Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
เรื่องราวน่าอ่าน => ถาม - ตอบ สารพัดปัญหา => Topic started by: ppsan on 19 April 2026, 10:42:56
-
นางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์
วิพากษ์ประวัติศาสตร์
24 พฤศจิกายน 2024
·
ดูซีรีย์แม่หยัวตอนที่ 9 มีฉากพระยอดฟ้าสถาปนาท้าวศรีสุดาจันทร์ เป็น “นางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์” ผู้สำเร็จราชการ เหมือนจะนำเสนอทำนองว่าตำแหน่งนี้คือพระราชินีผู้สำเร็จราชการ หรือ Queen Regent
หลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาเรียกว่า “แม่หยัว” จากเดิมที่เป็นพระอัครมเหสีในสมัยพระไชยราชา
อาจเพราะในความรู้สึกคนยุคปัจจุบัน คำว่า “นางพระยา” ฟังดูให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ ทำนองเดียวกับ “แม่อยู่หัว” ที่ดูเหมือนอยู่ในระดับเสมอ “พ่ออยู่หัว” ที่เป็นคำเรียกกษัตริย์ (ยังไม่พบหลักฐานการใช้งานคำนี้เรียกกษัตริย์อยุทธยาชัดเจน) ทำนองเดียวกับกษัตรีย์หรือราชินี
แต่เมื่อพิจารณาหลักฐานในสมัยอยุทธยาแล้วจะพบว่า ความหมายของทั้งสองคำนี้ไม่ได้สื่อถึงสถานะผู้สำเร็จราชการ
.
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยากล่าวถึงเหตุการณ์ตอนสมเด็จพระยอดฟ้าครองราชย์ไว้เพียงว่า
“ฝ่ายสมณพราหมณาจารย์มุขมนตรี กวีราชนักปราชญ์บัณฑิตโหราราชครูสโมสรพร้อมกัน ประชุมเชิญพระยอดฟ้าพระชนม์ได้ ๑๑ พระวษา เสด็จผ่านพิภพถวัลราชประเวณีสืบศรีสุริวงศ์อยุธยาต่อไป แล้วนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ผู้เป็นสมเด็จพระชนนี ช่วยทำนุบำรุงประคองราชการแผ่นดิน”
พงศาวดารกรุงศรีอยุทธยามักเรียกนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์โดยย่อว่า “นางพระยา” หรือ “นางพญา”
พิจารณาแล้วควรจะเป็นยศเดิมตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระไชยราชา เพราะ “นางพระยา/นางพญา” มีความหมายตรงตัวคือ นางของพญา (กษัตริย์) เป็นคำเรียกพระมเหสีเทวีในสมัยอยุทธยา
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาฉบับปลีก บันทึกเหตุการณ์รัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (เจ้าสามพญา) ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ใช้คำว่า “นางพญา” เรียกพระราชเทวีของสมเด็จพระบรมราชาธิราช ซึ่งเป็นพี่น้องกับพระมหาธรรมราชาธิราช (พรญาบาลเมือง) แห่งพิษณุโลก และเป็นพระมารดาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถซึ่งขึ้นเป็นกษัตริย์อยุทธยาองค์ถัดมา
เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชสถาปนาเจ้าพญาแพรกพระราชโอรส เสวยราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงพระนครหลวง (กรุงกัมพูชา) “แลให้เจ้าแม่ท้าวอินทรบุตริเป็นนางพญา” คือสถาปนาเจ้าแม่ท้าวอินทรบุตรีเป็นมเหสีของพระเจ้ากรุงพระนครหลวง
มหาชาติคำหลวง แต่งใน พ.ศ.2025 รัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ก่อนยุคของนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ 60 กว่าปี ใช้คำว่า “นางพญา” “นางพระญา” “นางพระยา” หรือ “ออกนางพญา” เรียกนางสบรรษดี (ผุสดี) มเหสีของพระสญชัย และนางมัทรีมเหสีของพระเวสสันดร
ศัพทานุกรมภาษาจีน-อนารยประเทศ แผนกภาษาเซียนหลัว 《華夷譯語暹羅館》สมัยราชวงศ์หมิง (สันนิษฐานว่าทำขึ้นราวรัชศกว่านลี่ปีที่ 7 หรือ ค.ศ. 1579/พ.ศ. 2122 รัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชา ที่มีการตั้งหอแปลภาษาเซียนหลัว (ไทยอยุทธยา) ขึ้นหรือหลังจากนั้น) แปลคำว่า 妃 ซึ่งหมายถึงชายาของ 王 (กษัตริย์) เป็นภาษาไทยว่า “นางพละยา” (นางพระยา)
เอกสารราชพยัตติธรรม ในปูมราชธรรมสมัยอยุทธยา พบที่หอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สันนิษฐานว่ามีอายุในช่วงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ยังปรากฏการใช้คำว่า “นางพญา” เรียกมเหสีของกษัตริย์อยู่
วรรณกรรมสมัยอยุทธยา เช่น ลิลิตพระลอ ก็ใช้คำว่า “นางพระยา” หมายถึงพระมเหสีเช่นกัน
แต่คำนี้ก็สามารถใช้เรียกสตรีผู้มีสถานะเป็นเจ้าครองเมืองได้ เช่นในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาเรียกราชินีแห่งอาเจะห์ว่า "นางพระยาอาแจ"
.
“แม่อยู่หัว” ซึ่งกร่อนเสียงไปเป็น “แม่หยัว” ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลว่า “แม่หยัวเมือง” “แม่หยัวเจ้าเมือง” เคยนำเสนอข้อมูลลงในเพจโดยละเอียดแล้ว
สรุปแบบสั้นๆ คือ ตำแหน่ง “แม่หยัว” ตามกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุทธยาเป็นเพียงชื่อยศพระภรรยาของกษัตริย์เท่านั้น มีสถานะเป็นรองลงมาจากพระอัครมเหสี สถานะใกล้เคียงกับพระราชเทวีหรือพระอัครชายา และสูงกว่าพระภรรยาเจ้าที่เป็นลูกหลวงหรือหลานหลวง สามารถมีได้สองคนในเวลาเดียวกัน เพราะกฎมณเฑียรบาลบางมาตราแยกตำแหน่งแม่หยัวเป็นซ้ายขวาสองคน
.
สำหรับซีรีย์แม่หยัว มีการลำดับยศตำแหน่งไม่ค่อยสอดคล้องกับหลักฐานประวัติศาสตร์นัก โดยเริ่มจากในรัชกาลพระไชยราชาเป็นท้าวศรีสุดาจันทร์ ตำแหน่งนางท้าวพระสนมเอกก่อน แล้วได้เลื่อนเป็นพระอัครมเหสีหลังประสูติพระยอดฟ้า
พอพระยอดฟ้าครองราชย์ได้เป็นแม่หยัว ซึ่งอย่างที่อธิบายคือตามกฎมณเฑียรบาลต่ำกว่าพระอัครมเหสี แล้วกลับมาเป็นอัครมเหสีอีกในรัชกาลขุนวรวงศาธิราช
.
.
พูดถึงเรื่องซีรีย์แม่หยัวสักเล็กน้อย ตอนแรกคาดว่าซีรีย์จะให้ความสำคัญกับบทบาทช่วงที่แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ได้ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการช่วยเหลือพระยอดฟ้า ซึ่งเป็นบทบาทที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ แม้จะเป็นช่วงเวลาแค่สองปีและมีรายละเอียดไม่มาก แต่มีศักยภาพที่จะใช้ช่องว่างทางประวัติศาสตร์ตีความออกมาให้น่าสนใจ เช่น การนำเสนอบทบาทของสตรีเพียงผู้เดียวที่สามารถขึ้นมากุมอำนาจนำสูงสุดทางการเมืองของอโยธยา ใช้สติปัญญาความสามารถต่อสู้ขับเคี่ยวกับขั้วอำนาจเจ้านายข้าราชการที่เป็นชายให้ยอมสยบอยู่ใต้อำนาจ
แต่น่าเสียดายที่การนำเสนอบทบาทของจินดาในซีรีย์ ใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงแรกไปกับเรื่องความขัดแย้งแย่งชิงตำแหน่งมเหสีกับสนมเอกคนอื่น บทบาทในช่วงเป็นผู้สำเร็จราชการเพิ่งมาปรากฏในตอนที่ 9 เมื่อซีรีย์ใกล้จบ และเดินเรื่องอย่างรวดเร็วรวบรัดมาก ในช่วงเวลานี้จินดายังถูกมอมยาฝิ่นจนสติสัมปชัญญะไม่ปกติ หมดสภาพกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดของวามน (ขุนวรวงศาธิราช) โดยไม่รู้ตัว
เช่นเดียวกับช่วงเวลาส่วนใหญ่ในซีรีย์ ที่นำเสนอจินดาในฐานะหมากในกระดานของผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นหมากของออกพระลพบุรีผู้เป็นพ่อหรือวามนที่ต่างใช้จินดาเพื่อประโยชน์ของตนเอง จินดาพลาดพลั้งเสียทีเกือบจบชีวิตหลายครั้ง ถูกบังคับขืนใจโดยบุรุษ ไม่ได้ใช้ความสามารถของตนเองเท่าที่ควร ซึ่งในแง่สติปัญญา ตัวละครรองอย่างตันหยงกลับดูโดดเด่นมากกว่า
แม่หยัวในซีรีย์ จึงมีบทเป็น ”ผู้ถูกกระทำ“ มากกว่าเป็น ”ผู้กระทำ“ ตรงกันข้ามกับที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์ ในขณะที่ขุนวรวงศาธิราชกลายเป็น "ผู้กระทำ" แทน
ภาพที่ออกมาส่วนใหญ่จึงเป็นการนำเสนอความอ่อนแอของสตรีที่ตกเป็นเบี้ยล่างของบุรุษ มากกว่าจะเป็นสตรีที่มีความสามารถควบคุมวิถีอำนาจทางการเมืองไว้ได้ แม้จะมีการนำเสนอภาพแม่หยัวเดินนวยนาดมาขึ้นนั่งบนบัลลังก์วางมาดเหมือนเป็น “นางพญา” ที่อยู่เหนือผู้ชายก็ตาม
การนำเสนอภาพดังกล่าวเป็นการนำเสนอเชิง fantasy เพราะในทางประวัติศาสตร์ ต่อให้เป็นผู้สำเร็จราชการก็ไม่สามารถขึ้นไปนั่งอยู่บนพระราชบัลลังก์ใต้มหาเศวตฉัตรแบบในซีรีย์ได้
.
.
ที่มาภาพ : ช่อง one Lakorn
(https://scontent.fbkk5-5.fna.fbcdn.net/v/t39.30808-6/481120923_974712961473335_6207330767017514949_n.jpg?_nc_cat=104&ccb=1-7&_nc_sid=13d280&_nc_ohc=ijBT9ctbOHAQ7kNvwGqtcFz&_nc_oc=Ado1SZTDu_QXDXFLuSeAX7PntDH4guNKzQFGkuyJ7ixeW3903aXkTi3YM3lo3bMzm18&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk5-5.fna&_nc_gid=Xo37UXCSspT25o_NnQcgcA&_nc_ss=7a3a8&oh=00_Af38PoBSa0TLfeHWbgQNwhUmy6aeAtkOoQD6ZSdjUhlgmw&oe=69EA1B88)
.
-------------------------------------------------
บรรณานุกรม
ภาษาไทย
- กรมศิลปากร. (2551). ปูมราชธรรม เอกสารสมัยอยุธยาจากหอสมุดแห่งชาติกรุงปารีส. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาศิลปากร.
- กรมศิลปากร. (2540). วรรณกรรมสมัยอยุธยา เล่ม 1. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
- เฉลิม ยงบุญเกิด. (2511). ลิปิกรรมไทยจีน สมัยราชวงศ์หมิง. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยแบบเรียน.
- พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. (2553). นนทบุรี : ศรีปัญญา.
- พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน. (2558). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน).
- ศานติ ภักดีคำ และนวรัตน์ ภักดีคำ. (2561). ประวัติศาสตร์อยุธยาจากจารึก: จารึกสมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ : สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ฯ.
- ศานติ ภักดีคำ และนวรัตน์ ภักดีคำ. (2562). ประวัติศาสตร์อยุธยาจากพระราชพงศาวดาร: พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลีกและฉบับความย่อ.
- สถาบันปรีดี พนมยงค์. (2548). กฎหมายตรา 3 ดวง ฉบับพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุงใหม่ เล่ม 1. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
.
เอกสารตัวเขียน
- พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เรื่องลำดับศักราชสมัยกรุงศรีอยุธยา (พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ). (ม.ป.ป.). [หนังสือสมุดไทยดำ]. (เลขที่ 30 หมวดจดหมายเหตุ กรุงศรีอยุธยา). เส้นหรดาล. หอสมุดแห่งชาติ. กรุงเทพฯ
.
ที่มา : นางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์
https://www.facebook.com/WipakHistory/posts/pfbid02abQT7twMV6jW1bYDq6GRxNcueBgWP7BTP2NM5M3vEEZ5vetaNoH6txhyVk4vxy4hl
.