Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...

เหนือเกล้าชาวสยาม => พระบรมโพธิสัตว์เจ้าแห่งแผ่นดินสยาม => Topic started by: ppsan on 02 April 2026, 15:40:19

Title: สิทธิในราชบัลลังก์ของรัชกาลที่ 8
Post by: ppsan on 02 April 2026, 15:40:19
สิทธิในราชบัลลังก์ของรัชกาลที่ 8


ความจริง ที่ควรรู้ #ชีพนี้จักพลีเพื่อพิทักษ์ชาติและราชบัลลังก์ เพิ่มรูปภาพลงในอัลบั้ม: เสธฯ ฝากอ่าน
10 พฤษภาคม 2019
 ·

สิทธิในราชบัลลังก์ของรัชกาลที่ 8

มีคนบางกลุ่มพยายามจะใส่ร้ายว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 (และ ร.8)ของเราไม่ใช่รัชทายาทที่แท้จริง ที่จะได้ราชบัลลังก์ มาลองอ่านประวัติศาสตร์หน้านี้ที่ไม่มีสอนในโรงเรียนด้วยกัน แล้วเวลามีใครมาพูดความเป็นอื่น ท่านจะได้มีข้อมูลเอาไว้ป้องกันตัวจากการข้อมูลล้างสมองที่ผิดๆ

............... ............... ............... ...............

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงประสบปัญหาเรื่องรัชทายาทคล้ายคลึงกับในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพราะถึงแม้จะทรงมีพระอัครมเหสี 1 พระองค์ คือ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจะทรงมีพระราชโอรสสืบสันตติวงศ์แต่อย่างใด
ประกอบกับที่ทรงมีพระสุขภาพไม่ค่อยปกตินักจึงมักมีผู้คาดการณ์เกี่ยวกับเจ้านายที่จะรับเป็นรัชทายาทแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะในช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475 มีเจ้านายหลายพระองค์ที่อยู่ในข่าย หรือได้รับการสนับสนุนให้เป็นรัชทายาท

............... ............... ............... ...............

สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (ต้นราชสกุล “บริพัตร”) พระราชโอรสพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติจากพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี (ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี) ทรงเป็นเจ้านายชั้นสูงอีกพระองค์หนึ่งที่หลายฝ่ายสนับสนุนและต้องการให้พระองค์เป็นรัชทายาท แม้จะทรงอยู่ในอันดับที่ 3 ของลำดับผู้ที่สืบสันตติวงศ์ โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้ทรงกล่าวถึงพระฐานะของสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตร ไว้ในหนังสือเกิดวังปารุสก์ความว่า

“...เมื่อข้าพเจ้าอยู่เมืองไทยเวลานั้น (๒๔๗๓) ตามเสียงคนพูดกันทั่วไปดูทุก ๆ คนรู้สึกกันว่า ถ้าทูลกระหม่อมอายังคงไม่มีพระราชโอรสอยู่ตราบใด ทูลหม่อมลุงบริพัตรทรงมีหวังที่จะได้รับตั้งสืบราชสมบัติต่อไปมากกว่าเจ้านายพระองค์อื่น ๆ ถึงแม้ตามกฎมณเฑียรบาลท่านทรงเป็นพระองค์ที่ ๓ อยู่แล้ว เวลานั้นท่านทรงเป็นเจ้านายที่มีตำแหน่งราชการสำคัญที่สุด
ทรงเป็นใหญ่ในอภิรัฐมนตรีสภา เป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงเป็นผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก ครั้นเมื่อทูลกระหม่อมอาเสด็จประพาสอเมริกาก็ได้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปรากฏว่ามีผู้คนรักใคร่นับถือเป็นอันมาก...”

..................... ..................... ..................... ........

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระนามเดิมว่าหม่อมเจ้าพงษ์จักร เป็นพระโอรสในสมเด็จฯเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ กับหม่อมคัทริน มีศักดิ์เป็นพระราชภาติยะ (หลานอา) ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีผู้คาดหมายว่าพระองค์อาจเป็นเจ้านายอีกพระองค์หนึ่งที่อาจจะได้รับเลือกเป็นรัชทายาท เพราะทรงเป็นเจ้านายชั้นหลานเธอเพียงพระองค์เดียวที่ได้รับการยกย่องเป็นพิเศษในฐานะที่ทรงเป็นหลานอาแท้ ๆ ของพระเจ้าอยู่หัว

เช่น เมื่อเสด็จกลับมาประทับในกรุงเทพฯ เป็นการชั่วคราวในปี พ.ศ. 2473 ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศยุโรป รัชกาลที่ 7 ได้เสด็จฯ ไปรับพระองค์จุลด้วยพระองค์เองที่สถานีรถไฟจิตรลดา ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประทับอยู่ที่พระนั่งอุดร ภายในพระราชวังดุสิต และการได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 1 ในขณะที่เจ้านายหลานเธอชั้นเดียวกันได้รับพระราชทานชั้นที่ 2 เป็นต้น

แต่การยกย่องเป็นพิเศษนี้พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงยืนยันว่ารัชกาลที่ 7 ไม่ได้มีพระราชประสงค์ที่จะให้พระองค์เป็นรัชทายาทแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะทรงเป็นหลานอาแท้ ๆ ที่ทรงคุ้นเคยกันมาก่อน และในความเป็นจริงพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ก็ได้ถูกตัดสิทธิ์ในการสืบราชสันตติวงศ์มาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 6 แล้ว เพราะทรงมีพระมารดาเป็นนางต่างด้าว และรัชกาลที่ 7 เองก็ทรงแสดงพระราชประสงค์อย่างชัดเจนที่จะปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 6 ในการที่จะไม่ยกพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เป็นรัชทายาท ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาถึงพระองค์เจ้าจุลจักรพงศ์ ลงวันที่ 15 มกราคม 2471 ความว่า

“...ฉันจะพูดกับแกตรง ๆ และหวังว่าแกจะพยายามเข้าใจความคิดของฉัน ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างยิ่งที่ต้องเอามาพูด แต่เป็นการจำเป็นและแกก็รู้ตัวดี คือแกเป็นคนครึ่งชาติและเพราะเหตุผลนั้นจึงถูกยกเว้นจากการสืบราชสมบัติ ฉันไม่ต้องการให้แกได้เข้าเฝ้าพระเจ้ายอร์ช (แห่งอังกฤษ) เพราะแกไม่อยู่ในขอบเขตสืบสันตติวงศ์ ฐานะของแกในเมืองไทยคือเป็นเจ้านายและเป็นหลานแท้ ๆ ของฉัน แต่ต้องถูกยกเว้นจากการได้ขึ้นราชบัลลังก์

ฉันเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ก่อน (ร.6.) ท่านทำผิดในการที่ทรงตั้งแกเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ เพราะท่านได้ตั้งพระทัยจะยกเว้นแกมาตั้งแต่แรก การเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอมีแต่จะทำให้ฐานะแกครึ่งๆ กลางๆ แต่เดี๋ยวนี้ก็แก้ไขไม่ได้เสียแล้ว...”

..................... ..................... ..................... ........

สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช

ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ตำแหน่งรัชทายาทควรจะตกอยู่กับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ (ต้นราชสกุล “มหิดล”) พระราชโอรสพระองค์สุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติจากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (สมเด็จพระพันวัสสา) พระมเหสีที่มีพระอิสริยยศรองจากสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ(สมเด็จพระพันปีหลวง) แต่ทรงมีพระชนมายุเพียง 38 พรรษาเท่านั้น ก็สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2472

ที่มา: http://oknation.nationtv.tv/.../alone-win/2009/09/28/entry-3

..................... ..................... ..................... ........

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล

พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระนามเดิมว่าหม่อมเจ้าอานันทมหิดล เป็นพระโอรสองค์โตในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ กับหม่อมสังวาลย์

เมื่อพระราชบิดาสิ้นพระชนม์พระองค์จึงได้ทรงอยู่ในอันดับที่ 1 ของลำดับการสืบสันตติวงศ์

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงพระนิพนธ์ไว้ในเกิดวังปารุสก์ ดังนี้

“...ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ หากทูลกระหม่อมอาเอียดน้อย(รัชกาลที่7)มิได้ทรงแต่งตั้งเจ้านายพระองค์อื่น องค์ชายอานันท์ก็ย่อมจะเป็นรัชทายาท แต่ทูลหม่อมอายังมิได้ประกาศรับรองว่าเป็นเช่นนั้น...”

ดังนั้นในขณะที่รัชกาลที่ 7 ยังไม่ทรงตั้งเจ้านายพระองค์หนึ่งพระองค์ใดเป็นรัชทายาท พระองค์เจ้าอานันทมหิดลจึงเป็นเจ้านายอีกพระองค์หนึ่งที่คาดกันว่าอาจจะได้เป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อไปตามกฎมณเฑียรบาล

ดังที่สมเด็จพระเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในเจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์ ความว่า

“...วันหนึ่งพระองค์ชายกลับมาจากโรงเรียนและมาบอกแม่ว่ามีเพื่อนที่โรงเรียนมาเรียกว่า ‘องค์โป้ย’ แม่จึงเข้าใจทันทีว่าแปลว่า ‘องค์ 8’...”

ที่มา bloggang.com รอยใบลานสโมสร

..................... ..................... ..................... ........

แปลเป็นภาษาชาวบ้านได้ว่า...

“เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในเวลานั้น ว่าตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เป็นรัชทายาท อันดับที่ 1 ของลำดับการสืบสันตติวงศ์”

เพียงแต่ตอนที่รัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติ พระองค์ยังมิได้ประกาศรับรอง

ที่รัชกาลที่ 7 มิได้ประกาศองค์รัชทายาท เพราะพระองค์หันหลังให้การเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง

และถึงรัชกาลที่ 7 จะไม่ทรงประกาศให้ผู้ใดเป็นองค์รัชทายาท แต่ตามกฎมณเฑียรบาล พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ก็เป็นรัชทายาท อันดับที่ 1 ของลำดับการสืบสันตติวงศอยู่ดี
ลำดับการสืบสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาลในเวลานั้น พระองค์เจ้าอานันทมหิดล อยู่ในลำดับที่ 1 พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดชฯ อยู่ในลำดับที่ 2 และเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ อยู่ในลำดับที่ 3

ส่วนพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งเป็นพระนัดดาแท้ๆ ในรัชกาลที่ 6 และ 7 และเป็นพระนัดดาองค์โปรด แต่ไม่อยู่ในลำดับเพราะโดนตัดสิทธิ์ตั้งแต่เกิดแล้ว เพราะมีพระมารดาเป็นชาวต่างชาติ

หมายเหตุ พระอิสริยยศที่อ้างถึงนั้น เป็นพระอิสริยยศที่ดำรงอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 7
.


(https://scontent.fbkk24-1.fna.fbcdn.net/v/t1.6435-9/59759277_326416204699672_3902846424076779520_n.jpg?_nc_cat=101&ccb=1-7&_nc_sid=dd6889&_nc_ohc=bb6BRDlXEHwQ7kNvwEWEvrF&_nc_oc=AdoEizm9DHkg5ZLNL4hIzowP7RivfCRJua9axy7rWoYRLgewgWik-r7QaO__PCXmX6U&_nc_zt=23&_nc_ht=scontent.fbkk24-1.fna&_nc_gid=h3k2iaSwktF3gkMKvo79yg&_nc_ss=7a3a8&oh=00_Af1fqVkjYmAFp0kZEgEWtEmH53t3m_D-7yAX6RAsFtl5IQ&oe=69F57EDA)

.

ที่มา : สิทธิในราชบัลลังก์ของรัชกาลที่ 8
https://www.facebook.com/photo/?fbid=326416201366339&set=a.293622454645714

.