Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...

เรื่องราวน่าอ่าน => ถาม - ตอบ สารพัดปัญหา => Topic started by: ppsan on 19 April 2026, 10:44:51

Title: การสร้างอำนาจทางการเมืองของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์
Post by: ppsan on 19 April 2026, 10:44:51
การสร้างอำนาจทางการเมืองของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์


วิพากษ์ประวัติศาสตร์
28 พฤศจิกายน 2024
 ·
การสร้างอำนาจทางการเมืองของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์
.

ซีรีย์แม่หยัวจบไปแล้ว  ต้องกล่าวว่ามีความน่าสนใจที่ใช้การตีความใหม่เพื่อสร้างมิติของตัวละครมากขึ้น  แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายทอดความสามารถหรือชั้นเชิงทางการเมืองของตัวละครแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ (จินดา) ออกมาได้มากนัก

แม้ว่าจะมีการโปรโมทไว้ว่า "สตรีมิใช่เพียงหมากบนกระดาน” แต่ภาพที่ถูกนำเสนอออกมากลับตรงกันข้าม  เพราะจินดากลับอยู่ในสถานะสตรีที่เป็นหมากในกระดานของบุรุษแทบจะตลอด เป็นเหยื่อที่ถูกควบคุมโดยขุนวรวงศาธิราช โดยที่ตนเองไม่มีอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง เป็นผู้ถูกกระทำที่ถูกตีตราใส่ร้ายป้ายสี

ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในหลักฐานประวัติศาสตร์ (สิ่งที่ถูกบันทึกเป็นจริงแค่ไหนเป็นประเด็นที่อาจต้องวิเคราะห์ถกเถียงกันต่อไป) ที่ให้ภาพของนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ในฐานะสตรีผู้ใช้ยุทธวิธีในการสร้างฐานอำนาจของตนเอง สร้างกำลังไพร่พล กำจัดศัตรูทางการเมือง จนสามารถขึ้นมากุมอำนาจสูงสุดทางการเมืองในกรุงศรีอยุทธยา
แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม แต่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์อยุทธยาที่มีบันทึกว่าสตรีได้ขึ้นมามีอำนาจว่าราชการแผ่นดินแทนกษัตริย์
.
.

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาที่ชำระสมัยรัตนโกสินทร์ เริ่มบันทึกบทบาทของนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ในรัชกาลสมเด็จพระยอดฟ้า    ในฐานะสมเด็จพระชนนีผู้ “ช่วยทำนุบำรุงประคองราชการแผ่นดิน” แทนพระโอรสที่ยังทรงพระเยาว์

พงศาวดารที่ชำระสมัยรัตนโกสินทร์ไม่ได้บันทึกบทบาทของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาที่เป็นพระสวามี   พงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาฉบับ เยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias Van Vliet) ที่เรียบเรียงในสมัยพระเจ้าปราสาททองก็เริ่มบันทึกบทบาทของพระนางในรัชกาลพระยอดฟ้าเช่นเดียวกัน
.

เป็นไปได้ที่แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์จะมีฐานอำนาจที่ทรงอิทธิพลอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระไชยราชา ปรากฏในเอกสารคำให้การชาวกรุงเก่าที่บันทึก narrative ของชาวอยุทธยาสมัยเสียกรุง พ.ศ. 2310 ระบุว่าพระนางเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระไชยราชา (คำให้การฯ เรียกชื่อว่า 'พระปรเมศวร') และมีบทบาทในราชการแผ่นดินสูง ดังความว่า

       "มีรับสั่งให้พระมเหษีซ้ายศรีสุดาจันทร์ เฝ้าอยู่ข้างพระที่มิได้ขาด ราชการในฝ่ายน่าฝ่ายในต่างๆ ถ้าศรีสุดาจันทร์มเหษีซ้ายเพ็ททูลคัดง้างอย่างไรแล้วก็ทรงเชื่อฟังทั้งสิ้น"

มีร่องรอยในพงศาวดารที่ระบุว่า หลังจากถวายพระเพลิงสมเด็จพระไชยราชาแล้ว พระเทียรราชา (สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ) เชื้อพระวงศ์เห็นว่า “ครั้นจะอยู่ในฆราวาส บัดนี้เห็นภัยจะยังเกิดมีเป็นมั่นคง ไม่เห็นสิ่งใดที่จะเป็นที่พึ่งได้ เห็นแต่พระพุทธศาสนาและผ้ากาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยพระอรหัต จะเป็นที่พึ่งพำนักพ้นภัยอุปัทวันตราย”   จึงได้ผนวชเป็นภิกษุ ไปอยู่ที่วัดราชประดิษฐาน

แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนว่า “ภัยอุปัทวันตราย” ดังกล่าวหมายถึงสิ่งใด  แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ขึ้นมาควบคุมอำนาจว่าราชการแผ่นดิน ซึ่งอาจทำให้ดุลอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนไป จนส่งผลกระทบต่อสถานะของพระเทียรราชา
.

เมื่อสมเด็จพระไชยราชาสวรรคต  พระนางก็ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ   จดหมายเหตุ Peregrinação ของ ฟือร์เนา เม็งดึซ ปิงตู (Fernão Mendes Pinto) นักผจญภัยชาวโปรตุเกสที่เข้ามาในสยามเวลานั้น ระบุว่าบรรดาขุนนาง (ต้นฉบับใช้คำว่า bracaloens - พระคลัง?) แห่งราชสำนักจำนวน 24 คน ได้มีมติให้พระนางเป็นพระอภิบาลและผู้ช่วยเหลือพระโอรส เป็นประธานของข้าราชการทั้งปวง
.
.

ความพยายามสร้างฐานอำนาจให้มากขึ้นของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับขุนชินราชซึ่งเป็นชายคนรัก ซึ่งหลักฐานต่างๆ ไม่ได้ลงรอยกันว่าทั้งสองเริ่มมีความสัมพันธ์กันเมื่อใด   

จดหมายเหตุของปิงตูระบุว่าเริ่มลักลอบมีความสัมพันธ์จนตั้งครรภ์ตั้งแต่ช่วงที่สมเด็จพระไชยราชาไปทำสงครามกับเชียงใหม่  จนเป็นเหตุที่ทำให้พระนางวางยาพิษปลงพระชนม์สมเด็จพระไชยราชา   

ต่างจากเอกสารประเภทพงศาวดารระบุว่าสมเด็จพระไชยราชาสวรรคตหลังเสด็จกลับจากเชียงใหม่ด้วยสาเหตุธรรมชาติหรืออาการประชวร    และทั้งสองคนเริ่มมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวในรัชกาลสมเด็จพระยอดฟ้า  โดยเวลานั้นขุนวรวงศาธิราชยังเป็นพันบุตรศรีเทพ ผู้เฝ้าหอพระข้างหน้า  แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ให้ย้ายมาเป็นขุนชินราชผู้เฝ้าหอพระข้างใน และเริ่มลักลอบมีความสัมพันธ์กัน

แต่เอกสารทั้งสองประเภทให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ปรารถนาจะเอาราชสมบัติให้ขุนชินราช    ปิงตูระบุว่าช่วง 4 เดือนครึ่งแรกที่พระนางดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ บ้านเมืองสงบไม่ได้มีปัญหาใดๆ แต่เมื่อพระนางให้กำเนิดบุตรที่มีกับขุนชินราช  จึงเริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้พระนางไม่พอพระทัย จึงคิดดำเนินแผนการเพื่อให้ขุนชินราชได้เป็นกษัตริย์  ด้วยการสร้างกองกำลังของตนเองขึ้น

หากเชื่อเอกสารประเภทพงศาวดาร แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์เพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ในรัชกาลพระยอดฟ้า  อาจเป็นเหตุนำมาสู่การเตรียมการสร้างฐานอำนาจให้สูงขึ้น  โดยน่าจะมีจุดประสงค์เพื่อเตรียมการป้องกันตนเองจากขุนนางในราชสำนักที่จะใช้เรื่องการตั้งครรภ์เป็นเหตุในการกำจัดพระนาง เพราะกระทำการคบชู้ผิดกฎมณเฑียรบาล
.

พระราชพงศาวดารระบุว่า แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ตรัสสั่งพระยาราชภักดี ให้ตั้งขุนชินราชเป็น “ขุนวรวงศาธิราช” ราชทินนามนี้ไม่มีในทำเนียบพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมืองและนาพลเรือน และไม่ปรากฏหน้าที่ชัดเจน  แต่พิจารณาจากชื่อสันนิษฐานว่าเป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ราชนิกุล   สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าจะเป็นตำแหน่งในกรมวังหรือเป็นมหาดเล็ก ให้อยู่ในที่ใกล้ชิดสำหรับใช้สอยต่างหูต่างตา

หลักฐานดัตช์ของฟาน ฟลีต ระบุว่า ในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม พระเจ้าปราสาททองซึ่งเป็นพระญาติข้างพระชนนีเคยรับราชการมีราชทินนามใกล้เคียงกันคือ “ออกญาศรีวรวงศ์” เป็นผู้ควบคุมดูแลพระราชสำนัก (the superintendent of the court หรือ the head of the King's household) ซึ่งน่าจะเป็นเสนาบดีกรมวัง   

เอกสารคำให้การชาวกรุงเก่าที่ราชสำนักอังวะเรียบเรียงจากปากคำเชลยอยุทธยาสมัยเสียกรุง พ.ศ. 2310 ระบุว่าขุนชินราชเป็นเสนาบดีกรมวังตรงกัน    จึงเป็นไปได้ที่ขุนวรวงศาธิราชจะเป็นตำแหน่งกรมวังตามที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงสันนิษฐานไว้
.

แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ให้ขุนวรวงศาธิราชปลูกจวนอยู่ริมศาลาสารบัญชี ให้พิจารณาเลกสังกัดสมพรรค์ คือให้มีอำนาจเป็นพนักงานเรียกเกณฑ์ไพร่พลเข้ารับราชการ เพื่อหวังให้มีกำลังมากขึ้น เป็นช่องทางให้การสร้างกองกำลังส่วนตัวที่ขุนวรวงศาธิราชเป็นผู้บังคับบัญชาแทนพระองค์

ปิงตูบันทึกสอดคล้องกันว่า แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ขอที่ประชุมขุนนางจัดตั้งกองทหารรักษาพระราชวังและกองทหารองครักษ์โดยอ้างเหตุว่าเพื่อป้องกันอันตรายแก่สมเด็จพระยอดฟ้า  เมื่อได้รับอนุญาตจึงตั้งกองทหารองครักษ์ประกอบด้วยทหารราบ 2,000 นาย ม้า 500 ตัว ทหารอาสาต่างชาติคือชาวโคชิน (Cauchins อาจหมายถึงเมืองท่า Cochin ที่ชายฝั่งมาละบาร์ในอินเดีย หรือดินแดนเวียดนามตอนล่างที่เรียกว่า Cochinchina) และริวกิว (Lequios) 600 นาย  โดยตั้งลูกพี่ลูกน้องของขุนชินราชชื่อ Tileubacùs (ไม่ทราบว่าจะถอดเสียงเป็นไทยว่าอะไร) เป็นนายกองบังคับบัญชา  ช่วยดำเนินการต่างๆ ให้เป็นไปตามความประสงค์ของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์

หลังจากพระนางมีฐานอำนาจเข้มแข็งขึ้นแล้ว พระนางได้เริ่มกำจัดขุนนางผู้ใหญ่บางคนที่ไม่ยอมทำตามพระประสงค์ โดยเริ่มจากขุนนางสองคนคือ Pinamonteo (พระยา...?) กับ Comprimuão (ขุน...?) ซึ่งเป็นผู้ความดีความชอบ มีความสามารถ และเป็นเชื้อพระวงศ์  ในข้อหาลอบมีหนังสือติดต่อกับพระเจ้าเชียงใหม่เพื่อเปิดทางให้เชียงใหม่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุทธยาผ่านดินแดนของตน (สันนิษฐานว่าจะเป็นเจ้าเมืองฝ่ายเหนือ) ทั้งคู่ถูกสั่งประหารชีวิตอย่างเร่งรีบโดยไม่มีการไต่ส่วน แม้จะถูกขุนนางจำนวนมากคัดค้าน   

แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์นำทรัพย์สินที่ริบมามอบสหายของตนเอง ทรัพย์สินอีกส่วนหนึ่งมอบให้น้องเขยซึ่งกล่าวกันว่าเคยเป็นช่างตีเหล็ก  คือนายจัน น้องชายขุนวรวงศาธิราช อยู่บ้านมหาโลก บริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสัก ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นกลุ่มการเมืองที่มีความสัมพันธ์กับราชวงศ์ละโว้-อโยธยา
.

ปิงตูระบุว่า หลังจากการประหารครั้งนั้น พระนางจึงแสดงอาการว่าไม่สบาย ขอออกจากที่ประชุมบริหารราชการแผ่นดิน โดยก่อนหน้านั้นพระนางได้จัดการให้ขุนชินราชเข้ามาร่วมในหนึ่งในที่ประชุมนี้แล้ว เพื่อปูทางขึ้นสู่อำนาจในอนาคต

พระราชพงศาวดารระบุว่า แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์แสดงสัญญะเชิงอำนาจ ด้วยการให้เอาเตียงที่เป็นพระราชอาสน์มาให้ขุนวรวงศาธิราชนั่ง เพื่อให้ขุนนางทั้งหลายเกรงกลัว  นอกจากนี้ยังปลูกจวนให้ขุนวรวงศาธิราชว่าราชการในพระราชวังอยู่ที่ประตูดินริมต้นหมัน

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าในช่วงนี้ แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์น่าจะมีครรภ์มากขึ้น  ไม่สะดวกจะออกหน้าว่าราชการเองเหมือนเดิม จึงอ้างว่าป่วย  ให้ขุนวรวงศาธิราชซึ่งเป็นผู้บังคับการทหารอยู่แล้ว ย้ายเข้ามาอยู่ที่จวนในวัง ให้รับคำสั่งไปสั่งราชการแทนตนเอง จนมีอำนาจไม่ต่าจากผู้สำเร็จราชการ
.

ข่าวลือและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าแม่อยู่หัวคบชู้จึงน่าจะเพิ่มมากขึ้นตามมา จนนำมาสู่ความพยายามต่อต้านของขุนนางหลายกลุ่ม

พระราชพงศาวดารระบุว่า  พระยามหาเสนา สมุหพระกลาโหม พูดกับพระยาราชภักดีว่า “เมื่อแผ่นดินเป็นทรยศฉะนี้ เราจะคิดประการใด”     เมื่อแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์รู้เรื่อง จึงสั่งให้พระยามหาเสนามาเฝ้าที่ประตูดิน เมื่อเวลาค่ำพระยามหาเสนากลับออกไป ก็ถูกแทงจนตาย

พระยาราชภักดีน่าจะเป็นคนของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ เพราะเป็นผู้รับคำสั่งแม่อยู่หัวให้เลื่อนตำแหน่งพันบุตรศรีเทพเป็นขุนชินราช และเลื่อนเป็นขุนวรวงศาธิราชเวลาต่อมา   

ตามพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน พระยาราชภักดี เป็นตำแหน่งจางวางกรมพระคลังมหาสมบัติ ศักดินา 5,000 รับผิดชอบดูแลพระคลังมหาสมบัติซึ่งเก็บรักษาพระราชทรัพย์ กำกับพระคลังต่างๆ รวมถึงรับผิดชอบภาษีอากรขนอนตลาดทั้งปวง เป็นมนตรีผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลตำแหน่งหนึ่ง   แต่พิจารณาจากที่พระยาราชภักดีผู้นี้สามารถโยกย้ายเลื่อนตำแหน่งข้าราชการในเขตพระราชฐานได้ อย่างตำแหน่งผู้ดูแลหอพระที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรมพระคลังมหาสมบัติ  พระยาราชภักดีผู้นี้จึงอาจจะมีอำนาจดูแลราชการในกรมวังด้วย

ปิงตูบันทึกไว้ใกล้เคียงกันว่า เพื่อเตรียมการให้ขุนชินราชได้เป็นกษัตริย์ ภายในเวลา 8 เดือน แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ได้ประหารชีวิตขุนนางจำนวนมาก ริบทรัพย์สินและที่ดิน เพื่อนำมาแจกจ่ายให้แก่คนของตนเอง รวมถึงใช้ในการสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ดึงให้ขุนนางอื่นมาเข้าร่วมกับตนเอง
.

ขั้นสุดท้ายคือการกำจัดสมเด็จพระยอดฟ้า ซึ่งมีความไม่ลงรอยกันในเรื่องช่วงเวลาและวิธีการ

สาเหตุการปลงพระชนม์ไม่ได้ถูกบันทึกไว้นอกเหนือจากว่าแม่อยู่หัวต้องการยกขุนวรวงศาธิราชขึ้นป็นกษัตริย์   แต่มีการวิเคราะห์ว่าเป็นไปได้ที่พระยอดฟ้าอาจจะรับรู้เรื่องที่พระชนนีมีครรภ์ และร่วมมือกับกลุ่มขุนนางพยายามต่อต้านอำนาจของขุนวรวงศาธิราช ฝ่ายขุนวรวงศาธิราชจึงตอบโต้กลับด้วยการกำจัดทิ้ง

จดหมายเหตุของปิงตู และพงศาวดารของฟาน ฟลีต ระบุตรงกันว่า  สมเด็จพระยอดฟ้าถูกปลงพระชนม์ด้วยยาพิษ  หลังจากนั้นแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์จึงราชาภิเษกขุนชินราชขึ้นเป็นกษัตริย์

พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ สมัยสมเด็จพระนารายณ์ระบุตรงกันว่า “สํมเดจพร่เจายอดฟาเปนเหดุ จึงขุนชีณราชไดราชสํมบัดดี”   เช่นเดียวกับคำให้การชาวกรุงเก่าและพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาฉบับภาษามคธ สมัยรัชกาลที่ 1 ระบุช่วงตรงกันว่าขุนชินราชได้ขึ้นเป็นกษัตริย์หลังจากพระยอดฟ้าสวรรคต  และระบุว่าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ได้เป็นพระอัครมเหสีของขุนชินราช

มีแต่พระราชพงศาวดารที่ชำระในสมัยรัตนโกสินทร์ให้ข้อมูลต่างกันว่า แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์มีครรภ์กับขุนวรวงศาธิราช จึงได้อ้างต่อเหล่าขุนนางว่า “พระยอดฟ้าโอรสเรายังเยาว์นัก สาละวนแต่จะเล่น จะว่าราชกิจการแผ่นดินนั้น เห็นเหลือสติปัญญานัก อนึ่งหัวเมืองฝ่ายเหนือเล่า มิปกติ จะไว้ใจแก่ราชการมิได้ เราคิดจะให้ขุนวรวงศาธิราชว่าราชการแผ่นดิน กว่าราชบุตรเราจะจำเริญวัยขึ้น”   ขุนนางทั้งหลายรู้เจตนาจึงไม่มีใครขัดขวาง

แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์จึงให้ตั้งพระราชพิธีราชาภิเษกขุนวรวงศาธิราชขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุทธยา แล้วเอานายจันน้องขุนวรวงศาธิราชอยู่บ้านมหาโลกเป็นมหาอุปราช   ภายหลังขุนวรวงศาธิราชกับแม่อยู่หัวจึงคิดกันให้เอาสมเด็จพระยอดฟ้าไปประหารชีวิตที่วัดโคกพระยา
.

โดยส่วนตัว ผู้เขียนเห็นว่าการราชาภิเษกขุนวรวงศาธิราชขึ้นเป็นกษัตริย์น่าจะเกิดขึ้นหลังจากพระยอดฟ้าสวรรคตไปแล้วตามที่หลักฐานส่วนใหญ่ระบุ เพราะไม่น่าเป็นไปได้ที่จะราชาภิเษกโดยที่พระยอดฟ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่  และดูมีน้ำหนักมากกว่าที่จะใช้เรื่องการไม่มีผู้สืบราชสมบัติเป็นข้ออ้างยกขุนวรวงศาธิราชขึ้นเป็นกษัตริย์  โดยในช่วงที่พระยอดฟ้ายังมีพระชนม์อยู่ ขุนวรวงศาธิราชอาจจะเป็นเพียงผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์เท่านั้น

ส่วนกรณีการสวรรคตของพระยอดฟ้า ถ้าถูกปลงพระชนม์จริงตามที่หลักฐานบันทึก  ผู้เขียนเห็นว่าการใช้ยาพิษดูมีความเป็นไปได้และแนบเนียนมากกว่า เพราะสามารถอ้างได้ว่าสวรรคตจากการประชวร มากกว่าจะเอาตัวไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ที่วัดโคกพระยาเป็นการโจ่งแจ้งตามที่พระราชพงศาวดารสมัยรัตนโกสินทร์ระบุไว้ เพราะการสำเร็จโทษโดยเปิดเผยย่อมเปิดช่องให้ผู้ไม่พอใจลุกขึ้นต่อต้านได้   (อีกทางหนึ่งอาจตีความว่าสวรรคตจากการประชวรจริง แต่ถูกเล่าลือว่าวางยาพิษ)
.

ส่วนเรื่องแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ปลงพระชนม์พระยอดฟ้าที่เป็นโอรส แม้หลักฐานส่วนใหญ่จะบันทึกตรงกัน แต่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าแม่แท้ๆ จะฆ่าลูกตนเองได้จริงหรือไม่  นำมาสู่สันนิษฐานว่าพระยอดฟ้าอาจไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของแม่อยู่หัว แต่เกิดจากมเหสีองค์อื่นของพระไชยราชา

แม้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพจะทรงวิจารณ์แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ว่า "ชั่ว"  แต่ทรงวิเคราะห์ว่า "คิดดูไม่น่าเชื่อว่าท้าวศรีสุดาจันทร์จะได้รู้เห็นเปนใจด้วยเมื่อก่อเหตุ เพราะธรรมดามารดาถึงจะชั่วช้าอย่างไร ที่จะเปนใจให้ฆ่าบุตรนั้นยากที่จะเปนได้ อาศรัยข้อความทั้งปวงที่กล่าวมา จึงเห็นว่า การที่ปลงพระชนม์สมเด็จพระแก้วฟ้านั้น ขุนวรวงศาธิราชคงลอบทำโดยลำพังความคิดของตน ปกปิดมิให้ท้าวศรีสุดาจันทร์รู้เมื่อก่อเหตุ ต่อสมเด็จพระแก้วฟ้าสวรรคตแล้ว จึงช่วยกันคิดกลอุบาย (หรือโดยท้าวศรีสุดาจันทร์หลงเชื่อ) บอกว่า สมเด็จพระแก้วฟ้าสวรรคตโดยประชวรโรคปัจจุบัน เช่นเปนลม ผู้อื่นแม้ที่สงสัย ไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันว่าถูกวางยาพิษ ก็ต้องจำยอมว่าประชวรสวรรคต จึงไม่เกิดวุ่นวาย"
.

การที่แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์สามารถอภิเษกขุนวรวงศาธิราชขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ โดยไม่ปรากฏการคัดค้านจากภายในราชสำนัก (แม้ว่าในทางปฏิบัติขุนนางอาจจะยอมตามเพราะความกลัว) จึงอนุมานได้ว่าพระนางมีฐานอำนาจที่เข้มแข็งและผู้สนับสนุนเพียงพอในราชธานี จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่ถูกต่อต้าน

แต่การใช้กำลังประหัตประหารศัตรูทางการเมือง และการขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีการที่ถูกมองว่าไม่ชอบธรรมตามประเพณี  ทำให้แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศาธิราชต้องเผชิญกับความไม่พอใจของบรรดาข้าราชการที่ชังตน

นอกจากนี้ยังเผชิญกับปัญหาคือหัวเมืองเหนือซึ่งเป็นฐานอำนาจของกลุ่มการเมืองเชื้อสายราชวงศ์พระร่วง พากันกระด้างกระเดื่องมาตั้งแต่ช่วงก่อนพระยอดฟ้าสวรรคต  ซึ่งแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ไม่สามารถควบคุมได้เหมือนในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชา  ขุนวรวงศาธิราชจึงปรึกษากับแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ให้มีตราเรียกเจ้าเมืองหัวเมืองเหนือทั้ง 7 เมืองลงมากรุงศรีอยุทธยา เพื่อเปลี่ยนตัวเจ้าเมืองเป็นคนที่จงรักภักดีต่อตนแทน

ผลที่ตามมากลับเป็นการบีบให้เจ้าเมืองเหนือที่ถูกเรียกตัวลงมาคือพระยาพิชัย พระยาสวรรคโลก ไปเข้าร่วมกับกลุ่มการเมืองที่นำโดยขุนพิเรนทรเทพ พระราชวงศ์พระร่วง ก่อการยึดอำนาจและประหารชีวิตขุนวรวงศาธิราชและแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ หลังจากเสวยราชสมบัติเพียง 42 วันเท่านั้น

แต่การยึดอำนาจนั้นก็ต้องอาศัยวิธีวางกำลังดักโจมตีลอบสังหารนอกเขตพระนครระหว่างเสด็จไปคล้องช้าง ไม่ได้ใช้กองกำลังขนาดใหญ่บุกยึดพระราชวังได้โดยตรง  จึงสันนิษฐานได้ว่าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ควรจะมีฐานอำนาจที่เข้มแข็งในราชธานีพอสมควร
.

(https://scontent.fbkk5-3.fna.fbcdn.net/v/t39.30808-6/481114794_974714398139858_7682292973911611194_n.jpg?_nc_cat=105&ccb=1-7&_nc_sid=13d280&_nc_ohc=CRKGkuUvODEQ7kNvwFHts3-&_nc_oc=AdpTxaNPxRIAYoLVcqvouh1-PdthhwdYMqHuquZL7LtUK3QbG3d3RwcdJ3oeHj-YCT0&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk5-3.fna&_nc_gid=DmTSKr42sf3JbGY15wSKfQ&_nc_ss=7a3a8&oh=00_Af1NVjOck8VOmBigJbt3RRlK2qm-p7iEDflyj_J9mtTLwQ&oe=69EA23B2)

.

-------------------------------------------------

บรรณานุกรม

ภาษาไทย
- จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (2470). พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแถลงพระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดิน. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานแจกเนื่องในงานทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในวันตรงกับเสด็จสวรรคต ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2470).
- ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2481). พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัดถเลขา เล่ม 1. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.
- ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2469). อธิบายเบ็ดเตล็ดในเรื่องพงศาวดารสยาม. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร.
- พนรัตน์ (แก้ว), สมเด็จพระ. (2550). พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ภาษามคธ แลคำแปล กับจุลยุทธการวงศ์ ผูก 2 เรื่อง พงศาวดารไทย. กรุงเทพฯ: ต้นฉบับ.
- พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. (2553). นนทบุรี : ศรีปัญญา.
- พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน. (2558). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน).
- พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. (2553). การเมืองในประวัติศาสตร์ ยุคสุโขทัย-อยุธยา พระมหาธรรมราชา กษัตราธิราช. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: มติชน.
- สถาบันปรีดี พนมยงค์. (2548). กฎหมายตรา 3 ดวง ฉบับพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุงใหม่ เล่ม 1. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
.

ภาษาต่างประเทศ
- Baker, C., Dhiravat na Pombejra, Kraan, A. van der and Wyatt, D. K. (Eds). (2005). Van Vliet's Siam. Chiang Mai: Silkworm Books.
- Pinto, F.M. (1614). Peregrinaçam de Fernam Mendez Pinto. Lisboa: Pedro Crasbeeck.
.

เอกสารตัวเขียน
- พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เรื่องลำดับศักราชสมัยกรุงศรีอยุธยา (พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ). (ม.ป.ป.). [หนังสือสมุดไทยดำ]. (เลขที่ 30 หมวดจดหมายเหตุ กรุงศรีอยุธยา). เส้นหรดาล. หอสมุดแห่งชาติ. กรุงเทพฯ

.


ที่มา : การสร้างอำนาจทางการเมืองของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์
https://www.facebook.com/WipakHistory/posts/pfbid02e66hc3j4YK5ofyuPjSHF1y1FACQLPiYsLnBCVzKmPc7kXqoB95Tb2SVyYceHgZbAl

.