Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
เรื่องราวน่าอ่าน => ถาม - ตอบ สารพัดปัญหา => Topic started by: ppsan on 19 April 2026, 10:29:23
-
สนมเอกสี่ทิศ
วิพากษ์ประวัติศาสตร์
24 ตุลาคม 2024
·
คำว่า "สนมเอกสี่ทิศ" น่าจะเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์อยุทธยากระแสหลักในยุคปัจจุบันไปแล้ว โดยที่ไม่เคยปรากฏการใช้คำนี้ในหลักฐานประวัติศาสตร์ชิ้นใดเลย
หลักฐานประวัติศาสตร์คือพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน เรียกตำแหน่งสนมเอกของอยุทธยาว่า "นางท้าวพระสนมเอกทั้ง 4" ประกอบด้วย ท้าวอินทรสุเรนทร ท้าวศรีสุดาจันทร์ ท้าวอินทรเทวี ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ มีศักดินา 1,000 เท่ากัน ผู้ที่มารับตำแหน่งพระสนมเอกก็จะได้รับตำแหน่งตามนี้ ไม่ใช่ชื่อเฉพาะตัว
ราชสำนักอยุทธยารับพระนามเจ้านายหรือตำแหน่งจากแว่นแคว้นใกล้เคียงมาเป็นราชทินนามข้าราชการของตนเองจำนวนมาก จึงเป็นไปได้ที่ชื่อตำแหน่งพระสนมเอกทั้งสี่อาจรับมาจากแว่นแคว้นหรือรัฐเครือญาติที่ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุทธยา โดยผู้ดำรงตำแหน่งอาจมีเชื้อสายจากกษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองเมืองในอดีต ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก ในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ก็ยังพบการตั้งเชื้อสายกษัตริย์วงศ์เดิมให้มียศเป็นเจ้าราชนิกุล หรือเป็นเจ้าจอมพระสนม
.
แต่ปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานประวัติศาสตร์ที่ระบุหรือกำหนดอย่างชัดเจนว่าตำแหน่งพระสนมเอกทั้งสี่ของอยุทธยาต้องมาจากเมืองใด ทิศใด หรือราชวงศ์ใด
ที่กล่าวว่าตำแหน่งสนมเอกทั้งสี่เป็นสัญลักษณ์แสดงอำนาจของกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาที่แผ่ออกไปทั้ง 4 ทิศ และต้องมาจากเชื้อสายราชวงศ์ทั้งสี่ทิศของกรุงศรีอยุทธยาคือ เชื้อสายราชวงศ์ละโว้-อโยธยา (อู่ทอง) ทางตะวันออก เชื้อสายราชวงศ์สุพรรณภูมิทางตะวันตก เชื้อสายราชวงศ์พระร่วงสุโขทัยทางเหนือ เชื้อสายราชวงศ์ศรีธรรมโศกราชทางใต้ ยังเป็นเพียง “ทฤษฎี” ที่เกิดจากการวิเคราะห์ตีความของนักประวัติศาสตร์เท่านั้น
ทั้งนี้ต้องพิจารณาด้วยว่าชื่อราชวงศ์กษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุทธยา เช่น อู่ทอง สุพรรณภูมิ สุโขทัย ศรีธรรมาโศกราช เพิ่งถูกกำหนดขึ้นในสมัยหลังโดยนักประวัติศาสตร์เพื่อให้สะดวกต่อการแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์เท่านั้น ในสมัยอยุทธยาไม่ได้มีแนวคิดการเรียกชื่อสายตระกูลโดยนับวงศ์ข้างบิดาเป็นหลักแบบตะวันตก แต่มีการอ้างการสืบราชวงศ์ตามคติภาวะของความเป็นกษัตริย์ เช่น สุริยวงศ์ (สืบสายวงศ์จากพระอาทิตย์) สมมุติวงศ์ (สืบสายวงศ์จากพระมหาสมมุติ ซึ่งเป็นต้นวงศ์ศากยะของพระพุทธเจ้า) หรือระบุเพียงว่าสืบราชวงศ์มาจากกษัตริย์พระองค์ใด
(อ่านเพิ่มเติมที่บทความ "ไม่มี “ราชวงศ์บ้านพลูหลวง” ในสมัยกรุงเก่า"
https://www.facebook.com/WipakHistory/posts/2624515810945206/)
.
.
จากการตรวจสอบหลักฐาน พบเพียงชื่อตำแหน่ง "ท้าวศรีจุฬาลักษณ์" ที่มีความเกี่ยวข้องกับอาณาจักรสุโขทัย ปรากฎในจารึกวัดบูรพาราม และจารึกวัดอโศการาม สมัยพุทธศตวรรษที่ 20 กล่าวถึง “สมเด็จพระราชเทวีศรีจุฬาลักษณ์อัครราชมหิศีเทพยธรณีดิลกรัตนบพิตรเป็นเจ้า” อัครมเหสีของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชแห่งสุโขทัย
จึงมีการวิเคราะห์ว่าเมื่ออยุทธยาผนวกสุโขทัยไว้ในอำนาจได้แล้ว จึงลดสถานะของชื่อ "ศรีจุฬาลักษณ์" มาใช้เป็นตำแหน่งพระสนมเอกของอยุทธยาแทน
พิเศษ เจียรจันทร์พงษ์ วิเคราะห์ต่างออกไปว่า "ศรีจุฬาลักษณ์" ในจารึกน่าจะเป็นมเหสีจากอยุทธยาฝั่งสุพรรณภูมิมากกว่า โดยพิจารณาจากพระพุทธรูปศิลปะอู่ทองสมัยอยุทธยาตอนต้นที่เชื่อว่าสมเด็จพระราชเทวีศรีจุฬาลักษณ์สร้างถวายวัดบูรพาราม จึงเชื่อว่าสมเด็จพระราชเทวีศรีจุฬาลักษณ์ในจารึกน่าจะเป็นเจ้านายอยุทธยาฝั่งสุพรรณภูมิที่ถูกส่งมาอภิเษกสมรสกับกษัตริย์สุโขทัย โดยมีการศึกษาว่าน่าจะมีการนำข้าราชการและผู้คนจากฝั่งสุพรรณภูมิติดตามขึ้นมาด้วยจำนวนมาก เป็นสภาวะครอบงำของราชสำนักอยุทธยาสายสุพรรณภูมิเหนือราชสำนักสุโขทัย
.
ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์เป็นของน้องสาวพระเพทราชา ลูกพระนม ซึ่งพระราชพงศาวดารระบุว่าเป็นชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี จึงเป็นข้อสนับสนุนสมมติฐานของพิเศษว่าตำแหน่งนี้น่าจะมีพื้นเพจากเมืองสุพรรณภูมิ
ข้อมูลนี้สอดคล้องหลักฐานชั้นต้นของฝรั่งเศสที่ระบุว่า พระเพทราชามีชาติตระกูลสูง มาจากตระกูลเก่าแก่ที่รับราชการมานาน มีความใกล้ชิดราชสำนัก หรือแม้แต่อาจเป็นเชื้อพระวงศ์ด้วย โดยอาจเป็นลูกพี่ลูกน้องกับสมเด็จพระนารายณ์
(อ่านเพิ่มเติมที่บทความ ชาติกำเนิดของพระเพทราชา – สามัญชน หรือ เชื้อพระวงศ์? https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1717652204964909&id=1046096062120530&set=a.1050804244983045&locale=th_TH)
แต่ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ซึ่งผ่านมานานหลายร้อยปีแล้ว ก็ไม่แน่ชัดว่าตำแหน่งสนมเอกในยุคนั้นยังต้องมีการอ้างอิงเชื้อสายเจ้าผู้ครองเมืองในอดีตหรือไม่
และอย่างที่กล่าวคือไม่ได้มีหลักฐานข้อกำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งสนมเอกต้องมาจากเมืองใด อาจจะรับมาแค่ชื่อ “ศรีจุฬาลักษณ์” มาใช้โดยไม่ได้ต้องมีเชื้อสายใดๆ ก็เป็นไปได้
.
.
สนมเอกอีกสามชื่อ ไม่ปรากฏหลักฐานการใช้งานในแว่นแคว้นอื่น มีแต่การสันนิษฐานจากความหมายของชื่อเท่านั้น
“อินทรสุเรนทร” กับ “อินทรเทวี” ไม่มีหลักฐานเพียงพอสรุปชี้ชัดได้ว่าตำแหน่งใดมาจากเมืองใด มีสมมติฐานว่าอาจมีความสัมพันธ์กับรัฐสุพรรณภูมิ เพราะกษัตริย์อยุทธยาที่มีเชื้อสายจากรัฐสุพรรณภูมินิยมใช้พระนามว่า “อินทราชา” หรือ “นครอินทร์”
พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ สันนิษฐานว่าตำแหน่งหนึ่งเป็นของสุโขทัย อีกตำแหน่งเป็นของนครศรีธรรมราช
สุจิตต์ วงษ์เทศ สันนิษฐานว่า “อินทรสุเรนทร” มาจากสุพรรณภูมิ โดนพิจารณาจากพระนาม “อินทร” โดยในพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง พบว่าตำแหน่งเจ้าเมืองที่เคยมีเครือข่ายความสัมพันธ์กับรัฐสุพรรณภูมิ เช่น ออกพระศรีสุรินทฤๅไชย เจ้าเมืองเพชรบุรี กับออกพระสุรบดินทรสุรินทฤๅไชย เจ้าเมืองชัยนาท ล้วนมีคำว่า “สุรินทร” (สุร+อินทร) ประกอบอยู่ในราชทินาม ซึ่งสามารถแผลงรูปเป็น “สุเรนทร” ได้
แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่าราชทินนามเจ้าเมืองสุโขทัยก็มีการใช้คำว่า "สุรินทร" ประกอบอยู่เหมือนกัน ดังนั้นการใช้คำว่า "สุเรนทร" คงชี้ชัดได้ยากว่ามาจากเมืองใด
.
สุจิตต์ วงษ์เทศ สันนิษฐานว่า "อินทรเทวี" มาจากนครศรีธรรมราช เพราะชื่อใกล้เคียงกับ "ขุนอินทรเทพ" หนึ่งในผู้ก่อการล้มขุนวรวงศาธิราช ซึ่งพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาระบุว่าได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น "เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช" เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช จึงสันนิษฐานว่าขุนอินทรเทพผู้นี้น่าจะเป็นเชื้อสายเจ้านายเมืองนครศรีธรรมราช
.
ผู้เขียนเห็นต่างว่า “อินทรเทพ” เป็นราชทินนามของเจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ซ้าย คู่กับ “พิเรนทรเทพ” เจ้ากรมพระตำรวจใหญ่ขวา ไม่ใช่ชื่อเฉพาะ การจะนำไปเชื่อมโยงกับตำแหน่งพระสนมเอกว่าต้องมาจากเมืองนครศรีธรรมราชเหมือนกันเพียงเพราะมีคำว่า “อินทร” อยู่ในราชทินนามเหมือนกันดูไม่ค่อยมีน้ำหนักนัก
ทั้งนี้ “พิเรนทร” (พีร+อินทร) ก็มีความหมายใกล้เคียงกัน และขุนพิเรนทรเทพต้นคิดสังหารขุนวรวงศาธิราชมีบิดาเป็นราชวงศ์พระร่วง มารดาเป็นพระราชวงศ์สมเด็จพระไชยราชาธิราช
ถ้าจะใช้วิธีการเชื่อมโยงโดยแค่อาศัยชื่อ “อินทร” ก็อาจจะเชื่อมโยงกับทางสุโขทัยหรือสุพรรณภูมิได้เช่นกัน
.
นอกจากนี้ ข้อความในพระราชพงศาวดารที่อ้างว่าขุนอินทรเทพได้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเพิ่งถูกเพิ่มเติมมาในฉบับที่ชำระในสมัยรัตนโกสินทร์รุ่นหลังๆ
เมื่อตรวจสอบกับหลักฐานสมัยอยุทธยาคือพระไอยการเก่าตำแหน่งนาหัวเมืองฉบับอยุทธยา พบว่าเป็นตำแหน่งเจ้าเมืองสุโขทัย ดังที่ระบุว่า “เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ชาติภักดีบดินทรสุรินทรฤๅไชยอภัยพิริยบรากรมพาหุ เจ้าเมืองศุโขไทย เมืองโท นา ๑๐๐๐๐ ขึ้นแก่ประแดงจุลาเทพซ้าย"
จารึกวัดบูรพารามระบุว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชแห่งสุโขทัยกับสมเด็จพระราชเทวีศรีจุฬาลักษณ์ผู้เป็นพระอัครมเหสี ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ องค์เล็กมีพระนามว่า “ศรีธรรมาโศกราช” จึงสะท้อนว่านามนี้เคยเป็นชื่อเจ้านายทางสุโขทัยเช่นกัน ไม่จำเพาะต่อนครศรีธรรมราชเท่านั้น
หลักฐานอีกชิ้นคือ จารึกฐานพระอิศวรเมืองกำแพงเพชร พ.ศ. 2053 รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดี กล่าวถึง "เจ้าพรญาศรีธรรมาโศกราช" เป็นผู้ประดิษฐานพระอิศวรในเมืองกำแพงเพชร ทำนุบำรุงพระศาสนา ซ่อมแปลงพระมหาธาตุและวัดบริวารในเมืองนอกเมือง บำรุงที่แดนเหย้าเรือนถนนไปถึงบางพาน (บ้านวังพาน ตำบลเขาคีรีส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร) ปรับปรุงท่อปู่พระยาร่วงเพื่อให้มีน้ำเลี้ยงที่นา
จึงบ่งชี้ว่าบุคคลผู้นี้มีอำนาจดูแลพื้นที่เมืองกำแพงเพชรในเวลานั้น จึงควรจะเป็นเจ้าเมืองสุโขทัยมากกว่าเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชที่อยู่ห่างไกล หรือไม่เวลานั้นราชทินนามนี้อาจเป็นของเจ้าเมืองกำแพงเพชรก็เป็นได้
(อ่านเพิ่มเติมที่ บทความ ขุนอินทรเทพ-เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชหรือสุโขทัย ? https://www.facebook.com/WipakHistory/posts/2066665266730266/)
.
พิจารณาจากบริบทหลักฐานสมัยอยุทธยาและช่วงเวลา เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช (ขุนอินทรเทพ) น่าจะเป็นเจ้าเมืองสุโขทัยมากกว่าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งถ้าจะเชื่อมโยงด้วยชื่อตามทฤษฎีแนวทางสุจิตต์ ตำแหน่ง “อินทรเทวี” ก็มีโอกาสเป็นเจ้าทางสุโขทัยได้เช่นกัน
.
ถ้าจะเชื่อมโยงชื่อ “อินทร” กับเมืองนครศรีธรรมราช พอมีร่องรอยอยู่ในเอกสารประเภทตำนานของเมืองนครศรีธรรมราช เช่น ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ระบุว่าในช่วงที่นครศรีธรรมราชอยู่ใต้อำนาจอยุทธยา (น่าจะหมายถึงรัฐอโยธยาเดิมก่อนสถาปนากรุงศรีอยุทธยาหรือช่วงอยุทธยาตอนต้น) พระศรีมหาราชาเจ้าเมืองลานสกาได้ร่วมบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเมืองนคร หลังพระศรีมหาราชาตาย พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาให้ “ขุนอินทารา” ลูกพระศรีมหาราชาผู้เป็นเจ้าเมืองลานสกาส่งลูกสาวมาถวาย ขุนอินทาราส่งลูกหมอช้างมาแทนแต่ถูกจับได้ ขุนอินทาราถูกลงโทษ ลูกเมียตกเป็นข้าหลวง นายศรีบุตรชายขุนอินทาราได้เป็นนายศรีทนู ต่อมาใน พ.ศ. 1815 (ศักราชน่าจะคลาดเคลื่อน) พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยาให้นายศรีทนูมาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชที่ร้างมานาน ได้เป็นที่ “ขุนอินทารา” ภายหลังได้เลื่อนเป็นพระศรีมหาราชา
ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชระบุว่าเคยมี “ขุนอินทรา” เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชตรงกัน แต่เป็นมีเจ้าเมืองเพียงคนเดียวที่ใช้ชื่อนี้ ภายหลังยังมีเจ้าเมืองตำแหน่งอื่นๆ ชื่อหลากหลายไปมาก
.
เรื่องทฤษฎีว่า กษัตริย์อยุทธยารับเชื้อสายเจ้าราชวงศ์จากเมืองนครศรีธรรมราชมาเป็นสนมเอกยังมีประเด็นต้องวิเคราะห์ เพราะแม้นครศรีธรรมราชจะมีสถานะเป็นเมืองพญามหานครชั้นเอก แต่มีหลักฐานการแต่งงานเกี่ยวดองและบทบาททางการเมืองในราชสำนักอยุทธยาน้อย และอ้างอิงจากเอกสารประเภทตำนานทางเมืองนครศรีธรรมราช ตำแหน่งเจ้าเมืองน่าจะเป็นขุนนางแต่งตั้งมาตั้งแต่สมัยอยุทธยาตอนต้นหรือก่อนสถาปนากรุงศรีอยุทธยา
.
ในสมัยอยุทธยามีหลักฐานความสัมพันธ์เชิงเครือญาติกับกลุ่มเจ้าหัวเมืองเหนือในแว่นแคว้นสุโขทัยเดิมชัดเจนกว่าทางใต้มาก กษัตริย์อยุทธยาหลายองค์มีมเหสีเป็นเจ้านายสตรีจากแว่นแคว้นสุโขทัยเดิม
ในรัชกาลรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราช (เจ้าสามพญา) หัวเมืองฝ่ายเหนือ 4 เมืองยังคงมีเจ้านายปกครองคือ พระมหาธรรมราชาธิราช (พรญาบาลเมือง) แห่งพิษณุโลก พระญารามราชแห่งสุโขทัย พระญาเชลียงแห่งสวรรคโลก (ศรีสัชนาชัย) และพรญาแสนสอยดาวแห่งกำแพงเพชร โดยอยู่ภายอำนาจกษัตริย์อยุทธยา แม้ว่าหลังรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถจะมีการดึงอำนาจสู่ราชธานีมากขึ้น กฎมณเฑียรบาลในยุคนั้นยังกำหนดมีสถานะหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้ง 4 นี้เป็นเมืองพญามหานคร (ครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 8 เมือง) โดยเมืองพิษณุโลก สวรรคโลก กำแพงเพชร ลพบุรี สิงห์บุรี ยังมีสถานะเป็นเมืองลูกหลวงด้วย
ในยุคสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้สถาปนาขุนพิเรนทรเทพเชื้อพระวงศ์พระร่วง เป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชากษัตริย์เมืองพิษณุโลก พระราชทานพระธิดาเป็นพระอัครมเหสี พงศาวดารพม่าระบุว่าพระอนุชาของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเป็นออกญาสวรรคโลกและออกญาสุโขทัย และยังปรากฏว่าในหลักฐานดัตช์สมัยพระเจ้าปราสาททองระบุว่า พิษณุโลก สวรรคโลก สุโขทัย กำแพงเพชร เป็นเมืองสำคัญระดับสูงสุดของอยุทธยา ปกครองโดยพระราชวงศ์หรือขุนนางระดับสูงสุดเท่านั้น
พิจารณาจากสถานะของหัวเมืองเหนือ ก็มีความเป็นไปได้ว่าตำแหน่งพระสนมเอกทั้งสี่อาจมาจากหัวเมืองเหนือมากกว่าหนึ่งตำแหน่งก็ได้เช่นกัน
แต่อย่างที่กล่าวคือไม่ได้มีหลักฐานข้อกำหนดว่าผู้เป็นสนมเอกต้องมาจากเมืองใด
.
.
ตำแหน่ง “ศรีสุดาจันทร์” ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารับมาจากที่ใด
พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ และสุจิตต์ วงษ์เทศ สันนิษฐานว่าเป็นเชื้อสายฝั่งละโว้-อโยธยาของสมเด็จพระรามาธิบดีผู้สถาปนากรุงศรีอยุทธยา โดยวิเคราะห์ว่าท้าวศรีสุดาจันทร์ในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชน่าจะเป็นญาติกับขุนวรวงศาธิราช และสันนิษฐานจากข้อมูลในพงศาวดารว่านายจันน้องชายของขุนวรวงศาธิราชอยู่บ้านมหาโลก บริเวณลำน้ำป่าสักทางตะวันออกของกรุงศรีอยุทธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ของแว่นแคว้นละโว้ (ลพบุรี) ในอดีต
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เสนอต่างกันว่า ท้าวศรีสุดาจันทร์และขุนวรวงศาธิราชอาจจะเป็นเจ้านายสายราชวงศ์พระร่วงเมืองพิษณุโลก แต่มีจุดที่เห็นตรงกันคือน่าจะเป็นเชื้อสายราชวงศ์เก่าที่พยายามจะฟื้นฟูอำนาจของวงศ์ตระกูล
ใน “พระราชพงศาวดารเหนือ” ที่เป็นเอกสารประเภทตำนานก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุทธยา (แต่เนื้อหาหลายตอนน่าจะมีเหตุการณ์สมัยอยุทธยาผสมอยู่ด้วย) กล่าวถึงพระนามเจ้านายสตรีที่ใกล้เคียงกันคือ “เจ้าฟ้าปฏิมาสุดาดวงจันทร์” อัครมเหสีของพระเจ้าจันทโชติผู้ครองเมืองละโว้ เป็นร่องรอยเล็กๆ ที่อาจนำไปสู่สมมติฐานที่ว่าชื่อ "ศรีสุดาจันทร์" รับมาจากชื่อมเหสีรัฐละโว้
.
.
โดยสรุปแล้ว ข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับตำแหน่งสนมเอกทั้งสี่ยังมีอยู่น้อย ไม่พบหลักฐานประวัติศาสตร์ที่ระบุที่มาของชื่อแต่ละตำแหน่งอย่างชัดเจน และไม่ได้มีหลักฐานข้อกำหนดว่าผู้เป็นสนมเอกทั้งสี่ต้องมีเชื้อสายหรือมาจากเมืองใด
ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จึงต้องอาศัยการวิเคราะห์ตีความเป็นหลัก ซึ่งมีการวิเคราะห์แตกต่างกันไปหลายแนวทาง
ทฤษฎี "สนมเอกสีทิศ" ก็เป็นหนึ่งในการตีความดังกล่าว ไม่ต่างจากบทความนี้ที่เต็มไปด้วยการวิเคราะห์ตีความของผู้เขียนเช่นกัน
.
ที่มาภาพ : ช่อง one31
(https://scontent.fbkk5-7.fna.fbcdn.net/v/t39.30808-6/481184461_974701831474448_7797847357562933601_n.jpg?_nc_cat=108&ccb=1-7&_nc_sid=13d280&_nc_ohc=VIxgDNk1hg4Q7kNvwHgTSXS&_nc_oc=AdrkiH77008F1FEpN2jUxjD8-IpsmvcSaAakf96ntt11saTMVRMoF1dSA7RTADo02mI&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk5-7.fna&_nc_gid=0R6NVFDbCwzVzn7RGoq3zQ&_nc_ss=7a3a8&oh=00_Af3bL0X_Ujg-zmvXLPiv-CcZ3M3uNXudWAYBn7PSSz7mkA&oe=69EA1476)
.
-------------------------------------------------
บรรณานุกรม
ภาษาไทย
- จิตร ภูมิศักดิ์. (2547). สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา. (พิมพ์ครั้งที่ 3 )
- ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2563). อยุธยา : ประวัติศาสตร์และการเมือง. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
- ตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช. (2503). (พิมพ์ครั้งที่ 2). พระนคร: โรงพิมพ์จิตรวัฒนา. (พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพนางยุพิน ไตรภักดิ์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 4 กันยายน 2503).
- ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช. (2481). พระนคร: โรงพิมพ์ยิ้มศรี. [หลวงทำนุนิกรราษฎร์ (เพลา ณนคร) พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานประชุมเพลิงศพนางสาวพร้อม ณนคร ณเมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2481].
- พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. (2553). นนทบุรี : ศรีปัญญา
- พระราชพงศาวดารฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน. (2558). กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน).
- พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. (2557). ความหมายของพระพุทธรูปศิลปะอู่ทองซึ่งพบที่สุโขทัย ใน, “ดำรงวิชาการ”. 13(1), 45-72.
- พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. (2545). “เจ้าแม่ศรีจุฬาลักษณ์ (มิใช่ชาวสุโขทัย)”, ศาสนาและการเมืองในประวัติศาสตร์สุโขทัย-อยุธยา. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: มติชน.
- วิเชียรปรีชา (น้อย), พระ. (2474). พงศาวดารเหนือ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. [คุณหญิง (เชื้อ) ธนรัตนบดี พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ มหาเสวกโท พระยาธนรัตนบดี (เสงี่ยม สิงหลกะ) ณสุสานหลวงวัดเทพศิรินทราวาส ปีมะแม พ.ศ. 2474].
- ศานติ ภักดีคำ และนวรัตน์ ภักดีคำ. (2561). ประวัติศาสตร์อยุธยาจากจารึก: จารึกสมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ : สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ฯ.
- ศานติ ภักดีคำ และนวรัตน์ ภักดีคำ. (2562). ประวัติศาสตร์อยุธยาจากพระราชพงศาวดาร: พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับปลีกและฉบับความย่อ. กรุงเทพฯ : สมาคมประวัติศาสตร์ในพระราชูปถัมภ์ฯ.
- ศุภวัตร เกษมศรี. (2546). พระไอยการเก่าตำแหน่งนาหัวเมือง ฉบับอยุธยา. ใน วินัย พงศ์ศรีเพียร, (บรรณาธิการ). ศรีชไมยาจารย์ พิพิธนิพนธ์เชิดชูเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร – ศาสตราจารย์ วิสุทธ์ บุษยกุล เนื่องในโอกาสมีอายุครบ 84 ปี ใน พ.ศ. 2546. (น. 333-352). กรุงเทพฯ: เฟื่องฟ้า พริ้นติ้ง.
- สถาบันปรีดี พนมยงค์. (2548). กฎหมายตรา 3 ดวง ฉบับพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุงใหม่ เล่ม 1. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ.
- สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2557). ท้าวศรีสุดาจันทร์ “แม่หยัวเมือง” ใครว่าหล่อนชั่ว. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: เรือนแก้วการพิมพ์.
- สุจิตต์ วงษ์เทศ, (บรรณาธิการ). (2545). มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า (นายต่อ, ผู้แปล). กรุงเทพฯ: มติชน.
.
ภาษาต่างประเทศ
- Baker, C., Dhiravat na Pombejra, Kraan, A. van der and Wyatt, D. K. (Eds). (2005). Van Vliet's Siam. Chiang Mai: Silkworm Books.
.
เว็บไซต์
- จารึกวัดบูรพาราม ด้านที่ 1
(https://db.sac.or.th/inscript.../inscribe/image_detail/25718)
- จารึกวัดอโสการาม ด้านที่ 1
(https://db.sac.or.th/inscript.../inscribe/image_detail/25706)
.
-------------------------------------------------
หมายเหตุ : บทความเรียบเรียงโดยผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ผู้ดูแลเพจขอความกรุณาต่อผู้อ่านไม่นำข้อมูลที่เผยแพร่ในเพจไปแก้ไข คัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ โดยแอบอ้างข้อมูลเป็นของตนเอง หรือนำไปแสวงหาผลกำไรทางพาณิชย์
ผู้ดูแลเพจยินดีให้ผู้อ่านแชร์ (share) บทความของเพจจาก Facebook ของเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ได้โดยตรงโดยไม่ต้องขออนุญาต หากมีความประสงค์จะนำบทความของเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ไปเผยแพร่ต่อในช่องทางอื่น ขอความกรุณาผู้อ่านขออนุญาตจากผู้ดูแลเพจก่อนครับ
.
ที่มา : https://www.facebook.com/WipakHistory/posts/pfbid0jArjGGeweCCpUjY3taJkbuXB3Vhj9WWKec5zyebaP8JQZ8xSQX1kdfJ5fKnzZ8vAl
.