
ศิลาจารึกหลักที่ 1 นี้เป็นของจริงหรือไม่ ในมุมมองของผมคิดว่า
ฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นของใหม่ ได้แต่ตั้งคำถาม โดยใช้พิรุธของภาษาเป็นเกณฑ์
ซึ่งไม่น่าจะใช่สิ่งที่เราควรทำ เพราะไม่อาจใช้บริบทปัจจุบันไปอธิบายได้
แม้ฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นสมัยสุโขทัย ก็พยายามที่จะตอบให้ได้ทุกคำถาม
เช่นเรื่อง คำว่ากำแพงตรีบูร อ. ประเสริฐก็อธิบายว่า ไม่ได้แปลว่า 3 ชั้น
แต่เป็นคำเปรียบเปรย ถึงความแข็งแกร่งของกำแพงเมือง
เพราะมีเอกสารที่กล่าวว่า อยุธยานี้ตรีบูร หรือเชียงใหม่ก็ใช้คำๆ นี้
แต่ฝ่ายที่ไม่เชื่อกลับไม่ยอมแก้ต่างกับอีกฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญ
คือเรื่องจารึกวัดบางสนุก จารึกที่ถ้ำในประเทศลาว หรือจารึกวัดป่าแดง
ที่เป็นอักษรไทยรูปแบบเดียวกับศิลาจารึกหลักที่ 1 ใครจะเป็นผู้เขียนขึ้น
เพราะทุกหลักล้วนเป็นของสมัยหลัง ไม่เก่าไปกว่าศิลาจารึกหลักที่ 1
ถ้าจะสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดในหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 จะได้เป็นว่า
ไทยพยายามที่จะปลดแอกจาการเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรพระนคร
ด้วยการกบฏต่อขอมสบาดโขลญลำโพง หลังจากนั้น 2 รัชกาล
พ่อขุนรามคำแหงต้องการที่จะรวมอาณาจักรให้เป็นหนึ่งเดียว
ต้องมีการแสดงให้เห็นว่าเวลานี้ ไทยไม่ใช่ข้าของชนชาติขอมอีกต่อไป
ด้วยการการประดิษฐ์อักษรเป็นของตนเอง โดยใช้พื้นฐานจากตัวขอมหวัด
ที่เคยเป็นภาษาราชการภายใต้การปกครองของขอมมาปรับใช้
โดยการนำมาเรียงให้อยู่ในบรรทัดเดียวกัน เพื่อให้ความแตกต่าง
(https://www.bloggang.com/data/n/nontree/picture/1444632722.jpg)
แต่เมื่อสิ้นรัชกาลของพระองค์ สุโขทัยก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
จนกระทั่งพระยาลิไทสามารถรวบรวมแผ่นดินได้ใหม่อีกครั้ง
มีการปรับปรุงโดยเพิ่มพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์บางตัวเข้าไป
และมีการนำสระและวรรณยุกต์กลับมาไว้บนและล่างเหมือนอักษรขอม
เพราะการเรียงคำเป็นแถวเดียวกันนั้นเป็นสิ่งที่ขัดกับความเคยชิน
ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 และหลักอื่นๆ
และนั่นได้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ภาษาไทยเป็นหนึ่งในภาษา
ที่เขียนได้ยากที่สุดในโลก นอกจากนี้เรายังได้ละทิ้งอีกสิ่งสำคัญ
นั่นก็คือการเขียนแล้วให้อ่านออกเสียงได้ในสมัยพ่อขุนรามทิ้งไป
ทำให้ในปัจจุบันคำ 1 คำ นั้นต้องพิจารณาบริบทก่อนการออกเสียง
เช่นคำว่า ตากลม สามารถออกเสียงได้ทั้ง ตา-กลม และตาก-ลม
ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อขุนรามคำแหงทรงคิดแก้ปัญหาไว้แล้วถึง 700 ปีก่อน
นอกเหนือไปจากเราอาจประหยัดกระดาษและเขียนได้ง่ายกว่านี้
เพราะอักษรทุกตัวในสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้นมีความสูงเท่ากัน
หากต้องการที่จะเชื่อว่า จารึกหลักที่ 1 นั้นเป็นของจริงหรือของปลอม
เราควรถกเถียงกันด้วยเหตุและผล เพราะมิฉะนั้นจะเป็นอย่างกรณี
ที่ชาวสุโขทัยไปประท้วง อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ แต่อาจารย์กลับตอบนิ่มๆ ว่า
แล้วพวกคุณทุกคนที่มาประท้วงผม เคยอ่านศิลาจารึกหลักนี้แล้วหรือยัง
.
Create Date : 12 ตุลาคม 2558
Last Update : 12 ตุลาคม 2558 14:14:51 น.
.
ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (จบ)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=12&group=19&gblog=77
.