Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...

เรื่องราวน่าอ่าน => หนังสือดี ที่น่าอ่านยิ่ง => Topic started by: ppsan on 14 March 2026, 20:58:22

Title: กามนิต - ภาคหนึ่ง บนดิน - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป
Post by: ppsan on 14 March 2026, 20:58:22
กามนิต - ภาคหนึ่ง บนดิน - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป


กามนิต - ภาคหนึ่ง บนดิน

(https://vajirayana.org/sites/vajirayana/files/cover-0360-base.jpg)

กามนิต
เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป
พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทยเขษม พ.ศ. ๒๕๐๓

คำนำ
ภาคหนึ่ง บนดิน
ภาคสอง - บนสวรรค์

.

................


คำนำ

ในมหายาน มักมีเรื่องพระพุทธเจ้าแปลกๆ เช่นเรื่องในไคเภ็ก ซึ่งกล่าวด้วยการสร้างฟ้าและดิน ว่าเมื่อยังไม่มีโลก พระศากยมุนีพุทธเจ้า ตรัสให้คุนต่อเปงชาน้าไปเจาะฟ้าและดินสร้างเป็นโลกขึ้น; ในเรื่องไซอิ๋วว่า พญาลิงชื่อเห้งเจีย ขึ้นไปรุกรานแดนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่สถิตของเง็กเซียงฮ่องเต้ ทวยเทพและพวกเซียนปราบเห้งเจียไม่ได้ ต้องร้อนถึงพระศากยมุนีพุทธเจ้า มีพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะเสด็จมาปราบ เมืองสวรรค์ของเง็กเซียงฮ่องเต้จึ่งเป็นปกติสุข; ในลังกาวตารสูตร พระศากยมุนีพุทธเจ้า เสด็จไปเทศนาโปรดทศกัณฐ์ ณลงกาทวีป. แต่อย่างไรก็ตาม ท่านผู้รจนาเรื่องนั้น ๆ ย่อมกล่าวถึงพระองค์ด้วยความเคารพเป็นที่ตั้ง

บัดนี้ ได้พบพระสูตรใหม่อีกเรื่องหนึ่ง ดังจะกล่าวสู่กันฟังต่อไปนี้.

เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป

กรุงเทพ ฯ

กันยายน ๒๔๗๓

.

..................


ภาคหนึ่ง บนดิน

หนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จกลับเบญจคีรีนคร
สอง พบ
สาม สู่ฝั่งแม่คงคา
สี่ สาวน้อยผู้เดาะคลี
ห้า รูปวิเศษ
หก บนลานอโศก
เจ็ด ในหุบเขา
แปด ดอกฟ้า
เก้า ใต้ดาวโจร
สิบ รหัสยลัทธิ
สิบเอ็ด งวงช้าง
สิบสอง ที่ฝังศพของวาชศรพ
สิบสาม เพื่อนบุณย์
สิบสี่ ผู้เป็นสามี
สิบห้า ภิกษุโล้น
สิบหก เตรียมรับมือ
สิบเจ็ด สู่ความเป็นผู้ละบ้านเรือน
สิบแปด ในห้องโถงช่างปั้นหม้อ
สิบเก้า พระศาสดา
ยี่สิบ เด็กดื้อ
ยี่สิบเอ็ด ในท่ามกลางความเป็นไป

.

....................




Title: Re: กามนิต - ภาคหนึ่ง บนดิน - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป
Post by: ppsan on 14 March 2026, 21:00:47

หนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จกลับเบญจคีรีนคร


“ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้: สมัยหนึ่งเมื่อพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเสด็จลงมาตรัสในมนุษยโลกแล้ว และถึงวาระอันควรจะเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน, พระองค์ได้เสด็จสู่ที่จารึกในคามนิคมชนบทราชธานีต่างๆ แห่งแคว้นมคธ จนบรรลุกรุงราชคฤหมหานคร.”

ข้อความในพระสูตรเป็นดั่งนี้.

๏ ๏ ๏

ขณะพระองค์เสด็จมาใกล้เบญจคีรีนครคือราชคฤห เป็นเวลาจวนสิ้นทิวาวาร. แดดในยามเย็นกำลังอ่อนลงสู่สมัยใกล้วิกาล ทอแสงแผ่ซ่านไปยังศาลีเกษตรแลละลิ่วเห็นเป็นทางสว่างไปทั่วประเทศสุดสายตา ดูประหนึ่งมีหัตถ์ทิพย์มาปกแผ่อำนวยสวัสดี เบื้องบนมีกลุ่มเมฆเป็นคลื่นซ้อนซับสลับกันเป็นทิวแถว ต้องแสงแดดจับเป็นสีระยับวะวับแววประหนึ่งเอาทรายทองไปโปรยปราย เลื่อนลอยลิ่ว ๆ เรี่ย ๆ รายลงจดขอบฟ้า. ชาวนาและโคก็เมื่อยล้าด้วยตรากตรำทำงาน ต่างพากันดุ่มๆ เดิรกลับเคหสถานเห็นไร ๆ. เงาหมู่ไม้อันโดดเดี่ยวอยู่กอเดียว ก็ยืดยาวออกทุกที ๆ มีขอบปริมณฑลเป็นรัศมีแห่งสีรุ้ง. อันกำแพงเชิงเทินป้อมปราการที่ล้อมกรุง รวมทั้งทวารบถทางเข้านครเล่า มองดูในขณะนั้นเห็นรูปเค้าได้ชัดถนัดแจ้งดั่งว่านิรมิตไว้ มีสุมทุ่มพุ่มไม้ดอกออกดกโอบอ้อมล้อมแน่นเป็นขนัด. ถัดไปเป็นทิวเขาสูงตระหง่าน มีสีในเวลาตะวันยอแสงปานจะฉายเอาไว้เพื่อแข่งกับแสงสีมณีวิเศษ มีบุษยราคบัณฑวรรณและก่องแก้วโกเมน แม้รวมกันให้พ่ายแพ้ฉะนั้น.

พระตถาคตเจ้าทอดพระเนตรภูมิประเทศดั่งนี้ พลางรอพระบาทยุคลหยุดเสด็จพระดำเนิร มีพระหฤทัยเปี่ยมด้วยโสมนัสสอินทรีย์ในภูมิ์ภาพที่ทรงจำมาได้แต่กาลก่อน เช่นยอดเขากาฬกูฏไวบูลยบรรพต อิสีคิลิ และคิชฌกูฏ ซึ่งสูงตระหง่านกว่ายอดอื่น. ยิ่งกว่านี้ ทรงทอดทัศนาเห็นเขาเวภาระอันมีกระแสธารน้ำร้อน, ก็ทรงระลึกถึงคูหาใต้ต้นสัตตบรรณอันอยู่เชิงเขานั้น, ว่าเมื่อพระองค์ยังเสด็จสัญจรร่อนเร่แต่โดยเดียว แสวงหาพระอภิสัมโพธิญาณ ได้เคยประทับสำราญพระอิริยาบถอยู่ในที่นั้นเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะเสด็จออกจากสังสารวัฏฏ์ เข้าสู่แดนศิวโมกษปรินิพพาน.

สมัยเมื่อล่วงแล้วแต่ปางหลัง ครั้งยังมีพระชนมายุอยู่ในพระเยาวกาล เมื่อพระเกศายังดำเป็นมันขลับ เสวยอิฐารมณ์ผงมต่อความบันเทิงสุขโดยอุดมอันควรแก่ผู้อยู่ในวันหนุ่มนั้น, พระองค์ยังทรงสละสรรพสุขศฤงคารเสียได้แล้ว เสด็จออกจากพระราชสกุลวงศ์แห่งศากยชนบทในอุตตรประเทศ เข้าสู่เขตต์ลุ่มน้ำแม่คงคา บรรลุถึงเชิงเวภารบรรพตอันสูงลิ่ว ได้เสด็จประทับอยู่ที่นั้นเป็นปฐมกาลตลอดเวลาได้ช้านาน และเสด็จภิกขาจารในกรุงราชคฤห์ทุกบุพพัณหเวลา.

สมัยนั้น และในคูหานั้น พระเจ้าพิมสิสารท้าวพญาแห่งมคธราษฎร์ ได้เสด็จมาเฝ้าเยี่ยมพระองค์ ทรงอ้อนวอนอัญเชิญเสด็จให้กลับคืนแคว้นศากยะ เพื่อเสวยความสุขแห่งโลก. แต่พระตถาคตมิทรงหวั่นไหว กลับประทานพระธรรมเทศนา, จนพระเจ้าพิมพิสารบังเกิดความเลื่อมในศรัทธราในพระสัทธรรม ต่อมาได้เป็นอุบาสกสำคัญของพระพุทธองค์เจ้า.

นับแต่นั้นมาจนถึงเวลาที่กล่าวนี้ ล่วงได้ ๕๐ ปีบริบูรณ์แล้ว ระวาง ๕๐ ปีนั้น มิใช่จะเพียงทรงเปลี่ยนแปลงพระองค์ จากความเป็นผู้แสวงหาความจริง จนได้ตรัสรู้พระสัมโพธิญาณ, ยังทรงบันดาลให้ความมีความเป็นแห่งสังสารโลกเปลี่ยนแปลงไปด้วย. อดีตกาลเมื่อเสด็จประทับอาศัยอยู่ในถ้ำใต้ต้นสัตตบรรณครั้งกระโน้น ถ้าเทียบกับครั้งกระนี้ ดูผิดกันห่างไกลนักหนา. ครั้งกระโน้น พระองค์เป็นผู้แสวงหาความหลุดพ้นทุกข์, ต้องต่อสู้กับกิเลสมารอันหนาแน่น, ต้องกระทำทุกกรกิริยา ซึ่งมนุษย์อื่นที่แกล้วกล้าสามารถก็ย่อท้อทำไม่ได้, จนภายหลังทรงเห็นแจ้งซึ่งสังสารทุกข์ เสด็จออกจากทุกข์แล้ว ได้ตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. อันความเป็นไปของพระองค์ครั้งกระโน้นตลอดมาจนครั้งกระนี้ ก็เหมือนดั่งกลางวันในฤดูฝน พอรุ่งเช้ามีแสงแดดแผดจ้า, แล้วนภากาศพะยับอับแสง, เกิดพายุแรงฟ้าคะนองก้องสะท้านซ่านด้วยเม็ดฝน; ครั้นแล้ว ท้องฟ้าก็หายมืดมนกลับสว่างสงบเงียบ, มีวิเวกเหมือนภูมิประเทศในยามเย็นที่กล่าวแล้ว, จนกว่าพระอาทิตย์จะอัสดงดิ่งหายไปในขอบฟ้า.

อันว่าพระอาทิตย์จะอัสดงลงฉันใด, สำหรับพระตถาคตในขณะนี้ก็มีฉันนั้น พระองค์ได้ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้เห็นแจ้งซึ่งกองทุกข์, ทรงแสดงพระธรรมอันแท้จริงให้แจ้งประจักษ์, และประทานหลักความหลุดพ้นจากทุกข์แก่มนุษยนิกรทั่วโลกธาตุ; มีบริษัทสี่เป็นผู้สืบศาสโนวาทเผยแผ่พระธรรมของพระองค์ให้แพร่หลาย และประพฤติปฏิบัติด้วยกายวาจาใจ รักษาไว้ตลอดจิรกาลาวสาน.

แม้เมื่อพระองค์เสด็จประทับยืนอยู่ขณะนั้น, ก็ได้ทรงจินตนาการอันเกิดขึ้นด้วยพระปริวิตกถึงที่ได้เสด็จมาโดดเดี่ยวตลอดวัน ว่า “ถึงเวลาแล้ว ในไม่ช้าเราก็จะละสังสารนี้ไป คือสังสาระซึ่งเราได้ถ่ายถอนตนหลุดพ้นแล้ว ตลอดจนยังผู้ที่มาในภายหลังให้หลุดพ้นด้วย แล้วเข้าสู่ความดับสนิทด้วยอำนาจแห่งปรินิพพานธาตุ.”

พระตถาคตทอดทรรศนาการภูมิประเทศอันแผ่ไพศาลอยู่ฉะเพาะพระพักตร์ แล้วตรัสว่า “ดูก่อนราชคฤหอันเป็นนครแห่งเบญจคีรี มีปริมณฑลงดงามตระการ อุดมด้วยนาศาลีและมหาศิงขร อันน่าเบิกบานหฤทัย เราได้แลดูในครั้งนี้เป็นปัจฉิมทรรศนาการ;” ตรัสแล้วก็ยังประทับอยู่ณที่นั้น, จนภูมิประเทศที่ค่อยเลือน ๆ ลงในยามเย็น คงเหลือให้เห็นเด่นชัดแต่อุดมสถานอยู่สองแห่ง ที่ต้องแสงแดดดังดาดด้วยทองคำ. แห่งหนึ่งคือปราสาทของพระเจ้าพิมพิสาร, เมื่อพระพุทธองค์ยังทรงอยู่ในวัยเป็นภิกษุหนุ่ม ซึ่งยังไม่มีใครรู้จัก ได้เคยเสด็จผ่านไปทางนั้น, พระเจ้าแห่งแคว้นมคธ คือพญาพิมพิสาร ทอดพระเนตรเห็นพระองค์เป็นครั้งแรก โดยเหตุที่พระองค์มีพระลักษณาการดั่งสีหดำเนิร. สถานที่อีกแห่งหนึ่งคือยอดหลังคาเทวสถาน ซึ่งแต่ก่อน ๆ มา เมื่อพระองค์ยังมิได้ประทานพระธรรมเทศนาแก่มนุษยนิกรให้พ้นจากทารุณพิธี เคยเป็นสถานที่พลีชีวิตสัตว์อันหาความมิได้ นับจำนวนเป็นพัน ๆ เพื่อบูชายัญเทวรูปที่ในนั้น. บัดเดี๋ยวใจยอดปราสาทและยอดหลังคาเทวสถานก็เลือนหายเข้าสู่ความมืดแห่งสายัณหสนธยา. ขณะนั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นสถานที่ซึ่งพระองค์กำลังจะเสด็จไปอยู่นี้ กล่าวคือทางยอดแห่งพุ่มไม้อยู่ลิบ ๆ เบื้องพระพักตร์โพ้น เป็นป่ามะม่วงที่หมอชีวกแพทย์หลวงของพญาพิมพิสาร อุททิศถวายเป็นที่ประทับของพระตถาคต.

ณป่ามะม่วงนี้ พระตถาคตตรัสให้พระอานนท์พุทธอุปฐากนำพระสาวกประมาณ ๒๐๐ ล่วงหน้าไปก่อน ด้วยพระองค์มีพระพุทธประสงค์จะแสวงหาความวิเวกในวันนั้น, แล้วจึ่งจะเสด็จดำเนิรตามไปภายหลัง. พระองค์ทรงทราบอยู่ว่ายังมีพระภิกษุหมู่หนึ่งจากเบื้องตะวันตก มีพระศารีบุตรอัครสาวกเป็นประธาน ก็จะมาสู่ป่ามะม่วงในเวลาเย็นวันนั้นด้วย. โดยเหตุที่มีพระพุทธประสงค์ปวิเวกธรรม จึ่งตั้งพระหฤทัยจะไม่เสด็จกลับไปให้ถึงป่ามะม่วงในเย็นวันนั้น, จะทรงแสวงหาที่แรมในชั่วราตรีตามละแวกบ้านแถวนั้นก่อน.

ระวางนั้น ขอบฟ้าทางเบื้องตะวันตาเปลี่ยนจากสีทองเป็นสีดำหลัวขมุกขมัวลง, ภูมิประเทศโดยรอบมืดตามลงทุกที. ค้างคาวที่เกี่ยวเกาะบนต้นรังเห็นดำถมึนทึน ตกใจด้วยได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดิรมา, ก็ปล่อยเท้าที่เกาะแล้วกางปีกบินถาร้องเสียงแหลมหายไปทางสวนผลไม้ในแถวนั้น.

เมื่อตถาคตเสด็จบทจรมากว่าจะถึงละแวกพระนคร ก็มืดค่ำลงแล้ว ด้วยประการฉะนี้.

.

.....................


สอง พบ


พระตถาคตเจ้ามีพระพุทธประสงค์จะทรงแรมคืนในบ้านแรกที่เสด็จไปถึง ซึ่งในที่นี้คือบ้านตั้งอยู่ในบริเวณสวน มีช่องไม้ให้ลอดแลเห็นฝาผนังของบ้านเป็นสีเขียว. ขณะพระองค์ทรงย่างพระบาทเข้าไปถึงประตูบ้าน, ทอดพระเนตรเห็นข่ายดักนกห้อยอยู่บนกิ่งไม้ จึ่งเสด็จผ่านเลยไปเสียมิได้รั้งรอ, เพราะบ้านนั้นเป็นที่อยู่ของพรานนก. ในตอนนี้มีบ้านตั้งอยู่ห่าง ๆ กัน เพราะเป็นชายพระนคร, ซ้ำเกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนเสียหลายหลัง ในเวลาไม่สู้ช้านัก. เพราะฉะนั้นกว่าจะทรงพบบ้านอีกสักหลังหนึ่งก็เป็นเวลานาน. บ้านหลังนี้เป็นโรงนาของพราหมณ์ผู้มีอันจะกิน. พอพระพุทธเจ้าเสด็จคล้อยเข้าไปในประตูรั้ว, ก็ทรงได้ยินเสียงผู้ภริยาทั้งสองของพรหมณ์กำลังทะเลาะวิวาทด่าทอกัน, พระองค์จึ่งทรงหันกลับออกจากประตูเสด็จพระพุทธดำเนิรต่อไป.

บริเวณสวนของพราหมณ์ผู้มีอันจะกินนี้ มีเนื้อที่ยืดยาวไปตามถนนมาก จนพระองค์ทรงรู้สึกลำบาก พระกรัชกายเหนื่อยล้าในทางเพราะเสด็จดำเนิรมาไกล, ทั้งพระบาทขวาสะดุดหินอันแหลมคม กระทำให้บังเกิดทุกขเวทนาอักเสบเจ็บปวด. เมื่อพระตถาคตเสด็จมาถึงบ้านอีกหลังหนึ่ง, ก็มีพระอาการดั่งข้างต้นนี้. บ้านที่เสด็จมาถึงใหม่ แลเห็นได้แต่ไกล เพราะแสงไฟที่จุดไว้ในบ้านลอดช่องตาข่ายและช่องประตูพุ่งออกมาสว่างถึงถนน. บ้านนี้ แม้คนจักษุบอดผ่านมา ก็ต้องทราบว่าเป็นบ้านมีคนอยู่ เพราะได้ยินเสียงเลี้ยงดูกันสนุกสนานเฮฮา, เสียงตบมือกะทืบเท้ากันโครมคราม, และเสียงพิณดังไม่ขาดสาย, หญิงงามนางหนึ่งทรงพัสตราภรณ์แพรล้วน ศอสวมมาลัยมะลิพวง ยืนพิงอยู่กับเสาประตู. นางแย้มรายฟันอันแดงด้วยหมากเคี้ยว ยิ้มยั่วหัวเราะร่า อัญเชิญผู้เดิรทางคือพระตถาคตเจ้าให้เสด็จเข้าไปในบ้าน โดยกล่าววาจาว่า “เชิญท่านผู้เป็นแขกแปลกหน้า, เชิญเข้ามาเถิด, บ้านนี้เป็นที่สนุกสำราญร่าเริง.” แต่พระตถาคตเจ้าเสด็จผ่านเลยบ้านนั้นไปเสีย, และในระวางที่เสด็จเลยมานั้น ทรงระลึกถึงถ้อยคำของพระองค์ที่เคยตรัส คือ “ถ้าจะดูโศกาดูรในหมู่สงฆ์ ก็ในการร้องขับทำเพลง; ถ้าจะดูความบ้าในหมู่สงฆ์ ก็ในการเต้นรำ; ถ้าจะดูความเป็นเด็กในหมู่สงฆ์ ก็ในอาการยิงฟันหัวเราะ.” บ้านที่อยู่ถัดไปไม่สู้ไกลนัก แต่ได้ยินเสียงพิณและเสียงร่าเริงล่องมาตามลมได้แต่ไกล. พระองค์จึ่งผ่านอีกบ้านหนึ่ง, ทอดพระเนตรเห็นชายสองคนกำลังชำแหละโคซึ่งพึ่งฆ่าใหม่ ๆ ในตอนเย็นวันนั้น, ก็เสด็จเลยบ้านผู้ขายเนื้อโคไป.

บ้านอยู่ถัดไป ตรงลานหน้าบ้านมีหม้อและชามดินพึ่งปั้นเสร็จใหม่ ๆ วางอยู่เรียงราย อันเป็นการงานแห่งเจ้าของบ้านที่พากเพียรลงแรงทำเป็นสัมมาชีพได้ในวันนั้น, เครื่องปั้นหม้อยังคงวางอยู่ใต้ต้นมะขามใหญ่. ขณะนั้นกุมภการช่างปั้นหม้อกำลังเอาชามดินดิบออกจากเครื่องปั้น ขนเอามาว่างเรียงรวมกันไว้.

พระองค์เสด็จเข้าไปหาชายปั้นหม้อ แล้วตรัสว่า “ดูก่อนท่านผู้เผ่าภคะ, ตถาคตจะขออาศัยพักแรมคืนที่ห้องโถงในบ้านท่าน. จะมีข้อขัดข้องอย่างไรบ้างหรือไม่?”

ชายปั้นหม้อตอบว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ไม่มีข้อขัดข้องอย่างไรเลย. แต่ทว่าในขณะนี้มีอาคันตุกะ ได้รับความเมื่อยล้าเพราะเดิรทางไกล มาขออาศัยแรมคืนอยู่แล้ว. ถ้าไม่มีความรังเกียจ, ก็เชิญท่านผู้เจริญเถิด.”

พระตถาคตตรัสทรงรำพึงว่า “แท้จริงความวิเวกเป็นสหายอันวิเศษกว่าสหายอื่น ๆ. แต่อาคันตุกะที่มาพักอยู่ก่อน เดิรทางเมื่อยล้ามาอย่างเรา, ได้ผ่านเลยบ้านแห่งชนที่ประกอบมิจฉาชีพและไม่บริศุทธิ์ จนถึงบ้านชายปั้นหม้อจึ่งได้หยุดขออาศัย. คนเห็นปานนี้ เราอาจร่วมสมาคมแรมคืนอยู่ด้วยกันได้.”

ครั้นแล้ว เสด็จเข้าไปในห้องโถง, ทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง มีลักษณะเป็นผู้ดีมีตระกูล นั่งอยู่บนเสื่อมุมห้อง.

พระตถาคตตรัสปราศรัยด้วยว่า “ดูก่อนอาคันตุกะ ถ้าท่านไม่รังเกียจ, ตถาคตจะขออาศัยแรมราตรีในห้องโถงนี้.”

ชายคนนั้นตอบว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, เชิญท่านตามความพอใจเถิด เพราะห้องโถงของกุมภการกว้างขวางพอ.”

พระตถาคตเจ้าทรงลาดพระนิสีทนสันถัตลงใกล้ฝา, ลดองค์ลงประทับด้วยสมาธิบัลลังก์ มีพระกายตั้งตรง ดำรงพระสติสัมปชัญญะสงบนิ่ง ตลอดยามต้นแห่งราตรีนั้น. ส่วนชายหนุ่มก็นั่งนิ่งอยู่ตลอดยามต้นเหมือนกัน.

ต่อมา พระตถาคตเจ้าทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มมีอาการสงบนิ่งเช่นนั้น, ก็ทรงรำพึงว่า “กุลบุตรผู้นี้เป็นผู้แสวงหาโมกษธรรมกระมังหมอ? อันเราควรถามดู,” ทรงจินตนาการดั่งนี้แล้ว หันพระพักตรไปทางชายหนุ่มแย้มพระโอษฐ์ตรัสถามว่า

“ดูก่อนอาคันตุกะ, ท่านมาถือเพศเป็นผู้ละเคหสถาน เพราะเหตุเป็นไฉน?”

ชายหนุ่มตอบว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, เวลานี้ยังไม่ดึกนัก, ถ้าท่านไม่รังเกียจ, ข้าพเจ้าจะได้เล่าถึงเหตุที่ข้าพเจ้าละเคหสถานมาถือเพศเป็นดั่งนี้.”

พระพุทธเจ้าประทานพระอนุญาต โดยพระศิรวิญญัติในอาการอันเป็นมิตรภาพ. ชายหนุ่มจึ่งเริ่มเล่าเรื่องของตนต่อไปนี้.

.

...........................


สาม สู่ฝั่งแม่คงคา


ข้าพเจ้าชื่อกามนิต เกิดที่กรุงอุชเชนี อันเป็นนครมีภูเขาล้อมรอบ อยู่ไกลไปทางใต้ในแคว้นอวันตี. บิดาเป็นพ่อค้า แม้มีตระกูลไม่สูงศักดิ์เป็นพิเศษ แต่ก็เป็นเศรษฐีมั่งมีมาก. ท่านบิดาได้จัดให้ข้าพเจ้าได้รับการศึกษาอบรมในศิลปวิทยาเป็นอย่างดี. เมื่อข้าพเจ้ามีอายุอันควรแล้ว ก็เข้าพิธีสวมยัชโญปวีตสายธุรัมมงคลพราหมณ์ตามลัทธิ. เวลานั้นข้าพเจ้ามีวิชชาความรู้อันควรแก่กุลบุตรอย่างเชี่ยวชาญที่สุด จนคนทั้งหลายเชื่อว่า ข้าพเจ้าคงได้ศึกษามาจากมหาวิทยาลัยตักกสิลาเป็นแน่แท้. ข้าพเจ้าสามารถในมวยปล้ำและฟันดาพ, เสียงก็ไพเราะ เพราะได้รับการฝึกฝนในคันธรรพศาสตร์อย่างชำนาญ, ทั้งสามารถดีดพิณได้แคล่วคล่องเท่ากับนักดนตรีที่ฦๅชื่อ; บรรดาโศ๎ลกในมหากาพย์ภารตะและกาพย์อื่น ๆ ข้าพเจ้าสาธยายได้เจนใจ; ซ้ำการประพันธ์ฉันทพฤตติวิธี ก็อาจร้อยกรองได้รวดเร็ว และมีข้อความไพเราะลึกซึ้ง: ตกว่าวิชชาใด ๆ อันควรแก่กุลบุตรจะต้องรู้ ข้าพเจ้าย่อมทราบได้อย่างดีเป็นที่สุด, ดูก่อน ท่านอาคันตุกะ, อันวิชชาความรู้ของข้าพเจ้านั้น เป็นที่พูดกันติดปากของประชนชาวอุชเชนีว่า “เชี่ยวชาญเหมือนมาณพกามนิตเทียว”

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อข้าพเจ้ามีอายุได้ ๒๐ ปี, บิดาได้เรียกตัวไปหา, แล้วพูดว่า:-

“ลูกรักเอย, บัดนี้การศึกษาของเจ้าก็สำเร็จบริบูรณ์แล้ว, ถึงเวลาที่จะต้องดูสิ่งต่าง ๆ ในโลกให้หูตากว้างขวางออกไปบ้าง, แล้วจึ่งเริ่มประกอบการพาณิชย์เป็นอาชีพต่อไป. เวลานี้พอดีประจวบเหมาะ, เพราะใน ๒-๓ วันนี้พระเจ้าแผ่นดินของเราตรัสให้แต่งราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรี กับพระเจ้าอุเทนแห่งกรุงโกสัมพี ซึ่งอยู่ไกลไปทางเหนือ. พ่อมีสหายอยู่ในเมืองนั้นคนหนึ่งชื่อประณาท, เคยไปมาหาสู่กันเสมอ. เขาได้บอกแก่พ่อไว้นานแล้ว ว่าถ้าเอาสินค้าเมืองเรา มีแก้วหินไม้จันทน์ผง เครื่องจักสานและผ้า ไปขายที่กรุงโกสัมพี จะได้กำไรงาม. ที่พ่อไม่อยากนำสินค้าไปขาย เพราะหนทางไกล ไปตามทางก็มีโจรผู้ร้ายชุกชุม เป็นที่รังเกียจอันตรายมากอยู่. แต่ทว่าถ้าได้ไปในพวกราชทูตแล้ว เป็นอันปลอดภัย. ลูกเอ๋ย! เจ้าจงเตรียมตัวเถิด, เข้าไปเลือกสินค้าในโรงเก็บ บรรทุกเกวียนโคไปสัก ๑๒ เล่ม, สบทบกระบวนท่านราชทูตไป. ของที่เอาไปนี้ เมื่อขายได้ ให้ซื้อกาสิกพัสตร์ (ผ้าบางพาราณสี) และข้าวชะนิดที่ดีกลับมา. นี่และจะเป็นบทเรียนการค้าขายของเจ้าในขั้นต้น ซึ่งพ่อหวังว่าจะเป็นผลดีแก่เจ้าอย่างงาม. อีกอย่างหนึ่งเจ้าจะได้เห็นประเทศต่าง ๆ อันมีลักษณะพื้นภูมิแปลก ๆ ผิดกว่าประเทศของเรา, ตลอดจนได้รู้ดูเห็นขนบธรรมเนียม และได้สมาคมกับคนชั้นสูง คือพวกท่านราชทูต ได้ทุกวัน, จะได้จำกริยาท่าทางของผู้ดี เพิ่มคุณสมบัติขึ้นในตัวเรา. ดั่งนี้ พ่อจึงถือว่าได้รับประโยชน์อย่างใหญ่ เพราะพ่อค้าจะต้องเป็นคนมีหูตาสว่างจึ่งจะใช้ได้”

ข้าพเจ้าขอบคุณในความกรุณาของท่าน ดีใจจนน้ำตาไหล และต่อมาอีก ๒-๓ วัน ข้าพเจ้าได้ร่ำลาบิดามารดาและละเคหสถานเริ่มออกเดิรทาง.

ขณะออกจากประตูเมือง รู้สึกว่าได้เป็นหัวหน้าควบคุมเกวียนสินค้า. หัวใจข้าพเจ้าก็เต้นเร้าด้วยความอิ่มเอิบใจ คิดนึกไปต่าง ๆ นานาอย่างร่าเริง. การเดิรทางล่วงไปวันหนึ่ง ๆ ก็เท่ากับได้ประสพมหกรรมอย่างสนุกสุดใจ. ตกเวลากลางคืนหยุดพักเดิรทาง ก่อไฟกองใหญ่เพื่อป้องกันเสือ. ข้าพเจ้านั่งล้อมวงอยู่ข้างท่านราชทูต, และคนนอกนั้นก็ล้วนเป็นผู้สูงอายุและมีศักดิ์ กระทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกคล้าย ๆ กับว่าอยู่ในเทวสมาคม ณ แดนสวรรค์.

เดิรทางผ่านป่าใหญ่ในแดนเวทิส, แล้วข้ามยอดเขาแห่งทิววินธัย จนบรรลุทุ่งกว้างใหญ่ฝ่ายเหนือ กระทำให้รู้สึกว่าได้มาเห็นโลกใหม่อยู่ตรงหน้า, เพราะแต่ก่อน ๆ มาไม่เคยคิดว่าโลกเรานี้จะแผ่ไปกว้างขวางมหึมาถึงปานฉะนี้.

ล่วงประมาณหนึ่งเดือน นับแต่ออกเดิรทางมา. เย็นวันหนึ่งมองดูทางยอดดงตาล เห็นเป็นแถบทองขนาดใหญ่สองแถบ ดูประหนึ่งว่าคลี่คลายออกจากกันอยู่ตรงขอบฟ้าซึ่งแลเห็นเป็นหมอกอยู่หลัว ๆ และแล่นขนานกันมาเป็นเส้นบนภูมิภาคอันเขียวชะอุ่มด้วยตฤณชาติ, แล้วค่อย ๆเข้าใกล้กัน จนที่สุดรวมกันเป็นสายเดียวมีขนาดกว้างใหญ่.

ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีใครมาตบไหล่, เหลียวไปดูก็เห็นท่านราชทูต. ข้าพเจ้าไม่ทันรู้สึกตัวเมื่อท่านเดิรเข้ามา. ท่านได้พูดว่า:-

“กามนิต, ที่เห็นเป็นแถบทองโน่น คือแม่น้ำยมุนาและแม่คงคาอันศักดิ์สิทธิ์. กระแสน้ำทั้งสองมารวมกันตรงหน้าเราอยู่นี้.”

ข้าพเจ้ายกมือขึ้นจบบูชา.

ท่านราชทูตกล่าวต่อไปว่า “ที่เจ้าแสดงเคารพเช่นนั้นเป็นการดีแล้ว เพราะแม่คงคามาจากแดนแห่งทวยเทพ อันอยู่ในกลางเขา ซึ่งมีหิมะปกคลุมทางอุตตรประเทศ แล้วไหลดุจกล่าวว่า มาจากแดนสวรรค์. ส่วนแม่น้ำยมุนานั้นเล่า ไหลมาจากแดนอันขจรนามแต่กาลไกลสมัยมหาภารตะ. น้ำแห่งแม่น้ำยมุนา ย่อมล้นไหลผ่านหัสดินปุระซึ่งปรักหักพังแล้ว, และท่วมลบทุ่งกุรุ ซึ่งปาณฑพพี่น้องกับพวกเการพ ได้ทำสงครามเพื่อชิงขัยในความเป็นใหญ่. ณ ที่ตรงนั้นพระกฤษณเป็นสารถีขับรถรบให้พระอรชุน และพระกรรณกำลังพิโรธอยู่ในค่าย.(๑) แต่เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเล่าก็เห็นจะได้ เพราะเห็นว่าเจ้าเปรื่องโปร่งเจนใจอยู่แล้ว. ตัวเราเคยยืนอยู่บ่อย ๆ บนแหลมที่เห็นอยู่โน้น มองดูแม่น้ำยมุนาอันมีสีเขียวไหลเป็นลูกระลอกลดหลั่น แข่งไปกับน้ำแม่คงคาซึ่งมีสีเหลือง. ต่างสีต่างไหลไม่รวมกัน เขียวและเหลือง. ได้แก่กษัตริย์และพราหมณ์ อันอยู่ร่วมในมหาสมุทร์คือวรรณะด้วยกัน, ต่างจรร่วมทางไปสู่แดนแห่งพรหม, บางคราวเข้ามาใกล้ชิดกัน, บางคราวห่างกัน และบางคราวก็ร่วมกัน: เป็นดั่งนี้นิรันดร; เปรียบเหมือนแม่น้ำทั้งสองที่เห็นอยู่นี้. ครั้นแล้วเรารู้สึกว่าใจลอย. แว่วคล้ายได้ยินเสียงรบ, เสียงศัสตราวุธกะทบกัน, เสียงเป่าเขาเร้าเร่งพล, เสียงม้าร้อง, เสียงช้างแปร๋แปร้น: หัวใจของเราก็ตึ้กตั้กเต้นถี่เข้า เพราะรู้สึกว่าบรรพบุรุษของเราก็มาอยู่ที่นี่ด้วย, และโลหิตของท่านเหล่านั้นก็ไหลนองซึมไปในทรายแห่งทุ่งกุรุนี้.”

ข้าพเจ้ารู้สึกปลาบปลื้มในท่านราชทูต, เงยหน้าขึ้นดูท่านซึ่งเป็นผู้อยู่ในวรรณะกษัตริย์ สืบตระกูลนักรบเป็นทายาทมา.

ขณะนั้น ท่านราชทูตจูงมือข้าพเจ้า พลางกล่าววาจาว่า “มาทางนี้, ลูก, มาดูภูมิประเทศที่เราจะไปถึง.” ท่านพาข้าพเจ้าเดิรอ้อมไปทางสุมทุมไม้พ้นออกไปเพียง ๒-๓ ก้าวเท่านั้น ก็เห็นภูมิประเทศนั้นอยู่ทางเบื้องตะวันออก.

พอข้าพเจ้าเห็น ก็ออกอุทาน, เพราะมองไปทางหัวเลี้ยวแม่คงคา ก็เห็นกรุงโกสัมพีดูงดงามมาก. เห็นกำแพงปราการ บ้านเรือนสลับสล้างดูเป็นลดหลั่น มีเชิงเทินท่าน้ำท่าเรือ ต้องแสงแดดในเวลาอัสดง ดูประหนึ่งว่าเป็นเมืองทอง. ส่วนยอดปราสาทที่เป็นทองแท้ ก็ส่องแสงดูดั่งว่ามีอาทิตย์อยู่หลายดวง. ควันไฟสีดำแดงพลุ่ง ๆ ขึ้นจากลานเทวสถาน. ถัดลงไปข้างล่างริมฝั่งน้ำ เห็นควันสีเขียวอ่อนลอยขึ้นมาจากอศุภที่กำลังเผา. ในลำน้ำอันศักดิ์สิทธ์ ซึ่งฉายเงาแห่งสถานต่าง ๆ ลงไปเห็นกระเพื่อม ๆ, มีเรือน้อยใหญ่นับไม่ถ้วน มีใบและธงทิวสีต่าง ๆ แลดูงามตา. ตรงท่าน้ำเห็นอยู่ไกล ประชาชนอาบน้ำอยู่มากมาย. นาน ๆ ได้ยินเสียงคนพูดดังหึ่ง ๆ คล้ายเสียงผึ้ง.

ขอให้ท่านผู้เจริญคิดดูเถิด. ข้าพเจ้ารู้สึกคล้ายกับว่าได้มองเห็นเทวโลก ยิ่งกว่าได้เห็นเมืองมนุษย์. แท้จริงลุ่มน้ำแม่คงคาทั้งหมดนี้ มีความงามดูเป็นสรวงสวรรค์ อันปรากฎให้เห็นขึ้นแก่ตาข้าพเจ้า.

ในคืนนั้นเอง ข้าพเจ้าไปถึงเมือง และพักอยู่ที่บ้านท่านประณาท ผู้สหายเก่าแก่ของบิดา.

รุ่งเช้าตรู่ ข้าพเจ้ารีบไปยังท่าน้ำที่ใกล้ที่สุด. เมื่อกำลังลงขั้นบันได รู้สึกเบิกบานใจไม่ทราบว่าจะอธิบายได้อย่างไร เพราะได้มีโอกาสมาสนานกายในน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมิใช่แต่จะชำระล้างฝุ่นธุลีที่ติดต้องตัวเพราะไปเดิรทางมาเท่านั้น, ยังเป็นน้ำที่สามารถชำระบาปมลทินให้หมดสิ้นไปได้ด้วย. ข้าพเจ้าจึ่งไม่แต่จะอาบอย่างเดียว, ได้เอาขวดไปบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์สำหรับไปฝากท่านบิดาด้วย. อนิจจา ! ขวดน้ำนี้หาได้ไปถึงท่านไม่, ด้วยเหตุไร จะได้ทราบในภายหลัง.

ถัดจากอาบน้ำแล้ว ท่านผู้เฒ่าประณาทศีรษะหงอก มีท่าทางน่านับถือ ได้พาข้าพเจ้าไปเที่ยวตลาดในเมือง. และอาศัยความช่วยเหลือของท่าน เพียง ๒-๓ วันเท่านั้น ข้าพเจ้าขายสินค้าที่บรรทุกมาได้หมดมีกำไรอย่างงาม, และกว้านซื้อสินค้าพื้นประเทศสระสมไว้เป็นจำนวนมากที่ชาวเมืองของข้าพเจ้านิยมให้ราคาสูง.

เมื่อการค้าขายของข้าพเจ้าได้ผลดีอย่างเร็ววัน มีเวลาว่างเหลืออยู่มากกว่าท่านราชทูตจะกลับ ดั่งนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมาก จะได้เที่ยวชมบ้านเมืองหาความสนุกสำราญตามอำเภอใจได้บริบูรณ์, ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น เพราะได้โสมทัตต์บุตรท่านประณาทเป็นผู้นำเที่ยว.


.
๑. ดูเรื่องในภาคผนวกท้ายพระราชนิพนธ์บทละคอนศกุนตลา. ↩
.

........................




Title: Re: กามนิต - ภาคหนึ่ง บนดิน - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป
Post by: ppsan on 14 March 2026, 21:02:03

สี่ สาวน้อยผู้เดาะคลี


เวลางามยามบ่ายวันหนึ่ง โสมทัตต์กับข้าพเจ้าพากันไปเที่ยวที่อุทยานนอกเมือง. อุทยานนี้งดงามมาก ตั้งอยู่ริมฝั่งอันสูงของแม่คงคา มีต้นไม้ใหญ่ใบครึ้ม มีสระบัวขนาดใหญ่ มีศาลาที่พักอาศัย และซุ้มมะลิเลื้อย, ซึ่งในเวลานั้น ประชาชนพากันไปเที่ยวหาความสำราญใจกันเกลื่อนกล่น. ข้าพเจ้ากับโสมทัตต์นั่งบนชิงช้า มีคนคอยรับใช้แกว่งไกวให้, รู้สึกเบิกบานใจไม่น้อย ในขณะที่ได้ยินเสียงนกโกกิลา นกประหรอตเทศร้องระงม ทันใดนั้นได้ยินเสียงกำไลข้อเท้ากะทบกัน โสมทัตต์สหายข้าพเจ้าก็ผลุนผลันลุกขึ้นออกจากชิงช้า พลางเรียกข้าพเจ้าว่า “ดูทางนี้, กามนิต ดูพวกนางงามที่สุดของกรุงโกสัมพีกำลังเดิรมาเป็นหมู่. สตรีเหล่านี้ล้วนเป็นพรหมจาริณี เลือกสรรเอามาจากพวกมั่งมีและชั้นสูงทั้งนั้น สำหรับมาเล่นคลีบูชาพระลักษมีเทวีแห่งเขาวินธัย. นับว่าเคราะห์ดีมาก, สหายเอ๋ย! ที่ได้มาเห็นนางงามในเวลาเดาะคลี เพราะจะดูได้เต็มตาไม่มีใครหวงห้าม. มาเถิด! อย่าให้เสียเที่ยวเลย.”

เป็นธรรมดาอยู่เอง ในเรื่องเช่นนี้ ไม่ต้องคอยให้เตือนซ้ำ ข้าพเจ้าลุกขึ้นตามโสมทัตต์ติด ๆ ไปโดยเร็ว. ถึงที่แห่งหนึ่ง สร้างเป็นเวทีขนาดใหญ่ ประดับประดาด้วยแก้วหินต่าง ๆ เห็นเหล่านางงามรวมกันอยู่บนนั้น กำลังจะลงมือเล่น. ข้าพเจ้าต้องยอมรับว่าที่ได้มาเห็นนางแน่งน้อย แต่ละคนทรงโฉมควรพิศวง สวมพัสตราภรณ์ล้วนแพรพรรณพริ้งพราวด้วยเครื่องถนิมอลังการแลลานตาดั่งนี้ มิใช่เป็นสิ่งที่จะได้ดูบ่อย ๆ; ป่วยกล่าวไปใย ถึงกิริยาท่าทางที่เรียงร่ายย้ายท่าอันงอนงามในยามไขว่คว้าลูกคลี, เพียงได้เห็นอยู่นี้เป็นแต่ชั้นต้น. ต่อนั้นไปเหล่านางผู้มีเนตรดั่งตาทรายก็ยักย้ายท่าทางต่าง ๆ ในเวลาโยนแย่งคลีกัน ให้เห็นเป็นขวัญตาข้าพเจ้าเป็นเวลาอยู่ช้านาน. ครั้นแล้วนางเหล่านั้นก็ถอยออก คงเหลืออยู่กลางรัตนเวทีแต่นางเดียว, อยู่กลางรัตนเวที _ และก็อยู่ในกลางดวงใจของข้าพเจ้าด้วย.

ดูก่อนท่านมาริสะ, ข้าพเจ้าพึงกล่าวได้ด้วยถ้อยคำเป็นไฉน? ถ้าจะพูดถึงความงามของนาง ก็เกรงว่าถ้อยคำของข้าพเจ้าอาจหาญอยู่สักหน่อย, เพราะถ้าจะกล่าวให้ท่านรู้สึกซึมทราบได้ดั่งหลับตาแลเห็น ข้าพเจ้าจะต้องเป็นมหากวีภรตเสียก่อน, และถึงจะมีความสามารถปานนั้น ท่านก็จะเห็นความงามได้เพียงราง ๆ เท่านั้น. รวมความ ข้าพเจ้าพอจะบอกได้เลา ๆ ว่าสาวน้อยที่อยู่กลางเวทีมีดวงหน้านวลประหนึ่งแสงจันทร์อันอ่อน ๆ รูประหงทรงอรชรหาตำหนิมิได้ ทรงทรามวัยอยู่ทั่วสรรพางค์, จนทำให้ข้าพเจ้าเผลอสติ คิดว่านางคือพระลักษมีเทวีอวตารมา. บังเกิดความยินดีซาบซ่านทันทีที่ได้มาเห็น.

ทันใดนั้น นางเริ่มเดาะคลีบูชาพระศรีเทวี มีกิริยาท่าทางทัดเทียมได้ ก็แต่ผู้สามารถเป็นพิเศษ นางโยนลูกคลีลงบนเวที ครั้นเมื่อลูกคลีค่อย ๆ กะดอนกลับ, นางเอาหัตถ์ดั่งกลีบดอกไม้ตบรับไว้ ให้ลูกคลีกระท้อนขึ้น แล้วก็เอาหลังหัตถ์ขึ้นรับ, และโยนกลับผลัดเปลี่ยนเวียนท่าตบต้อนลูกคลีด้วยหัตถ์ซ้ายและหัตถ์ขวาให้กระท้อนขึ้นลงเร็วและช้าวงไปจนตลอดด้านเวที. ถ้าท่านเป็นผู้รู้ดูชำนาญในการคลี, ซึ่งข้าพเจ้าสังเกตดูในกิริยาของท่าน ก็ต้องเข้าใจว่ามีความรู้ดี, และได้ไปเห็นด้วยตาเอง ก็คงบอกว่าจะหาผู้ที่ชำนาญยอดเยี่ยมเสมอนางเป็นไม่มี.

ครั้นแล้วนางได้แสดงการเล่นอย่างหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นและทั้งยังไม่เคยได้ยินการเล่นชะนิดนี้ด้วย. กล่าวคือได้โยนลูกคลีทองหนึ่งคู่ แล้วเดาะให้ขึ้นลงอย่างรวดเร็วจนดูเป็นสายทอง ตั้งแต่พื้นเวทีตลอดขึ้นไปในอากาศ, ส่วนบาทก็ย่างย่ำเข้าจังหวะกับเสียงอาภรณ์ที่ประดับกาย. ถ้าจะเปรียบความเร็วของคลีก็คือ เห็นเป็นสายคล้ายซี่กรงทองและนางนั้น คือนกซึ่งกะโดดเต้นไปมาอยู่ในกรงทองปานเดียวกัน.

ถึงตรงนี้ตานางและข้าพเจ้าก็ประสพกัน !

ดูก่อนท่านอาคันตุกะผู้เจริญ, นับแต่นั้นมากะทั่งถึงบัดนี้ ข้าพเจ้าสงศัยยังเข้าใจไม่ได้ว่าทำไมข้าพเจ้าจึ่งไม่แดยันล้มลงขาดใจตาย เพราะสายตานางเสียแต่ในขณะนั้น จะได้ไปเกิดในสวรรค์? หรือบางทีเป็นเพราะวิบากกรรมในชาติก่อนยังชะลออยู่ ข้าพเจ้าจึ่งไม่ตายลงไปในขณะนั้น สู้มีชีวิตรอดพ้นภัยต่าง ๆ มาได้ถึงบัดนี้? ก็เห็นจะเป็นด้วยบุญกรรมยังหน่วงเหนี่ยวไว้ และกว่าจะหมดสิ้นไปก็คงจะอิกช้านาน.

จะขอย้อนเล่าต่อไป ถึงตอนนี้คลีลูกหนึ่งพลาดหัตถ์นาง กะเด็นออกจากกลางเวทีลงมาข้างนอก. บรรดาชายหนุ่มในที่นั้นหลายคน ต่างวิ่งกันเข้าไปแย่งเก็บลูกคลี; ข้าพเจ้าด้วยผู้หนึ่งที่วิ่งเข้าไปแย่งกับเขาด้วย และไปถึงลูกคลีก่อน. แต่ในทันทีกันนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอันงามมีราคาแพง กรากเข้าไปแย่งข้าพเจ้า; ต่างฝ่ายไม่ต้องการให้ใครได้ลูกคลีเอาไป. แต่อาศัยข้าพเจ้ามีความรู้ในวิชชากลเม็ดมวยปล้ำชำนาญ จึงคว้าลูกคลีไว้ได้, ส่วนชายคนนั้นคว้าหลังรั้งข้าพเจ้าไว้มิให้ไป, แต่ไปคว้าถูกสร้อยคอทำด้วยแก้วมีเครื่องรางร้อย. สร้อยคอของข้าพเจ้าขาดทันที, กระทำให้ชายคนนั้นล้มลง; ข้าพเจ้าก็ได้ลูกคลีมา. ชายคนนั้นโกรธกะโดดลุกขึ้น, หยิบสร้อยที่ตกขาดอยู่ขว้างเท้าข้าพเจ้า. เครื่องรางที่ทำเป็นตาเสือเป็นของไม่สู้มีราคาอะไร แต่เป็นเครื่องคุ้มกันภัย, เวลานั้นไม่อยู่ในกายข้าพเจ้า. แต่ช่างเถิด, เพราะได้ลูกคลีอันเมื่อสักครู่ได้ถูกหัตถ์ดั่งดอกบัวของนางตบต้อง มาอยู่ในกำมือข้าพเจ้าแล้ว. และในทันทีนั้น ด้วยความชำนาญในการโยนคลีมาก่อน ข้าพเจ้าได้โยนลูกคลีขึ้นไปที่หน้าเวทีตรงมุมข้างหนึ่ง. ลูกคลีค่อยกระท้อนเข้าไปหาสาวน้อย ซึ่งในขณะนั้นยังคงตบลูกคลีที่เหลืออยู่อีกลูกหนึ่ง นางก็รับไว้ได้ กระทำให้คนดูแสดงความพอใจออกเซงแซ่. เมื่อการเล่นเพื่อบูชาพระลักษมีเทวีสิ้นสุดลงแล้ว, นางงามทั้งหลายก็หายหน้าไป ส่วนข้าพเจ้ากับโสมทัตต์ก็กลับบ้าน.

ขณะเดิรทางกลับ สหายข้าพเจ้าพูดขึ้นว่า ข้าพเจ้าเป็นคนโชคดีที่ไม่ได้รับราชการอยู่ในกรุงนี้ เพราะชายหนุ่มซึ่งเข้ามาแย่งลูกคลีกับข้าพเจ้า ไม่ใช่คนอื่นไกล เป็นบุตรของประธานมนตรี. ใคร ๆ ที่ได้เห็นเหตุการณ์ในเวลาที่แล้วมา, รู้สึกว่าชายหนุ่มคนนั้นแสดงกิริยาอาฆาตมาดร้ายข้าพเจ้าเป็นที่สุด. ความข้อนี้ไม่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกวิตกเดือดร้อนเลย ที่เดือดร้อนใจอยู่ในขณะนั้น ก็ที่ตรงจะต้องการทราบว่าสาวน้อยคนนั้นคือใคร, แต่ก็กะดากปากไม่อาจซักถาม. ฝ่ายโสมทัตต์ก็เดาความในใจข้าพเจ้าได้ แกล้งพูดชมเชยนางในการเล่นคลีต่าง ๆ นานา ข้าพเจ้าทำเป็นไม่รู้สึก และว่าหญิงที่เมืองข้าพเจ้ามีถมไปที่สามารถในการเล่นคลีไม่แพ้. แท้จริงในเวลานั้น หัวใจข้าพเจ้าปั่นป่วน ด้วยรู้สึกว่าตนได้กล่าวความเท็จ ควรที่จะต้องขอโทษนางผู้หาที่เปรียบในความงามมิได้.

ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า คืนนั้นข้าพเจ้านอนไม่หลับเลย ที่ทนนอนหลับตาก็เพื่อให้เห็นภาพที่ต้องการเห็นเท่านั้น. วันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าไปสงบอารมณ์อยู่ที่มุมสวนของเจ้าบ้านที่ข้าพเจ้ามาพักอยู่ เพราะที่นั้นอยู่ห่างไกลจากเสียงพลุกพล่าน, และตรงที่ดินทรายใต้ต้นมะม่วงอันร่มรื่น กระทำให้ร่างกายที่ผ่าวด้วยรุ่มรักค่อยระงับความร้อนรนไว้ได้บ้าง กับได้อาศัยพิณเจ็ดสายเป็นสหายสำหรับบอกเล่าความรักในใจ. พอตะวันบ่ายคลายแดดร้อนลงไปบ้าง ข้าพเจ้าชวนโสมทัตต์ให้นั่งรถไปเที่ยวที่อุทยานอีก. โสมทัตต์ขัดไม่ได้ก็ไปด้วย. ที่จริงโสมทัตต์ต้องการไปดูการตีนกพะนันแต่ต้องเว้นไปในวันนั้น. ข้าพเจ้าเดิรตุหรัดตุเหร่อยู่ในสวนจนตลอด ก็ไม่เป็นผลดั่งมุ่งหมาย. จริงอยู่มีนางงามเล่นคลีอยู่หลายคน ดูประหนึ่งจะลวงให้ข้าพเจ้าหลงเข้าไปหา, ครั้นเมื่อเข้าไปแล้ว ก็หาพานพบนางผู้ทรงโฉม คือ พระศรีเทวีไม่.

ข้าพเจ้าเสียใจเป็นที่สุด เลิกไปเที่ยวในอุทยาน, หันไปเที่ยวทางแม่คงคา ได้ไปยังท่าน้ำหลายแห่ง. ในที่สุด ลงเรือเที่ยวลอยละล่องไปตามกระแสธารอันศักดิ์สิทธิ์ จนแสงอาทิตย์ในเวลาอัสดงลับหายไป, เห็นแสงคบและแสงตะเกียงเรี่ยรายอยู่แวม ๆ ต้องพื้นน้ำซึ่งดูดั่งกะจกให้เต้นฉะนั้น. ข้าพเจ้าจำเป็นต้องเลิกความหวังอันแรงกล้าแต่ว่าเงียบ ๆ อยู่ในใจ, บอกให้คนเรือให้พายมาส่งยังท่าที่อยู่ใกล้.

เมื่อนอนไม่หลับตลอดคืน ตื่นขึ้นตั้งแต่เช้าก็อยู่แต่ในห้อง เพื่อพักผ่อนอารมณ์ซึ่งหมกมุ่นมัวหมองเห็นอยู่แต่รูปนางงาม พอให้บรรเทาจะได้มีกำลังวังชาสามารถไปเที่ยวอุทยานในตอนบ่ายอีก. เพื่อให้หายรำคาญใจ หันไปพึ่งพู่กันและสี เอามาวาดรูปนางในเวลาตบลูกคลี. พูดถึงอาหาร ข้าพเจ้าไม่สามารถจะกินได้แม้แต่คำเดียว. อันว่านกเขาไฟซึ่งมีเสียงเพราะอ่อนหวาน ยืนชีพอยู่ได้ด้วยแสงจันทร์ฉันใด, ข้าพเจ้ายืนชีพต่อมาได้ ก็ด้วยแสงจันทร์แห่งดวงหน้าของนางฉันนั้น ซึ่งข้าพเจ้าจำได้เป็นเงา ๆ, แต่หวังว่าจะได้เห็นเพื่อฟื้นความจำให้แม่นขึ้นอีก ก็ที่ในอุทยานตอนเย็น. อนิจจา ความหวังที่มีไว้นี้ ในที่สุดกลายเป็นความเสียใจ เพราะไปแล้วก็มิได้พบ. ภายหลังโสมทัตต์ชวนไปเที่ยวสอดสะกา เพราะโสมทัตต์ติดสะกาแทบเป็นบ้า อย่างพระนลซึ่งถูกกลีเข้าสิงฉะนั้น. ข้าพเจ้าขอตัวไม่ไปด้วย บอกว่าเหนื่อย, ซึ่งที่ถูกถ้าเหนื่อยก็ควรกลับบ้าน แต่ข้าพเจ้าไม่ยักกลับ ไพล่ไปที่ท่าน้ำแล้วลงเรือเที่ยวอีก. ในคราวนี้ข้าพเจ้ามีความเสียใจไม่แพ้กับคราวก่อน เพราะมิได้วี่แววอะไรเลย.

.

......................


ห้า รูปวิเศษ


ข้าพเจ้าย่อมทราบได้ดีสำหรับตัวเองว่า การนอนให้หลับเป็นอันไม่น่านึกถึง, จึ่งไม่เปลี่ยนเสื้อผ้าตลอดเวลาเย็นวันนั้น, เป็นแต่นั่งลงที่หัวนอน บนเสื่อหญ้าซึ่งเป็นอาสนะสำหรับกราบไหว้พระ, นั่งท่าบูชาสงบนิ่งอยู่อย่างนั้นตลอดคืน, ในใจก็นึกภาวนาถึงพระลักษมีเทวีผู้มีกำเหนิดจากดอกบัว. รุ่งรางสว่างแล้วก็เริ่มวาดรูปที่ค้างไว้ต่อไป.

เวลาล่วงไปรวดเร็ว ในขณะที่ข้าพเจ้าวาดรูปอยู่, พอดีโสมทัตต์เข้ามาหา. ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเขาเดิรมา ก็ตะลีตะลานเอารูปและเครื่องเขียนเสือกซ่อนไว้ใต้ที่นอนทันที โดยไม่รู้สึกตัวต้องนึกในการที่ทำเช่นนั้น.

โสมทัตต์นั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยข้างตัวข้าพเจ้า มองดูข้าพเจ้าแล้วก็ยิ้ม, พูดว่า :-

“ข้าพเจ้าออกจะเห็นเป็นความจริงแล้วว่า ในบ้านเราเวลานี้ออกจะมีเกียรติยศอยู่ ที่ได้เป็นที่เกิดของอริยบุคคล เพราะสูท่านมิใช่จะบำเพ็ญตบะในการอดอาหาร อย่างทรหดที่สุดแล้ว, ยังเว้นจากการนอนบนที่นอนอันอ่อนนุ่มเพิ่มขึ้นด้วย. จงดูหมอนและที่นอนซิ ไม่มีรอยชอกช้ำแม้เล็กน้อย, ผ้าปูก็ยังขาวสะอาดไม่มีมลทินเลย. แต่ว่าร่างกายของท่าน ถูกบำเพ็ญตบะอดอาหาร ดูออกจะซูบ ๆ ไปแล้ว, แต่ยังมีน้ำหนักอยู่ เพราะที่เสื่อเป็นรอยบุ๋มแสดงว่าสูท่านจำศีลบนนั้นตลอดคืน. สำหรับท่านผู้แน่วแน่ในการภาวนาบุณย์ ห้องที่อยู่นี้ดูยังไม่เหมาะ, เพราะออกจะเป็นโลก ๆ อยู่หน่อย ด้วยบนโต๊ะแต่งตัวยังมีโถน้ำมัน แม้จะไม่ได้แตะต้องก็จริงอยู่ และยังมีโถผงไม้จันทน์ โถน้ำหอม และจานวางเปลือกต้นส้มและหมากอยู่ด้วย. ที่ฝาก็ยังมีพวงมาลาดอกอัมลาน (๑) และพิณแขวน เอ๊ะ! ฉากที่เคยแขวนอยู่ที่ขอนั่นหายไปไหน?”

ข้าพเจ้าอึกอักกำลังนึกแก้ตัวไม่ทัน โสมทัตต์เหลือบไปเห็นซุกอยู่ใต้ที่นอน, ก็ไปลากเอาออกมา และพูดว่า:-

“ดูดู๋! มดถ่อหมอผีที่ไหนนี่? ชั่วแท้ ๆ มาทำฉากเปล่าที่แขวนอยู่ตรงนั้น ให้เกิดมีภาพสาวน้อยแสนสวยกำลังเล่นคลีขึ้นได้. นี่ไม่มีอื่น, คงมีอะไรประสงค์ร้ายต่อท่านผู้เริ่มเป็นฤษีมีฌานแก่กล้า. หนอยแน่! ยังมิทันไรก็จัดการเขียนรูปเขียนรอยเป็นมารกระทำทีเดียว ต้องการจะทำลายตบะเสียแต่ต้นมือ! หรือมิใช่เช่นนั้น จะเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่งมานิรมิตรูปไว้ให้ก็ไม่รู้, เพราะเราท่านย่อมทราบกันอยู่ดี ว่าทวยเทพย่อมกลัวเดชของมหาฤษีผู้บำเพ็ญตบะอย่างแก่กล้า. สำหรับสูท่านเมื่อเริ่มต้นทรมานกายได้ถึงเพียงนี้ ในไม่ช้า เขาวินธัยคงพ่นไฟออกมาแน่ เพราะร้อนตบะของสูท่านที่แรงกล้า. มิใช่เท่านั้น เดชบารมีที่สะสมไว้ ป่านนี้ทวยเทพในเทวโลกจะมิตัวสั่นระรัวไปตามกันแล้วหรือ?

และบัดนี้ข้าเจ้าดูเหมือนจะรู้ว่าเทพองค์ที่มานิรมิตรูปไว้ คือเทพองค์ไร. ไม่มีอื่นไกลแล้ว คงเป็นเทพองค์ที่มีสมญาว่า “ไม่แพ้ใคร” ทรงดอกไม้เป็นลูกธนู และมีธงเป็นรูปปลามังกร. อ้อ! นึกออกแล้ว! คือกามเทพนั่นเอง! โอ๊ย! ทวยเทพเจ้าขา! นี่รูปใคร? รูปวาสิฏฐี ธิดาเศรษฐีช่างทองทีเดียวนี่นา!”

ข้าพเจ้าได้ยินและรู้จักชื่อของนางผู้ซึ่งข้าพเจ้าได้หลงใหลแล้วเป็นครั้งแรกนี่เอง, รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงเข้า หน้าชักชาซีดด้วยอักอ่วนใจ.

โสมทัตต์นักเย้ยกล่าวต่อไปว่า “สหายเอ๋ย! ออกจะเห็นแล้ว ว่าอำนาจโยคะของกามเทพทำให้ท่านกะวนกะวายใจมาก, จะต้องปัดรังควานเสียบ้าง พอให้กามเทพหายพิโรธ. ในเรื่องเช่นนี้ รู้สึกว่าต้องอาศัยปัญญาผู้หญิงจึ่งจะได้ ข้าพเจ้าจะเอารูปวิเศษนี้ไปให้เมทินีคู่รักข้าเจ้าดู, เพราะเมื่อเล่นคลีคราวนั้น นางก็ไปเล่นอยู่ด้วย และซ้ำนางก็ลูกเรียงพี่เรียงน้องกับวาสิฏฐี.”

โสมทัตต์พูดแล้ว ก็ลุกขึ้นจะไป และจะเอารูปไปด้วย. ข้าพเจ้าเห็นเช่นนี้ และรู้สึกอยู่ว่าโสมทัตต์เป็นคนชอบล้อไม่ใช่เล่น, จึงบอกให้รอก่อน เพราะรูปนั้นยังขาดคำจารึก. ข้าพเจ้าขมีขมันเอาสีแดงอันงามมาผะสม แล้วเขียนอักษรตัวบรรจงอย่างงามไว้ในฉากรูป เป็นกาพย์สี่บาท มีข้อความอย่างง่ายๆ กล่าวถึงเรื่องนางเมื่อเล่นคลี. กาพย์ที่เขียนนี้เป็นกลบท ถ้าอ่านถอยหลัง จะได้ความว่าลูกคลีที่นางเดาะตี คือดวงใจข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าขอส่งคืนมายังนาง, แต่ก็หวั่น ๆ ว่านางจะมิรับไว้; ถ้าอ่านกลบทนั้นตรงลงมาจากอักษรในบรรทัดต้นจนถึงอักษรในบรรทัดปลายเป็นลำดับกันไป จะได้ความกล่าวถึงความระทมโศกสาหัสที่ต้องพรากจากนางมา; หรือถ้าจะอ่านย้อนขึ้นแต่ล่างไปหาบน ผู้อ่านจะทราบได้ว่าข้าพเจ้ายังมีความหวังอยู่.

ที่ผูกกาพย์ยอกย้อนซ่อนเงื่อนไว้ดั่งนี้ ข้าพเจ้าไม่แสดงให้ทราบเค้า, เพราะฉะนั้นโสมทัตต์จึ่งไม่รู้ว่ากาพย์ที่ข้าพเจ้าผูกไว้นั้นจะดีวิเศษเพียงไร, คงเข้าใจแต่ว่าเป็นถ้อยคำดาด ๆ ตามธรรมดา, จึ่งเผยอแนะนำว่า ถ้าจะให้เข้าทีขึ้นอีก ควรกล่าวเสียด้วยว่า กามเทพตระหนกตกใจเป็นกำลังในความแก่กล้าแห่งตบะที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญ ถึงกับนิรมิตรูปนี้มาทำลายพิธีตบะ จนข้าพเจ้าต้องพ่ายแพ้แก่ท้าวกามเทพอย่างราบคาบ.

เมื่อโสมทัตต์นำรูปไปแล้ว, ข้าพเจ้ารู้สึกเบิกบานใจอย่างไรไม่ทราบ เพราะเห็นว่าบัดนี้นับว่าได้ก้าวบันไดแห่งความหวังขึ้นไปได้หนึ่งขั้นแล้ว, อาจบังเกิดผลให้ไปสู่ความสุขวิเศษยิ่งกว่าความสุขทั้งหลาย ให้สมดั่งที่มุ่งหมายไว้. เวลานี้ข้าพเจ้าอาจกินอาหารได้แล้ว ได้จัดแจงกินอาหารว่างบ้างเล็กน้อย, แล้วปลดพิณที่แขวนอยู่ข้างฝา เอามาดีดเป็นเพลงพอให้เพลินคอยเวลาอยู่เรื่อย; จนโสมทัตต์กลับมา และถือรูปมาด้วย.

โสมทัตต์พูดว่า “นางผู้เล่นคลี ผู้ทำลายศานติภาพของท่าน อุตตริแต่งกาพย์ขึ้นบ้างแล้ว. แต่ข้อความที่กล่าว บอกไม่ถูกว่ามีอะไรอยู่บ้าง, รู้เพียงลายมือที่เขียนไว้ อาจกล่าวได้ว่าสวยผิดปรกติ”

แท้จริงลายมือก็สวยอย่างเช่นว่า ข้าพเจ้าได้เห็นอยู่ตรงหน้า, แสนดีใจจนใจตันพูดไม่ถูก. ถ้อยคำที่เขียนเป็นกาพย์ต่อจากของข้าพเจ้ามีสี่บาทเหมือนกัน, ตัวอักษรงามราวกับช่อดอกไม้ที่พึ่งตูมตั้ง ต้องลมอ่อน ๆ ในฤดูร้อนโบกสะบัด ดูประหนึ่งว่าพัดมาติดอยู่ที่รูปฉะนั้น. โสมทัตต์ย่อมจะไม่ทราบความหมายที่แฝงอยู่ในกาพย์นั้น เพราะเป็นถ้อยคำที่ตอบความแฝงของข้าพเจ้า. ทั้งนี้ก็แสดงอยู่ว่านางงามของข้าพเจ้าอ่านกลอักษรในกาพย์ข้าพเจ้าได้ถูกต้องตลอดทุกวิธีที่มีอยู่, กระทำให้ข้าพเจ้าอิ่มเอิบด้วยปีติ ที่เห็นว่านางมีความรู้ความฉลาด ไม่แพ้ความเป็นผู้มีใจสูงอยู่ในตัว. เพราะถ้อยคำที่ตอบ แสดงว่านางรู้สึกว่าข้อความอันแสดงความรักของข้าพเจ้า เป็นแต่ชะนิดเผิน ๆ ไม่บังควรที่นางจะถือเป็นอารมณ์นัก.

เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านแล้ว ก็เพียรอ่านย้อนถอยและตามตรงอย่างวิธีที่ข้าพเจ้าแต่ง โดยหวังว่าจะได้พบข้อความที่จะแสดงความรักหรือนัดพบอย่างไรบ้างนั้น แต่ก็ไม่พบเลย. แต่ความไม่สมประสงค์นี้ พอดีได้บรรเทาลง ด้วยโสมทัตต์กล่าวว่า:-

“แต่นางสาวน้อยผู้มีคิ้วอันงาม ถึงจะไม่ใช่เป็นกวีวิเศษ ก็มีใจดีแท้, เพราะนางได้บอกว่า ข้าเจ้า (โสมทัตต์) ไม่ได้พบเมทินีคู่รักของข้าเจ้าและเป็นญาติของนาง สิ้นเวลาช้านานแล้ว, จะได้พบกันก็ในที่ประชุมชน ซึ่งจะโอภาปราศรัยกันได้ก็เพียงนัยน์ตา ถึงกะนั้นก็ได้แต่ชำเลืองแลดูกัน. เพราะฉะนั้นนางจะจัดแจงให้ได้พบกันในคืนพรุ่งนี้ ที่บนลานในบริเวณปราสาทของบิดานาง. เสียใจที่จะไปพบกันคืนนี้ไม่ได้ เพราะบิดาของนางมีงานเลี้ยงดูแขก จะต้องทนทุกข์ทรมานไปจนถึงพรุ่งนี้. บางทีท่านต้องการไปเผชิญภัยกันบ้างก็ได้.”

โสมทัตต์พูดแล้วก็หัวเราะเป็นเชิง ซึ่งกระทำให้ข้าพเจ้าพลอยหัวเราะไปด้วย, แล้วรับรองแก่เขา เป็นอันว่าข้าพเจ้าตกลงขอไปด้วย. กำลังเบิกบานใจ เราสองคนก็ลากกะดานหมากรุกซึ่งอยู่ข้างฝา เอามาเล่นเพื่อกันรำคาญใจ. พอดีคนใช้เข้ามา และบอกว่ามีใครอยากจะพบกับข้าพเจ้า.

ข้าพเจ้าลุกออกไปที่ห้องนอก พบคนใช้ของท่านราชทูต ซึ่งมาบอกข่าวให้ทราบว่าข้าพเจ้าต้องเตรียมตัวกลับ, ให้จัดเตรียมเกวียนไปรอคอยไว้ที่ลานวังในคืนนั้นทีเดียว เพื่อจะได้ออกเดิรทางในวันรุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่.

ข้าพเจ้าใจหายวาบพูดไม่ออก รู้สึกว่าต้องเป็นการถูกเทพบาปเคราะห์องค์ใดองค์หนึ่งลงโทษ โดยที่ข้าพเจ้าไปทำผิดคิดร้ายอะไรอย่างหนึ่งที่ไม่ทราบซึ่งทำให้ท่านพิโรธ พอข้าพเจ้าได้สติขึ้นบ้าง ก็ปึงปังวิ่งอ้าวไปหาท่านราชทูตกล่าวความเท็จแก่ท่านเสียยกใหญ่ โดยบอกว่าข้าพเจ้าเตรียมตัวไปไม่ทัน เพราะธุระยังไม่สุดสิ้นลงด้วยมีเวลาจัดการน้อยเต็มที. ข้าพเจ้าร้องไห้อ้อนวอน ขอให้ท่านเลื่อนเวลากลับให้ยืดไปเพียงวันเดียวเท่านั้น.

ท่านราชทูตพูดว่า “ก็ไหน เมื่อแปดวันที่ล่วงมานี้ เจ้าบอกว่าเสร็จธุระแล้ว อย่างไรเล่า?”

ข้าพเจ้าแก้ตัวว่า ต่อจากวันที่ได้เรียนท่านแล้ว เกิดมีธุระสำคัญโดยไม่ได้นึกคาด ซึ่งหวังว่าจะได้โชคกำไรอย่างงามที่สุด. ข้าพเจ้าได้กล่าวนี้ ไม่ได้กล่าวคำเท็จเลย เพราะโชคกำไรชะนิดไรเล่าสำหรับข้าพเจ้าจึ่งจะวิเศษไปกว่าที่จะได้ชัยชนะต่อนางผู้หาที่เปรียบมิได้.

ท่านราชทูตเสียอ้อนวอนไม่ได้ ยอมเลื่อนวันกลับยืดไปอีกวันหนึ่ง.

วันเวลาในวันรุ่งขึ้นได้ล่วงไปโดยเร็ว ตลอดเวลานั้นข้าพเจ้าได้จัดเตรียมสิ่งของขึ้นบรรทุกเกวียนเสียให้เสร็จทันเวลา จะได้ไม่เป็นห่วงเกิดกังวล, พอถึงเวลาเย็นก็จัดเสร็จให้เอาเกวียนไปรอไว้ที่ลานวัง, ส่วนโคก็ให้เข้าเครื่องไว้, ถ้าพอข้าพเจ้าไปถึง ในเวลาเช้าตรู่ ก็จะได้เอาโคเข้าเทียมเคลื่อนได้ทันที.


.
๑. อัมลาน แปลว่าซึ่งไม่เหี่ยวแล้ว จะเป็นบานไม่รู้โรยกะมัง, ฝรั่งแปลว่า Globe-amaranth (Gomphraena Globosa) ↩
.

....................


หก บนลานอโศก


ตกกลางคืนอากาศมืดแล้ว ข้าพเจ้ากับโสมทัตต์นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าสีดำ มีเข็มขัดคาดรัดกุม มือถือดาพ มุ่งตรงไปทางด้านตะวันตกแห่งปราสาทอันมโหฬารของนายช่างทอง. ที่ตรงนั้นอยู่เชิงเขา ข้างล่างเป็นซอกเขาลึกมาก, ถัดสูงขึ้นไปคือลานที่เราจะลอบขึ้นไป. ข้าพเจ้ากับโสมทัตต์ใช้ลำไม้ไผ่ซึ่งเตรียมเอามาด้วย พาดโยนตัวขึ้นไปได้. ตอนนั้นมืดจัด จึ่งไต่กำแพงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งได้ง่าย. พ้นกำแพงเข้าไปถึงลานกว้างใหญ่ ประดับประดาด้วยต้นปาล์มและต้นอโศก ขนัดด้วยต้นไม้ดอกต่างๆ ซึ่งในขณะนั้นต้องแสงเดือน แลดูเห็นขาวเป็นทาง ๆ.

ถัดเข้าไปไม่สู้ไกลนัก นางสาวตางามผู้เล่นคลียอดหัวใจข้าพเจ้า นั่งอยู่บนม้ายาวเคียงข้างหญิงสาวอีกคนหนึ่ง ดูดั่งพระลักษมีเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์. พอได้เห็น ข้าพเจ้าก็เริ่มตัวสั่นสะท้าน ต้องเข้าไปพิงเสมากำแพงยันตัวไว้ รู้สึกว่าหินอ่อนที่ข้าพเจ้าไปเกาะสัมผัส เย็นชื่นช่วยแก้ให้หัวใจที่สั่นสะท้านค่อยทุเลาลง.

ระวางนั้น โสมทัตต์ตรงรี่เข้าไปหาคู่รักของตน. ส่วนนางคู่รักก็ลุกขึ้นมาต้อนรับออกเสียงอุทานแต่เบา ๆ.

ข้าพเจ้าเห็นเขาเป็นเช่นนั้น ก็เตรียมตัวสงบใจให้หายอุธัจ เพื่อเข้าไปหานางผู้หาที่เปรียบมิได้ของข้าพเจ้าบ้าง. เมื่อนางเห็นคนแปลกหน้าเข้ามาหา ก็ลุกขึ้นทำกิริยารวนเรว่านางควรจะอยู่ที่นั่นหรือว่าควรจะไปเสีย. ส่วนดวงตาดูราวกับตากวางเมื่อตกใจ เหลือบชะม้ายดูข้าพเจ้าไม่หยุด กายก็สั่นดังลดาชาติที่ถูกลมอ่อนๆ โบกฉะนั้น. ว่าถึงตัวข้าพเจ้า ยืนจังงังผมยุ่งเหยิง ตาก็เหม่อมอง, พยายามพูดหลุดปากออกมาได้ ๒-๓ คำ ว่าข้าพเจ้ารู้สึกเป็นบุณย์ที่มีหวังมาได้พบ. นางสังเกตเห็นกิริยาข้าพเจ้ามีสะทกสะท้าน ก็ค่อยสงบความรวนเรใจ ซุดลงนั่งบนม้าอีก, แล้วยกหัตถ์ดั่งดอกบัวขึ้นน้อยๆ ชี้ที่ตรงข้างที่นางนั่ง เชิญให้ข้าพเจ้านั่ง, กล่าววาจาด้วยเสียงอันอ่อนหวานว่า นางมีความพอใจที่สามารถได้แสดงความขอบใจข้าพเจ้า ที่ได้โยนลูกคลีกลับขึ้นมาให้ได้อย่างชำนาญมาก โดยนางไม่จำเป็นต้องหยุดเล่นในระวาง, เพราะถ้ามีเหตุขัดข้องต้องหยุดเล่นในกลางคันแล้ว บุณย์กุศลที่นางจะได้จากการเล่นถวาย ก็จะไม่ได้, ซ้ำเทวีที่เคารพก็จะทรงพิโรธด้วย อย่างน้อยอาจศาปนางไม่ไห้ได้รับความสุขใจเลย ข้าพเจ้าตอบคำแสดงว่านางไม่จำเป็นต้องขอบคุณ เพราะที่ได้กระทำไปแล้วนั้น ก็เพื่อใช้โทษในความผิด.

ข้าพเจ้าสังเกตว่านางยังไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของข้าพเจ้า, จึ่งหาญอธิบายว่า เพราะด้วยประสพตากัน จึ่งทำให้นางตีลูกคลีพลาดกะเด็นออกมานอกเวที อันเป็นความผิดของข้าพเจ้าแท้ๆ. นางมีพักตร์แดงด้วยโลหิตขึ้น ไม่ยอมรับในข้อที่ว่าข้าพเจ้าได้ทำความผิด เพราะข้อนั้นหาเป็นเหตุให้นางตีลูกคลีพลาดไม่.

ข้าพเจ้าตอบว่า ข้าพเจ้าเข้าใจว่าดวงตาของตนที่เพ่งดูความงามและความชำนาญของนางด้วยอาการตะลึง บางทีจะเป็นเหตุให้ลูกคลีกระดอนออกมานอกเวที นางตอบว่าพูดอะไรเช่นนั้น เพราะข้าพเจ้าคงได้เคยเห็นนางงามที่เล่นคลีชำนาญยอดเยี่ยมกว่านาง ที่ในเมืองของข้าพเจ้ามาแล้วมากต่อมาก.

ตามที่นางกล่าวนี้ แสดงว่าถ้อยคำของข้าพเจ้าที่กล่าวแก่โสมทัตต์ไว้ รั่วมาเข้าหูนางแล้ว. เมื่อนึกถึงที่ได้พูดไว้ว่านางที่ชำนาญการเล่นคลีในเมืองข้าพเจ้ามีถมไป อันเป็นวาจาที่ข่มอยู่สักหน่อย ทำให้รู้สึกสะท้านร้อนสะท้านหนาว ต้องรีบแก้ตัวออกรับรองว่าถ้อยคำที่ได้กล่าวไว้กับโสมทัตต์นั้น ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย, ที่พูดออกไปเช่นนั้น ก็ด้วยไม่อยากจะให้โสมทัตต์ทราบความจริงในใจข้าพเจ้า. ข้อแก้ตัวนี้นางไม่เชื่อหรือแกล้งไม่เชื่อ. ข้าพเจ้าในเวลานั้นหายอุรัจแล้ว พล่อยปากแสดงความรักใหญ่, ได้บอกว่า ในวันแรกที่ได้เห็น ดวงใจร้าวด้วยต้องศรดอกไม้ของกามเทพแผลงมาดั่งห่าฝน. ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าเราทั้งสองคงมีบุพเพสันนิวาสด้วยกันมาในชาติก่อน ความรู้สึกแต่วันแรกที่พบกันจึ่งเป็นได้ถึงเพียงนี้.

ข้าพเจ้าได้กล่าววาจาแสดงความรักด้วยชะล่าใจเสียยกใหญ่, จนที่สุดนางใจอ่อนซบหน้าร้องไห้อยู่กับอกข้าพเจ้า ออกวาจากะอ้อมกะแอ้มฟังไม่ได้ชัด, แต่ก็ทราบได้ในกริยาว่ารับรักของข้าพเจ้า และยอมรับว่านางก็มีความรักข้าพเจ้าแต่วันที่ได้พบกัน, ถ้าหากเมทินีไม่นำรูปมาให้ดูทันกัน ป่านนี้นางคงสิ้นใจตายเพราะด้วยความรักเสียแล้ว.

เราได้พร่ำแสดงความรักกันโดยมิเบื่อ รู้สึกว่าแทบจะสุดสวาทขาดใจลงด้วยความรักซึ่งมีอยู่แก่กัน. ทันใดนั้น ระลึกถึงเรื่องที่จะต้องจากกันในวันรุ่งเช้าขึ้น ก็ใจหายคล้ายๆ กับว่ามีเงามืดเข้ามากั้นขวางความสุขของเรา, คิดแล้วก็ตันตื้นทอดถอนหายใจยาว.

วาสิฏฐีเห็นข้าพเจ้าถอนใจก็ตกใจซักถาม. ครั้นข้าพเจ้าเล่าเหตุให้ฟัง, นางก็ซุดตัวลงบนเก้าอี้คล้ายจะเป็นลม แล้วร้องไห้สะอื้นมิหยุด. ข้าพเจ้าพยายามเล้าโลมใจให้คลายความโทรมนัสย์สักเท่าไรก็ไม่บรรเทา, รับรองว่าพอสิ้นฤดูฝนก็จะรีบกลับมาโกสัมพี และคราวนี้จะไม่พรากจากไปอีก ถึงแม้ว่าจะต้องเป็นคนงานได้รับตรากตรำลำบากอยู่ในเมืองนี้ตลอดชีพก็ตาม ก็เต็มใจอยู่ด้วยความยินดี. จะรับรองอย่างนี้และอย่างอื่นสักเท่าไรดูเหมือนรับรองกับลม เพราะไม่ทำให้นางหายโศกสร้อยได้, แท้จริงความรันทดของข้าพเจ้าก็ไม่น้อยไปกว่า. พอนางสะอึกสะอื้นน้อยลง ก็ถามทั้งน้ำตาว่า มีความจำเป็นที่สุดหรือจึ่งต้องไปแต่เช้า? พอพบปะกันไม่ทันไรก็จะไปเสียดั่งนี้. ข้าพเจ้าได้พยายามอธิบายถึงความจำเป็นที่จะต้องจากไปอย่างละเอียดลออ แต่นางดูเหมือนไม่ยอมฟัง หรือฟังไม่เข้าใจ, เป็นแต่บอกว่า ที่ข้าพเจ้าจะรีบกลับไปนั้นนางเห็นแล้ว ว่าข้าพเจ้าคงคิดถึงบ้าน, คิดถึงบรรดานางงามที่ชำนาญเล่นคลี ดั่งที่ข้าพเจ้าได้เคยพูดไว้แต่ก่อนนี้.

ข้าพเจ้าจะรับรองคัดค้านหรือศาบานอย่างไรก็ตามทีเถิด, นางยังยึดความเข้าใจผิดของนางไว้ น้ำตากลับไหลออกมากขึ้น. ใครบ้างที่จะไม่รู้สึกประหลาดใจในกริยาของข้าพเจ้า ซึ่งต่อมามิช้า ข้าพเจ้าถึงกับซุดตัวลงที่บาทนาง, พลางยกแขนที่เรียวงามขึ้นจุมพิต น้ำตาก็ร่วง ปากก็กล่าวว่าข้าพเจ้าให้สัญญาว่าจะไม่จากไปแล้ว. วาสิฏฐีดีใจโผลงโอบคอข้าพเจ้าไว้ จุมพิตข้าพเจ้าเสียยกใหญ่ จนหัวเราะออกมาได้. ดั่งนี้จะมีชายไรอีกเล่า ที่มีความสุขเบิกบานใจไปยิ่งกว่าข้าพเจ้าในขณะนั้น. นางได้พูดว่า “ดูทีหรือ ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็คงอยู่ต่อไปไม่ได้? นี่ก็แสดงว่าเรื่องที่จะไปไม่สู้สำคัญนัก.” ข้าพเจ้าได้อธิบายความจำเป็นอย่างละเอียดให้ฟังอีก แต่นางเอามือปิดปากข้าพเจ้าเสีย, บอกว่านางได้ทราบแล้วว่า ข้าพเจ้ามีความรักนางเพียงไร ที่ได้พูดถึงผู้หญิงในเมืองของข้าพเจ้านั้น เป็นการพูดเย้าเล่น ไม่หมายความจะให้เป็นจริงดอก. ความรักอันดูดดื่มของเราทั้งสองกระทำให้รู้สึกว่าเวลาที่ล่วงไป คล้ายเวลาในความฝัน. และคงจะไม่สุดสิ้นความสุขวิเศษไปได้ หากไม่มีโสมทัตต์และเมทินี ที่ลุกขึ้นมาบอกว่าดึกมากแล้ว ควรกลับเสียที.

เมื่อกลับมา เห็นสิ่งของซึ่งจัดเตรียมไว้อยู่พร้อม ณ ลานบ้านของโสมทัตต์แล้ว, ข้าพเจ้าเรียกหัวหน้าคุมเกวียนเข้ามาหา สั่งว่าให้รีบไปหาท่านราชทูตโดยเร็วที่สุด เรียนท่านว่าข้าพเจ้าเสียใจด้วยจัดธุระยังไม่เสร็จ จะต้องรออยู่ก่อน, เพราะฉะนั้นจะต้องเลิกความคิดออกเดิรทางไปกับท่านราชทูต. ขอแต่ให้ท่านราชทูตกรุณาส่งข่าวความเคารพของข้าพเจ้าให้บิดามารดาทราบด้วย. การนอกนั้นแล้วแต่ท่านจะโปรด.

ข้าพเจ้าเอนตัวลงนอน เพื่อผ่อนกายพักหลับไปเสียครู่, พอล้มตัวนอนก็พอดีท่านราชทูตมาหา. ข้าพเจ้าตกใจเหลือประมาณ ออกไปต้อนรับท่าน ก้มลงเคารพอย่างสูง ส่วนท่านราชทูตพูดเป็นเสียงบังคับ ซึ่งแต่ก่อนร่อนชะไรมาข้าพเจ้าไม่เคยได้ยิน สั่งให้ข้าพเจ้าตามท่านไปทันที.

ข้าพเจ้าตอบละล่ำละลักว่า ธุระสำคัญยังไม่ทันเสร็จ. แต่พูดยังไม่ทันหมดประโยคท่านก็บังคับให้หยุด.

ท่านบริภาษว่า “เหลวใหล เหลวใหญ่เสียแล้ว ธุระอะไร เรื่องกล่าวเท็จขอให้พอกันที. นี่เจ้าเข้าใจว่าเราไม่รู้เรื่องธุระบ้า ๆ อะไรของเจ้าหรือ? อ้ายเด็กหัวดื้อแก้ตัวว่ายังไปไม่ได้ในทันทีทันใดดั่งนี้ ถึงข้าไม่ได้เห็นเกวียนของเจ้าที่เตรียมบรรทุกของไว้เสร็จแล้ว ข้าก็ต้องรู้ว่าเองโกหก.”

เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่ข้าพเจ้าจะต้องยืนตัวสั่นเลือดขึ้นหน้าด้วยความอาย เพราะความจริงใจมันก็เป็นอย่างเช่นที่ท่านกล่าว. แต่ในเรื่องที่บังคับให้ไปกับท่านโดยทันทีนั้น ท่านถูกข้าพเจ้ายืนกราน ขัดขืนไม่ปฏิบัติตาม กระทำให้ท่านผิดคาด ไม่นึกว่าจะเป็นไปได้. เมื่อท่านเห็นบังคับไม่ได้ ก็เปลี่ยนเป็นขู่, ที่สุดเห็นว่าไม่สำเร็จก็กลายเป็นปลอบ เตือนสติว่าที่บิดามารดาตัดใจให้ข้าพเจ้ามาเมืองนี้ ก็เพราะเชื่อว่าข้าพเจ้าต้องได้รับความคุ้มครองจากท่าน เพราะฉะนั้นการกลับก็คงต้องกลับกับท่าน.

มิใยท่านจะพูด ก็คงไม่สมประสงค์ เพราะข้าพเจ้ารู้อยู่ว่า เมื่อกลับไปแล้วกว่าจะได้กลับมาเห็นหน้าคู่ที่รักอีก ก็ต้องรอจนกว่าทางบ้านเมืองของข้าพเจ้าส่งราชทูตมาครั้งหลังซึ่งคงเป็นเวลาอีกช้านาน, เป็นอันไปไม่ได้. ต้องแสดงความสามารถของข้าพเจ้าให้ท่านบิดาเห็น ว่าลำพังข้าพเจ้าคนเดียวก็อาจคุมเกวียนฝ่าความลำบากและอันตรายไปได้เหมือนกัน.

เป็นความจริง ซึ่งท่านราชทูตได้อธิบายถึงภัยอันตรายต่างๆ อย่างน่ากลัวในระวางทางที่จะไป, แต่คำพูดของท่านไม่เป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าเลย. ในที่สุดท่านเกิดโทสะ ออกไปเสียเฉยๆ. ทั้งนี้ไม่ใช่ความผิดของท่าน และข้าพเจ้าจะต้องได้รับผลอย่างเจ็บแสบเป็นที่สุด เพราะด้วยความหัวดื้อนี้, แต่สำหรับในเวลานั้น กลับรู้สึกโล่งใจเท่ากับได้ปลดความหนักออกจากบ่า. บัดนี้ข้าพเจ้าจะมอบกายใจให้ไว้แก่ความรักของข้าพเจ้าได้บริบูรณ์, นึกอิ่มเอิบใจเช่นนี้ ทำให้ล้มตัวลงนอนหลับได้ง่าย, ไปตื่นขึ้นต่อเมื่อถึงเวลาที่จะต้องเตรียมตัวไปยังลาน ซึ่งมีคู่รักรอคอยเราอยู่.

ข้าพเจ้ากับโสมทัตต์ได้ไปหาคู่รักทุกคืน. ยิ่งคืน ข้าพเจ้ากับวาสิฏฐีผู้ประสพขุมทรัพย์ใหม่ๆ อันเกิดต่อความร่วมรักของเรา ยิ่งทวีความที่อยากพบกันมากขึ้นทุกที. ดวงจันทร์ฉายแสงดูยิ่งสว่าง, หินอ่อนที่มีอยู่รู้สึกว่ายิ่งเย็นชื่นใจ, กลิ่นดอกมะลิซ้อนหอมเย็นยิ่งขึ้น เสียงนกโกกิลายิ่งโหยหวน, เสียงลมพัดถูกกิ่งปาล์ม ทำให้วังเวงมากขึ้น, ตลอดจนกิ่งอโศกที่แกว่งไกวก็มีเสียงดูดั่งจะกะซิบกะซาบกัน: สิ่งเหล่านี้เห็นจะไม่มีเหมือนแล้วตลอดโลก!

เฮอ! ถึงเดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้ายังระลึกและจำต้นอโศกเหล่านั้นได้แม่นยำ ว่ามีอยู่เรียงกันเป็นแถวตลอดไปตามยาวของลานนั้น. และใต้ต้นอโศกเหล่านี้ เราทั้งสองเคยประคองพากันเดิรเล่น จนเราให้สมญาลานนั้นว่า “ลานอโศก,” เพราะต้นไม้ชะนิดนั้นกวีให้ชื่อว่า “อโศก” หรือบางทีเรียกว่า “สุขหฤทัย” ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นต้นอโศกที่ไหนใหญ่โตงามเหมือนกับที่มีอยู่บนลานนั้น. ใบซึ่งคอยสั่นไหวอยู่เสมอ เห็นเป็นเลื่อมพรายเงินเมื่อต้องแสงจันทร์, เมื่อลมโชยมา ก็มีเสียงปานว่าหนุ่มสาวกะซิบกัน, เวลานั้นแม้จะย่างเข้าสู่วสันตฤดู คงยังแตกดอกออกช่อเป็นสีแดงบ้างเหลืองบ้าง แก่อ่อนสลับกันไป. ดูก่อนท่านภราดา, จะด้วยอะไรเล่า ต้นอโศกเหล่านั้นจะไม่งดงามแตกดอกออกช่อชูไสว ทั้งนี้เพราะควงต้นรับกระแสรอยบาทของนางงามเหยียบย่างไปมาอยู่เนืองนิตย์.

คืนอันน่าพิศวงคืนหนึ่ง พระจันทร์กำลังเต็มดวง -ซึ่งข้าพเจ้านึกถึงในเวลานี้ ดูเหมือนว่าพึ่งล่วงไปเมื่อวานนี้- ข้าพเจ้ายืนอยู่ใต้ต้นอโศกกับวาสิฏฐีคู่รัก. ถัดออกไปทางหุบเขาซึ่งมืดครึ้มด้วยเงาไม้ เราทั้งสองมองชมภูมิประเทศที่เลยพ้นออกไปจนสุดสายตา, เห็นแม่น้ำสองสายไหลคดเคี้ยวขนานกันไป ดูดั่งแถบเงินอันอร่าม แผ่ไปบนที่ราบ, แล้วก็ไปประจบกันตรงที่ศักดิ์สิทธ์แห่งหนึ่ง ชาวบ้านเรียกกันว่า “จุฬาตรีคูณ” เพราะเชื่อว่า “แม่คงคาแดนสวรรค์” ลงมาร่วมกับแม่น้ำทั้งสองที่ตรงนี้. อันว่าทางช้างเผือกที่เห็นเป็นทางขาวในท้องฟ้า ที่ในเมืองนั้นเขาเรียกกันว่า “สวรรคงคา.” วาสิฏฐียกมือขึ้นชี้ไปณที่เห็นเป็นทางสว่างขาวอยู่เหนือยอดไม้.

ครั้นแล้ว เราพูดถึงมหาบรรพตหิมพานซึ่งอยู่ไปทางทิศเหนือ และซึ่งแม่คงคาไหลลงมาทางนั้น. อันมหาบรรพตหิมพานนี้ มียอดปกคลุมด้วยหิมะเป็นนิตย์ ย่อมเป็นที่สถิตของทวยเทพ. ตามป่าใหญ่และเหวลึกของหิมพานก็เป็นที่บำเพ็ญพรตของเหล่ามหามุนี. ยิ่งกว่านี้เราพูดถึงแถวทางที่แม่น้ำยมุนาผ่านไหลมา และสาวไปถึงต้นแห่งแม่น้ำนั้น เมื่อนึกแล้วก็บังเกิดปีติยินดี ถึงกับข้าพเจ้าเปล่งอุทานวาจาออกมาว่า “เออหนอ! ถ้าเรามีนาวาทิพย์ทำด้วยมุกดา มีความปรารถนาเป็นใบ มีความอำเภอใจเป็นหางเสือ ได้แล่นเรือลอยละล่องไปในแม่น้ำนั้นขึ้นไปถึงต้นน้ำ, แล้วขอให้เมืองหัสดินบุรี (๑) ที่ล่มจมสาบสูญไปแล้วผุดขึ้นมาอีก ให้ได้ยินเสียงผู้คนในราชวังเฮฮาเล่นสะกากัน, ขอให้ทรายในกุรุเกษตรทุ่งใหญ่ (๒) บรรดาลวีรบุรุษที่ตายในสมรภูมินั้นกลับเป็นขึ้นมา, ให้ได้เห็นภีษมะ ท่านผู้เฒ่ามีเกศาหงอกขาวสวมเกราะเงิน ยืนตระหง่านอยู่บนรถรบ กำลังแผลงศรผลาญปรปักษ์, ให้ได้เห็นพระกฤษณะเป็นสารถีขับรถเทียมด้วยม้าขาว ๔ ตัว ให้พระอรชุนเข้าสู่กลางสมรภูมิ เออ! นึกๆ ก็น่าอิจฉาท่านราชทูตที่เป็นผู้อยู่ในวรรณะกษัตริย์ และเคยเล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษของท่านได้เข้าร่วมกระทำสงครามในคราวนั้นด้วย. แต่ช่างเถิด แม้เราเป็นบุตรพาณิชไวศยวรรม ก็มิใช่จะละเลยต่อวิชชานักรบเสียทีเดียว ได้เคยฝึกหัดชำนิชำนาญมาเหมือนกัน. ถ้ามีดาพอยู่ในมือก็ย่อมสู้ใครๆ ได้ทั้งนั้น ไม่ถอยหนีเลย.”

วาสิฏฐีสวมกอดข้าพเจ้าด้วยความพอใจ และเรียกข้าพเจ้าว่าเป็นวีรบุรุษของนาง, และว่า ที่จริงข้าพเจ้าอาจได้เกิดเป็นวีรบุรุษแล้วด้วยคนหนึ่ง ครั้งมหาภารตยุทธ์ แต่จะได้เกิดเป็นวีรบุรุษคนไหนจะระลึกยังไม่ได้ เพราะยังไม่สามารถได้กลิ่นหอมแห่งต้นประวาลพฤกษ์ (๓) (ในแดนสวรรค์) เหตุด้วยกลิ่นดอกอโศกฟุ้งตลบกลบเสียหมด.

ข้าพเจ้าขอร้องให้นางเล่าถึงลักษณะความหอมแห่งต้นไม้นั้น เพราะยังไม่เคยได้ทราบ. นางจึ่งเล่าเรื่องให้ฟัง ว่าครั้งหนึ่งพระกฤษณะทรงทำสงคราบกับพระอินทร์ รุกไล่ตามขึ้นไปถึงสวรรคโลก, แล้วได้ต้นประวาลพฤกษ์ที่ปลูกไว้บนสวรรค์ เอาลงมาปลูกไว้ในสวนของพระกฤษณ์. ต้นประวาลพฤกษ์มีดอกสีแดงเข้ม (๔) ส่งกลิ่นไปรอบปริมณฑลได้ไกล. ถ้าใครได้กลิ่นดอกประวาล, ก็จะระลึกชาติที่ล่วงไปแล้วนมนานได้ทุกชาติ.

นางกล่าวต่อไปว่า “แต่ก็มีฤษีเท่านั้น ที่สามารถจะได้สูดกลิ่นหอมนี้ในมนุษยโลก,” แล้วพูดเป็นเชิงเย้าว่า “แต่เราทั้งสองคงจะไม่ได้เป็นฤษี ช่างเถิด ถึงเราจะไม่ใช่พระนลและนางทมยันตี เราก็เชื่อแน่ว่าเราทั้งสองย่อมมีความรักไม่แพ้ท่านทั้งสอง, หรือบางทีความรักและความมอบไว้ใจกันนั้น เป็นของจริงมีจริง เว้นแต่จะเปลี่ยนรูปเปลี่ยนชื่อเรียกเท่านั้น. ความรักและความไว้ใจทั้งสองประการนี้เปรียบได้ด้วยเสียงเพลงอันไพเราะแห่งพิณ ซึ่งเราทั้งสองเป็นผู้ดีด แม้พิณจะขาดสาย ก็ขึ้นสายใหม่ได้, ส่วนเสียงเพลงอันไพเราะก็ยังคงไพเราะอยู่อย่างเดิม. จริงอยู่ เสียงเพลงแห่งพิณเครื่องหนึ่ง ย่อมจะไม่เหมือนกันกับเสียงของพิณอีกเครื่องหนึ่ง, เช่นพิณอันใหม่ของฉัน ย่อมมีเสียงหวานเพราะยิ่งกว่าพิณอันเก่า. อย่างไรก็ดี เราทั้งสองก็เป็นเหมือนดั่งพิณ ที่มีเทพเป็นผู้ดีด, กระทำให้เกิดเสียงหวานเพราะขึ้นได้พิณนั้น.”

ข้าพเจ้าค่อยๆ โอบนางแนบไว้กับอก รู้สึกซาบซึ้งในถ้อยคำที่กล่าวนี้. นางยิ้มและคงทราบความในใจของข้าพเจ้า, แล้วพูดต่อไปว่า “ที่จริง ฉันไม่ควรจะคิดเห็นเป็นเช่นนั้น. ฉันจำได้ว่าครั้งหนึ่ง ได้กล่าวคำว่าด้วยความคิดคล้ายๆ เช่นนี้, กระทำให้พราหมณ์ผู้เป็นครูประจำตระกูลโกรธเคืองใหญ่ บอกว่าหน้าที่คิดควรให้ไว้กับพราหมณ์. ผู้หญิงควรมีหน้าที่เพียงบูชากราบไหว้พระกฤษณ์เท่านั้น. เมื่อผู้หญิงถูกห้ามไม่ให้คิด, แต่คงไม่ถูกห้ามในเรื่องความเชื่อ. เพราะฉะนั้นในครั้งนี้ ฉันเชื่อว่าเราทั้งสอง คือพระนลและนางทมยันตีเป็นแน่แท้.”

นางยกมือขึ้นบูชาต้นอโศกซึ่งอยู่ตรงหน้า กำลังมีดอกออกช่อไสว, แล้วกล่าวคำ ดั่งที่นางทมยันตีเคยกล่าว เมื่อระหกระเหินรับความวิโยคเที่ยวตามหาพระนลอยู่ในกลางป่า ได้ร้องถามต้นอโศกว่า:-

๏ อ้าดูอโศกนี้   ศรีไสววิไลตา
อยู่หว่างกลางพนา   เป็นสง่าแห่งแนวไพร ฯ

๏ ชุ่มชื่นรื่นอารมณ์   ลมเพยพัดระบัดใบ
ดูสุขสนุกใจ   เหมือนแลดูจอมภูผา ฯ

๏ อโศกดูแสนสุข   ช่วยดับทุกข์ด้วยสักครา
โศกเศร้าเผาอุรา   อ้าอโศกโรคข้าร้าย ฯ

๏ อโศกโยกกิ่งไกว   จงตอบไปดั่งใจหมาย
ได้เห็นพระฦๅสาย   ผ่านมาบ้างฤๅอย่างไร ฯ

๏ พระนั้นชื่อพระนล   ผู้เรืองรณอริกษัย
เป็นผัวนางทรามวัย   นามนิยมทมยันตี ฯ”

-พระราชนิพนธ์พระนลคำหลวง สรรคที่ ๑๒


เมื่อวาสิฏฐีกล่าวคำของนางทมยันตีแล้ว ก็เงยหน้าดูข้าพเจ้าด้วยดวงตาอันอ่อนหวานเต็มไปด้วยพิศวาส มีหยาดน้ำตาที่ต้องแสงพระจันทร์ส่อง ดูใสเหมือนแก้ววิเชียร, และพูดด้วยกระแสสั่นต่อไป ว่า:-

“เมื่อเธอจากไป และอยู่ห่างไกลแสนไกลจากที่นี่, ขอให้ระลึกถึงภาพความสุขของเราซึ่งมีอยู่ในขณะนี้, แล้วจงนึกว่า ฉันยืนอยู่ที่ตรงนี้ กำลังไต่ถามข่าวคราวจากต้นอโศก, ผิดกันแต่ฉันไม่ได้บอกชื่อแก่ต้นอโศกว่า พระนล แต่บอกชื่อว่า กามนิต”

ข้าพเจ้าโอบกระหวัดนางไว้แนบแน่น ริมฝีปากต่อริมฝีปากใกล้ชิดสนิทแนบ เสียวกระสันเต็มตื้นใจ ไม่สามารถจะสรรคำอะไรมากล่าวได้ถูกต้อง.

ทันใดนั้นมีเสียงอะไรร่วงลงมาจากยอดต้นไม้ที่อยู่เหนือเรา, สักครู่ก็เห็นดอกไม้สีแดงลอยลงมาถูกแก้มเราทั้งสอง ซึ่งเยิ้มชุ่มด้วยน้ำตาแห่งความรัก. วาสิฏฐีหยิบขึ้นดม ยิ้มทั้งน้ำตาแล้วส่งให้ข้าพเจ้า. ข้าพเจ้ารับเอามาแนบไว้กับอก.

ดอกไม้ต้นอื่นๆ ก็ร่วงหล่นตลอดแนว เมทินีซึ่งนั่งอยู่ข้างโสมทัตต์ที่บนม้าไม่ห่างไกลจากเราไปนัก ลุกขึ้นไปเก็บดอกอโศกมาหลายช่อ แล้วเดิรเข้ามาหา, บอกว่า:-

“ดูซี, น้อง, ดอกกำลังจะเริ่มถึงเวลาร่วงแล้ว, อีกไม่ช้าคงเก็บไปต้มสำหรับหล่อนอาบน้ำได้พอ.”

โสมทัตต์สหายเสือกของข้าพเจ้าพูดสอดขึ้นว่า “อะไร! ดอกไม้เหลืองนี่หรือ? วาสิฏฐีคงไม่เอาไปต้มน้ำอาบดอก. ขอรับรองว่านางคงจะใช้ต้มสำหรับอาบ ก็แต่ดอกที่เป็นสีแดง ชะนิดที่กามนิตสหายเรากำลังเอาแอบซ่อนไว้ในเสื้อ. เพราะสีเหลืองหญ้าฝรั่น คือความรัก เห็นได้ง่าย แต่ว่าจางเร็ว, ส่วนสีแดงชาด ถ้าสีไม่ตกก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ง่ายในตัว;” แล้วตัวเขากับเมทินีก็หัวเราะเป็นนัย ๆ.

วาสิฏฐียิ้มน้อย ตอบอย่างเบา แต่ทว่ากดมือข้าพเจ้าไว้แน่น ว่า:-

“ท่านโสมทัตต์, ท่านเข้าใจผิดถนัด. ความรักของฉันจะเปรียบด้วยสีดอกไม้ไรๆ ไม่ได้. เพราะฉันได้ยินกล่าวกันว่า ความรักที่แท้จริงไม่ใช่สีแดง, ย่อมมีสีดำดั่งสีนิลเหมือนดั่งสีศอพระศิวะ เมื่อทรงดื่มพิษร้ายเพื่อรักษาโลกไว้ให้พ้นภัย. ความรักแท้จริง ต้องสามารถต้านทานพิษแห่งชีวิต, และต้องเต็มใจยอมลิ้มรสที่ขมขื่นที่สุด เพื่อเสียสละให้ผู้ที่เรารักคงชีพอยู่. และเพราะด้วยความขมขื่นที่สุดนี้ ความรักย่อมเต็มใจเลือกเอาสีนิลคือความขมขื่นไว้ ดีกว่าจะเลือกเอาสีอื่น คือมุ่งแต่จะหาความบันเทิงสุขอย่างเดียว.”

วาสิฏฐีคู่รักของข้าพเจ้า ได้พูดเป็นหลักนักปราชญ์ที่ใต้ต้นอโศก ด้วยประการฉะนี้.

.

.
๑. หัสตินาปุระ, เมืองหลวงของพวกเการพในมหาภรต. ↩

๒. สนามรบที่พวกปาณฑพกับพวกเการพทำสงครามกันครั้งมหาภรต. ↩

๓. ต้นฉะบับเขียนว่า Coral tree ซึ่งเคยแปลกันว่าต้นทองหลาง, แต่ในที่นี้ได้ความว่าเรียกประวาลพฤกษ์ (ตรงตามศัพท์ที่แปลออกเป็นภาษาอังกฤษ), หรือต้นปาริชาตินั่นเอง ซึ่งใครได้กลิ่นก็ระลึกชาติได้. ↩

๔. สีเป็นดอกทองหลาง ↩
.

.....................




Title: Re: กามนิต - ภาคหนึ่ง บนดิน - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป
Post by: ppsan on 14 March 2026, 21:03:18

เจ็ด ในหุบเขา


ชายอาคันตุกะเล่าเรื่องถึงตอนที่แล้วมา ซึ่งเท่ากับฟื้นความหลัง ทำให้เต็มตื้นใจจนถึงนิ่งอั้นไปเป็นครู่หนึ่ง, เอามือประทับหน้าผากถอนหายใจยาวแล้ว จึ่งเล่าเรื่องต่อไป:-

ดูก่อนภราดา, สรุปเรื่องที่เล่ามาแล้ว คือข้าพเจ้าได้ไปหาคู่รักทุกคืนขาดเสียไม่ได้เลย ประหนึ่งว่าตกอยู่ในห้วงความเมากามสุข และดูเหมือนว่าเท้าจะไม่ได้ถูกดินฉะนั้น. ครั้งหนึ่งอดอยู่ไม่ได้ ต้องหัวเราะออกมาดังๆ ที่เคยได้ยินบางคนพูดว่าโลกเรานี้มีแต่ทุกข์ และยังจะคิดหนีโลกไม่ปรารถนามาเกิดอีกเล่า. ข้าพเจ้าร้องว่า “โสมทัตต์, คนเรานี่บางคนช่างโง่บัดซบจริง ดูเหมือนว่าโลกเรานี้จะหาที่มีความสุขเลิศยิ่งกว่าลานอโศกนี้ เป็นไม่มีแล้ว.”

แต่ข้างล่างแห่งลานอโศกลงไป เป็นเหวลึก คือหุบเขา.

ข้าพเจ้ากับโสมทัตต์กำลังป่ายปีนอยู่ขณะที่กล่าวคำข้างต้นนี้, และดูเป็นทีจะให้ข้าพเจ้าทราบว่าความสุขของโลก ก็มีความทุกข์เกิดเป็นคู่ปรับกันไป. เพราะในขณะนั้นเอง มีผู้ร้ายหลายคนกลุ้มรุมทำร้ายเรา. ผู้ร้ายจะมีกี่คนไม่ทราบ เพราะมืดตื้อมองไม่เห็นตัวกัน. เคราะห์ดีอยู่หน่อย ที่ได้ชัยภูมิด้านหลังเป็นหิน: เอาหลังยันหันหน้าเข้าสู้ศัตรูได้สะดวก ไม่ต้องพะวงการสะกัดหลัง. เมื่อรู้สึกดั่งนี้ก็ใจชื้นไม่เสียสติ, เริ่มรับมือศัตรูเพื่อป้องกันชีวิตและความรัก กันฟัดสงบเงียบคอยที และเอาอาวุธออกกวัดแกว่งทิ่มแทงอย่างใจเย็น. แต่ปรปักษ์ของเราร้องเอะอะดั่งปิศาจ เพื่อกะตุ้นพวกของมันให้รุกหน้า. สังเกตตามเสียงพวกศัตรูเห็นจะมีจำนวน ๘ หรือ ๑๐ คน. ถึงแม้พวกมันจะรู้รสว่ามาเผชิญต่อนักฟันดาพอย่างชำนาญ คือเราทั้ง ๒ คนก็ดี, กะนั้นฐานะของเราก็ไม่สู้จะดีนัก. พวกมัน ๒ คนถูกอาวุธของเราล้มกลิ้งไปปะทะพวกมันเอง, กระทำให้อ้ายเหล่าร้ายที่เหลือทำการไม่ได้ถนัด: กลัวจะไปสะดุดพวกมันเอง จะเสียหลักให้โดนอาวุธของเราได้ง่าย. สังเกตว่าพวกมันถอยห่างไปสักสองสามก้าว, เพราะไม่ได้ยินเสียงมันหายใจรดหน้าเราเหมือนก่อน ๆ.

ข้าพเจ้ากะซิบบอกโสมทัตต์ ๒-๓ คำ, แล้วเราขยับถอยเลี่ยงข้างไป ๓-๔ ก้าว, เพื่อลวงศัตรูให้มันเข้าใจว่าเรายังอยู่ในที่เดิม, มันได้พุ่งปราดแทงเข้ามาตรงนั้น, ปลายดาพได้กะแทกเข้ากับหินงอหัก, ฝ่ายเราจะทิ่มแทงเสียบชายโครงได้ง่ายดาย, เวลาเราเลื่อนย้ายที่ ได้พยายามไม่ให้มีเสียงแม้แต่น้อย. แต่จะเป็นด้วยมันหูไวได้ยินหรืออย่างไรไม่ทราบ, มันจึงไม่พุ่งใส่ไปตรงที่ซึ่งเราย้ายมา. ทันใดนั้นเห็นแสงไฟเป็นเส้นนิดไปติดอยู่ที่ผนังหิน, เหลียวดูก็เห็นเป็นแสงออกมาจากที่อะไรอย่างหนึ่งซึ่งใช้ต่างตะเกียง, แลเห็นจมูกและนัยน์ตา โผล่ออกมาจากผ้าคลุม.

ไม้ไผ่ที่เราใช้สำหรับป่ายปีนยังอยู่ในมือซ้ายข้าพเจ้า. ข้าพเจ้าเอาไม้ไผ่ทิ่มออกไปเต็มแรงตรงที่เห็นว่าเป็นคน. เสียงร้องแหลม, และแสงสว่างก็ดับวับ แล้วได้ยินเสียงดังปุ, เป็นอันแสดงให้เป็นเป็นพะยานว่าฝีมือพุ่งหลาวได้ผลสมประสงค์, ในตอนที่พวกมันตกตะลึงกันนี้เอง เราได้ช่องรีบสาวก้าวหนีไปยังทางที่เรามา. พวกเราชำนาญลู่ทางได้ดี เพราะขึ้นลงเสียจนเจน จึ่งทราบว่าตอนที่หนีต่อไปเป็นซอกเขาแคบเข้า มีหนทางที่จะป่ายปีนขึ้นไปได้ง่ายกว่าที่แล้วมา. เป็นคราวเคราะห์ดีที่อ้ายเหล่าร้ายเลิกไล่ตามมาเพราะมืดมาก. ส่วนข้าพเจ้าชักจะหมดกำลัง รู้สึกว่ามีบาดแผลหลายแห่งโลหิตไหลออกมาก. สหายข้าพเจ้าก็ต้องอาวุธเหมือนกัน แต่ไม่ฉกรรจ์เท่ากับข้าพเจ้า.

ครั้นลงมาถึงที่ราบได้แล้ว, ก็ฉีกเสื้อผ้าเอามาพันแผลชั่วคราว. ข้าพเจ้าเกาะโสมทัตต์พะยุงตัวกลับมาถึงบ้านได้, และต้องนอนเจ็บอยู่กับที่หลายสัปดาหะ.

ข้าพเจ้าต้องนอนป่วย มีความเดือดร้อนถึงตรีคูณ: ไหนแผลที่ถูกอาวุธจะเป็นพิษปวดรวดเร้า มีไข้เข้าแทรกทับ, ไหนจะคิดถึงคู่รักแทบใจขาด, ซ้ำยังเกิดปริวิตกอย่างใหญ่เข้ามาถม กลัวนางจะต้องเจ็บไข้ได้ทุกข์ถึงแก่ชีวิต เพราะรูปร่างแบบบางราวกับดอกไม้อันแบบบาง. ไฉนจะทนฟังข่าวเรื่องข้าพเจ้าเจ็บหนักอยู่ได้. เมทินีผู้ภักดีได้เยี่ยมเยือนส่งข่าวทั้งสองฝ่ายให้ทราบทุกวัน ซ้ำไม่ลืมนำเอาความรักความคิดถึงมาเล้าโลมใจเสมอ ได้ส่งดอกไม้ฝากไปมา จนข้าพเจ้ากับวาสิฏฐีสามารถใช้พูดกันด้วยเครื่องหมายของดอกไม้ได้ชำนาญ. ต่อมาเมื่อกำลังค่อยฟื้นดีขึ้นอย่างเดิมบ้างแล้ว, ก็บอกข่าวกันทางกาพย์กลอนอันไพเราะ. ความเป็นไปเพียงที่เล่านี้ก็จะพอทนนอนเจ็บอยู่ได้, แต่บังเกิดเหตุการณ์ขึ้นอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้วิตกถึงกาลภายหน้ามาก.

ข้าพเจ้าจะขอกล่าวในที่นี้ด้วย ว่าเรื่องที่เราถูกประทุษร้ายนี้ไม่ใช่ลี้ลับที่จะไม่รู้ว่าใครเป็นผู้คิดร้าย. แท้จริงผู้ที่คิดคืออ้ายสาตาเคียรบุตรประธานมนตรี ซึ่งเป็นผู้ที่เข้ามาแย่งลูกคลีจากข้าพเจ้าในอุทยานบ่ายวันที่ข้าพเจ้าไม่ลืมเลย. มันเองเป็นผู้จ้างอ้ายเหล่าพาลมาทำร้ายทั้งนี้มิใช่อื่นไกล คงเป็นเพราะมันสังเกตเห็นข้าพเจ้าไม่ได้กลับไปกับท่านราชทูต เกิดความสงศัย คอยด้อมสะกดรอยดูอยู่จนทราบว่าไปที่ลานบ้านนายช่างทองเสมอทุกคืน.

อนิจจา ลานอโศกของเรานี้หนอ บัดนี้มากลายเป็นเหมือนเกาะที่จมหายลงไปทะเลเสียแล้ว จริงอยู่ ข้าพเจ้าอาจสละชีวิตเพื่อขึ้นไปหานาง และถึงแม้ว่าวาสิฏฐีจะฝ่าอันตรายออกมาพบด้วยทุกคืน: ดั่งนี้ก็ไม่ว่า. แต่รูปการมิได้เป็นไปเช่นนั้น, เพราะอ้ายสาตาเคียรทุรชาติ คงนำความไปบอกเล่าเรื่องเราลอบพบปะกัน แก่บิดามารดาของนางเป็นแน่. ด้วยต่อมาไม่ช้า ก็ปรากฏว่าวาสิฏฐีถูกกักตัวไม่ให้ออกมาเที่ยวเล่นที่ลานในเวลาเมื่อพระอาทิตย์ตกแล้ว, อ้างว่าจะเป็นอันตรายแก่ร่างกาย เพราะพึ่งหายเจ็บได้ใหม่ ๆ.

ด้วยประการฉะนี้ ความรักของเราก็เสมือนไร้ที่อาศัยเสียแล้ว. แต่ก่อนนี้อาจพบกันได้ลับๆ ไม่มีใครรู้และไม่ต้องกลัวใครเห็น, บัดนี้จะพบกันได้ก็แต่ในที่เปิดเผย ให้โลกเห็นได้สะดวก. ข้าพเจ้าได้พบวาสิฏฐีอีกครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง คล้ายกับว่าจะประจวบพบกันที่ในอุทยาน ซึ่งเราได้เคยพบกันเมื่อก่อนนี้เป็นครั้งแรก. อนิจจา! ถึงได้พบกันก็เหมือนว่าไม่ได้พบ เพราะลอบพูดกันได้อย่างเร่งร้อนเพียง ๒-๓ คำเท่านั้น ด้วยมีคนตั้งร้อยตาพันตาคอยมองดูเรา. วาสิฏฐีได้ร้องขอให้ข้าพเจ้าออกจากเมืองไปเสียทันที ด้วยจะมีอันตรายร้ายแรงมาสู่ข้าพเจ้า. นางแสดงปริเทวนา ว่าไม่ควรเลยที่นางดื้อดึงหน่วงเหนี่ยวข้าพเจ้าไว้มิให้ออกจากเมืองไป จนเป็นเหตุให้ข้าพเจ้า ณบัดนี้ตกอยู่ในปากแห่งมฤตยูเสียแล้ว. บางทีในเวลาที่กำลังพูดนี้เอง อาจมีผู้ร้ายใหม่อีกพวกหนึ่ง มีผู้จ้างให้มาเอาชีวิต หากข้าพเจ้าไม่ไปเสียจากเมืองทันที เพื่อให้พ้นภัย, ก็เท่ากับนางเป็นผู้ฆ่าคู่รักของนางเอง. นางกลั้นความสะอื้นไว้ในอกจนสะอึกพูดไม่ออก. ข้าพเจ้าได้แต่ทำเฉย จะเข้าไปประคองปลอบประโลมหรือเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาพรากๆ ก็ไม่กล้า, จำเป็นจำใจแท้ๆ แต่ที่จะพรากจากนางไปแต่บัดนั้น ข้าพเจ้าเหลืออดทนได้, จึงบอกว่าไหนๆ ก็ต้องจากกันไปนาน จะหาช่องพบพูดจากันสองต่อสอง เพื่อฝากฝังความรักได้อย่างไรบ้าง.

วาสิฏฐีทำกิริยาหน้าละห้อยดูเหมือนหมดปัญญา. พอดีขณะนั้นจำเป็นต้องผละจากกันไป, เพราะมีคนเดิรมาหลายคน. แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังเชื่อในปัญญาของคู่รัก ว่าคงจะหาอุบายให้ได้พบกันอย่างใดอย่างหนึ่ง. ฝ่ายนางกำลังวิตกถึงชีวิตข้าพเจ้าจะเป็นอันตราย คงจะได้ปรึกษาหารือกับเมทินี ซึ่งเป็นผู้มีปัญญา. ความข้อนี้ ข้าพเจ้าเดาไม่ผิด, เพราะในคืนนั้นเอง โสมทัตต์มาบอกถึงอุบายของนางที่ได้ดำริไว้ ซึ่งเห็นผลสมดั่งมุ่งหมายอย่างแน่แท้.

.

....................


แปด ดอกฟ้า

ณที่ถัดหลังกำแพงกรุงโกสัมพีด้านตะวันออกไปเล็กน้อย มีป่าไม้สีเสียดอันงาม ซึ่งที่ถูก เป็นป่าไม้อันศักดิ์สิทธิ์. ภายใต้ป่าไม้อันโปร่งร่มรื่นนี้ มีเทวาลัยซึ่งในเวลานั้นปรักหักพังเต็มที ไม่เคยมีใครไปทำพลีบูชาณสถานศักดิ์สิทธิ์ของบุราณนี้ นมนานมาแล้ว. เพราะพระกฤษณะซึ่งสิงสถิตในเทวาลัย ได้มีผู้สร้างเทวาลัยที่ใหญ่กว่าถวายใหม่ในกรุงเสียแล้ว, เพราะฉะนั้น เทวาลัยของเก่าจึงทรุดโทรม; มีแต่นกเค้าแมวคู่หนึ่ง กับหญิงแก่ผู้วิเศษคนหนึ่งอาศัยอยู่เท่านั้น. หญิงผู้นี้มีคนนับถือว่าติดต่อกับพวกภูตผี สามารถใช้มันดูเหตุการณ์ภายหน้าของบุคคลที่มาบูชาและซักถามได้ถูกต้อง. เพราะฉะนั้น ในเวลาเย็นๆ จึ่งมีประชาชนทั้งหญิงชายพากันไปหาเป็นอันมาก รวมทั้งหนุ่มสาวที่มีเรื่องโรครักรวมอยู่ด้วยไม่น้อย. หญิงผู้วิเศษคนนี้ มีผู้กล่าวขวัญว่าแกเป็นแม่มดหมอผี. แต่แกจะเป็นอะไรก็ตาม, ข้าพเจ้าและวาสิฏฐีก็ต้องการความช่วยเหลือจากแกอยู่, เพราะฉะนั้น เราทั้งสองจึงเลือกเอาเทวาลัยน้อยที่แกอาศัยอยู่เป็นที่นัดพบกัน.

รุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเอาโคเทียมเกวียนออกเดิรทาง กะเวลาไปให้เหมาะกับเวลาที่ประชาชนไปจ่ายตลาดหรือไปศาลว่าความ. ที่กะไปในเวลาพลุกพล่านเช่นนี้ และคุมกองเกวียนจงใจไปในถนนซึ่งเป็นที่ประชุมชน ก็เพื่อให้สาตาเคียรตัวศัตรู เห็นหรือทราบว่าข้าพเจ้าได้ออกจากกรุงไปแล้ว. ข้าพเจ้าออกเดิรทางไปสักสองสามชั่วโมง ก็หยุดพักเพื่อค้างคืนที่หมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่ง, พลอยทำให้บริวารของข้าพเจ้าดีใจมาก. ก่อนเวลาค่ำเล็กน้อย ข้าพเจ้าจัดแจงแต่งตัวปลอมเป็นคนใช้ และกะโดดขึ้นหลังม้าย้อนกลับไปกรุงโกสัมพีตามทางที่มาแล้ว.

เวลาค่ำแล้ว กว่าข้าพเจ้าจะไปถึงป่าสีเสียด ก็เป็นเวลามืดทีเดียว. ขณะชักม้าไปในระวางต้นไม้ ได้กลิ่นดอกบัวซึ่งบานเผยส่งมาจากสระพระกฤษณของโบราณ ประหนึ่งต้อนรับข้าพเจ้าให้ชื่นใจ. อีกไม่สู้ช้า ก็เห็นยอดหลังคาคร่ำคร่าของเทวาลัย อันมีเทวรูปอยู่ในนั้นมากมาย, เห็นรูปนอกเว้าๆ แหว่งๆ อยู่ภายใต้ท้องฟ้าอันเต็มไปด้วยดวงดาว. ข้าพเจ้าไปถึงที่กำหนดนัดแล้ว พอลงมาจากหลังม้าก็พอดีสหายรักของข้าพเจ้าเข้ามาถึง. วาสิฏฐีและข้าพเจ้าต่างออกอุทานด้วยดีใจ แล้วโผเข้าหากัน เพราะได้มีหวังพบกันอีก. ข้าพเจ้ามาระลึกถึงเหตุการณ์ที่เล่านี้ ยังจำได้เป็นเงาๆ ว่าเราทั้งสองมิได้พูดถึงเรื่องอื่น นอกจากกะซิบกะซาบแสดงความรักความอาลัยต่อกัน ลืมสิ่งอื่นๆ เสียหมดสิ้น, จนตกใจสะดุ้ง ด้วยมีปีกสัตว์กะพือพัดผ่านหน้าข้าพเจ้าไป, ประกอบด้วยเสียงปีกที่กะพือกับเสียงนกแสกที่แถกถาไป, และต่อไปก็ได้ยินเสียงเป็นเสียงระฆังแตก กระทำให้เรารู้สึกตื่นจากภวังค์แห่งความรัก. เหตุที่มีเสียงระฆัง เพราะเมทินีเป็นผู้สั่นกระทำให้นกแสกตกใจบินหนีไป. เมทินีนางผู้มีใจอารี สั่นระฆังให้เรารู้ตัว, เพราะได้เห็นหญิงผู้วิเศษเดิรดุ่มเข้ามาแสดงกิริยาโกรธ ด้วยแกได้ยินเสียงใครมาพูดกันอยู่ในบริเวณที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยไม่เคาะหรือสั่นระฆังให้รู้.

เมทินีแจ้งแก่หญิงชราสมัยโบราณ ว่านางได้ยินชื่อเสียงเกียรติคุณของแกว่าเป็นผู้บริศุทธ์ มีความรู้เป็นมหัศจรรย์, นางกับชายหนุ่มคนนี้ -ชี้ไปทางโสมทัตต์- จึงอุตสาห์พากันมาเพื่อใคร่รู้ถึงเหตุการณ์ภายหน้า หญิงผู้วิเศษเงยหน้าตากวาดไปในท้องฟ้า แล้วออกความเห็นว่า เวลานี้ดาวกฤตติกากำลังอยู่ในราศีอันเป็นสิริร่วมดาวเหนือ, แกจึ่งหวังว่าทวยเทพคงทรงช่วยเหลือ, ว่าแล้วเชิญคนทั้งสองให้เข้าไปในเทวาลัยพระกฤษณ ผู้มีชายาในขณะเดียวกันถึงหมื่นหกพันร้อยคน (โดยแบ่งภาคเท่าจำนวนชายา) และทรงยินดียังความปรารถนาให้คู่รักสำเร็จ. ส่วนข้าพเจ้ากับวาสิฏฐี ซึ่งทำทีว่าเป็นคนใช้คอยอยู่ข้างนอก.

เมื่ออยู่แต่ลำพังสองต่อสอง เราก็ให้ปฏิญญาแก่กันว่า นอกจากมัจจุราชจะคร่าพาเอาตัวไป เราทั้งสองจะซื่อสัตย์ไม่พรากจากกันไป, เมื่อข้าพเจ้ากลับไปบ้านเมืองแล้ว พอสิ้นฤดูฝนก็จะรีบกลับมา. ได้ปรึกษาหารือถึงหนทางที่จะให้บิดานาง ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีมั่งคั่งที่สุด ยินยอมให้เราทั้งสองได้อยู่ร่วมสมัครสโมสร. พูดกันพลาง เราก็สวมกอดจุมพิตด้วยความปลาบปลื้มใจจนน้ำตาไหล. ดูกรท่าน, ในเวลาบัดนี้ข้าพเจ้าจำได้รางๆ ยังไม่ลืม แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถจะพูดถึงความรู้สึกของเราในครั้งนั้นให้ถูกได้อย่างไร นอกจากท่านจะได้ประสพมากับตัวเอง.

เวลาดูช่างล่วงไปรวดเร็วเหลือเกิน เพราะไม่ช้าโสมทัตต์กับเมทินี ก็ออกมาจากเทวาลัย หญิงผู้วิเศษรับอาสาจะทำนายความเป็นไปของเราในภายหน้าให้ทราบ. แต่เมทินีสะดุ้งหดตัว ออกอุทานว่า “โอ๊ย! ถ้าเหตุการณ์ภายหน้ามีแต่ร้าย, ฉันจะทนทรมานอยู่อย่างไรได้?”

หญิงวิเศษผู้หวังดีตอบว่า “จะร้ายไปได้อย่างไร? ดูชาตาก็บอกว่าดี ไม่มีร้ายอย่างไร.”

แต่วาสิฏฐีไม่สู้เชื่อ สะอื้น โผกอดคอข้าพเจ้าไว้, แล้วพูดว่า “โอย! ฉันรู้สึกเป็นลางเห็นเหตุการณ์ภายหน้าของเราจะไม่สู้ราบรื่นนัก: ให้หวั่นว่าเมื่อจากกันไปแล้วฉันจะไม่ได้เห็นเธออีก”

ข้าพเจ้าได้ยินอย่างนี้ รู้สึกใจสลดเหี่ยวลงวาบ เกรงจะเป็นจริงเอาเช่นนั้น, ได้พยายามแข็งใจแสดงเหตุผลแก่นางว่าคงจะไม่เป็นเช่นนั้น. แต่ก็ไม่สำเร็จผล นางกลับมีน้ำตาไหลลงพราวแก้ม มองดูข้าพเจ้าด้วยความรักความละห้อย, คว้ามือข้าพเจ้าทาบไว้ที่อุระตน พลางพูดว่า “หากเราจะไม่พบกันอีกในโลกนี้, เราก็จะรักษาความซื่อสัตย์ต่อกันตลอดไป: มิใช่ฤๅเธอ? เมื่อชีวิตอันสั้นและล้วนเป็นทุกข์อยู่ในโลกนี้สิ้นไปแล้ว, ก็ขอให้เราทั้งสองไปพบกันในวิมานสวรรค์ ร่วมสุขกันต่อไป กามนิต เธอจงให้สัญญาข้อนี้แก่ฉันหน่อย, จะทำให้ฉันชุ่มชื่นใจต่อสู้ต่อความทุกข์ที่อาจมีมาได้ดีกว่าถ้อยคำอันเล้าโลมอย่างอื่น. เพราะขึ้นชื่อว่ากรรม เราจะหลีกลี้หนีไม่พ้น ต้องปล่อยไปตามกรรม เหมือนดั่งกระแสน้ำที่พัดพาเอาต้นอ้อลอยไปฉะนั้น.”

ข้าพเจ้าตอบว่า “วาสิฏฐียอดรัก, ถ้าจะต้องอาศัยความเป็นไปของกรรม, ไฉนเราจะได้พบกันเล่า? แต่ให้เราหวังว่าจะได้พบกันใหม่ในโลกนี้ดีกว่า.”

วาสิฏฐี “ในโลกนี้มีแต่สิ่งมายาไม่แน่นอน. แม้แต่เวลาที่เราพูดกันอยู่ขณะนี้ก็ไม่ใช่ของเรา, จะมีแน่อยู่ก็แต่ในสวรรค์.”

ข้าพเจ้า - “สวรรค์มีฤๅ? ถ้ามีอยู่ที่ไหน?”

วาสิฏฐี - “สวรรค์อันมีความสว่างรุ่งเรืองหาเขตต์มิได้นั้น มีอยู่ทางทิศตะวันตก. ถ้าผู้มีใจเด็ดเดี่ยวรู้สึกเบื่อหน่ายในสิ่งซึ่งเป็นวิษัยโลก, แล้วตั้งจิตต์เป็นสมาธิมุ่งแต่สถานอันเป็นบรมสุข, ก็จะได้ไปจุติอยู่ในดอกบัวบนแดนสวรรค์. ผู้ใดมุ่งแต่สวรรค์, ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดดอกไม้ทิพย์ขึ้นในน้ำอันศักดิ์สิทธิ์ในทะเลแก้ว ความตรึกนึกที่บริศุทธิ์ทุกครั้ง ความดีที่กระทำทุกเมื่อ เป็นเหตุให้ดอกไม้ทิพย์นั้นเจริญยิ่งขึ้น. ถ้าความคิดวาจาและการกระทำเป็นไปในทางชั่ว, ก็จะเป็นเหมือนดั่งหนอนที่บ่อนไส้ให้ดอกไม้ทิพย์นั้นเหี่ยวแห้งไปโดยเร็ว.”

เมื่อนางพูดดั่งนี้ ดวงตาก็ดูวาวดั่งแสงโคมที่เทวาลัย, เสียงที่พูดก็กังวานหวานดั่งเสียงดนตรี; แล้วนางยกมือชี้ไปทางยอดต้นสีเสียดที่เห็นดำถมึนทึน ตรงท้องฟ้าที่มีทางช้างเผือก เห็นสกาววาวราวกับเศวตศิลาพาดเป็นทางไปในนภากาศ ซึ่งมีดวงดาวพราวพร่างดูดั่งเทวดาผู้วิเศษไปโปรยไว้.

นางร้องว่า “ดูซี, กามนิต, นั่นคือแม่คงคาในสถานสวรรค์. ขอให้เราปฏิญญาต่อพระคงคาในสวรรค์ ซึ่งมีน้ำขาวดั่งเงินยวง เป็นที่เลี้ยงดอกบัวในทะเลบนสวรรค์โน้น. ให้เรามุ่งดวงจิตต์แน่วแน่ เตรียมการไปประสพสุขอยู่นิรันดรกาลบนนั้นเถิด.”

ข้าพเจ้าได้ตื่นใจอย่างไรพูดไม่ถูก บังเกิดความซาบซึ้งเข้าไปในดวงใจ, ยกมือขึ้นประสานกับของนาง รู้สึกประหนึ่งว่าดวงใจของเราทั้งสอง ในทันทีทันใดลอยขึ้นอยู่เหนือความทุกข์แห่งโลกนี้ ขึ้นไปจุติอยู่ในดอกฟ้าบนสวรรค์ อันกอปรแต่ความบันเทิงรักหาเขตต์สุดมิได้.

ครั้นแล้ว วาสิฏฐี ดูเหมือนว่าหมดแรงกำลังที่จะเบ่งความรู้สึกในดวงจิตต์ ทรุดตัวลงในอุ้งแขนข้าพเจ้า, เงยหน้าแสนละห้อยเผยอขึ้นจุมพิตข้าพเจ้าเป็นการลาครั้งสุดท้าย แล้วก็ผงะหงายสิ้นสมฤดี.

ข้าพเจ้าค่อยประคองนางมาส่งไว้ในอุ้งแขนของเมทินี, แล้วกะโดดขึ้นหลังม้าห้อออกจากที่นั้นไป ไม่กล้าจะเหลียวหลังมาดูแม้แต่ครั้งเดียว.

.

.....................


เก้า ใต้ดาวโจร


เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านที่คนของข้าพเจ้าพักแรมคืนอยู่นั้น, ข้าพเจ้าไม่รั้งรอรีบปลุกคนใช้ให้ตื่น. แต่กว่าจะรุ่งสว่างก็อีกตั้งสองสามชั่วโมง พอสว่างก็ออกเดิรทาง.

รอนแรมมาได้ถึงวันที่ ๑๒ เวลาประมาณเที่ยงวัน ก็ถึงหุบเขาร่มรื่นมาก อยู่ในแดนหมู่ไม้แห่งแคว้นเวทิส. มีแม่น้ำน้อย น้ำใสดั่งแก้ว, ไหลเอื่อยวกเวี้ยวไปในทุ่งอันเขียวชะอุ่มตรงที่ลาดน้อยๆ ซึ่งมีไม้ต้นต่ำออกดอกดกดูดั่งดาดไว้ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ. ณที่แห่งหนึ่ง อยู่ในราวกลางหุบเขา ไม่สู้ห่างจากแม่น้ำน้อยนั้นนัก, มีต้นไทรใหญ่ใบหนาทึบ เป็นเงาปกคลุมลานหญ้าซึ่งเขียวดั่งมรกตให้ร่มรื่น, ส่วนรากที่ย้อยลงมาเป็นต้นน้อยๆ มีจำนวนนับได้ตั้งพันต้น, กลายเป็นสุมทุมพุ่มไม้มหึมา สามารถให้กองเกวียนอย่างของข้าพเจ้าตั้งสิบเท่าพักอาศัยได้อย่างสบาย.

ข้าพเจ้าจำที่นี้ได้ดี, ครั้งเมื่อเดิรทางผ่านมาทางนี้ในเที่ยวขาไปกรุงโกสัมพี, และได้ตกลงใจจะหยุดพักแรมณที่ตรงนี้. เพราะฉะนั้นจึงสั่งให้หยุด ปลดโคออกจากแอก ปล่อยให้ลุยลำธารลงไปดื่มน้ำที่ใสเย็น เพราะเมื่อยล้าหิวระหายมานานแล้ว, และกินหญ้าอ่อนที่ขึ้นเขียวอยู่สองข้างลำธาร. ส่วนคนใช้ก็พากันลงไปอาบน้ำชำระกายให้ชุ่มชื่น, แล้วเก็บกิ่งไม้แห้งมาทำฟืนจุดไฟหุงต้มอาหาร. ส่วนข้าพเจ้าได้อาบน้ำเบิกบานใจแล้ว ก็นอนแผ่ตามสบายใจใต้โคนไทรตอนที่ร่มรื่นที่สุด, ถือเอารากไทรที่ผุดพ้นดินเป็นหมอนหนุนนอนอย่างสำราญ เพื่อจะได้นึกถึงวาสิฏฐี แล้วจะได้เคลิ้มหลับและฝันเห็น. ความจริงก็เป็นเช่นนั้น พอม่อยหลับก็ฝันเห็นวาสิฏฐีมาจูงมือข้าพเจ้าเลื่อนลอยขึ้นไปสู่เมืองสวรรค์!

ทันใดนั้นมีเสียงเอะอะตึงตัง กระทำให้สะดุ้งตกใจตื่น, ลืมตาแลเห็นคนถืออาวุธเป็นจำนวนมากมาล้อมแน่น คล้ายกับว่ามีผู้วิเศษนิรมิตให้มีขึ้น. มิหนำซ้ำ ตามสุมทุมพุ่มไม้ที่ถัดไป ก็มีจำนวนคนเพิ่มกันแน่นมา. พวกเหล่านี้เข้ามาถึงเกวียนที่ข้าพเจ้าสั่งให้ล้อมวงต้นไม้ไว้, และกำลังต่อสู้กับคนของข้าพเจ้าซึ่งล้วนเป็นคนเคยชินต่อการย์นี้. จึ่งได้ต่อสู้ต้านทานด้วยความกล้าหาญ. ในไม่ช้าข้าพเจ้าก็ร่วมมือเข้าไปต่อสู้อยู่ด้วย. พวกโจรเหล่านี้ที่ถูกข้าพเจ้าประหารเสียก็สองสามคน. ขณะนั้นเห็นโจรคนหนึ่ง รูปร่างสูงใหญ่ เคราดก มีหน้าตาดุร้ายน่ากลัว, ร่างกายตอนบนเปลือย มีนิ้วแม่มือคนร้อยเป็นพวง คล้องคอไว้เป็นสามสาย. ในทันทีทันใด ข้าพเจ้าก็ระลึกได้ ว่าโจรคนนี้ เห็นจะเป็นองคุลิมาล จอมโจรดุร้ายใจทมิฬเที่ยวปล้นสะดมเผาผลาญบ้านช่องตามนิคมหมู่บ้านมานักต่อนักแล้ว จนที่บางแห่งรกร้างไม่มีใครกล้าอยู่; ถ้าพบปะผู้ใดถึงไม่มีความผิด ก็จับฆ่าเสีย แล้วตัดนิ้วแม่มือเอามาร้อยเป็นมาลัยคล้องคอ. ข้าพเจ้าเชื่อว่า วันนี้คงเป็นวาระสุดท้ายของข้าพเจ้า เพราะโจรใจร้ายได้ฟันเอาดาพที่ถืออยู่ในมือข้าพเจ้าหลุดไปทันที, ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นแล้วข้าพเจ้าอาจอวดได้ว่า คงไม่สามารถที่จะฟันจนดาพจนหลุดจากมือได้. ในไม่ช้าข้าพเจ้าเสียทีถูกจับตัวล่ามโซ่ทั้งเท้าและมือ นอนกลิ้งอยู่บนดิน. มองดูโดยรอบ เห็นคนของข้าพเจ้าถูกฆ่าตายนอนกลิ้งอยู่เกลื่อนกลาด, คงเหลือมีชีวิตอยู่แต่คนเดียว คือคนใช้เก่าแก่ของบิดาข้าพเจ้า ซึ่งถูกรุมจับเอาตัวได้โดยไม่ถูกบาดเจ็บอย่างเดียวกับข้าพเจ้า. เจ้าพวกโจรรวมกันเป็นหมู่ ออกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่, มองดูข้าพเจ้าด้วยความพอใจ. สร้อยคอแก้วตาเสือ, ซึ่งได้เล่าให้ท่านฟังมาแล้วครั้งเมื่อแย่งลูกคลี สาตาเคียรกะชากขาด, เป็นสร้อยคอที่มารดาข้าพเจ้าสวมให้เอง, เพื่อเป็นเครื่องรางกันภัยในคราวที่จากมารดามานั้น, บัดนี้ถูกองคุลิมาลกะชากเอาไปเสีย. ร้ายยิ่งกว่านั้น: ดอกอโศกที่ข้าพเจ้าติดตัวแนบไว้กับดวงใจนับแต่คืนที่พบกันบนลานอโศก ก็มาศูนย์หายไปด้วย. ข้าพเจ้านึกว่า ที่เห็นเป็นสีแดงดอกน้อยๆ อยู่บนหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำ ไม่ห่างไกลจากข้าพเจ้านัก คงเป็นดอกอโศก. แต่ณที่ตรงนั้น เห็นโจรหนุ่มคนหนึ่งกำลังวิ่งกลับไปกลับมา แบกเนื้อโคที่ฆ่าเอาขึ้นย่างอย่างสุกๆ ดิบๆ ไปส่งเลี้ยงดูพวกเพื่อนที่กำลังร่าเริงกัน, ซ้ำเห็นมันเทเหล้าออกจากกระติกดื่มกินกัน เสียงเอะอะราวกับฝูงสัตว์. คราวใดที่ได้เห็นมันเหยียบย่ำไปบนดอกอโศก ซึ่งจมหายอยู่ภายใต้ฝ่าตีนอันโสมมของมัน, ข้าพเจ้ารู้สึกปวดร้าวคล้ายกับมันมาเหยียบย่ำกลางหัวใจ. พอมันก้าวย่างพ้นไปแล้ว, ยอดหญ้าก็ดันดอกอโศกเผยอขึ้นมาให้เห็นอีก ดูเด่นยิ่งกว่าเก่า, แต่ในที่สุดก็สาบศูนย์ไปไม่ได้เห็นอีก. ข้าพเจ้ารำพึงว่าป่านนี้วาสิฏฐีจะมิยืนอยู่ใต้ต้นอโศก บนบานไม้อโศกเพื่อฟังข่าวคราวของข้าพเจ้าหรือ. ถ้าต้นอโศกไม่สามารถบอกนางได้ ว่าเวลานี้ข้าพเจ้าอยู่ในที่อย่างไรแล้ว, ก็จะเป็นการดีหาน้อยไม่. เพราะถ้านางทราบความจริง, ไฉนดวงใจอันอ่อนละมุนจะสามารถทนเฉยได้. ห่างจากข้าพเจ้าไปสักสิบสองก้าว องคุลิมาลมหาโจรกำลังเลี้ยงดูอยู่กับบริวารอย่างร่าเริง ซึ่งดื่มเหล้ากันไม่หยุด. มองดูหน้าพวกโจรเห็นสีหน้าแดงก่ำขึ้นทุกที. คุยกันเอะอะ บางคราวก็ถึงกับทะเลาะแทบจะทุบตีกัน. แต่ในพวกโจรเหล่านี้ มีคนหนึ่งที่ไม่กินเหล้าเมามายไปตามด้วย. โจรคนนี้ข้าพเจ้าจะได้เล่าต่อไปในภายหลัง.

ในเวลานั้น น่าเสียดายอยู่หน่อย ที่ไม่อาจเข้าใจภาษาที่โจรใช้พูดกัน. ข้อนี้ จะเห็นได้ว่าความรู้ต่างๆ, อย่างใดจะเป็นประโยชน์ใช้ได้ดีที่สุดในเวลาเข้าที่อับจน, มนุษย์ไม่อาจทราบได้. ถ้าข้าพเจ้าสามารถฟังคำพูดของพวกมันให้เข้าใจได้, จะดีใจหาน้อยไม่. เพราะเสียงที่มันพูดออกมาดัง เดาว่ามันพูดถึงความเป็นความตายของข้าพเจ้าเป็นแน่. สังเกตหน้าและกิริยาท่าทางของมันเวลาพูด เห็นได้ชัดอย่างน่าวิตกว่ามันแลบลิ้นปลิ้นตามาทางข้าพเจ้าบ่อยๆ. ข้าพเจ้าแลดูตัวนาย เห็นแล้วให้ดาลเดือดถึงเรื่องสร้อยคอเครื่องรางของข้าพเจ้า ที่ใช้สำหรับป้องกันทฤษฏิโทษการดูให้ร้าย, ซึ่งเวลานี้รู้สึกว่ามันเพ่งดูอย่างน่ากลัว. ที่ข้าพเจ้ารู้สึกเช่นนี้ก็ไม่ผิด เพราะต่อภายหลัง ได้ทราบว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ฆ่าลูกน้องตัวสำคัญของมันตายต่อหน้าต่อตามัน. โจรที่ข้าพเจ้าฆ่านี้ได้ความว่ามีฝีมือเยี่ยมในการใช้ดาพดีกว่าพวกมันทั้งหมด. ที่ตัวนายของมัน งดเว้นยังไม่ฆ่าข้าพเจ้าเสียในทันทีทันควัน, ก็เพราะมันต้องการจะทรมานข้าพเจ้าให้สมแค้น ให้ต้องตายอย่างช้าๆ. แต่พวกมันไม่ต้องการจะให้ลาภอันมีราคาของมัน คือตัวข้าพเจ้า ซึ่งมันถือว่าเป็นสมบัติกลาง ต้องศูนย์หายไปในอากาศอย่างที่นายโจรต้องการ คือฆ่าเสีย. โจรคนหนึ่งหัวโล้นโกนหนวดเคราเกลี้ยงเกลา ดูเป็นทีว่าเป็นนักพรตของพวกมัน, คงเป็นตัวการที่ไม่เห็นพ้องกับองคุลิมาล ในการที่จะฆ่าข้าพเจ้าเสีย, และดูเหมือนโจรผู้นี้คนเดียวที่เข้าใจสามารถเหนี่ยวรั้งความดุร้ายของพวกโจรไว้ได้, ทั้งก็เป็นคนเดียวกันกับที่ข้าพเจ้าได้พูดไว้ข้างต้น ว่าเป็นผู้ที่ไม่กินเหล้าในขณะที่เลี้ยงดูกัน. เมื่อมันโต้เถียงกันเป็นเวลาช้านาน, บางคราวถึงกับองคุลิมาลลุกขึ้นคว้าดาพ เป็นดั่งนี้ก็หลายหน. แต่เป็นคราวเคราะห์ดีของข้าพเจ้า ที่ความชะนะตกอยู่แก่พวกหวังประโยชน์ในทรัพย์ มากกว่าประโยชน์ในการแก้แค้น.

ในที่นี้ควรกล่าวเสียด้วยว่า พวกโจรขององคุลิมาลเป็นโจรชะนิดที่เรียกว่า “ผู้ส่ง.” ที่เรียกดั่งนี้ เพราะมีธรรมเนียมของมันอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งถ้าจับใครไว้ได้สองคน ก็ปล่อยให้คนหนึ่งไปหาเงินค่าถ่ายตามแต่จำนวนที่มันกำหนดไว้. กล่าวคือ ถ้ามันจับได้ทั้งพ่อและลูก, มันก็ส่งตัวพ่อไปหาเงินค่าถ่ายสำหรับลูก; ถ้าเป็นพี่น้อง, ก็ปล่อยให้ไปคนหนึ่ง; ถ้าเป็นศิษย์กับอาจารย์, ก็ปล่อยศิษย์ไป; ถ้าเป็นนายกับบ่าว, ก็ปล่อยบ่าวไป; เหตุฉะนี้ พวกมันจึ่งชื่อว่า “ผู้ส่ง.” เมื่อความมุ่งหมายของมันมีเช่นนี้, ตามธรรมเนียมของมัน จึ่งได้เว้นชีวิตคนใช้เก่าแก่ของบิดาข้าพเจ้าไว้คนหนึ่ง, นอกนั้นมันฆ่าตายหมด. คนใช้คนนี้ แม้จะมีอายุมาก ก็ยังแข็งแรงประเปรียวอยู่ มีท่าทางเป็นคนฉลาดชำนาญ. ความจริงก็เช่นนั้น, เพราะเคยเป็นผู้ควบคุมกองเกวียนไปขายได้ผลดีมาหลายคราวแล้ว.

ณบัดนี้ คนใช้ของข้าพเจ้าพ้นจากเครื่องจองจำได้ และมันปล่อยตัวไปเย็นวันนั้นเอง. ก่อนไป ข้าพเจ้าได้สั่งเสียเป็นความลับฝากไปถึงบิดามารดาของข้าพเจ้าด้วย ซึ่งพวกโจรไม่ขัดข้อง ด้วยไม่เห็นว่าข้าพเจ้าจะหลอกลวงมันได้อย่างไร. ส่วนองคุลิมาลนั้น เอาใบตาลมาขีดเขียนเป็นเครื่องหมายสองสามตัว มอบให้คนใช้ของข้าพเจ้า. ใบตาลที่ขีดเขียนนี้เท่ากับใบเบิกทางขากลับ, เมื่อนำเงินติดตัวมา พบโจรพวกอื่นก็ไม่กล้าทำอันตราย เพราะชื่อเสียงขององคุลิมาลเป็นที่เกรงขามทั่วไป. โจรผู้ร้ายที่ว่ากล้าลักปล้นถึงเครื่องราชบรรณาการ ก็หากล้าหาญพอถึงจะแตะต้องของที่เป็นบรรณาการขององคุลิมาลไม่.

ในไม่ช้า มันถอดเครื่องจองจำข้าพเจ้าออก เพราะรู้ดีอยู่ว่า ข้าพเจ้าคงไม่บ้าพอที่จะพยายามหนีมันไป. ข้าพเจ้าใช้ประโยชน์ในครั้งแรกเมื่อพ้นจากเครื่องจองจำแล้ว: คือรีบตรงไปยังดอกอโศก ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าหายไปในที่ตรงนั้น. โอ้อนิจจา! แม้แต่เศษของดอกอโศกก็ไม่ได้เห็น ดูประหนึ่งดอกอันแบบบาง ถูกตีนอันหยาบของพวกมหาโจรเหยียบกะทืบเสียจนเป็นภัสมธุลี. นี่จะเป็นลางว่าความสุขในชีวิตของเราจะขาดสะบั้นอยู่เพียงนี้หรือ?

บัดนี้ข้าพเจ้ามีความสะดวกขึ้นบ้างตามส่วน ได้อยู่กินและย้ายที่ตามไปกับพวกเหล่าร้าย คอยท่าจนกว่าค่าถ่ายจะมาถึง ซึ่งกะว่าจะต้องมาถึงภายในระยะเวลาสองเดือน.

โดยเหตุที่ในระวางนั้นตกอยู่ข้างแรมเดือนมืด จึ่งมีการปล้นสะดมกันติดๆ ไป, เพราะเวลาเหล่านี้ตกอยู่ในระยะกาลที่พระแม่เจ้ากาลีคุ้มครองโจรกรรม. เพราะฉะนั้นตกกลางคืน ที่จะเว้นว่างจากการปล้นการขะโมยสักคืนเดียวก็ไม่ได้. ที่ปล้นถึงกับเผาบ้านช่องหมดทั้งหมู่บ้านก็มีหลายหน. ตกถึงคืนแรมสิบห้าค่ำ เป็นดิถีสมโภชบูชาพระแม่เจ้ากาลี. มีพิธีแสนน่าเกลียดน่ากลัว, ไม่ใช่จะฆ่าแต่โคและแพะสีดำ นับจำนวนไม่ถ้วนเอาบูชาเทวรูป, ยังซ้ำฆ่าคนที่จับมาได้บูชายัญอีกด้วย. เอาตัวผู้จะถูกฆ่านอนบนแท่นบูชา แล้วแหวะเส้นโลหิตใหญ่ให้โลหิตพุ่งไปเข้าปากเทวรูปร่างร้ายน่าเกลียดน่ากลัว มีหัวกะโหลกคนเป็นสังวาลคล้องศอ. ถัดจากนั้นก็มีการร่าเริงร้องรำทำเพลงอย่างอุลามกน่าบัดสี. พวกโจรกินเหล้าเมามายกันจนไม่ได้สติ, บ้างกรีธาร่าเริงอยู่กับพวกหญิงเทพทาสี ซึ่งพวกโจรฉุดคร่าพาเอามาจากเทวาลัย เพื่อประโยชน์ในพิธีนี้.

ส่วนองคุลิมาล กำลังใจดี ต้องการให้ข้าพเจ้ามีความสุขบ้าง, จึ่งจัดนางเทพทาสีสวยคนหนึ่งมาให้. แต่ข้าพเจ้าผู้มีใจจ่ออยู่แต่วาสิฏฐี ไฉนจะมีแก่ใจร่าเริงด้วยหญิงอื่น. นางเทพทาสีเห็นข้าพเจ้าไม่ไยดี ก็เสียใจร้องไห้. องคุลิมาลเห็นก็โกรธ แยกเขี้ยวเคี้ยวฟันกรากมาค้ำคอข้าพเจ้า. ถ้าไม่มีโจรศีรษะโล้นหน้าเกลี้ยงไม่มีเคราเข้ามาห้ามแล้ว, ข้าพเจ้าเห็นจะถูกเค้นคอตายแน่. โจรศีรษะโล้นพูดสองสามคำ, องคุลิมาลก็ปล่อยมือซึ่งแข็งกะด้างอย่างเหล็กออกจากคอข้าพเจ้า, มีเสียงคำรามราวกับสัตว์ร้ายที่ฝึกหัดให้เชื่องไม่ผิดกัน แล้วก็ออกไป.

ชายศีรษะโล้นคนนี้ ถึงแม้มือจะยังมีโลหิตติดกรัง เนื่องด้วยทำการบูชายัญเจ้าแม่กาลีอันร้ายกาจ, แต่ก็ได้ช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้สองครั้งแล้ว.

ชายคนนี้เป็นบุตรพราหมณ์ แต่เกิดในเวลาดาวฤกษ์โจรขึ้น จึ่งต้องเลือกอาชีพเป็นโจร. ในชั้นแรกเป็นโจรพวกฐัก,(๑) ภายหลังเพื่อประโยชน์ในทางวิทยา ได้มาเข้าพวกโจร “ผู้ส่ง.” ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังต่อไปว่า ที่มีอุปนิสสัยไปในทางลัทธิศาสนาก็เนื่องมาจากบิดา, เพราะฉะนั้น จึ่งมีหน้าที่สองอย่าง: อย่างหนึ่ง เป็นครูผู้ทำพิธีบูชายัญ, พวกโจรนับถือมาก ไม่แพ้ที่นับถือองคุลิมาลผู้เป็นหัวหน้า, เพราะถ้าไปปล้นสะดมได้มาก ก็ถือว่าผู้นี้เป็นผู้ทำการบูชาดี; อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้สอนลัทธิศาสนาว่าด้วยวิชชาโจร, ไม่ใช่จะสอนในฝ่ายวิชชาการโจรอย่างเดียว ยังสอนถึงธรรมจรรยาโจรด้วย. ตามที่ได้สังเกต รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ที่เห็นพวกโจรเหล่านี้มีธัมมะอย่างหนึ่ง. ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว พวกโจรเหล่านี้ก็มีศีลธรรมไม่เลวไปกว่าคนอื่นๆ.

การแสดงลัทธิ มักเป็นไปในเวลากลางคืน ในระยะแปดค่ำข้างขึ้น, เพราะเป็นเวลาว่างไม่สู้ได้ทำการปล้นนัก จะมีก็นานๆ เป็นพิเศษ. พวกโจรชุมนุมกันในที่ว่างเป็นทุ่งกลางป่า, นั่งล้อมกันเป็นวงอรรธจันทร์ซ้อนกันหลายแถว. ส่วนตัวครูซึ่งชื่อ วาชศรพ (วาด-ชะ-สบ) นั่งขัดสมาธิ์. แสงเดือนฉายแลเห็นศีรษะโล้น ดูไม่ผิดอะไรกับครูผู้สอนพระเวทให้แก่ศิษย์ในอาศรมกลางป่า, แต่ว่าศิษย์ผู้ฟังในที่นี้ล้วนมีหน้าดุร้ายคล้ายสัตว์ป่ามากกว่าเป็นศิษย์ชะนิดอยู่อาศรม. ถึงเวลาที่เล่านี้ข้าพเจ้ายังนึกจำได้ชัดเจน ได้ยินเสียงพวกโจรดังหึ่งๆ อยู่ในป่า, ดังหึ่งใหญ่แล้วก็เบาลงๆ จนเป็นเสียงคล้ายลมพัด, แล้วก็มีเสียงหึ่งใหญ่อีกคล้ายเสือคำราม. แต่ที่ได้ยินชัดเจนเหนือเสียงหึ่งคือเสียงวาชศรพ ซึ่งเป็นเสียงทุ้มดัง อันเป็นเสียงทายาทสืบมาจากพราหมณ์อุท์คาดา ผู้อ่านพระเวทแต่ครั้งดึกดำบรรพ์.

ในการแสดงลัทธิดั่งนี้ พวกโจรยอมให้ข้าพเจ้าไปฟังด้วย; เพราะวาชศรพออกจะชอบๆ ข้าพเจ้า, ยิ่งกว่านั้นยังยืนยันว่าข้าพเจ้าเกิดในเวลาดาวฤกษ์โจรขึ้นเหมือนกัน, จึ่งเห็นว่าวันหนึ่งคงจะได้มาเป็นโจรพวกเดียวกัน, เป็นการสมควรฟังการแสดงนี้ไว้ จะได้เป็นอุปนิสสัยต่อไป.

เพื่อให้ท่านทราบการแสดงลัทธิว่ามีข้อความอย่างไร จะขอสาธยายข้อความบางตอน ซึ่งเป็นอรรถกถาแก้กาลีสูตรของโบราณ อันเป็นรหัสยลัทธิของพวกโจร และเป็นอรรถกถาที่สำคัญที่สุด.


.
๑. ฐัก เป็นภาษาฮินดี, สํสกฤตเป็นสถัค แปลว่าคนโกงคนปลิ้นปล้อน, เป็นชื่อของโจรพวกหนึ่งไปกันเป็นพวก ผะสมกับพวกเดิรทางอื่นๆ. ถ้าพวกเดิรทางเผลอตัวได้ช่อง, ก็เอาผันคอที่มีอยู่ทุกตัวโ๗ร รัดคอคนเดิรทางให้ตาย, เก็บเอาเงินทองของมีค่าแล้ว ก็เอาศพฝั่งเสีย. พวกนี้มีภาษาพูดกันโดยฉะเพาะ. อังกฤษเมื่อได้อินเดียก็ไม่ทราบถึงพวกนี้, พึ่งมาทราบและปราบสิ้นไปเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๒. ↩
.

........................




Title: Re: กามนิต - ภาคหนึ่ง บนดิน - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป
Post by: ppsan on 14 March 2026, 21:04:27

สิบ รหัสยลัทธิ


พระสูตรมีความว่าดั่งนี้: “สูเจ้าคิดถึงเทวะด้วยฤๅ?--หามิได้!--ไม่แน่นัก-เพราะความว่างเปล่า, เพราะคัมภีร์, และเพราะตำนาน (อิติหาส).”

คำอรรถข้างต้นนี้ วาชศรพผู้อรรถกถาจารย์แก้ว่า คำว่า “เทวะ” นั้น คือ ทัณฑ์.

เพราะว่าในพระสูตรก่อนนั้น ทัณฑ์ซึ่งกล่าวถึง มักกล่าวกันว่าเป็นของพระเจ้าแผ่นดินหรือเจ้าหน้าที่กำหนดไว้ เพื่อใช้แก่โจร, เป็นต้นว่า ตัดแขนขาและจมูก, เอาลงหม้อน้ำเดือด, เอาน้ำมันยางเดือดราดคอ, ปากมังกร (เห็นจะเอาอะไรยัดให้ปากอ้า) ตอกเล็บ, รั้งแขนขาให้คราก ฯลฯ เพราะฉะนั้นจึ่งเป็นการสมควรพอ ที่ผู้เป็นโจรจะต้องหลบหลีก อย่าให้เขาจับได้; ถ้าถูกจับได้, ฉันไร จะพยายามหาทางหนี.

มีบางคนกล่าวว่า เทวทัณฑ์ย่อมมีแก่โจรด้วย (คือเทวดาลงโทษ). ความข้อนี้พระสูตรบอกว่า “หามิได้;” และว่า “ไม่แน่นัก.” โดยเหตุที่ควรแสดงให้เห็นแจ้งสามสถาน คือจากปัญญารู้เหตุผล จากพระเวท และจากภควัทคีตาที่สืบกันมาจนถึงเรา.

“เพราะความว่างเปล่า” หมายความตามหลักแห่งเหตุผล คือว่าถ้าข้าพเจ้าตัดหัวคนหรือหัวสัตว์, ดาพของข้าพเจ้าฟันเข้าไปในระวางอนุปรมาณูอันแยกไม่ได้. เพราะอนุปรมาณูนี้มีลักษณะแยกไม่ได้โดยแท้; ดาพของข้าพเจ้าจึ่งไม่ได้ฟันอนุปรมาณู. เพราะฉะนั้น ดาพที่ว่าฟันลงไป จึ่งเป็นฟันในที่ว่างเปล่าระวางอนุปรมาณู. ก็ความว่างเปล่าใครเล่าจะเป็นผู้ทำอันตรายได้? เพราะการทำอันตรายในสิ่งที่ไม่มี ก็เท่ากับไม่ได้ทำอันตรายในสิ่งไรๆ. ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เอาดาพฟันลงไปในที่ว่างเปล่า จึ่งไม่ต้องรับผิดและจะรับเทวทัณฑ์ไม่ได้. ถ้าการฆ่ามนุษย์มีความจริงเป็นเช่นนี้แล้วไซร้, กรรมอย่างอื่นที่มนุษย์ลงทัณฑ์แก่กันเบากว่าการฆ่าคน จะมีความจริงอีกสักเพียงไร?

เรื่อง “เหตุผล” ก็มีด้วยประการฉะนี้. บัดนี้จะได้กล่าวถึง “พระเวท” ต่อไป.

ในพระเวทอันศักดิ์สิทธิ์สอนว่า สิ่งซึ่งมีภาวะอันแท้จริงมีหนึ่งเท่านั้นคือพรหม. ถ้าความนี้เป็นจริง; การฆ่าก็เป็นมายา: ไม่ได้ฆ่าใคร. ในพระเวทกล่าวไว้มากมาย ในตอนที่พระยมบอกแก่นจิเกต ด้วยเรื่องพรหม และด้วยเรื่องอื่นๆ ว่า “ผู้ใดเป็นผู้ประหาร, ก็สำคัญเอาว่าตนเป็นผู้ประหาร; ผู้ใดถูกประหาร, ก็สำคัญเอาว่าตนตาย เขาทั้งสองไม่รู้แจ้งเลย. แท้จริงไม่มีใครประหาร; ไม่มีใครถูกประหาร.”

ข้อที่ทำให้เห็นจริง ในความจริงอันลึกซึ้งนี้ มีแจ้งอยู่ในภควัทคีตาของพระกฤษณะและพระอรชุน. เพราะพระกฤษณะนั้น พระองค์ไม่มีความเป็นต้น ไม่มีเขตต์เป็นที่สุด: ทรงความเป็นอยู่เป็นนิตย์, ทรงสรรพศักดิ์, เป็นบุรุษอันมนุษย์คิดไปไม่ถึง, เป็นอติเทพ, ทรงพระกรุณาเพื่อช่วยสรรพสัตว์ให้รอดพ้น, จึ่งทรมานพระกายอวตารมาเป็นมนุษย์กฤษณะ; และในวาระสุดท้ายที่เสด็จอยู่ในมนุษยโลก ได้ทรงช่วยกษัตริย์แห่งปาณฑพ คือพระอรชุนผู้มีใจสูง ในสงครามที่ขับเคี่ยวกับพวกเการพ โดยเหตุที่พวกเการพทำประทุษร้ายต่อพระอรชุน และภราดรของพระองค์. ขณะทัพทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะจะสัประยุทธ์กัน, พระอรชุนมองไปในกองทัพปรปักษ์ เห็นญาติมิตรมีอยู่ในนั้นมากแทบทั้งหมดก็ว่าได้, เพราะพวกปาณฑพกับพวกเการพเป็นลูกเรียงพี่เรียงน้องกัน. พระอรชุนเห็นดั่งนี้ก็ใจหาย ไม่กล้าสั่งให้กองทัพเข้ารุกรบ เพราะไม่อยากจะประหารผู้ซึ่งล้วนเป็นญาติมิตร, คงนิ่งอึ้งอยู่บนรถศึก สลดหดเหี่ยวใจจนคอตก. ฝ่ายพระกฤษณะซึ่งเป็นสารถีให้พระอรชุนเห็นเช่นนี้ก็ยิ้มแล้วชี้ไปที่กองทัพปรปักษ์ แสดงให้พระอรชุนเห็นว่าคนเหล่านั้นมีภาวะเป็นตัวตนขึ้น แล้วก็ดับสิ้นไปเข้ารวมอยู่ในพระผู้ทรงความเป็นหนึ่ง (พระพรหม) ซึ่งอดีตแห่งพระองค์ไม่มีเริ่มต้น และอนาคตแห่งพระองค์ไม่มีเขตต์สุด หลุดพ้นจากความเกิดความตาย -

“ผู้ใดเข้าใจว่าตนเป็นผู้ประหาร, ผู้ใดสำคัญว่าตนถูกประหาร: ทั้งสองผู้นั้นย่อมไม่รู้แจ้ง. แท้จริงไม่มีใครประหาร ไม่มีใครถูกประหาร. ฉะนั้นเธอจงเริ่มรบเถิด.”

เมื่อพระกฤษณะเตือนสติดั่งนี้ พระอรชุนก็ให้สัญญาณรบ เป็นอันเริ่มมหาสงคราม, ในที่สุดพระอรชุนชะนะ. เพราะฉะนั้นพระกฤษณะผู้อติเทพซึ่งได้อวตารมาเป็นมนุษย์ ได้เปลี่ยนสภาพความตื้นเขลาและความอ่อนแอของพระอรชุน ให้กลับเป็นปราชญ์มีความคิดลึกซึ้งและเป็นวีรบุรุษขึ้น.

ด้วยประการฉะนี้ ความจริงย่อมมีด้วยประการต่อไปนี้-

“ผู้ใดกระทำประทุษกรรมเอง หรือให้ทำประทุษกรรม, ทำลายเองหรือให้ทำลาย, ทำร้ายเองหรือให้ทำร้าย, คร่าชีวิตสัตว์หรือเอาสิ่งที่เขาไม่ให้, ตัดช่องทำลายเข้าไปในเคหสถาน หรือลักขะโมยทรัพยสมบัติเขา, หรือจะด้วยเหตุอื่นอย่างไรอีกก็ตาม; ผู้นั้นหาต้องรับภาระมีโทษผิดไม่. และผู้ใดณบัดนี้และที่นี่ เอาขวานอันลับไว้คมกริบ เปลี่ยนสภาพของสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ให้ล้มระเนระนาดกลายเป็นกองเดียว ก็ย่อมไม่มีโทษผิด เพราะเหตุอันนั้น. และผู้ใดอยู่บนฝั่งใต้แม่คงคา ถางทางโดยประหัตประหารเสียราบคาบ ก็ย่อมไม่มีโทษผิดเพราะเหตุนั้น. และผู้ใดอยู่บนฝั่งเหนือแห่งแม่คงคา ถางทางโดยแจกทานการให้, ก็ย่อมไม่ได้บุณย์เพราะเหตุนั้น. ผู้ใดบำเพ็ญความมีใจกว้างขวาง ความสงบเสงี่ยม ความสละซึ่งความสุข, ผู้นั้นหาขึ้นชื่อว่าได้ทำบุณย์ทำความดีไม่.

และโดยเหตุที่โลกมีความเริ่มต้นมาจากพระพรหม, เพราะฉะนั้นโลกก็ต้องล่วงไป. พระพรหมสร้างโลกให้มีขึ้นแล้วก็ทำลายให้ศูนย์หายไป, แล้วสร้างใหม่ แล้วทำลายไป: หมุนเวียนกันอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด. เพราะฉะนั้นพระพรหม จึ่งไม่ใช่จะเป็นผู้สร้างอย่างเดียว, ยังเป็นผู้กินสรรพสัตว์ อันมีพราหมณ์และกษัตริย์อยู่ในวรรณะชั้นสูงนั้นด้วย. สมกับข้อความในคัมภีร์ตอนหนึ่งว่า “เรากินทั้งหมด, แต่เราหาได้ถูกกินไม่.”

ความข้อนี้ ท่านทั้งหลายพึงรู้ว่าเป็นวจนอันแท้จริงของพระอติเทพในปางเมื่อเป็นแกะ นำเอาเมธาติถิมาณพไปสู่โลกสวรรค์. มาณพมีความโกรธ ถามว่าเป็นใคร. พระผู้ถือเอาซึ่งร่างแกะ ก็ปรากฏพระองค์เป็นพระพรหม ผู้เป็นสรรพภาวะในสรรพภาวะ, และตรัสว่าดั่งนี้:

“ผู้ใดอันไม่ใช่เป็นผู้ฆ่า และทั้งเป็นผู้มิได้คร่าพาเอามา ผู้เป็นแกะซึ่งนำเจ้ามาไกลจากที่นี่, ผู้นั้นคือเรา ซึ่งมีรูปดั่งเห็นนี้, ผู้นั้นคือเราดั่งเห็นได้ทุกรูปกาย. ผู้ใดรู้สึกกลัว ผู้นั้นก็คือเรา, และเราเป็นผู้ทำให้เกิดความกลัวด้วย. แต่ความแตกต่างย่อมมีอยู่ คือว่าเราเป็นผู้กิน แต่เราหาได้ถูกกินไม่.”

ณบัดนี้ ผู้ที่มีตามืดมนท์ด้วยความเขลา คงจะเห็นแจ้งว่า ความเป็นผู้เหมือนพรหม ไม่ได้อยู่ที่ถูกผู้อื่นประหารหรือถูกผู้อื่นกิน. ฉันใดก็ดี ความสงบเสงี่ยม ความสละซึ่งความสุขจึ่งถือได้ว่าไม่ใช่บุณย์กุศลฉันเดียวกัน. แท้จริงพึงเป็นผู้ประหารและเป็นผู้กิน จึ่งมีลักษณะเป็นพรหม. หรืออีกนัยหนึ่งพึงพยายามทำลายล้างผู้อื่นจนสุดกำลัง, ตัวเองจึ่งจะพ้นอันตรายไม่มีใครกินใครประหารได้. เพราะเป็นอันเชื่อได้สนิทตามหลักนี้ ว่าผู้ทำทารุณกรรมย่อมรับโทษในนรกนั้น เป็นลัทธิอันคนอ่อนแอประดิษฐ์ขึ้น เพื่อป้องกันตนให้พ้นภัยจากผู้มีอำนาจมากกว่า โดยยกเอานรกขึ้นขู่ให้กลัว..

และแม้ว่าพระเวทมีข้อความอันกล่าวด้วยลัทธินรกนี้ไว้หลายแห่งก็ดี ก็ต้องเป็นเพราะผู้อ่อนแอแทรกเสริมเติมขึ้นด้วยพาลนิสสัย เพราะเป็นหลักลัทธิที่แย้งกับหลักสำคัญของลัทธิ. ก็เมื่อสิ่งทั้งหลายออกจากพรหม, สิ่งเหล่านั้นจะดีจะชั่ว จะเป็นคนร้ายหรือคนดีก็คือพรหม. เพราะฉะนั้นผู้เป็นโจรก็เป็นผู้ดำเนิรอย่างพรหม คือเป็นผู้ทำลายผู้กิน. จึ่งถือได้ว่าเป็นโจรเป็นผู้มีภาวะอยู่สูง โดยนัยแห่งเหตุผลดั่งได้แสดงมาแล้ว ทั้งด้วยหลักใช้ปัญญาหาเหตุผล และหลักอันมีที่มาจากพระคัมภีร์. ดังนี้ จึ่งพึงถือได้ว่าไม่มีเหตุอย่างอื่นจะมาแย้งความจริงนี้ได้.

.

.....................


สิบเอ็ด งวงช้าง


เมื่อได้นำตัวอย่างความเห็นแปลกของบุคคลประหลาดดั่งแจ้งข้างต้นนี้ อันเป็นความเห็นที่พูดง่ายใช้ยาก และเป็นความเห็นของนักช่างคิดที่ลือชื่อไม่ใช่น้อยคน มาแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้แล้ว, จะได้เล่าเรื่องของข้าพเจ้าต่อไป-

ถึงแม้ข้าพเจ้าจะประสพการเผชิญภัยหลายซับหลายซ้อน และได้รับความรู้เป็นความคิดอย่างใหม่ถึงดั่งนี้ก็ดี, แต่ก็เป็นธรรมดาอยู่ว่าข้าพเจ้าจะละเลยเสีย ไม่เรียนรู้ภาษาของพวกโจรบ้างก็ดูกระไรอยู่ เพราะจะทำให้รู้สึกว่าวันคืนที่ล่วงไปดูเร็วขึ้น. ครั้นเวลาจวนถึงกำหนดที่คนใช้จะนำเงินค่าถ่ายตัวมาให้โจร, ข้าพเจ้ารู้สึกวิตกไปต่างๆ นานา: วิตกว่าจะไม่ได้เงินค่าถ่ายมาทัน, แม้นายโจรจะให้การเบิกทางแก่คนใช้ ให้พ้นจากภัยของพวกเหล่าร้ายก็ดี, แต่ภัยอย่างอื่นยังมีอีกมากนัก: เช่นถูกเสือขบกัด, หรือถูกน้ำท่วมลบฝั่งแม่น้ำพัดพาตัวไป, หรือประสพภัยอย่างอื่นได้ตั้งร้อยแปดประการ; ไม่สามารถจะกลับมาได้ทันเวลาที่สัญญาไว้. องคุลิมาลชะม้ายหางตาอันขุ่นร้ายมาทางข้าพเจ้าบ่อยๆ, ทำให้รู้สึกว่ามันคงไม่อยากให้คนใช้ของข้าพเจ้านำค่าถ่ายมาให้ทันกำหนดเวลา. เมื่อคิดดั่งนี้, ให้วิตกกลัวหวาดหวั่นเหลือประมาณ จนเหงื่อผุดซ่านทุกขุมขน. แม้วาชศรพจะได้แสดงหลักในลัทธิโจร อันเป็นหลักแปลกประหลาดมีเหตุผลน่าฟังอย่างไรก็ดี; แต่ก็ว่า ถ้าไม่มีค่าถ่ายมาทันตามกำหนด, พวกโจรเป็นต้องจัดการเฉียบขาดแก่ผู้ที่มันยึดตัวไว้ทุกรายไป: คือ เอาตัวเลื่อยผ่ากลาง, แล้วโยนซากศพที่ขาดออกเป็นสองท่อน ไว้กลางถนน, แต่ให้ท่อนศีรษะหันไปทางทิศที่พระจันทร์ขึ้น. ข้าพเจ้าอดนึกชมการกระทำของพวกโจรไม่ได้ ที่ยึดถือหลักลัทธิของมันโดยปฏิบัติการให้ครบถ้วนกระบวนวิธีของมัน. แต่ความรู้นี้ กลายเป็นความสยดสยอง เมื่อเห็นมันนำเอาเลื่อยออกมาทดลอง, มีอ้ายเหล่าร้ายหน้าตาน่ากลัวสองคน ทำท่าเลื่อย, แต่ในการทดลองนี้ ใช้ท่อนไม้ต่างคนก่อน.

วาชศรพสังเกตเห็นอากัปปกิริยาข้าพเจ้าว่ามีอาการเสียวสยอง, ก็เข้ามาตบไหล่ประโลมใจข้าพเจ้าให้หายวิตก, บอกว่าที่เอาออกมาทดลองนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับตัวข้าพเจ้า, เพราะฉะนั้น จึ่งเป็นธรรมดาที่ข้าพเจ้าจะต้องนึกหวังว่า ถ้าถึงคราวจำเป็นเข้าที่อับจน, วาชศรพคงจะช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ได้อีก. เมื่อข้าพเจ้าแสดงความขอบใจ แล้วบอกว่าถ้าข้าพเจ้าจะถูกเลื่อยเข้าบ้างจะว่าอย่างไร วาชศรพก็เบิกตาโต บอกว่า:

“ถ้ากรรมตามสนองตัวท่าน โดยที่นำเงินค่าถ่ายมาไม่ทันตามกำหนดเวลา, แม้จะช้ากำหนดไปเพียงครึ่งวันเท่านั้น ก็ไม่มีผีสางเทวดาจะช่วยท่านให้พ้นจากผลกรรมนั้นได้ เพราะกฎของจ้าวแม่กาลี จะให้ผิดแผกไปจากที่กำหนดไว้ไม่ได้. แต่ไม่ต้องวิตกดอก, เพราะลิขิตในตัวท่านแสดงว่าไม่ใช่จะได้รับกรรมอย่างนี้, แต่จะต้องเป็นไปอิกอย่างหนึ่งต่างหาก: คือจะได้เป็นโจรในภายหน้า. เกรงว่าในวันหนึ่งจะต้องถูกตัดหัวหรือถูกเสียบประจารให้ตายในที่ชุมนุมชน, แต่ว่าเวลายังอีกนานไกล.”

ข้าพเจ้าบอกไม่ได้ว่าคำปลอบโยนให้หายวิตกชะนิดนี้ ทำให้เบาใจอะไรนัก. แต่ข้อที่ทำให้โล่งใจ ก็คือล่วงต่อมา ราวสัปดาห์หนึ่งเต็มๆ จะถึงเวลาสิ้นกำหนดนัด, คนใช้ผู้ภักดีของข้าพเจ้าก็มาถึง และนำเงินค่าถ่ายมาด้วย. เมื่อชำระค่าถ่ายให้เสร็จแล้ว, ข้าพเจ้าก็ลาเจ้าบ้านใจร้ายของข้าพเจ้า. สังเกตว่ามันแสดงกิริยาเสียดายๆ ที่จะนึกถึงเพื่อนรักเพื่อนใคร่ของมัน ที่ถูกข้าพเจ้าฆ่าตาย และอยากจะได้ตัวข้าพเจ้าไปเลื่อยเสีย. ข้าพเจ้าได้ร่ำลาวาชศรพอย่างฉันชอบพอรักใคร่กัน. วาชศรพมีอาการข่มความอาลัยไว้ และบอกอย่างที่เชื่อแน่แก่ใจ ว่าคงจะได้พบข้าพเจ้าร่วมทางมืดแห่งจ้าวแม่กาลี คือกลายเป็นโจรในวันหน้าเป็นการแน่นอน. องคุลิมาลให้บริวารสี่คนเป็นผู้ติดสอยห้อยตามข้าพเจ้าไปด้วย เพื่อระวังมิให้ข้าพเจ้าได้รับอันตรายจนกว่าจะถึงกรุงอุชเชนี; ถ้าหากระวางทางเป็นอันตรายอะไรลงไป, บริวารทั้งสี่จะต้องรับโทษประหาร. ในเรื่องเช่นนี้ องคุลิมาลรักษาชื่อเสียงนัก; สัญญาข้าพเจ้าว่า ถ้าข้าพเจ้ามีอันตรายอย่างไรลงไป, ก็จะแล่เนื้อเถือหนังบริวารที่กำกับไป, แล้วเอาหนังที่แล่แล้ว ไปแขวนประจารไว้ในทางสี่แพร่ง, ให้ใครๆ รู้ว่าองคุลิมาลได้ทำตามสัญญาแล้ว.

เป็นคราวเคราะห์ดี ที่องคุลิมาลจะไม่ต้องทำตามสัญญา, เพราะอ้ายเหล่าร้ายสี่คนที่ไปกับข้าพเจ้า ได้แสดงกิริยาวาจาสุภาพและระวังภัยข้าพเจ้าเป็นอย่างดี. ในตลอดทางที่ไป. เป็นอันว่ามันคงมีชีวิตอยู่ต่อไป ที่จะได้ทำพิธีพลีจ้าวแม่กาลี ผู้คล้องพวงหัวกะโหลกคนต่างมาลัยได้สืบไป.

รอนแรมทางมาจนลุกรุงอุชเชนี ไม่ประสพภัยอย่างไร, ถึงกระนี้ก็ดี ข้าพเจ้าขอบอกว่า เท่าที่ได้ประสพมาแล้ว รู้สึกว่าเข็ดขยาดเหลือพอ. บิดามารดาข้าพเจ้าดีใจเป็นที่สุด ที่เห็นข้าพเจ้ายังมีชีวิตรอดกลับมาได้. ล่วงต่อมาไม่ช้า ข้าพเจ้าขออนุญาตไปค้ายังกรุงโกสัมพีอิก อ้อนวอนขอไปเท่าไร บิดาข้าพเจ้าไม่ยอม, เพราะท่านทราบดีอยู่แล้ว ว่านอกจากต้องเสียเงินค่าถ่ายตัวข้าพเจ้าไป เป็นจำนวนเงินไม่น้อย สินค้าและค่าทาสบริวารที่ข้าพเจ้าเป็นผู้ควบคุมไปครั้งนั้น ก็ศูนย์สิ้นไปด้วย, จึ่งไม่มีกำลังสามารถจะแต่งกองเกวียนไปค้าได้อิก. เพียงนี้ก็ยังไม่กระไรนัก ยังมีโจรผู้ร้ายคอยดักตีปล้นตามทาง บิดาข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง ไม่ยอมให้ข้าพเจ้าฝ่าอันตรายไปอิก. นอกจากนี้ ยังได้ยินข่าวเรื่ององคุลิมาลทำการทารุณอยู่บ่อยๆ, และข้าพเจ้าก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าข้าพเจ้าเองอาจพบกับมันเป็นครั้งที่สอง. ข้อเดือดร้อนใจยังมีอิก คือไม่มีโอกาสส่งข่าวคราวไปยังกรุงโกสัมพี, จึ่งจำเป็นต้องทนนิ่งอยู่อย่างนั้น, ได้แต่นึกถึงและหวังว่าวาสิฏฐีที่ข้าพเจ้ารักและบูชาแล้ว คงจะซื่อตรงอยู่มั่นคง. คิดดั่งนี้รู้สึกว่าค่อยสบายใจขึ้นบ้าง จนกว่าจะสบโอกาสทราบเรื่อง. แต่ในที่สุดก็ได้ทราบเรื่องจริงๆ คือ มีข่าวลือกะฉ่อนไปทั่วกรุงว่า สาตาเคียรลูกประธานมนตรีแห่งกรุงโกสัมพี ได้ปราบองคุลิมาลโจรร้ายกาจและพวกลงราบคาบแล้ว. ตัวองคุลิมาลและบริวารที่สำคัญอีกหลายคนถูกจับเป็นไปได้ แล้วถูกประหารชีวิตหมด. บริวารนอกนั้น ที่จับไม่ได้หรือไม่ถูกฆ่า ก็แตกฉานซ่านกระจายไปสิ้น.

คราวนี้ บิดามารดาขัดอ้อนวอนข้าพเจ้าไม่ได้ ที่ขอคุมเกวียนไปค้ายังกรุงโกสัมพีอีก; เพราะใครๆ ก็วางใจได้ว่า ทางที่ไปคงราบรื่นปราศจากโจรผู้ร้ายเป็นเวลาอิกนาน; และบิดาข้าพเจ้าก็สมัครจะเสี่ยงโชคในการค้าอิกสักครั้ง. ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าล้มป่วยลง, เมื่อหายป่วยก็จวนเข้าฤดูฝน จึ่งต้องรอจนกว่าจะหมดฤดูฝนก่อน. คราวนี้แหละ เป็นไม่มีอุปสรรคอะไรมาขัดขวางอีก. พอสิ้นฤดูฝนเตรียมตัวไป, บิดาข้าพเจ้าได้ตักเตือนสั่งสอน ให้รู้จักระวังตัวแล้ว; ข้าพเจ้าก็ลาท่าน, เป็นหัวหน้าควบคุมกองเกวียนบรรทุกสินค้าเต็มรวมสามสิบเล่ม, ออกเดิรทาง มีหัวใจให้เบิกบานร่าเริง, เต็มใจรีบเร่งไปให้ถึงโดยเร็ว ให้สมกับที่มุ่งหมายตั้งใจไว้

การเดิรทางครั้งนี้ราบรื่นตลอดไป เหมือนกับขาไปครั้งก่อน. รุ่งเช้าวันหนึ่งอากาศปลอดโปร่งก็ลุกรุงโกสัมพี. ให้รู้สึกหัวใจเบิกบานเบ่งโตแทบจะโลด. พอล่วงเข้าไปในกรุงได้สักหน่อย เห็นผู้คนจราจรล้นหลามตามถนนผิดปกติ, ต้องเบากระบวนผ่อนช้าลง. จนมาถึงที่แห่งหนึ่ง อันเป็นย่านที่จะเข้าถนนใหญ่ในกรุง, ต้องหยุดกองเกวียน เพราะเหลือกำลังจะเบียดแทรกฝูงชนต่อไปอิกได้. ตามถนนใหญ่ที่กล่าวไว้ข้างต้น ประดับธงทิวปลิวไสว, มีพรมห้อยลงมาจากหน้าต่างและระเบียงหน้ามุข. ข้างถนนก็มีเฟื่องดอกไม้โยงกันระนาวตลอดไปทั้งสองข้าง คล้ายกับมีงานรื่นเริงอย่างใหญ่. ข้าพเจ้าทนรออยู่ไม่ได้ ถึงกับออกอุทานศาปแช่งอุปสรรคที่ทำให้เดิรทางต่อไปติดขัด, ได้ซักถามผู้ที่อยู่ข้างหน้าว่ามีงานอะไรกัน.

พวกเหล่านั้นร้องตอบว่า “นี่ไม่รู้ดอกหรือว่าวันนี้ ท่านสาตาเคียรบุตรท่านประธานมนตรีทำพิธีแต่งงาน? มากำลังเหมาะ เพราะกระบวนแห่กำลังจะผ่านที่นี้ตรงไปยังเทวาลัยพระกฤษณ. นับว่าเป็นบุณย์ตาของท่าน ที่จะได้ดูแห่ใหญ่ อย่างที่ไม่เคยเห็นทีเดียว!”

เรื่องเป็นอย่างนี้เอง คือ สาตาเคียรสมโภชการวิวาหของมัน นับว่าเป็นข่าวสำคัญไม่น้อยเลย, และเป็นข่าวพอใจของข้าพเจ้าด้วย. เพราะสาตาเคียรอยากได้ตัววาสิฏฐีอยู่, ถ้าข้าพเจ้าส่งเถ้าแก่ไปสู่ขอ ก็น่ากลัวจะติดขัดมาก ด้วยสาตาเคียรยังขวางอยู่. มาบัดนี้สาตาเคียรก็แต่งงานไปแล้ว ความติดขัดคงไม่มี. เพราะฉะนั้นที่ข้าพเจ้าติดฝูงชนเดิรทางต่อไปไม่ได้ ก็รู้สึกว่าไม่เดือดร้อนอะไร. คอยอยู่ไม่ทันไร ก็เห็นแห่กระบวนหน้ามาถึง, เป็นกองทหารม้ากุมหอก ค่อยย่างเหยาะช้าๆ ผ่านไป. ฝูงชนโห่ร้องแสดงยินดีก้องกลบอากาศ. ได้ความว่าราษฎรกรุงโกสัมพีนิยมยินดีกองทหารม้านี้นัก เพราะเป็นกองไปปราบองคุลิมาลสำเร็จมา.

พอสุดกระบวนทหารม้า ก็ถึงตัวเจ้าสาวนั่งอยู่ในกูบช้าง ประดับประดาโอฬารน่าดูจริงๆ, เบื้องตราพองประดับด้วยผ้าบาง มีมณีรัตน์ฉายแสงเป็นหลายสีงดงามมาก ราวกับช้างบนเมรุบรรพต อันเป็นที่สถิตของท้าวเทพ. ช้างตัวนี้เป็นช้างพลายกำลังเปรียวราวกับในต้นฤดู, มีมันไหลเยิ้มแก้มและขมับ แมลงผึ้งจับกลุ่มด้วยได้กลิ่น. ที่งาสวมวลัยเป็นปล้องๆ ทำด้วยทองแท้. รัดประคนล้วนแล้วด้วยทองประดับด้วยทับทิมเม็ดเขื่องๆ มีผ้าบางพาราณสีคลุมห้อยลงมาจากหลัง ใบกระพือพันขาอันล่ำสันเห็นกะเพื่อมๆ เพียงดั่งหมอกที่ปกคลุมรอบลำต้นไม้ใหญ่ในแนวป่า. แต่สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้ามองตะลึงจังงังก็ที่งวงช้าง. ข้าพเจ้าเคยเห็นแห่ในกรุงอุชเชนีมานับครั้งไม่ถ้วน ได้เห็นการประดับช้างมาก็มาก, ไม่งดงามน่าดูเหมือนคราวนี้. ตามที่เคยเห็นมักจะแต่งแบ่งเป็นรูปทุ่งนาสีต่างๆ แต่สำหรับรายนี้เองหนังช้างเป็นพื้นสี, แล้วเอาใบอโศกประดับเป็นรูปหอก ตรงกลางใช้ดอกอโศกสีเหลือง สีแสด สีแดง สลับกัน: เหมาะเจาะน่าดูจริงๆ

ขณะข้าพเจ้า ผู้มีความรู้เป็นนักเลงในเรื่องศิลปะ กำลังชมฝีมือประดับอย่างวิจิตรอยู่นี้, พลันเริ่มรู้สึกเศร้าใจ คล้ายกับได้สูดกลิ่นหอมแห่งความรัก ในคืนอันแสนสุขบนลานอโศกอิกครั้งหนึ่ง. เมื่อคิดถึงคราวที่จะได้ทำวิวาหะของตน หัวใจของข้าพเจ้าก็เต้นแรง, คิดถึงวันที่วาสิฏฐีจะได้รับความสุขเบิกบานถ้าได้อยู่บนลานอโศก ดีกว่าได้มานั่งอยู่บนหลังช้างอันประดับประดาอย่างงามเลิศเสียอีก. ขึ้นชื่อว่าดอกอโศกแล้ว ในกรุงโกสัมพีไม่มีที่ไหนน่าพิศวงยิ่งกว่าบนลานอโศกนั้น.

กำลังนึกเคลิบเคลิ้มอยู่นี้ ได้ยินหญิงคนหนึ่งพูดกับเพื่อนที่อยู่ใกล้ข้าพเจ้าว่า “ดูเจ้าสาวซิ หน้าเศร้า ไม่เบิกบานเลย.”

ข้าพเจ้าเงยดู โดยไม่ทันรู้ว่าอะไร. ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกพิพักพิพ่วน ด้วยเห็นรูปเจ้าสาวที่นั่งอยู่ในกูบบุด้วยตาดม่วง. ที่ว่าเห็นรูป เพราะไม่เห็นหน้าถนัด ด้วยฟุบลงอยู่กับอก. ถึงแม้จะเห็นเพียงรูปร่างเล็กน้อย อันมีเสื้อผ้าแพรพรรณหุ้มคลุมเป็นกลุ่ม ราวกับสีรุ้งก็ดี, แต่ร่างกายที่อยู่ภายในผ้านั้น คล้ายกับไม่มีชีวิต เพราะเห็นโยกเยกไปมาตามกิริยาโคลงเคลงที่ช้างย่าง, รู้สึกว่ามีอาการเศร้าๆ อย่างไรอธิบายไม่ถูก น่ากลัวว่าเวลาโยก จะพลัดตกจากหลังช้างกลิ้งลงมา. อาการวิตกอย่างนี้ ไม่ใช่มีแต่ข้าพเจ้าคิดผู้เดียว เพราะขณะนั้นเห็นเพื่อนเจ้าสาวอิกคนหนึ่ง นั่งอยู่ข้างหลังเจ้าสาว, เอามือแตะไหล่เจ้าสาวไว้ แล้วก้มไปกะซิบให้สติ.

ทันใดนั้น ใจข้าพเจ้าหายวาบเย็นเยือกขึ้นทันที เพราะหญิงที่เข้าใจว่าเป็นสาวใช้หรือเพื่อนเจ้าสาวนั้น คือ เมทินี. ข้าพเจ้ายังไม่ทันจะนึกตกลงว่า ที่เห็นนี้เป็นลางร้ายหรืออย่างไร, พอดีเจ้าสาวของสาตาเคียรก็เปิดผ้าที่คลุมหน้าออก.

เจ้าสาวนั้น คือ วาสิฏฐี ของข้าพเจ้าเอง!

๏ ๏ ๏

บันทึก

เมื่อบทที่สิบเอ็ดได้ลงพิมพ์ไปแล้ว ตอนกล่าวถึงช้างว่า “มีมันไหลเยิ้มแก้มและขมับ, แมลงผึ้งจับกลุ่มด้วยได้กลิ่น;” สหายผู้หวังดีคนหนึ่งมากระซิบกระซาบว่า ที่กล่าวไว้ดังนั้น น่ากลัวจะพลาดเสียแล้ว.

ข้าพเจ้าตกใจ ถามว่า “ทําไม?”

ตอบว่า “เคยได้ยินแต่ว่าแมลงหวี่ตอมช้าง. นี่ทําไมจึ่งเป็นแมลงผึ้ง?”

ข้าพเจ้าซัด “ต้นฉบับเป็นอย่างนั้นนี่. และทําไมแมลงผึ้งจะมาตอมช้างบ้างไม่ได้หรือ?”

​ค้าน “แมลงผึ้งไม่เคยชอบของเหม็นเลย. นํ้ามันที่กําลังเยิ้มอยู่ตามแก้มและขมับช้าง กลิ่นเป็นอย่างไรรู้ไหม?”

ข้าพเจ้า - “ใครจะกล้าเข้าไปดมมัน”

เขาหัวเราะ - “อย่างนั้นก็เถอะ. เขาว่ากันว่านํ้ามันช้างเหม็นอย่างร้าย. เพราะฉะนั้นของเหม็นควรเป็นเรื่องของแมลงหวี่.”

ข้าพเจ้า - “เอ! วรรณคดีอินเดียมักชอบพรรณนาอย่างนี้เนือง ๆ ด้วยนา. เช่นเรื่องปรียทรรศิกา ซึ่งมีพระราชนิพนธ์ไว้แล้ว;” พลางพลิกให้ดู


คําอรรถ สรัคธราฉันท์
“สทฺยสฺ ตฺยกฺตฺวา กโปลํ, วิศติ มธุกระ, กรฺณปาลึ, คชสฺย”

คําแปล พระราชนิพนธ์สัทธราฉันท์
“ฝ่ายผึ้งพรากจากขมับช้าง, และจรดลและพราง, แฝง ณ หู อย่าง, สบายดี.”

พระราชบันทึก
“คือผึ้งไปตอมกินนํ้ามันที่เยิ้มที่ขมับช้าง”

ฉะนี้ สหายข้าพเจ้าจํานนด้วยมีที่อ้าง, ฝ่ายข้าพเจ้าจํานนด้วยกลิ่นนํ้ามันช้าง, ต่างตกลงกันว่าเอาไว้สืบหาข้อเท็จจริงต่อไป.

๏ ๏ ๏

.

......................


สิบสอง ที่ฝังศพของวาชศรพ


แน่เสียแล้ว เจ้าสาวนั้น คือ วาสิฏฐี, รูปร่างอย่างนั้น จำได้ไม่ผิดนัยน์ตาข้าพเจ้า. แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่คล้ายคลึงกับที่ได้เห็นมาแต่ก่อน: คราวนี้ดูอาการมีทุกข์โศกแสนสาหัสอย่างใดอย่างหนึ่ง; พูดไม่ถูก.

เมื่อข้าพเจ้าได้สติรางๆ, พอกระบวนแห่สุดท้ายผ่านเลยไปแล้ว, ก็หน้ามืดทันที. แต่เขาเข้าใจกันว่า เป็นลมเพราะร้อนจัดและเบียดเสียดกัน. ข้าพเจ้าหมดกำลังวังชา ทอดกายให้เขาอุ้มเอาไปพักที่โรงแรมแห่งแรกที่ไปถึง, นอนอยู่ที่มุมมืดแห่งหนึ่งในนั้น, หันหน้าเข้าข้างฝา นิ่งแซ่วอยู่อย่างนั้นหลายวันหลายคืน, น้ำตาไหลพรากๆ ไม่ยอมกินอาหารทั้งหมด. ข้าพเจ้าสั่งคนใช้ผู้ควบคุมเกวียน-คนเดียวกับที่มาด้วยกันครั้งก่อน - ให้จัดแจงขายสินค้าที่นำเอามาเสียโดยเร็ว แม้จะขายไม่ได้ราคาดีก็ตาม เพราะข้าพเจ้าป่วยจัดการเองไม่ได้. ความจริงข้าพเจ้าไม่สามารถจะทำอะไรได้ นอกจากจมดิ่งอยู่ในห้วงความเสียใจ ที่เสียของรักไป ไม่มีวันจะได้คืนแล้ว. นอกนี้ ไม่ต้องการจะให้ใครเห็นตัวที่ในกรุง เกรงจะมีใครจำได้; แต่ข้อสำคัญที่สุด คือต้องการจะปิดบังไม่ให้วาสิฏฐีทราบว่าข้าพเจ้ากลับมากรุงโกสัมพีอีก.

รูปนางที่ได้เห็นครั้งหลังที่สุดนี้ ช่างกระไรติดตาชัดเจนอยู่ตรงหน้าไม่เลือนลงเลย. ถึงว่าจะรู้สึกแค้น ว่านางมีใจไม่ยั่งยืนก็ดี, แต่ก็เห็นความจำเป็นอยู่เหมือนกัน ที่ถูกบิดามารดาของเขาบังคับ. นางคงไม่ใยดีปรีดาในตัวลูกประธานมนตรี: ข้อนี้ปรากฏอยู่แล้วในกิริยาที่แสดงให้เห็น. ครั้นหวนนึกถึงที่ให้ความสัตย์ปัฏิญญากันไว้ที่พุ่มไม้ศาลพระกฤษณครั้งกระโน้น, ก็นึกไม่ออกเลยว่าไฉนนางจึ่งใจเร็วไปได้ถึงเช่นนี้. ข้าพเจ้าถอนหายใจยาวแค้นก็แสนแค้น ว่าความสัตย์ปัฏิญญาของสาวน้อยนี่หนอ เชื่อถือไม่ได้เอาทีเดียว. บัดเดี๋ยวใจ หน้าเจ้าตัวอันสร้อยเศร้าด้วยความระทมทุกข์ ก็ปรากฏดวงเด่นฉะเพาะหน้าข้าพเจ้าอีก. ทันใดนั้น ความโกรธความแค้นที่แน่นจนคับอกก็พลันหาย เหลือแต่ความสงสารเข้าไปเต็มตื้นอยู่ในใจ. เลยตกลงแน่วแน่ว่า ข้าพเจ้าจะไม่เพิ่มความทุกข์ของนางให้ยิ่งขึ้น โดยให้รู้ไปถึงว่าตัวกลับมากรุงโกสัมพีแล้ว, จะไม่ให้รู้เรื่องแม้แต่นิดเดียว. ในที่สุด เมื่อนางเห็นเงียบหายไปนาน ก็คงคิดว่าข้าพเจ้าตายแล้ว. ความทุกข์โศกก็จะค่อยจางไปทีละน้อยเอง จนยอมปล่อยตัวให้เป็นไปตามยถากรรม, แต่จะไม่ทำให้เกิดความเศร้าหมองถึงกับเสียซวดทรงสวยสง่าได้.

เผอิญเคราะห์ยังดี คนใช้เก่าแก่ของข้าพเจ้า สบโอกาสขายสินค้าได้ราคาดีจนหมดในเวลาไม่ช้า. เพราะฉะนั้น ล่วงต่อมาอิกสองสามวัน ข้าพเจ้าจึ่งมีโอกาสคุมเกวียนออกจากกรุงโกสัมพีไปในเวลาเช้าวันหนึ่ง เพื่อกลับบ้าน.

เมื่อออกจากประตูเมืองด้านตะวันตก, เหลียวไปดูกรุงเป็นการสั่งครั้งสุดท้าย อันภายในกำแพงนั้น ย่อมมีทั้งทุกข์และสุขขนานใหญ่ ที่ข้าพเจ้าประสพแล้วไม่ลืมเลย. ก่อนที่ถึงกรุงนี้สักสองสามวัน ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นเบิกบานใจมุ่งแต่ความสุข จนไม่ได้สังเกตเห็นอะไรหมด. ครั้นขากลับ จึ่งได้เห็นว่าบนเชิงเทิน และตามแง่กำแพงกรุง มีศีรษะคนเสียบประจารอยู่เป็นระนาว. แน่แล้ว ศีรษะเหล่านี้คงเป็นพวกโจรขององคุลิมาล ที่ถูกประหาร.

ครั้งแรก จำเดิมแต่ได้เห็นหน้าวาสิฏฐีในกูบช้าง ก็ใจหายสุดแสนโทรมนัสย์ครั้งหนึ่งแล้ว, ครั้นมาได้เห็นศีรษะโจร ซึ่งแร้งกำลังจิกฉีกเนื้อกินจนหมดสิ้น เหลือแต่กะโหลกจนจำไม่ได้ แต่ก็ยังมีเส้นผมและหนวดเคราเหลืออยู่บ้าง, ความสลดใจยิ่งทับทวีเข้ามาอิก: เพราะคนเหล่านี้ ข้าพเจ้าเคยร่วมกินร่วมพูดกันมา. และมีอยู่กะโหลกหนึ่งเสียบไว้กลางเชิงเทิน, เห็นแน่ชัดว่าเป็นหัวของวาชศรพ: ข้าพเจ้าจำได้ดีๆ. ส่วนศีรษะองคุลิมาลคงถูกเสียบประจารไว้ทางทิศตะวันออกอิกด้านหนึ่งเป็นแน่. ข้าพเจ้าระลึกถึงที่วาชศรพเคยอธิบายการลงทัณฑกรรม, คิดแล้วก็รู้สึกเสียวใจ. วาชศรพเคยอธิบายพิสูจน์ว่า ผู้เป็นโจรพึงอย่าให้เขาจับได้, ถ้าเคราะห์ร้ายถูกจับไป ก็ต้องหาทางทุกอย่างหนีให้จงได้. อนิจจา! วิชชาของวาชศรพเหล่านี้ช่วยตนเองอย่างไรได้บ้าง? เปล่าเลย. น้อยนัก มนุษย์จะรอดจากกรรมที่ได้ก่อไว้แต่ปางก่อน.

มองดูหัวกะโหลกวาชศรพ รู้สึกว่าซอกกะบอกตาที่กลวงโบ๋ คล้ายจะมองดูข้าพเจ้าและอ้าปากน้อยๆ เรียกว่า “กามนิต กามนิต, จงดูข้าพเจ้าให้ใกล้หน่อย แล้วพิจารณาให้ดีว่าเห็นอะไร. เพราะตัวท่านก็เหมือนกัน เกิดในเวลาดาวโจรขึ้น จะต้องดำเนิรในทางอันมืดแห่งแม่จ้าวกาลีเหมือนกัน, และในวันหนึ่งจะประสพการณ์ถึงที่สุด อย่างนี้แหละ!”

เป็นการแปลกประหลาดอยู่ ที่ประสพเหตุเช่นนี้ น่าจะหวาดกลัว, ในครั้งนี้กลับตรงกันข้าม: ข้าพเจ้าเกิดความคิดใหม่ - ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยนึกเคยฝันเลย คืออยากเป็นนายโจร, ดูก็ควรเป็น ในยามที่ได้รับทุกข์สาหัสอย่างนี้. เห็นจะสมกับคำทำนายของวาชศรพกะมัง. พูดถึงสติปัญญาความกล้าหาญ ทั้งได้รับความรู้จากวาชศรพมาครองเป็นพิเศษอยู่แล้วด้วย, ถ้าจะตั้งตัวเป็นนายโจรก็คงเป็นได้. ดีเสียอิก จะได้ทำการแก้แค้นต่อสาตาเคียรได้สะดวก. แต่จะได้วาสิฏฐีคืนมาสู่วงแขนข้าพเจ้าหรือไม่นั้นแล้วแต่เรื่อง. ยิ่งคิดก็เห็นเป็นข้าพเจ้าได้สู้กับสาตาเคียรตัวต่อตัวในกลางป่า, เอาดาพฟันถูกกบาลมันแล่งออกเป็นสองเสี่ยง, แล้วอุ้มวาสิฏฐีซึ่งกำลังเป็นลมไม่ได้สติ หนีออกจากบ้านซึ่งกำลังถูกไฟเผาพินาศลง, และได้ยินเสียงพวกโจรใจฉกาจโห่ร้องคะนองชัย.

ครั้งนี้เป็นคราวแรก นับแต่ได้เห็นวาสิฏฐีมีอาการละเหี่ยละห้อย ที่ข้าพเจ้าเกิดความกล้าหาญและความหวังขึ้น, เริ่มคิดกะการย์ในภายหน้า. และคราวนี้เป็นครั้งแรก ที่ข้าพเจ้าอยากมีชีวิตอยู่ ยังไม่อยากตาย.

กำลังเห็นภาพต่างๆ เหล่านี้เป็นนิมิตต์ขึ้นในดวงจิตต์ ขณะเดิรทางไปยังไม่เกินกว่าพันก้าว เห็นหมู่เกวียนกองหนึ่งสวนทางมาข้างหน้า แล้วหยุดรอ. มีชายคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า ไปทำพิธีบูชาอยู่บนเนินใกล้ทาง.

ข้าพเจ้าเข้าไปหา ทักทายปราศรัยโดยสุภาพ, แล้วถามว่าบูชาเทพองค์ไรในที่นี้.

ชายผู้นั้นตอบว่า “ที่ในหลุมตรงนี้ ฝังศพท่านวาชศรพผู้ศักดิ์สิทธิ์. เพราะความคุ้มครองจากท่านผู้นี้ ข้าเจ้าจึ่งสามารถพ้นอันตราย ทั้งทรัพย์และชีวิตกลับไปถึงบ้านได้. และข้าเจ้าขอแนะนำอ้อนวอนสูท่าน ว่าอย่าละเลยบูชาท่านที่นี่ตามสมควรแก่การย์. เพราะว่า ถ้าสูท่านจะเดิรทางเข้าไปในแดนป่า ถึงจะจ้างคนรักษาป่าสักร้อยคน ก็ช่วยคุ้มภัยให้ไม่ดีกว่าท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์คนนี้.”

ข้าพเจ้าแย้งว่า “ท่านสหายที่รัก. ก็หลุมศพนี้ดูยังใหม่ๆ เพียงสองสามเดือนเท่านั้น. ถ้าศพที่ฝังอยู่ในนั้น คือวาชศรพแล้ว, ก็ไม่ใช่คนสำเร็จผู้ศักดิ์สิทธิ์อะไร, คงจะเป็นโจรที่ขึ้นชื่อนั้นกะมัง?”

พ่อค้าคนนั้นก้มศีรษะรับรอง “คนเดียวกัน---แน่นอน---ข้าพเจ้าเป็นผู้เห็นเขานำวาชศรพมาเสียบประจานไว้ณที่ตรงนี้. ศีรษะยังเสียบอยู่บนประตูเมือง. ตั้งแต่วาชศรพได้รับโทษทรมานด้วยราชทัณฑ์ ก็ได้ชำระล้างบาปหมดจดแล้ว. บัดนี้ได้ขึ้นสวรรค์ไม่มีดวงจิตต์ด่างพร้อยอะไรอีก. วิญญาณของวาชศรพณบัดนี้ คอยดูแลป้องกันคนเดิรทางให้พ้นภัยจากโจรผู้ร้าย. ยิ่งกว่านั้น มีผู้เขาพูดกันว่า เมื่อวาชศรพยังประพฤติเป็นโจรอยู่ ก็เป็นผู้มีความรู้สูงและประพฤติตนอย่างคนสำเร็จ เพราะเป็นผู้รอบรู้พระเวทขึ้นเจนใจ. อย่างน้อย เขาก็ว่ากันดั่งนี้.”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ที่สูท่านพูดนี้ ถูกต้องจริงทุกประการ เพราะข้าเจ้ารู้จักเขาดี อาจเรียกว่าเป็นเพื่อนกันก็ได้.”

พ่อค้าคนนั้น มองดูข้าพเจ้าอย่างตะลึงลาน แต่ข้าพเจ้ากล่าวต่อไปว่า “สูท่านควรจะทราบไว้ ว่าครั้งหนึ่ง ข้าเจ้าเคยถูกโจรก๊กนี้จับตัวไปได้ และวาชศรพได้ช่วยชีวิตข้าเจ้าไว้ตั้งสองครั้ง.”

พ่อค้ามองดูข้าพเจ้าในคราวนี้ ไม่ใช่อย่างตะลึงกลัว, กลับมีกิริยาพอใจกล่าวชมว่า “นับว่าสูท่านมีบุณย์วาสนาแท้ๆ. ถ้าข้าเจ้าเป็นผู้ที่วาชศรพโปรดปราณแล้ว, ในสองสามปีเท่านั้น ข้าเจ้าจะเป็นคนมั่งมีที่สุดในกรุงโกสัมพี. บัดนี้ขอลาที ขอให้สูท่าน, ผู้ซึ่งใครควรอิดฉาในเคราะห์ดีของตน, เดิรทางไปโดยสวัสดิภาพเถิด” ว่าแล้ว เขาก็ให้อาณัติสัญญาณกองเกวียนของเขาเดิรทางต่อไป.

เป็นธรรมดาอยู่เอง ข้าพเจ้าจะละเลยไม่เซ่นบูชาสหายที่ลือชื่อและที่นับถือของข้าพเจ้ามิได้. แต่การอ้อนวอนตรงกันข้ามกับที่ใครๆ เคยอ้อนวอนกัน คือขอให้วาชศรพบันดาลให้ข้าพเจ้าไปพบพวกโจร จะได้สมคบเข้าเป็นพวกด้วย และด้วยความเชื่อในความสามารถของตน ว่าไม่ช้าตำแหน่งหัวโจกก็คงตกแก่ตัว.

ข้าพเจ้าจะได้ทราบผลในความเป็นไปของตนในไม่ช้า ที่สหายปราชญ์ของข้าพเจ้า และที่บุคคลณบัดนี้ นับถือและยกย่องว่าเป็นคนสำเร็จ ได้ทำนายไว้ว่าข้าพเจ้าจะได้เป็นโจรเพราะเกิดเวลาดาวโจรขึ้นนั้น เป็นอันผิดหมด. เพราะเมื่อเดิรทางตลอดจนถึงกรุงอุชเชนี ไม่พบโจรผู้ร้าย แม้แต่ร่องรอยก็ไม่มี, ผิดกว่าคราวก่อน ที่เดิรทางออกจากกรุงโกสัมพีมาไม่ถึงสัปดาห์ เข้าเขตต์ป่าใหญ่ระวางพรมแดนแคว้นอวันติก็ถูกโจรปล้น, มาคราวนี้ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเลย. เมื่อมารำพึงแล้ว รู้สึกว่าแปลกอยู่ จักแหล่นจะได้เป็นโจรอยู่แล้ว หากไม่สบโชค จึ่งต้องเป็นชาวบ้านอยู่ต่อไป. อันที่จริงเมื่ออยากจะเป็นโจรก็ไม่เป็นการยากอะไร จะหาทางพ้นโดยล้างบาปในภายหลังก็ได้ โดยประพฤติสัญจาริกไปนมัสการยังสถานศักดิ์สิทธิ์. เปรียบเหมือนเส้นโลหิตที่มีในกายตัวอยู่มากมาย, แต่ที่ไปสู่เบื้องศีรษะก็มีอยู่สายเดียว ซึ่งเป็นทางที่วิญญาณจะออกไปทางนั้นในเวลาตาย. เป็นอันว่าถึงจะเป็นโจร ก็กลับใจหาทางพ้นบาปในภายหลังก็ได้. เพราะว่าบุคคล เมื่อได้บรรลุวิมุตติ์ความหลุดพ้นแล้ว, กรรมทั้งหลาย ไม่ว่าดีหรือชั่วก็สิ้นไปเอง, เท่ากับเอาปัญญาความรู้เผาผลาญลงเป็นผงเท่าฉะนั้น.

ดูก่อนท่านภราดา, หากว่าระวางครั้งกระนั้น ข้าพเจ้าจะได้เป็นโจร พูดถึงผลของศีลธรรม ดูก็ไม่สู้จะแปลกไปจากคนธรรมดากี่มากน้อยนัก. เพราะตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องอยู่กับพวกโจร ได้ความรู้อย่างหนึ่งว่า พวกโจรมีอุปนิสสัยต่างๆ กัน: บางคนมีลักษณะดีเลิศ. ถ้าพูดถึงลักษณะภายนอกที่เห็นด้วยตา, มีบางอย่างที่เทียบกันในระวางผู้เป็นโจรกับผู้ไม่ใช่โจรแล้ว ไม่ผิดแปลกกันมากอย่างที่เข้าใจกันอยู่.

๏ ๏ ๏

กามนิต แสดงข้อหลักนักปราชญ์ดั่งนี้แล้วก็นิ่ง มีอาการตรึกตรอง, แหงนหน้าดูเดือนเพ็ญซึ่งโผล่เห็นเป็นดวงโต สว่างฟ้า มาทางหมู่ไม้อยู่ไกลลิบ อันเป็นที่อยู่ของโจร. แสงจันทร์ฉายเข้ามาทางห้องโถงบ้านช่างหม้อ จับพระกาสาวพัสตร์พุทธบริโภค ดูดั่งเป็นทองแท้ทั่วทั้งพระสรรพางค์.

พระพุทธเจ้า - ซึ่งกามนิตเห็นมีพระสัณฐานลักษณะสง่าน่านับถือ แต่จะรู้แม้สักนิดก็หาไม่ ว่าผู้นั้นคือใคร - ก็ผงกพระเศียร ตรัสว่า “ดูก่อนท่านผู้ประพฤติบุณยยาตรา, สังเกตดูตามเรื่องที่เล่า, เห็นท่านยังต้องการเดิรทางไปหาบ้านอย่างอาคาริยวิษัย มากกว่าจะเดิรทางหาความวิเวกสละบ้านตามอนาคาริยวิธี. อันที่จริงก็มีทางเปิดให้เดิรไปปัจฉิมมรรคได้ชัดแจ้งอยู่แล้ว.”

“ข้าแต่ผู้เจริญ, ความจริงเป็นดั่งที่ท่านกล่าว. แต่เวลานั้นตาข้าพเจ้ายังมืดมัวมองไม่เห็นวิโมกษวิถี, จึ่งมุ่งหน้าเดิรซมไปหาบ้านตามประสาเขลา.”

กามนิตถอนหายใจยาว นิ่งอึ้งอยู่สักครู่ ก็เริ่มเล่าเรื่องของตนต่อไป, มีเสียงสดชื่นชัดเจนขึ้น.

.

.......................




Title: Re: กามนิต - ภาคหนึ่ง บนดิน - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป
Post by: ppsan on 14 March 2026, 21:05:36

สิบสาม เพื่อนบุณย์


เรื่องลงสุดท้าย ก็คือข้าพเจ้าคงอยู่กับบิดามารดาที่กรุงอุชเชนีสืบมา.

ดูก่อน ท่านอาคันตุกะ, อันกรุงซึ่งเกิดเป็นบ้านเกิดเมืองบิดรของข้าพเจ้านี้ ดั่งที่ชนทั่วไปย่อมทราบว่าเป็นกรุงมีชื่อเสียงตลบไปในชมพูทวีป ว่าสนุกสนานหาความบันเทิงได้ไม่มีที่เปรียบ ไม่น้อยไปกว่าความงามรุ่งเรืองของปราสาทราชมนเทียร และความงามสง่าผ่าเผยของเทวสถาน, และมีถนนหลวงกว้างใหญ่ เวลากลางวันได้ยินเสียงม้าร้องคะนองคึก และช้างสารโกญจนาทอยู่กึกก้อง ตกกลางคืนก็มีแต่เสียงพิณและเสียงร้องเพลงในหมู่นักเที่ยว สนุกเกรียวกราวอยู่ทั่วไป.

แต่บรรดาสิ่งที่ขึ้นชื่อฤๅชาในกรุงอุชเชนี ไม่มีอะไรจะวิเศษไปกว่าหมู่นางคณิกา มีตั้งแต่เป็นนางงามชั้นสูงอยู่ปราสาท ซึ่งเป็นผู้สร้างเทวสถาน สร้างวโนทยานสำหรับไว้เที่ยวเตร่, ที่ในห้องรับแขกจะมีจินตกวี นักละคร แขกเมืองคนสำคัญ บางทีก็มีเจ้านายไปเยี่ยมเยือน. นางเหล่านี้ตลอดจนชั้นเลวลงมา ล้วนสวยงามสมซวดทรง มีกิริยาท่าทางอ่อนช้อยยียวนใจหาที่เปรียบมิได้. ถึงคราวมีงานสมโภชครั้งใหญ่ ในคราวแห่แหนหรือมีการประกวด นางคณิกาเหล่านี้ จะเป็นอาภรณ์สำคัญประสมอยู่ในวิถีมรรคา ซึ่งประดับด้วยธงทิว เดียรดาษด้วยบุปผชาติกล่นเกลื่อนถนน, ล้วนสวมพัสตราภรณ์สีแดง ถือพวงมาลารำเพยกลิ่นหอมตลบอบอวน แพรวพรรณด้วยมณีรัตน์เครื่องประดับ. ดูก่อน ภราดา, ถ้าท่านได้เห็นแล้วซึ่งนางเหล่านี้ในขณะที่นั่งอยู่ หรือเคลื่อนคล้อยไปตามถนน ชม้อยชายตา ทำกิริยาหัวร่อต่อกระซิกแสนจะน่ารัก, นั่นคือโหมเพลิงความพึงใคร่ของผู้กำดัดรักให้เริงแรงยิ่งขึ้น.

นางเหล่านี้ พระราชาก็ประทานเกียรติยศ ประชาชนก็บูชา จินตกวีก็กล่าวขวัญเป็นบทเพลงเยินยอ, จึ่งเป็นการสมควรแล้ว ที่จะขนานนามว่า “มงกุฎดอกไม้หลายสีของกรุงอุชเชนีที่สถิตเหนือฐานศิลา,” กระทำให้แคว้นใกล้เมืองเคียงต่างๆ อิจฉากรุงอุชเชนีเป็นกำลัง. นางงามเหล่านี้ บางคนที่เลือกสรรแล้ว เคยรับเชิญเป็นแขกเมืองไปเยี่ยมแดนต่างๆ ก็บ่อยๆ ถึงกับเกิดเหตุในบางครั้ง ที่ต้องมีพระโองการสั่งให้กลับมา.

สำหรับผู้ที่จะให้ลืมความโทมนัสแสนสาหัส ที่เผาผลาญดวงใจอย่างเช่นข้าพเจ้านี้ เมื่อมีนางงามนำถ้วยทองอันเต็มปริ่มด้วยสุธารสความบันเทิง มาฉอเลาะรออยู่ที่ริมฝีปากแล้ว ไฉนจะไม่ดื่มโดยยินดีเล่า? อาศัยที่ข้าพเจ้ามีปฏิภาณทันใจ มีความรู้ในศิลปวิทยา รู้จักการเล่นอันสมควรแก่การสมาคมทุกอย่าง นางคณิกาที่ลือชื่อจึ่งต้อนรับข้าพเจ้าเป็นแขกพิเศษ. นางคนหนึ่งหลงใหลรักใคร่ข้าพเจ้ามาก เลยหยิ่งถึงทะเลาะกับเจ้านายองค์หนึ่ง เพราะเรื่องข้าพเจ้า. และเพราะได้เรียนรู้ภาษามารยาทโจรมาแล้วเป็นอย่างดี ข้าพเจ้าจึงคบหาสมาคมกับนางคณิกาชั้นต่ำด้วยอีกพวกหนึ่ง ถึงแม้ว่า ความเป็นไปของพวกชั้นนี้จะเป็นชนิดที่เลวทราม ข้าพเจ้าก็ตีตนสนิทมิได้รังเกียจ, จนนางพวกเหล่านั้น มีหลายคนที่ภักดีต่อข้าพเจ้าอย่างสุดชีวิตจิตใจ.

ดูก่อน ท่านอาคันตุกะ, ข้าพเจ้าเปลี่ยนความประพฤติไปหมกมุ่นอยู่ด้วยความสนุกอย่างนี้ ที่ในเมืองข้าพเจ้าอย่างรวดเร็ว เท่ากับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เลยมีคำพูดติดปากชาวอุชเชนีว่า “รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม” ฉะนี้.

ในระวางเวลาที่เพลิดเพลินนี้ มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นอันแสดงให้เห็นว่า ความประพฤติชั่วช้าถึงปานนี้ก็ดี บางทีก็เป็นเหตุถึงกับให้เกิดโชคดีขึ้นได้, ซึ่งบุคคลที่หมกมุ่นอยู่ในโลกิยสุข อาจตัดสินลงไปให้เด็ดขาดไม่ได้ง่าย ว่าที่มีความเจริญสมบูรณ์อยู่ได้นั้น เป็นเพราะความชั่วหรือความดีที่มีอยู่ในตน.

ที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ หมายความถึงพวกนางคณิกาชั้นต่ำที่ข้าพเจ้าคบค้าอยู่ด้วย ซึ่งกลายเป็นการให้คุณเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าอย่างใหญ่หลวง. กล่าวคือ วันหนึ่งมีขโมยขึ้นบ้านบิดาข้าพเจ้า แล้วก็ลักเอาแก้วแหวนเงินทองไปเสียสิ้น โดยมากเป็นของคนอื่นมอบมาไว้ให้ตีราคา คิดเป็นทรัพย์รวมทั้งหมดมากมาย บิดาข้าพเจ้าเหลือความสามารถจะใช้แก่เจ้าของได้ ข้าพเจ้าเป็นทุกข์แสนวิตก เพราะเห็นหายนะมาสู่อยู่แล้วฉะเพาะหน้า. ได้ใช้สติปัญญาความสามารถที่ได้ไว้ครั้งอยู่ในป่า ก็ไม่ได้ผลอย่างไร. ลักษณะอาการผู้ร้ายที่เข้ามาลักเจาะเป็นอุโมงค์เข้ามา ซึ่งข้าพเจ้าอาจบอกได้ทันทีว่าเป็นโจรชนิดไร. แต่ถึงจะได้ความรู้เป็นเค้าอย่างนี้ก็ดี ก็เป็นประโยชน์แก่ตำรวจไม่ได้เลย. เพราะตำรวจในกรุงอุชเชนี ไม่เป็นพวกที่นางคณิการักใคร่นัก เพราะทั้งสองมีความในใจกินนัยกันอยู่ ด้วยพวกนางคณิกาย่อมติดต่ออยู่กับพวกเหล่าร้าย ไฉนจะชอบพอกับพวกตำรวจได้.

อาศัยด้วยพวกนางคณิกาเหล่านี้รักใคร่ชอบพอกับข้าพเจ้า ได้เห็นข้าพเจ้าเป็นทุกข์เป็นร้อนถึงหายนะที่จะมาถึง, ช่วยเอาใจใส่สืบสวนจนได้ตัวคนร้าย ข่มขู่มันต่างๆ จนมันยอมคืนของที่ลักเอาไปให้ทั้งหมด จะขาดไปบ้างก็เล็กน้อยที่มันเอาไปจำหน่ายขายใช้สอยเสียแล้ว, เป็นอันว่าไม่เสียหายไปมากมายอะไร แต่ก็ทำให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ตกใจมาแล้วไม่น้อย. ต่อมาได้สติ: เห็นว่าความประพฤติเลอะเทอะอยู่นี้ ก็เท่ากับพล่าความเป็นหนุ่มที่ยังมีอยู่บริบูรณ์ ให้หมดเปลืองไปโดยใช่เหตุ. นอกจากที่รู้สึกคิดเห็นอย่างนี้แล้ว ยังได้สติอีกอย่างหนึ่งว่า ได้ประพฤติสำมะเลเทเมาจนถึงขีดสุดแล้ว มันจะต้องติดตัวชั่วทรามจมลงไปจนแก้ไม่ไหว; หรือมิฉะนั้นก็ตรงกันข้าม คือ สนุกจนรู้สึกเบื่อเลิกไปเอง. ข้าพเจ้ารู้สึกได้ผลในประการหลัง เพราะเหตุการณ์ที่ได้ประสพมาแล้วนี้ คือเห็นความวิบัติมาอยู่ฉะเพาะหน้า. ถ้าต้องยากจนลง ข้าพเจ้าผู้เคยสาละวนอยู่แต่เรื่องความสนุก จะมีอะไรเป็นเครื่องต่อต้านได้เล่า มิเดือดร้อนแสนสาหัสหรือ. ถึงตรงนี้ ระลึกขึ้นได้ถึงถ้อยคำของพ่อค้า ที่กล่าวแก่ข้าพเจ้า ณ หลุมฝังศพของวาชศรพว่า ถ้าเขาเป็นผู้ที่ท่านวาชศรพโปรดปรานเหมือนข้าพเจ้าแล้ว, ในสองสามปีเท่านั้น เขาควรจะเป็นคนมั่งมีที่สุดในกรุงโกสัมพี.

ข้าพเจ้าก็ตั้งใจอยู่แล้วว่า จะให้เป็นคนมั่งมีที่สุดในกรุงอุชเชนี เพื่อให้เป็นไปตามความตั้งใจ จึ่งมุ่งไปในทางนำสินค้าบรรทุกเกวียนไปขายจนสุดกำลังความสามารถ. และก็ได้ดำเนิรการตามที่ตั้งใจไว้. วาชศรพผู้เป็นสหายและอาจารย์ของข้าพเจ้า มีสำนักอยู่ในโลกอื่นแล้ว จะได้มาช่วยกิจการค้าด้วยหรือไม่ ข้าพเจ้าไม่กล้ารับรอง. แต่ก็มีบางคราว ที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าได้ลงมาช่วยเหลือ เพราะการได้เป็นไปสมกับที่วาชศรพได้พูดไว้. ที่วาชศรพสอนวิชชาและขนบธรรมเนียมของพวกโจรต่างๆ ให้ข้าพเจ้าทราบ ซ้ำตนเองก็ได้เคยไปร่วมพิธีอันลี้ลับของมัน เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าประกอบการค้าได้ตลอดปลอดโปร่งปราศจากภัยอันตราย, ซึ่งถ้าเป็นคนอื่น ผิดจากตัวข้าพเจ้าแล้ว น่ากลัวจะไม่จำเริญอย่างข้าพเจ้า.

เมื่อข้าพเจ้าคุมกองเกวียนกระบวนใหญ่ไปค้ายังเมืองใด หนทางไปตั้งเดือน และไปในทางที่มีโจรผู้ร้ายชุกชุม พ่อค้าคนอื่นไม่กล้าไป, แต่ข้าพเจ้าไปได้ตลอดรอดฝั่ง ค้าขายได้กำไรงามตั้งสิบเท่าในเมืองนั้น เพราะมีผู้ต้องการซึ้อมาก ด้วยขาดแคลนของที่ต้องการมานาน ไม่มีใครกล้านำเอาไปขายโดยกลัวถูกตีชิงเป็นอันตราย. มิใช่แต่เท่านี้ ข้าพเจ้าได้รับความรู้จากสหายข้าพเจ้า ถึงเรื่องดูลักษณะและอุปนิสัยใจคอของราชการ ตั้งแต่ชั้นสูงตลอดลงมาจนชั้นต่ำ ที่ควรให้กำนัลหรือไม่ให้เพียงไหน จึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้า, เป็นอันว่าข้าพเจ้าได้ประโยชน์เป็นกำไรเพียงในระยะสองสามปีโดยใช้ความรู้ที่ได้รับไว้เป็นอย่างดี ทำความมั่งมีให้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าพอดูอยู่

การได้เป็นไปอย่างนี้ล่วงมาได้หลายปี. ระวางเวลาเหล่านั้น ข้าพเจ้าแสวงความสนุกต่างๆ ที่ในกรุงอันเป็นที่รักของข้าพเจ้าบ้าง, ไปค้าต่างเมืองฝ่าอุปสรรคเผชิญภัยบ้าง: ผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปอย่างนี้ นับว่ามีทั้งสบายและลำบาก. เมื่อไปถึงเมืองใด ข้าพเจ้าก็ไปอยู่กับนางคณิกาในเมืองนั้น โดยปกตินางงามในกรุงอุชเชนีเป็นผู้แนะนำให้ นางคณิกาที่ต้อนรับข้าพเจ้า ไม่ใช่จะเป็นเจ้าบ้านสำหรับต้อนรับอย่างเดียว ยังช่วยเหลือในกิจการเป็นผลดีก็บ่อยครั้ง.

ความเป็นไปของข้าพเจ้าดังนี้ จนอยู่มาวันหนึ่ง บิดาข้าพเจ้าเข้ามาหา.

ขณะนั้น ข้าพเจ้ากำลังสาละวนเอาครั่งทาริมฝีปาก ช้าๆนานๆก็ตะโกนไปทางหน้าต่าง สั่งการแก่คนใช้ ซึ่งกำลังจูงม้าไปผูกอานอยู่ที่ลานหน้าบ้าน; ที่ต้องสั่งกำชับกำชา เพราะต้องการให้เอาเบาะอันอ่อนนุ่มผูกทับอานม้าเป็นพิเศษ สำหรับให้แม่ตางามดั่งตากวางของข้าพเจ้าขี่ เพราะได้นัดกับเพื่อนฝูงทั้งหญิงชายไว้ ว่าจะออกไปเที่ยวที่อุทยานในบ่ายวันนั้น.

เมื่อบิดาข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าเคารพรับ และตะโกนเรียกคนใช้ให้จัดหาเครื่องดื่ม; แต่ท่านห้ามไว้. ข้าพเจ้าหยิบสีเสียดอบอย่างหอมจากหีบทองส่งให้. ท่านปฏิเสธ คงเคี้ยวแต่หมาก. ข้าพเจ้าจึ่งเดาเอาว่า ที่เข้ามาคราวนี้ คงจะพูดเรื่องสำคัญอะไรสักอย่างหนึ่ง ทำให้รู้สึกไม่สู้สบายใจเลย.

ข้าพเจ้ายกม้าให้ท่านนั่งแล้ว; ท่านเริ่มพูดว่า “นี่กำลังเตรียมกันจะไปเที่ยวซิ? ลูกเอ๋ย! เรื่องนี้พ่อไม่ติเตียนดอก เพราะเจ้าพึ่งกลับมาจากค้าขายทางไกล ได้รับความเหนื่อยลำบากมามากแล้ว ก็เป็นธรรมดาต้องหาความสนุกสบายบ้าง นี่วันนี้จะไปเที่ยวที่ไหน?”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ลูกตั้งใจจะขี่ม้าไปเที่ยวกับเพื่อนฝูงทั้งหญิงและชาย ไปที่ 'สวนบัวร้อยสระ' แล้วเล่นกีฬาหาความรื่นเริงให้สำราญบ้าง.”

บิดา: “ก็ดีแล้ว ที่สวนบัวร้อยสระ เวลาบ่ายสบายมาก, ต้นไม้บังแดดร่มรื่นเย็นด้วยละอองน้ำ น่าเที่ยวเตร่. ที่จะเล่นกีฬาก็เป็นการดี เพราะเท่ากับฝึกซ้อมกายใจให้สบาย. เดี๋ยวนี้การกีฬาที่เขานิยมกัน ยังเหมือนครั้งเมื่อพ่อยังหนุ่มเขานิยมกันหรือเปล่า?”

ข้าพเจ้า: “การเล่น แล้วแต่ใครจะแนะนำขึ้น ถ้าดีก็พร้อมใจเล่นกีฬาอย่างนั้น คราวนี้ นิมี แนะนำให้เล่นกีฬาสาดน้ำ”

บิดา: “พ่อไม่รู้จัก”

ข้าพเจ้า: “เห็นจะทราบไม่ได้, เพราะนิมีไปได้ความรู้จากเมืองใต้ ซึ่งเขานิยมกันที่นั่น. คือผู้เล่นเอาไม้ซางใส่น้ำ พ่นรดกัน. ถ้าใครเปียกน้ำมากกว่าเพื่อนก่อน, เป็นคนแพ้. เป็นการเล่นที่สนุกมาก. แต่โกลลีย์แนะนำให้เล่น “กระทุ่ม.”

บิดาสั่นศีรษะ บอกว่าไม่รู้จัก.

ข้าพเจ้าอธิบาย: “เป็นการเล่นที่เขากำลังนิยมอยู่เหมือนกัน. คือผู้เล่นในชั้นต้นแบ่งกันเป็นสองพวก เอากิ่งกระทุ่มที่มีดอกช่อสีเหลืองอร่ามดั่งทองเป็นอาวุธต่อสู้กัน. ถ้าข้างใดถูกเกสรดอกกระทุ่มติดตัวมากจนเหลืองพราวไป, ก็ถูกตัดสิ้นเป็นฝ่ายแพ้. ก็สนุกดีดอก, แต่ลูกจะแนะนำให้เล่นการเล่นแต่งงาน.”

บิดา: “นี่เป็นการเล่นของเก่าดีอยู่ ยินดีมาก, ออกจะเห็นว่า เจ้ามีความคิดความอ่านเหมือนอย่างที่เจ้าแนะนำ การเล่นชนิดนี้อยู่ขึ้นบ้าง. หลุดจากการเล่นชนิดนี้ อีกก้าวเดียว ก็ไม่เป็นของยากลำบากอะไรแล้ว.”

ถึงตรงนี้ท่านพูดขยักไว้ แสดงกิริยาเป็นเชิงว่าพอใจ แต่ว่าข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัดกระไรๆ อยู่.

ท่านพูดต่อไป: “การเล่นที่พูดถึงเมื่อกี้นี้ทำให้พ่อจะปรารภถึงข้อที่มาหาเจ้าในวันนี้. ตัวเจ้าได้เดิรทางค้าขายก็หลายหนมาแล้ว จนเกิดมูนพูนผลในกิจการค้าขายใหญ่โตเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่า เป็นที่ขึ้นชื่อฦๅชาติดปากของใครๆ ในกรุงนี้อยู่แล้ว. อีกประการหนึ่ง เจ้าก็หาความสุขในความเป็นหนุ่มตามอำเภอใจมาช้านานแล้ว, ทรัพย์สมบัติก็สั่งสมไว้พอแก่ที่จะบำเรอบำรุงตระกูลได้เป็นปึกแผ่น: จึ่งเป็นการสมควรที่เจ้าจะตั้งหน้าหาทายาทสืบตระกูลต่อไป. เพื่อให้แผนการณ์ที่คิดไว้นี้สะดวกแก่เจ้า พ่อได้เลือกหาหญิงตระกูลมาเป็นภริยาเจ้าสำรองไว้แล้ว. หญิงคนนั้นเป็นธิดาคนเอื้อยของสญชัยพ่อค้าใหญ่ เพิ่งจะแตกเนื้อสาวในเร็วๆนี้ ดั่งนี้เจ้าจะเห็นได้ว่า เมียที่พ่อจัดหาให้ มีตระกูลสมชาติสมเชื้อกันดี; เพราะตระกูลของเขาก็มั่งมี มีคนนับหน้าถือตา, ญาติพี่น้องทั้งฝ่ายบิดามารดาของนางก็บริบูรณ์. รูปร่างงามหาตำหนิมิได้: ผมดำราวกับแมลงผึ้ง หน้าเปล่งปลั่งดั่งดวงจันทร์ เนตรประหนึ่งตากวาง จมูกแม้นดอกงา ฟันเทียบกับไข่มุก ริมฝีปากเพียงผลตำลึงสุก เสียงหวานปานนกโกกิลา ขาคือลำกล้วย เอวเหมาะเจาะ ไม่อวบเกิน เวลาย่างเดิรแคล่วคล่อง มีสง่าเสมอช้างทรง. เพราะฉะนั้น เจ้าจะหาทางตำหนิขัดข้องมิได้เลย.”

ที่จริงข้าพเจ้าจะตำหนิความงามตามที่จาระไนนี้ได้อย่างไร? แต่การชมโฉมนางงามยิ่งเป็นบทกลอนเลือกสรรแต่ที่ดีด้วยแล้ว รู้สึกออกจะเอือม ไม่ทราบว่าจะตื่นเต้นในความงามได้อย่างไร. อีกประการหนึ่งพิธีแต่งงาน จะต้องอยู่กับเจ้าสาวในห้องสามวันเต็มๆ ระวางนั้นห้ามกินของเผ็ดร้อน, ต้องนอนกับพื้น, ต้องให้ไฟในเตาติดอยู่เสมอ, ทั้งจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ไว้อย่างมั่นคง อย่ามีราคีต่อกันแม้แต่เล็กน้อย: เหล่านี้ก็เบื่อแสนเบื่ออยู่แล้ว. แต่ที่เบื่อน้อยที่สุด กลับเป็นข้อหลัง คือข้าพเจ้าพอใจจะรักษาความบริสุทธิ์ของข้าพเจ้ามากกว่าอื่น.

ดูก่อน ภราดา, มีภริยาที่ไม่ทันจะรู้สึกรักใคร่ ก็ทำให้รักบ้านมิได้. เหลียวดูรอบห้องทั้งสี่ด้าน จะหาความสำราญเจริญใจสักนิดก็ไม่มี. เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าเต็มใจออกเดิรทางไปค้ายังเมืองไกลยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน. เมื่อกลับมาชั่วระวางเวลาอยู่ ก็หาทางให้ยุ่งเป็นธุระด้วยการค้าขาย ไม่ค่อยขลุกอยู่กับภริยาที่ได้กระทำการวิวาหะกันแล้ว. เรื่องเป็นอยู่ดั่งนี้ ความมั่งมีของข้าพเจ้ายิ่งทวีขึ้น. เพียงล่วงมาอีกสองสามปี ข้าพเจ้าเกือบได้ถึงแล้วซึ่งความมุ่งหมายใฝ่ฝัน คือเป็นคนมั่งมีที่สุดคนหนึ่ง ในกรุงอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน.

เมื่อมีความสุขอิ่มเอมด้วยทรัพย์ศฤงคารมากมายสมดั่งความมุ่งหมายแล้วฉะนี้, ความปรารถนาถัดไปในฐานที่เป็นคฤหบดี ก็คือมีบุตรธิดา ภริยาข้าพเจ้าในระวางเวลาที่กล่าวนี้ มีธิดาสองคนแล้ว นับว่ามีความสุขสบายพอตัว. ข้าพเจ้าซื้อที่แปลงใหญ่อยู่นอกเมือง สร้างเป็นอุทยานอันรื่นรมย์ สำหรับเที่ยวเล่นหาความสำราญ; ท่ามกลางปลูกคฤหาสน์ขนาดใหญ่ เสารับเพดานสำเร็จด้วยศิลาอ่อนทั้งหมด. อุทยานนี้นับว่าเป็นสถานที่พิศวงพึงดูอยู่ในกรุงอุชเชนีได้แห่งหนึ่ง; แม้แต่พระราชาธิบดีก็เคยเสด็จไปประพาสทอดพระเนตร.

​ภายในอุทยานอันงดงามนี้ ข้าพเจ้าจัดให้มีการรื่นเริงเลี้ยงดูอย่างมโหฬาร. ข้าพเจ้าเริ่มจะนิยมอาหารการกินที่วิเศษยิ่งขึ้น: ไม่ว่าของสิ่งใด ถ้าต้องการ, ถึงจะนอกฤดูกาลที่จะได้ยากแสนเข็ญ, ก็ต้องจัดหามาจนได้ จะต้องเสียเงินทองซื้อมากมายสักเท่าไรไม่เสียดายเลย. เวลานั้น ร่างกายข้าพเจ้าไม่ผอมซีดเหมือนกับที่ครองตนเป็นนักบวชยาตราไปตามแนวป่า แต่โดดเดี่ยวอย่างที่เห็นอยู่เวลานี้: ครั้งนั้นยังอิ่มเอิบสมบูรณ์ดีอยู่ทุกอย่าง.

ดูก่อนท่านอาคันตุกะ. อาศัยการอุปโภคบริโภคล้วนประณีตเห็นปานนั้น จนมีคำติดปากชาวอุชเชนีว่า “อาหารเลี้ยงวิเศษเหมือนของกามนิต;” ด้วยประการฉะนี้.

๏ ๏ ๏

.

.....................


สิบสี่ ผู้เป็นสามี


เช้าวันหนึ่ง กำลังข้าพเจ้าเดิรไปเดิรมากับหัวหน้าคนทำสวน เพื่อตบแต่งแก้ไขสวนให้ดีขึ้นอีก, บิดาข้าพเจ้าขี่ฬาแก่ของท่านเข้ามาในลาน.

ข้าพเจ้ารีบออกไปรับ เพื่อช่วยท่านลงจากหลังฬา แล้วจะได้พาเข้าไปในสวน; เชื่อว่าท่านจะได้ไปชมดอกไม้งาม ๆ ที่มีอยู่ในนั้น, แต่ท่านสมัครไปพักในห้องแรก. ข้าพเจ้าเรียกคนใช้ให้ยกเครื่องน้ำมาเลี้ยงดู. ท่านปฏิเสธ บอกว่าต้องการจะพูดอะไรกับข้าพเจ้า, ไม่ต้องการให้ใครเข้ามารบกวน.

​ข้าพเจ้ารู้สึกออกหนักใจ: ไม่ทราบว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นอีก, จึ่งนั่งลงบนม้าต่ำข้างท่าน.

ท่านเริ่มพูดมีหางเสียงเอางานเอาการอยู่ว่า “ลูกรัก, เมียเจ้ามีลูกเป็นผู้หญิงมาแล้วถึงสองคน; ท่าทางต่อไปเห็นจะไม่ได้ลูกชายเสียแล้ว. อันบุคคลที่ไม่มีบุตรสำหรับทำการพลีบูชาทักษิณานุประทานในเวลาเมื่อตายไปแล้ว จะต้องรับทุกข์ทรมานสาหัส. ที่เขาว่ากันเช่นนี้เป็นความจริงอยู่มาก. พ่อไม่ได้ติเตียนเจ้าหรอก.” ที่ท่านพูดแถมท้ายไว้นี้ บางทีจะสังเกตเห็นข้าพเจัาทำกิริยากะสับกะส่าย. อันที่จริงเรื่องไม่มีลูกชาย ก็ยังไม่เห็นว่าจะมาติเตียนข้าพเจ้าได้อย่างไร. แต่เมื่อท่านได้แสดงความกรุณาดั่งนี้. ข้าพเจ้าย่อมรู้สึกขอบคุณ จึ่งก้มไปจูบมือท่าน.

ท่านพูดต่อไป “เรื่องนี้ต้องติพ่อจึ่งจะถูก เพราะเป็นผู้เลือกหาเมียให้เจ้า มัวไปละเมอเพ้อฝันเอาแต่เรื่องมั่งมีซู่ซ่าทางโลกีย์เสียหมด, หาได้ดูลักษณะของผู้หญิงเป็นที่ตั้งไม่. บัดนี้ พ่อนึกหาผู้หญิงไว้ได้คนหนึ่งแล้ว ถึงว่าจะไม่ใช่เป็นคนอยู่ในตระกูลมั่งมีอะไรนัก; หรือจะพูดว่าถึงความสวยงาม, ผู้เคยพบชินมาเหลือเฟือ ก็จะบอกว่าไม่สู้สวยผุดผาดนัก. แต่แม้จะบกพร่องในข้อข้างต้นนี้จริง ก็มีลักษณะกัลยาณีอื่นๆมาชดเชย คือ มีสะดือลึกบิดไปทางขวา, ฝ่ามือฝ่าเท้ามีลายดอกบัว สายโกศ, และมีไฝเป็นรูปกงจักร, เส้นผมละเอียดตรง เว้นเสียแต่ที่ต้นคอหยิกไปทางขวาเสียสองปอย. หญิงมีลักษณะอย่างนี้ปราชญ์บอกว่าจะมีลูกเป็นผู้ชายที่แกล้วกล้าสามารถถึงห้าคน.”

​ข้าพเจ้าแสดงให้ท่านทราบว่าพอใจทุกอย่าง กล่าวคำขอบคุณท่านที่เมตตากรุณา แล้วบอกท่านว่า จะจัดการเรื่องนี้เสียทันทีก็ได้ ไหนๆ เรื่องมันจะต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว.

ท่านตกตะลึงถึงกับเปล่งอุทานว่า “อะไร? ทันทีเทียวหรือ? ผ่อนเรื่องใจร้อนของเจ้าให้เบาลงบ้างเถิด: ฤดูนี้พระอาทิตย์กำลังเดิรปัดไปทิศใต้. ถ้าพระอาทิตย์เบนกลับสู่ทิศเหนือรอให้ตกกลางเดือน พระจันทร์เต็มดวง, จึ่งค่อยหาวันฤกษ์งามยามดีจัดการกัน. เมื่อยังไม่ถึงเวลาต้องระงับใจไว้ก่อน, ลูกเอ๋ย! มิฉะนั้นลักษณะของหญิงที่ว่าดีทั้งหมดจะเกิดผลเป็นโชคดีแก่เราได้อย่างไร?”

ข้าพเจ้ารับรองท่านว่าไม่ต้องวิตก พออดใจไว้ได้ ตลอดเวลาที่คอย, และจะยอมตามที่ท่านแนะนำทุกประการ. ท่านก็ดีอกดีใจว่า ข้าพเจ้าเป็นลูกมีความเชื่อฟังว่านอนสอนง่าย, อำนวยพรข้าพเจ้าแล้ว จึ่งยอมให้นำน้ำมาเลี้ยงดูกัน.

วันที่ข้าพเจ้าร้อนใจเร่งให้ถึงเร็ว ก็มาถึง. เลือกวันเวลาเป็นมงคลได้แล้วก็ทำพิธีแต่งงาน. พิธีคราวนี้ออกจะมากมายนานเวลาน่าเบื่อเหลือเกิน: ต้องเสียเวลาท่องบ่นมนต์ที่จำเป็นในพิธีกว่าจะจำได้กินเวลาถึงสิบสี่วัน. เวลาเข้าพิธีมณฑลเกี่ยวประสานมือกับเจ้าสาวที่ในบ้านบิดาหญิง รู้สึกอึดอัดใจตัวสั่นพิลึกกลัวจะว่ามนต์ผิดๆ พลาดๆ หรือทำท่าไม่ถูกแบบ. เพราะพลาดท่าพลั้งทีไป บิดาข้าพเจ้าจะไม่ยอมยกโทษให้เลย. กำลังตกประหม่า จักแหล่นจะลืมเคล็ดสำคัญ คือควรที่จะจับแต่นิ้วแม่มือเจ้าสาว, เกือบจะไปรวบเอาหมดทั้งห้านิ้วซึ่งทำเช่นนั้น​เขาถือกันว่าจะได้ลูกผู้หญิง. เผอิญจะไม่เสียขวัญ ที่ฝ่ายผู้หญิงยังมีสติอยู่กับตัว จึ่งยื่นแต่นิ้วแม่มือมาให้จับ.

ข้าพเจ้าสะทกสะท้านจนเหงื่อออกโชกตัวในขณะถึงพิธีเทียมโคเข้าแอก สำหรับเดิรทางกลับ, แต่ก็คุมสติจัดทำไปได้ตลอด. ส่วนเจ้าสาวนำกิ่งไม้ที่มีผลมาเสียบไว้ที่แอก. เสร็จแล้วข้าพเจ้าต้องว่ามนต์อีกบทหนึ่ง. หลุดรอดตัวมาได้ พ้นทุกข์พ้นยากไปที.

เดิรทางพากันกลับบ้าน ไม่ประสพเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ร้อยแปดอะไรอีก, เพราะในเรื่องเช่นนี้ คนไม่มีโชคดีมักประสพวิปริตเสมอ. มาถึงประตูบ้าน พราหมณีสามนางสรรมาฉะเพาะผู้มีชื่อเสียงดี มีลูกเป็นผู้ชายและสามียังมีชีวิตครองกันอยู่ เข้าไปพยุงเจ้าสาวออกจากเกวียน. เรื่องเพียงนี้ดูก็เรียบร้อยดี. แต่ขอให้คิดดูเถิด เรื่องล่วงเลยมาถึงเพียงนี้ นึกว่าตลอดรอดฝั่งแล้ว, บังเอิญเจ้าสาวเวลาก้าวเข้าไปในบ้าน ที่อื่นมีถมไปไม่เหยียบ จำเพาะไปเหยียบเอาธรณีประตูเข้า. ข้าพเจ้าใจหายวาบ! ทำไมหนอในเวลานั้นจึ่งไม่คิดเห็นว่า ถ้าจะอุ้มเจ้าสาวไปวางให้พ้นธรณีประตูเสียหน่อยจะไม่ได้หรือ? ตอนเหยียบธรณีประตูเมื่อจะย่างเข้าบ้าน ก็นับว่าอัปมงคลพออยู่แล้ว, ซ้ำข้าพเจ้าเองก็ลืมเข้าประตูข้างขวาผู้หญิงและจะต้องเข้าก่อนเสียด้วย. เคราะห์ข้าพเจ้ายังดีอยู่หน่อย ที่ผู้เถ้าผู้แก่มีบิดาข้าพเจ้าเป็นต้น ไปมัวตกอกตกใจด้วยเรื่องเหยียบธรณีประตูกันเสีย, เรื่องที่ข้าพเจ้าทำผิดท่า จึ่งไม่มีใครถือเป็นอารมณ์นัก.

​เข้าไปในบ้าน ข้าพเจ้าต้องไปยืนอยู่กลางห้องข้างซ้ายของเจ้าสาว เบื้องบนหนังโคแดงทั้งตัว เอาด้านมีขนขึ้นไว้ข้างบน และหันศีรษะโคไปทางตะวันออก. ตอนนี้ บิดาข้าพเจ้าเที่ยวหาผู้ชายที่มีลักษณะเป็นพิเศษ หาอยู่นาน จึ่งได้เด็กคนหนึ่ง มีพี่น้องเป็นผู้ชายทั้งหมด ไม่มีผู้หญิงเลย ซ้ำยังมีชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. บิดาเด็กคนนี้ก็มีพี่น้องล้วนเป็นผู้ชาย, ปู่ก็มีลักษณะเช่นเดียว. แต่ต้องหาหลักฐานยืนยันกันอยู่นาน จึ่งได้ความแน่นอนว่าเป็นจริงตามนั้น. เด็กคนนี้ เขานำมาให้นั่งตักเจ้าสาว. ที่ข้างตัวเจ้าสาวมีถาดทองแดงลอยดอกบัวเก็บเอามาจากบึง. เจ้าสาวจะต้องให้เด็กนั้นกอดอก และจุ่มลงไปในถาด. กำลังเตรียมการไว้เสร็จ เหลียวหาเด็กไม่พบ ไม่ทราบว่าหนีไปไหนเสียแล้ว, ต้องเที่ยวหากันอยู่นาน จึ่งไปพบมุดนอนเล่นอยู่ในกองพิธีบูชาเสียกะจุยกะจาย ต้องจัดแจงทำที่บูชากันอีก คือจะต้องตัดหญ้าคาในเวลาพระอาทิตย์อุทัยมาปูลาด แต่คราวนี้เสียพิธี ก็ต้องตัดเอามาใหม่เป็นอันไม่ได้ตรงตามตำรา ส่วนเด็กก็ต้องหามาใหม่ แต่ได้มาสู้คนเก่าไม่ได้. เมื่อพิธีต่างๆ มาเกิดอุปสรรคขึ้นดั่งนี้ บิดาข้าพเจ้ามีอาการไม่สู้ดี เพราะที่นึกหวังไว้มาผิดคาดไปหมด, กลัวว่าท่านจะเจ็บป่วยล้มตายลงในเวลานั้น เพราะจะเป็นตายอย่างไร ท่านไม่ยอมให้เสียพิธีเป็นอันขาด. เคราะห์ดีที่คราวนั้นท่านไม่เป็นอะไร, แต่ก็ทำให้ข้าพเจ้านึกปฏิญญาสาบานกับตัวเองว่า เป็นไม่ขอแต่งงานเข้าพิธีอีก.

ถึงที่สุดเสร็จพิธีแล้ว ข้าพเจ้าจะต้องอยู่เป็นปกติกับภริยาถึงสิบสองคืน-อยู่กับภริยาซึ่งมีรูปโฉมตามที่ท่านบิดาพรรณนา ก็ต้องขี้เหร่​ไม่ใช่น้อย. ข้าพเจ้าจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ไว้ตามพิธี, ต้องถือศีลอดอาหารให้มั่นคง และนอนกับพื้น กำหนดไว้สิบสองวัน, เพราะบิดาข้าพเจ้าเห็นว่าให้มากวันไว้เป็นดี เผื่อเหลือเผื่อขาด จะได้พ้นภัยไม่มีการขาดตกบกพร่องในพิธี. แต่ทว่าทำความเดือดร้อนให้แก่ข้าพเจ้าไม่น้อย เพราะต้องอดอาหารดีๆ ที่เคยรับประทานอย่างเอมโอช.

อย่างไรก็ดี ตามกำหนดที่ถูกทรมานเป็นอันว่าข้าพเจ้าทนได้ตลอดรอดไปไม่ตาย มีชีวิตความเป็นไปปกติเท่าเดิม; แต่ว่ามีผลต่างกันมาก. จริงอยู่ ผู้มีภริยาคนหนึ่งแล้ว จะมีอีกสักกี่คนก็ไม่ประหลาดอะไร. แต่เรื่องมันหาได้ราบรื่นด้วยไม่ กล่าวคือภริยาคนแรกของข้าพเจ้า มักจะเป็นผู้สงบหงิม ติดจะโง่เซ่อมากกว่าอย่างอื่น, ส่วนภริยาคนที่สองมีลักษณะตรงกันข้ามหมด. นับว่าข้าพเจ้ามีทั้งน้ำทั้งไฟ มีประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่. ธรรมดาของทั้งสองอย่างนี้อยู่ตามลำพังก็ดีหรอก เมื่อเข้าใกล้กันก็เกิดอาการฟู่ ๆ. เพราะฉะนั้นนับแต่วันแต่งงานแล้วเป็นต้นมา ในบ้านข้าพเจ้ามีเสียงฟู่อยู่เสมอ. ขอให้คิดดูเถิด พอภริยาคนที่สองมีบุตรเป็นผู้ชายเพียงคนแรก ในจำนวนห้าคนที่ทำนายไว้, ภริยาคนที่หนึ่งก็เป็นเดือดเป็นแค้น, หาว่าข้าพเจ้าไม่ต้องการให้นางมีบุตรชายละเลยพิธีบูชาต่าง ๆ ตามประเพณีเสีย ด้วยเจตนาจะมีภริยาใหม่. ภริยาที่สอง เมื่อเห็นภริยาที่หนึ่งมีอาการเช่นนั้นก็ทำกิริยามีวาจาเยาะเย้ย. คราวนี้เกิดมงคลขนานใหญ่: เกิดทะเลาะกัน, ต่างแย่งกันเป็นใหญ่. ข้างภริยาที่หนึ่งอ้างว่าตนเป็นหลวง เพราะได้อยู่กินกับข้าพเจ้าถูกต้องตามประเพณีมาก่อน; ฝ่ายภริยาที่สองก็ว่า ตนควร​เป็นหลวง เพราะมีบุตรเป็นผู้ชายสำหรับสืบตระกูล. เรื่องนี้เท่านี้นับว่าเดือดร้อนพอ ๆ อยู่แล้ว, แต่ยังมีร้ายยิ่งกว่านั้น. วันหนึ่งภริยาคนที่สองตึงตังเข้ามาหาข้าพเจ้า เนื้อตัวสั่นเทาไปหมดบอกว่าภริยาคนที่หนึ่งจะวางยาพิษฆ่าลูกชายของตน, เพราะฉะนั้น ขอให้ไล่ไปอยู่เสียที่อื่น. อันที่จริงบุตรชายข้าพเจ้ากินขนม แล้วมีอาการจุกเสียดขึ้นตามธรรมดาเท่านั้น, หาใช่ถูกยาพิษยาสงอะไรไม่. ข้าพเจ้าได้ว่ากล่าวติเตียนภริยาที่สอง ว่าไม่ควรใจเร็วใส่ความเขาโดยเข้าใจผิดๆ. นับว่าเรื่องสงบไปได้ตอนหนึ่งละ ทีนี้ไม่ทันไร ภริยาคนที่หนึ่งก็มาฟ้องว่า ถ้าหญิงกาลกรรณี คือภริยาคนที่สองขืนอยู่ในบ้าน ลูกหญิงทั้งสองของนางเห็นจะมีชีวิตไม่ยืนแน่นอน เพราะเขาต้องการจะฆ่าให้ตาย มรดกทั้งหมดจะได้ตกแก่ลูกผู้ชายเขาคนเดียว.

อันศานติสุขย่อมไม่มีขึ้นภายในเคหสถานข้าพเจ้าด้วยประการฉะนี้แล้ว. ดูกรภราดา, ถ้าหากว่าเป็นการบังเอิญ ท่านได้ผ่านไปทางบ้านท้องนาของพราหมณ์ผู้มั่งมีคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ถัดไปเล็กน้อย, แล้วได้ยินภริยาของพราหมณ์นั้นสองคนกำลังทะเลาะวิวาทกัน เสียงตะโกนด่ากันเปิ่งๆ อยู่ในบ้าน, ท่านก็คงผ่านเลยบ้านนั้นไปเสีย.

ส่วนเรื่องข้าพเจ้า ก็ต้องสารภาพว่า มีอาการอย่างที่กล่าวนั้นแทบทุกวันคืน จนใครๆ ในกรุงอุชเชนีพูดติดปากว่า “ทั้งสองรักใคร่กันดีราวกับภริยากามนิต.”

๏ ๏ ๏

.

....................


สิบห้า ภิกษุโล้น


พฤติการณ์ในบ้านข้าพเจ้า เป็นไปดั่งที่เล่ามา. อยู่มาวันหนึ่งในตอนเช้า ข้าพเจ้านั่งอยู่ในห้องใหญ่อันเป็นด้านที่ร่มเย็นของบ้านจัดเอาไว้สำหรับเป็นสำนักงานทำกิจการค้าขายส่วนหนึ่งเป็นพิเศษ. เหตุนี้ห้องนั้นจึ่งหันหน้าไปทางลานบ้าน เพื่อจะได้มองเห็นคนงานด้วยตนเองตลอด. ข้างข้าพเจ้ามีคนใช้ยืนคอยรับใช้อยู่หนึ่งคน. คนใช้คนนี้เป็นที่เชื่อถือไว้ใจของข้าพเจ้ามาก ได้ติดสอยห้อยตามไปเมืองต่างๆ อันเนื่องด้วยการค้า นับเวลาได้หลายปี. ขณะนั้นข้าพเจ้ากำลังบงการแก่คนใช้ในเรื่องจะแต่งเกวียนไปค้ายังเมืองที่อยู่ไกลสักหน่อย. ได้อธิบายถึงวิธีที่จะจำหน่ายของแล้วจัดหาสินค้ากลับเอามาขาย และเรื่องอื่นๆ อีกหลายอย่าง. ที่ต้องสั่งกันมากมาย เพราะจะให้คนใช้เป็นคนคุมไปเองโดยสิทธิ์ขาด.

อันที่จริงข้าพเจ้าน่าจะเดิรทางท่องเที่ยวไปเสียให้ไกล เพราะบ้านก็ไม่เป็นบ้าน หาความสงบสุขไม่ได้แล้ว, แต่ว่าคุ้นต่อความอุดมสมบูรณ์ต่อการกินอยู่เสียแล้ว. ออกจะเบื่อๆ ไม่อยากเดิรทางไปไกลให้เหนื่อยยากลำบาก หาอาหารกินก็ไม่ได้สะดวก; แม้นจะไปถึงกำหนดที่หมาย ได้รับความพอใจอย่างไรก็ตาม, แต่ก็ต้องมีเหตุอื่นที่จะทำให้ลำบากเดือดร้อนเหมือนกัน: สู้อยู่กินที่บ้านดีกว่า. เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึ่งให้คนใช้ที่สนิทเป็นหัวหน้าคุมเกวียนไปเอง, ส่วนข้าพเจ้ายังคงอยู่ในกรุงอุชเชนี.

​เรื่องเป็นอย่างนี้แหละ ดั่งที่ได้กล่าวไว้ คือข้าพเจ้ากำลังสั่งการแก่หัวหน้าผู้จะคุมเกวียนไป สั่งกันเสียอย่างละเอียดถี่ถ้วน ขณะนั้นได้ยินภริยาสองคนทะเลาะกันขรม แผดเสียงมาจากที่ลานบ้าน รู้สึกว่าดังมากขึ้นทุกที ผิดกว่าปกติ, สังเกตตามหางเสียงที่ลอยลมมา ดูเหมือนจะไม่ยุตติสงบลงได้ง่าย ๆ. ข้าพเจ้ารู้สึกรำคาญเหลือทน ถอนหายใจ ลุกขึ้นไปดูทางหน้าต่าง มองไม่เห็นตัว. เดิรกัดฟันออกไปยังลานบ้าน.

ข้าพเจ้าเห็นภริยาทั้งคู่ยืนอยู่ที่ประตูนอก แต่ไม่ใช่ทะเลาะกันอย่างที่ข้าพเจ้าเข้าใจ. นับว่าครั้งนี้เป็นคราวแรก ที่ภริยาทั้งสองของข้าพเจ้าเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ คือกำลังช่วยกันระดมด่าชายขอทานคนหนึ่ง. ชายขอทานผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น เป็นพวกนักบวชเร่ร่อน ยืนเอามือข้างหนึ่งพิงเสาประตู ทนฟังผรุสวาทที่พลั่งๆ ออกไปราวกับน้ำไหลอยู่ได้. จะเป็นด้วยเรื่องอะไรจึ่งมาเอ็ดตะโรเอาชายคนนี้ ข้าพเจ้าสอบสวนไม่ได้ความ. บางทีจะเป็นเพราะเห็นว่าชายคนนั้นเป็นหมันเสียแล้ว ไม่เป็นผู้ยังพืชพันธุ์ให้บังเกิดผล, นับว่าเป็นศัตรูของสตรี. เป็นด้วยเหตุนี้กระมังภริยาข้าพเจ้าจึ่งแร่ใส่ชายคนนั้น ราวกับพังพอนเห็นงูเห่า.

“ออกไป, เจ้าชีโล้น! คนถ่อยไม่มียางอาย! ดูท่าทางยืนซิ ไหล่ทรุดดูโซน่าทุเรศอย่างกับฬาแก่ที่ปลดออกจากบังเหียน ปล่อยโซไว้ที่กองมูลฝอยข้างลานบ้าน เที่ยวสอดส่ายสูดหาเดนกาก. ออกไป, เจ้าหัวขะโมยหน้าด้านไม่มียาง!”

​วาจาที่กล่าวดั่งนี้ แสดงว่าเป็นถ้อยคำเกลียดชังของหญิงผู้เป็นมารดา. ชายคนนี้คงเป็นภิกษุในลัทธิศาสนานิกายใดนิกายหนึ่ง, มีรูปร่างสูงใหญ่ผิดปกติ ยังยืนนิ่งเอาแขนพิงเสาเฉยอยู่อย่างสบายใจ, เครื่องห่อคลุมของชายคนนั้นเป็นสีเหลืองอย่างสีดอกกรรณิการ์ ไม่ผิดอะไรกับสีเครื่องนุ่งห่มของท่านนี่แหละ, คลุมห้อยเป็นกลีบๆ น่าดู ตั้งแต่ไหลซ้ายคลุมแนบไปถึงขา ทำให้เห็นรูปร่างภายในได้ถนัดว่าแข็งแรงล่ำใหญ่. ส่วนแขนขวาห้อยลงมาไม่มีผ้าคลุม มีกล้ามเนื้อเป็นสันขนาดใหญ่ อดชมไม่ได้ว่าสมลักษณะเป็นนักรบมากกว่าผู้ถือเพศเป็นนักบวช. ส่วนมือที่ประคองบาตรดินก็อวบใหญ่ ควรจะถือพลองเหล็กมากกว่า. ศีรษะก้มมองดูพื้นดินอย่างสำรวม ปากมีอาการสงบ ยืนนิ่งดูประหนึ่งว่าเป็นรูปหินที่นายช่างบรรจงสลัก อันข้าพเจ้าสั่งให้มาตั้งไว้ที่หน้าประตูฉะนั้น.

ความสงบเสงี่ยมของนักพรตผู้นี้ ภริยาข้าพเจ้าเข้าใจเสียว่าเป็นมายาตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ยิ่งทวีความเกลียดชังหนักขึ้นเกือบๆ จะเป็นเรื่องถึงผลักไสกัน. หากข้าพเจ้าเข้าไปขวางกั้นเสียทัน, ตำหนิโทษที่ภริยามีวาจาโหดร้าย และไล่ให้กลับเข้าไปในบ้าน. แล้วข้าพเจ้าออกไปก้มแสดงความเคารพต่อนักบวชผู้นั้น วิงวอนว่า:

“ข้าแต่ท่านผู้ควรบูชา, ขอท่านอย่าได้ถือเรื่องผู้หญิงสองคนนี้เป็นอารมณ์เลย เพราะเป็นคนไม่มีปัญญา ความรู้เพียงสองลัดนิ้วมือก็ไม่ถึง. ที่กล่าวไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ทราบได้ดีว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง. ขอพระเป็นเจ้าอย่าได้ถือเลย. ข้าพเจ้าจะถวายอาหารอย่างดีที่มีอยู่ในบ้าน​แก่ท่าน. นับว่าโอกาสดีที่บาตรยังว่างเปล่าอยู่, ข้าพเจ้าจะขอถวายให้เต็มจุใจแก่ที่จะทำบุณย์. และนับว่าท่านผู้ควรบูชามาไม่ผิดบ้าน เพราะจะได้เสพอาหารที่มีรส. ขึ้นชื่อว่าเรื่องอาหารแล้ว ที่ในกรุงนี้มักพูดติดปากกันว่า ‘วิเศษเหมือนกับของกามนิต;’ และตัวข้าพเจ้าก็คือกามนิตนั่นเอง. ข้าพเจ้าหวังว่าพระเป็นเจ้าจะไม่โกรธเคืองในเรื่องที่เป็นมาแล้ว และสาปสรรครอบครัวข้าพเจ้า.”

นักบวชผู้นั้นตอบฉันเมตตาจิตว่า “ดูก่อนคฤหบดี, อาตมามีความเป็นอยู่อย่างนี้จะรู้สึกโกรธเคืองต่อผรุสวาทได้อย่างไร, เพราะหน้าที่จะต้องมีความอดทนแม้ในสิ่งที่ยิ่งกว่านี้. คราวนี้เป็นครั้งแรกที่อาตมาเข้ามาภิกขาจารในกรุง. แต่มารดลใจให้พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายกลับเกิดใจจงเกลียดจงชังต่อคณะสงฆ์ด่าว่าขับไล่ตลอดมา. บางครั้งเมื่อเดิรมาตามทางก็ถูกขว้างปา ได้รับความเจ็บปวดถึงกับโลหิตตกและบาตรแตก จีวรขาดก็เคยมี. เมื่ออาตมากลับไปเฝ้าพระศาสดา พระองค์ก็ทรงรับสั่งให้มีความอดทนมั่นๆ ไว้ เพราะอาตมาทำอกุศลกรรมมาแล้วมากนัก จึ่งสมควรจะอดทนรับวิบากเพื่อลบล้างกรรมเหล่านั้นเสีย.”

ข้าพเจ้าได้ยินหางเสียงที่นักบวชผู้นี้พูด คราวแรกก็สะดุ้งสั่นเทิ้มไปทั้งตัว, ยิ่งได้ฟังนานชัดเข้า ก็ยิ่งตกใจแทบผะหงะหงาย รู้สึกกะทุ้งเยือกเข้าไปถึงหัวใจ. ดูก่อนภราดร, เสียงที่พูดนั้น คือเสียงองคุลิมาลมหาโจรนั่นเอง! แน่เสียกว่าแน่. ครั้นเมื่อข้าพเจ้าค่อยเหลือบมองพิจารณาดูหน้า ถึงว่านักบวชผู้นั้นจะโกนผมและหนวดเคราเสียเกลี้ยง ข้าพเจ้าก็ยังจำได้มั่นเหมาะว่าองคุลิมาล. ยังจำได้เมื่อครั้งกระโน้นว่ามี​หนวดเครารุงรัง จ้องตามาดูข้าพเจ้าด้วยความโกรธแค้น อย่างจะกินเนื้อข้าพเจ้าเสีย, มือที่อุ้มบาตรก็จำได้ดีว่าเป็นมืออันล่ำสัน ซึ่งครั้งหนึ่งเกือบจะได้เค้นคอข้าพเจ้า.

ท่านนักบวชน่ากลัวของข้าพเจ้ากล่าวต่อไปว่า “ดูก่อนคฤหบดี, อาตมาจะโกรธต่อผรุสวาทได้อย่างไรเพราะพระศาสดาได้ตรัสสอนว่า “ดูก่อนสาวกทั้งหลาย, แม้ร่างกายจะถูกโจรผู้ร้ายเลื่อยขาดออกเป็นท่อนๆ ก็ดี, ถ้ายังมีโทษะอยู่ก็ยังไม่ถึงทางที่จะปรารถนา.”

ข้าแต่ภราดา, เมื่อข้าพเจ้าได้ยินถ้อยคำอย่างนี้เห็นเป็นอุบายจะให้ตายใจ, ถึงกับยืนขาสั่น ทรงตัวอยู่ไม่ได้ ต้องถอยไปพิงกำแพงยันไว้ไม่ให้ล้ม.

ข้าพเจ้าพยายามข่มกายใจให้เป็นปกติ พูดเสียงกะเส่า กะอ้อมกะแอ้มได้สองสามคำ ว่านิมนต์อยู่ก่อน กว่าจะได้จัดอาหารเสร็จออกมาถวาย.

พูดแล้ว ข้าพเจ้ารีบกะโผลกกะเผลกเข้าไปในลานบ้าน ตรงไปที่ครัวใหญ่ ซึ่งเวลานั้นจวนจะเที่ยงกำลังเขาจัดอาหารต้มทอดกันขลุกอยู่. ข้าพเจ้าเข้าไปถึง เลือกอาหารที่นับว่าอร่อยที่สุด จัดให้คนยกตามออกมา, ส่วนข้าพเจ้าถือทัพพีทอง เดิรนำหน้าปราดไปทางลานบ้าน เพื่อทำบุณย์ให้อาหารเอาใจผู้ซึ่งเป็นแขกน่ากลัวของข้าพเจ้าไว้.

แต่ องคุลิมาล หายไปเสียแล้ว !

๏ ๏ ๏

.

...................




Title: Re: กามนิต - ภาคหนึ่ง บนดิน - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป
Post by: ppsan on 14 March 2026, 21:06:51

สิบหก เตรียมรับมือ


ข้าพเจ้าหน้ามืดแทบเป็นลม ต้องทรุดนั่งลงบนม้าใจปั่นป่วนด้วยความวิตกวิจารณ์ต่าง ๆ ขึ้นทันที: องคุลิมาลมาถึงที่นี่, ข้อนี้ไม่มีเหตุควรสงสัย. เหตุที่มา ข้าพเจ้าก็เห็นอยู่แจ่มแจ้ง, เพราะเรื่องผูกพยาบาทขององคุลิมาลได้ยินเขายืนยันกันมาหลายครั้งนัก ว่าถ้าลงได้พยาบาทแล้ว ต้องแก้แค้นให้จงได้. อีกอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้านับว่าเป็นผู้เคราะห์ร้าย ที่ไปฆ่าเพื่อนรักเพื่อนใคร่ของมัน. ถึงข้าพเจ้าเคยอยู่กับพวกโจรอย่างสนิทสนมมาแล้วก็ตาม สัญชาติโจรจะไว้ให้ว่าเคยคบค้าสมาคมกันมาแล้วไม่ทำอันตรายนั้นเป็นอันไว้ใจไม่ได้เลย. ครั้งที่ตกไปเป็นชะเลยโจร องคุลิมาลฆ่าข้าพเจ้ายังไม่ได้ เพราะผิดกฎของโจรพวก “ผู้ส่ง” และจะทำให้มันเสียชื่อเสียงในระวางโจรอันลบล้างไม่หาย; เพราะฉะนั้น ในบัดนี้มันอุตส่าห์ลอบเดิรทางจากถิ่นไกล เข้ามาถึงเมืองนี้ก็คงต้องการมาแก้แค้นเป็นแน่. ที่ปลอมตัวเป็นนักบวชเข้ามา จะได้สืบสวนตรวจดูลู่ทางได้สบาย. อย่างไรเสียก็คงมารับมือกับข้าพเจ้าในคืนนี้. ถ้าหากมันจะจับกิริยาข้าพเจ้าได้ว่าจำตัวมันได้, มันก็คงไม่รอช้า; เพราะคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายปลายเดือนมืด. ถ้าช้าไปอีกคืนอันย่างเข้าข้างขึ้นของเดือนใหม่, ขืนเข้ามาทำร้ายก็เป็นการฝ่าฝืนกฎของโจร, และเจ้าแม่กาลีที่ดุร้ายชอบแต่เลือด ก็จะพิโรธบันดาลเหตุร้ายตกแก่มัน.

​ข้าพเจ้าสั่งให้ผูกอานบังเหียนม้าตัวฝีเท้าดีที่สุด ขี่ห้อไปยังพระราชวังทันที. ข้าพเจ้าอาจเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินได้สะดวกไม่ว่าเวลาไหน. แต่พลาดโอกาสพระองค์มิได้ประทับในวัง เสด็จไปล่าเนื้อประทับแรมเสียในท้องถิ่นไกล; จึ่งจำเป็นต้องหันไปหาเสนาบดี. เผอิญเสนาบดีนั้น ก็คนเดียวกับที่เป็นราชทูตไปกรุงโกสัมพี ครั้งที่ข้าพเจ้าอาศัยตามไปด้วย. และท่านต้องจำได้ว่า ในตอนกลับข้าพเจ้าหาได้มากับท่านไม่. คราวที่ข้าพเจ้าปฏิเสธไม่เข้ากระบวนท่านนับแต่วันนั้นตลอดมา ท่านออกจะไม่ชอบหน้าข้าพเจ้านักสังเกตได้จากกิริยาที่พบปะกันก็หลายหน. ทั้งความเป็นไปอย่างเอ้อเฟ้อแห่งข้าพเจ้า ก็ได้ยินมาเข้าหูอยู่บ่อยๆ ว่าท่านติเตียนอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้นการนำเรื่องที่ข้าพเจ้าจะมาร้องเรียนนี้ ถึงจะไม่สู้ถูกอารมณ์ท่านก็จริง, แต่ก็มีเหตุผลพอที่จะมาร้องเรียนได้อยู่ อันจะชอบอัธยาศัยหรือขัดอัธยาศัยท่านนั้นก็ตามที.

ข้าพเจ้าแจ้งเรื่องที่เป็นมาแล้ว ที่ลานหน้าบ้านให้ท่านทราบโดยย่อแต่ว่าแจ่มแจ้งดี แล้วแถมท้ายเป็นทีร้องขอให้รู้อยู่ในตัวว่าถ้าได้ทหารสักกองหนึ่งไประวังการณ์ ก็จะได้ประโยชน์สองต่อ: หนึ่งป้องกันทรัพย์สมบัติของพลเมืองให้พ้นจากโจรภัย, และสอง อาจจับโจรผู้ร้ายได้ด้วยหลายคน ชอบแก่ราชการ.

ท่านเสนาบดีนิ่งฟัง ทำยิ้มอย่างไร พูดไม่ถูกตอบว่า:

“กามนิต เกลอแก้ว, ฉันยังไม่ทราบว่า จะเป็นเพราะเสพสุราเข้าไปมากมาแต่เช้า, หรือว่าผลที่เลี้ยงดูกันอย่างรื่นเริง ถึงกับลือติดปากคนในกรุงอุชเชนี คราวใดคราวหนึ่ง ยกยอดติดเนื่องมากะทั่งเวลา​นี้ หรือไม่ก็เครื่องย่อยภายในปรวนแปรลงเพราะกินเลี้ยงของแสลงกันมากมายไม่รู้จักขยักยั้งทำให้ฝันร้ายสติวิปลาส: เป็นกลางค่ำกลางคืนก็ควรที่, นี่กลางวันแสกๆ เสียด้วยที่ท่านฝันไป. ใคร ๆ ก็รู้ทั่วแผ่นดินว่าองคุลิมาลนั้น ละชีวิตไปอยู่นรกเสียนมนานแล้ว; เรื่องที่มาเล่าให้ฟังจึ่งออกจะเป็นฝันเมื่อธาตุพิการมากกว่าอื่น.”

ข้าพเจ้าเถียงเสียงแข็งว่า “ก็เรื่องที่ว่าองคุลิมาลตาย เป็นแต่ข่าวลือเหลวไหล: ใครๆ ทราบทั้งนั้น.”

ท่านเสนาบดีค้านทันที “ไม่ใช่เหลวไหล. เสียใจ. ได้ยินมากับหูรู้ด้วยตาแท้ๆ. สาตาเคียรได้เล่าให้ฉันฟังเอง ว่าองคุลิมาลถูกทรมานตายเสียในคุกมืดใต้ปราสาท. และฉันยังได้เห็นหัวของมันที่เขาเสียบประจานไว้ทางประตูเมืองด้านตะวันออก!”

ข้าพเจ้า: “หัวที่เสียบไว้จะเป็นหัวองคุลิมาลหรือมิใช่ ไม่ทราบ. ที่ทราบได้แน่นั้น เมื่อสักชั่วโมงเศษที่ล่วงมา ข้าพเจ้าได้เห็นหัวองคุลิมาลยังติดอยู่บนคอเรียบร้อยดี. ที่จริงท่านเสียอีกที่ควรจะขอบใจข้าพเจ้าที่นำโอกาสมาให้-”

“ฆ่าคนที่ตายแล้ว! ให้เขาหัวเราะเยาะเล่น: ขอบใจมาก.”

“อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยข้าพเจ้าต้องขอร้องท่านให้ระลึกไว้ว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงทรัพย์สมบัติเล็กน้อย ที่จริงเกี่ยวกับคฤหาสน์อันใหญ่โตซึ่งนับว่าเป็นที่พิศวงน่าดูได้แห่งหนึ่งในกรุงอุชเชนี ซึ่งพระราชาธิบดียังเคยเสด็จประพาสสำราญพระอิริยาบถ. ถ้าหากองคุลิมาลไปทำลายที่ซึ่งเป็นสง่าของกรุงเสียราบ, พระองค์คงไม่ทรงขอบใจท่านเป็นแน่.”

​ท่านเสนาบดีหัวเราะ “อ๋อ! ข้อนั้นไม่สู้จะวิตกนัก. เชื่อคำแนะนำของฉันเถิด. กลับไปบ้านนอนพักสงบสติอารมณ์เสียหน่อยเดียว อย่าไปกังวลให้มันวุ่นไปอีก; เรื่องก็จะสงบลงแค่นั้น. เหตุทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้น เป็นดังนี้ คือที่ไปบ้าผู้หญิงอยู่ในกรุงโกสัมพีจนไม่ลืมหูลืมตา, จะว่ากล่าวตักเตือนเท่าไรดื้อดึงไม่เชื่อฟัง. ถ้าหากครั้งนั้นเอียงหูฟังกันบ้าง, องคุลิมาลคงไม่จับตัวไปได้. และจะไม่ต้องเดือดร้อนด้วยโรคจิตต์วิตกกลัวฟุ้งซ่านอย่างไม่มีมูลอยู่ในเวลานี้. อีกอย่างหนึ่ง ตกไปอยู่กับโจรมาก็หลายเดือน ไม่เห็นเจ็บจำมีความประพฤติดีขึ้นอย่างไร. มีพยานที่ใครๆ ในกรุงอุชเชนี รู้เห็นกันอยู่ทั่วแล้ว.”

ท่านเสนาบดีได้ชักเรื่องความประพฤติต่างๆ ขึ้นมาบริภาษอีกสองสามเรื่อง, แล้วสั่งให้ข้าพเจ้ากลับบ้านโดยไม่นำพา.

ก่อนจะถึงบ้าน ข้าพเจ้าคำนึงหาทางป้องกันทุกอย่างทุกประการ เพราะบัดนี้จะต้องพึ่งตนเองเท่านั้น. เมื่อถึงบ้าน สั่งให้เขาจัดย้ายเข้าของมีราคาที่พอเคลื่อนย้ายไปได้ มีพรมราคาแพง โต๊ะฝังมุกและของมีค่าอื่นๆ เอาขึ้นบรรทุกเกวียนไปเก็บรักษาไว้ในที่อันพ้นภัยภายในเมือง ในคราวเดียวกัน ได้แจกจ่ายอาวุธให้แก่คนของข้าพเจ้า; ข้อที่หาอาวุธและเกวียนได้ง่าย เพราะถึงคราวที่กำลังจะเตรียมกองเกวียนเดิรทางไปค้าอยู่แล้ว. เตรียมการชั้นต้นไว้ไม่ใช่เพียงเท่านี้ ยังให้คนใช้ที่สนิทไว้ใจได้อีกหลายคน เข้าไปในเมือง ไปเที่ยวจ้างหาคนที่กล้าหาญสู้รบเก่งมาช่วยกันเฝ้าบ้านด้วยในเวลากลางคืน จะให้รางวัลเป็นค่าจ้างอย่างงาม. การที่ไปว่าจ้างคนจำพวกนี้ เป็นการเสี่ยงเคราะห์. ด้วยคนเหล่า​นี้ล้วนเป็นพวกนักเลง ในเวลาเข้าคับขันอาจหักหลังไปประสมเข้ากับพวกโจรก็ได้จริงอยู่; แต่ข้าพเจ้าได้อาศัยความช่วยเหลือของสหายหญิงเพื่อนข้าพเจ้าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้แนะนำให้คนใช้ข้าพเจ้าเลือกหาแต่พวกที่พอไว้ใจได้. พวกเหล่านี้อาจทำอะไรได้ทั้งนั้น, แต่ทว่าเมื่อให้สัญญาและได้เงินเป็นรางวัลจนรับปากคำแล้ว, ก็เป็นอันเชื่อได้ว่าไม่กลับกลาย. เป็นธรรมเนียมของมันอย่างนั้น เมื่อลั่นวาจารับรองอย่างไรแล้วไม่กลับคำเป็นอันขาด. ข้าพเจ้าจัดทำไปทั้งนี้โดยที่ได้สำเหนียกมาดีแล้ว.

ระวางเตรียมการอยู่ ข้าพเจ้าไม่มีเวลาจะบอกภริยาด้วยตนเองได้ จึ่งให้คนใช้สองคนต่างไปบอกคนละแห่ง ว่าให้เตรียมตัว – คนที่หนึ่งกับลูกสาวสองคน, คนที่สองกับลูกชายคนน้อย – ย้ายไปอยู่เสียที่บ้านบิดาในเมือง แต่ให้ไปพักอยู่ชั่วเวลาคืนเดียว. ข้าพเจ้าไม่ได้บอกเหตุให้ทราบ เพราะเห็นว่าเมื่อเขาไปอยู่แล้วจะต่อเวลาอยู่ยืดไปอีกสัปดาห์หนึ่งหรือนานไปกว่านั้นก็ยิ่งดี, ข้าพเจ้าจะได้หาความสำราญเป็นศานติสุขเย็นหูเย็นใจได้บ้าง, ที่พูดนี้หมายความว่า เมื่อข้าพเจ้าสู้รบตบมือชนะพวกโจรราบคาบแล้ว. และโบราณท่านว่า ‘บุคคลอย่าพึงให้เหตุผลแก่สตรี,’ ข้าพเจ้าจึ่งไม่อธิบายเหตุผลเรื่องที่ให้เขาย้ายไป.

ระวางนั้น เรื่องเตรียมการก็เตรียมกันไป, และข้าพเจ้ากำลังจะชี้แจงแก่พวกคนใช้ที่มีอาวุธครบ ให้ฟังว่าการเตรียมพร้อมสรรพมีประโยชน์ดีอย่างไร ดั่งที่ข้าพเจ้าเคยประสพมาแล้ว เมื่อคราวคุมเกวียนไปค้าก็หลายครั้ง. พอดีในขณะนั้นภริยาทั้งสองถลันพรวดเข้ามาในลานบ้านคนละประตูพร้อมหน้าราวกับนัดกันไว้ หน้าตากิริยาตกอก​ตกใจ ร้องดังกรีดๆ จนพวกที่อยู่ในนั้นตกตะลึงมอง, ข้าพเจ้าซึ่งขยับจะพูดชี้แจงนั้นเลยอ้าปากค้าง.

ภริยาคนที่หนึ่งลากเอาลูกหญิงทั้งสองเข้ามาข้างและแขน, ภริยาคนที่สองก็ฉุดเอาลูกชายมาด้วยเหมือนกัน, พอมาถึงข้าพเจ้าต่างก็ชี้หน้า และร้องขึ้นพร้อมกันว่า :

“มันอย่างนี้เอง อีถ่อยพยายามยุอย่างโน้นแหย่อย่างนี้จนได้เรื่อง ให้เขา (ชี้ที่ข้าพเจ้า) เกลียดชังถึงกับตะเพิดเมียที่เขารักออกจากบ้านไป ให้ได้รับความอับอายขายหน้ากลับไปอาศัยพ่อกับลูกเล็กๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เดียงสาสักนิดเดียว.”

ทั้งสองคนคลั่งโทษะจนน้ำลายฟูมปาก ต่างคิดเห็นแต่เรื่องของตนเท่านั้น จะได้รู้สึกก็หาไม่ ว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็กล่าวหาอย่างเดียวกัน. จะรอฟังอีกฝ่ายหนึ่งพูดว่าอะไรเป็นไม่มี เอาแต่ตะเบ็งเสียงประมูลกัน, เหนื่อยเข้าก็ร้องไห้ตีอกชกหัวทึ้งเผ้าผมกันอลหม่าน, ในที่สุด เห็นจะทุบอกชกตัวเจ็บเข้ากระมัง จึ่งแผดใส่ผรุสวาทเข้ารดกัน โดยต่างฝ่ายฉวยเข้าใจเอาว่า อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ยุยง. วาจาก็สรรเอาที่สามหาวออกมาเปิงๆ อย่างเผ็ดแสบขึ้นกว่ากันเป็นชั้นๆ ท่าทางลี้ลับอะไรก็ไขออกมาที่แจ้งหมดกันคราวนี้ หยาบคายร้ายกาจยิ่งกว่าอะไรหมดที่ข้าพเจ้าเคยได้ยินมา แม้แต่หญิงกลางตลาดก็ไม่กักขฬะเท่า.

ข้าพเจ้าพยายามให้ทั้งสองฟังคำอธิบายเสียจนอ่อนใจ แสดงให้เห็นโดยชัดเจน ว่าถ้าไม่หุนหันพลันแล่นเอาแต่โทษะขึ้นตั้งหน้าอยู่อย่างนี้ เรื่องก็จะไม่เข้าใจผิดกันเลย. ที่สั่งให้ย้ายไปอยู่บ้านบิดา ไม่ใช่หมาย​ความให้ต่างฝ่ายไปอยู่บ้านบิดาตน หมายความถึงบ้านบิดาข้าพเจ้าต่างหาก. และที่สั่งให้ไปไม่ใช่เป็นการลงโทษเกลียดชังอะไร. แท้จริงก็เพื่อประโยชน์ให้พ้นภัยในตัวและในบุตรเท่านั้น เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่าทั้งสองพอจะสำนึกเข้าใจเรื่องและเบาบางดีเดือดเป็นฝ่ายลดทิฐิมานะเซาลงแล้ว, ได้ท่าก็สำทับส่งออกไปว่า:

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะสันดานหยาบคายร้ายกาจของตัวทั้งสอง. ต่อไปควรจะรู้จักระวังกิริยารักษาปากของตัวไว้บ้างซี. ผลที่ใช้กิริยาวาจาสามานย์ต่อนักบวชโล้นมันเป็นอย่างนี้แหละ. รู้ไหมเล่่าว่านักบวชนั้นคือใคร? นั่นละคือองคุลิมาลมหาโจร, จะบอกให้ที่ฆ่าคนเสียนับไม่ถ้วน แล้วตัดเอานิ้วคนละนิ้วมาร้อยเป็นพวงมาลัยสวมคอ. คนนั้นแหละที่พวกตัวไปด่าว่าให้โกรธ. อ้าว! อย่ายืนทำตัวสั่นซี! ความกล้าดีเต้นเร่าๆ เมื่อกี้นี้หายไปไหนหมดเล่า? เคราะห์ยังดีอยู่หนาที่มันไม่เอาบาตรทุ่มลงกบาลแยก. คนอื่นๆ ไม่ว่าคนใดคนหนึ่งที่อยู่นี่ ตกไปอยู่ในมือมันจะต้องใช้ค่าไถ่เป็นเงินจนหมดตัว. และพวกตัวถึงว่าจะอยู่ในบ้านพ่อฉัน ก็อย่าถือดีว่าจะพ้นภัยหนา.”

เมื่อภริยาข้าพเจ้าทราบเรื่องเข้าใจได้ดีแล้ว, ก็ร้องไห้ใส่โฮใหญ่ ดูเหมือนว่าถูกมีดองคุลิมาลมารอคอยอยู่แล้ว. นี่แหละโทสะของผู้หญิงระงับไว้ไม่ไหวฉันใด, ความตื่นขลาดของผู้หญิงก็เอาไว้ไม่อยู่ฉันเดียวกัน. ต่างขมีขมันฉุดลูกหญิงลากลูกชายจะพาวิ่งหนีออกประตูไป. ตอนนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าจะพากันหกล้มตายเสียก่อนทั้งแม่ลูก ต้องให้เขากักตัวไว้ยังไม่ให้ไป, พยายามอธิบายเอาใจเป็นอย่างดี ให้รู้ว่าในเวลานี้ ยัง​ไม่ต้องตกอกตกใจ, เพราะข้าพเจ้าทราบอยู่ดีว่า องคุลิมาลคงไม่ยกมาปล้นในเวลาก่อนสองยาม, แล้วสั่งให้เขากลับเข้าไปในบ้าน จัดแจงเข้าของจำที่ต้องใช้ระวางที่ต้องอยู่ในเมืองจนกว่าจะพ้นภัย แล้วจึ่งค่อยไป. นางทั้งสองซึ่งเมื่อก่อนแข็งเป็นท่อนเหล็ก แต่บัดนี้ อ่อนเปียกแล้ว ก็ทำตามคำสั่งทุกอย่างทันที.

ในเวลาเดียวกันนี้ ข้าพเจ้าไม่ทันเฉลียวใจว่า เรื่องที่เปิดเผยบอกแก่นางทั้งสอง เป็นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งแก่พวกคนใช้. พอได้ยินว่าที่ข้าพเจ้าสั่งให้เตรียมตัวไว้คอยรับมือกับโจรนี้ ไม่ใช่อื่นไกล คือ องคุลิมาล ซึ่งเข้าใจกันว่าตายไปแล้ว จะยกมาปล้นในคืนวันนั้น, พวกเหล่านั้นขวัญหนีดีฝ่อ หลบหน้าเลี่ยงหายไปทีละคนสองคน. ในที่สุดที่ทิ้งอาวุธเสียก็ตั้งโหล บอกว่าจะประจัญบานกับผีตายโหงอย่างองคุลิมาลเป็นยอมกลัว ไม่ขอหาญสู้ด้วย. ส่วนพวกที่จ้างมาจากในเมือง ที่มาถึงก่อน, เมื่อทราบเรื่องว่าจะต้องเผชิญหน้ากับใคร, ก็หันกลับ บอกว่าที่สัญญาตกลงกันไว้ไม่หมายความว่าอย่างนี้. ตกลงคงเหลือแต่คนของข้าพเจ้าราวยี่สิบคนเท่านั้น, ได้คนใช้ที่ดูแลบ้านข้าพเจ้าผู้จงรักกล้าหาญเป็นหัวหนัาควบคุม, แสดงภักดีแก่ข้าพเจ้า ว่าเป็นไม่ยอมละทิ้งข้าพเจ้าไป จะขออยู่ต่อสู้จนโลหิตหยดสุดท้าย; เพราะเขาเห็นอยู่ว่า อย่างไรเสีย ข้าพเจ้าคงไม่ยอมปล่อยให้คฤหาสน์อันงามพินาศลง เป็นตายอย่างไรก็ยอมฝังชีวิตไว้ในที่นั้น.

มีพวกในเมืองที่ใจกล้าหลายคน ที่มารับจ้างข้าพเจ้าในคราวนี้ เป็นผู้ชอบตีรันฟันแทงเห็นเป็นของสนุก มากกว่าเห็นแก่สินจ้าง และ​เป็นผู้ไม่กลัวองคุลิมาล ยังคุยอวดอ้างว่า ถ้าได้ต่อสู้กันย่ำใจแล้วถึงถูกองคุลิมาลจับเป็นเชลยไปได้ ก็จะสมัครเข้าเป็นโจรเสียทีเดียว. พวกมีลักษณะร้ายเหล่านี้หลายคน ที่ยอมอยู่ด้วย. เพราะฉะนั้นในที่สุด ก็ได้คนที่กล้าหาญมีอาวุธครบประมาณสี่สิบคน.

ระวางนั้นจวนจะค่ำลงแล้ว เกวียนที่จะให้ภริยาและบุตรข้าพเจ้านั่งไปก็มาถึง. เมื่อภริยาข้าพเจ้าจูงลูกออกมาจากบ้านจะขึ้นเกวียน ดูมีกิริยาสงบปกติอยู่บ้าง, ครั้นได้ทราบว่าข้าพเจ้าจะไม่ไปด้วย ก็แผดเสียงร้องไห้กันใหม่อีก, ถึงกับคุกเข่าอ้อนวอนดึงเสื้อผ้าข้าพเจ้าร้องขอให้ไปด้วย รำพันว่าไม่ควรจะมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่. ข้าพเจ้าชี้แจงให้ฟังว่า ถ้าข้าพเจ้าทิ้งหน้าที่ไป, บ้านช่องจะถูกโจรเผาผลาญลงหมด, ทรัพย์สมบัติส่วนมากจะสูญหายสิ้น ลูกเต้าจะไม่ได้รับ; ถ้าคอยอยู่สู้, ยังมีทางรักษาไว้ได้, เพราะก็ยังไม่ทราบแน่ว่า องคุลิมาลจะยกพวกมามีกำลังมากน้อยเท่าไร.

ข้าพเจ้าชี้แจงดั่งนี้, ภริยาทั้งสองยิ่งร้องไห้โฮหนักขึ้น, บอกว่าองคุลิมาลจะมาจับเอาข้าพเจ้า แล้วตัดนิ้วเอาไปร้อยพวงมาลัยสวมคอ, มันจะทรมานจนตาย เพราะความผิดของเขาที่ไปด่าว่ามัน; ถ้าข้าพเจ้าต้องตายไปเช่นนี้, เขาจะต้องมีความผิดเป็นบาปหนัก โทษถึงตกนรก.

ข้าพเจ้าอุตส่าห์โลมเล้าเอาใจ. เมื่อเห็นข้าพเจ้าไม่กลับใจแน่แล้ว ก็จำใจพากันไปขึ้นเกวียน, พอขึ้นไปนั่งบนเกวียนเรียบร้อย, ก็เริ่มต่อว่าหาความกัน -

​“เพราะแกตัวดีทีเดียวเป็นต้นเหตุ.”

“ใครบอก? แกต่างหากที่เร้าให้ฉันไปดูมันเมื่อมันยืนพิงประตูอยู่. แกทีเดียวเป็นตัวการ ชี้มือไปที่มันนะไม่ว่า.”

“แล้วก็แกเป็นผู้ถ่มน้ำหมากรดมัน. เวลานั้นฉันกินหมากเมื่อไร? ฉันไม่เคยกินหมากในตอนเช้า.”

“และแกด่ามันว่า อ้ายคนจรจัด อ้ายชาติขี้เกียจขอทาน”

“แกก็ด่ามันว่า อ้ายหัวโล้น อย่างไรล่ะ ลืมเสียแล้วหรือ?”

เถียงกันไปอย่างนี้ตลอดทาง จนเกวียนออกเดิรไกลไปแล้ว เสียงต่อว่าต่อขานจึ่งถูกกลบในเสียงกงเกวียนซึ่งเดิรอ๊อดๆ เลี้ยวลับสายตาไป.

.

......................


สิบเจ็ด สู่ความเป็นผู้ละบ้านเรือน


ดูก่อนภราดา, เมื่อได้วางยามไว้เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้ากลับเข้าไปในบ้านอีก. แต่ว่ารู้สึกเงียบเหงาอย่างไรพูดไม่ถูก, จะเป็นเพราะข้าพเจ้าไม่ได้ยินเสียงภริยา, ข้อนี้ก็ทำให้เงียบได้อยู่. แต่ไม่ใช่เท่านั้น, เสียงภริยาอย่างที่เถียงกันเมื่อออกประตูใหญ่ไปจนไกลก็ได้ยิน คงจะไม่ได้ยินอีกที่ในบ้าน ซึ่งตามเคยต่างตะเบ็งกันสุดแรกเกิด จนฟังไม่ได้ศัพท์. เสียงเหล่านี้ เมื่อไม่มีแล้ว ย่อมทำให้บ้านเงียบเชียบสบายจริง ๆ ผิดประหลาดแทบไม่เชื่อว่ามีการเงียบได้ถึงเพียงนั้น.

ขณะที่ข้าพเจ้ายืนอยู่ที่นั้น พิจารณาดูคฤหาสน์โอฬารแวดล้อมด้วยหมู่ไม้ ซึ่งกะระยะจัดแต่งไว้งดงาม รู้สึกว่าสำราญตายิ่งขึ้นกว่าก่อน. ครั้นหวนคิดถึงความงามเหล่านี้ว่า จะต้องถูกมือโจรอำมหิตทำลายให้พินาศลงก็ให้ใจหายเหี่ยวลงทันที. ความกลัวในเรื่องชีวิตจะตาย ดูก็เฉยๆ แต่มานึกรันทดเสียดายอาลัยต้นไม้ที่ปลูกไว้เป็นทิวแถว มีผู้คอยระวังถนอม จะถูกพวกโจรฟันยับเยินลง; เสาศิลาอ่อนที่สลักเสลาด้วยฝีมือศิลปกรวิเศษก็จะพลันทลายลง, ตัวคฤหาสน์ที่ข้าพเจ้าต้องใช้เวลาและความคิดประดิษฐ์สร้างอย่างบรรจงละเอียดลออไม่น้อยเลย และเมื่อสร้างสำเร็จได้ข้าพเจ้าแสนปลื้มใจเป็นที่สุดแล้ว: สิ่งเหล่านี้ พอแสงทองส่องในวันรุ่งขึ้นก็จะเห็นเป็นเท่าถ่านไปหมด ตามที่ข้าพเจ้ารู้อยู่ได้ดี ๆ ว่าซากที่องคุลิมาลเคยทิ้งไว้ทุกราย มีลักษณะเป็นประการไร.

​ในเวลาตอนนี้ไม่มีอะไรทำ นอกจากจะรอคอยมัจจุราชที่สอง; แต่ยังอีกหลายชั่วโมงจึ่งจะถึงเที่ยงคืน.

ข้าพเจ้ามีความเป็นอยู่ในเรื่องสาละวนด้วยกิจการค้าขายแล้วก็หาความสนุกรื่นเริงผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปสองประการนี้ไม่มีหยุดตลอดเรื่อยมา หรือมิฉะนั้นก็ทำหน้าที่ตระลาการวินิจฉัยไกล่เกลี่ยแม่โจทก์จำเลยของข้าพเจ้าคู่เดียวก่อคดีขึ้นไม่มีเว้นแต่ละวัน. จึ่งหาเวลาสงบนิ่งอยู่ตามลำพังไม่ได้. ครั้นบัดนี้มานั่งขรึมอยู่คนเดียวไม่มีอะไรทำ ในห้องซึ่งด้านหนึ่งทะลุไปหอกลาง มีเสายันอยู่เรียงราย อีกด้านหนึ่งออกไปทางสวน. เวลานั้นสงบเงียบเสียยิ่งกว่าจะบอกว่าเงียบ. รู้สึกว่าในชั่วโมงต้น ๆ นี้ เป็นเวลาของข้าพเจ้าจริงๆ นับแต่เป็นเด็กมา, อารมณ์บริสุทธิ์ซึ่งไม่มีอะไรผูกพันแล้วก็พลันคิดถึงตนเป็นครั้งแรก: ระลึกดูถึงประวัติการต่างๆ ของตนที่เป็นมาแล้วแต่หนหลัง, ถ้ายิ่งพินิจดูเหมือนอย่างมีอีกคนหนึ่งมาเพ่งดูด้วยแล้ว, ก็รู้สึกว่าจะหาตอนไหนที่ควรเรียกว่าสุขแท้ไม่มีเลย.

ความคิดเหล่านี้หยุดชะงักขาดเป็นห้วง ๆ หลายหน เพราะต้องผลุดออกผลุดเข้าไปตรวจตามบริเวณบ้านและสวนให้ตลอด เพื่อให้แน่ใจว่าคนยังอยู่ยามระวังระไวมั่นคงดี. ขณะข้าพเจ้าออกไปในระวางเสาครั้งที่สามหรือที่สี่, ตาข้าพเจ้าซึ่งชำนาญในการสังเกต เพราะได้ฝึกมาแต่ครั้งเดิรทางไปค้ามาขายหลายคราว, มองดูดาวเห็นว่าอย่างช้าอีกครึ่งชั่วโมงก็จะถึงเที่ยงคืน. จึ่งรีบออกไปตรวจอีกครั้งหนึ่ง และตักเตือนคนใช้ให้คอยระวังให้จงดี, ส่วนตัวเองให้มีอาการพิทักพิพ่วน ลำคอ​ตีบแห้งเพราะวิตกวิจารณ์, เมื่อเข้าไปในบ้านแล้ว คงนั่งนิ่งเหมือนเดิม, แต่จะคิดเรื่องอะไรไม่ออกเลย เพราะดูเหมือนมีอะไรมาจุกอกแน่น แทบจะหายไม่ออกเอาทีเดียว.

ข้าพเจ้ากระโดดพรวดออกไประวางเสา เพื่อสูดอากาศกลางคืนที่สดชื่นให้โล่งอก, พอออกไปถึงรู้สึกว่ามีลมโชยมาถูกแก้มอ่อนๆ. และไม่ช้าได้ยินนกกุ๊กร้อง เสียงก้องไปในความวิเวก, ในคราวเดียวกันนี้ได้กลิ่นดอกบัวในสระซึ่งแย้มกลีบบานกลางคืน ลมพามาฉิวๆส่งกลิ่นหอมชื่น. ข้าพเจ้าแหงนดูดาวว่าจะเป็นเวลาได้เท่าไรแล้ว, เห็นทางช้างเผือกสุกสว่างอ่อน ๆ อยู่ในช่องว่างระวางยอดต้นไม้ดำตะคุ่ม ๆ ผ่านเป็นลำธารไปในท้องอากาศซึ่งเป็นสีน้ำเงินแก่.

ข้าพเจ้าออกอุทานโดยไม่ได้ตั้งใจว่า “แม่คงคาในสวรรค์” และในบัดนั้นเอง รู้สึกเหมือนว่าความอัดอั้นตันอกค่อยเบาบางลงชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็กลับเต็มตื้นตันใจจนน้ำไหลรินออกมาอุ่น ๆ. จริงอยู่เมื่อสองสามชั่วโมงแรกที่ล่วงมา, ได้ระลึกถึงประวัติการของตนแต่หนหลัง ตอนไหนไม่รัญจวนใจเท่าคิดถึงวาสิฏฐี และเรื่องความรักของตน ซึ่งมีขึ้นเพียงชั่วแล่นแท้ๆ แต่แล้วก็รู้สึกเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ล่วงมานานไกล คล้ายกับความฝันอย่างบ้าๆ. ครั้นมาในบัดนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านั้นทั้งหมดอีกต่อไปแล้ว. แต่มาเกิดญาณทรรศนะขึ้นอย่างหนึ่ง คือเมื่อคิดใคร่ครวญถึงเรื่องตนในอดีตและตนในปัจจุบัน ว่าเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า, คิดแล้วก็ให้สะดุ้ง เห็นว่ามีลักษณะผิดกันไกลมาก, ครั้งอดีตกระโน้น ข้าพเจ้าไม่มีอะไร, นอกจากตนและความรัก. ก็สองอย่างนี้​พึงแยกออกเสียจากกันเหลือแต่ตนไม่ได้เทียวหรือ? ครั้นมาในปัจจุบันนี้อะไรบ้างที่ข้าพเจ้าไม่มี! บุตรภริยาเอย, ช้างม้าวัวควายเอย, ข้าทาสบริวาร, แก้วแหวนเงินทอง, สวนสำหรับเที่ยวเล่น, บ้านงดงามมโหฬารซึ่งใครเห็นก็อิจฉาอยากได้เอย: สิ่งเหล่านี้ข้าพเจ้ามีอยู่บริบูรณ์แล้ว. แต่ทว่า ข้าพเจ้านั้นเป็นข้าพเจ้าอยู่ที่ไหน ขณะนี้ดูๆ ก็เหมือนผลไม้เน่า, เนื้อในแห้งหายไปหมด, ในที่สุดเหลือแต่เปลือกเปล่าเท่านั้น.

ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนตื่นขึ้นแล้วมองดูรอบ ๆ ตัว:

เห็นสวนเที่ยวเล่นงดงามกว้างใหญ่ เดียรดาษด้วยรุกขชาติ พุ่งยอดตะคุ่มๆ ขึ้นไปในท้องฟ้า ในเวลากลางคืน ซึ่งพราวพร่างด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วน มีทางช้างเผือกผ่านขาวไป, เห็นศาลาอันสง่างามมีตะเกียงศิลาขาวจุดสว่างทุกระวางเสา. สิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้ากลับรู้สึกเป็นความเห็นอย่างใหม่ขึ้นทันที ว่าเป็นของงามน่ารักน่าใคร่ แต่ทว่าเป็นเหมือนหนึ่งศัตรูหน้าเนื้อที่คอยบั่นทอนความสุขด้วยใจเสือ มิให้มีความสงบสุขได้. เป็นดั่งมารเวตาลแต่มีรูปรุ่งเรืองงดงาม สูบเลือดหัวใจข้าพเจ้าไปเกือบหมดแล้ว, และบัดนี้กำลังกระหายจะสูบเอาเลือดหยดสุดท้าย ซึ่งถ้าได้สูบเอาไปแล้ว ก็คงเหลืออยู่แต่ซากเหี่ยวแห้งของร่างมนุษย์ที่มีรูปไม่สมประกอบเท่านั้น.

มีเสียงอย่างหนึ่งได้ยินมาแต่ไกล จะเป็นเสียงอะไรไม่ทราบ แต่เข้าใจเอาว่าเป็นเสียงฝีเท้าเดิรมาหรือเป็นเสียงพูดพึมพัม. ข้าพเจ้าสะดุ้งเหยง, ถอดดาบปร๊าดออกจากฝัก, กระโดดลงบันไดไปสองสามก้าวและยืนนิ่งคอยฟัง: โจรหรือ? เห็นจะไม่ใช่. เงียบสงัดเสียทุกสิ่งทุก​อย่าง, เงียบสงัดจริงๆ. มองจ้องไปดูทั้งใกล้และไกล, ไม่เห็นมีอะไรเคลื่อนไหว. ทั้งนี้คงเป็นเสียงลึกลับ ที่มักปรากฏได้ยินในเวลากลางดึกสงัด – เสียงซึ่งเมื่อครั้งข้าพเจ้าคุมเกวียน ไปหยุดพักอยู่กลางป่า – เคยทำให้สะดุ้งตกใจ. พิจารณาดูสิ่งภายนอกตัว ก็ไม่เห็นมีอะไร. แต่ว่าภายในตัวข้าพเจ้าเล่า มีอะไรบ้าง? ข้าพเจ้าในขณะนี้หายตกอกตกใจหวั่นหวาดแล้ว, ไม่ใช่กล้าเพราะจำเป็นต้องกล้าด้วยหนีไม่พ้น หามิได้, กลับจะมีความยินดีเสียด้วยซ้ำ.

“เชิญเข้ามาเถิด, พวกโจร! มาเร็วๆ เข้า, องคุลิมาล! เผาผลาญให้ราบลงเป็นเถ้าถ่านเถิด. เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นศัตรูร้ายกาจที่สุดต่อข้า ที่พวกเจ้าควรทำลาย. มิฉะนั้น, มันก็จะทำลายข้าเอง. เอาไปเสียเถิด, เชิญเถิด. ถึงร่างกายก็ได้ เชิญเอาดาบฟันเสียเถิด เพราะมันเป็นศัตรูร้ายต่อข้าเอง, เป็นร่างกายที่หมกมุ่นมัวเมาอยู่แต่กามารณ์และความโลภไม่มีที่สุด, เป็นสิ่งอันควรสลดใจยิ่งที่ข้ามีอยู่: ควรตัดมันให้ขาดจากตนข้าไป. เชิญเถิด, พวกโจร! ผู้เป็นมิตรสหายเก่า!”

เวลาคงไม่นานละ เพราะบัดนี้ล่วงสองยามแล้ว. ยินดีคอยท่าจะรับหน้าด้วย. องคุลิมาลคงตรงมาหาตัวข้าพเจ้า. ดีแล้ว! อยากจะรู้อยู่ว่า ครั้งนี้มันจะสามารถตีดาบให้หลุดจากมือข้าพเจ้าได้อีกได้หรือไม่. ถ้าข้าพเจ้าได้แทงมันทะลุตลอดหัวใจ, ถึงจะตายไปก็ยินดี. เพราะมันเองผู้เดียวเท่านั้น ที่ทำความเดือดร้อนทั้งหลายแหล่ ให้มีขึ้นแก่ข้าพเจ้า.

“เวลาคงไม่นานละหนา” ข้าพเจ้าภาวนาคำนี้อยู่บ่อยๆ เพื่อชะลอใจให้ชื้นไว้ ในขณะที่เวลาใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาในคืนนั้น.

​กราว! มาละกระมัง? ไม่ใช่, เป็นเสียงลมพัดยอดไม้ แล้วค่อยเลือนหายไกลออกไป, แล้วก็เกิดมีขึ้นอีก. เป็นเสียงคล้ายสัตว์อะไรมีขนปุกปุยลุกขึ้นสลัดตัวอย่างนี้หลายครั้งหลายหน, แต่ครั้งหนึ่งได้ยินเสียงแหลมเป็นนกร้อง.

เสียงเหล่านี้แสดงว่าจวนใกล้สว่างอย่างนั้นหรือ?

รู้สึกหนาวกลัว นี่จะต้องเสียใจเพราะไม่ได้เป็นไปตามที่หวังไว้หรือ? นึกแล้วสะท้าน, กลัวว่าพวกโจรจะไม่มา. จวนจะสมปรารถนาอยู่แล้ว คือจะได้สู้รบตบมือ แล้วก็ตายไป. นี่ตกลงจะให้คงสืบชีวิตสารทุกข์ต่อไปหรือ? รุ่งเช้าขึ้นจะต้องมีความเป็นไปร้ายกาจเหมือนเดิมอีกหรือ? จะไม่มาช่วยให้พ้นทุกข์พ้นร้อนหรืออย่างไร? นี่ก็ถึงเวลาเหมาะอยู่แล้ว. หรือว่า เรื่องทั้งหลายเป็นเพราะข้าพเจ้าตาฝาด เห็นนักบวชตนนั้นเป็นองคุลิมาลไป? ถามตนเองอย่างนี้ก็หลายกลับ. จะว่าตาฝาดวิปลาสไปเองก็ดูกระไรอยู่. แต่ว่าถ้าเป็นองคุลิมาลจริง, ก็คงต้องมา. ถ้าไม่มีความประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว, ทำไมจึงแปลงตัวมาที่บ้าน, แล้วทำไมหายตัวไปอย่างสนิทคล้ายธรณีสูบ? ทั้งได้ให้ใครต่อใครไปสืบสวนแล้วไม่ได้ความว่าองคุลิมาลไปบิณฑบาตที่บ้านไหนเลย.

เสียงไก่ขัน ปลุกข้าพเจ้าตื่นจากภวังค์. ดวงดาวที่คอยมองดูหาเวลา บัดนี้ค่อยเลื่อนหายลับไปทางยอดไม้ก็หลายดวงแล้ว. ดาวหมู่อื่นนอกจากที่อยู่สูงในท้องฟ้า ก็มีแสงสลัวไปหมด. เป็นอันไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไป ว่าย่างเข้าปัจจุสมัย. เรื่องที่องคุลิมาลจะยกมาปล้นเป็นอันมีไม่ได้แล้ว.

​แต่เรื่องแปลกๆทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในความรู้สึกในคืนนั้น ไม่มีอะไรจะประหลาดเท่าที่จะเป็นต่อไปในบัดนี้ : คือ เมื่อเห็นว่าไม่มีอันตรายมาสู่ตัวแน่แล้ว, ข้าพเจ้าก็หารู้สึกเสียใจตามที่คิดเสียดายไว้แต่แรกไม่, กลับมีความคิดใหม่เด็ดขาดขึ้นมาทันทีว่า “เมื่อเช่นนี้จะต้องพึ่งโจรเหล่านั้น เพราะเหตุอะไร?”

ข้าพเจ้ากระหายอยากให้พวกโจรถือไต้จุดคบกรูกันเข้ามา จะได้ปลดเปลื้องให้พ้นจากแบกภาระทรัพย์สมบัติอันมโหฬารนี้เสีย, แต่ไฉนจะต้องทำอย่างนี้? ผู้ยอมสละทรัพย์สมบัติโดยไม่ต้องให้ใครเขาสละให้แล้วถือเอาไม้เท้าออกสัญจรเป็นผู้จารึกแสวงหาบุณยกุศลก็มีอยู่แล้วไม่น้อย. เปรียบเหมือนนก ประสงค์จะผกโผไปสารทิศใด, ก็มีปีกอย่างเดียวเท่านั้นที่เอาไว้บิน มีเท่านี้ก็พอประโยชน์อยู่แล้ว, ฉันใดก็ดี. ผู้จารึกแสวงบุณย์ก็พึงพอใจอยู่แต่เครื่องนุ่งห่มเท่าที่ปกคลุมร่างกายไว้มิดชิดกันร้อนกันหนาว, แล้วมีภาชนะสำหรับภิกษาจารพอประทังชีวิตมิให้เกิดทุกขเวทนาหิวโหย. และข้าพเจ้ายังได้ยินเขาชมชีวิตด้วยการจารึกแสวงบุณย์ว่า “ความมีครอบครัว ก็คือที่คุมขัง. แต่สุญญาคาร (อากาศที่โล่งโปร่งจากบ้านเรือน) ย่อมเป็นภาคสถานของผู้จารึกแสวงบุณย์.”

ข้าพเจ้าคิดขอให้พวกโจรเอาดาบมาฟันร่างกายนี้เสีย, ตัวทุกข์จะได้แตกขาดไป. แต่ร่างกายนี้สลายเป็นธุลีไปแล้ว, ก็จะมีเหตุปรุงแต่งให้เป็นรูปขึ้นใหม่, จากร่างเก่าเกิดเป็นร่างใหม่ สืบสันตติติดต่อกันไป. ก็ที่จะออกจากข้าพเจ้าไป จะเป็นชีวิตชนิดไรหนอ? จริงอยู่ข้าพเจ้าและ​วาสิฏฐีได้กระทำสัตย์ปฏิญญากันไว้, ฉะเพาะแม่คงคาในสวรรค์ซึ่งมีน้ำดั่งเงินยวงไหลลงไปสู่สระบัวในเขตสวรรค์ทางทิศตะวันตก, ว่าเราทั้งสองจะได้พบกันในแดนสุขาวดีโน้น. และด้วยคำปัฏิญญานี้ วาสิฏฐีบอกว่าเราต่างมีดอกไม้ทิพย์ตูมแห่งชีวิตอยู่ในน้ำอันใสปานแก้ว ณ ทะเลบนสวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์. ถ้าบุคคลผู้จะบรรลุเป็นเจ้าของ มีใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว มีกุศลกรรมอันได้บำเพ็ญไว้ดีแล้ว, ทุกคราวไป ดอกไม้ทิพย์ตูมนั้นก็จะเจริญงามขึ้นเสมอ, ถ้าหากว่ามีความเป็นอยู่ไม่บริสุทธิ์เกลือกกลั้วด้วยบาปมลทิน, ดอกไม้นั้นจะเหี่ยวเศร้าประหนึ่งว่ามีกิมิชาติบ่อนในฉะนั้น. อนิจจา! ป่านฉะนี้ ดอกไม้ทิพย์ของข้าพเจ้าจะมิถูกบ่อนไส้ไปนานแล้วหรือ? เพราะข้าพเจ้าได้ตรวจดูความเป็นไปในชีวิตที่ล่วงแล้ว พบแต่สิ่งซึ่งเจริญในความมัวหมองทวีเป็นลำดับมา. ดั่งนี้จะมีผลดีได้อย่างไร, ถ้าจะได้ขึ้นไปบนนั้น?

แต่ตามที่ทราบกันอยู่ มีบุคคลบางท่านก่อนละชีวิตนี้ไป ได้ทำลายความมาเกิดในโลกนี้เสียเด็ดขาด และได้ถึงซึ่งความมีนิรันตสุขไม่กลับมาเกิดอีก. บุคคลเหล่านี้คือผู้ที่ละสิ่งโลกีย์ทั้งปวง แล้วถือเพศเป็นนักจารึกแสวงบุณย์.

ดั่งนี้ ไต้คบและดาบหอกของโจรจะมาทำประโยชน์อะไรแก่ข้าพเจ้าได้ ?

ข้าพเจ้า, ซึ่งในชั้นแรกวิตกตัวสั่นเพราะกลัวโจร และภายหลังอยากให้โจรมาใจจะขาด เพื่อความหวังตามที่คิดไว้. บัดนี้ไม่กลัวและไม่หวังได้ความช่วยเหลือจากโจร: พ้นจากความกลัวและความทะยาน​หวังดั่งนั้นทั้งสองประการแล้ว, ก็ให้รู้สึกเกษมศานติ์เป็นความสงบอย่างใหญ่. ความรู้สึกเกษมศานติ์อย่างนี้ เท่ากับได้ลิ้มรสนิรามิษสุขในขั้นต้นแห่งอวสานสมบัติของเหล่าผู้จารึกแสวงบุณย์. เพราะเมื่อข้าพเจ้าคอยต่อต้านโจรได้ฉันใด. นักจารึกแสวงบุณย์ย่อมต่อต้านบรรดาอำนาจในโลกนี้ อันเป็นปรปักษ์ได้ฉันนั้น. ทั้งสองฝ่าย ไม่มีความกลัว และไม่มีความหวังจากโจรหรืออำนาจเหล่านั้น, จึ่งมีแต่ศานติ เป็นสุขเพราะสงบจากอะไร ๆ ทั้งปวงหมด.

ข้าพเจ้า, ซึ่งเมื่อก่อนหน้ายี่สิบชั่วโมงที่ล่วงมานี้กลัวการออกเดิรทางแม้แต่ระยะสั้น ๆ เพราะขยาดต่อความลำบากและอาหารการกินของผู้คุมกองเกวียนเดิรทาง, บัดนี้ตกลงใจ โดยปราศจากความกลัวหรือความรวนเร ที่จะละบ้านเรือนถือเอาการเดิรทางไปตลอดชีวิตกว่าจะดับ และถือสันโดษพอความประสงค์ในสิ่งเท่าที่มีอยู่.

บังเกิดความเด็ดขาดลงไปดั่งนี้แล้ว, ข้าพเจ้าไม่ขอกลับเข้าในบ้านอีก เดิรตรงไปที่เพิงแห่งหนึ่งระวางสวนกับลานบ้าน อันเป็นที่ไว้เครื่องมือทุกชนิด, หยิบได้ปฏักอันหนึ่ง ตัดทางแหลมออกเสีย ใช้ต่างไม้เท้า, แล้วเอาน้ำเต้าแห้งอย่างที่ชาวสวนชาวนาใช้บรรรจุน้ำสะพายบ่า ไปกรอกน้ำในบ่อที่ลานบ้าน.

ขณะนั้น หัวหน้าคนใช้ซึ่งดูแลบ้านข้าพเจ้ากรากเข้ามาหา, พูดว่า “องคุลิมาลกับพวกเห็นจะไม่มาแล้ว.”

ข้าพเจ้า: “ไม่มา, โกลิต, เป็นไม่มาแน่ ป่านนี้แล้ว.”

หัวหน้าคนใช้: “ก็นี่นายทำท่าจะเดิรทางไปไหน?”

​ข้าพเจ้า “ดั่งนั้น, โกลิต, จะออกเดิรทางไป. และด้วยเรื่องนี้ จึ่งอยากจะพูดกับเจ้า เพราะเราจะไปอย่างที่เขาเรียกกันว่าไปอย่างนกประเสริฐเดิรทางไกล. ในทางนี้แหละ, โกลิต, ผู้มีความเพียรพยายามจริง ๆ แล้ว ไม่กลับมาอีก; แม้ตายแล้วก็ไม่กลับมาโลกนี้อีก, ป่วยกล่าวไปใยถึงถึงเรื่องกลับมาบ้านนี้ในเมื่อมีชีวิตอยู่? บ้านนี้จะมอบให้เจ้ารักษา เพราะเจ้าเป็นผู้ซื่อสัตย์ภักดีจริงๆ ถึงยอมตายได้. เจ้าจงดูแลจัดการบ้านช่องและทรัพย์สมบัติ จนกว่าลูกชายข้าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่. เจ้าจงนำความรักของเรา ไปแสดงและอำลาบิดาและภริยาเราด้วย. ลาเจ้าก่อนละ.”

ข้าพเจ้าพูดแล้ว ก็ปลดมือออกจากโกลิต ซึ่งเขากำลังยกมือประคองเคารพและร้องไห้, แล้วเดิรออกไปทางประตูใหญ่, และเมื่อเหลือบเห็นเสาประตูก็คิดว่า “ถ้าที่ได้เห็นเป็นองคุลิมาล นั้น เป็นนิมิตแล้ว, ก็นับว่าได้ตีความในนิมิตนั้นถูกต้อง.”

ข้าพเจ้ารีบเดิรดุ่ม ๆ ไม่เหลียวหลัง ผ่านไปในระวางละแวกบ้าน, มองดูข้างหน้า ในเวลาฟ้าขาวจวนจะสว่าง เห็นถนนทางนอกเมืองดูว้าเหว่ ทอดยาวยืดไปไกลลิบลับ ดูประหนึ่งว่าจะไม่มีเขตสุดลงได้ฉะนั้น.

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าถือเอาซึ่งเพศของอนาคาริกมุนีไม่มีอาคารสถานด้วยประการฉะนี้.

๏ ๏ ๏

.

....................


สิบแปด ในห้องโถงช่างปั้นหม้อ


กามนิต ผู้จารึกแสวงบุณย์ ก็จบเรื่องลงด้วยประการฉะนี้, แล้วนิ่ง ตาเหม่อมองไปดูภูมิประเทศมีอาการตริตรอง.

ส่วนพระตถาคตเจ้า ก็มีพระอาการสงบนิ่ง ทอดพระเนตรภูมิประเทศเช่นเดียวกัน.

มองไปจะเห็นต้นไม้สูง บางต้นอยู่ใกล้ บางต้นห่างออกไป บ้างก็รวมกันเป็นกลุ่มดูเป็นก้อนดำมืดบ้างก็เห็นแต่รางๆ ดั่งก้อนเมฆ แล้วหายไปในหมอกที่อยู่ห่างไกลออกไป.

เวลานั้น ดวงเดือนอยู่พอดีตรงมุข ฉายแสงสว่างนวลเข้าไปถึงในบริเวณห้องภายนอกเหมือนกับผ้าขาวสามผืน ทาบแผ่นไว้บนสนามสีเขียว, ส่วนเสาทางด้านซ้าย เลื่อมสกาวราวกับบุด้วยเงินงาม.

ในเวลาดึกเงียบสงัดดั่งนี้ เสียงโคที่บดเอื้องหญ้าอยู่ในแห่งใดแห่งหนึ่งที่ถัดไป บางทีก็ได้ยินถนัดเป็นระยะ ๆ.

พระทศพลผู้ทรงพระอนาวรณญาณ ทรงเล็งเห็นประพฤติเหตุทั้งมวลนี้แจ้งจบ ว่าความจริงวาสิฏฐีมีความซื่อสัตย์อยู่ในกามนิตมาก. ที่ต้องแต่งงานกับสาตาเคียร ก็ไม่ใช่เป็นความผิดของนาง แต่เป็นเพราะบังคับและหลอกลวงด้วยอุบายทุจริต. นางเองเป็นผู้วานให้องคุลิมาลเข้าไปสืบในกรุงอุชเชนี. และเพราะองคุลิมาลไปคราวนั้นเอง กามนิตจึ่งละอาคารสถานถืออนาคริยเพศ ณ บัดนี้กำลังเดิรเข้าหาทางแห่งผู้​จารึกแสวงบุณย์ แทนการที่ะจมดิ่งหนักลงไปในห้วงความเอ้อเฟ้อสนุกเพลิดเพลินอันเป็นโทษทุกข์มหาภัย. พระองค์จะควรตรัสบอกความที่วาสิฏฐีเป็นไปอยู่ในบัดนี้ ดีหรือไม่.

แต่ทรงเล็งเห็นอัธยาศัยกามนิตว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะทรงแจ้งให้เขาทราบ ด้วยยังใหม่ต่ออนาคาริยเพศอยู่ หากทราบเรื่องเข้าขณะนี้ กามกิเลสอันเพียงสงบอยู่ ก็อาจจะพล่านขึ้นทำลายความพยายามแสวงความหลุดพ้นต่อไป. เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึ่งตรัสกะกามนิต ในทางที่จะอุดหนุนกำลังมุ่งสละกามว่า “ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นทุกข์. ความประจวบกับสิ่งที่ไม่รัก เป็นทุกข์. นี่กล่าวตามความรู้สึกอย่างของท่านที่เป็นอยู่.”

กามนิต: “จริงทีเดียว เป็นความจริงที่ลึกซึ้งจริง ๆ. ข้าแต่อาคันตุกะ, ใครเป็นผู้กล่าวคำนี้?”

“ดูก่อนผู้จารึกแสวงบุณย์, ท่านอย่ากังวลถึงเลย. ถ้ารู้สึกเห็นว่าเป็นความจริงเช่นนั้น, จะเป็นใครกล่าวก็เท่ากัน.”

“เหตุไฉน ข้าพเจ้าจึ่งจะไม่รู้สึกเห็นเช่นนั้นเล่า? ถึงเป็นประโยคที่น้อยคำ, ก็มีความจริงในเรื่องทุกข์ของข้าพเจ้าอยู่หมด. ถ้าข้าพเจ้ายังไม่ได้เลือกครูเป็นศาสดาของตนแล้ว, ก็ไม่ขอเลือกคนอื่น เป็นต้องเลือกท่านผู้กล่าวถ้อยคำนั้น เป็นปฐม.”

“เช่นนั้น ท่านก็มีศาสดา ที่ท่านรับเอาคำสั่งสอนและปฏิบัติตามนั้นมาแล้ว.”

​“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าออกมาถือเพศอย่างนี้ ความจริงมิได้ถือตามศาสดาอาจารย์ไหน. ออกจะตรงกันข้ามเสียอีกข้าพเจ้ามีความคิดในครั้งกระนั้น ตั้งใจแสวงหาความหลุดพ้นด้วยลำพังตนเอง. เมื่อพักร้อนเวลากลางวัน ในละแวกหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ณ รุกขมูล, หรือพักอยู่ในลำเนาอรัญ, ข้าพเจ้าเข้าฌานนเพ่งพินิจอย่างแรงกล้า. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าตั้งสมาธิตริตรองขบปัญหาเหล่านี้: “อะไรคืออาตมัน? อะไรคือโลก? โลกคงที่ฤๅไม่? อาตมันคงที่ฤๅไม่? ฤๅว่าโลกไม่คงที่และอาตมันก็ไม่คงที่? ฤๅว่าอาตมันคงที่ แต่โลกไม่คงที่? ฤๅว่าโลกคงที่แต่อาตมันไม่คงที่? ทำไมมหาพรหมจึ่งบันดาลให้โลกออกจากพระองค์ไป? ถ้ามหาพรหมคือความบริสุทธิ์และความสุขอันเที่ยงแท้ไซร้, ไฉนโลกที่พระองค์สร้างจึ่งไม่บริสุทธิ์หมดจด และให้เกิดแต่ความทุกข์โทมนัสเล่า?

“ข้าพเจ้ายิ่งตรึกนึกถึงสิ่งเหล่านี้เช่นนี้ก็ไม่เห็นว่าจะได้บรรลุแจ้งซึ่งความจริง. ซ้ำตรงกันข้าม กลับมีความสงสัยเกิดขึ้นใหม่เสมอ: ไม่รู้สึกว่าได้เข้าใกล้เฉียดกรายความเห็นแจ้ง ซึ่งกุลบุตรยอมสละอาคารสถานออกแสวงหา, อย่างมากแม้ให้กะเถิบใกล้แต่ก้าวเดียว ก็หาไม่.”

พระตถาคต: “จริงทีเดียว, ผู้จารึกแสวงบุณย์, เหมือนอย่างผู้เดิรจะต้องการไปให้ถึงขอบฟ้า รำพึงว่า “ไฉนหนอจะได้ลุถึงในวันนี้หรือพรุ่งนี้ ซึ่งแนวที่กั้นเขตสายตาของเรา?” ผู้ใดคิดแต่ขบปัญหา​อย่างของท่านเหล่านี้. ก็มีลักษณะหวังจะลุถึง เหมือนคนเดิรทางหวังจะไปให้ถึงขอบฟ้าฉะนั้น.”

กามนิต ผงกศีรษะ ตริตรองแล้วกล่าวต่อไปว่า -

“ครั้นมาวันหนึ่ง เวลาเมื่อเงาไม้ยืดยาวออกไปมากแล้ว ข้าพเจ้าไปถึงอาศรมแห่งหนึ่งในลำเนาป่า, ได้เห็นชายหนุ่มหลายคนนุ่งห่มขาวกำลังรีดนมโคอยู่ก็มี กำลังผ่าฟืน หรือล้างถังอยู่ที่พุลำธารก็มี. ในหอกลางของอาศรม มีพราหมณ์สูงอายุคนหนึ่งนั่งอยู่บนเสื่อ. และชายหนุ่มเหล่านั้นคงเป็นศิษย์เรียนลัทธิศาสนาอยู่ด้วย. พราหมณ์นั้นได้ปราศรัยปฏิสันถารข้าพเจ้าฉันไมตรี, บอกว่าระยะทางจากที่นั่นไปถึงบ้านหมู่แรก ก็เป็นเวลาเดิรไม่ถึงชั่วโมง, แต่ขอเชิญให้รับประทานอาหารพักแรมสักคืนหนึ่ง. ข้าพเจ้าเต็มใจรับคำเชิญด้วยรู้สึกขอบคุณ ก่อนที่ข้าพเจ้าจะนอนหลับ ได้ยินคำสอนของพราหมณ์ผู้นั้นที่ดีและน่าคิดก็หลายข้อ.

“รุ่งขึ้น เมื่อข้าพเจ้าจะลาไป, พราหมณ์ผู้นั้นไต่ถามว่า ‘ข้าแต่ท่านผู้จารึกแสวงบุณย์, ใครเป็นศาสดาของท่าน? ผู้แนะนำให้ท่านออกแสวงหาความจริง ชื่อไร?’ ข้าพเจ้าก็ตอบอย่างที่ได้ตอบท่านผู้เจริญนี้. พราหมณ์พูดว่า ‘ท่านลุถึงความได้ไฉน เมื่อท่านเร่ร่อนไปแต่ผู้เดียวเหมือนนอแรด, ไม่เอาเยี่ยงช้างป่าที่ไปเป็นโขลง มีหัวหน้าที่เฉลียวฉลาดชำนาญเป็นผู้นำ?’

“เมื่อพูดถึงคำว่าโขลง แกมองดูพวกชายหนุ่มๆ ที่ยืนอยู่รอบข้าง, แต่เมื่อถึงคำว่าหัวหน้า ปรากฏว่ายิ้มด้วยความอิ่มเอมใจ.

​“แกพูดต่อไปว่า ‘เรื่องอย่างนี้มีสภาพสูงและลึกซึ้งสุขุม เกินความคิดของบุคคลโดยลำพังจะคะเนเห็นได้. ถ้าไม่มีอาจารย์เป็นผู้บอก, ก็เป็นเหมือนตำราที่ไม่ได้เปิดออกดู. อีกประการหนึ่ง ในพระเวท, ตามที่ท่านเสวตเกตุสอนไว้, ว่า ‘ดูก่อนเจ้าผู้เป็นที่รัก, เปรียบเหมือนบุรุษผูกผ้าพันตาไว้, มีผู้พาจากแดนคันธาระ แล้วปล่อยไว้ในแดนมรุกกันดาร, ก็จะงมหาทางกลับไปเบื้องตะวันออกห่างไกลออกไปบ้าง หรือไปทางเหนือเลยเถิดไปบ้าง หรือสุ่มไปทางทิศใต้เริดไปบ้าง, เพราะถูกปิดตาพาไปแล้วจึ่งเปิดตาในที่ใหม่ ก็ย่อมจะหาทางกลับไม่ถูก. ต่อผู้ที่ไม่ถูกปิดตามาบอกทางให้ ว่าทางนั่นแน่ ไปแคว้นคันธาระ, ก็จะไปตามที่เขาบอก แล้วถามตามหมู่บ้านที่ระทางมา ก็จะถึงบ้าน, ได้ความรู้โดยตรงเกิดสติปัญญามากขึ้นอีก. เรื่องนี้มีอุปมาฉันใด. บุคคลที่มีครูแนะทางให้ ก็มีอุปไมยฉันนั้น.’

“ข้าพเจ้าเห็นได้ทันทีว่า ที่พราหมณ์พูดนี้ จะเกลี้ยกล่อมให้ขอฝากตนเป็นศิษย์, ข้อที่แกทำทีชักชวน กลับทำลายความนับถือแห่งข้าพเจ้า. เพราะความในพระเวทบทหนึ่งที่ยังเจนใจข้าพเจ้ามีว่า ‘ศาสดาย่อมไม่กระหายอยากได้ศิษย์; แต่ศิษย์ต้องกระหายอยากได้ศาสดาเอง.’ ตามนี้ซึ่งผิดกันตรงกันข้ามจากลักษณะพราหมณ์คนนี้นี่กระไร. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าอยากได้ศาสดาผู้พ้นแล้วจากความร่านกระหายเช่นนั้น.”

“ก็ใครเล่า ที่ท่านยกย่องกระหายอยากให้เป็นศาสดา? มีนามว่าอย่างไร?”

“ข้าแต่ภราดา*128 ผู้ซึ่งข้าพเจ้าอยากให้เป็นศาสดานั้น คือพระสมณโคดมศากยบุตรผู้สละสมบัติแห่งศากยราชออกบรรพชาแล้ว. พระสมณโคดมพระองค์นี้ มีเกียรติศัพท์อันดีงามเฟื่องฟุ้งทั่วไปว่า เป็นพระผู้ซึ่งไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า, เป็นพระอรหันต์, เป็นผู้บริสุทธิ์รู้แจ้งในสิ่งทั้งปวง, เป็นพระศาสดาของเทวดาและมนุษย์, เป็นผู้ตรัสรู้มีปรีชาสามารถ. คือพระพุทธเจ้า. ที่ข้าพเจ้าเดิรทางมานี้ก็เพื่อจะเฝ้าพระผู้ซึ่งไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า และถวายตนเป็นศิษย์.”

“ดูก่อนผู้จารึกแสวงบุณย์, ก็พระผู้ซึ่งไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นผู้ตรัสรู้แล้วนั้น บัดนี้อยู่ ณ ที่ไหน ?”

“ข้าแต่ภราดา, อยู่ไกลไปทางเหนือในจังหวัดสาวัตถีแคว้นโกศล ถัดกรุงสาวัตถีออกไปหน่อย มีสวนเชตวันอุดมด้วยป่าไม้ร่มรื่น ห่างไกลจากเสียงเกรียวกราวหนวกหูต่างๆ สมควรผู้ทำความเพียรจะบำเพ็ญภาวนาได้, สระมีน้ำใสปานแก้วส่งละอองไอขึ้นมาให้สัมผัสความชื่นเย็น, และตอนที่เป็นทุ่ง ก็เขียวชะอุ่มเดียรดาษด้วยดอกไม้ต่าง ๆ สล้างสีนับไม่ถ้วนอย่าง. หลายปีมาแล้ว เศรษฐีชื่ออนาถบิณฑิก ซื้อสวนนี้จากเจ้าเชต ด้วยราคาเงินเป็นอันมาก ถวายเป็นพุทธนิวาสนสถาน. ณ เชตวันอันร่มรื่นมีทุ่งว่าง ซึ่งนักปราชญ์ผู้มีสติปัญญาเป็นอันมากได้เคยผ่านเข้าไปแล้วนั้น ในเวลานี้พระพุทธองค์ประทับอยู่. และข้าพเจ้าก็หวังอยู่ว่า ถ้าขะมักเขม้นเดิรทางจากที่นี่ในเวลาราวสักสี่สัปดาห์ก็จะถึงจังหวัดสาวัตถี แล้วจะได้เข้าเฝ้าแทบเบื้องพระบาทมูล.”

​“ดูก่อนผู้จารึกแสวงบุณย์, ท่านเคยเห็นพระผู้มีพระภาคนั้นมาแล้วหรือ? ถ้าท่านเห็น, จะจำได้หรือไม่?”

“ภราดา, ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า. ถ้าข้าพเจ้าเห็น, ก็คงไม่รู้จักพระองค์.”

ครั้นแล้วพระศาสดา ทรงรำพึงว่า “ผู้จารึกแสวงบุณย์คนนี้เดิรทางจะไปหาเรา ได้ตั้งใจอุทิศตัวจะมาเป็นสาวกของเรา ถ้ากะไรเราพึงเทศนาหลักพระธรรมให้ฟังบ้าง, แม้อินทรีย์ยังไม่แก่กล้าก็พอเป็นอุปนิสัย;” แล้วหันพระพักตร์ตรงมายังกามนิต ตรัสว่า -

“ดวงเดือนเพิ่งจะขึ้นมาตรงมุขบ้าน, เวลากลางคืนยังอีกยาวนาน. การนอนมากนักย่อมทำให้เซื่อมซึม. เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความรังเกียจ, เราจะแสดงธรรมของพระพุทธเจ้านั้น เป็นปฏิการแก่ประวัติที่ท่านเล่าให้ฟัง.”

“ข้าแต่ภราดา, ข้าพเจ้าต้องการอย่างนั้นอยู่แล้ว โปรดแสดงเถิด.”

“ดูก่อนผู้จารึกแสวงบุณย์, ถ้ากระนั้นจงสดับธรรมที่จะแสดงต่อไปนี้, กระทำในใจให้ดีเถิด.”

๏ ๏ ๏

.

...................




Title: Re: กามนิต - ภาคหนึ่ง บนดิน - เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีป
Post by: ppsan on 14 March 2026, 21:07:52

สิบเก้า พระศาสดา


และพระพุทธองค์ก็ตรัสว่า “ดูก่อนภราดา, พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธะนั้น ได้ยังจักรแห่งธรรมอันประเสริฐให้หมุน ใกล้อิสิปัตนะ​ในมฤคทายวันจังหวัดพาราณสี. ก็แหละจักรแห่งธรรมนั้น อันสมณะหรือพราหมณ์, เทวดาหรือมารพรหม, หรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลกนี้ ไม่พึงขัดขวางไว้มิให้หมุนได้.

“พระธรรมที่ทรงประกาศ คือ ธรรมอันให้เห็นแจ้งความจริงอย่างยิ่ง สี่ประการ. สี่ประการนั้น คืออะไร? ได้แก่ ความจริงอย่างยิ่ง คือทุกข์, ความจริงอย่างยิ่ง คือเหตุของทุกข์, ความจริงอย่างยิ่ง คือการดับทุกข์ทั้งสิ้น, และความจริงอย่างยิ่ง คือทางที่ไปถึงความดับทุกข์ทั้งสิ้น.

“ดูก่อนภราดา, ความจริงอย่างยิ่ง คือทุกข์นั้นอย่างไร? ได้แก่ความเกิดมานี้เป็นทุกข์, ความที่ชีวิตล่วงไปๆ เป็นทุกข์, ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์, ความตายเป็นทุกข์; ความอาลัย ความคร่ำครวญ ความทนลำบาก ความเสียใจ และความคับใจล้วนเป็นทุกข์; ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นทุกข์, ความประจวบกันสิ่งที่ไม่รัก เป็นทุกข์ ความที่ไม่ได้สมประสงค์ เป็นทุกข์: รวมความ, บรรดาลักษณะต่างๆ เพื่อความยึดถือผูกพันย่อมนำทุกข์มาให้ทั้งนั้น ดูก่อนภราดา, นี่แหละความจริงอย่างยิ่งคือ ทุกข์.

“ก็แหละความจริงอย่างยิ่ง คือ เหตุของทุกข์นั้นอย่างไร? ได้แก่ความกระหายซึ่งทำให้เกิดมีสิ่งต่างๆ อันความเพลิดเพลินใจและความร่านเกิดตามไปด้วย เพลิดเพลินนักในอารมณ์นั้นๆ คือ กระหายอยากให้มีไว้บ้าง กระหายอยากให้คงอยู่บ้าง กระหายอยากให้พ้นไปบ้าง ดูก่อนภราดา, นี้แหละความจริงอย่างยิ่งคือ เหตุของทุกข์.

​“ก็แหละความจริงอย่างยิ่ง คือ การดับทุกข์ทั้งสิ้นนั้น อย่างไร? ได้แก่ความดับสนิทแห่งความกระหายนี้เองไม่ใช่อื่น ความสละเสียได้ ความปลดเสียได้ ความปล่อยเสียได้ ซึ่งความกระหายนั้นแหละ และการที่ความกระหายนั้นไม่ติดพัวพันอยู่ ดูก่อนภราดา, นี้แหละความจริงอย่างยิ่ง คือ การดับทุกข์ทั้งสิ้น.

“ก็แหละ ความจริงอย่างยิ่งคือทางไปถึงความดับทุกข์ทั้งสิ้นนั้น อย่างไร? ได้แก่ทางอันประเสริฐมีองค์แปด คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ ความเพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ. ดูก่อนภราดา, นี่แหละความจริงอย่างยิ่ง คือ ทางไปถึงความดับทุกข์ทั้งสิ้น.”

เมื่อพระศาสดา มีพระพุทธบรรหารด้วยอริยสัจเป็นเบื้องต้น ปานว่าได้ประดิษฐานหลักศิลาขึ้นสี่มุมด้วยประการดั่งนี้แล้ว, ก็ทรงยกพระธรรมทั้งมวลขึ้นตั้งประกอบ โดยอุบายให้เป็นดั่งเรือนยอด สำหรับเป็นที่อาศัยแห่งดวงจิตต์ผู้สาวก. ทรงจำแนกแยกอรรถออกเป็นตอนเนื้อความ แล้วทรงชี้แจงกำกับกันไป, เสมือนดั่งบุคคลตัดแท่งศิลาออกเป็นชิ้นๆ แล้ว และขัดเกลาฉะนั้น. ทรงเชื่อมตอนเนื้อความต่อเนื้อความ, เสมือนบุคคลได้ลำดับซ้อนแท่งศิลาเหล่านั้น ผจงจัดดุจเป็นรากให้รับกันเองแน่นหนา มีสัมพันธ์เนื่องถึงกันตลอดเรียบร้อย. ทรงนำหลักความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งปวงย่อมแปรปรวนเข้าประกอบกับหลักความเห็นแจ้งว่า สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ แล้วเชื่อมหลักทั้งสองนี้เป็นดั่งซุ้มทวาร ด้วยเครื่องประสาน คือมนสิการ อันแน่นแฟ้นที่ว่า สภาวธรรมทั้งปวงล้วนเป็น​อนัตตา-เลือกเอาไม่ได้. ทรงนำสาวกเข้าสู่ทวารอันมั่นคงนี้ คราวละขั้นเป็นลำดับไป แล้วย้อนลงย้อนขึ้นหลายครั้งหลายครา โดยขั้นบันไดอันสร้างไว้มั่นคงแล้ว คือปฏิจจสมุปบาท หลักธรรมอันมีเหตุผลอาศัยกันเองเกิดขึ้นเป็นขั้นๆ สืบเนื่องดั่งลูกโซ่, ซึ่งมั่นคงเต็มที่อยู่ทั่วไป.

อันว่า นายช่างผู้เชี่ยวชาญ ก่อสร้างปราสาทมโหฬาร ย่อมเพิ่มรูปศิลาจำหลักไว้ในที่สมควรตามทำนองมิใช่จะใช้เป็นเครื่องประดับเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นประโยชน์รองรับหรือค้ำจุนที่บางแห่งนั้นไว้ด้วย, ความข้อนี้อุปมาฉันใด. พระศาสดาในบางคราวย่อมทรงชักเอาเรื่องที่เปรียบเทียบเป็นภาษิตที่น่าฟัง และสมด้วยกาลสมัยขึ้นแสดง ก็อุปไมยฉันเดียวกัน. เพราะทรงเห็นว่า เทศนาวิธีชักอุทาหรณ์ขึ้นสาธกเปรียบเทียบ ย่อมกระทำไห้พระธรรมอันประณีตลึกซึ้งที่ทรงสำแดงหลายข้อให้แจ่มแจ้งขึ้นได้แก่บางเวไนยชน.

ในท้ายแห่งเทศนา พระองค์ทรงประมวลพระธรรมบรรยายทั้งหมด ในคราวเดียวกันเสมือนด้วยเรือนอันตะล่อมขึ้นด้วยยอดเด่นเห็นสง่างามรุ่งเรืองได้แต่ไกลด้วยพระวาจาว่าดั่งนี้: “ดูก่อนอาคันตุกะผู้แสวงบุณย์, ความเกาะเกี่ยวใคร่กระหายต่อความเกิด ย่อมเป็นเหตุให้ถึงความเกิด. หากตัดความใคร่กระหายเช่นนั้นเสียได้ขาด, ท่านก็ย่อมไม่เกิดในภพไรๆ อีก.

“อันภิกษุ ผู้พ้นจากความเกาะเกี่ยวยึดถือพึงใคร่ในอารมณ์ไรๆ แล้ว ย่อมบังเกิดญาณความรู้แจ้งขึ้นภายในจิตต์อันสงบแจ่มใสปราศจากอวิชชาความมืดมัว ว่า ‘วิมุติความหลุดพ้นนั้น บัดนี้เป็นผลประจักษ์​แล้ว. นี้คือ ความเกิดเป็นครั้งที่สุด. สิ้นความเกิดใหม่ในภพโน้นแล้ว.’

“ภิกษุผู้บรรลุธรรมปานนี้ ย่อมได้รับผลตอบแทนคือ ธรรมรสอันล้ำเลิศ. ดูก่อนอาคันตุกะผู้แสวงบุณย์, ก็ธรรมรสอันล้ำเลิศนั้นคืออะไร? ได้แก่ ‘ญาณอันรู้ว่าทุกข์ทั้งปวงดับหมดแล้ว.’ ผู้ใดได้รับรสพระธรรมนี้, ก็ย่อมพบความหลุดพ้นอันเป็นผลเที่ยงไม่แปรผัน. เพราะสิ่งใดไร้สาระเป็นอยู่ชั่วขณะ สิ่งนั้นไม่ใช่ของจริง. สิ่งใดมีสาระคงที่ถาวร, สิ่งนั้นเป็นของจริงและเป็นที่สุดแห่งสิ่งมายาทั้งปวง.

“ผู้ใดจำเดิมแต่ต้นมาทีเดียว ตกอยู่ในความเกิดในความสืบชีวิตเปลี่ยนไปๆ ในความตาย และบัดนี้ได้กำหนดรู้ไว้ดีแล้วซึ่งลักษณะแห่งสภาพอันเป็นพิษนี้, ผู้นั้นย่อมชนะด้วยตนเองแล้ว ถึงซึ่งความพ้นภัยในความเกิด ความแก่ และความตาย. และเขาซึ่งเคยตกอยู่ในโรคาดูร ในมลทินกิเลสในบาป, ผู้นั้น ณ บัดนี้ได้รับความรับรองแน่นอนแล้วว่า ไม่มีพิการแปรผัน อันเป็นผลสะอาดหมดจด และเป็นบุณย์-

“เราพ้นแล้ว. ความหลุดพ้นได้ประจักษ์แล้ว. ชาติหยุดอยู่เพียงนี้แล้ว. กรณียะของเราสำเร็จแล้ว. โลกนี้หยุดแก่เราไม่สืบต่ออีกแล้ว.”

“ดูก่อนอาคันตุกะผู้แสวงบุณย์, นรชนมีญาณทรรศนะเช่นนี้ชื่อว่าผู้สำเร็จแล้ว เพราะเขาเสร็จสิ้นธุระและถึงที่สุดบรรดาความทุกข์ยากทั้งปวง.

“ดูก่อนอาคันตุกะผู้แสวงบุณย์. นรชนมีญาณทรรศนะเช่นนี้ ชื่อว่าผู้ได้ขจัดแล้ว เพราะเขาได้ขจัดแล้ว ซึ่งอุปทาน (ความออกรับ?) ว่า “ตัวเรา” และ “ของเรา.”

​“ดูก่อนอาคันตุกะผู้แสวงบุณย์. นรชนมีญาณทรรศนะเช่นนี้ ชื่อว่าผู้ถอนแล้ว เพราะเขาได้ถอนแล้ว ซึ่งต้นไม้ คือ ความมีความเป็นตลอดกะทั่งรากมิให้เหลือเชื้อเกิดขึ้นได้อีก.

“บุคคลมีลักษณะเช่นนี้ ตราบเท่าที่ยังมีร่างอยู่, เทวดาและมนุษย์คงเห็นได้; แต่เมื่อร่างสลายเพราะความตายแล้ว, เทวดาและมนุษย์มิได้เห็นต่อไป, แม้แต่ธรรมดาผู้เห็นได้ตลอด ก็ไม่เห็นเขาคนนั้นอีก. ผู้นั้นได้ทำให้ธรรมดาถึงความบอดแล้ว. เขาพ้นจากมารแล้ว ได้ข้ามห้วงมหรรณพที่ต้องแหวกว่ายวนเกิดเวียนตาย ถึงเกาะอันเป็นแหล่งเดียวที่ผุดพ้นเหนือความเกิดความตาย กล่าวคือ พระอมฤตมหานิรพาณ.”

.

......................


ยี่สิบ เด็กดื้อ


เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมจบลงแล้ว, กามนิตชายอาคันตุกะคงนั่งนิ่งอยู่นาน, ดวงจิตต์เกิดปั่นป่วนรวนเร ด้วยความสนเท่ห์สงสัยหนักใจหลายพันนัย, ถอนหายใจยาวกล่าวถามว่า “ท่านได้อธิบายถึงความที่ภิกษุในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ว่าควรจะตัดความทุกข์เสียได้มากพออยู่แล้ว. ก็แหละเมื่อร่างกายผู้นั้นจมลงในห้วงแห่งความตาย กลับคืนไปสู่สภาพซึ่งเป็นธาตุเดิม; นับแต่นั้นไป เทวดาและมนุษย์ หรือตลอดจนธรรมดา ก็ไม่เห็นเขาอีก. แต่ท่านยังมิได้กล่าวให้แจ้งว่าผู้นั้น​ตายแล้ว เป็นอย่างไรต่อไป. และเรื่องสวรรค์อันเป็นสถานบรมสุขที่ผู้ได้ขึ้นไปอยู่จะไม่รู้จักตาย ข้าพเจ้ายังไม่ได้ฟังสักน้อย. ก็พระพุทธเจ้าไม่ตรัสเรื่องนี้บ้างดอกหรือ?”

“เป็นดั่งนั้น, เป็นดั่งนั้น, ภราดา. พระศาสดามิได้รับรองเรื่องนี้เลย.”

“เช่นนั้นก็หมายความว่า พระพุทธเจ้าไม่ทรงทราบเรื่องอันสำคัญที่สุดแห่งบรรดาเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด, เป็นอันไม่ดีไปกว่าข้าพเจ้า.”

“ท่านเห็นเช่นนั้นหรือ? ดูก่อนอาคันตุกะ, จงฟังหน่อย, ณ ป่าไม้ประดู่ลาย (๑) ในจังหวัดโกสัมพี ท่านกับวาสิฏฐีให้ปฏิญญากัน ว่าจะครองสัตย์ไว้เป็นนิรันดร และสัญญาว่าจะได้พบปะกันอีกที่บนสวรรค์แดนสุขาวดี. ณ ที่นั้น สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าเคยอยู่. วันหนึ่งพระองค์ออกจากป่าไม้ประดู่ลาย กำใบประดู่ลายไปด้วย, ตรัสกะบรรดาสาวกว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, อันใบไม้ที่เรากำไว้นี้กับใบไม้ที่มีอยู่ในป่าโน้น ข้างไหนจะมากกว่ากัน?” บรรดาสาวกทูลตอบทันทีว่า ‘ใบไม้ในพระหัสถ์มีจำนวนน้อยกว่าที่มีอยู่ในป่าโน้น, พระเจ้าข้า.’ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ความจริงก็เช่นนั้น. สิ่งที่เราตถาคตเห็นแจ้งแล้ว แต่มิได้แสดงให้แก่พวกท่านย่อมมีมากกว่าที่ได้แสดงแล้ว, มีอุปมาเหมือนใบประดู่ลายที่อยู่ในมือเรา กับที่มีอยู่ในป่าฉะนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, เป็นไฉนเราจึ่งไม่แสดงให้ฟังทั้งหมด? ก็เพราะไม่เป็น​สาระประโยชน์เพื่อความหลุดพ้น, ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายในโลกีย์, ไม่เป็นไปเพื่อจืดจางความรักใคร่ยินดี ไม่เป็นไปเพื่อความเย็นใจ, ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ, ไม่เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง, ไม่เป็นไปเพื่อความตื่นเต็มที่, และในที่สุด ก็ไม่เป็นไปเพื่อนิรพาณ.”

กามนิต: “ถ้าพระศาสดาได้ตรัสดั่งนั้นในป่าประดู่ลายใกล้กรุงโกสัมพี, เรื่องก็ซ้ำร้ายหนัก. เพราะถ้าเช่นนั้น, ก็หมายความว่าที่พระองค์ทรงนิ่งเสียไม่แย้มพรายเรื่องสวรรค์ คงเพื่อจะไม่ให้สาวกเกิดความท้อถอยว้าเหว่ใจในการพยายามหาความหลุดพ้นเพื่อความสูญนั่นเอง. ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าที่ไม่ทรงอธิบายคงเป็นด้วยลัทธิความประสงค์ดั่งที่ท่านแสดงมาชัดแจ้งอยู่แล้ว. ก็เมื่ออินทรีย์ทั้งหก เป็นของไม่เที่ยงไม่มีอาตมันตัวตน ควรละวางเสีย เพราะล้วนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์: ดั่งนี้จะมีชิ้นอะไรเหลืออยู่อีกเล่า ที่จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวกันต่อไป? ข้าแต่ท่านอริยะ, ตามหลักลัทธิที่ท่านแสดงให้ฟังนี้ ข้าพเจ้าจะต้องเข้าใจว่า ภิกษุผู้พ้นแล้วจากบาปมลทินทั้งสิ้น ย่อมตกเป็นเหยื่อแห่งความสูญ ในเมื่อร่างกายสลายแล้ว, คือตายแล้วก็สูญไปเท่านั้น: ไม่มีความเกิดความเป็นอีก.”

“ดูก่อน อาคันตุกะ, ท่านได้บอกเราแล้วมิใช่หรือ ว่าภายในหนึ่งเดือน ท่านจะไปเข้าเฝ้าแทบบาทมูลพระพุทธเจ้า ณ เชตวันจังหวัดสาวัตถี?”

“ข้าพเจ้าหวังไว้เช่นนั้น, ท่านผู้เจริญ. เหตุไฉนท่านจึ่งถาม?”

​“กระนั้น เมื่อท่านได้เฝ้าแทบบาทมูลพระศาสดา, ท่านจะคิดว่าอย่างไร เมื่อได้เห็นพระรูปกาย? และเพียงอาจถูกต้องพระกายเท่านั้นหรือ ที่รู้ว่าพระองค์คือพระพุทธเจ้า?”

“หามิได้, ท่านผู้เจริญ.”

“หรือบางที, เมื่อพระศาสดาตรัสกะท่าน, ตัวท่านรู้สึกด้วยใจ. และความที่ตัวท่านเห็นขึ้นในดวงจิตต์นั้น เข้าใจว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือ?”

“หามิได้, ท่านผู้เจริญ.”

“ถ้าเช่นนั้น, รูปและนามหรือกายและใจรวมกัน คือ พระพุทธเจ้า?”

“ข้าพเจ้าไม่เห็นเช่นนั้นเลย, ท่านผู้เจริญ.”

“ถ้าเช่นนั้น, ท่านคิดหรือเปล่า ว่าพระพุทธเจ้ามีความเป็นอยู่นอกเหนือจากพระกายหรือพระมนัส, หรือว่านอกเหนือทั้งสองประการ? สหาย, ความเห็นของท่าน ดั่งนี้หรือ?”

“พระพุทธเจ้า, ตามที่ข้าพเจ้าคิดเห็น, ย่อมเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากสิ่งที่กล่าว. ภาวะแห่งพระองค์ไม่พึงเห็นได้จากสิ่งเหล่านี้.”

“เช่นนั้น ถ้ากาย อันมีลักษณะที่จะให้เกิดความรู้ขึ้นได้ ยังไม่เป็นเหตุให้ท่านรู้ว่าพระพุทธเจ้าแล้ว, มีอำนาจอย่างอื่นอะไรอีก ที่จะทำให้ท่านเห็นแจ้งในพระองค์?”

“ท่านผู้เจริญ, อำนาจอื่นดั่งที่ว่า ข้าพเจ้ายอมรับว่าข้าพเจ้าไม่มี-”

​“ดูก่อน สหายกามนิต, ถ้าเช่นนั้น, ในโลกที่เห็นอยู่นี้ ตามความจริงท่านก็ไม่สามารถเห็นพระกายอันแท้ของพระพุทธเจ้าได้แล้ว ท่านจะควรกล่าวละ หรือว่าพระพุทธเจ้าหรือภิกษุที่หลุดพ้นจากบาปมลทินทั้งปวงนั้น เมื่อตายแล้วก็สูญ คือ ไม่มีอะไรเป็นได้อีกต่อไป ในเมื่อท่านไม่มีอำนาจญาณทรรศนะที่จะเห็นพระสาระอันแท้จริงของพระองค์ได้?”

กามนิตนั่งนิ่งก้มศีรษะอึดอัดใจอยู่ครู่ใหญ่ แล้วเกิดปฏิภานขึ้นมาแวบหนึ่ง, ตอบว่า-

“แม้ถึงข้าพเจ้าจะไม่มีสิทธิเพื่อกล่าวเช่นนั้นได้ก็จริงอยู่, แต่ก็ยังเห็นความที่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งมิได้แสดงนั้นได้ชัดว่า ถ้าพระองค์มีสิ่งที่จะแสดงให้บังเกิดความปีติเป็นบำเหน็จได้แล้ว, พระองค์คงไม่ทรงนิ่งอยู่เท่านั้น. เพราะภิกษุซึ่งชนะความทุกข์ถ้าแจ้งว่าเมื่อตายไปแล้วไม่สูญ จะต้องได้รับบรมสุขเป็นนิรันดรไซร้, ก็ย่อมจะเกิดปีติเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงน้ำใจชุ่มชื่นยิ่งขึ้น ไม่แห้งแล้งเสียทีเดียว, ตั้งหน้าทำความเพียร.”

“สหาย, ท่านคิดเช่นนั้นหรือ? ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้ามิได้ชี้ความดับทุกข์ว่า เป็นสุดทางปฏิบัติหรือมิได้สอนให้กำหนดรู้ความความทุกข์เป็นปากทางปฏิบัติก่อน, เอาแต่พร่ำด้วยวิธียกสมบัติสวรรค์ในชาติหน้ามาชมเพื่อล่อใจว่าเมื่อตายแล้วจะไปเกิดใหม่ในสิบหกชั้นฟ้าได้เสวยศฤงคารสมบัติสวรรค์ในชาติหน้านั้นมีแต่ความสุขได้อย่างใจทุกประการ. เพียงเท่านั้นจะมีผลเป็นอย่างไร? คงมีสาวกอเนกอนันต์มีความเชื่อถือ​ยินดีรับรองคำสอนไว้โดยเร็ว และคงเพียรพยายามเพื่อความหลุดพ้นจากโลกมนุษย์ด้วยความเต็มใจ. แต่หารู้สึกไม่ว่าความเพียรเพื่อหลุดพ้นแต่เป็นไปในอาการเช่นนี้ ย่อมเป็นการรั้งเอาตัณหา คือ ความร่านกระหายติดไปด้วยกันกับตนอย่างแน่นหนา, ต้องวนไปเวียนมาในเหตุแห่งความทุกข์แล้วก็ได้รับผล คือ ความทุกข์ จะหลุดทุกข์ไปไม่พ้นเลย. เปรียบเหมือนสุนัขเฝ้าบ้าน ผูกล่ามไว้กับเสา, พยายามจะให้หลุดพ้นเครื่องล่ามไป, แต่ก็รั้งเอาเครื่องล่ามนั้นไปด้วยรอบๆ เสา ก็หาหลุดไปได้ไม่, อุปมาฉันใด; ภิกษุผู้ตั้งความเพียรเพียงไรก็ตาม แต่เมื่อรั้งเอาตัณหาต้นเหตุทุกข์มาเพลินใจไว้ด้วย ก็ต้องวนเวียนรับทุกข์แล้วทุกข์เล่าไม่ออกจากภพน้อยภพใหญ่ไปได้ มีอุปไมยอย่างเดียวกัน.”

“ข้อนี้ ข้าพเจ้ายอมรับว่าเป็นอันตรายต่อการหลุดพ้นอยู่ เพราะอาจไปรับทุกข์. แต่ก็ยังเห็นว่า ลัทธิที่มาชี้แจงเสียอย่างนี้ ย่อมเป็นอันตรายร้ายกว่า เพราะทำให้ความเพียรที่บำเพ็ญมาแต่ต้นหย่อนล้า หมดอยากลงไป เพราะถ้าตายก็สูญไม่ได้ไปเกิดในสถานบรมสุข: ไม่ได้รับบำเหน็จที่ลงทุนเพียรเหนื่อยยากมา.”

“สหาย, ถ้าเรื่องจะเป็นอย่างต่อไปนี้ ท่านจะสำคัญอย่างไร? ต่างว่าไฟกำลังไหม้บ้าน, บ่าววิ่งเข้าไปปลุกนาย ว่า ‘ลุกขึ้นเถิดท่าน, รับหนีไปโดยเร็ว: ไฟกำลังไหม้บ้าน.’ ขณะนั้นหลังคาและไม้เคร่าถูกไฟไหม้กำลังจะร่วงตกลงมาอยู่แล้ว; ถ้านายจะตอบบ่าวว่า “เจ้าออกไปดูก่อน ว่าข้างนอกบ้านฝนตกหรือเปล่า มีพายุหรือเปล่า เดือนมืดหรือเปล่า ต่อฝนไม่ตก พายุไม่มี เดือนไม่มืด ข้าจึ่งจะออกจากบ้านไป.”

​“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ไฉนผู้เป็นนายจะกล่าวแก่บ่าวอย่างนี้? เพราะบ่าววิ่งเข้ามาปลุกด้วยความตกใจ บอกว่าให้หนีออกจากบ้านไป เพราะไฟไหม้ถึงเคร่า และหลังคากำลังจะตกลงมาอยู่แล้ว.”

“ก็ถ้าหากว่า ผู้เป็นนายจะตอบว่า “เจ้าออกไปดูก่อนว่าข้างนอกบ้านฝนตกหรือเปล่า มีพายุหรือเปล่า เดือนมืดหรือเปล่า; ถ้าฝนไม่ตก พายุไม่มี เดือนไม่มืด, ข้าจึ่งจะออกจากบ้านไป’ ดั่งนี้; ท่านคงจะเห็นว่าเรื่องที่บ่าวอันซื่อสัตย์ ได้มาบอกว่ากำลังเกิดภัยร้ายแรงอยู่ในบ้านนั้น ผู้เป็นนายคงฟังไม่เข้าใจไม่ใช่หรือ?”

“ท่านผู้เจริญ, ข้าพเจ้าก็ย่อมจะลงความเห็นเป็นเช่นนั้น เพราะคิดไม่เห็นเลยว่านายไหนจะเป็นบ้าพอถึงกับจะตอบอย่างนั้น.”

“ถูกแล้ว, อาคันตุกะ. ตัวท่านในเวลานี้ก็เหมือนกับมีเพลิงลุกฮืออยู่รอบศีรษะ เพราะบ้านของท่านกำลังถูกไฟไหม้. บ้านอะไร? โลกนี้ก็คือบ้านของท่านเอง. ถูกไฟอะไรไหม้? ถูกไฟคือความรักใคร่ ยินดี ไฟ คือ โทษะ และไฟ คือ ความหลงมาเผาอยู่. สกลโลกย่อมถูกไฟนี้เผาผลาญอยู่, สกลโลกอัดแน่นอยู่ด้วยควันไฟนี้, และสกลโลกก็สะท้านไหวจนถึงราก เพราะฤทธิ์ไฟนี้พลุ่งโพลงเต็มกำลังแรง.”

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสอธิบายดั่งนี้, กามนิตมีอาการสั่นเทิ้มคล้ายลูกแหง่ที่ได้ยินเสียงบรรลือแห่งราชสีห์ในพุ่มไม้ใกล้ตัว, ทรุดกายยวบศีรษะตกฟุบอก, นั่งนิ่งคอตันเป็นครู่ใหญ่ ครั้นระบายลมหายใจได้บ้างแล้ว ก็กล่าวด้วยเสียงสั่นแต่กระด้างว่า “ตามที่อธิบายมานี้ อย่างไรก็ยังไม่เป็นทางที่ข้าพเจ้าพอใจ. พระพุทธเจ้าช่างไม่ทรงแสดงเรื่องที่​ข้าพเจ้าอยากจะทราบเสียเลย. ถึงแม้พระองค์สามารถจะทรงชี้แจงได้ แต่มิได้ทรงแสดงให้เป็นที่ชื่นใจก็ดี, หรือทรงนิ่งเสีย เพราะทรงเห็นว่าจะไม่เป็นเหตุให้พ้นทุกข์ก็ดี, หรือว่าพระองค์ไม่ทรงทราบเลยก็ดี: เหล่านี้, จะด้วยอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม, ข้าพเจ้าก็มิได้พอใจด้วยทั้งนั้น. เพราะความคิดและความพยายามของมนุษย์ย่อมมุ่งหาความสุขความบันเทิง; เมื่อไม่มีชิ้นอะไรล่อใจให้หวังเสียก่อน, ก็ไม่พยายามเท่านั้น ว่ากันทำไมมี. และเมื่อมีพยายามย่อมมีหวัง, แต่นี่พยายามไปหาความหมดหวัง: เราจะไม่ต้องทำความพยายามให้ลำบากมิดีหรือ? เพราะความสุขความบันเทิงเป็นมูลแห่งธรรมชาติไม่ว่าสัตว์หรือมนุษย์. และเพื่อให้สมตามนี้ ข้าพเจ้าได้ยินคำอธิบายของพราหมณ์ว่าดั่งนี้-

“ต่างว่า ชายหนุ่มคนหนึ่ง เป็นผู้สามารถรักความรู้ ว่องไว แข็งแรง มีอำนาจยิ่งกว่าชายหนุ่มทั้งหลาย โลกพร้อมด้วยขุมทรัพย์ที่มีอยู่ก็ตกเป็นสมบัติของชายหนุ่มคนนี้: นี่คือความบันเทิงสุขอันควรแก่มนุษยชาติ. แต่ความบันเทิงสุขของมนุษย์นี้ร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของบุพพะเปตะบุรุษบนสวรรค์. ความบันเทิงสุขของบุพพะเปตะบุรุษในสวรรค์ร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของเทวดาสามัญ, ความบันเทิงสุขของเทวดาสามัญร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของพระอินทร์. ความบันเทิงสุขของพระอินทร์ร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของพระประชาบดี. ความบันเทิงสุขของพระประชาบดีร้อยเท่า เป็นความบันเทิงสุขของพระพรหม. นี้คือ ความบันเทิงสุขอันเลิศ, นี้คือ วิธีไปสู่ความบันเทิงสุขอันเลิศ.”

​พระพุทธเจ้า: “ดูก่อนอาคันตุกะ, ทั้งนี้ก็เช่นเด็กไม่เดียงสาคนหนึ่งกำลังยืนอยู่. เด็กคนนี้ปวดฟันเจ็บร้าวไปหมด พอเห็นแพทย์ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญก็วิ่งไปหาและบอกถึงความทุกข์ให้ฟังว่า “ข้าพเจ้าขอความกรุณาให้ใช้ความรู้ของท่านช่วยทำให้รู้สึกเกิดปิติสุข แทนความเจ็บปวดที่มีอยู่ในขณะนี้.” แพทย์ตอบว่า ‘ความรู้ที่มีอยู่ก็คือถอนเหตุเจ็บปวดนั้นเสีย; ที่จะทำให้เกิดความสุขทั้ง ๆ ไม่ถอนเหตุเจ็บปวดเสียก่อนย่อมไม่ได้’ แต่เด็กนั้นไม่พอใจ คร่ำครวญว่า ‘ได้ทนความเจ็บปวดรวดเร้าที่ฟันมานานแล้ว จึ่งควรได้รับรสแห่งความบันเทิงสุขแทน.และก็ได้ทราบว่ามีแพทย์วิเศษที่สามารถทำให้เกิดความสุขได้ โดยไม่ต้องถอนฟันที่เจ็บออก: เข้าใจว่าท่านคือแพทย์วิเศษที่อาจทำได้ เมื่อท่านไม่สามารถจะทำได้ก็ต้องไปหาแพทย์อื่น;’ ว่าแล้วเด็กคนนั้นก็ไป. มีแพทย์เถื่อนทำปาฏิหาริย์เล่นกลได้ มาจากแคว้นคันธาระตีกลองร้องโฆษณาว่า ‘ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง. ความไม่มีโรคเป็นที่มุ่งของมนุษย์. ผู้ใดมีความเจ็บป่วยทนทุกขเวทนาร้ายแรงเพียงไร ก็อาจรักษาให้กลับเป็นผู้มีแต่ความสุข ความบันเทิงทั่งทั้งสรรพางค์กายได้ โดยเสียค่ารักษาอันย่อมเยาว์.’ เด็กเจ็บฟันวิ่งไปหาแพทย์เล่นกล และขอให้ช่วยเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความบันเทิงสุขด้วย. แพทย์เล่นกลก็อวดอ้างและรับรองว่าตนมีความรู้ความชำนาญในทางนี้, ว่าแล้วเรียกเงินค่ารักษาเสียก่อน, เอานิ้วแตะที่ฟัน, เสกกถาอาคมตามพิธี. เด็กนั้นรู้สึกหายเจ็บปวด, วิ่งกลับบ้านโดยความแช่มชื่นรื่นเริงเป็นความสุข.

​“ต่อมาไม่ช้า ครั้นความรู้สึกเป็นความสุขนั้นค่อยจืดจางลงไป, ความเจ็บปวดก็มาแทนที่อีก. ทั้งนี้เพราะอะไร? ก็เพราะไม่ถอนเอาต้นเหตุแห่งความปวดนั้นออกเสียก่อน.”

“ดูก่อนอาคันตุกะ, แต่ต่างว่า ชายคนหนึ่งเจ็บฟันปวดสาหัส แต่เป็นผู้มีความคิด, ได้ไปหาแพทย์ผู้มีความชำนาญ. แพทย์บอกว่าจะต้องจัดการที่ตรงฟันปวดจึ่งจะได้. ชายคนนั้นบอกว่า ก็มีความต้องการอย่างนั้น. แพทย์จึ่งตรวจดูที่ฟัน, เห็นต้นเหตุว่าที่ปวดเป็นเพราะเหงือกอักเสบ, ได้แนะนำให้เอาปลิงเกาะดูดเลือดร้ายออกมาเสียก่อน แล้วเอายาพอก. ชายผู้นั้นทำตามแนะนำ. ความเจ็บปวดก็หายขาด: ไม่กลับมาอีก. ทั้งนี้เพราะอะไร? ก็เพราะถอนเอาต้นเหตุแห่งความเจ็บปวดออกเสีย.”

เมื่อพระศาสดาทรงชักอุทาหรณ์ขึ้นเปรียบเทียบดั่งนี้, กามนิตนั่งนิ่งคอตกหมดปฏิภานไม่ทราบว่าจะโต้อย่างไร, แต่ก็ยังไม่ยอมตนที่จะเป็นเหมือนเด็กไม่เดียงษาในอุทาหรณ์, ในที่สุด สงบอารมณ์อันป่วนปั่นได้แล้ว ก็ถามเสียงกระเส่าๆ ว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ, ข้อความที่กล่าวมาทั้งนี้ ท่านได้ยินมาจากพระโอษฐพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยตนเองหรือ?”

พระพุทธเจ้าทรงยิ้มน้อยๆ ซึ่งพระอาการอย่างนี้นานๆ จักมีสักครั้งหนึ่ง, ตรัสตอบว่า “ดูก่อนภราดา, เราบอกไม่ได้ว่าได้ยินมาจากพระโอษฐพระศาสดาเอง.”

เมื่อกามนิตได้ฟังดั่งนี้ ก็มีอาการโล่งใจหายหดหู่ตัว มีดวงตาแจ่มใสขึ้น เสียงก็หายกระเส่า, ออกอุทานว่า-

​“นั่นนะซี! ข้าพเจ้าไม่แน่ใจในคำกล่าวของท่านมาก่อนแล้ว. บัดนี้รู้แจ้งว่าคำอธิบายที่ท่านกล่าวหาใช่ถ้อยคำของพระพุทธเจ้าไม่, แต่เป็นโวหารอ้อมค้อมที่ท่านนึกเฉลยเอาเองโดยความเข้าใจผิด. แท้จริงธรรมพระพุทธเจ้าย่อมอำนวยผลประโยชน์ในเบื้องต้นในท่ามกลาง และในที่สุด? ดั่งนี้ ใครจะอาจกล่าวหลู่หลักธรรมอันนั้นได้ว่ามิได้อำนวยผลบันเทิงสุขอย่างยอดเยี่ยมให้? อย่างไรก็ดีในอีกสองสามสัปดาห์ ข้าพเจ้าก็จะได้เฝ้าพระศาสดาแทบพระบาทมูล แล้วรับเอาซึ่งพระธรรมเพื่อหลุดพ้นโดยตรงจากพระโอษฐ์เอง เหมือนดั่งทารกที่ได้ดูดสิ่งโอชาอันชุ่มชื่นจากอกมารดาเองฉะนั้น. และท่านก็จะได้ไปเฝ้าด้วย แล้วรับเอาพระธรรมอันแท้จริง, ตัวท่านก็จะเปลี่ยนความเข้าใจอันกวัดแกว่งนี้เสียได้. เชิญท่านดูดวงจันทร์อันแหว่งที่เลื่อนลอยไปถึงแนวชายคาหอนั่งแล้ว: คงเป็นเวลาดึกมากอยู่ ควรที่เราจะพักผ่อนนอนกันเถิด.”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดีแล้ว, พลางทรงชักพระอุตราสงค์คลุมพระกายแนบแน่นเป็นปริมณฑล, เอนองค์ลงเหนือพระสันถัตในอาการสีหศัยยา: พระหัตถ์ขวาหนุนพระเศียร พระบาทซ้ายซ้อนพระบาทขวา, ทรงกำหนดเวลาที่จะเสด็จตื่นบรรทม ดำรงพระสติสัมปชัญญะเข้าสู่ภวังคนิทรารมณ์.

๏ ๏ ๏


.
๑. สีสปาวัน ในอภิทานนัปปทีปิกา ๔๗๑ แปลว่า ประดู่ลาย. ในบทแปดที่แล้วมาแปลว่า ไม้สีเสียด, ขอแก้เป็นประดู่ลายทั้งหมด. ↩
.

.....................


ยี่สิบเอ็ด ในท่ามกลางความเป็นไป


เมื่อพระศาสดาตื่นบรรทมเวลาเช้าตรู่ ทอดพระเนตรเห็นกามนิตตื่นอยู่ก่อนแล้ว กำลังม้วนเสื่อ เอาน้ำเต้าขึ้นสะบายบ่า แล้วกวาดตามองหาไม้เท้า ซึ่งเดิมวางพิงไว้ที่มุมห้อง แต่เลื่อนล้มอยู่กับพื้นซึ่งไม่สังเกตเห็น, ขณะที่มองหาอยู่นั้น มีกิริยาอาการรีบร้อนมาก.

พระพุทธเจ้าประทับนั่งตรัสปราศรัยว่า “ดูก่อนภราดา, นี่ท่านจะไปเทียวหรือ?”

กามนิตตอบด้วยอาการตื่นเต้นว่า “แน่นอน, ขอให้ท่านคิดดูเถิด จะว่าขบขันก็ขันเหลือ จะว่าประหลาดก็ประหลาดจริง แทบไม่เชื่อว่าจะมีโชคเป็นพิเศษดั่งนี้. คือ เมื่อสักครู่นี้ ข้าพเจ้าตื่นขึ้นรู้สึกคอแห้งผาก เพราะสนทนากันเมื่อคืนนี้นาน, ไม่มีอะไรจะทำ จึ่งลุกขึ้นไปที่สระถัดทางโน้นไปใต้ต้นมะขามนั่น, พบหญิงสาวคนหนึ่งกำลักตักน้ำ. ท่านทราบหรือไม่ว่าข้าพเจ้าได้ข่าวอะไรจากหญิงคนนั้น? คือได้ทราบว่าพระศาสดามิได้ประทับอยู่ ณ จังหวัดสาวัตถีแล้ว. รู้หรือไม่ละท่าน ว่าพระองค์เสด็จประทับอยู่ไหน? เมื่อวานนี้เอง พระองค์พระพุทธเจ้า มีกล่าวสรรเสริญกันไว้แล้วมิใช่หรือว่า มีคุณให้เกิดผลบันเทิงสุขในเบื้องต้น พร้อมด้วยสาวกสามร้อย ได้เสด็จมาถึงกรุงราชคฤหนี้, และขณะนี้ประทับอยู่ที่สวนมะม่วงถัดออกไปนอกกรุงทางโน้น. ในเวลาอีกชั่วโมงเดียว หรือบางทีจะเร็วกว่านั้นด้วยซ้ำ ข้าพเจ้าจะได้เฝ้าพระองค์, ผิดคาดหมาย​ที่นึกไว้ว่าจะได้พบพระองค์ต่อเวลาตั้งสี่สัปดาหะ. เห็นอย่างไรละท่าน, อีกชั่วโมงเดียวเท่านั้น? หญิงตักน้ำบอกว่า ถ้าไม่ไปทางถนนใหญ่ แต่ลัดตรอกซอกถนนตัดข้ามออกไปทางประตูด้านตะวันตก เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นก็จะถึง. ไม่เคยนึกฝันเลย ใจร้อนเร่งเต็มที. ขอลาท่านละ. ท่านเป็นผู้มีความหวังดีในตัวข้าพเจ้า. ข้าพเจ้าไม่ลืมกลับมาพาท่านไปเฝ้าพระศาสดาด้วย. ขอลาที จะชักช้าอยู่อีกไม่ได้.”

กล่าวแล้ว กามนิตก็ขมีขมันออกจากบ้านไป, วิ่งไปตามถนนโดยเร็ว. ครั้นไปถึงประตูกำแพงกรุงราชคฤห ยังไม่ถึงเวลาเปิด, กามนิตจำต้องรอคอยอยู่เป็นครู่หนึ่ง ซึ่งรู้สึกว่านานตั้งกัลป ทำให้ใจเดือดพลุ่งพล่านเป็นอันมาก, ได้ใช้เวลาที่รอคอย ถามหาความรู้จากหญิงแก่ ซึ่งนำผักจะเข้าไปขายในเมือง แต่ต้องนั่งคอยอยู่เหมือนกัน ว่าทางลัดที่ใกล้ที่สุดไปทางไหน จนได้ความรู้ดี; พอดีถึงเวลาเปิดประตูเมือง กามนิตก็วิ่งเข้าไปตามทางที่หญิงแก่บอกไว้, อารามจะไปให้ถึงเร็ว ไม่ได้ดูเหนือใต้ พุ่งไปชนเด็กหกล้มสองสามคน, แล้วโดนหญิงคนหนึ่งกำลังล้างชามอยู่ข้างถนน จนชามกลิ้งตกแตก, ถัดจากนั้นไปโดนคนหาบน้ำ. ถูกใครต่อใครตะโกนด่าว่าอย่างโกรธจัด, แต่กามนิตจะได้ยินก็หาไม่ เพราะกำลังตื่นปลื้มในลาภที่จะได้เฝ้าพระพุทธเจ้าในเวลาอันเร็ว ผิดความคาดหมายมาก.

บังเกิดปิติซาบซ่านว่า “ช่างโชคดีจริงหนอ! กว่าพระพุทธเจ้าจะมาตรัสสักองค์หนึ่งก็เป็นเวลาหลายชั่วอายุคน, ถึงว่าในรุ่นอายุสมัยที่พระพุทธเจ้ามาตรัสผู้จะได้เห็นพระองค์ก็น้อยนัก. บัดนี้ความสุขที่เรา​จะได้เฝ้าพระพุทธเจ้า เป็นของแน่แล้ว. หวั่นๆ อยู่ว่าจะต้องเดิรทางไปไกล เผชิญอันตรายตลอดทางด้วยโจรและสัตว์ร้าย จะทำให้ไม่มีโอกาสได้เฝ้าพระองค์. แต่คราวนี้ เป็นอันสมประสงค์เทียวละ.”

เมื่อกามนิตวิ่งเลี้ยวลัดเข้าไปทางตรอกที่แคบที่สุด กำลังมีใจตื่นมุ่งอยู่อย่างนี้ จนไม่ได้สังเกตเห็นโคบ้าตัวหนึ่งกำลังวิ่งไล่คนแตกกระจายมาข้างหน้า. ต่างหนีวิ่งเข้าไปในบ้านบ้าง, หลบซ่อนหรือปีนหนีขึ้นไปอยู่บนกำแพงบ้าง. หญิงคนหนึ่งอยู่บนมุขบ้านตะโกนบอกให้ระวังตัว. แต่กามนิต ก็มิได้ยิน ตาจ้องอยู่ที่ยอดหอคอย ซึ่งเป็นที่มุ่งหมายอยู่ตรงหน้า เพื่อมิให้เลี้ยวผิดทาง, กว่าจะรู้สึกตัวก็พอดีโคบ้ากรากเข้ามาถึงตัวเสียแล้ว หนีไม่ทัน. ทันใดนั้น โคก็ขวิดกามนิต ร้องเสียงโอยล้มลงอยู่ริมกำแพง. ส่วนโคเมื่อขวิดกามนิตแล้ว, ก็วิ่งเลยหายไปในอีกทางหนึ่ง.

ขณะนั้น มีผู้คนวิ่งกันมาสอๆ บางคนเพียงมาดู, แต่บางคนก็มาช่วยเหลือ. หญิงคนที่ตะโกนบอกให้ระวังตัว เอาน้ำชำระบาดแผลให้, ฉีกเอาผ้าที่กามนิตห่มมา พันมัดบาดแผล เพราะโลหิตไหลพุ่งออกมาราวน้ำพุ.

ในขณะนั้น กามนิต ยังไม่สิ้นสติทีเดียว แต่คะเนรู้ตัวแน่ว่าอย่างไรเสียตนก็จะต้องตาย. อันความตายหรือความเจ็บปวดอยู่นี้ ไม่ทำให้กามนิตรู้สึกหวาดหวั่น เป็นทุกขเวทนามากเท่ากับที่วิตกว่าจะไม่ได้เฝ้าพระพุทธเจ้า. ถึงกับขอร้องผู้ที่อยู่ใกล้ โดยมีเสียงอันสั่นเครือให้ช่วยพาเอาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่ป่ามะม่วงด้วย:

​“ท่านสหายทั้งหลาย, ข้าพเจ้าเดิรทางมาไกล จนจวนจะถึงที่มุ่งหมายแล้ว. กรุณาช่วยพาข้าพเจ้าไปเดี๋ยวนี้เถิด, อย่าได้ชักช้าเลย, ไม่ต้องวิตกถึงความเจ็บปวด หรือกลัวว่าข้าพเจ้าจะตาย. ข้าพเจ้ายังไม่ยอมตาย จนกว่าท่านจะช่วยวางข้าพเจ้าไว้แทบบาทพระพุทธเจ้า, แล้วจึ่งจะตายด้วยความสุข และไปเกิดมีความสุขใหม่.”

คนที่อยู่นั่น บางคนวิ่งไปหาเสื่อ หาคานหาม. ส่วนหญิงคนนั้นเอายาชูกำลังให้กามนิตดื่มสองสามช้อนพอให้ชุ่มชื่น. พวกเหล่านั้นกำลังออกความเห็นโต้แย้งกัน ถึงเรื่องว่าจะไปทางไหนดีจึ่งจะใกล้ที่สุด ถ้าไปผิดทาง ช้าเพียงก้าวเดียวจะไม่ทันการ เพราะกามนิตกำลังมีอาการทรุดลงรวดเร็ว.

ขณะนั้น ชายคนหนึ่ง เอามือชี้ไปทางถนนเล็กร้องว่า “นั่นแน่สาวกของพระพุทธเจ้า ท่านคงจะบอกให้ทราบได้ว่าไปทางไหนจึ่งจะเหมาะ.”

อันที่จริงเวลานั้น มีพระภิกษุหลายองค์ห่มคลุมด้วยกาสาวพัสตร์ มืออุ้มบาตรเดิรมา. พระภิกษุเหล่านี้ล้วนมีอายุอยู่ในวัยหนุ่ม, แต่ข้างหน้ามีพระภิกษุผู้แก่อาวุโสสององค์: องค์หนึ่งเส้นผมหงอกแล้ว ท่าทางมีสง่าผ่าเผยบอกว่าทรงความเฉียบขาดสามารถ, อีกองค์หนึ่งมีอายุอยู่ในมัชฌิมวัย ท่าทางสงบเสงี่ยม สังเกตดูลักษณะราวกับเป็นผู้มีอายุอยู่ในวัยต้น. พระภิกษุสององค์นี้ ถึงผู้ที่ไม่ชำนาญดูลักษณะ ก็อาจทราบได้ว่า องค์แก่คงอยู่ในวรรณพราหมณ์ ส่วนองค์หนุ่มอยู่ในวรรณะกษัตริย์.

เมื่อหมู่พระภิกษุหยุดลงที่ฝูงชนออกันอยู่, ก็มีผู้แย่งกันอธิบายเรื่องให้ฟังแทบไม่เป็นศัพท์ แล้วว่ากำลังจะหามชายอาคันตุกะที่ถูกโคขวิดคนนี้ ไปยังป่ามะม่วง เพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้าตามความประสงค์ยิ่งใหญ่ของเขา, จึ่งอยากจะขอให้ช่วยชี้ทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งใกล้ที่สุด.

พระภิกษุองค์ที่สูงอายุตอบว่า “เวลานี้พระศาสดาไม่ได้ประทับอยู่ที่ป่ามะม่วง. และพวกอาตมาก็ยังไม่ทราบว่าเสด็จไปประทับอยู่ที่ไหน.”

พอกามนิตได้ยินดั่งนี้ ก็ถอนหายใจยาว มีอาการเสียใจว่าหมดหวัง.

พระภิกษุองค์ที่มีอายุรองลงมา กล่าวว่า “แต่เห็นจะไม่ประทับอยู่ไกลจากที่นี่นัก, เพราะก่อนหน้าที่จะเสด็จมากรุงนี้ รับสั่งให้พวกภิกษุบวชใหม่ล่วงหน้ามาก่อน ส่วนพระองค์เสด็จตามหลังมาลำพังเมื่อวานนี้. บางทีจะเสด็จมาถึงเป็นเวลาเย็นมาก คงจะประทับแรมอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง บางทีจะในเขตชายกรุงนี้เอง. ที่อาตมาพากันมานี้ ก็เพื่อตามมาเฝ้า.”

กามนิต ร้องวิงวอนว่า “ขอได้โปรดตามหาด้วยเถิด, ท่านเจ้าข้า.”

พระภิกษุองค์สูงอายุว่า “ถึงหากจะตามหาจนพบว่าเสด็จอยู่ประทับอยู่ที่ไหน ก็จะหอบหิ้วคนไข้ไปไม่ได้, เพราะจะกระเทือนทำให้อาการทรุดลงเร็ว เมื่อไปถึงอาจจะสิ้นสติเสียแล้ว คงไม่สามารถฟังพระโอวาท​ได้. ควรจะช่วยกันรีบหาหมอเสียเดี๋ยวนี้เพื่อแก้ไขประทังไปพลางก่อนดีกว่า บางทีจะมีทางฟื้นกำลังพอได้ฟังพระพุทธโอวาท.”

แต่กามนิต เอามือชี้ไปที่เปลหาม พูดขาดระยะเป็นห้วงๆ ว่า “อย่าช้า-จวนตาย-โปรดนำ-เฝ้าพระองค์-ถูกต้อง-ตายเป็นสุข. โปรดเร็ว-”

พระภิกษุสูงอายุยกไหล่ (ตามวาสนาที่ตัดไม่ขาด) หันไปพูดกับเพื่อนภิกษุด้วยกันว่า

“ชายคนนี้ ยึดถือพระพุทธเจ้าเป็นดั่งรูปบูชา, นึกว่าเมื่อได้สัมผัสแล้วก็พ้นบาป.”

องค์ที่มีอายุรองลงมาพูดว่า “ท่านศารีบุตร, ชายผู้นี้เลื่อมใสในพระศาสดา แม้ว่าจะยังขาดความเข้าใจในหลักธรรมอันสูง;” แล้วก้มไปพิจารณากามนิต เพื่อให้ทราบว่าจะมีกำลังอยู่บ้างหรือไม่, พลางพูดว่า “น่าจะลองพยายามดู. น่าสมเพชอยู่. ถ้าช่วยเหลืออย่างอื่นไม่ได้, พยายามลองสักหน่อยจะเป็นไร.”

กามนิต แลดูเป็นทีรู้สึกขอบคุณ ที่ได้ฟังความเห็นนี้.

พระศารีบุตร คล้อยตามว่า “ลองดูซี, ท่านอานนท์.”

ขณะนั้น มีชายคนหนึ่งเดิรปราดมาในทางที่กามนิตมาแล้ว. ชายนั้น คือ ช่างหม้อทูนหม้อต่างๆ มาตะกร้าใหญ่, ครั้นเห็นเขากำลังยกกามนิตลงในเปลหามอย่างบรรจง แต่ก็ยังทำให้กามนิตเจ็บปวดไม่น้อย, ก็หยุดชะงักกึกทันที, หม้อที่ทูนไว้พลัดตกแตกกระจาย, จ้องดูด้วยความตกใจ.

​“ตายจริง! นี่เกิดเหตุอะไรกัน? ชายอาคันตุกะคนนี้ได้ไปอาศัยพักนอนอยู่ที่บ้านเมื่อคืนนี้ พร้อมกับพระภิกษุองค์หนึ่ง นุ่งห่มเหมือนท่านภิกษุเหล่านี้.”

พระศารีบุตร- “พระภิกษุองค์นั้นมีอายุสูง และรูปร่างสูงด้วยหรือเปล่า?”

ชายปั้นหม้อ - “อย่างนั้น, ท่านผู้เจริญ, และดูเหมือนมีรูปลักษณะไม่ผิดจากท่าน.”

พระภิกษุทั้งหลายก็ทราบได้ในขณะนั้น ว่าไม่ต้องไปตามหาพระพุทธเจ้าที่ไหนอีก. พระศาสดาคงได้เสด็จแรมอยู่ในบ้านช่างหม้อ เพราะสาวกที่มีรูปลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้า ก็คือพระศารีบุตร ซึ่งใครๆ ทราบกันอยู่.

พระอานนท์ มองดูกามนิต ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้สติแล้ว และไม่รู้สึกถึงนายช่างปั้น เพราะถูกยกขึ้นเปลหามได้รับความเจ็บปวด อันทุกขเวทนาครอบงำมาก, แล้วพูดว่า “หรือบางทีชายผู้นี้จะได้เฝ้าพระศาสดาอยู่แล้วตลอดคืน โดยไม่รู้สึกแม้สักน้อยว่าเป็นพระพุทธเจ้า?”

พระศารีบุตร - “ผู้โง่เขลาเบาปัญญาเช่นนั้น. ควรพาไปได้แล้ว.”

พระอานนท์ - “ประเดี๋ยวก่อน เวทนากล้าจนสิ้นสติเสียแล้ว.”

อันที่จริง ที่กามนิตลืมตาโพลงนั้นแสดงว่าไม่รู้สึกถึงเหตุการณ์ที่เป็นอยู่รอบตัวในเวลานั้น. ดวงตาชักมืดลงๆ คงเห็นแต่ท้องฟ้าขาวในเวลาเช้า – เป็นทางอยู่ในระวางกำแพง ซึ่งให้กามนิตรู้สึกอยู่บ้าง, ​แต่เข้าใจไปว่าเป็นทางช้างเผือกที่ผ่านในอากาศอันมืดในเวลาเที่ยงคืน, ริมฝีปากขมุบขมิบแล้วค่อยๆ เผยอพูดออกมาว่า “แม่คงคา.”

พระอานนท์ - “เพ้อแล้ว”

ผู้ยืนอยู่ใกล้หลายคน ได้ยินกามนิตพูดได้ถนัด, ตีความหมายของกามนิตว่า “เห็นจะต้องการให้พาไปยังฝั่งแม่น้ำคงคา ณ บัดนี้ เพื่อชำระล้างบาปมลทินด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้น. แต่แม่คงคาอยู่ไกลมาก, ใครจะหามไปถึงได้?”

ทันใดนั้น กามนิตค่อยมีสติขึ้น ดวงตาสดใส มีอาการยิ้มดูประหนึ่งว่าอิ่มใจ พยายามจะลุกขึ้น; พระอานนท์เข้าประคอง.

“แม่คงคาในสวรรค์!” กามนิตกะซิบเสียงแผ่วแต่แจ่มใส เอามือขวาชี้ไปบนฟ้าเหนือศีรษะ, พูดว่า “แม่คงคาในสวรรค์ เราได้ปฏิญญา – แทบกระแสคลื่น – วาสิฏฐี -”

กามนิตกล่าวได้เท่านี้ ตัวสั่นเทิ้ม กระอักโลหิตออกจากปาก สิ้นเสียง สิ้นใจอยู่ในวงแขนพระอานนท์.

ล่วงต่อมาไม่ทันถึงครึ่งชั่วโมง พระศารีบุตรและพระอานนท์พร้อมด้วยพระภิกษุทั้งหลาย ก็ไปถึงบ้านช่างหม้อ, เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรมีส่วนสุดข้างหนึ่ง.

พระศาสดาตรัสสัมโมทนียกถาทักทายตามอาคันตุกวัตรแล้ว, ตรัสถามว่า “สำแดงศารีบุตร ตัวท่านกับพวกภิกษุใหม่ผู้ถือนิสัยในท่านเดิรทางไกลมาถึงที่นี้เรียบร้อยดี หรือว่าประสพเหตุการณ์อะไรบ้าง? อาหารและเภสัชสำหรับภิกษุที่อาพาธลงกลางทางขาดแคลนบ้างหรือ​อย่างไร? บรรดาสานุศิษย์มีความสบาย และทำความเพียรขยันขันแข็งดีอยู่หรือ?”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ, ข้าพระองค์มีความยินดีที่จะกราบทูลได้ว่า ไม่มีความขาดแคลนประการไร, และภิกษุใหม่ก็มีความแข็งแรงดี แต่มีความปรารถนายิ่งอยู่อย่างเดียว คือเพื่อมาเฝ้า. ภิกษุหนุ่มเหล่านี้ ได้รู้แจ้งและมั่นในพรหมจรรย์แล้ว, ข้าพระองค์จึ่งได้มาเฝ้ามิได้ชักช้า.”

ขณะนั้น ภิกษุหนุ่มสามองค์ลุกขึ้นจากที่นั่งประคองอัญชลีถวายอภิวาทพระศาสดา. พระองค์ทรงรับอภิวาทนั้นแล้ว มีพระพุทธานุญาตให้นั่งลงตามปกติได้.

“ข้าแต่พระศาสดาเจ้า, พระองค์ได้เสด็จมาถึงที่นี้แต่เมื่อวานนี้ ทรงเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าหรือประสพอุปสรรคสถานไรบ้าง? และได้เสด็จประทับแรมอยู่ในบ้านช่างหม้อนี้ หรือพระเจ้าข้า?”

“เออ! ภิกษุทั้งหลาย, เราตถาคตมาถึงเป็นเวลาเย็นมืดลงแล้ว ถึงว่าจะรู้สึกเหนื่อยมากก็จริง แต่ไม่ประสพอุปสรรคอย่างไร, ตลอดทางได้พักแรมคืนในนี้ กับชายอาคันตุกะคนหนึ่ง เรียบร้อยดีอยู่.”

พระสารีบุตร - “ชายอาคันตุกะคนนั้น บัดนี้กระทำกาลกิริยาเสียแล้ว โดยถูกโคขวิดที่ในกรุงราชคฤห.”

พระอานนท์ - “และทั้งเขาก็ไม่เฉลียวด้วยว่าผู้ที่แรมคืนอยู่กับตนนั้นเป็นใคร. ความประสงค์ของผู้นั้นมีอย่างเดียว คือใคร่จะเฝ้าพระองค์.”

พระศารีบุตร - “แล้วล่วงมาไม่ช้า ขอให้พาไปที่แม่คงคา.”

พระอานนท์ ค้าน “หามิได้ ท่านศารีบุตร. เพราะพอเขาพูดถึงแม่คงคาในสวรรค์ ก็มีสีหน้าอาการสดใสขึ้น ดูเหมือนจะระลึกถึงข้อปฏิญญาอะไรอย่างหนึ่ง, แล้วก็ออกชื่อผู้หญิง ดูเหมือนชื่อวาสิฏฐี แล้วก็สิ้นใจ.”

พระศารีบุตร - “เมื่อจิตต์ดับไป มีชื่อผู้หญิงติดอยู่ที่ริมฝีปากด้วย ใจคงเศร้าหมอง. นี่จะไปเกิดในภพไหนหนอ?”

พระพุทธเจ้า - “อาคันตุกะ กามนิต เป็นผู้ที่โง่หลงผิด คล้ายเด็กที่ดื้อ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย, ชายอาคันตุกะผู้นี้สืบเสาะหาเรา เพื่อจะขอเป็นสาวกศึกษาหลักธรรม. เราตถาคตเล็งเห็นอุปนิสสัยแล้วจึ่งแสดงหลักธรรมพอเป็นปัจจัย. ในที่สุดก็สมเหตุ คือ เขาแสดงความไม่พอใจ ดิ้นรนใฝ่มุ่งอยู่ในกามสุขทิพยารมณ์. และเพราะจิตยึดหน่วงเอาตถาคตเป็นอารมณ์คู่กันไปด้วย ณ บัดนี้ ได้ไปเกิดอยู่ในสุขาวดีแดนสวรรค์ตะวันตกแล้ว, และจะเสวยกามาพจรสุขอยู่ในนั้นนับเวลาได้หลายโกฏิปี.”

(จบภาคหนึ่ง บนดิน)

.

.

ที่มา : กามนิต - ภาคหนึ่ง บนดิน
https://vajirayana.org/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95

.