Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...

เรื่องราวน่าอ่าน => ถาม - ตอบ สารพัดปัญหา => Topic started by: ppsan on 19 April 2026, 10:31:26

Title: สถานะของ "นางท้าวพระสนมเอก” และ “แม่หยัวเมือง”
Post by: ppsan on 19 April 2026, 10:31:26
สถานะของ "นางท้าวพระสนมเอก” และ “แม่หยัวเมือง”


วิพากษ์ประวัติศาสตร์
28 ตุลาคม 2024
 ·

สถานะของ "นางท้าวพระสนมเอก” และ “แม่หยัวเมือง”

กฎมณเฑียรบาลสมัยอยุทธยาที่บัญญัติในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ มาตรา 3 ระบุลำดับชั้นของพระราชกุมารว่า

        “ฝ่ายพระราชกุมารเกิดด้วยพระอัคมเหษีคือสมเดจ์หน่อพระพุทธเจ้า อันเกิดด้วยแม่หยัวเมืองเปนพระมหาอุปราช เกิดด้วยลูกหลวงกินเมืองเอก เกิดด้วยหลานหลวงกินเมืองโท เกิดด้วยพระสนมเปนพระเยาวราช”

ดังนั้นโอรสที่ประสูติจากตำแหน่งนางท้าวพระสนมเอกทั้ง 4 ควรมีศักดิ์เป็นเพียง พระเยาวราช   

กฎมณเฑียรบาลมาตราเดียวกันบันทึกสถานะของพระราชกุมารด้วยว่า "ถ้าเสดจ์ด้วยพระราชทยาน ลูกอัคมเหสี ลูกพระอัคชายา ลูกแม่หยัวเมือง ลูกหลวงนั่งบนราชทยานด้วย ลูกหลานหลวง ลูกพระสนมนั่งหลั่นลงหน้าหลัง"
.

พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนระบุว่า "นางท้าวพระสนมเอกทั้ง 4" มีศักดินาเพียง 1,000 ไร่  เท่ากับ “แม่เจ้า” “แม่นาง”  ที่เป็นตำแหน่งสตรีชั้นสูงในสมัยอยุทธยาตอนต้น

มีหลักฐานกล่าวถึง  "แม่นางเจ้าเมือง" ที่เข้าใจว่าคือภรรยาเจ้าเมือง     ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาฉบับปลีก เหตุการณ์ช่วงรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (เจ้าสามพญา) พบการใช้เรียกภรรยาขุนนาง เช่น แม่นางพระ แม่นางใส แม่นางบุตรี แม่นางสน แม่นางอัคราช แม่นางคงราช   เรียกบุตรีขุนนาง เช่น แม่นางกองแพงบุตรีขุนเทพสงครามเจ้าเมืองจันทบูร     นอกจากนี้ยังใช้เรียกเจ้านายชั้นสูง เช่น "แม่นางษาขา" พระราชมารดาของนางพญาพระมเหสีของเจ้าสามพญาและพระมหาธรรมราชา (พรญาบาลเมือง) แห่งพิษณุโลก      ในจารึกลานทองตะนาวศรี 3 พ.ศ. 2008 กล่าวถึง "แม่นางอัครราช" ได้เลื่อนเป็น "แม่นางเมืองศรีอัครราช" สันนิษฐานว่าเป็นภรรยา "ขุนศรีอัครราช" ในจารึกลานทองตะนาวศรี 2 พ.ศ. 2006)   

ศักดินานางท้าวพระสนมเอกทั้ง 4  เท่ากับท้าวนางผู้ใหญ่ในพระราชฐานฝ่ายในคือ ท้าววรจันทร์ สมเด็จพระพี่เลี้ยง ผู้เป็นหัวหน้าท้าวนางทั้งปวง และเป็นผู้บังคับบัญชาทั่วไปในราชสำนักฝ่ายใน      และเท่ากับ “ท้าวนางสนองพระโอษฐ์ทั้ง 4” ที่เป็นหัวหน้าท้าวนางรับราชการฝ่ายใน ได้แก่ ท้าวสมศักดิ์ ท้าวโสภา ท้าวศรีสัจจา ท้าวอินทรสุริยา     โดยพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือนลำดับตำแหน่งแม่เจ้า แม่นาง และนางท้าวพระสนมเอกทั้ง 4 อยู่ถัดลงมาจากท้าววรจันทร์

ในสมัยรัตนโกสินทร์ ตำแหน่งท้าวนางผู้ใหญ่มักเป็นของสนมเจ้าจอมในรัชกาลก่อน เชื้อพระวงศ์ราชนิกุล หรือราชินิกุล
.

นางท้าวพระสนมเอกทั้ง 4 มีสถานะต่ำกว่าภรรยาเจ้าชั้นสูงของพระมหาษัตริย์ที่มีสถานะเป็น “ลูกหลวง”  หรือ “หลานหลวง” (มักเป็นลูกหรือหลานของพระมหากษัตริย์ในรัชกาลก่อน) เพราะมีศักดินาต่ำกว่ามาก   โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมีศักดินา 15,000  พระเจ้าลูกเธอและสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ 6,000  พระเจ้าหลานเธอ 4,000   

นางท้าวพระสนมเอกทั้ง 4 ยังมีศักดินาต่ำกว่าอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้าที่มีศักดินาแค่ 1,500    มีศักดินา 1,000 เท่าเจ้าราชนิกุลขี่ช้างค่ายต้นเชือก   มีศักดินาสูงกว่าเจ้าราชนิกุลขี่ช้างค้ำปลายเชือก ขี่ม้า ขี่โขลงกระบือที่มีศักดินา 800  และหม่อมราชวงศ์ที่มีศักดินา 500   (ตำแหน่งเจ้าราชนิกุล มีการแต่งตั้งให้เชื้อพระวงศ์ระดับล่าง เช่น หม่อมราชวงศ์ หรือพระญาติอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการมอบให้เชื้อสายกษัตริย์ราชวงศ์เก่าด้วย)

หากเชื่อตามสมมติฐานที่ว่านางท้าวพระสนมเอกทั้ง 4 อาจมีเชื้อสายกษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองเมืองในอดีต ก็คงเป็นเพียงราชนิกุลหรือเชื้อพระวงศ์ระดับล่างเท่านั้น มีสถานะเป็นสามัญชนที่ถวายตัวเป็นบาทบริจาริกา ไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้า
.
.

แต่ตำแหน่งพระสนมเอกทั้ง 4 น่าจะสามารถเลื่อนศักดิ์สูงขึ้นได้  ดังที่มีบันทึกไว้ว่าตำแหน่งพระสนมเอกคือ “ศรีสุดาจันทร์” ในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราชมีสถานะเป็น "แม่หยัว" “แม่อยั่ว” หรือ "แม่อยู่หัว" ดังที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาบันทึกนามไว้ว่า “แมหญัวศรีสุดาจัน” หรือ “นางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์”

กฎมณเฑียรบาลกล่าวถึงตำแหน่ง  "แม่หยัวเมือง" หรือ "แม่หยัวเจ้าเมือง" ว่าเป็นตำแหน่งพระภรรยาระดับรอง  เช่นมาตรา 3 ที่ระบุว่ามีศักดิ์รองลงมาจากพระอัครมเหสี  แต่สูงกว่าพระภรรยาเจ้าที่เป็นลูกหลวงหลานหลวง   ไม่มีบันทึกศักดินาแต่ควรสูงกว่าลูกหลวงหลานหลวง  หากมีพระราชโอรสสามารถสถาปนาเป็นพระมหาอุปราชได้

คำว่า “แม่หยัว”เข้าใจว่ากร่อนเสียงมาจาก “แม่อยู่หัว” การมีคำว่า "เมือง" หรือ “เจ้าเมือง” ต่อท้าย น่าจะมีความหมายถึง นางผู้เป็นใหญ่ของเมือง  ทำนองเดียวกับคำว่า “แม่นางเมือง” หรือ “แม่ศรีเมือง”

“แม่หยัว” มีได้มากกว่าหนึ่งคน ปรากฏในกฎมณเฑียรบาลมาตรา 117 กล่าวถึง “แม่หยัวทังสอง” และมาตรา 135 กล่าวถึง “แม่หยัวเจ้าเมืองซ้ายขวา”
.

“นางพระยา” หรือ “นางพญา” เป็นคำเรียกพระมเหสีของกษัตริย์ ดังเช่นพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาฉบับปลีกใช้เรียกพระราชเทวีของสมเด็จพระบรมราชาธิราช (เจ้าสามพญา)    “นางพญา” องค์นี้เป็นพี่น้องกับสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (พรญาบาลเมือง) เจ้าเมืองพิษณุโลก  เป็นพระมารดาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถซึ่งพระราชพงศาวดารระบุสถานะว่าทรงเป็น “สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชกุมาร” คือพระราชกุมารองค์ใหญ่ที่มีศักดิ์สูงยิ่งกว่าพระองค์อื่น
.

พิจารณาจากศัพทานุกรมภาษาจีน-อนารยประเทศ แผนกภาษาเซียนหลัว 《華夷譯語暹羅館》สมัยราชวงศ์หมิง (สันนิษฐานว่าทำขึ้นราวรัชศกว่านลี่ปีที่ 7 หรือ ค.ศ. 1579/พ.ศ. 2122 รัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชา ที่มีการตั้งหอแปลภาษาเซียนหลัว (ไทยอยุทธยา) ขึ้นหรือหลังจากนั้น)

คำว่า 王 (หวัง/อ๋อง - กษัตริย์) แปลว่า “พละยา” (พระยา)   

妃 (ชายาของหวัง/อ๋อง) แปลว่า "นางพละยา" (นางพระยา)

皇后 (หวงโฮ่ว/ฮองเฮา - จักรพรรดินี) ว่า  "แมหวพยา" (แม่หัวพระยา)  ใช้แปลตำแหน่งจักรพรรดินีของราชวงศ์หมิง  เข้าใจว่ากร่อนมาจาก "แม่อยู่หัวพระยา" หรือ "แม่หยัวพระยา"

สันนิษฐานในบริบทของอยุทธยาคงใช้คำว่า "แม่อยู่หัวพระยา" กับ "นางพระยา" เรียกตำแหน่งพระมเหสีทั้งคู่  เพราะในพระราชพงศาวดารก็ใช้คำทั้งว่า “แม่อยู่หัว” “นางพระยา” “นางพระยาแม่อยู่หัว” เรียกแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์สลับกันไป    เพียงแต่ในศัพทานุกรมต้องแปลตำแหน่งจักรพรรดินีของจีน จึงเลือกใช้คำให้ต่างกัน

จึงเข้าใจว่าตำแหน่ง “แม่หยัวเมือง” เทียบศักดิ์เสมอพระมเหสี ซึ่งอยู่ต่ำกว่าพระอัครมเหสี
.
.

ตำแหน่งพระภรรยาของกษัตริย์กรุงศรีอยุทธยาในกฎมณเฑียรบาลสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถมีลำดับชั้นที่คลุมเครือ แม้ว่าในมาตรา 3 ระบุตำแหน่ง “แม่หยัวเมือง” อยู่ถัดลงมาจากพระอัครมเหสี แต่ในมาตราอื่นยังพบตำแหน่งพระภรรยาอื่นที่อยู่ต่ำกว่าพระอัครมเหสีแต่สูงกว่า “แม่หยัวเมือง” คือตำแหน่ง พระภรรยาเจ้า   นอกจากนี้ยังมีตำแหน่ง พระราชเทวี พระอรรคชายา ที่ถูกลำดับไว้หน้าหรือหลังของ “แม่หยัวเมือง” ด้วย

มาตรา 113 กล่าวถึงตำแหน่ง "สมเดจ์พระอรรคมเหษี แลพระอรรคชายา แลแม่หยัวเจ้าเมือง ชแม่ชเจ้าพระสนมทังปวง"

มาตรา 117 กล่าวถึงตำแหน่งภรรยาของพระเจ้าแผ่นดินเมื่อเสด็จขึ้นพระที่นั่งหลังเสร็จพระราชานุกิจว่า "พระสนมเอางานพระศรีสุธาพัชนี ถัดมาสมเดจ์พระภรรยาเจ้าทังสองเจียมขลิบเบาะกำมหญี่ ๗ ลิ้น ถัดนั้นแม่หยัวเจ้าทังสองพระราชเทวีพระอรรคชายาเบาะ ๓ ลิ้น"

มาตรา 131 งานเลี้ยงดอกไม้วงมงคล ระบุว่า "สมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้าแต่งกระแจะแป้งดอกไม้ พระภรรยาเจ้าแต่งหมาก พระราชกุมารพระราชนัดดาแม่หยัวเจ้าเมืองแต่งหมาก ลูกขุนสนองพระโอษฐแต่งสำรับพระราชกุมาร"

มาตรา 135 การพระราชพิธีเบาะพก  กล่าวถึงลำดับตำหนักเจ้าฝ่ายในว่า  "อนึ่งดำหนักสมเดจ์พระอรรคมเหษีพระภรรยา อนึ่งดำหนักแม่หยัวเจ้าเมืองทัง ๒  อนึ่งเรือนหลังลูกเธอหลังหลานเธอพระสนมอยู่"  และกล่าวถึงเครื่องยศเศวตฉัตรของเจ้าฝ่ายในแต่ละตำแหน่งว่า  "สมเดจ์พระอรรคมเหษี ๕ ชั้น ๔ ชั้น ๓ ชั้น กลึ้งแลพรหม ๑๖   เมียนา ๑๐๐๐๐ เอกแลนา ๕๐๐๐ เอกสนองพระโอษฐเดีรหน้า พระภรรยาเจ้า ๓ ชั้น ๒ ชั้น กลึ้งแลพรหม ๘  เมียนา ๕๐๐๐ แลออกเจ้าเดียรหน้า แม่หยัวเจ้าเมืองซ้ายขวา ๒ ชั้นแลบัวหงาย กลึ้งแลพรหม ๘   เมียนา ๓๐๐๐ แลชแม่แก่เดีรหน้า "  กล่าวถึงลำดับในพิธีว่า "สมเดจ์พระอรรคมเหษีเจ้า แล้วจึ่งพระภรรยาเจ้า จึ่งแม่หยัวเจ้าเมืองซ้ายขวา"

มาตรา 138  "สมเดจ์พระอัรคมเหษีสมโพทกึ่ง สมเดจ์พระภรรยาสมโพทถึ่ง แม่หยัวเมืองกึ่ง ลูกเธอกึ่ง หลานเธอกึ่ง พระสนมกึ่ง โดยอันดับลงมา"

มาตรา 141 “สมเด็จพระอรรคมเหสี พระอรรคราชา พระแม่หยัวเมือง สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า พระราชกุมาร พระราชนัดดา ถวายบังคมในหอพระ”

จากมาตราเหล่านี้จะเห็นได้ว่า "แม่หยัวเมือง" ต่ำกว่าสมเด็จพระอัครมเหสี พระภรรยาเจ้า (สมัยนั้นน่าจะเป็นเพียงชื่อยศ ไม่ได้มีความหมายเหมือนปัจจุบันที่หมายถึง 'ภรรยาของพระเจ้าแผ่นดินที่ชาติกำเนิดเป็นเจ้า')  บางมาตราระบุว่ามีพระภรรยาเจ้า 2 องค์ บางมาตราว่ามี 4 องค์  บางมาตราคล้ายกับใช้เรียกรวมตำแหน่งพระภรรยาอื่นๆ ไม่ชัดเจนนัก
.

บางมาตรากล่าวถึงตำแหน่งพระมเหสีและพระภรรยาชั้นอื่นโดยไม่กล่าวถึง "แม่หยัวเมือง"  เช่น มาตรา 120 ที่กล่าวถึงเครื่องยศของพระภรรยาเจ้าฝ่ายในว่า

“พระอรรคมเหสี พระ[อรรคราชเทวี] ธรงราโชประโภค มีมงกุฎ เกีอกทอง อภิรม ๓ ชั้น พระราชยานมีจำลอง

พระราชเทวี พระอรรคชายา ธรงราโชประโภค ลดมงกุฎ ธรงพระมาลามวยหางหงษ เกีอกกำมหญี่สักหลาด มีอภิรม ๒ ชั้น เทวียานมมกรชู

ลูกเธอเอกโท ธรงพระมาลามวยกลม เสื้อโภคลายทอง

หลานเธอเอกโท ใส่เศียรเพศมวยกลม เสื้อโภคดารากรเลว”

มาตรา 128 พระราชพิธีอาสยุช ระบุว่า "สมเดจ์พระอรรคมเหษีพระภรรยาธรงพระสุวรรณมาลานุ่งแพรลายทองธรงเสื้อ พระอรรคชายาธรงพระมาลาราบนุ่งแพรดารากรธรงเสื้อ ลูกเธอหลานเธอธรงศิรเพศมวยธรงเสื้อ พระสนมใส่สนองเกล้าสภักสองบ่า"

พิจารณาจากมาตรา 117 ที่ระบุว่า "แม่หยัว" นั่งเบาะเหมือนพระราชเทวีและพระอรรคชายา จึงสันนิษฐานว่ามีเครื่องยศเหมือนพระราชเทวีและพระอรรคชายา และคงมีศักดิ์ใกล้เคียงกัน
.
.

ในกรณีของแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช  สันนิษฐานว่าเดิมเป็นแค่นางท้าวพระสนมเอกในตำแหน่ง “ท้าวศรีสุดาจันทร์” โดยอาจเป็นเชื้อพระวงศ์หรือเชื้อสายเจ้าผู้ครองเมืองในอดีต หรืออาจเป็นพระชายาเดิมของสมเด็จพระไชยราชาธิราชตั้งแต่ก่อนขึ้นเป็นกษัตริย์  แต่เนื่องจากไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้า จึงสถาปนายศเป็นเพียง 1 ใน 4 นางท้าวพระสนมเอก

ในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราชอาจไม่ได้สถาปนาพระราชวงศ์เป็นพระมเหสี  หรือมีพระมเหสีอื่นแต่ไม่ทรงมีพระโอรสด้วยกัน  ในขณะที่ท้าวศรีสุดาจันทร์ประสูติพระโอรสถึง 2 องค์คือสมเด็จพระยอดฟ้าและพระศรีสิน  จึงอาจเป็นสาเหตุให้สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงสถาปนาท้าวศรีสุดาจันทร์เป็น "นางพระยาแม่อยู่หัว" หรือ “แม่หยัวเมือง” มีศักดิ์เทียบเป็นพระมเหสี แต่รองลงมาจากพระอัครมเหสี
.

เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชสวรรคต สมเด็จพระยอดฟ้าพระราชโอรสองค์ใหญ่จึงได้เสวยราชสมบัติขณะมีพระชันษาเพียง 11 ปี    นางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ผู้เป็นสมเด็จพระชนนี จึงช่วยทำบำรุงประคองราชการแผ่นดิน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อยุทธยาที่สตรีขึ้นมามีอำนาจสำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระมหากษัตริย์
ภายหลังเมื่อแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์สนับสนุนให้ขุนวรวงศาธิราชเป็นพระมหากษัตริย์ จึงปรากฏเอกสารที่ระบุว่าพระนางมีสถานะเป็นพระอัครมเหสี
.

ภาพประกอบ : แม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ (แสดงโดย ใหม่ เจริญปุระ) ในภาพยนตร์สุริโยไท (2544)

(https://scontent.fbkk5-4.fna.fbcdn.net/v/t39.30808-6/481057934_974703754807589_8498719348125427856_n.jpg?_nc_cat=103&ccb=1-7&_nc_sid=13d280&_nc_ohc=6KbB9agVkmwQ7kNvwGMZ1_O&_nc_oc=AdrKlrMrDw-hEWf_r_68qY6POIW36yv3yi3vBYA8p5XnZhxN7UntNNSVDWIOi1EXuS8&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk5-4.fna&_nc_gid=F5POE5HefgUSljy3sp-IwQ&_nc_ss=7a3a8&oh=00_Af3gjNCye_JH85W5ifFFzSjBn5BoFuvkLcq2Emka5sX5IA&oe=69EA2272)

.

-------------------------------------------------

บรรณานุกรม

ภาษาไทย
- เฉลิม ยงบุญเกิด. (2511). ลิปิกรรมไทยจีน สมัยราชวงศ์หมิง. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยแบบเรียน.
- พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. (2553). นนทบุรี : ศรีปัญญา.
- ศานติ ภักดีคำ และนวรัตน์ ภักดีคำ. (2561). ประวัติศาสตร์อยุธยาจากจารึก: จารึกสมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ : สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ฯ.
- ศานติ ภักดีคำ และนวรัตน์ ภักดีคำ. (2562). ประวัติศาสตร์อยุธยาจากพระราชพงศาวดาร: พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลีกและฉบับความย่อ.
- สถาบันปรีดี พนมยงค์. (2548). กฎหมายตรา 3 ดวง ฉบับพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุงใหม่ เล่ม 1. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
- สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2557). ท้าวศรีสุดาจันทร์ “แม่หยัวเมือง” ใครว่าหล่อนชั่ว. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์.

-------------------------------------------------

หมายเหตุ : บทความเรียบเรียงโดยผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ผู้ดูแลเพจขอความกรุณาต่อผู้อ่านไม่นำข้อมูลที่เผยแพร่ในเพจไปแก้ไข คัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ โดยแอบอ้างข้อมูลเป็นของตนเอง หรือนำไปแสวงหาผลกำไรทางพาณิชย์

ผู้ดูแลเพจยินดีให้ผู้อ่านแชร์ (share) บทความของเพจจาก Facebook ของเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ได้โดยตรงโดยไม่ต้องขออนุญาต  หากมีความประสงค์จะนำบทความของเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ไปเผยแพร่ต่อในช่องทางอื่น ขอความกรุณาผู้อ่านขออนุญาตจากผู้ดูแลเพจก่อนครับ
.


ที่มา : สถานะของ "นางท้าวพระสนมเอก” และ “แม่หยัวเมือง”
https://www.facebook.com/WipakHistory/posts/pfbid05PLcXLPW3qADGnHQ2dR5xiCu8qz925pRWeB83fMhFFhN4Dk6B9hQEqrixwuHnDxDl

.