Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...

เรื่องราวน่าอ่าน => นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง => Topic started by: p_san@ on 23 April 2021, 14:27:00

Title: นิยาย แนวผจญภัย บทที่ 13 โดย หนุ่ม ธุดงค์ไพร
Post by: p_san@ on 23 April 2021, 14:27:00
นิยาย แนวผจญภัย บทที่ 13 โดย หนุ่ม ธุดงค์ไพร


นิยาย แนวผจญภัย บทที่ 13 ตอนที่ 1
หนุ่ม ธุดงค์ไพร

(http://www.siamfishing.com/_pictures/content/upload2021/202103/16153685311.jpg)

บทที่ 13

(ตอนที่ 1)

          แสงอาทิตย์ในยามสาย เปล่งประกายรัศมีและความร้อน แต่ในป่าทึบดงดิบเช่นนี้ มันกลับทำให้มีความรู้สึกอบอุ่น ต้นไม้ใหญ่ดูหนาทึบ ขึ้นเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น จนดูเขียวครึ้มไปทุกหนแห่ง ตัดกับสีแดงส้มตามหน้าผาหินปูน ที่เหมือนใครแกล้งนำสีไปแต่งแต้มดูวิจิตรตระการตา ตลอดจนทุกสันเขาที่ปรากฏให้เห็น หน้าผาและภูเขาแต่ละลูก ดูสูงทะมึนจนเสียดฟ้า ซึ่งบางครั้งต้องแหงนมองจนคอตั้งบ่า พืชพรรณนานาชนิดมีมากมายเหลือคณานับ บางช่วงบางตอนก็ดาษดื่นไปด้วยต้นไม้ที่มีผลให้เก็บกิน ทั้ง มะเดื่อ มะไฟ ระกำ ลูกหวายที่ห้อยอยู่เป็นพวงก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป มันเป็นความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่สามารถพบเห็นได้จากป่าภายนอก ไม่พบแม้แต่ร่องรอยของความหายนะ ราวกับหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เคยเปรอะเปื้อนมลทินใดๆ

          สายน้ำที่คดเคี้ยว ยังคงไหลเอื่อยไปตามช่องเขา บางช่วงบางตอนก็เชี่ยวกราด ดังอึกทึกไปทั่วทั้งคุ้งน้ำ แก่งหินน้อยใหญ่ที่โผล่พ้นน้ำ ดูเกลี้ยงเกลาเพราะถูกกัดเซาะมาเป็นเวลานาน ตามริมตลิ่งที่กระแสน้ำไหลเอื่อยเพราะตื้นเขิน มองเห็นกรวดทรายมากมายหลากหลายสี รวมทั้งหมู่ปลาเล็กปลาน้อยที่แหวกว่ายอยู่เป็นกลุ่มๆ เพราะพวกมันพากันหลบภัยจากปลานักล่า ทั้งปลากระสูบ ปลาเวียน ที่จับกลุ่มรอจังหวะฉวยโอกาสอยู่ในแอ่งน้ำที่ลึกกว่า นอกจากพวกมันจะต้องคอยระวังภัยจากปลานักล่าด้วยกันแล้ว นักล่าที่อยู่บนบกก็มีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนกกระยาง ที่เดินเลาะเลียบตามชายตลิ่ง นกกาน้ำที่ยืนตัวดำทะมึนกางปีกผึ่งแดดนิ่งอยู่บนคอน สูงขึ้นไปบนกิ่งไผ่ที่โน้มลงมา นกกระเต็นที่มีปากขนาดใหญ่สีแดงส้ม ดูผิดรูปเมื่อตัดกับลำตัวสีน้ำเงินเข้มของมัน สายตาที่คมกริบจับจ้องอยู่ที่ฝูงปลาเบื้องล้าง เมื่อได้จังหวะ ก็ทิ้งตัวลงมาราวกับหอกที่ถูกพุ่งลงน้ำ เพียงไม่กี่เสี้ยววินาที ก็โผล่พรวดบินขึ้นไปเกาะบนกิ่งไผ่ พร้อมกับรางวัลความสำเร็จในปากของมัน มันเป็น วัฏจักร ห่วงโซ่ อาหาร ที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป

          ชายหนุ่ม เริ่มรู้สึกตัวขึ้น เพราะเสียงกรอบแกรบของกรวดหินริมน้ำดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท เมื่อค่อยๆเปิดเปลือกตา ก็พบเข้ากับกวางสองแม่ลูกคู่หนึ่ง ที่พากันลงมากินน้ำ ห่างจากเขาออกไปไม่เกินสองวา เจ้ากวางแม่ลูกอ่อนเมื่อเห็นชายหนุ่มนอนนิ่งอยู่ก็หันมามองด้วยความสงสัย แต่ไม่กี่อึดใจก็ก้มลงกินน้ำตามปกติ แลดูแล้วเหมือนสัตว์เชื่องๆตามสวนสัตว์ที่ไม่ตื่นคน ก่อนที่มันจะผละกระโจนเข้าละเมาะไป มันและลูกน้อยของมันยังหันกลับมามองชายหนุ่มด้วยความฉงน พวกมันคงคิดว่า สัตว์ป่า หรือตัวชนิดอะไรหนอ มานอนเล่นอยู่ริมน้ำกลางดงทึบแห่งนี้

          ชายหนุ่มค่อยๆยันกายขึ้น ก่อนที่จะสะบัดหน้าไปมาไล่ความมึนงง เมื่อหันไปสำรวจรอบๆบริเวณ กองไฟที่เคยก่อไว้เมื่อคืนที่ผ่านมา ตอนนี้เหลือแต่ขี้เถ้าขาวโพลน ส่วนปลายของท่อนฟืนที่เผาไหม้ไม่หมด ยังคงมีควันไฟคลุกรุ่นอยู่เบาบาง ถัดออกไปใกล้ปากโพรงที่เคยเข้าไปหลบพวกค้างคาวผี ยังมีหอกไม้ปลายแหลมวางพาดอยู่ห่างๆกัน สอง สามเล่ม เป้หลังที่ซุกไว้ภายในโพรงหินนั้นยังอยู่ตำแหน่งเดิม ส่วนบริเวณพื้นกรวดนั้น มองเห็นคราบเลือดแห้งเกรอะกรัง ซึ่งคงจะเป็นเลือดของพวกค้างคาวผีพวกนั่น ส่วนตำแหน่งที่ตัวเองนอนพังพาบอยู่นั้น มีเพียงผ้าขาวม้าที่ถูกปูรองต่างฟูก มีท่อนไม้อีกท่อนต่างหมอน

          “พลับพลึง” ชายหนุ่มอุทานขึ้นมาในใจ ก่อนที่จะลุกพรวดพราดขึ้น เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา หล่อนคนนั้น บัดนี้ได้อันตรธานหายไปไหนเสียแล้ว ตักที่เคยหนุนนอนในตอนนี้มันกลับกลายเป็นเพียงท่อนไม้ขนาดเขื่อง หรือมันเกินจากภาพหลอนของตัวเขาเอง ซึ่งอาจจะทำให้สติสัมปชัญญะขาดหายไป หรืออาจจะเป็นเพราะพิษของบาดแผลที่มือของเขาหรือไม่ ที่แผงฤทธิ์ทำให้ส่งผลต่อจิตรประสาท จนเกิดเป็นอาการหลอนต่างๆ แต่เมื่อพิจารณาบริเวณพื้นที่โดยรอบ ร่องรอยคราบเลือด และเศษซากของพวกค้างคาวนรก ก็ยังคงปรากฎ มันชี้ชัดว่ามันไม่ใช่ภาพหลอนหรือความฝันแต่อย่างใด

          และแล้วชายหนุ่มก็ต้องสะดุดตากับอะไรชนิดหนึ่ง ที่วางเด่นอยู่บนก้องหินราบเรียบก้อนหนึ่ง ในทิศทางของกวางแม่ลูกอ่อนคู่นั้น ห่างออกไปร่วมสองวา ลักษณะของมันเป็นห่อใบตองสี่เหลียมขนาดเขื่อง ใบตองยังดูเขียวสดเหมือนเพิ่งถูกตัดมาใหม่ๆ ด้วยความมึนงง เมื่อนึกทบทวนเหตุการณ์เมื่อวันก่อน เขาแน่ใจว่าเจ้าห่อใบตองชนิดนี้ เขาไม่ได้เป็นคนทำหรือได้พบมาก่อน

          “ห่ออะไรกันนี่ มันมาจากไหนกัน” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะค่อยๆตรงไปที่ห่อใบตองปริศนาห่อนั้น เมื่อค่อยๆเปิดออก ก็พบเขากับความมหัศจรรย์ใจเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะภายใต้ห่อใบตองปรากฏ หัวมันเทียนขนาดข้อมือสี่หัว แต่ละหัวยาวประมาณสองคืบ มันถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เศษดินหรือแม้แต่เศษรากฝอย ไม่ปราฏกให้เห็นแม้แต่น้อย ราวกับว่ามันถูกขัดล้างทำความสะอาดมาเป็นอย่างดีที่สุด

          “คงไม่ใช่ใครที่ไหน”

          “คุณเองสินะครับ....คุณพลับพลึง”ชายหนุ่มรำพันกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะคว้าดอกช้างกระที่วางซุกอยู่ในห่อใบตองนั้นขึ้นมาพิจารณา

          “ขอบคุณนะครับ ที่คอยช่วยเหลือผมมาโดยตลอด”ชายหนุ่มกลั่นถ้อยคำออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ แล้วค่อยๆบรรจงเก็บดอกช้างกระดอกนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย ซึ่งตำแหน่งนี้เอง มันตรงกับหัวใจของเขาพอดี

          ชายหนุ่มไม่รอช้า เขารีบสุมไฟใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเชื้อไฟกองเดิมที่ยังพอคลุกลุ่นมีเชื้ออยู่บ้าง กองไฟกองใหม่ ก็ถูกก่อขึ้นมาอย่างง่ายดาย หลังจากนำหัวมันเทียนที่ได้มานั้น หมกขี้เถ้าทิ้งไว้ทั้งสี่หัว  จากนั้นก็ผละไปที่เป้และกองเสื้อผ้าที่ตากผึ่งบนลานหิน อาหารจำพวกเนื้อแห้งหมดไปเมื่อก่อนค่ำวันก่อน ตอนนี้เหลือเพียงอาหารกระป๋องอยู่เพียงชิ้นเดียว และเขาคิดว่าจะเปิดกินเมื่อถึงคราวจำเป็นมาถึงขีดสุด ในใจก็ยังคิดไม่ออกว่า ถ้าหมดจากของสิ่งนี้แล้ว อาหารมื้อต่อๆไปจะทำเช่นไร ลำพังถ้าเป็นพรานกะเหรี่ยงแบบเพื่อนร่วมทาง ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เพราะพวกเขาเหล่านั้น ต่างล้วนแล้วแต่เป็นลูกไพรด้วยกันทั้งนั้น แต่สำหรับเขาที่เป็นคนเมือง เห็นท่าคงจะลำบากในสถานการณ์เช่นนี้ แต่แล้วราวกับสวรรค์ประทานพรหรือนรกยังไม่พร้อมที่จะต้อนรับเขา เพราะเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา กลับพบเข้ากับห่อเสบียงและอาหารปริศนา เปรียบเสมือนสายใยแห้งชีวิต ที่พอจะหล่อเลี้ยงให้อยู่ต่อไปได้ ซึ่งมันได้สร้างกำลังใจให้เขาได้ต่อสู้กับโชคชะตาขึ้นมาอีกครั้ง

          มันเทียนหมกสุกจนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง พร้อมกับสัมภาระที่ถูกบรรจุลงเป้อย่างลวกๆ อาหารเช้ามื้อแรกแสนจะธรรมดา แต่มันเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร รสหวานที่ได้สัมผัสปลุกความสดชื่นให้แก่ร่างกายได้อย่างประหลาด ราวกับว่าได้กินหรือเสพอาหารทิพย์ของเทวดานางฟ้า เพียงแค่หัวมันแค่หัวเดียวที่กินเข้าไป กลับรู้สึกอิ่มจนแน่นท้องไปหมด ใช่สิ อาหารของเทวดา นางฟ้า โดยเฉพาะนางฟ้าจำแลง ที่มีนามว่า พลับพลึง

          หลังจากอาหาร และน้ำดื่มที่ชายหนุ่มกวักขึ้นดื่มกลั้วคอ จนรู้สึกอิ่มแปล้ ส่วนมันหมกที่สุกอีกสามหัว ชายหนุ่มใช้ใบตองห่อเก็บเป็นเสบียงเหน็บไว้ข้างเป้สะพาย จากนั้นก็มาสำรวจเนื้อตัวและร่างกายของตัวเองอีกครั้ง นอกจากรอยถลอกตามเนื้อตัวไม่ได้มีบาดแผลฉกรรจ์ ที่หนักสุดก็คงเป็นแผลบนฝ่ามือเท่านั้น ซึ่งเกิดจากคมเขี้ยวของอสูรกายมีปีก แต่บัดนี้เนื้อบริเวณนั้นดูดีขึ้นมากกว่าก่อน รอยแผลที่เป็นรูโบ๋จากเขี้ยว มาตอนนี้เริ่มปิดชิดกัน อาการอักเสบปวดระบมที่เคยสัมผัส เปลี่ยนมาเป็นเสียวแปลบเมื่อถูกบีบหรือกดลงบนแผลนั้นแรงๆ โดยรวมแล้วเป็นไปในแนวทางที่ดี ที่เหลือก็รักษาตามอาการเพียงแค่ใส่ยาและเปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่

          “ท่านจงตรองดูเถิด สิ่งใดที่นำพาท่านมาถึงสถานที่แห่งนี้ สิ่งนั้น จักนำทางท่านย้อนกลับไปเอง” ชายหนุ่มนึกย้อนถึงถ้อยคำของหญิงสาว

          “เราก็คงต้องเดินทวนน้ำไปสินะ”

          “ไม่รู้ว่ามาไกลขนาดไหนกัน แต่ก็ต้องลองเสี่ยงดู”ชายหนุ่มรำพึงขึ้นมาเบาๆ

          เมื่อนึกย้อนไปถึงระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเขาก็ไม่สามารถบอกกับตัวเองได้ว่า จากจุดแรก ที่เขาพลัดตกลงมาจากเหวนรก ตอนที่หนีช้างป่าครั้งนั้น ถึงจะรอดตายมาได้ ก็ต้องมาหลงงมอยู่ในขุมนรกใต้ดินอีกนาน ซึ่งก็กะเวลาไม่ถูกว่าติดอยู่ภายในนั้นนานแค่ไหน แถมต้องมาเผชิญกับค้างคาวผีสิงอีก แต่ดูเหมือนจะคลับคล้ายคลับคลาว่า ได้พบกับสุสานช้าง ซึ่งเป็นปลายทางที่พบกับแสงสว่างของทางออก แล้วต่อจากนั้นภาพเหตุการณ์ต่างๆก็ดับวูบไป ก่อนที่จะมารู้สึกตัวอีกครั้งก็มาโผล่เอาที่ดินแดนลี้ลับแห่งนี้

          ลมพัดมาตามทิวเขาอีกวูบเหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้ชายหนุ่มได้เริ่มออกเดินทาง ปล่อยให้สายน้ำได้ไหลไปตามทิศทางของมัน ซึ่งก็ไม่สามารถตอบได้เช่นกันว่า มันจะสิ้นสุด ณ ที่ใดของดงดิบแห่งนั้น เบื้องหน้าที่เป็นทิศทางที่เขาจะต้องบุกบั่นไปนั้น ก็ไม่สามารถบอกได้อีกว่า มันจะจบในรูปแบบใด แต่ที่แน่ๆบนเส้นทางแห่งนี้คงไม่ได้สะดวกง่ายดายเหมือนถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ ตรงกันข้ามถ้าจะเปรียบ ก็คงจะเหมือนประตูนรก ที่เปิดอ้าต้อนรับ หากเกิดผิดพลาดขึ้นมา ยมทูต ที่คอยท่าเขาอยู่ก่อนแล้ว ก็คงกล่าวคำว่า ยินดีต้อนรับ

          ชายหนุ่มเดินลัดเลาะไปตามชายน้ำ โดยยึดเดินตามริมฝั่งที่ทอดยาวคดเคี้ยว ตลอดเส้นทาง ทั้งสองฟากฝั่งนั้นดาษดื่นไปด้วยไม้พรรณต่างๆที่ดูแปลกตา ไม้ใหญ่หลายต้นดูสูงทะมึน กลืนไปกับทิวเขาสูงชันที่เป็นฉากอยู่เบื้องหลัง ต้นไม้บางต้นก็โดดเด่นผิดแปลกไปกับหมู่ไม้อื่นๆ เพราะลำต้นใหญ่โตมหึมาชนิดที่ว่า แหงนมองคอตั้งบ่า เห็นแต่พุ่มใบสูงลิบ บางต้นก็ทรวดทรงเหมือนไม้บอนไซในกระถาง งดงามวิจิตรตระการตา ผิดไปก็คือขนาดที่ใหญ่โต เมื่อเทียบกับตัวเขา ก็เปรียบเสมือนมดปลวกตัวเล็กๆ

          พื้นที่ทางเดินริมน้ำ กลาดเกลื่อนไปด้วยกรวดหินหลายหลายสีสันดูเกลี้ยงเกลา ทำให้ชายหนุ่มเดินทางผ่านไปได้อย่างสะดวก เพราะโปรงโล่งไม่มีสิ่งใดกั้นขวาง นานๆครั้งที่ต้องผ่านแก่งหินสูงใหญ่ และกอไม้หรือท่อนซุงล้มขวาง แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค เพียงแค่เดินอ้อมเบี่ยงหรือเดินลอดมุดผ่านไป ก็สามารถผ่านไปได้ หลายครั้งก็หยุดพัก แวะเก็บกินผลไม้ป่า ที่มีให้เก็บกินได้อย่างมากมาย ผลไม้ป่าบางต้นมีร่องรอยของสัตว์กัดกินทิ้งรอยให้เป็นอยู่เกลื่อนไปหมด โดยเฉพาะผลไม้ป่าที่มีรสชาติหวาน กล้วยป่าก็มีอยู่มากมาย แต่ก็จนปัญญาที่จะเก็บกิน เพราะแต่ละต้นที่ออกเครือขนาดของมันใหญ่เกินคนโอบ สูงน้องๆต้นตาล

          ตามแก่งหินและวังน้ำ ปลาหลากหลายสายพันธุ์ก็มีให้เห็นอยู่ชุกชุม ทั้ง ปลากระแห ปลาตะเพียน ปลาตะพาก ปลาพลวง ที่พากันแหวกว่ายรวมฝูงกันอยู่เป็นกลุ่มๆ ภายใต้ร่มของมะเดื่อป่าและต้นไทรใหญ่ ที่ยื่นเอนโน้มลงไปในแม่น้ำ พอผลที่สุกร่วงตกลงไป พวกมันก็พากันไล่ฮุบยื้อแย่งกันจนน้ำแต กกระเซ็น ดูสับสนอลหม่าน ชายหนุ่มได้แต่ทำท่าเงื้อง่าหอกค้างไว้เช่นนั้น เพราะเปล่าประโยชน์ที่จะไล่ทิ่มแทง อันเนื่องมาจากระดับน้ำบริเวณนั้นลึกเกินหยั่งถึง  นอกจากสัตว์น้ำที่มีอยู่มากมายแล้ว สัตว์ป่าน้อยใหญ่ก็มีให้เห็นเสียจนชินตา กระรอกดงหลายสิบตัว พากันไต่ยั้วเยี้ยไปตามเถาวัลย์และพุ่มไม้ พวก ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ที่ห้อยโหนโยนตัวอยู่ตามยอดไม้และคาคบก็มีให้เห็นเสียจนชินตา ตามพื้นทรายหรือริมตลิ่ง ลอยเท้าพวกเก้ง กวาง และหมูป่า มีให้เห็นอยู่เป็นเทือก บางที่ก็เห็นพวกมันหลายตัวลงมากินน้ำและหากินดินโป่ง ส่วนบริเวณไหนที่เป็นทุ่งโล่งก็จะเห็น วัวแดง และ กระทิง หากินกันอยู่เป็นฝูงๆ ทำให้รู้สึกตื่นเต้นราวกับได้อยู่ในสวนสัตว์เปิด หรือ ซาฟารีขนาดใหญ่ บางครั้งเขาเองที่ต้องเป็นฝ่ายหลบซุ่มหลีกทางพวกมัน โดยเฉพาะหมูป่า ที่ลงกินน้ำและพากันนอนเล่นกลิ้งเกลือกโคลนอยู่ริมตลิ่ง บางฝูงมีนับเป็นร้อยๆตัว ทั้งไอ้โทนจ่าฝูงที่ตัวใหญ่พอๆกับถังน้ำมันสองร้อยลิตร เขี้ยวของมันยาวโค้งออกมาเป็นคืบๆ ที่นอนแช่ปลักโคลนอย่างสบายอารมณ์ โดยมันก็ไม่ได้ระแคะระคาย ต่อการมาเยือนของมนุษย์ เหตุเพราะมันไม่กระสากลิ่นของเขาเพราะบังเอิญอยู่ในทิศทางใต้ลม แต่ก็ต้องคอยเฝ้าระวังไอ้พว กลูกเล็กเด็กแดงที่พากันวิ่งไล่กันไปเป็นพรวนดูลายตาไปหมด เพราะลวดลายลักษณะเหมือนแตงไทยของมัน บางทีก็ทำถ้าจะวิ่งมาทางเขา เล่นเอาใจหายใจคว่ำแทบจะต้องแอบชนิดกลั้นหายใจ

        กว่าพวกหมูป่าฝูงนั้นจะพากันเข้าไปหากินในดงทึบ ร่วมชั่วโมงที่ชายหนุ่มซุกกายซ่อนเร้นอยู่อย่างนั้น ไม่กล้าที่จะกระดิกตัวไปไหน จนแทบจะเป็นตะคริว เมื่อดูแล้วปลอดภัยถึงได้เริ่มเดินทางต่อ ในตลอดชั่วชีวิตของเขาที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นป่าดงพงไพรที่ไหน หรือสถานที่ใด จะอุดมสมบูรณ์ทั้งด้านป่าไม้ และสัตว์ป่าเท่ากับดงดำแห่งนี้ ธรรมชาติที่สมบรูณ์ปราศจากการถูกรบกวนของโลกภายนอก เหมือนกับได้อยู่กันคนละโลก บรรยากาศที่บริสุทธิ์ปราศจากสารเคมี เมื่อสูดหายใจเข้าเต็มปอดทำให้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย เมื่อผ่านไปตามดงไม้พรรณพฤกษา ที่พากันออกดอกสะพรั่งหลากหลายสีสันด้วยแล้ว ยิ่งได้กลิ่นหอมหวนชวนให้ชื่นฉ่ำใจ ครั้งหนึ่งชายหนุ่มหยุดยืนนิ่งแล้วยิ้มขึ้นมาน้อยๆ เมื่อพบกับกอช้างกระกอใหญ่ที่ขึ้นเกาะอยู่ตรงคาคบไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

          “คุณพลับพลึง คุณอยู่ที่ไหนหนอ ในเวลานี้”

          “ผมหวังว่า เราจะได้พบกันอีกนะครับ”ชายหนุ่มกล่าวออกมาในใจ ขณะที่ยืนมองกอช้างกระกอนั้นอยู่เงียบๆ


*****เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร สิงห์และคณะจะพบกันหรือไม่ โปรดติดตามในตอนต่อไป*****


Title: Re: นิยาย แนวผจญภัย บทที่ 13 โดย หนุ่ม ธุดงค์ไพร
Post by: p_san@ on 23 April 2021, 14:32:00
นิยาย แนวผจญภัย บทที่ 13 ตอนที่ 2

(http://www.siamfishing.com/_pictures/content/upload2021/202103/16160585251.jpg)

บทที่ 13

ตอนที่ 2


          เส้นทางที่คดเคี้ยวลัดเลาะไปตามสายน้ำ จากที่เคยสัญจรได้อย่างสะดวกสบาย บัดนี้เริ่มรกแต็มไปด้วยไม้พุ่มชนิดต่างๆ บางช่วงก็เป็นดงบอนสลับกันกับดงเฟิร์นที่สูงท่วมหัว บางตอนก็มีแต่ดงหญ้าและเถาวัลย์ที่ขึ้นจนรกแทบมองไม่เห็นเส้นทาง รวมทั้งตลิ่งริมน้ำ ก็เริ่มสูงชันขึ้นเป็นลำดับ ครั้นจะเดินเลาะหลีกหลบให้ชิดลำน้ำ พื้นกรวดหินที่เคยเดินสะดวกเมื่อครั้งก่อน มาตอนนี้ก็มีแต่โคลนตมทำให้ทุลักทุเล เพราะแต่ละก้าวต้องออกแรงฉุดตัวเองจากหล่มโคลนที่ลึกเกินหน้าแข้ง กว่าจะผ่านมาได้แต่ละช่วงแต่ละตอน เล่นเอาชายหนุ่มถึงกับยืนหอบจนตัวโยก บ่อยครั้งที่คิดจะเปลี่ยนใช้เส้นทางบก แต่ก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจ เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่ดงรกทึบ แหวกเดินเข้าไปได้ไม่กินสิบวา ก็ต้องถอยกับมาตั้งหลักที่เดิม

          เกือบสองชั่วโมง ที่ชายหนุ่มใช้เส้นทางนี้ด้วยความทุลักทุเล จนเนื้อตัวมอมแมมเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน โดยเจ้าตัวก็ไม่คิดที่จะชำระล้างทำความสะอาด เพราะล้างตอนนี้ก็ต้องเดินลุยโคลนไปเช่นเดิน หนักเขาก็ปล่อยให้มันเละอยู่อย่างนั้น ดูแล้วหมดสภาพความเป็นผู้เป็นคน จนเส้นทางนั้นมาสิ้นสุดลงที่ดงกกอันกว้างใหญ่ ที่ขึ้นขวางเส้นทาง มองไปทางไหนก็มีแต่ต้นกกขึ้นจนรกทึบไปหมด โดยมีหน้าผาสูงตั้งฉากเป็นกำแพงอยู่เบื้องหลัง เปรียบเสมือนปราการกั้นขวางอีกชั้นหนึ่ง ลักษณะโค้งโอบรับเป็นรูปปีกกา ขนาบไปกับภูเขาและป่าทึบฝั่งตรงข้าม ซึ่งมีแม่น้ำสายนั้นกั้นกลาง เหมือนแบ่งกั้นอาณาเขตของกันและกันไว้ โดยมีส่วนที่อยู่ชิดกันมากที่สุด ที่มองเห็นอยู่ลิบๆ ลักษณะเหมือนคอขวด ถ้ามองด้วยสายตาก็พอจะกะได้ว่า มันห่างกันไม่เกินยี่สิบวา

            ชายหนุ่มค่อยๆลัดเลาะไปตามเส้นทางที่บีบบังคับไว้ ซึ่งเขาพยายามเดินเลาะเลียบชิดริมตลิ่งให้มากที่สุด เพราะระดับน้ำบริเวณนั้น ส่อแววว่าทำท่าจะลึกลงไปเลื่อยๆ บางช่วงก็ลึกระดับหน้าอก จนต้องถอดเป้ขึ้นมาเทินไว้บนหัว บ่อยครั้งก็ต้องสำลักน้ำจนหูตาเหลือก เพราะตกหลุม หรือไม่ก็เดินสะดุดเอากับตอไม้ใต้น้ำ จนทำให้เสียหลักหน้าคะมำ แต่ก็ยังมีสติพอที่จะประคองเป้หลังไม่ให้เปียกน้ำได้ ลักษณะบริเวณเวิ้งน้ำก็ดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจ ทั้งด้วยความลึกจนมองดูเขียวไปหมด แถมยังดูวังเวงไม่ชอบมาพากล บางครั้งก็ต้องสะดุ้งเพราะเสียงของน้ำที่แตกดังซู่ซ่าอยู่ในดงกกนั้น แต่ก็ไม่สามารถตอบได้ว่า อะไรชนิดใด ทำให้น้ำไหวกระเพื่อมได้ขนาดนี้

    ชายหนุ่มยืนพิเคราะห์สถานที่อยู่เพลินๆก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะเสียงป่าแตกดังโครมครามมาจากชายดงทึบ มันดังไล่มาจนถึงป่ากกที่ขึ้นอยู่ชายตลิ่ง จนดูไหววูบมาเป็นทาง พร้อมๆกับเสียงขู่กรรโชกของสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง มันดังสับสนไปหมด และดูทีท่าว่าจะใกล้เข้ามายังตำแหน่งของเขาเป็นลำดับ เมื่อสถานการณ์ดูไม่น่าไว้วางใจ ชายหนุ่มจึงต้องมองหาลู่ทางและชัยภูมิที่ได้เปรียบ เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมา สอนให้เขาได้ตระหนัก เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่จะต้องเผชิญอยู่นั้นเป็นเช่นไร จะเป็นภัยอันตราแก่ตัวเองหรือไม่ก็ไม่อาจคาดเดาได้ เมื่อกวาดตาไปโดยรอบ ก็ประจวบเหมาะที่เห็นต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่บนเนินเดินใกล้ๆ กะความสูงด้วยสายตาก็น่าจะไม่ต่ำกว่าสิบวา จึงค่อยๆไต่ขึ้นไปบนตลิ่ง เพื่อจะลองสังเกตุเหตุการณ์เบื้องหน้า แต่ก็ไม่อาจสังเกตุอะไรได้ถนัดนัก เพราะป่ากกสูงท่วมหัวบดบัง เห็นแต่ยอดของมันไหวๆเท่านั้น ด้วยความสงสัยอยากรู้จึงปีนต้นไทรใหญ่เพื่อสังเกตุการณ์ เพราะสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจ อยู่บนต้นไม้ย่อมดีกว่าอยู่บนพื้นดิน ความสูงของต้นไทรทำให้เขาได้รู้ว่า เสียงที่ได้ยิน คือเสียงขู่ของหมาใน เกือบสิบตัว พว กมันพากันล้อมหน้าล้อมหลังไล่ต้อนเจ้ากวางหนุ่ม ซึ่งตอนนี้กระเสือ กกระสนหนีเอาชีวิตรอดเขาไปจนมุม ลอยคอแช่น้ำอยู่ในดงกกนั้น จะด้วยระดับน้ำที่ลึก หรือหมาในพวกนั้นไม่กล้าลงน้ำก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้พว กมันได้แต่วนเวียน วิ่งพล่านกันไปมาอยู่แบบนั้น ส่วนเจ้ากวางหนุ่มก็หนีไปไหนไม่ได้เช่นกัน เพราะติดดงกกที่ขึ้นอยู่หนาทึบ จะขึ้นก็ไม่ได้ จะถอยก็ไม่ได้ ทำได้แต่ลอยคอแช่น้ำอยู่แบบนั้น แต่ทันใดนั้นเอง สิ่งที่ชายหนุ่มต้องตกใจสุดขีด ชนิดที่ว่าเย็นไปถึงสันหลังก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เมื่อเขาเหลือบไปเห็นอะไรชนิดหนึ่งค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากวังน้ำนั้น

          “ฮึย!....ไ อ้เ ข้”ชายหนุ่มอุทาน

          ส่วนหัวอันใหญ่โตของจระเข้ ค่อยๆลอยโผล่ เข้าไปใกล้เจ้ากวางหนุ่มจากทางด้านหลัง เพียงเสี้ยววินาที เสียงหุบน้ำดังตูมสนั่น เหมือนใครขับรถปิคอัพเสียหลักพุ่งลงน้ำ เขาเห็นถนัดชัดเจนที่สุดว่ามันคาบกวางหนุ่มไว้กลางตัว จนน้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว ก่อนที่มันจะม้วนพลิกตัวหมุนเป็นเกลียว จนป่ากกหักลู่ไปเป็นแถบ เศษเนื้อและคราบเลือดกระจัดกระจายไปทั่ว มันกระเซ็นไปถึงตำแหน่งที่ชายหนุ่มเฝ้ามองอยู่ บนต้นไทรด้วยใจระทึก พร้อมๆกับร่างของเจ้ากวางหนุ่มก็หายวูบเข้าไปในดงกก เหลือไว้เพียงแรงกระเพื่อมของวังน้ำและคราบเลือดสีแดงจางๆ ที่โคต รไอ้ เข้ฝากไว้ให้เขาดู ส่วนไ อ้พ วกหมาใน ไม่ต้องพูดถึง พว กมันพากันตกใจวิ่งพล่านหายเข้าไปในดงทึบ ปล่อยไว้แต่ชายหนุ่ม ที่ตอนนี้มือเท้าช้าไปหมด แทบจะเป็นลม เสียสติ เพราะสิ่งที่เห็นอยู่ไม่กี่อึดใจที่ผ่านมา มันเป็นเหตุการณ์สยองขวัญ ยิ่งกว่าเจอพวกฝูงค้างคาวผีไปสิบเท่า ใครจะเชื่อว่าจระเข้ที่เขาเห็นมันจะใหญ่โตขนาดนั้น เล่าให้ใครฝังก็คงไม่มีใครเชื่อ อย่าว่าแต่กวางหนุ่มเคราะห์ร้ายตัวนั้นเลยที่มันคาบทีเดียวหายไปต่อหนาต่อตา ต่อให้มีช้างสักตัวมันคงจะลากลงน้ำไปกินได้ง่ายๆ คิดแล้วก็เสียวสันหลังวาบ เมื่อนึกไปถึงตอนที่ตัวเองลงไปแช่น้ำเมื่อสักครู่ เดชะบุญขนาดไหน ที่ทำให้เขาไหวตัวขึ้นมาจากวังน้ำมฤตยูแห่งนั้น ถ้าเขาคิดช้าไปสักนิดก็คงไม่ต่างจากลูกเขียดตัวเล็กๆที่โดนปลาชะโดฮุบเอาไปกินเป็นของหวานเป็นแน่แท้
         
          เกือบชั่วโมงที่ชายหนุ่มแขวนเติ่งตัวเองให้ติดอยู่บนต้นไทรต้นนั้น เหมือนร่างกายไม่มีความรู้สึก เพราะทุกส่วนมันชาไปหมด ราวกับถูกสะกดจิตไว้ กว่าจะรู้สึกตัวก็บ่ายคล้อยลงไปมาก เมื่อรวบรวมสติได้ ก็ค่อยๆไต่ลงมาอย่างระมัดระวัง โดยไม่ละสายตาไปจากคุ้งน้ำบริเวณนั้นเลย ก่อนจะค่อยๆหย่อนเท้าแตะลงพื้น จนตัวเองมายืนอยู่เต็มสองเท้า เพราะได้ขึ้นไปอยู่บนนั้นอยู่นาน จึงมีโอกาสได้เห็นช่องทางการหลบหลีก ชายหนุ่มค่อยๆเดินเลาะไปตามชายดง โดยเว้นระยะห่างจากริมตลิ่งออกไปพอสมควร อันด้วยยังหวาดระแวงกับเหตุการร์สยองที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไปไม่นานนี้ ชนิดที่ว่ากลิ่นคาวเลือดยังคละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณ บงบอกว่าที่ผ่านมาเขาไม่ได้ฝันไป

          จากลุยน้ำลุยโคลน มาจนตอนนี้ต้องมาเดินลุยป่า ทั้งดงหนาป่าทึบที่ต้องก้าวผ่าน ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระแวกระวังภัยสุดขีด เพราะไม่อาจไว้วางใจได้ทั้งนั้น ทั้งโพรงไม้ โพรงหิน หรือแม้แต่ซุ้มไม้ ถ้าดูแล้วไม่น่าไว้ใจ เขาก็จะเลี่ยง หรือถ้าจำเป็นไม่อาจจะเลี่ยงได้ ก็หักไม้ขว้างหินทำให้เกิดเสียงดังเข้าไว้ เผื่อว่าจะมีสัตว์อะไรวิ่งส่วนออกมา จะได้หลบหลีกได้ทันท่วนที กว่าจะเจอที่โล่งโปร่งสบาย เดินได้อย่างสะดวก เนื้อตัวก็ถลอกได้เลือดไปไม่น้อย เพราะต้องมุดลอดผ่านซุ้มไม้หนามหลายที่ บางแผลก็โดนพวกคมหญ้าแฝกบาด เนื้อตัวมอมแมมจนดูสารรูปตัวเองไม่ได้ จนมาถึงลานหินกว้างติดหน้าผาหินตอนหนึ่ง ลักษณะเป็นเวิ่งเข้าไปเป็นถ้ำตื้นๆ ปากทางกว้างไม่เกินช่วงแขน ลึกเข้าไปไม่ถึงสามวา แต่ก็กว้างพอที่ให้เขาเข้าไปหลบอาศัยได้อย่างไม่อึดอัดนัก

          เมื่อเดินสำรวจดูแล้วเห็นว่าปลอดภัย ก็จัดแจงวางแผนการพักแรมในคืนนี้ โชคดีที่ภายในนั้นมีแอ่งน้ำเล็กๆ ที่เกิดจากตาน้ำที่ไหลซึมออกมาจากแนวผาหินนั้น มากพอที่จะใช้ดื่มกิน และล้างหน้าล้างตาได้อย่างสบาย กว่าจะจัดการตัวเองให้ดูดีขึ้นมาอีกครั้ง ก็บ่ายคล้อยลงไปทุกขณะ ป่าใหญ่ดงทึบเช่นนี้ แค่ช่วงบ่าย บรรยากาศก็เย็นยะเยือก ยิ่งมีไม้ใหญ่ขึ้นหนาทึบจนแทบจะมองไม่เห็นตะวัน ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรอบดูมืดครึ้มลงไปอีก เพราะต้นไม้เยอะ ฟืนแห้งจึงหาได้ง่ายไฟกองใหญ่จึงถูกจุดสุมขึ้นมาอย่างง่ายดาย อย่างน้อยๆก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยขึ้นกว่าเดิม

          ช่วงเวลาที่ชายหนุ่มกำลังสาละวนอยู่กับสถานที่พักแรมนั้นเอง อีกฟากหนึ่งของดงทึบ แพไม้ไผ่ทั้งสองลำ กำลังแล่นเคียงคู่กันมาตามสายน้ำเอื่อยๆนั้น นอกจากวิกฤตของสายน้ำวน ที่ทั้งหมดได้เผชิญมาแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานี้ ไม่พบกับสิ่งอันตรายใดๆ นอกจากบางครั้งต้องผ่านตามโตรกหรือแก่งหินที่มีน้ำไหลเชี่ยว แต่ก็ไม่ทำให้เป็นอุปสรรคในการเดินทาง เพราะแต่ละคนเริ่มมีความชำนาญขึ้นเรื่อยๆ และโดยการนำทางของพรานเบ ที่เลือกถ่อแพไปยังบริเวณที่น้ำไม่ลึกนัก อย่างมากลึกไม่เกินอก ตื้นพอที่จะมองเห็นพื้นกรวดหินด้านล่างได้ ช่วงไหนที่ลึกจนมองไม่เห็น ก็เลี่ยงเบี่ยงเข้าใกล้ริมตลิ่งเข้าไว้ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอะไรจะได้ไม่เป็นอันตรายต่อทีมค้นหา บ่อยครั้งที่ลูกทีมร้องทัดทานให้เปลี่ยนมาเดินสำรวจ แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะพรานนำทางให้เหตุผลที่ว่า ใช้วิธีสำรวจเช่นนี้ดีที่สุด เพราะไม่ต้องเสียวเวลาลุยดงทึบ
         
          “ไอ้สิงห์มันจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”

          “นี่เราก็ล่องแพกันมาจนจะบ่ายอยู่แล้ว ยังไม่เห็นมันเลย”พรานพรร้องบอก พรานเบ

          “แถวนี้ไม่เจอ”

          “เราก็ต้องตามหามันไปเรื่อยๆแบบนี้แหละ”พรานเบร้องตอบ

          “ไม่รู้จะไปยันไหน”

          “ฉันชักใจคอไม่ดีแล้วสิน้า”เจ้าพุ่มร้องบอก จากนั้นก็ใช้ผ้าขาวม้าชุบน้ำขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตา

          “ตราบใดที่เรายังไม่เจอรอยมัน”

          “เราก็ต้องตามจนกว่าจะเจอ ช่วยๆกันดูทั้งสองฝั่งละกัน อย่าให้คลาดสายตา”พรานเบพูดจบก็ดันไม้ถ่อลงน้ำดังพรวด

          “ไอ้เบโว้ย...”

          “บ่ายกว่าจนจะเย็นอยู่แล้ว ข้าว่าเตรียมหาที่พักกันดีกว่า”พรานโส่ยร้องบอก มาจากแพที่ลอยขนาบตีคู่กันมาจากทางฝั่งซ้ายมือของลำน้ำ โดยทั้งสองลำมีระยะห่างกันเกือบสามสิบวา

          “พ้นโค้งน้ำไปอีกหน่อย”

          “ข้าคิดอยู่ว่าจะหาที่พักแถวนั้นก่อน แถวนี้ตลิ่งมันชัน แถมรกด้วย แกไม่เห็นหรือไง”

          “โน่น ทางโน่น น้ำมันเริ่มตื้นขึ้นเรื่อยๆ ข้าว่าเลยโค้งไปน่าจะเป็นหาด คงจะหาที่พักกันได้”พรานนำทางร้องบอก

          “ป่าแถวนั้นมันก็ดูทึบๆอยู่หน่า”

          “แถวนี้ยังดูโล่งกว่าอีก”พรานโส่ยตอบ จากนั้นก็จุดไม้ขีดแล้วค่อยๆใช้มือป้องเปลวไฟขึ้นมาจอที่บุหรี่ยาเส้นของแกอย่างบรรจง

          “เชื่อน้าเบเข้าเถอะตาโส่ย”

          “แถวนี้รกจะตาย ไม่มีที่ให้ตั้งแคมป์หรอก ป่าก็ดูน่ากลัว วงน้ำแถวนี้ก็ลึกดูชอบกลยังไงไม่รู้”เหน๋อกระซิบบอก

          “อย่าไปกลัวอะไรมากเลยไอ้เหน๋อ”

          “ขืนมีอะไรโผล่มา พ่อจะยิงให้หัวแบะเลย”พรานโส่ยพูดวางมาดท่าทางขึงขัง ก่อนจะสูบบุหรี่ใบตองแห้งจนแก้มตอบ แต่ไม่ทันตาพรานเฒ่าจะพ่นควันออกมา ก็มีเสียงพรวดพราด แหวกกอหญ้าแล้วมาจากชายฝั่ง แล้วสัตว์เลื้อยคลานขนาดเขื่องชนิดหนึ่ง ก็กระโจนลงน้ำดังตูม เล่นเอาตาพรานเฒ่าคนพูดตกใจล้มหงายท้องขาชี้ฟ้า ส่วนคนอื่นๆก็พากันคว้าปืนคู่มือมาถือไว้แน่น แต่พอเห็นสัตว์บางชนิดโผล่น้ำขึ้นมาก็พอกันหัวเราะ

          “โถ่...ตัวเหี้ ยนี่เอง”

          “เล่นเอาเสียเส้น ตาโส่ยก็ทำเป็นตาขาวไปได้ ตะกี้ยังคุยอยู่เลยว่าอะไรโผล่มาจะยิงให้หัวแบะ”พรานแปะพูดจบ ก็ตวัดปืนคู่ใจที่กระชับอยู่ในท่าเตรียมขึ้นบ่าเช่นเดิม

          “มันคงจะตกใจเสียงตาโส่ย ที่ขี้ โ ม้เสียงดังไปหน่อย”

          “ดีนะที่เป็นแค่ตัวเหี้ ย ถ้าเป็นไอ้ตัวที่ข้าเคยเจอรอยมันนะ ป่านนี้ตาโส่ยคงเหลือแต่ชื่อ”พรานพรร้องบอก พรางหัวเราะชอบใจ

          “เอ็งก็ทำเป็นพูดไป ไอ้พร”

          “อยู่ในป่าดิบเถื่อนแบบนี้ พูดถึงมันบ่อยๆเดี๋ยวพวกก็ออกมาให้เจอจริงๆ”พรานเฒ่าขี้โ ม้พูดจบ ก็โยนมวนยาเส้นลงน้ำ

          “ดูท่าทางมันก็ไม่ค่อยจะกลัวคนจริงๆ”

          “สงสัยจะไม่เคยเห็นคน”เจ้าพุ่มเสวนาตอบ พูดจบก็ลดนกของปืนแก๊บลงเช่นเดิม

          “สัตว์มันชุมจริงๆ ผักป่าก็มีหลายอย่างให้กิน ไม่ต้องกลัวอด”

          “ต่อให้ข้าวสารหมดก็เถอะ”พรานแปะที่ถ่อแพอยู่ด้านท้ายร้องบอก

          “ลำพังพวกเรามันเอาตัวรอดสบายอยู่แล้ว ปืนผาหน้าไม้ก็มีกันครบทุกคน”

          “แต่ไอ้สิงห์นี่สิ ข้าหละหนักใจจริงๆ ปืนก็ไม่มีติดตัว มีดเราก็เพิ่งเก็บของมันมาได้อยู่นี่ ไม่รู้ว่ามันจะมีอะไรติดตัวไปบ้างหรือเปล่า”

          “ถ้ามีปืนติดไปด้วยก็ยังว่าอยู่”พรานเบพูดอย่างเป็นกังวล

          “ข้าว่ามันต้องเอาตัวรอดได้ อย่างน้อยๆก็เคยเที่ยวป่ากับเราบ่อยๆ”

          “วิชาพราน มันก็คงมีติดตัวไปบ้างแหละ คนมีความรู้แบบมัน ข้าว่ามันคงคิดหาทางรอดจนได้”

          “แต่ถ้า...เอ่อ..ถ้ามัน..”พรานพรพูดออกมาได้แค่นั้นก็ถอนหายใจออกมาดังเฮือกใหญ่

          “มันต้องรอด มันต้องไม่เป็นอะไรสิวะ เอ็งก็อย่าปากเสียไปแช่งมันไอ้พร”

          “ไอ้สิงห์มันดวงแข็ง”พรานโส่ยโพร่งออกมา

          “มันก็น่าคิดอยู่หน่า ตาโส่ย”

          “ล่องแพมาจะหมดวันแล้ว ยังไม่เจอรอยมันเลย”พรานพรพูดออกมาอย่างคนท้อแท้

          “ตราบใดที่เรายังไม่เจอมัน เราก็ต้องตามหามันให้เจอ”

          “ไม่ว่าจะเจอสภาพใดก็ตาม เราก็จะไม่หยุดตามหามัน”พรานนำทางพูดตอบ ก่อนจะอัดบุหรี่ใบตองแห้งจนแก้มตอบ

          “เราคงไม่มากันผิดทางนะ น้าเบ”

          “ฉันนี่สังหรณ์ใจยังไงไม่รู้”เหน๋อร้องบอก

          “เชื่อฝีมือพ่อผมเถอะพี่”

          “ถึงจะขี้ โ ม้ไปหน่อย แต่แกก็ศิษย์มีครู”เจ้าเคิ้งเสวนาบ้างหลังจากเงียบอยู่นาน

          ดวงตะวันบ่ายคล้อยลงไปเกือบจะลับทิวเขา แสงแดดที่เคยสาดส่องราดรดผิวกายจนแสบแทบไหม้ เมื่อตอนดวงตะวันตรงหัว มาตอนนี้เริ่มส่อแววว่าจะเย็นยะเยือกลงทุกขณะ เพราะยิ่งคณะเดินทางล่วงล้ำเข้าไปในเขตดงทึบมากเท่าไหร่ ความมืดครึ้มของหมู่ไม้พรรณต่างๆ ก็ยิ่งหนาทึบมากตามไปด้วย ตลอดทั้งสองฝั่งสายน้ำที่แพทั้งสองลำล่องผ่าน มีแต่พรรณไม้ใหญ่ขึ้นอยู่หนาแน่น แต่ละต้นใหญ่โตชนิดที่ว่าไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน บางชนิดก็มีรูปร่างประหลาด เพราะรูปทรงดูบิดๆเบี้ยวๆผิดรูป แถมยังมีพืชจำพวกเฟิร์นหรือไม่ก็พืชจำพวกเคราฤาษีขึ้นเกาะปกคลุมไปตามกิ่งก้านสาขาดูแปลกตา ต้นผึ้งหรือต้นยวนผึ้ง บางต้นก็สูงลิบลิ่ว แต่ละต้นมีรังผึ้งหลวงเกาะอยู่นับร้อยรัง ทำให้กะเหรี่ยงทั้งคณะพากันตื่นเต้นกับภาพที่พบเห็น


*****เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร คณะผู้ติดตาม จะพบกับกับบุคคลสูญหายหรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป*****

.....

หนุ่มธุดงค์ไพร: ความเห็นที่ 1 : 18 มี.ค. 64, 16:054
สวัสดีครับน้าๆ แหม่ กว่าจะลงได้แต่ละตอน เล่นเอาเครื่องน๊อกไปหลายรอบ อาจจะติดขัดหน่อยนะครับ บทที่แล้วผมก็ลืมติ๊กช่องแสดงความคิดเห็น น้าๆสามารถคอมเม้นงานเขียนของผมได้เต็มที่นะครับ ไม่เคืองกันแน่นอน

จริงๆบทนี้มีภาพประกอบ แต่พยายามลงแล้วคอมมันน๊อกตลอดไม่รู้เป็นเพราะอะไร ขนาดรูปก็ไม่ใหญ่เกินกำหนด
เอาเป็นว่าจะพยายามหาเวลามาลงเพิ่มนะครับน้าๆ

ขอขอบคุณน้าๆทุกท่านที่ยังติดตามอ่านนะครับ บทหน้าพบกันใหม่ สวัสดีครับ


Title: Re: นิยาย แนวผจญภัย บทที่ 13 โดย หนุ่ม ธุดงค์ไพร
Post by: p_san@ on 23 April 2021, 14:36:34
นิยาย แนวผจญภัย บทที่ 13 ตอนที่ 3.

(http://www.siamfishing.com/_pictures/content/upload2021/202103/1616573173F.jpg)

บทที่ 13

ตอนที่ 3

          ยิ่งบริเวณไหนที่ต้นไม้ทั้งสองฝั่งเบียดชิดกัน ยิ่งทำให้เกิดร่มเงาบดบังแสงมากขึ้นทุกลำดับ ราวกับเป็นอุโมงค์ขนาดยักษ์ บางช่วงก็มีเถาวัลย์ห้อยพาดเกาะเกี่ยวกันไปมา ดูระโยงระยาง สัตว์ป่าจำพวก กระรอก และลิง ค่าง พากันไต่ไปมาดูสับสนไปหมด ลิงบางตัวก็ทำเสียง คิกคอก ขย่มยอดไม้ เมื่อเห็นวัดถุประหลาดลอยอยู่บนผิวน้ำผ่านหน้ามันไป บางตัวก็กระโจนไต่ไล่ไปมาตามเครือเถาวัลย์เหมือนสงสัยในสิ่งที่มันพบเห็น นอกจากสิ่งมีชีวิตที่ว่ามาแล้ว ตามชายดงริมตลิ่งก็มีสัตว์ป่าหลายชนิดให้พบเห็น เก้ง กวาง มีให้เห็นอยู่ตลอดทั้งสองฝั่ง หรือแม้แต่สัตว์ ที่ไม่เคยพบเจอ ก็มีให้เห็นอยู่มากมาย ตามตลิ่งริมน้ำตื้นๆ หรือตามปลัก ถ้าไม่เจอ สมเสร็จ ก็เจอ ควายป่า ครั้งหนึ่ง พรานเบรีบยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนอยู่ในความสงบ เมื่อตัวเองเหลือบไปเห็นช้างงาตัวใหญ่ ที่ยืนเอาสีข้างเบียดถูกับต้นยวน ถึงแม้มันจะดูตัวใหญ่โตในสายตามนุษย์ แต่ก็เล็กเมื่อเทียบกับขนาดโคนต้นที่มันใช้ถูอยู่ ถ้าไม่สังเกตอาจมองไม่เห็น
       
          “ดูงาของมันสิน้า”

          “ยาวเป็นวาๆเลย เกิดมาฉันเพิ่งจะเคยเห็น”เจ้าพุ่มกระซิบบอกพรานนำทาง

          “ป่าแถวนี้ มันเป็นป่าอาถรรพ์”

          “เอ็งไม่ต้องตกใจ ข้าว่า มันมีอะไรมากกว่านี้ ที่เอ็งและข้าไม่เคยเห็นอีกแน่นอน”พรานเบตอบเสียงแผ่วเบา พูดจบก็ทำสัญญาณมือบุ้ยใบ้ ให้แพอีกลำค่อยๆเคลื่อนผ่านไป โดยเฉพาะเจ้าพะเปรียว ที่เจ้าพุ่มใช้มือบีบปากมันไว้แน่น เพราะกลัวเจ้าพะเปรียวจะเห่าทำเสียงดัง ซึ่งเจ้าช้างงาตัวนั้นก็ไม่มีอาการหวาดระแวงต่อการมาของมุนษย์เหล่านั้น มีเพียงไม่กี่ครั้งที่มันทำทีชูงวงร่อนไปมาบนอากาศ เหมือนจะสูดดมหากลิ่นที่อาจจะมีแปลกปลอม แต่เมื่อไม่มีอะไรผิดปกติ ก็ตวัดเอาเศษดินและเศษหญ้าบนพื้นขึ้นมาพ่นรดหัวรดตัว เพื่อไล่แมลงต่างๆที่ไต่ตอมหัวหูดูน่ารำคาญ

          พรานนำทางค่อยๆถ่อแพไปตามลำน้ำที่คดเคี้ยว ซึ่งก็เป็นไปตามที่เขาเคยว่าไว้ ระดับน้ำที่เริ่มตื้นเป็นลำดับ จากที่ไม้ถ่อแพยาวหลายวายังแตะไม่ถึงพื้น มาตอนนี้ระดับน้ำลึกไม่เกินวา มองเห็นพื้นเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน ตลิ่งที่เคยชัน ตอนนี้ก็เริ่มลาดเอียงกลายเป็นหาดทรายผสมกรวด สลับไปกับโขดหินใหญ่ที่โผล่พ้นน้ำ มีต้นไคร้น้ำขึ้นแซมบ้างประปราย และหาดทรายอยู่เป็นระยะ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เจอสถานที่ ที่ถูกใจพรานนำทาง เพราะตลอดเส้นทางทั้งสองฝั่งที่ผ่านมา ภูมิประเทศและชัยภูมิ ยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ ถึงแม้จะดูไม่รกมากนักเหมือนป่าด้านนอก เพราะไม้ใหญ่ทอดเงาปกคลุมจนไม้เล็กไม้น้อยไม่สามารถเจริญเติบโตได้ มีแต่พวกเฟิร์นและบอนบางชนิดที่ขึ้นอยู่เป็นดงริมน้ำ ต้องออกแรงถ่อแพมากันอีกหลายโค้งกว่าจะเจอตำแหน่งที่ถูกใจ

          “เอาตรงนี้แหละ”

          “เดี๋ยวเราเอาแพไปจอดหลังไม้ล้มนั้น”พรานเบหันมาร้องบอกคณะ พลางบุ้ยปากไปยังตำแหน่งต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ที่ล้มพาดลงมาแช่อยู่ในน้ำทางด้านขวามือ

          ขนาดของลำต้นที่ล้ม สูงท่วมหัวของพรานเบ ลักษณะของมัน น่าจะล้มมานานนับสิบปี เพราะส่วนที่แช่อยู่ในน้ำดูเกลี้ยงเกลา เห็นแต่เนื้อไม้สีเทาหม่นเพียงครึ่งต้น ส่วนอีกครึ่งจมหายเข้าไปในพื้นกรวดหินใต้น้ำ หรืออาจจะหัก ไม่ก็ผุพังลอยไปตามกระแสน้ำนั้นนานแล้ว ในส่วนที่พ้นน้ำขึ้นไปบนฝั่ง เปลือกที่เคยห่อหุ่มลำต้นก็หลุดลอกไปเสียเกือบหมด มีแต่ตะไคร่น้ำและเฟิร์นบางชนิดเกาะอยู่กันเขียวเป็นพรืด มันล้มชนิดที่ถอนรากถอนโคน จนพื้นดินที่มันเคยยืนต้นอยู่เปิดเผยอขึ้นมาทั้งกระบิ มองเห็นเป็นแอ่งหรือหลุมขนาดใหญ่ แต่ด้วยระยะเวลาอันยาวนานทำให้มันดูตื้น แต่ก็ยังพอมองเห็นเค้าโครงเดิมของมัน รากที่เกาะเกี่ยวกันเป็นแผงรูปวงกลมดูยุ่งเหยิง ตอนนี้มองเห็นเด่นชัดโดยมีก้อนหินขนาดเท่าครกตำน้ำพริก ไล่ไปจนถึงขนาดเท่าโอ่งน้ำ ถูกรากเกาะติดขึ้นมาด้วย เพราะผ่านระยะเวลามานานหลายปีจึงปราศจากเศษดิน มองผ่านๆก็เหมือนประติมากรรมดูแปลกตา

          พรานนำทางเลือกชัยภูมิที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะมีต้นซุงที่ล้มพาดขวาง เปรียบเสมือนแนวกำแพงป้องกันภัยจากทางด้านหลัง มันทอดขวางล้ำเข้าไปในแม่น้ำ หากจะมีสัตว์ชนิดใดข้ามมาทางนี้ก็คงจะยากลำบาก เพราะขนาดของซุงใหญ่โตเกินจะข้ามหรือกระโจนผ่าน ครั้นจะมุดลอดมาใต้ท้องซุงก็ทำไม่ได้ เพราะส่วนของท่อนซุงบริเวณนี้จมหายฝั่งเข้าไปในพื้นทรายและกรวดหิน ทิศทางที่ต้องคอยระวังภัย จึงถูกจำกัดเฉพาะะด้านหน้าของปากพักเท่านั้น ด้านหลังติดท่อนซุง ด้านซ้ายติดลำน้ำ ด้านขวายังติดแผงรากไม้อีก

          “เราจะพักกันตรงนี้”

          “โคนต้นไม้นั่น พอจะหลบแดดหลบน้ำค้างได้อยู่”พรานนำทางร้องบอกคณะ พูดจบก็กระโดดตุบขึ้นไปบนฝั่งก่อนใคร จากนั้นก็โบกมือส่งสัญญาณให้แพอีกลำ ที่ลอยอยู่อีกฟากให้ข้างฝั่งมาสมทบ

          “ตรงไหนก็เอา รีบๆเข้าเถอะ”

          “ป่ามันทึบแบบนี้มืดเร็วกว่าป่าข้างนอก ไม่ทันไรหมอกทำท่าจะลงเอาเสียด้วย”พรานโส่ยร้องบอกอย่างกังวน

        “รีบๆช่วยกันขนของลง”

        “อย่าลืมล่ามแพไว้ด้วย”พรานพร ร้องบอกมาอีกคน พูดจบแกก็ใช้ไม่ถ่อดันแพจากทางด้านหลัง ส่วนเจ้าพุ่มและพรานเบ ช่วยกันชักลากจากทางด้านหน้า จนส่วนหัวเกยขึ้นไปบนฝั่ง อีกลำก็ใช้วิธีเดียวกัน เพียงไม่กี่อึดใจ แพทั้งสองลำก็ขึ้นไปเกยอยู่บนฝั่งเกือบทั้งหมด มีแต่ส่วนท้ายที่แช่น้ำอยู่ปริ่มๆ

          “ประมาทไม่ได้”

          “ป่าที่นี้ ไม่เหมือนป่าแถวบ้านเรา เผลอทำแพหลุดไปกับน้ำ จะลำบากกัน”พรานนำทางพูดจบ ก็สะพายปืนเดินขึ้นไปสำรวจตำแหน่งที่ตนหมายตาไว้ เมื่อตรวจดูว่าเรียบร้อยดี ก็โบกมือให้สัญญาณ ให้คณะขนสัมภาระขึ้นไปสมทบ

          “คืนนี้เราจะพักกันที่นี้ก่อน”

          “ไอ้เคิ้ง ไอ้พุ่ม เอ็งสองคนออกไปเก็บฟืนเตรียมก่อไฟไว้มากๆหน่อย”

          “ไอ้แปะ เอ็งไปเป็นเพื่อนพวกมันอีกคน ปืนผาอย่าให้ห่างมือ”

          “ป่ามันไม่น่าไว้ใจ ไม่ต้องออกไปไกลกันมาก เอาแค่พอมองเห็นกันก็พอ”พรานเบร้องสั่ง พูดจบก็ใช้ไม้ไผ่ที่ใช่ถ่อแพ แหย่กระทุ้งไปตามก้อนหินที่มีรากของไม้ล้มเกาะเกี่ยวอยู่ เพื่อตรวจสอบความปลอดภัย และมั่นใจว่าหินพวกนี้จะไม่มีวันล่วงหล่นลงมา ส่วนบุคคลทั้งสามก็ไม่ได้รีรอ เมื่อได้รับคำสั่งก็รีบจ้ำอ้าวไปแต่โดยดี โดยมีเจ้าพะเปรียววิ่งติดตามไปด้วย

          “มาไอ้เหน๋อ เอ็งมาช่วยข้าปูผ้าใบ”

          “อย่ามัวแต่ยืนทื่อเป็นสากกร ะเบือ”พรานโส่ยพูดจบก็ยัดลูกแปใส่สะโพกเจ้าเหน๋อดังป้าบเล่นเอาเจ้าตัวถึงกับสะดุ้งโหย่ง เพราะมัวแต่ยืนเหม่อชมวิวทิวทัศน์

          “เย็นนี้จะกินอะไรกันดีละ”

          “ปลาย่างก็พอมีอยู่แต่ไม่มากนัก ก็พอทำกินได้อีกสักมื้อ”พรานพรร้องบอก ก่อนจะรื้อห่อปลาย่างขึ้นมาจากกองสัมภาระ แต่ไม่ทันที่ใครจะว่าอะไรต่อ ทุกคนก็ต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงเจ้าพะเปรียวเห่า เหมือนมันกำลังไล่อะไรบางอย่าง ติดตามมาด้วยเสียงดัง ตูม ของปืนลูกซอง

          “อ่าว เฮ้ย ใครยิงอะไร”

          “สงสัย ไอ้แปะล่ออะไรให้เข้าแล้ว”พรานพรโพร่งออกมา พรางยืนชะเง้อไปยังที่มาของเสียงปืน เพียงไม่กี่อึดใจก็เห็นพรานแปะเดินแบกวัดถุหรือสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง เลาะมาตามโขดหินเข้ามาใกล้

          “โน่น แบบอะไรมาด้วย ตัวแดงเถือกเลย สงสัยจะเก้ง”

          “ออกไปยังเห็นหลังอยู่ไวๆ ไม่ทันไรก็ได้ยิง เออดีแท้ๆ กำลังคิดอยู่เลยว่าจะทำอะไรกินดี”พรานพรร้องบอกด้วยความยินดี

          “สัตว์เยอะจริงๆเลยน้า”

          “หลังโขดหินใหญ่นั่น มีแต่ทางด่าน รอยตีน เก้ง กวาง หมูป่า ย่ำไว้เปรอะไปหมด”พรานแปะร้องบอก ก่อนจะโยนเก้งหม้อเขางามที่ยิงได้ลงพื้นดังตุบ

          “พอดีฉันขึ้นไปยืนคุมเชิงอยู่บนก้อนหินใหญ่ขาวๆนั่น ดูไอ้สองคนนั้นเก็บฟืน”

          “อยู่ไม่อยู่ ไอ้พะเปรียวก็วิ่งไล่เห่า ไอ้เก้งตัวนี้ก็โผล่ออกมาจากชายดง”พรานผู้ลั่นกระสุนร้องบอก

          “โชคของเราแท้ๆ นี่ถ้าอยู่ป่าแถวบ้านเราคงเดินหากันเป็นวันๆกว่าจะได้กิน”

          “เผลอๆไม่ได้ตัวด้วยซ้ำ”

          “นี่ไม่ทันไร ก็ได้ตัวมากินกันแล้ว”พรานชราร้องบอกมาอีกคน หลังจากขนสัมภาระต่างๆขึ้นไปกองจัดเตรียมไว้บนพืนผ้าใบ

          “สัตว์มันชุมยิ่งกว่ายุงเสียอีก”

        “ว่าแต่ พี่แปะยิงปืนเสียงดังขนาดนี้ ไม่รู้จะดังพอให้ไอ้สิงห์ได้ยินหรือเปล่าก็ไม่รู้”คำพูดของเหน๋อทำให้ทุกคนฉุกคิดขึ้นมาอีกครั้ง

          “ถ้ามันอยู่ใกล้ๆห่างเราไม่เกินกิโล ก็อาจจะได้ยินเสียงปืน”

          “แต่แถวนี้ไม้ใหญ่มันเยอะ เสียงปืนมันก้องไปทั่ว แถมเสียงน้ำตามแก่งหินมันก็ดัง ข้าว่ามันจะกลบเสียงปืนไปเสียหมด” พรานพรตอบออกมาอย่างมีเหตุผล เพราะสถานที่และภูมิประเทศมันเป็นไปตามที่พรานพรพูดมา

          “ทำไมเราไม่ลองยิงปืนเรียกมันดูสักนัดสองนัดละน้าเบ”

          “อย่างน้อยๆถ้ามันอยู่ใกล้เรา มันอาจจะได้ยิน”เหน๋อกล่าวออกมาอย่างใช้ความคิด

          “ลองดูสักนัดก็ได้ไอ้เบ”

          “ใช้อีแก๊ปก็ได้ จะได้ไม่ต้องเปลืองลูกปืนลูกซอง ของยิ่งหายากๆอยู่”พรานชราเสนอความคิด

          “เอาอย่างงั้นก็เอา”

        “ลองดูสักนัดสองนัด”พูดจบพรานนำทางก็คว้าปืนแก๊ปของพรานโส่ยขึ้นมาเล็งปากกระบอกปืนขึ้นฟ้า จากนั้นก็เหนี่ยวไกลั่นกระสุนดังตูมสนั่น เสียงปืนดังก่องป่าไปทั่วบริเวณ เพียงไม่กี่อึดใจก็ค่อยๆเงียบหายไป

          “มาไอ้เบ ส่งปืนมาให้ข้า เดี๋ยวข้าจะอัดลูกให้ใหม่”

          “ดี ที่ยังยิงออก ข้าคิดว่ามันจะด้านเสียแล้ว”พรานโส่ยพูดจบ ก็รับปืนแก๊ปคู่กายของแกขึ้นมาบรรจุดินปืนใหม่อีกครั้ง หลังจากใช้แซ่เหล็กกระทุ่งอัดดินปืนและหมอนใยมะพร้าวอยู่ครู่ เพราะเป็นการยิงเรียก เน้นเฉพาะเสียง แกเลยไม่บรรจุลูกตะกั่วให้เปลืองโดยใช่เหตุ ไม่นานนักเสียงดัง ตูม ติดตามมาด้วยเสียงดัง ซ่า ไล่ไปตามแนวป่าก็ดังขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ไม่ต่างจากครั้งแรกที่ผ่านมา

          “เสียเวลาเปล่า”

          “น่าจะไม่ได้ผล แต่ก็เอาเถอะ ก่อนค่ำค่อยลองใหม่อีกสักทีสองที”พรานเบร้องบอก ก่อนจะส่งปืนแก๊ปคืนเจ้าของ

          “เดี๋ยวข้าจะออกไปเดินดูอะไรแถวนี้หน่อย”

          “อยู่ทางนี้ก็จัดแจงหุงข้างหุงปลาไว้ให้เรียบร้อย ถ้าหิวก็กินกันไปก่อนไม่ต้องรอ”พรานนำทางพูดจบก็สะพายปืนเดินหายเข้าไปในหมู่หินใหญ่ริมน้ำ โดยมีเจ้าพะเปรียววิ่งเหยาะๆตามหลังไปติดๆ

          “มาไอ้พร เอ็งกับข้ามาช่วยกันทำเก้ง”

          “มืดค่ำจะลำบากกัน ไอ้เหน๋อเอ็งก็เตรียมหุงข้าว โน่นไอ้สองตัวนั่นแบกฟืนมากันแล้ว”พรานเฒ่าพูดจบก็พยักหน้าส่งสัญญาณเรียกพรานพร จากนั้นก็ช่วยกันลากเก้งหม้อตัวเขื่องลงไปชำแหละที่ริมน้ำ ส่วนเจ้าเหน๋อก็รีบจัดแจงเตรียมหม้อข้าวหม้อแกงอยู่กับพรานแปะ
         
          กองไฟกองใหญ่ถูกจุดสุมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มันอยู่ห่างออกไปจากปางพัก เหนือขึ้นไปทางแนวป่าเกือบสิบวา ส่วนนี้พรานเบกำชับไว้กับเจ้าพุ่มและเจ้าเคิ้ง ที่เดินสวนทางกันมา ว่าให้ก่อไว้ใช้กั้นเป็นอาณาเขต เพื่อกันสัตว์ร้ายหรือภัยที่อาจจะมาในรูปแบบต่างๆ และต้องก่อทิ้งไว้ทั้งคืน ฟืนที่หามาจึงต้องมากเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไรนัก เพราะบริเวณที่อยู่อุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ เด็กหนุ่มทั้งสองลงแรงไม่เท่าไหร่ก็ได้ฟืนแห้งท่อนเขื่องๆมาเป็นกองพะเนิน ส่วนอีกจุดให้ก่อไว้ใกล้ที่พัก แถวๆหลุมของโคนต้นไม้นั้น จุดนี้เอาไว้ใช้หุงหาอาหาร และไว้ผิงไฟในยามค่ำคืน

          “โอโห้ ปลากระแหเพียบเลย”

          “มีแต่ตัวใหญ่ๆทั้งนั่น”เหน๋อร้องบอก เมื่อมองเห็นฝูงปลากระแหจำนวนมาก ที่พากันมารุมกินเศษเครื่องใน บริเวณที่พรานโส่ยและพรานพรนั่งชำแหละเก้งอยู่ บางส่วนก็ไล่ตอดเศษเครื่องในที่ลอยไปตามกระแสน้ำ เสียงดัง จุ๊บ จั๊บ ราวกับปลาตามบ่อเลี้ยงหรือตามสวนสาธารณะที่ไล่แย่งกินเศษขนมปังไม่มีผิด

          “โน่นแถวๆโขดหินนั่น”

          “ข้าฟันมาได้ตั้งหลายตัว มาแบบนี้เห็นทีจะไม่ต้องกลัวอดกันแล้ว”พรานโส่ยร้องบอก พรางบุ้ยปากไปทางหมู่หินริมตลิ่ง ที่มีปลากระแหดิ้นกระแด่วๆ อยู่หกเจ็ดตัว แต่ละตัวขนาดเท่าฝ่ามือกางๆ นอกจากปลากระแหที่พรานชราใช้มีดฟันขึ้นมาได้แล้ว พรานพรยังใช้มีดฟันปลาตะพากขึ้นมาอีกสามตัว แต่ละตัวขนาดเขื่องพอๆกัน

          “เอ๊า ไอ้เหน๋อ เอ็งลงมาเอาขาเก้งไปย่างทิ้งไว้ก่อน”

          “ท่าเกลือเสียหน่อยก็ดีเหมือนกัน”พรานพรร้องเรียกเจ้าเหน๋อ ซึ่งตอนนี้กำลังกรอกข้าวสารลงหม้อสนามสองใบ

          “ส่วนเอ็งสองคนช่วยไปตัดไม้สดให้ข้าทำร้านย่างเนื้อ”

          “เอาต้นไคร้น้ำก็ได้เลือกต้นใหญ่ๆหน่อย แถวนี้ไม้เล็กหายากจริงๆ”พรานแปะหันไปร้องบอกกะเหรี่ยงหนุ่มสองคน ที่กำลังช่วยกันปัดกวาดจัดเตรียมพื้นที่ให้โล่งเตียนน่าอยู่

        ร้านย่างเนื้อถูกสร้างขึ้นมาอย่างรวกๆแต่ก็ดูแข็งแรง ไม่นานเนื้อขาหลังติดสะโพกทั้งสองข้าง ก็ถูกขึ้นไปอยู่บนร้านย่าง เพื่อให้ความเค็มของเกลือเข้าได้ทั่วถึง เนื้อส่วนไหนที่หนา พรานโส่ยก็ใช้มีดเหน็บกรีดบั้งไว้เป็นริ้วๆ นอกจากขาหลัง และเนื้อเก้งบ้างส่วนที่ถูกขึ้นย่างไฟ บนร้านย่างเนื้อยังมีปลากระแหและปลาตะพากรวมอยู่ด้วย แต่ละตัวถูกผ่าหลังแบะออกมาทั้งเกล็ด ส่วนนี้พรานโส่ยจะแยกเก็บไว้เป็นเสบียงแห้งในยามจำเป็น เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่า เส้นทางเบื้องหน้าจะเป็นเช่นไรต่อจากนี้

          นอกจากด้านบนของร้านย่างเนื้อที่มีเนื้อเก้งและปลาย่างอยู่เต็มร้าน ด้านล่างร้านย่างยังมีราวไม้แขวนหม้อสนามอีกสองใบ ซึ่งตอนนี้ภายในกำลังเดือดปุดๆ โดยมีเนื้อเก้งทาพริกเกลือย่างเสียบไม้อีกหลายไม้วางอิงพาดไว้อยู่กับราว บางไม้มีเนื้อติดมันปนอยู่ด้วย พอโดนความร้อนไขมันที่แซกอยู่ในเนื้อก็ไหลหยดลงกองไฟดังฉ่า ส่งควันและกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ใกล้ๆกันบนเส้าหินทั้งสามก้อน ก็มีหม้อต้มเนื้อเก้งและเครื่องใน น้ำในหม้อกำลังเดือดพล่าน ข่า ตะไคร้ และหัวหอมส่งกลิ่นหอมฉุยน่ากิน ทำให้หลายคนแอบกลืนน้ำลายด้วยความหิวไปหลายอึก

          “เจ้าป่าเจ้าเขา ท่านยังเมตตา”

          “ดูสิ มาลำบากลำบนแบบนี้ ยังไม่อดเลย”พรานชราร้องออกมาดังๆ ก่อนจะยกหม้อสนามออกจากราวที่แขวนไว้ พร้อมเนื้อเก้งย่าง ที่สุกส่งกลิ่นหอม

          “สา..ธุ”

        “เจ้าป่าเจ้าเขา ผีป่า ผีเรือน เทวดา นางไม้ ขออย่าให้ไอ้สิงห์มันเป็นอะไรไปเลย”เจ้าเหน๋อสหายเกลอพูดพร้อมพนมมือไหว้ท้วมหัว ก่อนจะพูดดังๆขึ้นมาอีกว่า

          “ถ้าได้พบไอ้สิงห์อีกครั้ง แล้วพากันรอดกลับออกไปได้”

          “ลูกช้างจะเลิกจับปืนตลอดชีวิต เพี๊ยง”เหน๋อกล่าวจบก็ก้มลงกราบพื้นดิน แต่ยังไม่ทันจะเงยหน้าขึ้น ทุกคนในปางพักก็ต้องสะดุ้ง เพราะเสียง อ้าว มาจากชายดงทึบพร้อมๆกับเสียงปืนดังตูมสนั่นป่า มันดังมาจากทิศทางเดียวกันกับเส้นทางที่ พรานนำทางขอออกไปเดินสำรวจ

          “เสือ!”

          “ไอ้เบ ล่อเสือเข้าให้แล้ว”พรานพรร้องระล่ำระลัก

          “ตูมมม..ซ่า...”

          “เฮ้ย ไม่ได้การณ์แล้ว รีบไปดูมันเร็ว!”

          “ไอ้แปะ เอ็งก็ข้า ไปด้วยกัน ที่เหลือเฝ้าแคมป์กันอยู่ที่นี้ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด”พรานพรร้องเสียงเอ็ด ก่อนจะคว้าปืนลุกซองที่พาดอิงไว้ข้างปางพัก แล้ววิ่งกรูกันไปตามทิศทางของเสียงปืน

          “โอ้ย จะอยู่กันได้ไหมนี่”

          “เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเจอนี่แหละ ป่ามันแรงจริงๆให้ตายเถอะ”เหน๋อร้องบอกเสียงสั่น

          “เราจะเอายังไงกันดีพ่อ”

          “ป่านี้ท่าทางจะดุน่าดู”เจ้าเคิ้งร้องถามพรานโส่ย

          “เร็ว พวกเราอย่ามัวแต่ขวัญเสีย”

          “มาช่วยกันสุมไฟให้กองใหญ่กว่าเดิม โน่นไอ้พุ่ม เอ็งกับไอ้เหน๋อ ไปช่วยกันลากฟืนไปสุมเพิ่มตรงนั้นอีกกอง แถวๆตอไม้นั้น ก่อสุมตอไปเลย อย่ามัวชักช้า”พรานโส่ยร้องบอกเสียงหลง

*****พรานเบจะเป็นอันตรายหรือไม่ คณะติดตาม จะพบกับเรื่องร้ายๆอีกหรือไม่ โปรดติดตามในบทที่ 14*****

.....

หนุ่มธุดงค์ไพร: ความเห็นที่ 1 : 24 มี.ค. 64, 15:094
สวัสดีครับน้าๆ แหม่ กว่าจะลงได้ เครื่องน๊อกไปหลายรอบ   

เช่นเคยครับ ติ ชม ได้เต็มที่ คอมเมนจัดเต็มไปเลย ไม่มีเคืองครับ แนะนำ เพิ่มเติมได้ทุกท่านนะครับ คำผิดอาจจะมีบ้าง เผื่อผมหลุดไป ก็ขออภัยน้าๆด้วยนะครับ จะให้ดีช่วยบอกผมด้วยก็ยินดีครับผม