Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...

เรื่องราวน่าอ่าน => นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง => Topic started by: ppsan on 15 May 2022, 14:22:53

Title: นวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย (๑๑-๒๐) - ดอกไม้สด (หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์)
Post by: ppsan on 15 May 2022, 14:22:53
นวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย (๑๑-๒๐) - ดอกไม้สด (หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์)


๑๑

ห้อง ๆ หนึ่งอันเป็นส่วนหนึ่งของตึกในบ้านสุขนิวาศ มีเครื่องแต่งอันประกอบด้วยศิลปอย่างใหม่ กล่าวคือ เก้าอี้เบาะหนังใหญ่และเตี้ย จนบุคคลผู้มีร่างสูงเกิน ๕ ฟิต อาจจักเกรงว่าเข่าของตนจะท่วมศีรษะ ในเมื่อตนนั่งห้อยเท้าอยู่บนเก้าอี้นั้น โต๊ะไม้ ๔ เหลี่ยมตรงไปตรงมา คล้ายกับว่าจะประกอบขึ้นได้ด้วยการไปตัดไม้มา ๔-๕ ท่อน นำมาประสานกันเข้าแล้วเรียกชื่อว่าโต๊ะ ตู้แบน ตึกตักขึงขัง ลักษณะเปรียบได้กับคนเตี้ยค่อมที่มีศีรษะใหญ่เกินช่วงตัว กับมีไฟฟ้าตั้งไฟฟ้าแขวน ขวดปักดอกไม้ รูปภาพและของกระจุกกระจิกอีกหลายอย่าง นี่คือห้องนั่งเล่นของนางสาวอนงค์ สุนทรพงศ์

เจ้าของห้องนั่งครึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ที่ปลายเท้าที่เบื้องซ้ายเบื้องขวา เบื้องหน้าเบื้องหลังล้วนแล้วไปด้วยแบบเสื้อกองซ้อนกันอยู่ระเกะระกะ อนงค์พลิกสมุดที่อยู่ในมือ พลิกดู พลิกด แล้วก็พลิกเลยไปในที่สุดจึงหยุดสายตาเพ่งอยู่ที่ภาพของเสื้อราตรีแบบใหม่และแปลกแบบหนึ่ง

​ในเวลานั้น พอได้ยินฝีเท้าคนเดินนอกห้อง อนงค์ก็ทิ้งสมุดลงเสียวิ่งปราดไปที่ประตู

“พี่สมพงศ์ !” หล่อนร้องอย่างดีเนื้อดีใจ “อนงค์กำลังอยากพบอยู่ทีเดียว นี่เพิ่งกลับมาถึงหรือกำลังจะไปอีกคะ?”

“เพิ่งกลับมาเดี๋ยวนี้เอง มีธุระอะไรกับพี่หรือถึงได้อยากพบ” พูดพลางสมพงศ์รวบตัวหล่อนกอดไว้ แล้วจูบที่แก้ม ๒ ข้าง

อนงค์ยิ้มละไม แขนทั้ง ๒ ประสานกันอยู่รอบคอพี่ชาย หล่อนตอบเขาว่า

“อนงค์อยากได้แบบเสื้อ”

“พิโธ่ ! เท่านั้นเอง ! ก็แบบที่ซื้อจากห้างแบดแมนเมื่อวานซืนนี่ใช้ไม่ได้หรือ?”

“ใช้ไม่ได้” หญิงสาวตอบ คลายมือลงจากคอพี่ชาย ย้ายมาจับข้อมือเขา “เข้ามาข้างในเถอะค่ะ มาช่วยกันดู แล้วพี่จะเห็นว่าแบบที่เราซื้อมาน่ะมันบ้าทั้งนั้น” พี่น้องจูงมือกันเข้าประตูมา แต่พอเห็นสมุดแบบเสื้อกระจัดกระจายอยู่เกือบเต็มห้อง สมพงศ์ก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง

“แม่เจ้าโว้ย !” เขาอุทาน “นี่อะไรกัน มากมายถึงเพียงนี้แล้วยังจะต้องซื้อใหม่อีกหรือ”

“ก็มันแบบเก่า ๆ ไม่มีใครเขาใช้กันแล้วทั้งนั้นนี่คะ อนงค์นั่งเลือกจนเวียนหัว คิดว่าจะดัดแปลงให้เข้าสมัยได้บ้าง แต่เลือกไม่ได้เลยเสียเวลาเปล่า นี่แน่ค่ะมีค่อยยังชั่วอยู่ตัวหนึ่ง แต่อนงค์ไม่ชอบ คอมันเป็นสี่เหลี่ยม อยากได้คอแหลม”

สมพงศ์นั่งลงบนเก้าอี้ มองดูสมุดที่น้องส่งให้แล้วพลิกต่อไปด้วยอาการที่เห็นว่าอยากจะตามใจน้องมากว่าจะเอาใจใส่จริง ๆ แล้วเขาถามขึ้นว่า

“น้องจะเตรียมตัวไปงานอะไรที่ไหน?”

“แต่งงานผสาน !” เขายังไม่ได้กำหนดวันหรอกค่ะ แต่เตรียมล่วง​หน้าไว้ก่อนแหละดี แท้จริงที่เกิดอยากได้แบบเสื้อขึ้นมาวันนี้ เพราะเมื่อเช้าอนงค์เข้าไปหาคุณอา ท่านให้แพรต่วนมาหลากว่า ๆ สีเข้ากับผ้าม่วงหางกระรอกที่อนงค์มีอยู่แล้วก็เลยอยากจะตัดเสียเร็ว ๆ”

สมพงศ์พลิกสมุดไปเรื่อย ๆ พลางถามว่า

“คุณอาน่ะท่านจะไม่กลับมาอยู่ที่นี่อีกละหรือ ย้ายจากบ้านถนนเจริญกรุง ก็จะเลยไปอยู่ที่บ้านใหม่หรืออย่างไร?”

“ท่านไม่มาหรอกค่ะ ท่านบอกว่าหนวกหูหลานผู้ชาย” โดยมิได้เว้นระยะให้เขาตอบหรือแม้แต่คิดที่จะตอบ หล่อนพูดต่อไป “เห็นไหมคะ พลิกเปล่า พลิกเปล่า ไม่มีแบบที่ดีเลย พี่สมพงศ์ไปซื้อให้อนงค์ใหม่”

สมพงศ์วางสมุดลงด้วยความเต็มใจแล้ว

“ได้ พี่จะไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ น้องแต่งตัวเข้าซี”

“แหม มัวแต่อาบน้ำ กว่าจะเสร็จก็พอดีห้างปิด”

“เอ๊ะ ก็น้องเองก็ยังไม่ได้แต่งตัวนี่นา พี่เสียอีกจะแต่งแล้วก่อน”

“แน่ ! ก็อนงค์บอกเมื่อไหร่ว่าจะไปด้วย อนงค์ขอให้พี่สมพงศ์คนดีของน้องไปซื้อให้ต่างหาก”

“โอ้ ! ชายหนุ่มอุทาน ครึ่งขันครึ่งฉิว “พี่กลับจากทำงานเดี๋ยวนี้เองนะ--ไม่เอาน่ะ เอาเปรียบเกินไปนี่”

“แหม ไม่อยากเชียว ว่าเขาเอาเปรียบ” แล้วทำปากยื่นแต่พอน่าเอ็นดู “ก็อนงค์สระผมใหม่ ๆ ยังไม่ได้ดัดให้เข้ารูปเลย จะให้แบบหัวกระเซิงไปได้หรือ ดูซีคะ ออกรุงรังยังงี้” พลางหล่อนปัดผมที่สั้นเพียงคอกระจายไปมา

สมพงศ์มองดูน้องอย่างตรีกตรอง ครั้นแล้วจึงว่า

“พี่ไม่เห็นน่าเกลียดอะไรเลย เอาผ้าคลุมเสียก็แล้วกัน มาเถอะน่าไปด้วยกัน โธ่ พี่นั่งเมื่อยมาทั้งวันแล้วจะเกณฑ์ให้ขับรถไปคนเดียวอีกก็แย่น่ะซี”

​น้องสาวของเขาทำหน้านิ่ว ลูบคลำสมุดแบบเสื้ออยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ปัดทิ้งเสียอย่างไม่ไยดี

“ช่างเถอะค่ะ ไม่ต้องไปหรอกไม่ตัดไม่เติดมันละ ทีหลังใครมาชวนไปไหนเราไม่ไปด้วยหรอกไม่มีเสื้อใส่”

ต่างนิ่งอยู่ในอารมณ์ไม่ดีด้วยกันทั้งคู่ ภายหลังสมพงศ์เป็นผู้ทำลายความเงียบก่อน

“อนงค์อย่าลืมวันอาทิตย์นะ”

“ไม่รู้ไม่ชี้ !” หล่อนตอบทันควัน ครั้นแล้วเกิดความอยากรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร เพราะหล่อนลืมเรื่องวันที่เขากล่าวถึงเสียสนิทแล้ว จึงถามต่อ “วันอาทิตย์ทำไม?”

“แสนงอนไม่เป็นเรื่องน่ะ” สมพงศ์ว่า จับบ่าน้องให้ศีรษะซบกับบ่าตัวแล้วลูบผมหล่อนเบา ๆ “วันอาทิตย์พี่เชิญหลวงอรรถคดีวิชัยกับตาชัดให้มากินข้าวกับเราอย่างไรล่ะ”

อนงค์ยังไม่ละพยศ ศีรษะซบกับบ่าพี่ชาย แต่เมินหน้าไม่มองดูหน้าเขา หล่อนว่า

“เบื่อจะตาย !” เดี๋ยวเชิญคนนั้นเดี๋ยวเชิญคนนี้ อีกหน่อยเราไม่อยู่ที่นี่หรอก ไปอยู่บ้านใหม่กับคุณอาดีกว่า”

สมพงศ์อึ้งไปอึดใจหนึ่ง แล้วจับหน้าน้องสาวหันมาทางตน ถามด้วยเสียงเป็นงานเป็นการว่า

“เบื่อใคร? เบื่ออะไร?”

หล่อนชำเลืองมองดูหน้าเขาแวบเดียว พอได้เห็นหน้านั้นมีลักษณะยิ้มเหลือน้อย หล่อนจึงยิ้มเสียเองอย่างกระชดกระช้อย แต่ยังเจืออาการงอนไว้บ้าง “เบื่อพี่สมพงศ์ไม่ไปซื้อแบบเสื้อให้” แล้วเสริมต่อโดยเร็วไม่ทันให้เขาได้ตอบ “อนงค์ไม่สบายจริง ๆ ค่ะ รู้สึกหนักศีรษะ เพราะกลับจากบ้านคุณอากำลังเที่ยง นั่งรถผ่านแดดมา จะให้คนรถไปซื้อก็กลัวจะไม่ถูกใจ ​ถ้าพี่สมพงศ์ไปซื้อเป็นเลือกถูกใจน้องแน่ อนงค์เคยเห็นฝีมือมาแล้ว”

สมพงศ์หัวเราะทั้งที่ยังไม่เต็มใจจะหัวเราะเลย “พูดหาประโยชน์ตัวละเป็นที่หนึ่ง” เขาว่า “เมื่อตะกี้เองอนงค์บอกกับพี่ว่า แบบเสื้อที่พี่ซื้อให้เมื่อวานนี้น่ะ บ้า ๆ ทั้งนั้น”

“มันบ้าเพราะมันเป็นเสื้อแบบกลางวัน และเราไม่ต้องการมันต่างหากล่ะคะ เดี๋ยวนี้พี่สมพงศ์ทราบแล้วว่า อนงค์ต้องการแบบเสื้อกลางคืน แบบที่ไปซื้อใหม่มันก็ต้องไม่บ้าซีคะ”

ก่อนที่สมพงศ์จะตอบ จำลองก็เข้ามาในห้อง มีอาการชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นพี่ชายนั่งอยู่ก่อน แต่ครั้นแล้วก็ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ๆ ที่อนงค์นั่งอยู่แล้วพูด

“พี่มีเรื่องที่จะกวนน้องเล็กน้อย”

อนงค์ยิ้มรับพี่ชายอย่างหวาน พลางแสดงกิริยาตั้งใจฟัง ก็พอได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้นดังสนั่นมา แล้วร่างกายของนายแสวงปรากฏขึ้นตรงประตูอีกคนหนึ่ง อนงค์จึงต้องยิ้มใหม่อีกครั้งเพื่อรับผู้มาถึงใหม่

นายจำลองพูดต่อไป

“น้องสาวของเพื่อนสนิทของพี่....นายก. น่ะกลับจากอเมริกาจึงกรุงเทพ ฯ วันนี้เอง พี่เชิญเขามากินน้ำชาที่บ้านเราวันอาทิตย์ที่จะมาถึงนี่”

“อ๊ะ !” สมพงศ์กับแสวงอุทานขึ้นพร้อมกัน

จำลองมองดูพี่ชายทั้ง ๒ ทีละคน แล้วถาม

“อะไร?”

แสวงเป็นคนใจเร็ว และทำทุกอย่างโดยเร็วตลอดจนพูด เขาจึงเป็นผู้ตอบก่อนสมพงศ์

“วันอาทิตย์ อนงค์ต้องไปดูสงัดแข่งเทนนิสชิงถ้วย”

“คุณสมพงศ์มีอะไร?” จำลองถาม

“พี่เชิญหลวงอรรถ ฯ มากินข้าว ตกลงกับอนงค์ไว้หลายวันแล้ว เมื่อ​ตะกี้ยังพูดกันอยู่”

อนงค์ยกมือขึ้นปิดปาก หัวเราะเสียงแหลม

“เออ ! กรรม ! จำเพาะจะมาจ๊ะเอ๋ในวันเดียวกันหมด ยังขาดพี่ประสิทธิ์อีกคน ไปเชิญใครไว้บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้”

อันที่จริงเรื่องของพี่นั้น เราพูดกันไว้นานแล้ว” สมพงศ์กล่าว

“ฉันเองก็ไม่ได้จ๊ะเอ๋กับใคร” แสวงเอ่ยเป็นเชิงออกรับ “อนงค์รับเชิญเขาไว้แล้วก็ลืมเสียเอง”

“เรื่องของพี่สมพงศ์กับของพี่แสวงไม่ขัดกันนี่คะ อนงค์ไปดูเทนนิสแล้วก็กลับมารับประทานข้าวที่บ้าน”

“ฮึ ยังงั้นได้หรือ สงัดจะต้องได้ถ้วยแน่ ๆ แล้วเขากะไว้ว่าจะพาเพื่อนไปเลี้ยงที่เหลาหรือที่โฮเต็ล น้องจะหนีกลับเสียก่อนเจ้าภาพก็หมดสนุกเท่านั้น

อนงค์ลุกจากที่นั่งไปเดินอยู่กลางห้อง สีหน้าแสดงความยุ่งยากใจ ภายหลังหล่อนพูดขึ้นช้า ๆ

“อนงค์สัญญาว่าจะไปดูเทนนิส แต่ไม่ได้สัญญาว่าจะไปรับประทานอาหารด้วย ส่วนธุระทางบ้านสำคัญกว่า จำเป็นอยู่เองที่จะต้องกลับบ้าน ทีนี้พี่จำลองแน่ะขอเลื่อนไปอีกอาทิตย์หนึ่งไม่ได้หรือคะ?”

จำลองก้าวเท้าเข้าไปชิดน้อง ตอบเบา ๆ ว่า

“อกหักเทียวน้องจ๋า ! ถ้าเลื่อนไป ๗ วันเป็นหักแน่ ๆ งานนี้พี่ไม่ได้เชิญเขาเองดอกหนา เขาเชิญตัวเขาก่อน เพราะอยากจะเข้าใกล้ดอกฟ้าเต็มที เรื่องน้องสาวของเขานั้นเป็นแต่ข้ออ้างอิงดอก”

ดวงตาอนงค์เป็นประกายด้วยความภาคภูมิใจ แล้วพูดเบาเช่นเดียวกับเขา

“ถ้ายังงั้นเลื่อนเข้ามาเป็นวันเสาร์ เสาร์ที่จะมาถึงนี่ละค่ะ เร็วกว่าวันอาทิตย์ไปอีก แต่ขอว่าให้รับประทานอาหารค่ำแทนน้ำชา เพราะบ่าย​วันเสาร์น้องก็ไม่ว่าง พอใจไหมล่ะคะ?”

แทนคำตอบ จำลองจับมือน้องขึ้นจูบ

หันกลับมาทางพี่ชายอีก ๒ คน อนงค์เห็นเขากำลังมองดูหล่อนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แสวงกระแทกส้นเท้าโดยแรง บ่นพึมพำว่า

“ตกลงไอ้เรื่องของเรานะเหลว !” เสริมต่อพร้อมกับหัวเราะห้วน ๆ “ไอ้แสวงน่ะมันหวังดีมากกว่าเพื่อน แต่มันอาภัพมากกว่าเพื่อน” แล้วก็ออกจากห้องไป

สมพงศ์ลุกขึ้นจากที่นั่งช้า ๆ ๒ มือสอดอยู่ในกระเป๋าเสื้อ เดินทิ้งน่องไปยังประตู อนงค์กับจำลองยังจูงมือกันอยู่ หญิงสาวเอ่ยขึ้นว่า

“คุณอาท่านบ่นว่าวันนี้ว่าที่บ้านเรานี้อยู่ไม่สมชื่อ”

สมพงศ์หยุดอยู่เพียงหน้าประตู จำลองมองดูผู้พูดเป็นทีถาม

“ชื่อบ้านของเราแปลว่าที่อยู่สุข แต่ว่าความสุขจริงจะมีอยู่ในบ้านนี้ไม่ได้ เพราะขาดสามัคคีธรรมและที่ไหนไม่มีความสามัคคีที่นั่นไม่มีความสุข”

ชายหนุ่ม ๒ พี่น้องหัวเราะขึ้นพร้อมกัน ด้วยความรู้สึกอย่างเดียวกัน คือเห็นขันที่น้องสาวกล่าวถึงศีลธรรม ดังนั้น ลักษณะในวงหน้าของเขาจึงดูคล้ายคลึงกันมาก อนงค์วางท่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่พูดต่อไป

“พี่ ๆ มีเรื่องเป็นปากเสียงกันเสมอ”

“พี่เป็นปากเสียงกันเรื่องอะไร” สมพงศ์ถามจำลอง

น้องชายของเขาเลิกคิ้วอย่างสนเท่ห์ แล้วตอบพร้อมกับยิ้ม

“ไม่เห็นจะมีอะไร นอกจากว่าเราต่างคนช่วยกันหาคู่ให้น้อง !”

อนงค์ทำหน้าขรึมยิ่งขึ้น

“ถึงไม่เป็นปากเสียงกัน ไม่มีความพร้อมเพรียงกัน”

“มีแปลกมาอีกแน่ะ ยายแก่ !” สมพงศ์ว่า

“อย่างมีงานที่บ้าน พี่คนหนึ่งเชิญเพื่อนมาบ้าน พี่อีก ๓ คนไม่เคยอยู่ร่วมด้วย”

​สมพงศ์กับจำลองมองดูกัน ประหนึ่งจะตรวจดูว่าใครควรจะออกรับแน่ แล้วพี่ชายใหญ่พูดว่า

“พี่ไม่มีความรังเกียจ แต่เจ้าของงานเขานึกไม่ถึง”

อนงค์หันมาจ้องดูจำลองเป็นทีถาม

“พี่ไม่ได้นึกถึงใครทั้งนั้น” จำลองสารภาพ

สมพงศ์ยักไหล่ แบมือทั้ง ๒ ข้างเป็นเชิงจะบอกคนกลางว่า “เห็นไหม”

“แต่พี่ไม่มีความรังเกียจ ถ้าพี่น้องเขาจะอยู่เฮฮาด้วยกับเขา” จำลองต่อ

“อา !” อนงค์กล่าวยิ้มด้วยความพอใจ “วันเสาร์นี้เวลาค่ำพี่สมพงศ์ต้องอยู่บ้าน และวันอาทิตย์ค่ำพี่จำลองต้องไม่ไปไหนเหมือนกัน”

สมพงศ์หัวเราะแล้วเดินออกไปจากห้อง จำลองโค้งตัวคำนับพลางว่า

“แล้วแต่พระเสาวนีย์”


Title: Re: นวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย (๑๑-๒๐) - ดอกไม้สด (หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์)
Post by: ppsan on 19 May 2022, 20:03:37

๑๒

​เมื่อถึงวันเลี้ยงเพื่อนนายจำลอง

เวลา ๑๙.๒๕ นาฬิกา อนงค์ยืนอยู่ระหว่างกระจกเงาบานใหญ่ ๒ บานที่ติดกับบานตู้ พิศดูเงาตัวเองทั้งเบื้องซ้ายเบื้องขวา เบื้องหน้าเบื้องหลัง พลางบรรจงจัดผมที่ดัดงอนระอยู่ได้ระดับคอ เงาในกระจกที่ปรากฏแก่ตาอนงค์ เป็นภาพของหญิงสาวที่สวยสด ราวจะเย้ยดอกกุหลาบกำลังแย้มได้อาย เครื่องแต่งตัวสีบัวโรยรับกับเสื้อสีเนื้อ ๒ สีของผู้แต่งเป็นอย่างดี ดวงตาของหญิงนั้น ก็เป็นเงางามด้วยแสงแห่งความชื่นชม ในรูปลักษณะอันสะคราญของตนเอง แน่ทีเดียวความปรารถนาของหญิงสาวทั่วไปในความสวยอยู่เป็นนิจ ย่อมทรงอยู่ไม่มีเวลาจำกัด แต่เฉพาะวันนี้อนงค์ใคร่จะสวยเป็นพิเศษ สวยอย่างไม่มีที่ติ สวยอย่างที่จะทำให้ชายหนุ่มใจเต้น เมื่อได้ยลโฉม และสวยพอที่จะเกินหน้าหญิงสาวที่อนงค์คาดคะเนว่าน่าจะถึงพร้อมด้วยความหรูเก๋ เพราะเหตุที่หล่อนเป็นนักเรียนกลับจากประเทศที่เจริญยิ่งแล้ว คือสหปาลีรัฐอเมริกา ! ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้ชายหนุ่มผู้เป็นพี่ของหญิงสาวนั้น เกิดความคิดในทางที่อนงค์ต้องน้อยหน้า เพราะเหตุไม่ได้เคยเหยียบแดนความรุ่งเรืองเหมือนเช่นดังน้องของเขา อนึ่งเล่าเป็นการสำคัญยิ่งในวันแรกแห่งการได้ทำความรู้จักกับชายผู้นั้น หล่อนจะต้องไม่ทำให้เขาผิดหวังเพราะความสวยของหล่อนลดหย่อนกว่าคราวแรกที่เขาพบ จะเป็นการน่าอนาถสักเพียงไรถ้า “นาย ก” ตามที่จำลองเรียกบอกกับเพื่อนของเขาในภายหลังว่า “น้องแกสวยแต่เวลาเห็นผาด ๆ พิศแล้วไม่เป็นรสเลย” อนงค์น่าจะต้องร้องไห้เมื่อคำนี้ย้อนมาเข้าหูหล่อน โดยทางหนึ่งทางใดก็ตาม

ภายหลังที่ได้ใช้ฝุ่นแตะหน้าเพียง ๒-๓ ครั้ง เสียบเข็มฝอยลงบนผมที่พองขึ้นมาเกินต้องการ และเช็ดสีแดงที่แดงล้ำขอบริมฝีปากขึ้นไปเล็กน้อยด้วยผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำอบ แล้วอนงค์ก็ยิ้มกับเงาตัวเองในกระจก และเพราะเหตุนี้หล่อนจึงต้องหันมายิ้มกับสาวใช้ ๒ คนที่คลานต้วมเตี้ยมอยู่ใกล้ ๆ ด้วย เพื่อแก้ขวย

ตรงเวลาราวกับนาฬิกาเรือนเดียวกัน พออนงค์ถอยห่างจากกระจกก็ได้ยินเสียงแตรรถที่แปลกหู อนงค์รู้สึกใจเต้นแรงขึ้น เข้าไปใกล้หน้าต่างเพื่อดูให้แน่ใจ รถซาลูนสีแดงผ่านดำแล่นเข้าประตูมาช้า ๆ แน่แล้วแขกคนสำคัญมาถึงก่อนผู้อื่น หัวใจเต้นแรงอยู่แล้วยิ่งเต้นแรงขึ้นอีก จนทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย อนงค์เริ่มสงสัยว่า เหงื่อจะออกทำให้หน้าหมดนวล ต้องหวนกลับเข้าหาโต๊ะเครื่องแป้งอีกครั้งหนึ่ง

โดยคำสั่งของนายจำลอง คนใช้ผู้ชายขึ้นมาแจ้งกับคนใช้ผู้หญิงให้เรียนแก่นายสาวว่าแขกมาแล้ว อนงค์จึงได้มองดูในกระจกอีกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะออกจากห้อง

เมื่อย่างเข้ามาในห้องรับแขก อนงค์รู้สึกว่าขาสั่นเล็กน้อยและให้พะวงว่าท่าเดินของตนไม่น่าชมพอ ดังนั้นจึงนึกชอบใจพี่ชายคนที่ ๓ ที่เขาลุกขึ้นมารับถึงประตู จับแขนหล่อนควงกับแขนเขา พาเข้าไปห้องอาคันตุกะด้วยกิริยาอันประกอบพร้อมทั้งความพะเน้าพะนอและภาคภูมิใจ บุรุษ​แปลกหน้า ๒ นายที่นั่งอยู่ในห้องนั้นขมีขมันลุกยืนขึ้น อนงค์สะกดใจไว้ไม่มองดู พุ่งสายตาไปยังสตรี ๒ นาง ก่อนพร้อมกับยิ้ม ด้วยยิ้มที่หล่อนเชื่อว่างดงาม เตรียมพร้อมที่จะทักทาย

“นี่คุณจงจิตต์ นี่คุณนงลักษณ์”

“ยินดีที่ได้รู้จัก” อนงค์กล่าว จำลองพูดต่อไป

“นี่อุดม นี่จำรัส”

อนงค์มองดูชายหนุ่มทั้ง ๒ พลางนึกถาม “คนไหนนาย ก” แต่จะเป็นคนไหนก็ช่างก่อนเถิด เร็วเท่าเร็วที่หล่อนมองสบตาเขา หล่อนแน่ใจแล้วว่าการที่บรรจงแต่งตัวเป็นพิเศษในคืนนี้ไม่เสียเปล่า เพราะแววตาของเขาทั้ง ๒ คนบอกชัดว่า เขากำลังงงงวยไปด้วยความสวยของหล่อนแล้ว !

อาศัยการช่างพูดหว่านล้อมของอนงค์ การเลี้ยงรับนาย ก. ในค่ำวันนี้จึงมีเจ้าของบ้านสุขนิวาสอยู่พร้อมหน้า ซึ่งนับว่าเป็นการใหญ่ แปลกกว่าเคยมิใช่น้อย ยิ่งไปกว่านี้ นอกจากแขกของนายจำลองรวม ๖ คน อนงค์ยังได้เกลี้ยกล่อมจนนายแสวงตกลงรับคำเชิญของนายจำลองเชิญนายสงัดมาเป็นแขกด้วยอีกคนหนึ่งด้วย

เมื่อแขกมาครบถ้วนตามที่กะไว้แล้ว กำลังจิบค็อกเทลและสนทนากันไปพลาง ก็มีรถยนต์แล่นเข้ามาในบ้านอีกคันหนึ่ง ผู้ที่อยูในห้องรับแขกมิได้มีใครเอาใจใส่ด้วยต่างคนต่างกำลังพูดและกำลังฟัง จนกระทั่งคนใช้นำหลวงอรรถคดีวิชัยมาถึงประตูห้องนั้น

ประสิทธิ์เป็นผู้เห็นหลวงอรรถคดี ฯ ก่อน ผุดลุกขึ้นยืนอย่างดีใจแล้วร้องว่า

“ฮี่ ฮี่ คุณหลวง พึ่ง ฮี่ มา !”

ทุกคนหันมามองตามสายตาประสิทธิ์พร้อมกัน อนงค์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย สมพงศ์ลุกขึ้น สีหน้าแสดงความสนเท่ห์ไม่น้อยกว่าน้องสาว พอหลวงอรรถคดี ฯ ผู้ซึ่งมุ่งหน้ามองตรงไปยังสมพงศ์ พูดขึ้นว่า

​“ขอรับประทานโทษ ผมเห็นจะช้าไปมาก”

“เชิญเข้ามาเถอะครับ สมพงศ์พูดเพราะไม่รู้จะพูดอะไรดีกว่านั้น ด้วยตัวเขาเองก็ยังอยู่ในความงงงวย”

“ผมจำไม่ได้ว่าคุณบอกให้ผมมาเวลาไร” หลวงอรรถคดี ฯ พูดต่อไป “ดูเหมือนคุณจะไม่ได้กำหนดเวลา”

สมพงศ์เริ่มจะเข้าใจเรื่องในบัดนั้น กัดริมฝีปากตัวเองเพื่อกลั้นหัวเราะแล้วจึงว่า

“ถูกละครับ ผมลืมบอกเวลาไป แต่คุณหลวงก็ไม่ช้านัก เรากำลังดื่มค็อกเทลกันอยู่”

จำลองจับตาดูผู้มาถึงใหม่ พลางกระซิบถามน้องสาว

“ใคร?”

ไม่มีคำตอบ ด้วยว่าอนงค์เองก็ไม่แน่ใจว่าหล่อนจะตอบถูก นายอุดมกลับเป็นผู้ตอบแทน

“หลวงอรรถคดีวิชัย คุณไม่รู้จักดอกหรือ?”

ในเวลานั้นสมพงศ์กำลังแนะนำวิชัยให้รู้จักกับคนอื่น ๆ เมื่อครบตัวแล้ว อุดมก็ก้าวหน้าออกไปหาวิชัยถามด้วยสีหน้ายิ้มย่อง

“เชื่อว่าคุณหลวงคงจำผมได้”

วิชัยมองดูหน้าผู้พูดชั่วขณะหนึ่ง ครั้นแล้วก็ยิ้มและตอบว่า

“จำได้ครับ สบายดีหรือ ไม่ได้พบกันนานทีเดียว”

“ทั้งวันนีก็ไม่ได้คาดว่าจะพบด้วย เราพบกันครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จันทรบุรี แต่ก็เป็นการพบที่พอเพียงจนผมจะลืมคุณหลวงไม่ได้ ผมได้เคยเขียนจดหมายถึงคุณหลวง ๒ ฉบับแต่ไม่ได้รับตอบก็เลยไม่กล้ารบกวนอีก”

วิชัยแสดงความประหลาดใจ นิ่งคิดอยู่เป็นครู่ในที่สุดจึงตอบว่า

“ผมไม่เคยได้รับจดหมายของคุณ อธิบายได้ว่าทำไมจึงไม่ได้รับคือว่าต่อจากที่ได้รู้จักกับคุณในเวลาเพียงเล็กน้อย ผมก็ต้องย้ายจากที่นั่นไป​จังหวัดสงขลา”

บุรุษทั้ง ๒ นั่งลงบนเก้าอี้ใกล้เคียงกัน อนงค์เลี่ยงจากที่นั้นไปหาสมพงศ์

“นี่หมายความว่ากระไรกันคะ?” หล่อนถามเสียงขุ่นพลางพยักหน้ามาทางแขกผู้ที่มาถึงเป็นคนสุดท้าย

แววตาเต็มไปด้วยความสนุกขบขันสมพงศ์หัวเราะพลางตอบว่า

“หมายความว่าเราจะต้องเพิ่มที่นั่งกินข้าวอีกที่หนึ่ง เพราะตาขรัวนั่นจำวันผิด !”

“บ้า !” อนงค์อุทานในลำคอ ลอบค้อนวิชัยทางเบื้องหลัง ด้วยดวงตาที่มีทั้งความขันและความโกรธ

“บ้าอย่างประหลาด !”

“ออกจะเป็นอยู่หน่อย” สมพงศ์รับ “อย่างไรก็ตามน้องต้องช่วยไปดูให้เขาจัดที่เสียเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวแขกของเราจะหิวมากเกินไป”

พูดแล้วสมพงศ์เดินห่างจากน้อง เข้ามาใกล้หลวงอรรถคดี ฯ อนงค์กำลังจะออกไปจากห้อง พอได้ยินคุณหลวงผู้พิพากษาพูดขึ้นว่า

“นายชัดเห็นจะติดธุระ อยู่เวรหรืออะไรสักอย่างหนึ่งจึงยังไม่มา ผมคอยอยู่ที่บ้านนาน เห็นเขาไม่กลับก็เลยต้องมาก่อน”

อนงค์นึก “ขวาง” ในใจ อดหัวเราะไม่ได้ พร้อมกันนั้นให้นึกอยากหันกลับไปค้อนผู้พูดสัก ๔ ครั้ง แต่เท้าของหล่อนได้พาตัวหล่อนพ่นประตูมาเสียแล้ว

ประมาณ ๒ นาทีต่อมา คนใช้คนหนึ่งก็เข้ามากระซิบกับสมพงศ์ว่า “คุณผู้หญิงให้เชิญไปในห้องกินข้าวสักประเดี๋ยว”

“เราจะต้องนั่งโต๊ะ ๑๓ คน !” อนงค์บอกทันทีที่เห็นหน้าสมพงศ์

“เอ๊ะ ไม่ได้การซี” สมพงศ์ร้อง “พี่เองน่ะไม่ถือหรอก แต่กลัวคนอื่นเขาจะถือ”

​“อนงค์ก็ไม่ถือเหมือนกัน อนงค์ไม่ใช่ฝรั่ง แต่เกรงว่า แขกบางคนจะคิดเอาว่าเราโง่ไม่รู้จักอะไรเสียเลย”

เอาตาประสิทธิ์ออกเสียคนหนึ่งก็แล้วกัน พี่จะให้เงินแกไปกินข้าวที่ราชวงศ์”

อนงค์สั่นศีรษะแล้วตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

“น้องไม่ยอมเป็นอันขาด”

“ทำไม?” สมพงศ์ถามน้ำเสียงแสดงความไม่พอใจเล็กน้อย

หญิงสาวสั่นศีรษะอีก

“น้องเป็นคนอ้อนวอนให้เธออยู่ในคืนวันนี้ ครั้นถึงเวลาเข้าจะไล่เธอไปเสีย ดูเป็นการไม่ไว้หน้าเธอเสียเลย”

“ทำไมจะไม่ไว้” สมพงศ์ตอบ น้ำเสียงกลับเป็นปกติดังเก่า “เราขอให้แกช่วยกู้หน้าเราต่างหาก หรือที่ถูกกู้หน้าหลวงอรรถคดี ฯ ถ้าพี่ไม่ติดขัดในข้อที่เป็นเจ้าของตาขรัวนั่นในคืนนี้แล้ว พี่ก็จะหายหน้าไปเสียเองแต่นี่พี่ก็ทำเช่นนั้นไม่ได้เสียด้วย”

อนงค์ขมวดคิ้วด้วยความยุ่งใจ “บ้า !” หล่อนบ่น “บ้าที่สุด เกิดมาไม่เคยเห็นใครบ้าเท่า คนผีอะไรมิรู้เขาเชิญวันอาทิตย์ ทะเล้นมาวันเสาร์ !”

“เอาอย่างนี้เถอะน้อง” สมพงศ์พูดเมื่อได้คิดอยู่จนเห็นช่อง “เราตั้งเก้าอี้ ๑๔ ตัว ต่างว่าเรากะคนกินข้าวไว้ ๑๔ คน คนที่ ๑๔ คือตาชัด หลวงอรรถคดี ฯ พูดแหวกช่องไว้ให้เราแล้ว เมื่อตาชัดไม่มา เราคอยไม่ไหวก็ต้องนั่งกินเพียง ๑๓ คน”

“อ้อดี ! ตกลงชัดต้องรับบาป เพราะมีพี่ชายเที่ยวทำ ๕ แต้มใหญ่ถนัด น้องชายเลยดูเหมือนคนเหลวไหลและไม่มีกิริยา”

“ข้อนั้นพี่รับรอง พี่จะบอกกับคนอื่น ๆ ว่าชัดไม่ได้รับเป็นแน่ว่าจะมาและรู้ตัวอยู่ว่ามีธุระ”

พูดกันเป็นที่ตกลงแล้ว อนงค์จึงออกคำสั่งให้คนใช้เพิ่มที่รับประทานอาหารที่โต๊ะอีก ๒ ที่ แล้ว ๒ พี่น้องก็กลับเข้าในห้องรับแขกตามเดิม

ครั้นได้เวลาสมควรแล้ว อนงค์ก็กล่าวคำเชิญอาคันตุกะให้ไปรับประทานอาหาร สมพงศ์ตั้งใจรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับน้อง ฉวยโอกาสพูดกับหลวงอรรถคดี ฯ ด้วยเสียงค่อนข้างดังว่า

“โธ่ตาชัดมาไม่ได้จริง ๆ แหละ แกบอกกับผมแล้วว่าคืนนี้เป็นคืนไม่สะดวกสำหรับแก “แต่ถ้ามาได้จะพยายามมา”

อนงค์เข้าไปยืนอยู่ยังที่ คือ ตรงหัวโต๊ะ แสวงชี้ให้นายสงัดถือเอาที่เบื้องซ้ายอนงค์ จำลองพานายอุดมมาทางมุมขวาแห่งโต๊ะ อนงค์หันไปยิ้มรับเขาแต่พองาม

ปลายโต๊ะที่สุด ตรงหน้าอนงค์ สมพงศ์เป็นผู้นั่งมีนางสาวสมจิตต์อยู่ทางเบื้องขวา และนางนงลักษณ์อยู่ทางเบื้องซ้าย นายจำรัสนั่งเก้าอี้ต่อนงลักษณ์ตามที่เจ้าของบ้านชี้ให้ เพราะเหตุว่านงลักษณ์กับจำรัสนั้นเป็นคู่หมั้นกัน

แขกของนายจำลองทั้ง ๖ คน ล้วนแต่เป็นบุคคลที่จำลองได้สรรมาแล้ว ว่าดีพอแก่การที่น้องหญิงคนเดียวของเขาจะคบหาด้วยได้ ส่วนนายสงัดนั้นก็เป็นชายหนุ่มที่จัดว่าเป็นพหูสูต คือผู้ได้ฟังและได้เห็นมาก ดังนั้นเมื่อสรุปความแล้วก็กล่าวได้ว่าทั้ง ๗ คน ต่างฝ่ายต่างไม่แพ้เชิงกันในเชิงไว้จังหวะคำพูดและกิริยาพอเหมาะสมแก่จรรยาแห่งความสมาคม ในส่วนเจ้าของบ้านเล่า เว้นเสียแต่ประสิทธิ์ซึ่งใคร ๆ ก็ต้องเห็นว่าเขามีอะไรบางอย่างที่ผิดแผกจากคนทั่วไปแล้ว ต่างคนต่างตั้งใจระวังตัวมิให้ได้ชื่อว่าดีน้อยกว่ากันและกัน จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่เขาทั้ง ๓ รวมทั้งอนงค์ จะเป็นเจ้าของบ้านที่มีมารยาทอันผู้เป็นแขกจะหาตำหนิมิได้เลย

จำเพาะประสิทธิ์ได้นั่งอันติดกับวิชัยนั่ง ทำให้หนุ่มน้อยผู้นี้เบาใจในการที่จะต้องไม่ประหม่าอยู่ตลอดเวลา เพราะจะต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้า ฝ่ายวิชัยนั้นในขณะแรกที่เห็นประสิทธิ์อยู่เคียงกับตน ก็หันมายิ้มด้วย​อย่างปรานีดังเช่นเมื่อคราวแรกพบ และได้ชักชวนให้ประสิทธิ์พูดคุยเกือบจะว่ามิขาดปากได้

การสนทนาในระหว่างบุคคลที่กล่าวมาแล้ว โดยมากเป็นเรื่องกว้าง เกี่ยวกับความเป็นไปของโลกมากกว่าความจำเป็นไปจำเพาะบุคคล และถ้าแม้ว่าจะกล่าวถึงบุคคลใดโดยเฉพาะ บุคคลนั่นย่อมมีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์สากลหรือพงศาวดารแห่งชาติใดชาติหนึ่ง พระนางอลิซาเบธแห่งประเทศอังกฤษ พระรามาธิบดีแห่งสยาม พระนเรศวร ฯลฯ

สังเกตตามข้อความแห่งการสนทนา อนงค์เห็นว่าในเชิงความจำอุดมเป็นคนเยี่ยมกว่าคนทั้งหมดที่อยู่กับเขาในเวลานั้น เรื่องที่เขาคุยและเล่ามิใช่เรื่องที่จะหาได้จากตำรา เป็นเรื่องเกร็ดเล็กน้อยเกินกว่าที่ปราชญ์เจ้าของตำราจะเขียนไว้ หากจะหาได้จากจดหมายเหตุสั้น ๆ บ้าง เรื่องชวนขันบ้าง เรื่องที่เล่าสืบกันมาบ้าง ดังนั้นคำพูดของอุดมที่ดังขึ้นจึงไม่สูญเปล่า ย่อมมีผู้รับซักต่อ และหัวเราะด้วยความขัน ถึงเช่นนั้นก็ดี ใช่อุดมจะเพลินอยู่แต่กับการที่ถูกคนทั่วไปเอาใจใส่เท่านั้นก็หาไม่ เขาย่อมหยุดเล่าเสียบ้างเพื่อหันมาพะเน้าพะนอเจ้าของบ้านสาว และคำพูดคำใดคำหนึ่งที่เขาจงใจพูดสำหรับหล่อนโดยเฉพาะบ่อยที่สุด

เมื่อได้นั่งอยู่ด้วยกันในระยะเพียงแค่เอื้อมแขนอนงค์จึงมิได้ละโอกาสในการที่จะลอบพิศดูหน้านาย ก. ของหล่อนอย่างถี่ถ้วน เมื่อดูผาดอุดมเป็นคนที่จัดว่าสวยเพราะเขาเป็นคนผิวขาว และท่าทางของเขาชูตัวเขาอยู่มาก แต่เมื่อดูพิศ อนงค์สังเกตเห็นว่าตาทั้ง ๒ ข้างของเขานั้นอยู่ห่างกันเกินสมควรไปหน่อย และริมฝีปากค่อนข้างหนาจนทำให้หน้าเขาเสียไปในเวลาที่เขาหยุดยิ้ม พิศดูอุดมแล้ว ใจอนงค์คิดถึงชัด เพราะเขาทั้ง ๒ มีเค้าหน้าและท่าทางคล้ายๆ กัน น่าจะลองคิดดูว่าใครสวยกว่ากัน ตาและปากของชัดดีกว่าของอุดม แต่ชัดมีหน้าผากแคบมาก ซึ่งอนงค์เคยติในใจบ่อย ๆ เพราะมันทำให้เห็น ลักษณะในวงหน้าชัดหย่อนความเหมาะเจาะ​ที่จะเป็นหน้าของบุรุษผู้เข้มแข็ง นึกถึงชัดแล้ว จึงนึกเลยไปถึงพี่ชายของชัด ซึ่งนั่งอยู่ห่างจากอนงค์ไม่กี่มากน้อย แต่ได้ถูกอนงค์ลืมเสียสนิท อาการยิ้มด้วยนึกขำแกมสมเพชปรากฏขึ้นบนริมฝีปากอนงค์ เมื่อนึกถึงว่าเขาผู้นั้นเป็นแขกซึ่งไม่มีใครคอยในค่ำวันนี้ แต่ก็เข้ามานั่งอยู่ร่วมกับแขกที่เจ้าของบ้านเขาเลือกแล้วอย่างหน้าตาเฉย พิศดูหน้าเขาที่เงยขึ้นฟังอุดมพูด ดูหน้าช่างซื่อไม่มีเหลี่ยมไม่มีคม ดูช่วงตาที่หล่อนเพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรกเพราะค่ำวันนี้เขามิได้สวมแว่นตาดำ ช่วงตาก็เหมาะกับส่วนหน้าไม่ทำให้เลวลงกว่าเมื่อแว่นปกปิดอยู่ ดูอาการที่หัวเราะ เขาหัวเราะเหมือนทารกที่ผู้ใหญ่ล่อด้วยอาการตบมือหรือทำหน้าตลกแต่เพียงเล็กน้อย จนทำให้น่านึกว่าเขาอาจหัวเราะได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะได้ฟังข้อขำหรือข้อที่ไม่คมคายเลยแม้แต่สักนิดเดียว ดูแล้วอนงค์ก็รวมความเห็นทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขาลงไว้ในความคิดว่า “อย่างนี้ก็เป็นลูกกะโล่สำหรับชัดเท่านั้นเอง !” นึกเลยไปถึงคำพูดของสมพงศ์ ที่กล่าวว่าจะเชิญแขกผู้นี้มาเลี้ยงอาหารเพื่อสอบจรรยา อนงค์รู้สึกว่าพี่ชายของหล่อนนั้นให้ความยกย่องหลวงอรรถคดี ฯ น้อยเกินไป เพราะเมื่อได้พิศดูท่วงทีที่บุรุษผู้นั้นนั่งลงรับประทานอาหาร ก็เห็นได้ชัดว่าเรียบร้อยได้เองทุกอิริยาบถ โดยที่เขาไม่ต้องใช้ความระวังสักนิดเดียว !

เมื่อเวลาล่วงไปครึ่งชั่วโมงแรก การสนทนาแปรรูปจากการเล่าและการฟังมาเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็น ครั้นเมื่อมีการออกความเห็นก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีการคัดค้าน ด้วยว่าแม้มนุษย์เพียง ๒ คน ยังน้อยครั้งที่มีความเห็นตรงกัน มากคนมากความเห็นหรือความเห็นจะตรงกันได้หมด อนงค์จึงต้องตั้งต้นใช้ความสังเกตใหม่

คราวนี้ บุคคลที่มีคำพูดอันทำให้ใคร ๆ ต้องฟัง แม้จะเอาใจใส่หรือไม่ก็ตาม คือนายเติมกับนายสงัด นายเติมเป็นคนรักเหลี่ยมคู ไม่ชอบรู้สึกว่าตนพลั้งพลาดแม้ในการกระทำหรือการพูด แต่เขาเป็นคนมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ดังนั้นจึงชอบออกความเห็นบ่อย ๆ ด้วยแน่ใจว่าต้องถูกเป็นแท้ ​มิควรที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะคัดค้าน ส่วนนายสงัดเป็นคนตรง เมื่อจะออกความเห็นก็ออกมาตรง ๆ ไม่ยักเยื้อง ครั้นถึงคราวที่ด้านความเห็นของคนอื่นเล่าก็ค้านตรง ๆ อีกโดยไม่กลัวโกรธ บุคคล ๒ ชนิดพบกันเข้าเช่นนี้ มิหนำเขาต่างฝ่ายต่างมองดูกันอย่างคู่แข่งชิงนางด้วยกันด้วย มีการโต้เถียงกันอย่างแข็งขัน ยังความสนุกเพลิดเพลินให้แก่ผู้ฟังบางครั้ง และก่อให้เกิดความรำคาญหูเป็นบางคราว

ด้วยความพิศวงเล็กน้อย เพราะหล่อนเองไม่รู้สึกสนุกนักในการฟังบุรุษ ๒ นายขึ้นเสียงต่อกัน อนงค์เห็นสีหน้าวิชัยแสดงความเอาใจใส่ต่อคารมของนายเติม และนายสงัดเป็นอย่างมาก เมื่อนายเติมพูดเขาหันไปดูนายเติม ครั้นสงัดตอบก็หันมาดูสงัด ดูแล้วฟังแล้วก็อมยิ้ม ครั้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอึกอักท่วงทีเหมือนจะจนแต้ม วิชัยก็กระตุ้นเตือนด้วยการหนุนและแนะทาง ตอนใดคนกลางกำลังสนุก วิชัยสนุกเท่ากับเขาเหล่านั้น ครั้นถึงตอนที่เขาพากันนิ่วหน้ารำคาญหู วิชัยกลับสนุกมากกว่าเดิม ยิ่งพูดกันนานเรื่องยิ่งมาก คนกลางก็น้อยลง ด้วยต่างคนต่างเข้าหนุนท้ายฝ่ายมีความเห็นใกล้เคียงความเห็นของตน การโต้แย้งก็แรงขึ้น ผู้ใดมีความบังคับตัวอ่อนกว่าอีกผู้หนึ่ง ก็บังเกิดการถอนฉิวอันเป็นทางให้แสดงความคิดเห็นวิปลาสนอกลู่ทางไป วิชัยกลับหัวเราะแทนที่จะขัดคออย่างเขาอื่น กล่าวมาเถิด ไม่ว่าความเห็นชนิดใดผิดหรือถูกวิชัยเงี่ยหูคอยฟังทั้งนั้น ดูเหมือนว่ายิ่งผิดมาก วิชัยยิ่งสนุกมาก จนเมื่อผู้ฟังมิได้เว้นคนลงเนื้อเห็นพ้องกันว่า อุตริมนุษย์ธรรมแล้ว วิชัยก็ยังหัวเราะอย่างแสนที่จะขันอยู่นั่นเอง

ตลอดเวลาแห่งการโต้วาทีรอบโต๊ะนี้ คราวใดที่มองไปเห็นหน้าหลวงอรรถคดี ฯ อนงค์อดถามตัวเองไม่ได้ว่า “ตานั้นแกขันอะไรของแก” ครั้นเขาหัวเราะในเมื่อคนอื่นนิ่วหน้า หล่อนก็ถามอีกว่า “นั่นแกไม่รู้หรือวาความเห็นเช่นนั้นแม้เด็กอมมือก็รู้ว่ามันผิด แกโง่เกินไปหรือว่าแกมีความเห็นตรงกับข้อที่แกได้ฟัง อ้อ หรือแกไม่รู้จะทำอะไรดีกว่าหัวเราะ” หวนนึกถึงวันแรกพบ “แกก็ลาตัวหนึ่งเราดีๆ นี่เอง เอาเถอะถึงอย่างไรก็ดูดีกว่าวันก่อนมาก-” แต่เมื่อเวลาล่วงไปนานเข้า ความคิดชนิดหนึ่งสะกิดใจอนงค์ ทำให้หล่อนต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า “ตานี่แกลาจริง หรือเป็นเสือแกล้งทำเป็นลา?”

การแสดงความเห็นยุติลง เมื่อถึงเวลาลุกจากโต๊ะอาหาร ประสิทธิ์มีสีหน้าแดงกำด้วยฤทธิ์น้ำเมา ร่างกายโงนเงนดังจะทรงตัวไม่อยู่ดังนั้น เมื่อยกก้นขึ้นพ้นเก้าอี้แล้ว เขาก็คว้าแขนวิชัยไว้โดยแรง และใส่น้ำหนักลงบนแขนที่ยอมเป็นหลักให้เขาโดยเต็มกำลัง เบิกนัยน์ตาอันปรือขึ้นมองดูหน้าวิชัยและพูดว่า

“ฮี่ ฮี่ ร้อน-ไหม-คุณ-ฮี่-หลวง? ผม ฮี่ ฮี่ ฮี่ จัง !”

อนงค์ทอดสายตามองดูหน้าวิชัยโดยเร็ว เตรียมพร้อมที่จะตั้งวงค้อน เพราะคาดล่วงหน้าว่าวิชัยจะหัวเราะ แต่คุณหลวงผู้พิพากษาหาทำดังหล่อนคาดไม่ ก้มลงดูหน้าที่อยู่ต่ำเพียงระดับบ่าของเขา แล้วตอบเรียบ ๆ ว่า

“คุณควรจะไปอาบน้ำเสียเดี๋ยวนี้ แล้วคุณจะสบายขึ้นมาก”

“อาบ-น้ำ !” ประสิทธิ์ทวนคำ ตัวเซไปมา “ฮี่ ฮี่ ไม่ ฮี่ ร้อนสักนิด ฮี่ ๆ”

วิชัยไม่ตอบ ใช้แขนหนีบแขนประสิทธิ์แน่นขึ้นกว่าเดิม แล้วพาเขาไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งตรงใต้พัดลม

อุดมกับอนงค์เดินอยู่เคียงกัน หญิงสาวถามชายหนุ่มว่า

“คุณคุ้นเคยกับหลวงอรรถคดี ฯ มากหรือคะ?”

เขานิ่งคิดก่อนแล้วจึงตอบ

จะว่าคุ้นเคยหรือไม่ก็ยากที่จะว่า เพราะผมได้วิสาสะกับแกอยู่เพียง ๓-๔ วันเท่านั้น เมื่อคราวผมไปดูบ่อพลอยที่จันทบุรี แต่ผมบอกได้ว่าผมชอบแกมาก”

“เป็นคนอย่างไรคะ?” หล่อนถาม จับตาดูวิชัยผู้กำลังหยิบบุหรี่จาก​หีบเงินที่คนใช้นำไปส่งให้

“เป็นคนมีชื่อว่าใจคอกว้างที่สุด ไม่เอาเปรียบเพื่อนเลย”

“ข้อนี้เห็นจะแน่ เพราะแกฉลาดน้อยเกินไปที่จะหาทางเอาเปรียบใคร” อนงค์คิด ยังไม่ถอนสายตาจากเป้าเดิม ดังนั้นหล่อนจึงได้เห็นเขารับไม้ขีดไฟจากมือคนใช้มาจุดบุหรี่ แล้วก็เก็บกลักไม้ขีดใส่กระเป๋าเสื้อนอกของตัวเสียแทนที่จะส่งคืน

“เท่าที่ผมได้พบกับแก” อุดมบรรยายต่อไป “รู้สึกว่าข่าวที่ผมได้ฟังแล้วไม่เกินความจริง นอกจากนั้นหลวงอรรถ ฯ ยังเป็นคนสนุกที่สุด หัวเราะเก่งที่สุดและทำให้ใคร ๆ หัวเราะก็เก่ง”

“ยังงั้นหรือคะ?” หญิงสาวถามอย่างไม่สู้เชื่อ “แต่ตลอดเวลาที่เราคุยกันเมื่อตะกี้ ดิฉันเห็นแต่แกหัวเราะคนอื่น ไม่เห็นแกพูดให้คนอื่นได้หัวเราะแกบ้างเลย อย่างนี้เรียกว่าเอาเปรียบได้ไหมคะ?”

อุดมหัวเราะเบา ๆ และตอบว่า

“ขอแก้ให้เป็นแต่เพียงได้เปรียบ อย่าว่าเอาเปรียบเลย เพราะผมเชื่อว่าแกไม่ได้ตั้งใจ การที่แกไม่ได้แสดงอะไร ๆ ของแกให้เราหัวเราะคงจะเป็นที่แกเห็นว่ายังไม่ถึงคราวจำเป็น เพราะคนอื่นได้แสดงอยู่แล้ว”

“ดิฉันเพิ่งได้รู้จักกับหลวงอรรถคดี ฯ เป็นครั้งแรก” อนงค์พูดเพื่ออธิบายการซักถามของหล่อน “และดิฉันชอบเรียนรู้นิสัยของคนที่ดิฉันแรกรู้จักเสียก่อนที่จะสนิทสนมกัน”

“หวังว่าจะไม่เป็นการยากแก่คุณ ในการที่จะเรียนนิสัยผม” อุดมพูด นัยน์ตาจับตาหล่อนอย่างมีความหมาย “ถ้าคุณไม่รังเกียจ ผมจะเปิดโอกาสให้คุณได้เรียนบ่อยเท่าที่คุณต้องการ”

หล่อนยิ้มให้เขาอย่างงาม แล้วพาเขาเดินเฉียดมาทางประสิทธิ์นั่งอยู่ วิชัยลุกขึ้นจากที่นั่งเมื่อหล่อนหยุดยืนพูดกับพี่ชาย และเลื่อนเก้าอี้ในทีเชิญ

“นั่งเถอะค่ะ” หญิงสาวกล่าวตอบกิริยาของเขา “ดิฉันดีใจที่ได้ยืนเสีย​หน่อยเพราะนั่งมานานแล้ว”

“คุณหลวงฮี่ กำลังฮี่ ให้ฮี่ พี่ฟัง” ประสิทธิ์พูดขึ้นคว้ามือวิชัยแต่คว้าพลาดไปถูกบุหรี่วิชัยถืออยู่โดยแรง ถึงกับเปลวไฟร่วงกระจาย จึงสะบัดมือที่ถูกความร้อนร่อนอยู่ อนงค์ดุแกมหัวเราะว่า

“อะไรก็ไม่รู้ พี่ประสิทธิ์ ! มือไม้พองหมด พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง คุณหลวงกำลังฮี่ ใครจะเข้าใจ”

“ฉันกำลังพยายามจะชี้แจงให้คุณประสิทธิ์ เชื่อว่าตัวเขากำลังไม่สบาย ต้องการถูกน้ำเย็นมาก ๆ” วิชัยบอก

“จริงของคุณหลวงค่ะ” อนงค์กล่าว ซ่อนความพิศวงในข้อที่หลวงอรรถ ฯ พูดกับหล่อนได้อย่างฉาดฉานไว้ในใจ “พี่ประสิทธิ์ไปนอนเสียเถอะค่ะ เดี๋ยวหลับอยู่ที่นี่เอง”

“ไม่สบายเป็นอะไร?”

“เปล่า ผม ฮี่ ฮี่ เปล่า ฮี่ ไป น้อง ไป พี่ จะ ฮี่ ฮี่ กับ ฮี่ หลวง”

อนงค์นั่งลงบนเก้าอี้ แล้วพูดกับบุรุษ ๓ นายที่ยืนอยู่ว่า

“โปรดเลื่อนเก้าอี้มานั่งที่นี่เถอะค่ะ ดิฉันจะอยู่กับคุณหลวงด้วย คุยกับพี่ประสิทธิ์เห็นจะไม่เพลิดเพลินนักหรอก”

ชายหนุ่มทั้งสองทำตามที่หล่อนบอก เมื่อได้นั่งลงแล้ว นายคนใช้ผู้มีความรอบคอบก็ได้ยกบุหรี่มาถือส่งให้อุดมตรงหน้า ก่อนที่จะหยิบบุหรี่ อุดมถามอนงค์ว่า

“คุณไม่รังเกียจหรือ?”

“ดิฉันชอบกลิ่นบุหรี่” หญิงสาวตอบ

อุดมหยิบบุหรี่พลางถามวิชัย

“บ้านคุณหลวงอยู่ที่ไหนครับ ผมอยากรู้จัก จะได้ไปหา”

“อยู่ที่ถนนกรุงเกษม เป็นเรือนไม้ หน้าบ้านมีต้นแคเป็นแถวข้างบ้านทางทิศตะวันตกเป็นตึกใหญ่ ทิศตะวันออกมีบ้านกำลังปลูกใหม่ อ้อ !-” หันมาทางอนงค์ “ดูเหมือนคุณสมพงศ์บอกฉันว่า บ้านนั้นเป็นบ้านของคุณอาของคุณ”

“ถูกแล้วค่ะ” อนงค์รับ

“ถ้าคุณอยากจะไปบ้านผม” วิชัยพูดกับอุดมต่อไป “เพื่อไม่ให้ลำบากแก่คุณ ในการต้องเทียวหา บอกกำหนดให้ผมทราบแล้วผมจะไปรับคุณเอง”

พูดแล้ววิชัยก็จุดบุหรี่ที่ตนถืออยู่ ด้วยไม้ขีดไฟที่คนใช้ส่งให้

“คุณจะไปรับผมที่ไหน? หรือคุณรู้จักบ้านผมแล้ว?” อุดมถามด้วยน้ำเสียงแสดงความประหลาดใจ

“รู้จัก” วิชัยรับพลางยิ้ม ทิ้งกลักไม้ขีดไฟลงในกระเป๋าดังแกร็ก ทำให้อนงค์ถึงกับต้องกัดริมฝีปากเพื่อกลั้นยิ้ม เพราะเห็นสีหน้าคนใช้ของหล่อนมีอาการตื่นและไม่รู้ที่จะจัดการอย่างไร ส่วนเขาพูดเรื่อยต่อไปว่า “ผมรู้จักเมื่อคราวมากรุงเทพ ฯ ก่อนที่จะไปสงขลา เพื่อนคนหนึ่งชี้ให้ดู”

“พิโธ่ ! น่าเสียดายจริง การโยกย้ายของคุณหลวงทำให้เราไม่ได้ติดต่อกัน นี่หากเคราะห์ดี เผอิญมาได้พบกันคืนนี้”

ต่อจากนั้นอุดมก็เป็นผู้นำการสนทนาเรื่อยไป อาศัยความใคร่ต่อการเรียนอัธยาศัยอันแท้จริงของผู้ที่หล่อนรู้จัก แม้โดยเผินหรือใกล้ชิดเฉพาะคืนวันนี้ อัธยาศัยของวิชัยและอุดมเป็นปัญหาที่อนงค์กำลังต้องการเรียน ดังนั้นหล่อนจึงนิ่งฟังเขาทั้ง ๒ พูดกันอย่างตั้งใจ อุดมสรรเสริญหลวงอรรถ ฯ เพื่อรักษาชื่อในเชิงสุภาพและปากหวานหรือสรรเสริญด้วยใจจริงเพราะเป็นความจริง? ข้อนี้อนงค์สงสัย นอกจากนี้แล้วยังมีเรื่องเกี่ยวแก่ความสนุก หล่อนอยากเฝ้าดูให้ถึงที่สุดว่า เมื่อหลวงอรรถคดี ฯ ออกจากบ้านหล่อน เขาจะมีไม้ขีดไฟติดตัวไปด้วยสักกี่กลัก


Title: Re: นวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย (๑๑-๒๐) - ดอกไม้สด (หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์)
Post by: ppsan on 19 May 2022, 20:06:47

๑๓

เอ๊ะ คุณหลวง ! มารับผมหรือมาตาม? ผมเข้าใจว่าวันนี้ผมไม่ช้านี่นา เพิ่ง ๗ นาฬิกากับ ๑๕ นาทีเท่านั้นเอง”

หลวงหาญผจญศึกตบบ่าหลวงรณชิต ผู้ซึ่งยืนเคียงอยู่กับเขาที่หน้าประตูบ้านพระศรีวิชัยบริรักษ์ แล้วพูดว่า

“ฟังซีเพื่อน ฟังคุณหลวงอรรถ ฯ ท่านว่า ท่านบอกว่าท่านไม่ช้า!”

“เอ! ผมจำได้แน่ว่าคุณหลวงนัดผมไปที่เหลาเวลา ๑๓.๒๐ นาฬิกานี่นา หรือนาฬิกาผมหยุด?” พูดแล้ววิชัยยกนาฬิกาข้อมือขึ้นแนบกับๆ หู

“แกกำลังจะไปไหน?” หลวงศักดิ์รณชิตถาม

“ก็ไปที่เง็กฮวยเหลาน่ะซิ”

“แกจะไปหาเตี่ยแกหรือ? ไอ้....่า....มนุษย์พรรค์นี้ก็มีอยู่ในโลกด้วย !”

วิชัยมีอาการงงอย่างมืดแปดด้าน ลงจากรถพลางถามว่า

“ผมจำชื่อเหลาผิดไปหรือ แต่ว่าชื่อไม่สำคัญอะไรนี่นา คุณหลวงนัด​ให้ไปที่เหลาที่เราไปกินเลี้ยงคราวศักดิ์เขาเชิญ ถูกไหมล่ะครับ”

“ถูก !” หลวงหาญ ฯ เน้นเสียงรับ

วิชัยหันกลับมาทางหลวงศักดิ์ ฯ

“แล้วยังไง?” เขาถาม “กันไปหาเตี่ย แกก็ไปหาก๋งซีนะ !”

“หนอยแน่ ! ยังจะมาต่อล้อต่อเถียง ชาตินี้เอาหินผูกคอไปถ่วงเสียละดีละ”

“อุบ๊ะ ! นี่มันยังไงกัน !” วิชัยบ่น *คุณหลวงอธิบายสักหน่อยเถิด”

“หลวงหาญ ฯ เขาเชิญวันอะไร?”

“วันที่ ๑๑ เวลา ๗.๓๐ นาฬิกา”

“แล้ววันนี้วันที่เท่าไหร่?”

“ก็วันที่ ๑๑ น่าซี”

“ไอ้บ้า !”

“ผิดอีก? วันที่ก็ผิด?” วิชัยถามทำเสียงละห้อย

“วันที่ ๑๒” หลวงหาญ ฯ บอก

“อั๊วไม่เข้าใจเลยละว่า ไอ้หมอนี่เป็นผู้พิพากษาอยู่ได้อย่างไรตั้ง ๑๕-๑๖ ปี” หลวงศักดิ์ ฯ ว่า “ไอ้....่า ! มันคงเอาคนใส่คุกเล่นเสียหลาย ๑๐ คนแล้วเพราะจำสำนวนความผิด”

“เมื่อคืนนี้คุณหลวงไปอยู่เสียที่ไหน?” หลวงหาญ ฯ ถาม “พวกเรารออยู่ที่เหลาจน ๒๐ นาฬิกา ไม่เห็นคุณหลวงไป หลวงศักดิ์ ฯ เอารถมาตามถึงที่นี่ คนใช้บอกว่าไม่อยู่ ออกจากบ้านไปตั้งแต่ทุ่มกว่า ๆ”

วิชัยส่ายหน้าพลางพูดอ่อย ๆ

“เสียใจเหลือเกินคุณหลวง ผมจำผิดไป เมื่อคืนผมไปรับประทานอาหารกับคน ๆ หนึ่งที่เขาเชิญไว้เหมือนกัน เมื่อวันที่เขามาเชิญก็ได้คิดแล้วแน่ใจว่าไม่ตรงกัน จึงได้รับปากกับเขา ผมยอมให้ลงโทษตามใจ จะปรับหรือจะจำก็แล้วแต่”

​“ปรับ !” หลวงหาญ ฯ ตอบแกมหัวเราะ “๑ โต๊ะ”

“กี่คน?” วิชัยถาม

“มาก ๆ แก เอาให้มาก ให้มันหมดเงินเดือน ๆ หนึ่งทีเดียว มันจะได้เข็ด”

เอาเท่าที่เขาเอากันเมื่อคืนนี้เท่านั้น” หลวงหาญ ฯ บอก

ได้ ! ด้วยความเต็มใจ เมื่อไรล่ะ นัดวันมาเถอะ”

นัดวันมาเถอะ แล้วพอถึงวันพ่อมหาจำเริญก็หายหัวไปเสีย แกจะต้องควักกระเป๋าของแกออกใช้ค่ากับข้าว หลวงหาญ ฯ เอ๋ย !”

ไม่หายน่า ! ถ้าเหลวคราวนี้ผมยอมให้คนที่ได้เชิญทั้งหมดเตะคนละ ๓ ทีจนครบ”

“ดีละ อั๊วจะอาสาเตะเอง เอาให้ลุกไม่ขึ้นไปเดือนหนึ่งเทียว”

วิชัยหัวเราะแล้วว่า

“ไม่ได้สัญญาว่าให้ใส่เกือกเตะนะ ตีนเปล่าเห็นจะพอทน ว่าแต่แกกับคุณหลวงจะไปไหนต่อกันอีกไหม ให้กันพาไปเลี้ยงเสียคืนวันนี้ก่อนเป็นอย่างไร?”

“ผมกินมาเสียแล้ว” หลวงหาญ ฯ บอก

“อั๊วก็เหมือนกัน”

“แล้วกัน ! เสียดายจริง ยังงั้นก็เข้าไปคุยกันในบ้านก่อน ไม่มีธุระอะไรไม่ใช่หรือ?”

“ธุระน่ะไม่มีหรอก---” หลวงศักดิ์ ฯ ตอบ “....แต่ว่า--แม่ยายอั๊วอยู่ไหม?”

“ไม่อยู่ ไปตั้งแต่บ่าย กว่าจะกลับเห็นจะดึกหรือบางทีอาจจะกลับพรุ่งนี้ก็ได้”

“ไปจั่วแล้วละซีท่า? บ้านยายมะยม?--ยังงั้นเราเข้าไปคุยกับเขาในบ้านเถอะ หรือแกว่ายังไง?”

​“หลวงหาญ ฯ ไม่คัดค้าน วิชัยจึงเปิดประตูให้นายทหารทั้ง ๒ เข้ามาในบ้าน

เมื่อได้เชิญให้ผู้เป็นแขกนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เจ้าของบ้านก็กล่าวคำขออภัย แล้วก็เดินเข้าไปทางในเรือน สักครู่หนึ่งจึงกลับมาพร้อมด้วยขวดวิสกี้ ๑ ขวด โชดา ๑ ขวดและถ้วยแก้ว ๓ ใบ วางวัตถุที่กล่าวลงบนโต๊ะพลางว่า

“ขอเชิญท่านทั้ง ๒ ดื่มไปพลางพูดไปพลาง และดูปากข้าพเจ้าไปพลาง เพราะกระเพาะอาหารของข้าพเจ้าว่างมาหลายชั่วโมงแล้ว”

ในระหว่างที่วิชัย บรรเทาความหิวของตนเองด้วยกับข้าวกับไข่พะโล้และกุนเชียง เขามิได้สำนึกว่า ที่ในบ้านอีกบ้านหนึ่งมีอาหารอันประณีตจัดไว้พร้อมเพื่อคอยท่าเขา และเจ้าของบ้านนั้นกำลังครุ่นคิดถึงเขาด้วยความสนุกแกมสงสัย สนุกเพราะใคร่เห็นว่าเขาจะวางสีหน้าเป็นอย่างไร ในเมื่อจะได้ก้าวเท้าเข้าไปในที่ซึ่งเมื่อ ๒๔ ชั่วโมงที่แล้วมานี้เอง เขาได้แสดงความเผลอเรอไว้อย่างใหญ่ถนัด และสงสัยเพราะเกรงว่าเขาจะไม่มาให้ผู้คอยดูได้ดูเขาสมหมาย

อนงค์กลับจากดูเทนนิสชิงถ้วยก่อน ๑๙ นาฬิกาเล็กน้อย รีบแต่งตัวใหม่โดยด่วน และใช้ความพิถีพิถันแต่พอสมควร ดังนั้นจึงแต่งตัวเสร็จในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แวะเข้าในห้องรับประทานอาหาร ตรวจดูเห็นทุก ๆ สิ่งเหมาะเจาะเรียบร้อยตามที่ได้สั่งไว้แล้ว ก็เข้าในห้องรับแขกเปิดหีบเพลงเล่นเพื่อฆ่าเวลา

คอยอยู่ไม่นานเท่าไหร่ นายร้อยตรีชัดก็มาถึง

“อ้อมาแล้ว !” แม่สาวเจ้าของบ้านทัก ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ยื่นมือทั้ง ๒ ข้างให้ผู้เป็นแขกพร้อมกับยิ้มอย่างสดใส ชัดจับมือหล่อนจรดริมฝีปาก

แล้วทั้งสองก็นั่งลงด้วยกันบนเก้าอี้คู่ตัวหนึ่ง

ในเวลาเดียวกันนั้น นายจำลองเดินเข้ามาในห้องมือถือหนังสือพิมพ์​แล้วก็ทักชัดว่า

“ฮัลโหลชัด !” หนังสือพิมพ์กางอยู่ต่ำกว่าระดับตาเพียงเล็กน้อย

“ฮัลโหล จำลอง !”

ผู้ทักก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ที่ตรงมุมห้อง ไกลที่สุดจากที่ ๆ ผู้เป็นแขกนั่งอยู่

“พี่ใหญ่ของชัดทำไมถึงไม่มาพร้อมกับชัดล่ะคะ?” อนงค์ถาม

“วันนี้ไม่ได้พบกับพี่ใหญ่เลย” ชัดตอบพร้อมกับหัวเราะ “ชัดตื่นขึ้นพี่ใหญ่ออกจากบ้านไปแล้ว แล้วชัดออกจากบ้านก่อนเที่ยงนิดหน่อยและไม่ได้กลับไปอีก”

“จะมาหรือ” อนงค์ปรารภเบา ๆ แต่ไม่เบาจนถึงกับชัดไม่ได้ยิน เขาจึงตอบว่า

“มาซี สมพงศ์บอกชัดว่าพี่ใหญ่รับเชิญแล้ว”

“สมพงศ์ทำไม?” เจ้าของชื่อผู้ซึ่งเข้าประตูมาพอดีถามขึ้น แล้วเดินเข้ามาใกล้หนุ่มสาวทั้งสอง

“พี่ใหญ่รับกับคุณว่าจะมาไม่ใช่หรือ?”

“พี่ใหญ่รึ?” สมพงศ์ทวนคำถามแล้วหัวเราะอย่างขบขันที่สุด “คุณยังไม่ได้พบกับเขาเลยหรือตั้งแต่เมื่อคืนนี้?”

ชัดเกือบจะตอบตามความจริงว่า “ได้พบกันครั้งสุดท้ายเมื่อตอนบ่ายวันศุกร์” แล้วกลับได้คิดว่าไม่จำเป็น จึงตอบแต่เพียงสั้น ๆ ว่า “ยังไม่ได้พบ” สมพงศ์นั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วพูดกับน้อง

“ถ้ายังงั้นละก็ไม่มาแน่”

สีหน้าของอนงค์แสดงความไม่พอใจด้วยความผิดหวัง ครั้นแล้วก็ตอบอย่างรวดเร็ว

“ไม่ได้ละ พี่สมพงศ์ต้องไปตามตัวมาให้ได้ คืนนี้เป็นคืนของสองคนพี่น้องนี่คะ ขาดไปเสียหนึ่งก็ไม่ดีซี อนงค์จะหมด...ไม่รู้ละ อนงค์อยาก​ให้มา”

สมพงศ์เม้มริมฝีปาก แล้วเลิกคิ้ว แล้วนิ่งคิด แล้วยิ้ม แล้วหัวเราะ ในที่สุดก็ลุกออกไปจากห้องและอนงค์ได้ยินเสียงเขาสั่งคนใช้ให้ไปหยิบเสื้อนอก ในระหว่างนั้นชัดกำลังถามอนงค์ถึงความหมายแห่งใจความที่หล่อนกับสมพงศ์พูดกัน

“พี่ใหญ่ของชัดน่ะ แสนจะแปลกละ” อนงค์อธิบาย ดวงตาเป็นประกายด้วยความสนุกและขบขัน “แกรับเชิญค่ำวันนี้ แต่แกมาเสียตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว”

“โอ๋ นั่นเขานึกยังไงขึ้นมานะ?”

“ไม่นึกกระไรหมด พอโผล่มาถึงก็ขอโทษออกตัวว่ามาช้าไป เพราะพี่สมพงศ์ไม่ได้กำหนดเวลาให้ แล้วก็นั่งโต๊ะกับเราอย่างหน้าตาเฉย”

“บ๊า ! พี่ใหญ่นี่เปิ่นจัง แล้วไม่สังเกตเห็นเสียด้วยซีว่าเจ้าของบ้านเขาไม่ได้เตรียมตัวไว้รับรองเลย”

“ไม่มีทางที่จะสังเกตเห็นด้วย เพราะเมื่อคืนนี้เราก็เชิญแขกมาหลายคน พี่ใหญ่ของชัดก็คงนึกว่าตัวแกเป็นแขกคนหหนึ่งเท่านั้น”

“บ๊า ! ยิ่ง ๕ แต้มใหญ่ แขกเหล่านั้นเขาจะนึกยังไง”

“ไม่มีใครนึกว่ากระไรอีกแหละค่ะ เพราะต่างคนต่างไม่รู้ตัวว่าจะพบกับใครบ้าง”

“แล้วสมพี่ใหญ่ไม่รู้จักใครเลย !”

“ผิดอีก มีคนที่รู้จักและชมเชยพี่ใหญ่มาก ๆ อยู่ที่นี่คนหนึ่งคือคุณอุดม”

“อุดม พัฒนศักดิ์ ใช่ไหม?”

“ใช่ค่ะ คุณอุดมเป็นเพื่อนที่พี่จำลองรักมากคนหนึ่ง”

ชัดพยักหน้า แล้วปรารภกึ่งถาม

“รู้จักกับพี่ใหญ่ได้อย่างไร ดูเหมือนอุดมกลับจากนอกเมื่อเร็ว ๆ ​นี่เอง”

“เร็วที่ไหน เขากลับก่อนชัดเป็นนาน รู้จักกับพี่ใหญ่ของชัดมาตั้ง ๒ หรือ ๓ ปีแล้ว”

ฝ่ายสมพงศ์เมื่อมาถึงบ้านหลวงอรรถคดี ฯ แล้ว พอก้าวขึ้นบันไดเห็นเจ้าของบ้านก็ร้องว่า

“คุณหลวงนัดกับผมแล้วไม่ยักไปตามนัด !” พูดแล้วสมพงศ์ก้มศีรษะให้นายทหารทั้งสองนาย

วิชัยเกือบสำลักข้าวที่กำลังกลืน ทำตาโตมองดูผู้พูด งงจัดจนมิรู้ที่จะตอบว่ากระไร

หลวงศักดิ์ ฯ กับหลวงหาญ ฯ พากันหัวเราะ หลวงหาญ ฯ พูดว่า

“มาอีกรายหนึ่งแล้ว !”

วิชัยทิ้งช้อนส้อมลง ทำท่าสิ้นอาลัยแล้วว่า

“นี่ผมเป็นบ้าหรือใครเป็นบ้ากันแน่”

“ไม่มีใครบ้า” สมพงศ์ตอบ “เป็นแต่คุณหลวงรับกับผมไว้ว่าจะไปรับประทานข้าวกับผมค่ำวันนี้ แล้วไม่ไปเท่านั้น”

“ก็ผมไปมาแล้วเมื่อคืนนี้นี่นา ผมรับชวนไว้ถึงสองคืนเทียวหรือ?”

“คืนเดียวเท่านั้น” สมพงศ์ตอบ สนุกในการที่จะยั่ววิชัยให้มึนอยูในความมืดแปดด้านเป็นอันมาก “เมื่อคืนนี้เป็นคืนพิเศษ แต่ที่ผมเชิญคุณหลวงไว้น่ะคืนวันนี้ อาทิตย์ที่ ๑๒”

วิชัยลุกขึ้นจากที่ เดินหมุนอยู่ ๒-๓ ก้าว แล้วหันกลับมาที่สมพงศ์ “เชิญนั่งซีครับ” เขาบอกยกมือขึ้นลูบผม “คืนนี้เห็นจะต้องดื่มวิสกี้สักขวด แก้งง”

“นี่ผมมารับคุณหลวงนะครับ ชัดไปถึงบ้านผมนานแล้ว”

“อ้าว ! ยังงั้นก็ตาชัดบ้าน่ะซีบ้า ไม่ใช่ผมละ”

“ในโลกนี้ไม่มีใครเขาบ้าเหมือนแกหรอก” หลวงศักดิ์ ฯ กล่าว “มี​แกคนเดียวเท่านั้น เรื่องนี้อธิบายได้ง่ายนิดเดียว แกรับเชิญคุณสมพงศ์ไว้วันนี้ แกผ่าไปตั้งแต่เมื่อวาน ส่วนหลวงหาญ ฯ เขาเชิญเมื่อวานแกจะดันไปวันนี้”

วิชัยถอนใจอย่างยืดยาว ก้าวเท้ามายืนตัวตรงอยู่หน้าสมพงศ์ มือกอดอก ถามว่า

“ปรับหรือจำ?”

สมพงศ์ไม่เข้าใจในทันที หลวงหาญ ฯ จึงอธิบาย

“เพราะว่าเขาผิดนัด เขาจึงยอมให้คุณปรับโทษ”

“ผมตัดสินคนเดียวไม่ได้ ต้องเชิญคุณหลวงไปที่บ้าน อนงค์กำลังคอยอยู่”

วิชัยทำหน้าจืด

“ผมจะเอาหน้าของผมไปให้น้องคุณเห็นได้อย่างไร ในเมื่อผมได้สำแดงเปิ่นให้เธอเห็นไว้สด ๆ ร้อน ๆ”

“เห็นหน้าคุณหลวงแล้ว อนงค์จะไม่นึกถึงความเปิ่นเลย เพราะคุณหลวงเป็นคนที่สนุกที่สุด ! ใส่เสื้อเข้าเถิดครับ เร็ว ๆ เข้า”

วิชัยเดินไปยังเก้าอี้ที่แขวนเสื้อไว้ แต่ยังไม่หยิบขึ้นสวม พูดเสียงท้อแท้ว่า

“ผมกินข้าวหมดไปแล้วตั้งครึ่งชาม”

“ไม่เป็นไร ไปกินที่บ้านผมอีกครึ่งหนึ่ง แต่อย่างไร ๆ ผม ผมต้องได้ตัวคุณหลวงไป มิฉะนั้นอนงค์จะเสียใจมาก เสียแรงแกลงทุนทิ้งความสนุกกับเพื่อนฝูงหลายคนสำหรับจะคอยรับรองคุณหลวง”

วิชัยไม่เข้าใจในคำที่สมพงศ์กล่าว เรื่องลงทุนทิ้งความสนุกกับเพื่อนหลายคนนั้น แต่ไม่ติดใจจะซักถาม ค่อยยกเสื้อขึ้นสวมช้า ๆ และใส่ดุมทีละเม็ด พอถึงดุมสุดท้ายก็พอดีเห็นคน ๆ หนึ่งมายืนเยี่ยม ๆ มอง ๆ อยู่ที่บันได

​“ใครนั้นน่ะ?” เจ้าของบ้านถาม “เอ๊ะ เจ้าสุ่นมาทำไม”

สีหน้าวิชัยเต็มไปด้วยความวิตกอยู่แล้ว สาวเท้าไปรับกระดาษชิ้นเล็กจากมือนายสุ่น คลี่ออกอ่านได้ความว่า

“หมอกะคุณสมานไม่ถึง ๔ ทุ่มคืนนี้ คนเจ็บเรียกหาพี่ใหญ่มาเร็ว

ช้อย”

“แกมารถอะไร?” วิชัยถามนายสุ่น

“ผมมารถจักรยานครับ”

“แกไปเถอะ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

กลับมาหาอาคันตุกะผู้กำลังมองดูเข้าด้วยความสนเท่ห์ วิชัยพูดด้วยน้ำเสียงมีกังวานเล็กน้อย

“ผมเสียใจมากที่ไปกับคุณไม่ได้ น้องเขยของผมกำลังจะตาย น้องสาวเขาให้มาตาม โปรดบอกน้องของคุณว่าผมขอโทษสำหรับเมื่อคืนและคืนนี้ด้วย”

ทั้งผู้เป็นแขกและผู้เป็นเจ้าของบ้านไปขึ้นรถพร้อมกัน แล้วก็แยกทางกันไป

แต่พอได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้าบ้าน แล้วเห็นสมพงศ์เข้าประตูห้องมาแค่คนเดียว อนงค์ก็หน้านิ่วขึ้นทันทีว่า

“ไม่ได้ตัวหรือคะ? ตามไม่พบ?”

“พบ” พี่ชายตอบ “เตรียมตัวจะมากับพี่แล้ว พอดีน้องคนหนึ่งแกให้เด็กมาตาม ได้ความว่าน้องเขยกำลังจะตาย”

อนงค์เบือนหน้าไปทางชัดทันที เตรียมพร้อมที่จะกล่าวคำแสดงความวิตกและเสียใจ แต่นายทหารหนุ่มพูดขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงปราศจากความตื่นเต้น

“สามีพี่ช้อย แกควรจะตายเสียนานแล้ว หากว่ามีหมอดี ชะลอไว้ได้เป็นนาน”

​ก่อนที่อนงค์จะได้ถามเรื่องราวต่อไป ประสิทธิ์ก็โผล่เข้ามา ยังมิทันที่ตัวจะพ้นขอบประตู เขาพูดว่า

“คุณหลวง ฮี่ฮี่ คอยเสียเป็น ฮี่ฮี่....”

ไม่ทันที่จะได้ต่อให้จบประโยค สมพงศ์ก็ขัดขึ้นเสียก่อน

“คุณหลวงที่ไหน ! พอโผล่เข้ามาก็ฮี่ส่งไปยังงั้น” หันมาทางอนงค์และชัด “ไปคุยกันที่โต๊ะกินข้าวเถอะ พี่หิวจัง”

อนงค์แสดงความเห็นด้วย พลางเหลียวหาพี่ชายอีกคนหนึ่ง ครั้นไม่เห็น หล่อนก็ว่า

“พี่จำลองหายไปไหนเสียแล้ว พี่ประสิทธิ์ช่วยไปตามทีซีคะ”

ในเวลาต้นแห่งการบริโภค เป็นธรรมดาที่การสนทนาจะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโรคและอาการคนเจ็บหนัก ซึ่งเจ้าของบ้านเป็นฝ่ายถามและชัดเป็นฝ่ายตอบ พูดกันอยู่ใช่ว่าเพียง ๒-๓ ประโยค ทั้ง ๒ ฝ่ายผลัดกันตอบผลัดกันถามอยู่นาน ถึงกระนั้น แต่พอสิ้นเรื่องประสิทธิ์ก็เอ่ยขึ้นว่า

“คุณหลวงอรรถ ฯ ทำไม ฮี่ ฮี่ ฮี่ ทำไมไม่ ฮี่ ฮี่ มา?”

จำลองถอนใจดังฮืด? ชัดกลั้นยิ้ม สมพงศ์มองดูน้องชายคนสุดท้องอย่างสมเพช อนงค์หัวเราะและร้องว่า

“โธ่ ! พี่ประสิทธิ์ เขาพูดกันออกลั่นโต๊ะ คุณหลวงอรรถ ฯ มาไม่ได้ ต้องไปเยี่ยมน้องเขย เขาเจ็บหนักมาก ไม่ได้ยินหรอกหรือคะ?”

“ฮี่ ฮี่ อ้อ! ฮี่ ฮี่ พี่ไม่ทันฮี่....ฟัง”

“ไม่ฟังดอกหรือ” สมพงศ์ว่า “นึกว่าไม่ทัน ฮี่ แกฮี่จนฉันเกือบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว”

อนงค์หัวเราะอีกและว่า

“มัวแต่นั่งเข้าฌานอยู่ได้”

“ไม่....ไม่....เปล่า....ฮี่....ฮี่....พี่เห็นชัด....ฮี่ ๆ ๆ ๆ”

“ชัด.........อะไรอีกล่ะคะ พูดให้จบซีคะ ไม่ยังงั้นก็ยิ่งเคยทีหลังยิ่ง​ติดใหญ่”

“ฮี่ ฮี่ ฮี่ ๆ ๆ ๆ ไม่ ๆ ๆ ฮี่ ฮี่ พ....”

“เออ ! ไม่ฮี่เสียได้ละเป็นการดี” สมพงศ์ตัดบท

เมื่อเสร็จการบริโภคแล้ว จึงย้ายจากห้องรับประทานอาหารไปนั่งที่เฉลียงข้างตึก จำลองเข้ารวมหมู่กับคนอื่น ๆ พอควรแก่จรรยาแห่งเจ้าของบ้านแล้ว ก็กล่าวคำขอโทษชัด และแต่งตัวออกจากบ้านไป สมพงศ์นั่งอยู่นานกว่านั้นเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็เลี่ยงหายไปอีกคนหนึ่ง คงเหลือแต่ประสิทธิ์นั่งคอพับอยู่กับเก้าอึ้

เมื่อเหลืออยู่ด้วยกันเพียง ๓ คนทั้งคนที่หลับ ชัดก็เอนตัวพิงเก้าอี้ในท่าสบาย สายตาจับอยู่ที่วงหน้าแห่งเจ้าของบ้านสาว นิ่งเงียบกันอยู่นาน ภายหลังชัดจึงพูดขึ้น

“การแข่งขันเทนนิสวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง สหายของอนงค์ได้ถ้วยหรือเปล่า?”

“ได้ค่ะ แหม ตอนต้นอนงค์ชักใจไม่ดี คิดว่าจะเหลวเสียแล้ว เวลาแรกสงัดเล่นเชื่องมาก ตรงกันข้ามกับคุณเอนก แต่ตอนหลังสงัดคล่องขึ้น เอนกเชื่องลง เห็นจะเป็นที่เสียกำลังไปในตอนต้นหมด เลยแพ้สงัด”

“เห็นจะถูก” ชัดตอบอย่างตรึกตรอง “เอนกเป็นคนมักตื่นเต้นไม่ว่าจะทำอะไร เพราะเช่นนั้นถึงที่สำคัญเข้าแล้วจึงสู้คนอื่นเขาไม่ได้”

“ชัดไปทำอะไรอยู่เสียที่ไหนถึงไม่ไปดู อนงค์สนุกมาก ใจคอวับ ๆ หวำ ๆ”

“เพราะมีใครคนหนึ่งที่อนงค์ตั้งใจช่วยเป็นอย่างมากอยู่ในคู่แข่งขันจึงสนุก ส่วนชัดไม่มีความเอาใจใส่กับใครเป็นพิเศษ อ้อได้ยินว่าสงัดของอนงค์จะเลี้ยงเพื่อฉลองถ้วยไม่ใช่หรือ ทำไมอนงค์จึงไม่อยู่ในเขาเหล่านั้น?”

“เพราะอนงค์จะต้องกลับมารับรองชัด”

“ขอบใจมาก สงัดของอนงค์มิสิ้นสนุกหรือ?”

​หล่อนไม่ตอบ กลับย้อนถามว่า

“ทำไมถึงใช้คำว่าสงัดของอนงค์?”

ชัดทำทีเหมือนเพิ่งสำนึกในคำพูดของตน แล้วตอบแกมหัวเราะ

“เพราะจะช่วยให้คำที่สงัดเคยพูดว่าอนงค์ของเขาฟังเพราะขึ้น”

หล่อนทำปากยื่นแต่พอน่าเอ็นดู และว่า

“อนงค์ยังไม่ได้เป็นของใคร และจะยังไม่เป็นอีกนานด้วย”

“แต่ในเวลานี้มีคนกล้าพอที่จะเรียก “อนงค์ของฉัน” ไม่ขาดปาก และไม่มีใครสนองความหกล้านั้นโดยประการหนึ่งประการใดเลย”

หล่อนขยับไหล่อย่างเบื่อแล้วว่า

“อนงค์ขี้เกียจยุ่ง แล้วก็ไม่เคยได้ยินกับหูด้วย”

“ดีละ ต่อไปนี้ชัดจะเรียกอนงค์ของชัดให้ทุกคำ”

มองดูดวงตาสีน้ำตาลแก่ที่มองหล่อนอยู่ด้วยแววยิ้ม เป็นดวงตาที่น่าดู พลางอนงค์พูดอย่างงอน

“ตามใจซี แต่ชัดไม่ควรเรียกเช่นนั้นต่อหน้าสงัด”

“เพราะเหตุใด?” ชัดถาม ขยับหลังออกห่างเก้าอี้ ตั้งตัวตรง

“เพราะว่าอนงค์คนเดียว จะเป็นทั้งของชัดทั้งของสงัดพร้อมกันไม่ได้”

นายทหารหนุ่มถอนใจอย่างโล่งอก “คำพูดประโยคก่อนทำให้ชัดรู้สึกพิกลทีเดียว” เขาบอก นิ่งอยู่ชั่วขณะ แล้วพูดต่อพลางก้มตัวลงมาข้างหน้าเล็กน้อย “ทำไมหนอ อนงค์จึงไม่ยอมเป็นอนงค์ของใครเสียสักที?”

“ชัดอยากให้อนงค์เป็นเช่นนั้นหรือ?”

เขาจับมือหล่อนมากำไว้โดยเร็ว และพูดเสียงใกล้กระซิบ “อยากให้อนงค์เป็นของชัด พูดพลางเขาจ้องดูหน้าหล่อน และบีบมืออันอ่อนละมุนเบา ๆ แต่หนักหน่วงเป็นเชิงวิงวอน

“ยังก่อนค่ะ” อนงค์ตอบ ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าปราศจากอาการตื่น​เต้น “อย่าเพ่อก่อน ยังไม่ถึงเวลา”

เมื่อไหร่เวลาจะมาถึง?” ชัดถาม ทั้งสีหน้าและแววตา ทั้งน้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “อนงค์ไม่สงสารชัดหรอกหรือ อย่างน้อยขอให้พูดให้ชัดมีความหวังมากว่านี้สักหน่อย”

“ชัดมีสิทธิ์ที่จะหวังอยู่ตราบเท่าที่อนงค์ยังไม่แต่งงาน”

เขาก้มศีรษะลงจูบมือหล่อนนิ่งอยู่นาน แล้วจึงพูดว่า

“อนงค์ตอบกว้างนัก และไม่ให้เหตุผลด้วยว่า เหตุใดจึงไม่สงสารชัดบ้าง หรือชัดไม่ดีพอ”

หญิงสาวดึงมือจากเขาโดยละม่อม พลางตอบว่า

“อนงค์จะให้เหตุผลตามตรง แต่ชัดต้องสัญญาว่าจะไม่ใจน้อย แต่แล้วอนงค์มิได้คอยฟังคำสัญญา หล่อนพูดสืบไป “ชัดยัง- -ยังอายุน้อยนัก แก่กว่าอนงค์ปีเดียวเท่านั้น”

ชัดมองดูหล่อนอย่างฉงน อนงค์จึงว่า

“ไม่เข้าใจหรือคะ อนงค์จะอธิบายต่อเดี๋ยวนี้ อนงค์เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ ใคร ๆ เขาว่ากันทั้งนั้น เช่นคุณอาของอนงค์เป็นต้น อนงค์ยอมรับว่าจริงในเรื่องการแต่งตัว การสมาคมและการอะไร ๆ อีกหลายอย่าง แต่ในการแต่งงานอนงค์มีความคิดเป็นผู้หญิงสมัยเก่า ถ้าได้แต่งงานแล้วอยากจะอยู่กับสามีด้วยความรักความปรานีประนอมจนตลอดชีวิต อนงค์กลัวการที่จะต้องหย่ากับสามี กลัวการระหองระแหงกับสามีด้วย เพราะฉะนั้นถึงอนงค์จะมีเพื่อนฝูงผู้ชายจนนับไม่ถ้วน อนงค์ก็ยังไม่รักใคร เพราะยังไม่เชื่อใจใครสักคนเดียว”

“หมายความว่า ชัดจะต้องรอจนกว่าจะได้พิสูจน์ตัวให้เห็นว่าดีพอกับอนงค์เสียก่อน” ชัดพูดอย่างเด็กดีแต่เสียงละห้อย “แต่ข้อนั้นเกี่ยวกับอายุด้วยหรือ?”

หล่อนยิ้มน้อย ๆ และค้าน

​“ไม่ใช่เช่นนั้น อนงค์ไม่ถือว่าความดีของตัวเป็นระดับสำหรับวัดความดีของคนอื่น คำว่าดีเป็นคำกว้าง และจะหาระดับสำหรับวัดก็ยาก สำหรับชัด อนงค์หมายความแต่เพียงว่า เวลานี้ชัดอายุยังน้อยต่อไป อาจจะเปลี่ยนใจได้ เพราะฉะนั้นเราควรจะรอไปอีก จนกว่าเราจะแน่ใจว่าเรารักกันจริงแน่แล้ว ชัดไม่มีใจนึกถึงผู้หญิงคนอื่นนอกจากอนงค์ อนงค์ไม่นึกถึงผู้ชายคนอื่นนอกจากชัด ถึงเวลานั้นเราจึงค่อยตกลงกันใหม่”

ชัดแหงนศีรษะพาดกับพนักเก้าอี้ในท่าอ่อนใจ พลางพูดช้า ๆ

“ถ้าชัดมีแก่ใจไปนึกถึงผู้หญิงอื่น นอกจากอนงค์ได้ก็เห็นจะเลวเต็มที”

หล่อนไม่ตอบ ยิ้มและนิ่งอยู่ในท่าตรึกตรอง

เวลาล่วงไปเกือบ ๕ นาที อนงค์เห็นชัดยังนิ่งเงียบอยู่ หล่อนจึงหยิบบุหรี่ส่งให้เขาพลางว่า

“สูบบุหรี่ซิคะชัด”

ชายหนุ่มกล่าวขอบใจ รับบุหรี่มาจุดสูบ พอเขาวางไม้ขีดไฟลงบนโต๊ะ อนงค์ก็หัวเราะแล้วถามขึ้นว่า

“คุณหลวงอรรถคดี ฯ เห็นจะเป็นคนสติลอยเป็นอย่างมาก”

“ไม่ลอยจะ ๕ แต้มอย่างเมื่อคืนนี้รึ?”

“ข้อนั้นอาจเป็นเพราะแกจำกำหนดผิด หรือนับวันผิดก็ได้ ซึ่งใคร ๆ ก็อาจผิดได้บางครั้งบางคราว ที่อนงค์ว่าแกสติลอยนั้นเพราะแกมีอาการอีกอย่างหนึ่งคือว่า แกจะใช้ไม้ขีดไฟของใครจุดบุหรี่ก็ตาม จุดแล้วเป็นใส่กระเป๋าของแก ไม่คืนเจ้าของ เมื่อคืนอนงค์นับได้ถึง ๕ กลัก 5 เป็นไม้ขีดสำหรับแขก ๒ กลัก ของพี่สมพงศ์กลักหนึ่ง ของคุณอุดมอีกกลักหนึ่ง”

“เรื่องของเขาต้องมีอะไรแปลก ๆ ยังงั้นเสมอ” เว้นระยะแล้วจึงพูดต่อ “เห็นจะเป็นเพราะโรคเส้นประสาท เป็นตั้งแต่รุ่นหนุ่มแล้วก็หาย ​แล้วนานๆ ก็กำเริบขึ้นเสียที หัวใจอ่อน มีโรคมาก”

“ยังงั้นหรือคะ?” เป็นคำถามอย่างทึ่งไม่น้อย “อนงค์นึกว่าจะเป็นคนร่างกายสมบูรณ์เหลือเกินเสียอีก เพราะท่าทางดูแข็งแรงและหน้าตาก็ผ่องใส ดูหน้าตาอ๊อนอ่อนเหมือนคนอายุไม่ถึง ๓๐”

ต่อจากนี้ไป อนงค์ก็ได้เรียนรู้ประวัติส่วนตัวหลวงอรรถคดี ฯ จากปากคำของชัดหลายประการ ซึ่งเมื่อสรุปความแล้ว แม้อนงค์จะยังตัดสินความชั่วดีแห่งอัธยาศัยของวิชัยไม่ได้ถนัด เพราะผู้เล่าได้เล่าแต่การกระทำ หาได้จำแนกแยกแยะเหตุที่ก่อให้เกิดการกระทำ และผลที่ได้รับจากการกระทำให้แจ่มแจ้งไม่ ถึงกระนั้นอนงค์ยังพอใจในเรื่องราวที่ได้ฟังแล้วด้วยอย่างน้อยที่สุดก็เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้อนงค์เรียนรู้อุปนิสัยอันแท้จริงของพี่ชายนายชัดได้ในวันข้างหน้า


Title: Re: นวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย (๑๑-๒๐) - ดอกไม้สด (หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์)
Post by: ppsan on 19 May 2022, 20:09:22

๑๔

ลงจากรถ วิชัยแทบจะวิ่งด้วยความร้อนใจ พ้นบันไดขึ้นไปแล้วเขาสาวเท้าผ่านห้องกลางอันมีทางทะลุถึงห้องคนเจ็บ โดยมิได้เอาใจใส่มองดูบุคคล ๓ คนที่อยู่ในห้องนั้น และเป็นบุคคลที่เขาไม่เคยรู้จักมาแต่ก่อน วิชัยนั่งลงถอดรองเท้าออก แล้วเดินด้วยฝีเท้าที่มีแต่ถุงเข้าในห้องที่สมานนอนอยู่

แพทย์ประจำ ๑ นาย กับพยาบาล ๑ นาง นั่งอยู่ริมเตียงคนไข้ ช้อยนั่งตาลอยอยู่ติดกับมุมห้อง พอเห็นหน้าพี่ชาย ช้อยก็คลานมารับแต่หาทันถึงตัวเขาไม่ สะอื้นสะท้อนขึ้นจากทรวงอกจะออกมาเป็นเสียง ช้อยจึงต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าอุดปากไว้แน่น แล้วก็หมอบนิ่งซบหน้าอยู่กับพื้นกระดานนั่นเอง

ดูประหนึ่งว่ามีฌานพิเศษชนิดใดชนิดหนึ่ง แล่นมากระทบเจตสิก คนไข้ผู้กำลังหลับตาหายใจรวย ๆ อยู่ เผยอริมฝีปากขึ้น แล้วเปล่งเสียงแจ่มใสดังเสียงคนที่มิได้เป็นไข้ ออกวาจาว่า

“พี่ใหญ่ครับ !”

วิชัยคุกเข่าลงข้างเตียง มือแตะแขนคนไข้อย่างแผ่วเบา นายสมานก็หันศีรษะมาทางเขาอย่างรวดเร็ว จนไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์ที่มีชีวิตกำลังจะออกจากร่างจะทำได้เช่นนั้น นัยน์ตาที่ปิดอยู่ก็เบิกกว้าง ดังจะล้นออกนอกกระบอกตา แต่เสียงที่พูดนั้นเบานักหนา จนแทบจะว่าลอดเสียงหายใจออกมาไม่ได้

“พี่ใหญ่”

“พี่ใหญ่มาแล้ว อยู่นี่ จะให้ผมทำอะไรให้หรือ”

คนเจ็บนิ่งไปนาน แรงหอบทำให้เห็นผ้าขาวบางที่คลุมหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงถี่บ้างห่างบ้างไม่เป็นระยะ ริมฝีปากขมุบขมิบ วิชัยเอียงหูเข้าไปจนชิด จึงจำได้คำว่า

“ฝากลูก--ฝาก--ช้อย”

“ทำใจให้ดีไว้” วิชัยพูดเสียงเบาแต่ชัดเจน “ไม่ต้องเป็นห่วง ทั้งลูกทั้งเมีย ผมรับ พี่ใหญ่สัญญาว่าจะดูแลให้อยู่เป็นสุข ได้ยินไหมอย่านึกถึงใครหมด นึกถึงแต่พระพุทธ พระธรรม กับความดีของคุณที่เคยทำไว้แล้วเท่านั้น”

นัยน์ตาคนไข้หรี่ลงทีละน้อย แต่มือขวานั้นยกขึ้นไขว่คว้าอากาศ วิชัยบรรจงจับมือนั้นวางลงบนที่นอนรู้สึกว่าคนไข้พยายามที่จะบีบมือเขาจึงบีบตอบเบา ๆ เสียงครอก ! ดังจากลำคอพร้อมกับเสียงพูดดังกว่ากระซิบว่า “เชื่อ....พี่....” แล้วทะลึ่งตัวขึ้นอีกครั้ง ลมพัดวูบ กระพือม่านหน้าต่างดังพึ่บ นายสมานก็ทิ้งตัวลงนิ่งสนิทไปในบัดนั้น

นายแพทย์เข้ามาตรวจดูชีพจร พอสัมผัสมือที่ทอดอยู่ทางริมเตียงข้างซ้ายแล้วก็ส่ายหน้า แสดงว่าถึงที่สุด วิชัยยังกุมมือที่อยู่ในมือตนไว้ในความอบอุ่นที่ยังเหลืออยู่ ริมฝีปากวิชัยนั้นสั่น และดวงตาก็ฝ้าฟาง

เสียงฝีเท้าคนเดินขวักไขว่ เสียงกระซิบ เสียงสะอื้นแล้วมีผู้นำเทียน​ขี้ผึ้งขนาดใหญ่ ในเชิงเทียนมาวางไว้บนโต๊ะใกล้เคียงศพ วิชัยจึงขยับตัววางมือศพลงเสีย จัดผ้าคลุมให้เรียบร้อย แล้วถอยหลังไปยืนพิงฝานิ่งอยู่

ความรู้สึกชนิดหนึ่งสะกิดให้เขาตื่นจากภวังค์ กระพริบตาแล้วมองไปตรงหน้า ก็สบดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องดูเขาเต็มที่ ดวงตานั้นใหญ่ถึงแม้ขอบตาจะแดงกำก็เห็นได้ชัดว่าตาดำนั้นดำสนิท ความรู้สึกในตัววิชัยเปลี่ยนจากเย็นเยือกเป็นร้อนวูบ เขายกมือขึ้นเสยผม พลางส่งตัวขึ้นยืนตรง ตั้งสติถึงหน้าที่อันควรจะพึงกระทำต่อไป

นายแพทย์ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องทำอีกแล้วจึงลากลับ วิชัยไปส่งที่ประตูบ้านและกล่าวขอบใจตามสมควร นางพยาบาลยังมิได้บริโภคอาหารค่ำวิชัยก็จัดการให้ได้บริโภค ในห้องศพยังรกด้วยเครื่องมือในการรักษาและพยาบาล วิชัยก็จัดให้เรียบร้อยพร้อมทั้งปลดมุ้งลงคลุมเตียงศพเสียด้วย เสร็จแล้วจึงออกมานั่งที่ระเบียงเรือนเรียกน้องสาวมาปรึกษาถึงการที่จะต้องทำในคืนวันนี้และวันรุ่งขึ้น

“เราควรจะบอกบิดามารดาของสมานรู้ในคืนนี้ทีเดียว หรือจะรอบอกพรุ่งนี้พร้อมกับส่งบัตรเชิญอาบน้ำศพ?” วิชัยถาม

ช้อยเม้มริมฝีปากอย่างขมขื่นแล้วตอบว่า

“ปรึกษาคุณอุไรดูซิคะ”

วิชัยมองดูน้องสาวอย่างสนเท่ห์ พอจะถามก็เห็นสตรีสาวรุ่นเดียวกับช้อยคลานออกจากห้อง แต่มิได้ออกมาคนเดียว แม่สาวเจ้าของดวงตาที่ได้จ้องเขาเมื่อครู่ก่อนคลานตามออกมาด้วย ผู้ที่เป็นสาวใหญ่กว่าพูดขึ้นว่า

“ทำตามหน้าที่ของเราก็แล้วกันคุณช้อย ไปเรียนเสียคืนนี้แหละ ให้คุณหลวงไปก็ได้”

“ไปไหน?” เสียงห้าว ๆ ถามออกมาจากประตูห้องแล้วตัวเจ้าของเสียงจึงตามเสียงออกมา นั่งลงที่ริมนอกชานห่างจากวิชัยเพียงเล็กน้อย

“ไปเรียนคุณพ่อว่าพี่สมานเสีย ๆ แล้ว”

​วิชัยเบือนหน้าไปทางผู้ที่ตอบ แล้วมองเลยไปถึงคนที่นั่งอยู่ทางเบื้องหลัง ผู้ที่มีบรรดาศักดิ์เป็นคุณหลวงตอบว่า

“ป่านนี้ท่านมิหลับเสียแล้วหรือ?”

อะไรคะยังไม่ทันจะยามหนึ่งเลย ท่านยังไม่นอนหรอกค่ะ”

“จริงหรือเธอ?” อีกฝ่ายหนึ่งกล่าว แหมเห็นจะเป็นที่ใจเรามันเศร้าเหลือเกิน ดูอะไรมันเงียบ ๆ เย็น ๆ ไปหมด เลยนึกว่าดึกเสียเต็มทีแล้ว” ทอดสายตามาทางวิชัย “ขอโทษ คุณมีนาฬิกาไหม กี่ทุ่มแล้วไม่ทราบ”

“๒๑ นาฬิกา ๑๒ นาที” วิชัยตอบเมื่อได้ดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้ว

“นั่นยังไง เธอว่ายังไม่ถึงยาม !”

“ถึงยังงั้นท่านก็คงยังไม่นอนค่ะ คุณหญิงละก้อว่าไม่ถูก รีบไปเสียเดี๋ยวนี้เถอะค่ะทัน อ้อนี่ค่ะ คืนนี้ดิฉันไม่กลับไปนอนบ้านหรอก จะนอนเป็นเพื่อนคุณช้อย จันทรจะนอนอยู่กับพี่หรือจะกลับไปนอนบ้าน?”

วิชัยทวนชื่อนั้นในใจพลางแลไปทางเจ้าของชื่อ

“นอนที่นี่ดีเหมือนกันค่ะ จะได้อยู่กับพี่สมานเป็นคืนสุดท้าย” เป็นคำตอบที่ค่อนข้างแผ่วเบา

คุณหลวงลุกขึ้นจากที่นั่งเพื่อไปหยิบเสื้อนอก วิชัยย้ายจากที่เดิมไปนั่งชิดน้องสาวแล้วถามเบา ๆ

“มีที่นอนหมอนมุ้งแล้วหรือ?”

ดูเหมือนอุไรจะมีโสตประสาทไวอย่างประหลาดหล่อนพูดขึ้นว่า

“คุณให้ทองสุกเขาหยิบมุ้งกับหมอนมาให้ดิฉันด้วยนะคะ จะได้ไม่ลำบากแก่คุณช้อย”

“ไม่ต้องเอามาหรอกค่ะ” ช้อยค้านโดยเร็ว “ที่นี่มีพร้อมแล้ว”

“จริง ๆ หรือคะ ไม่ลำบากแก่เธอหรือ ดิฉันไม่ยอมให้เธอลำบากแม้แต่นิดเดียว คืนนี้ไม่ใช่คืนที่เธอจะต้องวุ่นวายกับคนอื่น วุ่นกับความทุกข์ของเธอก็พออยู่แล้ว”

​อันน้ำเสียงแสดงความปรานีจากใจจริง เมื่อกระทบหูผู้กำลังทุกข์หนัก มักทำให้ผู้เป็นทุกข์น้ำตาไหลง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้นช้อยจึงจะพูดตอบหาออกไม่ เม้มริมฝีปากกลั้นสะอื้น แต่น้ำตาไหลพรากลงนองแก้ม

คุณหลวงลงบันไดเรือน ก็สวนกับหลวงศักดิ์ ฯ และภรรยาผู้ซึ่งกำลังจะขึ้นบันได บุรุษทั้ง ๒ หยุดมองดูกันอึดใจหนึ่ง แต่หาได้ทักกันไม่ ครั้นมาถึงระเบียงแล้ว เห็นสีหน้าช้อยกับคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ในที่นั้น ช่วงก็ถามเสียงแหลม

“เสร็จเสียแล้วหรือ? พิโธ่พิถังเอ๊ย !”

“แกมาทันไหมวิชัย?” หลวงศักดิ์ ฯ ถามเสียงเบากว่าเสียงภรรยาหลายเท่า

“ทันพอดี พูดได้ ๓-๔ คำก็สิ้นใจ”

“พิโธ่พิถังเอ๊ย !” ช่วงพึมพำ “ยังจำพี่ใหญ่ได้หรือคะ?”

“จำได้หรือว่าอะไรบอกแกก็ไม่รู้” วิชัยตอบ “ยังไม่ทันเห็นหน้าเลยเรียกชื่อแล้ว”

“เธอเรียกอยู่ตั้งแต่คุณวิชัยยังไม่มาถึงแน่ะค่ะ” อุไรกล่าวเสียงสั่นเครือ

“รึคะ” ช่วงถามอย่างคล่องแคล่ว “พิโถพิถังเอ๊ย !”

“ช่วง !” หลวงศักดิ์ ฯ เรียกภรรยาเมื่อเห็นหล่อนยังหันหลังพาดมือไว้บนแหลมท้องอันยื่นจากระดับตรงแห่งร่างกาย “นั่งหรือยังล่ะ?”

“ฉันไม่นั่ง” ผู้เป็นภรรยาตอบ “จะไปดูหน้าศพสักหน่อย โธ่ ! น่าสงสาร” พูดแล้วช่วงก็เดินตรงไปที่ประตู แต่เมื่อถึงแล้วหล่อนหยุดชะงัก หันกลับมาพูดว่า “ช้อยไปกับพี่หน่อยซี คุณพี่คะ เข้าไปด้วยกันนะ”

ช้อยลุกขึ้น แต่หลวงศักดิ์ ฯ ทำหูทวนลม ถามวิชัยว่า

“แกมาทันได้พูดอะไรกันบ้าง?”

“เรียกพี่ใหญ่ ๒ หนแล้วก็บอกฝากลูกฝากเมีย ก่อนจะสิ้นใจทีเดียว ​อุตส่าห์บอกว่า “เชื่อพี่” พอขาดคำก็ขาดใจ”

หลวงศักดิ์ ฯ ถอนใจใหญ่ นิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงว่า

“อีตรงก่อนตายนี่เรียกพี่ใหญ่เทียวนะ คงจะเห็นแกเป็นคนเดียวที่ลูกเมียจะพึ่งได้ ฝากตัวเต็มที่ แต่ก่อน ๆ ไม่เคยเรียกแกพี่ไมใช่หรือ?”

“แต่ก่อนเรียกคุณหลวง ตั้งแต่เจ็บมากนี่แหละมาเปลี่ยนเรียกพี่”

อีกครั้งหนึ่งหลวงศักดิ์ ฯ ถอนใจ

“เห็นจะห่วงลูกเมียเหลือเกินนะ เฮอ ! คนเอ๋ยคน มีพ่อแม่ก็เหมือนไม่มี ไม่มีเสียดีกว่านะอั๊วว่า”

“จุ๊ย์ ๆ” วิชัยขัด ชำเลืองตาไปทาง ๒ สาวที่นั่งอยู่ แต่สหายของเขาหารู้สึกตัวไม่ พูดต่อไปว่า

“จริง ๆ นะ คนอะไรใจโหดร้ายอย่างนั้น มีอย่างหรือลูกเจ็บจะตายโหงตายห่าไม่ได้โผล่มาดูสักคนเดียว”

วิชัยกระสับกระส่าย กระแอมและไอซ้ำ ครั้นหลวงศักดิ์ ฯ ยังแสดงท่าจะบ่นต่อเขาจึงต้องพูดขึ้นว่า

“นี่ นี่ ขอให้กันแนะนำ คุณอุไร กับคุณจันทร น้องของคุณสมาน”

“น้องร่วมบิดาค่ะ” อุไรเสริมด้วยรู้ทีวิชัย

“นี่หลวงศักดิ์รณชิต พี่เขยของช้อย” วิชัยพูดต่อรู้สึกหายใจสะดวกมากขึ้น

อุไรกับจันทรไหว้หลวงศักดิ์ ท่านนายทหารรับไหว้และมีสีหน้าอันจะกล่าวให้ถูกได้โดยยาก พอช่วงออกมาจากห้อง หลวงศักดิ์ ฯ จึงสวนทางเข้าไป ส่วนวิชัย ถูกน้องหญิงคนที่หนึ่งตั้งคำถามหลายข้อเกี่ยวแก่ผู้ตาย ซึ่งเขาให้คำตอบเป็นใจความเดียวกับที่ได้ตอบแล้วแก่น้องเขย

ครั้นเมื่อได้พูดถึงเรื่องราวของผู้ตาย จนเป็นที่จุใจด้วยกันทุกคนแล้ว จึงตั้งต้นปรึกษากันถึงเรื่องงานศพที่จะจัดทำในวันรุ่งขึ้น มีการพิมพ์บัตรเชิญอาบน้ำศพ และการสวดหน้าศพเป็นต้น ซึ่งวิชัยกับอุไรได้รับส่วนแบ่ง​หน้าที่คนละเท่า ๆ กัน

“เมื่อสวดครบ ๓ วันแล้ว” วิชัยกล่าวสืบไป “เห็นว่าควรจะนำศพไปฝากไว้ที่วัดใดวัดหนึ่ง โดยวิธีก่อที่ฝังอย่างถาวร”

ความเห็นนี้ทำให้ผู้ฟังนิ่งอึ้งไปนาน วิชัยจึงแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับที่เขาเคยทำเสมอเมื่อพูดถึงกิจการอันมิใช่เป็นของเล่น

“มีเหตุผล ๒ ประการ ซึ่งมีน้ำหนักเท่ากันที่ทำให้พี่แนะนำเช่นนั้น ประการที่หนึ่ง พี่ไม่เห็นด้วยกับการทำบุญ ๗ วัน ๕๐ วัน และ ๑๐๐ วัน ซึ่งเราต้องเชิญแขกเหรื่อมากเป็นการหมดเปลืองโดยใช่เหตุ ตรงกับคำว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ประการที่สอง ลูกคุณสมานยังเล็กนัก อีกไม่ช้าก็จะลืมหน้าพ่อ และจะไม่มีความเอาใจใส่ในเรื่องราวของพ่อเสียเลย นับว่าชีวิตของเด็กขาดของสำคัญไปอย่างหนึ่ง ถ้าเราฝังศพไว้ แทนที่จะเผาแกจะได้นึกถึงหลุมศพที่แกต้องเห็นบ่อย ๆ เป็นการบังคับให้นึกถึงพ่อไปในตัว อีกทั้งเป็นการสมควรอย่างเอกอุ ที่เราจะละหน้าที่การเผาศพพ่อไว้ให้แก่ลูกของเขา”

ช้อยมีอาการไม่แน่ใจว่า ควรจะรับความเห็นของพี่ชายเป็นความเห็นของตนหรือไม่ จึงหันไปทางอุไรแล้วถามว่า

“คุณอุไรจะว่าอย่างไรคะ?”

ยังไม่มีคำตอบ เพราะอุไรเองก็ยังลังเล ภายหลังจึงอ้อมแอ้มออกมาว่า

“ดิฉันกลัวคุณพ่อท่านจะ--”

หล่อนไม่กล้าพูดมากกว่านั้น วิชัยเดาความที่หล่อนละไว้ได้ดี แต่เขาไม่เห็นเป็นการสมควรที่จะตอบ ส่วนหลวงศักดิ์ ฯ เข้าใจความถี่ถ้วนในเชิงระวังปากคำของวิชัยอยู่เหมือนกัน แต่ตนเองหารู้ที่จะอดกลั้นความรู้สึกไว้ได้ไม่ จึงพูดโพล่งออกมาว่า

​“เมื่อคนกำลังเจ็บ ไม่พยายามช่วยไม่ให้ตาย ครั้นคนตายแล้วจะยื่นมือเข้ามาเทียวหรือ ปล่อยให้คนที่เขาได้ทำให้มาแต่ต้นทำต่อไปซี”

อุไรหน้าเฝื่อนไปเล็กน้อย รีบออกตัวว่า

“ดิฉันน่ะไม่ว่ากระไรดอกค่ะ และอันที่จริงดิฉันก็ไม่ใช่เจ้าของศพ แต่ว่าคุณช้อยเธอถามดิฉันก็เลยเตือนเรื่องคุณพ่อขึ้น อันที่จริง พี่สมานเจ็บก็ได้คุณหลวงวิชัย ฯ คนเดียวเป็นธุระมาตั้งแต่ต้นจนจบ ดิฉันเองถึงใจอยากจะช่วยก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะตัวอยู่ไกลเหลือเกิน” พูดได้เพียงนี้แล้วอุไรก็ร้องไห้

ถึงตอนดึก เมื่อหลวงศักดิ์ ฯ และภรรยากลับแล้ว และอุไรกับจันทรก็นอนหลับ วิชัยกับช้อยยังนั่งสนทนากันอยู่ที่ชานเรือนเช่นเดิม ช้อยจึงเล่าเรื่องราวความเป็นไปของ ๒ น้องสาวแห่งนายสมาน ให้พี่ชายฟังตามที่สามีของหล่อนได้เคยแจ้งให้ทราบไว้

อุไรกับจันทร เป็นบุตรที่เกิดโดยภรรยาน้อยของพระยาอุดมวรการ อุไรมีอายุ ๒๖ ปี อ่อนกว่านายสมาน ๕ ปี ส่วนจันทรนั้นอ่อนกว่าอุไร ๔ ปี ๒ พี่น้องนี้เกิดมาแล้วจากบิดาเดียวกับนายสมาน แต่ได้รับความยกย่องอยู่ในระดับสูงกว่าคนใช้ในบ้านของบิดาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คุณหญิงอุดมวรการมีลูกล้วนแต่เป็นชาย ส่วนเจ้าคุณสามีมีนิสัยรักเด็กผู้หญิง เพื่อป้องกันความรักอันเสมอหน้าซึ่งจะเกิดขึ้นได้ โดยความรักในบุตรีเป็นสายสัมพันธ์เชื่อมถึงผู้เป็นมารดา คุณหญิงจึงจงใจกีดกันลูกเลี้ยงทั้ง ๒ ให้ห่างเหินกับพ่อมากที่สุด ขีดแห่งอำนาจของท่านจะเปิดช่องให้ทำได้การเหยียบย่ำนานัปการ คุณหญิงมิได้ยกเว้นที่จะนำมาใช้ต่อเด็กหญิงทั้ง ๒ รวมทั้งมารดาของเด็กด้วย ตั้งแต่เล็กมาทั้งอุไรและจันทรไม่มีสิทธิ์เสรีที่จะเรียกพี่ชายคนหนึ่งคนใดว่าพี่ หล่อนต้องเคารพต่อเขาเหมือนหนึ่งบ่าวเคารพต่อนาย มองดูเขาเหมือนสัตว์โลกมองดูเทพเจ้า และเกรงกลัวเขาคล้ายกับนักโทษที่กลัวผู้คุม

​แต่บุตรชายของคุณหญิงหามีจิตใจเหมือนมารดาไปทุกคนไม่ และคนที่ไม่เหมือนที่สุดก็คือตัวนายสมานนั่นเอง

เมื่อเด็กทีเดียว สมานมักข่มขู่น้องเช่นเดียวกับที่ผู้ปกครองตามใจจนเคยตัว มักข่มขู่ผู้อ่อนกำลังกว่าตน แต่ครั้นเมื่อโตเป็นหนุ่ม รู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว สำนึกในความยุติธรรมที่มนุษย์ควรจะได้รับโดยเสมอหน้าสมานจึงเปลี่ยนทางดำเนินใหม่ ชั้นแรกทีเดียวเขาบังคับให้น้องหญิงทั้งสองคนเรียกเขาว่าพี่ พยายามหาความสนิทสนมจากน้องทั้ง ๒ เอื้อเฟื้อให้ปันสิ่งที่ควรให้ ตลอดจนพาไปเที่ยวด้วยในงานนักขัตฤกษ์ต่าง ๆ

เมื่อนายสมานเริ่มมีหนวดเขียว ๆ บนริมฝีปาก จันทรก็ยังตัดผมหน้าปรกหน้าผาก และผมสั้นเพียงคอทั้งนี้หมายความว่า สมานมีโอกาสทุกทางที่จะให้ความคุ้มครองแก่น้อง ซึ่งเขาภาคภูมิใจมิใช่น้อย ส่วนอุไรนั้น เขาเป็นหนุ่ม หล่อนแตกเนื้อสาว โตกว่าพอที่จะขัดคำสั่งพี่ชายในบางคราว ดังนั้นความรักที่นายสมานมีต่อจันทร จึงมีน้ำหนักเกินความรักที่เขามีต่ออุไรมาก

เมื่ออุไรอายุได้ ๒๒ ปี หล่อนได้วิวาห์กับหลวงธุรกิจกำจร ผู้ซึ่งเป็นคหบดีชาวสวรรคโลกและเป็นผู้มั่งคั่งด้วยสมบัติอันเกิดแต่การค้าไม้ขอนสัก ในเวลาที่ได้ข่าวว่ามีผู้มาสู่ขอ อุไรดีใจดังได้แก้วเพราะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พ้นจากความโหดร้ายของแม่เลี้ยงแต่เมื่อหวนคิดถึงว่า หล่อนจะไปเป็นสุขได้แต่ผู้เดียวละมารดากับน้องไว้ในความทุกข์ ความปิติก็เสื่อมคลายเกือบหมดสิ้น ๑ สัปดาห์กว่าที่อุไรเฝ้าวอนให้มารดาละเจ้าคุณสามีเสียเพื่อไปอยู่ด้วยกันกับหล่อน มารดาจะเชื่อฟังก็หาไม่ด้วยความรักความชื่อสัตย์ต่อสามียังมีน้ำหนักมากกว่าเหตุผลข้ออื่น ๆ ตามมติของหญิงชนิดมารดาของอุไรนี้ตราบเท่าที่สามียังเลี้ยงตัวซึ่งตัวจะทิ้งสามีเสีย นับเป็นการกระทำอันไม่ต้องด้วยประเพณีที่บรรพบุรุษได้เคยสั่งสอนอบรมมา

อุไรแต่งงานแล้วก็ไปอยู่กับสามีที่จังหวัดสวรรคโลก ได้รับความสุข​สมบูรณ์อย่างที่ไม่เคยได้รับมาแต่ก่อน หลวงธุรกิจ ฯ มิได้เป็นข้าราชการที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงนั้น เป็นรางวัลที่ทางราชการขอพระราชทานให้ เพื่อตอบแทนความเอื้ออารีต่อสาธารณประโยชน์ ซึ่งหลวงธุรกิจ ฯ กระทำอยู่เป็นนิจนิรันดร์

ในระหว่างนี้ จันทรคงผจญอยู่กับความทุกข์ซึ่งเกิดจากความอยุติธรรมอยู่เรื่อย ๆ ซ้ำร้ายในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น นายสมานต้องออกไปจากบ้านโดยมิได้เยี่ยมกรายเข้ามาอีก ความสุขทั้งหลายที่จันทรได้รับจากพี่ชายคนนี้ก็ขาดลอยตามตัวเขาไปด้วย

๒ ปีต่อมา มารดาของหลวงธุรกิจ ฯ ถึงแก่กรรม อุไรยังยุ่งอยู่ด้วยงานศพ ก็ได้รับข่าวจากทางกรุงเทพ ฯ ว่ามารดาของหล่อนเจ็บหนัก นางธุรกิจกำจร จำใจต้องละธุระของสามีไว้ทางหนึ่ง รีบด่วนมาบ้านบิดาได้พยาบาลหญิงผู้ให้กำเนิดอยู่ ๗ วัน แล้วมารดาก็ตายจากไป

ดูออกจะเป็นการประหลาดที่จะกล่าวว่า แม่ตายเสียกลับทำให้ลูกเปนสุข แต่ความข้อนี้เป็นความจริงได้แก่ตัวจันทร เมื่ออุไรพ้นแล้วจากการถูกกดเป็นอิสระในการคิดการทำ ความกล้าก็เกิดขึ้นในตัวถึงกับอาจหาญขออนุญาตต่อบิดาจะพาน้องไปจังหวัดสวรรคโลกด้วย

พระยาอุดมาฯ เป็นคนรักลูกแต่เกลียดความรำคาญแม้อย่างน้อยที่สุด เหตุนี้ทำให้ท่านอยู่ในถ้อยคำภรรยาประดุจลูกอยู่ในคำแม่ คุณหญิงอุดม ฯ พอใจที่จะให้จันทรไปเสียจากบ้าน เพื่อหล่อนมิต้องอยู่กีดหน้าขวางตาความประสงค์ของอุไร ซึ่งเป็นความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของจันทรด้วย จึงสำเร็จอย่างราบรื่น

แต่นั้นมา อุไรกับจันทรได้พบปะกับนายสมานบ้างในเมื่อหล่อนมีโอกาสลงมากรุงเทพ ฯ และระหว่างที่นายสมานเจ็บหนัก เผอิญประจวบเหมาะหลวงธุรกิจมีธุรกิจเกี่ยวกับการค้าขาย จำเป็นต้องถือเอาบ้านในกรุงเทพ ฯ เป็นที่พักโดยไม่มีเวลาจำกัด ทั้งอุไรและจันทรจึงมีโอกาสได้​เห็นใจพี่ชายผู้มีคุณในวาระสุดท้าย

​คืนนั้น วิชัยหลับไปทั้งกังวลในกิจธุระและความเศร้าใจยังหนักอึ้งอยู่ในสมอง ถึงเช่นนั้นในเวลารุ่งอรุณ เขายังได้เห็นดวงตาดำสนิทคู่หนึ่งที่มีอำนาจทำให้เกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นในตัวเขาเมื่อตอนหัวค่ำ

สะดุ้งตื่นขึ้นจากหลับพร้อมกับที่ดวงตาคู่นั้นจางหายไปในฝัน วิชัยพบตัวเองนอนอยู่บนเสื่ออ่อนในมุ้งเล็กขนาดกว้างยาวพอดีกับร่างกาย ความเย็นแห่งอากาศเมื่อน้ำค้างยังชื่นฉ่ำอยู่ตามใบหญ้า ทำให้วิชัยรู้สึกถึงความสำราญที่ได้นอนเหยียดยาวอยู่ใต้ผ้าห่ม เขาพลิกตัวหลับตาตั้งใจจะหลับต่อ แต่เสียงนกกาที่โผผินไปตามยอดไม้ร้องเตือนเพื่อนกันให้ออกจากรังเตือนวิชัยให้สำนึกถึงงานอันตนจักต้องปฏิบัติโดยด่วน แหวกประตูมุ้งมองออกไปในที่ว่าง เห็นแสงทองเรื่อเรืองจับขอบฟ้า หลวงอรรถคดี ฯ จึงสลัดผ้าห่มจากตัว แล้วลุกออกนอกมุ้ง

ยืนยืดร่างเต็มส่วนสูง ชูแขนขึ้นตรงทั้ง ๒ ข้าง สูดอากาศอันสดชื่นเข้าในร่างกายเต็มแรง ในทันใดนั้นหลวงอรรถคดี ฯ เกือบสำลักลมหายใจ ห่างจากตัวเขาไม่ถึง ๑๐ ก้าว หญิงหนึ่งยืนเท้าลูกกรง เคราะห์ดีหล่อนหันหลังให้ ถึงกระนั้นวิชัยก็รู้สึกทั้งร้อนทั้งหนาวพร้อมกัน รีบเสยผมให้เรียบร้อย ใช้แขนเสื้อชั้นในเช็ดหน้าโดยด่วนแล้วก็เดินไปยังตาปูที่สายมุ้งผูกโยงอยู่

เห็นจะเป็นฝีเท้าวิชัยทำให้หญิงคนนั้นตื่นจากภวังค์หันหน้ามาดู พอสบตาชายผู้ซึ่งกำลังชำเลืองแลดูหล่อน จันทรก็หลบตาโดยเร็ว แล้วหันหน้ากลับไปทางเก่า

วิชัยปลดสายมุ้งได้ ๓ สาย ก็พอดีช้อยออกมายังระเบียงที่เขายืนอยู่และทักว่า

“อ้อพี่ใหญ่ตื่นแล้ว อย่ายุ่งกับมุ้งเลยค่ะ เดี๋ยวดิฉันทำเองได้ ธุระร้อนกว่านั้นยังมี ไปล้างหน้าเสียก่อนเถิด”

​แต่หลวงอรรถคดีฯ มีนิสัยทิฐิในบางโอกาส เมื่อปลายเชือกเป็นปมเขายังแก้ไม่ออก ก็จะเอาชนะให้ได้ ตอบไปโดยไม่ละจากงานว่า

“เขียนหนังสือ ๒-๓ ตัวส่งข่าวให้คุณแม่รู้เสียก่อน แล้วสั่งให้คนที่บ้านพี่ส่งผ้าดำมาให้พี่ด้วย ผ้าพันแขนจะมีหรือไม่มีก็ไม่รู้ ถ้ามีส่งมาไม่มีก็แล้วไป”

พอพูดจบก็พอดีแก้ปมเสร็จ วิชัยรวบมุ้งโยนไว้กลางเสื่อแล้วก็เข้าไปในห้อง

เมื่อทำกิจที่จำเป็นเรียบร้อยแล้ว วิชัยกลับออกมาข้างนอก ก็เห็นจันทรกำลังคุกเข่าพับผ้าห่มนอนของเขาอยู่ และสิ่งที่เขาได้เห็นนั้นทำให้วิชัยมีความรู้สึกประหลาดอันจะอธิบายได้โดยยาก เขาจึงหัน ๆรีๆ อยู่ในความลังเล จะตรงเข้าไปขัดขวางแย่งงานมาทำเสียเองก็ไม่ใช่ จะปล่อยให้หล่อนทำต่อไปก็ไม่เชิง ในที่สุดวิชัยก็หลบหน้ากลับเข้าห้องและลงมือทำงานที่พึงจะทำได้ในเวลานั้น

อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา วิชัยถูกเรียกให้ออกมารับประทานอาหาร หญิง ๓ คน คือ ช้อย อุไร และจันทรเข้าที่นั่งแล้ว สตรีสาวผู้อ่อนอาวุโสกำลังตักข้าวต้มใส่ชามแบ่งคนอื่น ๆ ดังนั้นจึงจัดว่าหล่อนได้ทำงานให้วิชัยอีกครั้งหนึ่ง

อุไรปราศรัยกับวิชัยอย่างสุภาพและสนิทสนม วิชัยก็ตอบโดยอาการเช่นเดียวกัน

บริโภคพลางปรึกษาถึงการงานกันไปพลาง ถึงกระนั้นวิชัยก็ยังมีเวลาพินิจดูลักษณะของหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าโดยละเอียดลออ สิ่งแรกที่เห็นโดยง่ายและสะดวกเพราะดูได้เต็มตา คือลำแขนซ้ายที่เท้าตึงรับน้ำหนักตัว แขนนั้นขาวผ่องทั้งกลมทั้งเรียวและอ่อนหยัด มือขวาจับช้อนตักอาหารมีผิวขาวละเอียด เช่นเดียวกับแขนประกอบด้วยหลังมืออวบนูน นิ้วเล็กเรียวหลังเล็บมีสีดังกลีบในบัวหลวงเมื่อแรกบาน และปลายเล็บขาวสะอาดเป็น​มัน ทรวดทรงของจันทรนั้นอ้อนแอ้น เมื่อขยับเขยื้อนเยื้องกรายก็ดูอ่อนระทวยไปทั้งตัว ใบหน้าของหล่อนเป็นรูปไข่ แก้มอิ่มผุดผาดหาตำหนิมิได้ จมูกเป็นสัน คิ้วดำเล็กและเรียว ขนตาทั้งหนาทั้งยาว ริมฝีปากจิ้มลิ้มมีส่วนสัดรับกันเหมาะเจาะทั้งริมฝีปากล่างและริมฝีปากบน อันความงามที่เป็นไปโดยธรรมชาติอันแท้จริงนี้ ยิ่งพิศยิ่งเห็นชัดและดูเด่นจับตาจับใจ จนแทบจะทำให้ผู้มีสติฟั่นเฟือน ความคิดในเชิงการงานก็เชื่องช้าลง ไม่ว่องไวเฉียบแหลมเหมือนเช่นเคย


Title: Re: นวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย (๑๑-๒๐) - ดอกไม้สด (หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์)
Post by: ppsan on 19 May 2022, 20:12:17

๑๕

เย็นวันหนึ่งในเดือนธันวาคม อากาศค่อนข้างเย็น เพราะฤดูหนาวได้ย่างเข้ามาใกล้แล้ว ลูกหญิงคนสุดท้องของนางศรีวิชัย ฯ นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ในบริเวณหลังบ้าน ห่างจากตัวหล่อนไปเล็กน้อย หนูนิดเด็กหญิงผู้มีร่างเล็กและแบบบางนั่งหั่นใบไม้เล่นง่วนอยู่คนเดียว

๒ เดือนผ่านพ้นไปแล้ว นับแต่วันที่สามีของช้อยได้ละร่างไปสู่ปรโลก แต่วันเวลาที่ล่วงพ้นไปนั้นมิได้ปัดเป่าความโศกของหญิงหม้ายให้ล่วงไปตาม ช้อยยังมีสีหน้าอันเศร้าซีด มีท่าเบื่อชีวิตและบางคราวก็มีอาการดิ้นรนฮึดฮัดมาแทรกแซงเป็นพิเศษด้วย

ความโศกที่ไม่สิ้นนี้ หาใช่ความโศกอันเกิดจากความดิ้นรนเรียกร้องผู้ตายให้กลับคืนมาใหม่ ความโศกที่เกิดจากการดิ้นรน มีอยู่อย่างรุนแรงสุดขีดในระยะ ๑๐ วันแรก แต่ได้เสื่อมสิ้นไปในไม่ช้า ส่วนความโศกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มีมูลเดิมจากความเสียดาย สิ่งแวดล้อมที่เคยมีในสมัยที่ตนครองชีพอยู่กับบุรุษผู้เป็นสุดที่รัก และให้หมดสิ้นไปในเวลาเดียวกับชีวิตของเขาดับลง ถ้าจะกล่าวว่าช้อยยังโศกนัก เพราะเสียดายสามี ดังนี้ก็ไม่แต่ความเสียดายในคนที่ตายไปแล้ว วิญญูชนย่อมระงับเสียได้ แม้ไม่สูญก็พอเสื่อม เพราะตระหนักอยู่แก่ใจว่า ถึงอย่างไรคนตายไปแล้วจักไม่ฟื้นคืนมา แต่ความเสียดายในสิ่งแวดล้อมนั้นยากที่จะหักให้หาย ด้วยภาวะความมีความเป็นที่ช้อยได้เคยผ่านมานั้นไม่เป็นภาวะอันเหลือความสามารถที่บคคลในฐานะเช่นช้อยจะทรงไว้ได้ ถ้าแม้ว่าอำนาจแห่งความทรงไว้นั้นขึ้นอยู่กับหล่อนโดยตรง

สิ่งแวดล้อมที่กล่าวนี้มีความสำคัญอยู่ที่ความสงบสุขในเคหะแห่งตน ความสงบสุขมีความสำคัญอยู่ที่ความอิสระในการคิดทำ สามีของช้อยเป็นชายที่สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติหลายประการ มีศีล มีความละอายต่อบาป มีความกรุณา และมีสัจจะ คือความจริง เป็นองค์คุณสำคัญประจำใจคอยกำกับควบคุมคุณสมบัติเหล่านั้นให้คงที่อยู่เสมอ อันชายที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ เมื่อได้มอบความเป็นอยู่แห่งชีวิตไว้กับหญิงใด มาตรว่าหญิงนั้นไม่มีกรรมชั่วติดตัวจนเหลือขนาด ก็เป็นธรรมดาที่จะได้รับความสุขใจเต็มเปี่ยม จนสามารถก้มหน้าต่อต้านสรรพอุปสรรคแห่งชีวิตได้โดยปราศจากความกระวนกระวาย เพราะเหตุฉะนี้ ช้อยจึงมีความรักความบูชาในสามีอย่างสูงสุด จนถึงกับน้อมนำใจตนให้เข้ารวมอยู่ในการคิดการทำของเขาจนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งเมื่อสรุปความแล้วก็เท่ากับช้อยมีอิสระในการคิดการทำตามใจตนทุกเวลา

อนึ่งช้อยแต่งงานเมื่ออายุ ๒๒ ปี ได้อยู่ร่วมกับนายสมานมาตลอด ๔ ปีกว่า คุณสมบัติของสมานได้กล่อมเกลาอุปนิสัยของหล่อนจนโอนเอียงตามอุปนิสัยของเขาไปได้มาก นอกจากนี้แล้วบุคคลผู้ครองเรือนมีความรับผิดชอบมากกว่าผู้อยู่ในปกครอง ถ้าแม้ว่าตนรู้สึกในความรับผิดชอบนี้ ก็ย่อมต้องมีความคิดความระวัง และรู้คิดรู้สังเกตจนมีความรอบรู้เพิ่มพูนขึ้นในตัว อาศัยเหตุ ๒ ประการ คืออิทธิพลของสามีรวมกับความรอบรู้ที่เกิดจากต้องรับผิดชอบ ช้อยจึงมีความคิดแตกฉาน มีไหวพริบในเชิงสังเกตสิ่งที่ผ่านหูผ่านตา และมีคุณสมบัติอันเกิดแล้วและเจริญขึ้นยิ่งกว่ากาลก่อนเป็นอันมาก

เมื่อสิ้นสามีเสียแล้ว สิ่งเดียวที่เหมาะและสมควรที่จะปฏิบัติ ก็คือกลับมาอยู่กับมารดา ซึ่งช้อยก็ได้ปฏิบัติแล้วโดยไม่ลังเล พร้อมกับหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะได้รับความประเล้าประโลมจากบ้าน อันเป็นที่เกิดนี้และความสงบสุขก็จะกลับเกิดแก่ใจ แต่ความหวังของหล่อนผิดไปอย่างคาดไม่ถึง.... เมื่อความสงบสุขไม่มีอยู่ในบ้าน บ้านจะให้ความสงนสุขแก่คนที่อาศัยอยู่ใต้ชายคากระไรได้

ในคืนแรกที่ช้อยจะได้อาศัยบ้านเดิมเป็นที่นอน หล่อนก็ได้ฟังข่าวเรื่องมารดาหาภรรยาให้น้อง ด้วยความเคารพและเชื่อมั่นในผู้ให้กำเนิด ช้อยก็เชื่อต่อไปว่า หญิงที่มารดาเลือกแล้วคงจะเป็นหญิงที่คู่ควรแก่น้องชายและความเชื่อนี้ทำให้หล่อนดีใจในข่าวที่หล่อนเชื่อว่า ในวันต่อ ๆ มาหล่อนได้ฟังเรื่องนี้อีก แต่ในที่สุดของเรื่อง ช้อยได้รับความรู้ใหม่ว่า นายร้อยตรีชัดไม่เห็นดีด้วยในความคิดของมารดา ตรงนี้แหละคือต้นเหตุแห่งความไม่สงบที่มีอยู่ในบ้าน

ชัดปกติอยู่บ้านน้อยที่สุด โดยมากเขาอยู่แต่เฉพาะเวลาหลับและก็น้อยที่สุดเท่าที่ชัดอยู่บ้านนี้ หญิงผู้ทรงอำนาจในบ้านจึงจะรู้พูดรู้ยิ้มอย่างแจ่มใส นอกจากนี้แล้วคุณนายย่อมมีสีหน้าบึ้งตึง วาจาก้าวร้าว มักบ่นว่าด่าทอผู้อยู่ในปกครองโดยปราศจากเหตุสมควร อันความจู้จี้จุกจิกของนางศรีวิชัย ทั้งบุตรหญิงบุตรชายย่อมเคยเห็นเคยได้ยิน แต่นิสัยเช่นนี้ย่อมมีแก่ผู้อยู่ในปัจฉิมวัยเป็นส่วนมาก จึงไม่เป็นการเกินกำลังของช้อยที่จะอดทน ข้อที่ทำให้หล่อนอัดใจเพียงอกแตกนั้น คือพี่ชายใหญ่ผู้ซึ่งมีความประพฤติอันไม่ควรแก่การต้องตำหนิ โดยอย่างหนึ่งอย่างใดกลับเป็นผู้ที่ถูกมารดารุกรานอยู่เสมอ

​ความพอใจทั้งหลายที่เรียกไม่ได้จากลูกคนเล็ก คุณนายชื่นจะรีดเค้นจากลูกชายใหญ่ สิ่งใดที่ลูกชายเล็กไม่กระทำ ท่านเคี่ยวเข็ญลูกชายใหญ่ดังหนึ่งจะให้เขาทำแทน ชัดกลับบ้านดึกหลายคืนซ้อนกัน ท่านบ่นว่าวิชัยไม่เตือนน้อง ถ้าวันใดวิชัยกลับบ้านผิดเวลาบ้าง ท่านก็ว่าเขาทำเยี่ยงไม่ดีให้น้องเอาอย่าง ๓-๔ เดือนที่ท่านพยายามเกลี้ยกล่อมจะให้ชัดไปดูตัวลูกสาวพระยาราญรอน ฯ ทั้ง ๓-๔ เดือนชัดพยายามบิดพลิ้วหลีกเลี่ยงได้ วิชัยก็มีส่วนผิดด้วยอีกในฐานให้ท้าย

เมื่อ ๒-๓ วันที่แล้วมานี่เอง ได้มีเรื่องคล้ายคลึงกับที่กล่าวมาแล้วเกิดขึ้นอีก ซึ่งช้อยยังฝังใจไว้จนถึงเวลานี้

วันนั้นหล่อนนั่งอยู่บนระเบียงเรือน วิชัยอยู่ในห้องกับมารดา ทั้ง ๒ จะได้พูดกันเรื่องอะไรก่อนช้อยไม่ทันฟัง เพิ่งเกิดความเอาใจใส่เมื่อได้ยินเสียงมารดาพูดว่า

“เต็มทีลูกของเรามันไม่รักดี ข้างเขาหรือค้อยคอย คอยจะให้คอยะช่วย ไอ้ของเราไม่เอาอะไรสักอย่าง”

ไม่ได้ยินเสียงตอบจากอีกฝ่ายหนึ่ง คุณนายชื่นพูดต่อไป

“ฉันดู ๆ เหมือนพ่อใหญ่เห็นดีกับน้องถึงได้ไม่ช่วยว่ากล่าวตักเตือนบ้างเลย”

“คุณแม่จะให้ผมเตือนเรื่องอะไรครับ?”

ก็เรื่องมีลูกมีเมียน่ะซี มีอย่างหรือขนมมาถึงปากแล้วจะปัดทิ้งเสีย อีกกี่ปีกี่ชาติถึงจะได้พบอย่างนี้อีก”

ถึงตอนนี้ ช้อยทายได้ทันทีว่าพี่ชายใหญ่ของหล่อนจะตอบมารดาว่ากระไร ด้วยเหตุว่าเขาได้เคยตอบมาแล้วมากกว่า ๓ ครั้ง และคำตอบที่หล่อนได้ยินในอึดใจหนึ่งต่อมาก็ตรงกับที่หล่อนทายไม่ผิดเพี้ยน

“ชัดบอกกับผมว่าไม่ชอบลูกสาวคุณหญิงมะยม ถ้าจะขืนให้เขาแต่งงานกับลูกสาวบ้านนั้น เขาไม่รับรองว่าเขาจะไม่เสียคนทีหลัง ดังนั้นผม​ก็หมดปัญญา

“ปัญญาของแกน่ะไม่หมดง่าย ๆ หรอก ฉันรู้แต่ว่าแกเห็นดีเห็นถูกที่น้องแกพูดอย่างนั้น เพราะว่ามันเข้าสมัย ลูกโตแล้วทำอะไรต้องเอาแต่ใจ พ่อแม่เท่ากับหมาตัวหนึ่ง จะว่าอะไรฉันก็ไม่กลัว”

วิชัยไม่ตอบ และช้อยอยู่ห่างเขามากเกินไปจึงมิได้ยินเสียงลมหายใจที่เขาถอนขึ้นอย่างยืดยาว แต่หล่อนรู้ว่าเขาทำดังนั้นเพราะคุณนายชื่นพูดว่า

“เรียกมาปรึกษาหารืออะไรหน่อยก็ถอนใจ! เบื่อแม่เสียเต็มที ถึงทีคนอื่นละวิ่งไปประจบเขาได้ร่อน ๆ”

“เรื่องพ่อชัดเป็นเรื่องที่หนักอกผมมาก” ผู้เป็นบุตรตอบช้า ๆ “ผมเองเป็นแต่พี่เขา ไม่ใช่พ่อ จะบังคับเขานักก็ไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งตาชัดเวลานี้อายุก็ยังน้อย เงินเดือนก็ยังน้อย ใช้สำหรับตัวเองคนเดียวยังไม่ค่อยจะพอ จะพอสำหรับเลี้ยงเมียด้วยอีกหรือ ถ้าจะให้แกมีเมียไว้สำหรับเลี้ยงตัวแก ผมเองก็ไม่เห็นดี รู้สึกว่าผิดวิสัยลูกผู้ชาย”

คำตอบนี้เป็นอีกคำหนึ่งที่ช้อยเคยได้ยินแล้วหลายครั้ง จึงทายได้อีกว่าผลแห่งคำตอบนี้จะเป็นอย่างไร คุณนายชื่นหัวเราะเสียงกร้าว พูดสวนควันขึ้นทันที

นั่นไหมล่ะ ฉันว่าแล้วว่ามีคนให้ท้ายพ่อชัด มันถึงได้ดื้อดานนัก ถึงว่าเถอะน่า ลูกคนนี้แต่อ้อนแต่ออกไม่เคยเป็นเด็กหัวแข็งเลย มีคนหนุนมันถึงได้กำเริบไม่กลัวแม่”

ช้อยมีความรู้สึกใคร่จะจับเก้าอี้หรือโต๊ะที่อยู่ใกล้มือฟาดลงกับกระดานโดยแรง หรือมิฉะนั้นก็ฉีกเสื้อผ้าที่แต่งอยู่ให้ขาดวินาศไปกับมือ แต่น้าเสียงของวิชัยที่ดังมาถึงหูช้อยนั้น มิได้แสดงว่าเขามีความรู้สึกอันใกล้เคียงกับความรู้สึกของหล่อนแม้แต่น้อย

“ผมไม่เคยพูดกับตาชัดอย่างที่ได้พูดกับคุณแม่เดี๋ยวนี้เลยครับ”

​“ก็แล้วแกมาพูดกับฉันทำไมล่ะ แกจะเป็นครูสอนแม่หรือ?”

“มิได้ครับ ผมเรียนคุณแม่เพื่อจะให้เข้าใจว่า ผมมีเหตุผลอย่างไรจึงไม่กระตือรือร้นให้ตาชัดแต่งงาน”

“เหตุผล ! เอะอะอะไรก็เหตุผล เหตุผลของแกมันก็เรื่องไม่ทุกข์ไม่ร้อน น้องจะระยำป่าหมาอย่างไรก็ช่าง เที่ยวกลางกลางค่ำกลางคืนกลับดึกกลับดื่นก็ช่างมัน อย่าว่าเลยพ่อใหญ่ดีอยู่แล้ว สบายแล้วนี่ พ่อชัดจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันปะไร !”

ช้อยอกเต้น อึดอัดอยากจะร้องไห้ กัดริมฝีปากเงี่ยหูคอยฟังต่อไป จึงได้ยินเสียงวิชัยตอบแก่มารดาของเขาว่า

“ถ้าเราช่วยกันสนับสนุนให้ชัดได้แต่งงานกับผู้หญิงที่เขาชอบ บางทีเขาจะกลับเป็นคนดีได้ เพราะเขาก็เป็นคนฉลาด ได้เล่าเรียนรู้แล้วว่าสิ่งใดดีสิ่งใดชั่ว”

“ก็เชิญจัดกันเข้าซี หลานสาวเขาบ้านโน้นใช่ไหมล่ะ แม่ประแหลดคนนั้นน่ะ เอาเถอะ วันไหนก็วันนั้นแหละ แกทั้งพี่ทั้งน้อง อย่าได้เหยียบย่างเข้ามาในบ้านฉันอีกเลย”

“มิได้ครับ คุณแม่ ผมเองก็ยังไม่ทราบแน่ว่าชัดชอบอนงค์ ที่ผมพูดหมายความว่าผู้หญิงทั่วไป ถ้าชัดเขาชอบ และคุณแม่ไม่เกลียดจนเหลือเกินก็ควรจะผ่อนตามใจเขา ดีกว่าจะบังคับให้เขาตามใจเราฝ่ายเดียว เพราะว่าเขาบอกอยู่โต้ง ๆ แล้วว่าถ้าเขารักเมียเขาไม่ลง เขาจะเสียคนภายหลัง คุณแม่จะร้อนใจมากขึ้น ไหนจะเกรงใจผู้ใหญ่ทางฝ่ายโน้น ไหนจะเป็นห่วง พ่อชัดของเรา คุณแม่โปรดตรองดูเถอะครับ?”

คุณนายชื่นยังไม่ได้ตอบในทันที แต่ผู้ที่นั่งอยู่นอกห้อง บันดาลโทสะจนตัวสั่น โกรธแม่ว่าอยุติธรรม โกรธพี่ชายว่าช่างทนได้ ไม่เห็นประโยชน์ที่จะฟังต่ออีกจึงลุกไปเสียที่อื่น

นึกถึงพี่ชายคนใหญ่ ช้อยถึงกับเคยสงสัยว่าตัวเขานั้นประกอบขึ้น​ด้วยอิฐด้วยปูนหรืออะไรกันแน่ จึงช่างกระไร ดูเหมือนเขาไม่มีการเกรี้ยวกราดของมารดา ทางพุทธศาสนาท่านสอนไว้ให้ระงับความโกรธด้วยความไม่โกรธ ธรรมข้อนี้ช้อยเห็นว่า มีคนสามัญน้อยนักจะปฏิบัติตามได้โดยสม่ำเสมอ แต่สำหรับวิชัยเห็นทีเขาจะมีนิสัยไม่โกรธมาแต่อ้อนแต่ออก จึงเคร่งอยู่ในธรรมข้อนี้โดยไม่หวั่นไหว อย่างไรก็ตาม วิชัยทนต่อความโกรธของมารดาได้มากเท่าใด ความเศร้าใจของช้อยก็มากขึ้นเท่านั้น ด้วยว่าหล่อนต้องเผชิญกับความจริงอีกประการหนึ่งที่ไม่เคยคิดค้นกันมาก่อน คือหล่อนสังเกตเห็นว่า หญิงผู้ที่หล่อนเคารพบูชาไว้ในที่สูงประหนึ่งบูชาพระนั้น มีนิสัยขลาดต่อความแข็งกระด้างและกล้าข่มขู่ความลมุนละม่อม ดังนั้นผลแห่งการปฏิบัติของวัยจึงไม่งอกเงยอยู่ได้ยืดยาว

เสียงฝีเท้าคนเดินทำให้ช้อยตื่นจากภวังค์ และเงยหน้าขึ้นดู ก่อนที่จะเห็นตัวผู้เป็นเจ้าของเสียงนั้น ก็เห็นหนูนิดลุกแล่นไปข้างหน้า ครั้นแล้วจึงได้เห็นวิชัยอุ้มหลานขึ้นใส่บ่าพามายังที่หล่อนนั่งอยู่

“ไม่อยู่กินเลี้ยงกับคุณแฝดดอกหรือ?” เขาถามหล่อนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มตามเคย “พี่ผ่านหน้าบ้านมาเห็นคนนั่งเป็นกลุ่มอยู่ที่หน้าเรือน เข้าใจว่ากำลังเลี้ยงอะไรกันอยู่”

“คุณแฝด” เป็นนามที่วิชัยใช้เรียกคุณแม้นกับคุณเมี้ยน เนื่องจากเขาเคยรู้ว่าคุณทั้ง ๒ เป็นพี่น้องฝาแฝด ครั้นได้พบกับท่านทั้ง ๒ แล้ว เห็นจริงด้วยกับคำที่สมพงศ์ว่าท่านเหมือนกันจนเกือบจะหาาที่ผิดเพี้ยนไม่ได้ ดังนั้น เมื่อจะกล่าวนามสตรีคู่นี้ เพื่อที่จะไม่ต้องแยกท่านทั้ง ๒ ออกจากกัน เช่นเดียวกับที่ท่านทั้ง ๒ ไม่เคยคิดจะแยกตัวของท่านจากกันและกันเลย วิชัยจึงขนานนามท่านเสียใหม่ให้เรียกง่ายขึ้น แต่พึงเข้าใจว่าในเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณทั้ง ๒ หรือแม้เพียงต่อหน้าญาติของคุณทั้ง ๒ แล้ว เขาหาบังอาจเรียกนามที่เขาขนานขึ้นเองไม่ ด้วยเกรงจะเป็นการขาดต่อความเคารพต่อวัยวุฒิบุคคล

​ช้อยตอบคำถามของพี่ชายว่า

“ลูกหลานของท่านมากันหลายคน มีฉันคนเดียวไม่ได้เป็นญาติ งานการที่ทำเมื่อตอนบ่ายก็เสร็จหมดแล้ว ขี้เกียจอยู่ยุ่มย่ามเลยกลับมาเสียก่อน รับประทานข้าวแล้วถึงจะไปช่วยทำงานตอนกลางคืนอีก”

“พ่อชัดเขาไปที่นั่นหรือเปล่า ?” วิชัยถาม

“ไม่ทราบค่ะดิฉันไม่พบเขานี่ บางทีเวลานี้เขาจะอยู่ที่นั่นกระมัง”

“เวลานี้เขาอยู่บนเรือน พี่มาถึงพร้อมกับเขาพอดี นี่คุณแม่อยู่ที่ไหน?”

“ไม่ทราบอีก ดิฉันเข้าทางประตูนี้” หล่อนชี้ไปยังประตูเล็กที่ติดต่อกับบริเวณบ้านใหม่ “แล้วก็นั่งอยู่ที่นี่ ยังไม่ได้ผ่านไปทางหน้าเรือนเลย”

“หนูทานข้าวแล้วหรือยังจ๊ะ?” วิชัยถามเด็กน้อยที่อยู่บนบ่า พลางเลื่อนตัวแม่หนูลงมาต่ำเพียงระดับเอว หนูนิดซบศีรษะลงกับบ่าเขา แต่หาปรารถนาตอบคำถามที่เขาถามแล้วไม่

“ลุงถามทำไมไม่ตอบล่ะจ๊ะ” ช้อยว่า แล้วหล่อนก็ทำหน้าที่ตอบเสียเอง “แกทานแล้วค่ะ พี่ใหญ่ไปอานน้ำเสียเถอะ ประเดี๋ยวเราจะได้รับประทานกันบ้าง วันนี้กลืนข้าวเห็นจะไม่สู้ฝืดคอ”

“ทำไม? มีอะไรพิเศษหรือ? คุณแฝดส่งมากระมัง?”

ช้อยยิ้มพลางสั่นศีรษะและตอบว่า

“ไม่ใช่หรอกค่ะ ดิฉันหมายความถึงพ่อชัดเขาอยู่บ้าน คุณแม่ท่านคงไม่บ่นใครหรือด่าใคร”

วิชัยยิ้มตอบน้องสาวแล้วก็อุ้มหลานเดินไปที่เรือน ส่วนช้อยยังไม่สมัครจะเปลี่ยนที่ จึงคงนั่งใช้เวลาให้ล่วงไปในการรำพึงต่อไปอีก

ความประหลาดของทางดำเนินแห่งชีวิตที่บุญและกรรมปรุงแต่งมาได้กับเสียเป็นของคู่กัน กรรมบันดาลให้ช้อยเสียบุรุษผู้ยอดดีไปคนหนึ่งแล้ว ทำให้หัวใจที่เคยเสพความดีอ้างว้างเหลือแสน ครั้นแล้วบุญก็มา​บันดาลให้หล่อนได้ติดต่อสมาคมกับสตรี ๒ นาง ซึ่งเป็นโอกาสให้หล่อนได้พบรอยแห่งความดีละม้ายเหมือนเมื่ออยู่กับนายสมาน ผิดกันแต่เพียงว่าฝ่ายหนึ่งเป็นหญิง อีกฝ่ายหนึ่งเป็นชาย แม้ว่ามีคุณสมบัติเสมอกัน แต่วิธีที่จะระบายความดีออกโปรยปรายแก่ผู้อื่นนั้น ย่อมยิ่งและหย่อนกว่ากันในเชิงแข็งและอ่อน

เมื่อยังอยู่ในวัยสาว คุณแม้นกับคุณเมี้ยนเคยรับหน้าที่เป็นครูอยู่ในโรงเรียนที่ช้อยกำลังศึกษา ครั้นเมื่อช้อยเป็นหม้ายและได้กลับมาอยู่กับมารดา ได้พบคุณทั้ง ๒ ในเวลาที่ท่านมาดูบ้านใหม่ ผู้เป็นศิษย์แสดงความเคารพ โดยอ่อนน้อมเท่าที่เคยแสดงในเมื่อตัวเป็นเด็ก ฝ่ายผู้เป็นครูก็ปราศรัยโดยอ่อนหวาน เพียบพร้อมด้วยอัธยาศัยไมตรี จึงต่างฝ่ายต่างมีความชอบพอซึ่งกันและกัน และได้ติดต่อพบปะกันอย่างสนิทสนมเรื่อยมา

คืนนี้นางศรีวิชัย ฯ จะไปดูละครร้องกับลูกสาวคนใหญ่ หลวงศักดิ์ ฯ มีใจเอื้ออารีรับจะพาแม่ยายกับภรรยาไปส่งที่โรงละคร ตัวเขาเองจะเลยไปที่อื่นแล้วจะกลับมารับเมื่อใกล้เวลาละครเลิก ในระหว่างที่รับประทานอาหาร คุณนายชื่นชวนบุตรชาย ๒ บุตรหญิง ๑ ให้ไปด้วยกับท่าน และได้รับคำตอบเชิงปฏิเสธโดยสุภาพ เป็นเหตุให้คุณนายนึกฉิวอยู่บ้าง หากได้ความอารีของเขยใหญ่ซึ่งนานทีจะมีสักครั้ง ชะโลมใจอยู่เป็นทุน และการที่ได้นายชัดร่วมโต๊ะอยู่ด้วยชะโลมซ้ำ ความฉิวของคุณนายจึงไม่กลายเป็นความโกรธ

เมื่อมารดาไปแล้ว วิชัยเดินไปส่งช้อยที่ประตูเล็กติดต่อกับเขตบ้านคุณแม้น ครั้นแล้วเขาเองก็เดินดูต้นไม้ภายใต้แสงจันทร์ เบื่อเดินแล้วมานั่งเก้าอี้ที่สนาม เบื่อนั่งอีกจึงขึ้นเรือน

เห็นชัดนอนอ่านหนังสืออยู่ที่เฉลียง ท่วงทีจะเพลิดเพลินมากเพราะแม้แต่ได้ยินเสียงฝีเท้าก็ยังไม่เหลียวแล ไม่อยากรบกวนความสำราญน้อง วิชัยจึงลดฝีเท้าให้เบาแล้วเลยขึ้นไปชั้นบน

​เข้าในห้องของตัวเอง หมุนไปหมุนมาด้วยว่าไม่รู้จะทำสิ่งใดเพื่อฆ่าเวลา พอเหลือบเห็นสมุดที่รวมรูปอันตัวเขาเองเป็นผู้ถ่าย วางอยู่บนโต๊ะหนังสือ วิชัยจึงเปิดไฟฟ้าตั้งใกล้โต๊ะนั้นขึ้น แล้วนั่งลงพลิกสมุดดู

พลิกไปพลิกไปเรื่อย ๆ อย่างไม่สนใจนัก จนเมื่อถึงรูปสุดท้ายติดอยู่เดี่ยวและเด่นกลางหน้าสมุด มือที่เตรียมจะพลิกก็ชะงัก สายตาวิชัยจับนิ่งอยู่กับที่หลายวินาที

ภายหลังเขาเลื่อนสมุดรูปมาวางไว้ทางเบื้องซ้าย หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาวางไว้ตรงหน้า หยิบดินสอมาถือนิ่ง ตรองดูอีกครู่ มองดูรูปอีกครั้งแล้วจรดปลายดินสอลงบนแผ่นกระดาษ ตัวอักษรไทยก็ปรากฏขึ้นเป็นแถวยืดยาวไปโดยเร็ว

เขียนแล้วอ่านทาน ขีดฆ่าและแก้บ้างเล็กน้อย วิชัยก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปหยิบซออู้ที่แขวนติดอยู่กับฝาห้อง เสียเวลาเทียบสายเพียงครู่น้อย ๆ แล้วเสียงซอก็ดังขึ้นเป็นจังหวะช้า ๆ ในทำนองเนื้อร้องเพลงนกจาก สายตาวิชัยจับอยู่ที่บทประพันธ์อันตนได้ประพันธ์ไว้แล้ว และมีความกระดากอายต่อการที่จะฟังเสียงตนเองขับเพลงเข้ากับบทประพันธ์นั้น จึงใช้ซอเพียงรำพันถ้อยคำแทนตัว

“ชะยิ่งพิศก็ยิ่งคะนึงนุช เจ้างามสุดงามยิ่งไม่มีสอง

งามทั้งผาดทั้งพิศติดใจปอง งามจริตงามทำนองสะเทิ้นอาย

งามยิมเมื่อเจ้าแย้มเยื้องรับพี่ งามฉวีพักตร์ผ่องดังจันทร์ฉาย

งามโอษฐ์ที่เจ้าเอื้อนอรรถภิปราย งามเนตรที่เจ้าชายชวนชม”

“ฮูเร !”

พร้อมกับเสียงพูดนี้ มีเสียงปรบมือดังขึ้นด้วย วิชัยเบือนหน้าไปทางประตู เห็นชัดยืนอยู่ตรงนั้น นายทหารหนุ่มพูดต่อไปว่า

“ทำไมถึงหยุดเสียล่ะครับ ผมกำลังฝันเพลินทีเดียว”

“ขอบใจ” วิชัยตอบ ทบคันซอสอดเข้ากับลูกบิด” เข้ามาข้างในซีชัด เมื่อตะกี้อ่านหนังสืออะไร เห็นท่าทางเพลินมาก”

“อ่านเรื่องของ โวตเฮาส์ สนุกพอใช้ ขันดี นี่พี่ช้อยไปบ้านโน้นแล้วหรือ?”

“ไปนานแล้ว” วิชัยตอบ “แกไม่นึกอยากกรายไปดูเขาบ้างหรือ?”

“ผมหรือ?” ชัดถาม หัวเราะอย่างขันแกมสงสัย “ไปทำไมกัน?”

“ไม่รู้หรือ นึกว่าอยากจะไปหาใคร ๆ ที่นั่นบ้างน่ะซี”

ชัดหัวเราะอีก แล้วว่า

“พี่ใหญ่นี่เป็นคนดีน่ารักเหลือเกิน”

พี่ชายของชัดเลิกคิ้วอย่างสงสัย “ทำไม?” เขาถามพร้อมกับลุกจากเก้าอี้เพื่อนำซอไปเก็บไว้ยังที่ “อยู่ ๆ ก็มายอพี่ จะประจบเอาอะไรหรือ?”

“อยากได้” เป็นคำตอบตามตรงด้วยน้ำเสียงสุภาพ แล้วพูดต่ออย่างหนักแน่นจากใจจริง “แต่เมื่อชมนั้นไม่ได้ตั้งใจจะประจบเลย นี่เป็นความจริงแท้ ๆ ผมคิดว่าผมจะขออะไรพี่ใหญ่ได้โดยไม่ต้องมายอต่อหน้าเพื่อประจบไว้ก่อนเลย เพราะผมรู้ว่าคนอย่างพี่ใหญ่นั้นไม่กระเทือนเพราะประจบเป็นแน่”

วิชัยยิ้มในหน้า บรรจงแขวนซอให้อยู่ในระดับตรง ในใจยังไม่วายสงสัย ชัดเลียริมฝีปาก แล้วพูดสืบไปด้วยน้ำเสียงคลายความมั่นคงลงกว่าเดิม

“พูดธุระกันเสียก่อนเถิด แล้วผมจะบอกว่าเมื่อตะกี้ผมว่าพี่ใหญ่เป็นคนน่ารักเพราะเหตุไร-ผม อยากขอยืมสัก ๒๐ บาท”

วิชัยนิ่งอยู่ในที่เดิม สีหน้าขรึม มองดูฝาห้องเพราะไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีกว่านั้น ชัดรีบพูดต่อโดยเร็ว

“ผมจำได้ว่าสัญญากับพี่ใหญ่ไว้ว่า จะไม่ขอยืมเงินอีก จนกว่าจะได้ใช้เงิน ๕๐ บาท ที่ผมยืมไปเมื่อคราวสุดท้าย ผมก็ตั้งใจจะทำตามสัญญาจริง ๆ เผอิญเมื่อวานซืนนี้เอง ผมต้องเอาเงินที่มีอยู่ไปใช้ค่าสโมสรเขาเสีย ​เพราะเขาเตือนจะผลัดต่อไปก็เกรงใจเขา เวลานี้เลยจะหาอัฐซื้อข้าวกลางวันกินก็ไม่มี สตางค์แดงเดียวก็ไม่เหลือติดตัว แล้วอีกตั้ง ๕ วันกว่าเงินเดือนจะออก อย่างไรก็ตาม พอได้รับเงินเดือน ๆ นี้แล้ว ผมจะใช้พี่ใหญ่จนครบไม่ให้ขาดสักบาทเดียว”

อันสัญญาของชัดในเรื่องที่เกี่ยวแก่การยืมและการใช้นั้น มีน้ำหนักน้อยเพียงไรวิชัยย่อมรู้ดีอยู่ แต่ชายหนุ่มผู้นี้มีหลักอยู่ในใจว่า “ผู้ใดให้เร็วเท่ากับได้ให้ ๒ หน” เมื่อน้องบอกอยู่เดี๋ยวนี้ว่า ไม่มีเงินแม้แต่สำหรับจะซื้ออาหารบริโภค เป็นแน่ว่าตนจะปฏิเสธคำขอของน้องไม่ได้แล้ว ประโยชน์อะไรที่จะตัดพ้อให้ยาวความ อันจักเป็นเครื่องยังค่าแห่งการบริจาคให้ถอยลง ดังนั้นวิชัยจึงไม่โต้ตอบ รีบหยิบธนบัตรมีค่า ๒๐ บาทยื่นให้ผู้ขอเสียเสร็จไปทีเดียว”

คราวนี้เช่นเดียวกับคราวใด ๆ ที่แล้วมา ชัดใช้วิชาพิเศษซึ่งมีประจำตัว แสดงความขอบคุณอย่างอ่อนน้อมและจริงใจ บันดาลให้ผู้ให้ลืมเสียดายทรัพย์ ถ้าหากเขาจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้างแม้น้อยและมาก ครั้นแล้วชัดก็มีสีหน้าเบิกบานดังเก่า ขึ้นนั่งบนโต๊ะเขียนหนังสือของพี่ชายแกว่งขาพลางผิวปาก และยกสมุดรูปขึ้นดู

วิชัยกำลังจุดบุหรี่สูบ เขาเกือบสะดุ้งเพราะเสียงชัดถามขึ้นอย่างดังและเต็มไปด้วยความตื่นเต้นว่า

“นี่รูปใครครับพี่ใหญ่? สวยจังเลย !”

วิชัยเดินมายืนอยู่ข้างตัวน้อง สายตาแสดงความภาคภูมิใจจับอยู่บนรูปที่ชัดกำลังดู ย้อนถามว่า

“สวยมากหรือ? นี่พี่ถ่ายไม่ดีพอเสียอีกนะ ตัวจริงเขาสวยกว่านี้อีก”

“ใครครับ พี่ใหญ่?” ชัดถามซ้ำ จ้องดูรูปไม่วางตา

วิชัยยังไม่ตอบยิ้มพลางจุดบุหรี่อย่างแช่มช้าเหมือนจะรับคำและกิริยาแสดงความนิยมชมชื่นอย่างเอกอุของชัด ประทับไว้กับใจของตัว ครั้น​จุดบุหรี่แล้วตาจับอยู่ที่รูป มือที่ถือไม้ขีดไฟเลื่อนลงตรงเอวด้วยความตั้งใจจะใส่วัตถุที่ถืออยู่ลงในกระเป๋าเสื้อนอก ครั้นมือสัมผัศกับขอบกางเกง นึกขึ้นได้ว่าตนสวมแต่เสื้อชั้นใน จึงโยนกลักไม้ขีดลงบนโต๊ะ พร้อมกับตอบคำถามของน้องว่า

“แม่จันทร น้องผัวของช้อยยังไงล่ะ แกก็เคยเห็นตัวเขาแล้ว จำไม่ได้ดอกหรือ?”

เอ๊ะ แล้วพี่ใหญ่ไปคุ้นเคยกับเขาได้อย่างไร ถึงถ่ายรูปให้กันได้ พวกเขากับพวกเราไม่เคยติดต่อกันเลยไม่ใช่หรือ?”

“วิชัยจึงเล่าเรื่องความเป็นไปของจันทรให้น้องฟังโดยย่อ พอจบลงชัดก็พูดว่า

“โอ นึกได้แล้ว ผมเคยเห็นเขาเมื่อคราวงานศพคุณสมานใช่ไหม จำได้ว่าเห็นผู้หญิงหน้าตาเข้าทีอยู่คนหนึ่ง แต่ไม่ได้ดูให้ถี่ถ้วน เอ ผมชักอยากเห็นตัวอีกสักทีจริง”

“จะยากอะไร พี่ไปบ้านหลวงธุรกิจ ฯ เสมอ หมู่นี้ยิ่งไปบ่อยเพราะมีธุระต้องติดต่อกัน เรื่องจะคิดตั้งสโมสรนักเรียนเก่าโรงเรียนศุภวิทยาการ แกเป็นน้องของพี่ พาไปให้รู้จักเสียหนหนึ่ง ทีหลังจะไปเองสักกี่หนก็ได้”

“หลวงธุรกิจ ฯ กับพี่ใหญ่มีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษ โดยอย่างใดอย่างหนึ่งหรือครับ?”

“ความสัมพันธ์ที่เป็นนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน ในตอนแรกต่างไม่รู้กันหรอก เพราะเขาเป็นนักเรียนรุ่นเดียวกับหลวงศักดิ์ ฯ เมื่อพี่ออกจากโรงเรียนนายร้อยมาเข้าโรงเรียนศุภวิทยาการนั้น ทั้งหลวงธุรกิจ ฯ และหลวงศักดิ์ ฯ เขาออกแล้ว หลวงศักดิ์ ฯ ไปอยู่โรงเรียนนายร้อย หลวงธุรกิจไปอยู่ราชวิทยาลัย ทีนี้พอพี่ออกจากศุภวิทยาการ หลวงธุรกิจ ฯ กลับมาเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนนี้อีก สวนกันตลอดเวลา เดี๋ยวนี้เรากำลังทำงานร่วมกัน คือ รวบรวมนักเรียนเก่าทั้งหมด แล้วจะตั้งสมาคม และช่วยกัน​บำรุงโรงเรียนให้ใหญ่โตขึ้น”

ในระหว่างที่กำลังนั่ง ชัดยกรูปขึ้นตั้ง พิศแล้วพิศอีกด้วยความเอาใจใส่ เมื่อวิชัยพูดจบ เขาพยักหน้าช้า ๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า

“จันทร แปลว่าดวงจันทร์นี่เองซีนะ แต่ผมเห็นว่าแม่จันทรนี่สวยกว่าพระจันทร์เป็นแน่ อย่างนี้ซีเรียกว่าสวยจริง พิศดูทั้งหน้าหาที่ติไม่ได้เลย” ทิ้งสมุดรูปลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย “ยังงี้นี้เล่า เสียงซอที่พี่ใหญ่สีเมื่อตะกี้นี้ถึงได้เพราะผิดกว่าที่คนอื่นเขาสีกันมากนัก”

“เอ๊ะ ทำไมหมายความว่ากระไร?”

“หมายความว่า มีรูปแม่เลดี้แสนสวยเป็นกำลังใจอยู่น่ะซี เสียงซอถึงได้เพราะนัก เอ ! พี่ใหญ่นี่ท่าไม่ได้การ จะกลับเป็นหนุ่มอีกกระมังนี่ !”

ผู้เป็นพี่หันตัวเบนข้างให้น้องทันที อาการยิ้มของคนที่ได้ฟังคำพูดอันแทงถูกใจดำซ่านไปทั่วหน้า ไม่มีความประสงค์ให้น้องสังเกตเห็น เขาจึงคว้าแผ่นกระดาษบทประพันธ์ที่วางอยู่บนโต๊ะถือไปยืนอ่านที่ตรงหน้าต่าง

ความจริงออกจะเป็นการสุดวิสัยที่วิชัยจะไม่ส่อพิธุธ ในเมื่อคำพูดของชัดได้มากระทบหูโดยปัจจุบันทันด่วนเช่นนั้น เพราะเหตุว่าตัวเขาเองได้เคยกล่าวถ้อยคำ อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยเรื่องความในใจนี้ไว้มากกว่าครั้งหนึ่ง

เมื่อคราวฉัตรมงคล เดือนที่แล้วมา วิชัยได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระอรรถคดีวิชัยนั้น คราวใดที่เพื่อนสนิทแสดงความยินดี วิชัยมักจะกล่าวคำขอบใจพร้อมกับเสริมว่า

“ปีนี้กันได้ลาภ ๓ อย่าง นับเป็นปีที่ดีที่สุดในอายุของกัน”

บรรดาศักดิ์ใหม่วิชัยถือว่าเป็นลาภอย่างหนึ่ง หนูนิดผู้ซึ่งตนรับเป็นบุตรบุญธรรม วิชัยถือว่าเป็นลาภอีกอย่างหนึ่ง แต่อย่างที่ ๓ นั้นวิชัยไม่อธิบายว่าคือสิ่งใด แม้ว่าจะมีผู้ซักถาม ด้วยความอยากรู้อย่างยิ่งยวด วิชัยก็หัวเราะเสีย และตอบเพียงว่า “คอยไปก่อน วันหนึ่งทุกคนจะรู้เอง”

​แต่ถ้าแม้ว่าคนใดคนหนึ่งในจำนวนผู้ถามเหล่านั้น ได้มาเห็นวิชัยค่ำวันนี้ดังที่ชัดเห็นแล้ว จะเป็นการยิ่งเสียกว่าแน่ ที่เขาผู้ถามคนนั้นจะไม่ต้องเป็นผู้ถามอีกเลย หากจะได้เป็นผู้ให้คำตอบแก่ผู้ถามคนอื่น ๆ ได้อย่างแจ่มแจ้งที่สุด !


Title: Re: นวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย (๑๑-๒๐) - ดอกไม้สด (หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์)
Post by: ppsan on 19 May 2022, 20:18:40

๑๖

ที่อยู่ใหม่ของคุณเมี้ยนและคุณแม้นนั้นเป็นเรือน ๒ ชั้นหลอก กล่าวคือ ใช้เสาคอนกรีตและฝาไม้สัก ชั้นล่าง ซึ่งตามธรรมดา ควรจะเป็นใต้ถุนนั้นหาเป็นไม่ ปูกระเบื้องหน้าวัวอย่างสะสวยเรียบร้อย เปิดโล่งไม่มีฝากั้น ใช้เป็นที่นั่งเล่นได้สบาย

ข้างบนเรือนกั้นเป็นห้องเล็กห้องน้อยหลายห้อง มีเป็นต้นว่าห้องรับแขก ห้องกินข้าวและ “ห้องรก” คือห้องที่อาจใช้เป็นห้องสำหรับทำอะไรก็ได้ไม่มีเวลาจำกัด เฉพาะวันนี้เจ้าของบ้านได้จัดห้องรกเป็นห้องที่บูชาและอาสน์พระสงฆ์

งานขึ้นบ้านใหม่ในวันนี้เจ้าของงานมิได้มุ่งหมายให้เป็นงานใหญ่หรืองานสนุก หมายไว้แต่เพียงเป็นพิธีเพื่อความสวัสดิ์มงคลแก่บ้าน ครั้นแล้วก็เลี้ยงอาหารญาติและมิตร ๒-๓ คน เป็นหมดงาน

แต่ว่าคุณทั้งสองเป็นผู้ใหญ่ที่ควรแก่การเคารพ ! เป็นเพื่อนที่ควรแก่ความไว้ใจ นอกจากนี้แล้วยังเป็นคนมั่งคั่งที่ไม่มีทายาทโดยตรงอีกด้วย ​อาศัยเหตุผลสองประการนี้ ใครบ้างที่มีโอกาสแสดงความมีน้ำใจต่อท่านจะเพิกเฉยต่อโอกาสนั้นเสีย ฉะนั้นงานซึ่งได้กะไว้เป็นงานเล็กน้อยจึงขยายตัวกว้างขึ้นกว่าที่กะไว้มาก เพราะคนที่มาช่วยงานเป็นคนที่ไม่ได้เชิญมากกว่าครึ่งจำนวน

ทั้งใน “ห้องรก” และห้องรับแขกมีผู้ฟัง....หรือทำเป็นฟัง....พระสงฆ์สวดพระปริตราว ๓๐ คน ฝ่ายสตรีถนัดในการบีบแข้งบีบขาจึงนั่งอยู่หน้าอาสนะ ฝ่ายบุรุษคร้านต่อการบีบเนื้อบีบตัว มีหลังอันต้องพิงมีขาที่ต้องการห้อยและเหยียด จึงเลี่ยงออกไปนั่งอยู่ห่างพระแต่ให้ใกล้ฝา หรือมิฉะนั้นก็ใกล้บันได

ในจำนวนแขกผู้หญิงของคุณแม้น ฯ มีนางศรีวิชัย ฯ รวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง แขกคนนี้เป็นแขกที่ได้รับเชิญในฐานะเพื่อนบ้านและเป็นแม่ของช้อย ผู้ซึ่งคุณทั้งสองนี้นับประหนึ่งญาติ ส่วนในจำนวนแขกผู้ชายก็มีพระอรรถคดี ฯ และชัดรวมอยู่ด้วย ทั้งสองคนนี้ได้รับเชิญโดยปริยาย กล่าวคือได้ติดต่อกันทาง คนกลาง คือ ช้อยกับอนงค์

วันแรกที่วิชัยได้รู้จักกับคุณแม้น ฯ นั้นเป็นวันที่วิชัยถือวิสาสะพาตัวเองเข้าไปในบ้านของคุณทั้งสองเพื่อจะพบกับน้องและหลาน ผู้ซึ่งกำลังเดินชมต้นไม้และสัตว์เลี้ยงของเจ้าของบ้านอยู่ ในเวลาที่วิชัยเทินหลานไปบนบ่าพาเดินเที่ยวต่อไป คุณแม้นกับคุณเมี้ยนก็มาถึง วิชัยทำความเคารพโดยเรียบร้อยและได้รับคำทักทายต้อนรับเป็นอันดี

คุณทั้งสองเรียกวิชัยว่า “พ่อใหญ่” อย่างสนิทสนมโดยมิได้คำนึงถึงว่าบุรุษผู้นี้อาจจะมียศและบรรดาศักดิ์สูงต่ำเพียงใด ได้บ้างหรือไม่

ครั้นในวันหนึ่ง ท่านได้พบวิชัยในเวลาที่อนงค์อยู่ในที่นั่นด้วย ได้ยินหลานสาวเรียกเขาว่าคุณพระ คุณทั้งสองถึงกับบอกด้วยความประหลาดใจและร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า

“อะไรเป็นถึงคุณพระเทียวหรือนี่ ! ตาย ! ฉันดูรูปร่างท่าทางแกเด็ก​เหลือเกิน เป็นความสัตย์นึกว่ายังเป็นคุณเสมียนอะไรคนหนึ่งเท่านั้น”

แท้จริง เวลานั้นเป็นเวลาที่วิชัยได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ใหม่ เมื่อได้ฟังความเห็นของคุณแม้น ฯ แล้ววิชัยไม่แน่ใจว่าควรจะภูมิใจหรือรำคาญใจ ในข้อที่ลักษณะของตนช่างเป็นเหตุให้คนทั้งหลายเห็นตนอ่อนอายุ จนไม่เหมาะแก่บรรดาศักดิ์แม้ชั้นหนึ่งชั้นใดเสียเลย

อย่างไรก็ตามนับแต่วันนั้นมา จะเป็นที่คุณทั้งสองสำคัญว่าวิชัยเป็นบุคคลที่มีบรรดาศักดิ์สูงแต่อายุยังน้อย อันเป็นเครื่องแสดงความสามารถเกินวัยหรือจะเอ็นดูในข้อที่เขาอายุสูง แต่สีหน้าและกิริยาไม่ผิดกับเด็กหนุ่ม หรือว่าเมื่อยกบรรดาศักดิ์และวัยไว้ส่วนหนึ่งแล้ว ท่านนิยมชมชื่นในคุณสมบัติส่วนอื่นของเขาอีก ทั้งที่วิชัยไม่เป็นคนหลงตัวเอง เขาก็ยังอดเสียมิได้ที่จะรู้สึกว่าท่านทั้งสองได้ให้ความชอบพอแก่เขาไม่น้อย จนแทบว่าจะเปลี่ยนคำ “ความชอบพอ” เป็น “ความรักใคร่” ก็ไม่ผิดนัก

ส่วนนายร้อยตรีชัดนั้นคุณแม้น ฯ ไม่ใคร่จะได้พบปะเขาบ่อยครั้งเท่ากับวิชัย ท่านรู้จักเขาโดยทางฟังมากกว่าได้เห็นด้วยตนเอง และมีความเอาใจใส่ในตัวเขา ก็เพราะเขาเป็นน้องของคนที่ท่านชอบอย่างหนึ่งและอีกอย่างหนึ่งท่านเห็นการติดต่อระหว่างเขากับอนงค์เป็นการที่ควรสังเกตไว้บ้าง

ในวันนี้ชัดเข้ามาในบ้านที่มีงานพร้อมกับมารดาของเขา ส่วนช้อยเป็นผู้มาทำงานโดยแท้จริง ไม่ใช่มาช่วยงานจึงมาตั้งแต่เช้า และกลับไปแต่งตัวใหม่เมื่องานสำคัญสิ้นแล้ว เพิ่งกลับมาอีกเมื่อใกล้พระสงฆ์จะจบพระคาถานี้เอง

หล่อนคลานหลีกหมู่บุรุษเข้าไปในหมู่สตรี อนงค์นั่งอยู่ปลายห้องที่สุด พยักเพยิดเรียกช้อย และหล่อนทั้งสองก็ได้นั่งอยู่เคียงกัน

ในครู่ต่อมาอนงค์ถามขึ้นด้วยเสียงเบา ๆ ว่า

“พี่ใหญ่ของพี่ช้อยยังไม่มาหรือคะ?”

ช้อยมีอาการอยากหัวเราะจนถึงกับต้องปิดหน้าสะกดความขันอยู่​เป็นครู่จึงตอบได้

“แต่งตัวแล้วจะมาพร้อมกับพี่ พอลงจากเรือนถูกน้ำราดทั้งตัว

จนศีรษะ เลยจะต้องสระผมและแต่งตัวใหม่”

“ตาย !” อนงค์อุทานพลางทำหน้านิ่ว “น้ำอะไรนั่นน่ะ?”

“น้าล้างมือพี่ใหญ่เอง เกือบจะมาถูกพี่เข้าด้วย เคราะห์ดีที่เดินมาข้างหน้า ถ้าถูกพี่เข้าละก็เจ้าคนราดหัวโนเป็นแน่”

อนงค์หัวเราะพลางว่า “เป็นอนงค์ก็โกรธตาย คุณพระว่ายังไงบ้างคะ”

“ไม่ว่าอะไรเลย....หัวเราะ” ช้อยตอบ “พูดคำเดียวว่า ‘ซุ่มซ่ามมากไปหน่อย’ แล้วโทษตัวเธอเองว่าไม่รู้จักบุคคล”

“เธอหมายความว่ากระไรคะ” อนงค์ถามอย่างงง

“หมายความว่าเจ้าบ๋อยมันเป็นเจ๊ก และมันซุมซ่ามเสมอ เธอควรจะรู้เพราะเคยอยู่ด้วยกันมาตั้ง ๒ ปี เพิ่งจากกันมาเมื่อพี่ใหญ่ย้ายจากสงขลามากรุงเทพ ฯ แรกทีเดียวเจ้านั่นเขาไม่ยอมมาเพราะไม่อยากไกลพ่อแม่ก็แล้วยังก็ไม่ทราบ เลยตามมาอีก”

“แล้วเลยมาเทน้ำรดนายงั้นหรือคะ”

ช้อยพยักหน้าและว่า “มันซุ่มซ่ามเสมอหาหัวคิดไม่ได้จนนิดเดียว พี่ใหญ่แต่งตัวแล้วสั่งให้มันเทน้ำล้างมือในอ่าง มันก็เลยเทส่งลงมาจากหน้าต่าง”

อนงค์หัวเราะเบา ๆ “แหม อย่างนี้เป็นพี่ชายอนงค์ก็บ้านแตกเท่านั้น” หล่อนกระซิบ

ช้อยมีอาการตรึกตรองเล็กน้อย ในที่สุดก็ยิ้มขรึม ๆ แล้วว่า “พี่ใหญ่ของพี่เป็นคนพิเศษ อย่าว่าแต่เขาเทน้ำรดศีรษะ ต่อให้เอาอิฐขว้างศีรษะก็คงหัวเราะได้ บางทีเธอจะโกรธตัวเองว่าไม่รู้จักหลบก้อนอิฐก็ได้”

ตามน้ำเสียงของช้อย อนงค์สังเกตไม่ถนัดว่าพูดด้วยความนิยมหรือ​ด้วยความไม่พอใจ แต่เวลาและสถานที่ไม่อนุญาตให้ซักถามยาวความไปอีก เรื่องจึงยุติอยู่แค่นั้นเอง

ชั่วเวลาเพียง ๒ เดือนที่หญิงสองคนนี้รู้จักกัน เป็นการน่าประหลาดที่จะกล่าวว่า หล่อนทั้งคู่ผู้ซึ่งมีความเป็นอยู่แตกต่างกันราวน้ำกับไฟ ได้มีความสบอัธยาศัยในกันและกัน จนถึงกับสนิทกันดุจเพื่อนที่คบกันมานับปี

ทั้งนี้เพราะอนงค์มีนิสัยเป็นคนเปิดเผยที่สุด หล่อนเปรียบหัวใจของหล่อนเหมือนกับหนังสือ ที่ใคร ๆ อาจจะเปิดออกอ่านได้ทุกเวลา เพราะหล่อนถือว่าการคิดการทำของหล่อนนั้นไม่มีสิ่งใดควรอับอาย ส่วนช้อยก็ไม่มีนิสัยชนิดที่เรียกว่า “คอยถามมากกว่าคอยเสี่ยม” แม้ว่าการกระทำบางอย่างของอนงค์จะขัดกับตาและขัดกับอุดมคติของหล่อน ช้อยมิได้ปรักปรำอนงค์ หากนึกสงสารแก่เด็กที่กำพร้ามารดามาแต่น้อย และปรักปรำเหตุการณ์แวดล้อมอนงค์ว่าเป็นต้นเหตุชักพาให้หล่อนเป็นไปเช่นนั้น อนึ่ง อนงค์เป็นหญิงที่แจ่มใสร่าเริงอยู่เป็นนิจ ช่างพูดและช่างออเซาะในบางคราว หล่อนแสดงกิริยาต่อช้อยโดยสนิทสนมอย่างที่ช้อยมีวัยสูงกว่า แต่ไม่สูงเกินกว่าหล่อนจะพูดเล่นด้วยไม่ได้ ส่วนช้อยมีความคิดไกลไปถึงกาลภายหน้าเป็นทุนอยู่ด้วยแล้ว จึงต้อนรับความสนิทสนมของอนงค์โดยเร็วไม่รังเกียจ ทั้งได้แสดงไมตรีจิตตอบแทนอยู่เป็นนิจ มิตรภาพของคนทั้งสองฝ่ายจึงเจริญยิ่งขึ้นทุกวัน

การคบหาติดต่อซึ่งกันและกัน ระหว่างหญิงชายหกคนที่ได้กล่าวมานี้ ได้ถูกคุณนายชื่นมองดูด้วยสายตาไม่พอใจอย่างเอกอุ เพราะท่านถือว่ามันเป็นเหตุที่อาจทำให้ชัดผูกพันในอนงค์ยิ่งขึ้น แต่ความไม่พอใจนี้รู้กันอยู่ระหว่างแม่คนหนึ่งกับลูกสามคน ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งหาได้ระแคะระคายไม่ ทั้งช้อยทั้งวิชัยได้วิสาสะกับสามอาหลานที่บ้านใหม่นี้เดือนหนึ่งต่อหลายครั้งโดยที่คุณนายชื่นมิได้มีส่วนในความวิสาสะนี้ด้วยเลย ถ้าสามารถหาเหตุอันพอฟังขึ้นได้ ไม่ต้องสงสัยว่าคุณนายจะไม่สั่งโดยเด็ดขาดมิให้ช้อย วิชัย ​ติดต่อกับคุณแม้น ฯ แต่เมื่อวิชัยได้ร้องเรียนกับท่านอยู่เสมอว่าไม่มีความเห็นดีเป็นพิเศษกับการที่ชัดจะหมายมั่นอนงค์หรือหญิงอื่นเป็นคู่เคียง ซึ่งนับว่ายังเคราะห์ดีสำหรับวิชัย เพราะน้ำใสใจจริงของคุณนายนั้นย่อมรู้สึกอยู่เสมอว่า ลูกชายใหญ่ของท่านเป็นคนไม่กล่าวเท็จ แม้เพื่อเหตุผลใดๆ ดังนั้นถ้าท่านจะห้ามเขาไม่ให้คบกับอาของอนงค์เสียทีเดียว ก็จะน่าเกลียดเกินไป ส่วนช้อยเล่าเขาสิเป็นศิษย์เป็นครูกัน เมื่อศิษย์รู้คุณครูผู้เป็นแม่จะกลับกั้นกางกระนั้นหรือ คุณนายชื่นย่อมทำไม่ลงอยู่เอง จึงได้คอยกระทบกระแทกเท่าที่จะทำได้ และเท่าที่อารมณ์จะชักชวนให้ทำ

พระอรรถคดี ฯ มาถึงเมื่อพระสงฆ์สวดจบพอดี พอนั่งลงเรียบร้อยก็ได้เห็น “คุณแฝด” สวมเครื่องแต่งกายอย่างเดียวกัน....คือผ้าลายร่วมกุลี เสื้อที่ตัดด้วยแพรร่วมพับ ประดับด้วยลูกไม้ร่วมแผง และแพรห่มร่วมม้วน คลานคู่ออกมาจากหมู่สตรีราวกับนัดกัน ครั้นถึงที่ตะลุ่มใส่เครื่องไทยธรรมตั้งอยู่ราวกับนัดกันอีกนั่นแหละ ท่านเหลียวซ้ายแลขวาหาหลานผู้ชาย เพื่อจะอาศัยแรงเขาช่วยยกของหนัก แต่หลานท่านแต่ละคนกำลังเพลิน อยู่ในการกระซิบกระซาบคุยกัน พอมองไปสบตาวิชัย ท่านจึงเรียกขึ้นพร้อมกันว่า

“คุณพระ !”

พระอรรถคดี ฯ มองไปทางเบื้องหลังตนทันที ด้วยหวังจะดู “คุณพระ” ที่ถูกเรียกนั้น เสียงคุณทั้งสองเรียกซ้ำว่า “พ่อใหญ่” เขาจึงหันกลับแล้วคลานเข้ามาหาผู้ที่ต้องการเขา ด้วยกิริยาและท่วงทีประดุจญาติผู้น้อยทำงานให้แก่ญาติผู้ใหญ่ วิชัยช่วยเจ้าของงานถวายของพระสงฆ์จนครบทั้งสิบรูป เมื่อพระเจริญพรลาเขาก็เป็นผู้ไปส่งถึงรถ

เสร็จพิธีตอนนี้ คุณนายศรีวิชัยถือว่าตนได้ทำหน้าที่แล้วพอสมควรแก่กาล จึงอำลาเจ้าของบ้าน ถึงแม้คุณแม้น ฯ จะได้เชิญชวนอย่างอ่อนหวานให้อยู่รับประทานอาหารด้วยก็หาประโยชน์อันใดไม่ ดังนั้นเมื่อวิชัยกลับขึ้นมาบนเรือนจึงได้ทราบว่ามารดาของเขากลับบ้านแล้ว

​ในนาทีแรกที่ช้อยได้อยู่ใกล้วิชัย หล่อนก็กระซิบถามกับเขาว่า

“คุณแม่คงพื้นเสียใหญ่”

“ทำไม” อีกฝ่ายหนึ่งถามสีหน้าแสดงความห่วงใยขึ้นทันที

“ก็ท่านต้องรับประทานข้าวคนเดียว เรามาอยู่ที่นี่กันเสียหมด”

“อย่างนั้นพี่ไปกินเป็นเพื่อนนะ หาเรื่องแก้ตัวกับ “คุณแฝด” เสียก็แล้วกัน”

ช้อยสั่นศีรษะและตอบอย่างเด็ดขาด

“อย่าเลย” ครั้นพี่ชายมองหล่อนอย่างสงสัยจึงพูดต่อไปว่า “ดิฉันสงสารพี่ใหญ่ จะกลืนข้าวไม่ลง ยังไงเสียท่านก็หาเรื่องพึมไปต่าง ๆ”

เขากลับยิ้มและตอบว่า

“คอหอยพี่ไม่ตีบง่ายๆ เหมือนคอหอยช้อยดอก”

ช้อยตั้งวงค้อนขนานใหญ่ “ดี ! พ่อคนเก่งเหมือนกับหัวหลักหัวตอ”

วิชัยก้มหน้าดูปลายเท้า หยุดยิ้มไปราวครึ่งอึดใจ แต่แล้วก็กลับเงยหน้าขึ้นยิ้มได้มากกว่าเก่า ถามว่า

“ตกลงจะให้พี่ทำอะไรต่อไป”

“ให้ไปนั่งคุยกับใคร ๆ ที่โน่น” หล่อนชี้นิ้วไปทางหมู่คน “อนงค์แกถามถึง คุณประสิทธิ์ก็ถามอยู่เมื่อตะกี้นี้เอง”

แต่พอวิชัยจะออกเดินไปตามสั่ง หล่อนก็ยึดชายเสื้อเขา

“ของที่ให้คุณครูอยู่ที่ไหนเล่าคะ? หรือให้แล้ว”

“ตายจริง” พระอรรถคดี ฯ อุทาน ยกมือเกาศีรษะ “ลืมสนิททิ้งไว้ในห้อง เมื่อย้อนเข้าไปผลัดเสื้อผ้านั่นเอง”

“ตามเคย” ช้อยว่า “ไม่ว่าใครเขาจะทำอะไรกันที่ไหน ถ้ามีพี่ใหญ่ปนด้วยละก้อ เป็นต้องมีเรื่องลืมทีเดียว”

“อย่าบ่นหน่อยเลยน่ะ” ทำหน้าที่เหมือนน้องชายเกรงใจพี่สาว “บ้านอยู่แค่นี้เอง พี่จะไปเอาเดี๋ยวนี้แหละ”

​ช้อยจับมือของเขาไว้ทันที “ดิฉันจะไปเอง พี่ใหญ่ไปคุณแม่เห็นเข้าก็จะจับตัวไว้ฟังเทศน์เสียเท่านั้น”

ผู้เป็นพี่หลีกทางให้น้อง กล่าวว่า ขอบใจ แล้วก็หัวเราะตามหลังน้องไปด้วย

ในเวลานั้นเองนายประสิทธิ์ตรงเข้ามาหาวิชัย “ฮี่” ขึ้นก่อนตามวิสัยแล้วจึงว่า

“--มา--มา--นี่แน่ะคุณพระ ฮี่ ฮี่ มีฮี่ ๆ ๆ” ไม่สามารถจะจบคำพูดให้ทันใจ ประสิทธิ์ฉุดมือวิชัยโดยแรง ซึ่งเจ้าของมือไม่ขัดขืนเดินตามไปโดยดี

ประสิทธิ์พาวิชัยเข้าไปทางเฉลียงน้อย หลังห้องเจ้าของบ้าน ล้วงห่อกระดาษห่อเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อนอกอย่างร้อนรี้ร้อนรน และโดยร้อนรี้ร้อนรนเช่นเดียวกัน เขาแก้ห่อกระดาษหยิบภาพถ่ายขนาด ๒ นิ้ว จำนวนสามแผ่นส่งให้วิชัย

ภาพนั้นเป็นภาพของอนงค์ ในเครื่องแต่งกายเรียบ ๆ อย่างอยู่บ้าน แต่ก็น่าเอ็นดูไม่น้อยกว่าเมื่อหล่อนอยู่ในเครื่องแต่งกายอันวิจิตร เพราะหล่อนมียิ้มที่สดใส มีท่าเป็นธรรมดาอยู่ ทั้งในภาพที่ถ่ายตรงหน้าและภาพหน้า ๒ ส่วนกับ ๓ ส่วน ไม่แสดงเครื่องหน้าที่น่าเกลียดแต่อย่างหนึ่งอย่างใด

“คุณถ่ายเองหรือ?” วิชัยถามเรื่อย ๆ

ครั้นประสิทธิ์พยักหน้าเขาจึงว่า “เก่ง” ถ่ายได้ดีมากทีเดียว “เล่นมานานแล้วหรือ” พลางเขาส่งรูปคืนให้

ประสิทธิ์ผลักมือเขาโดยแรง “ผมให้ ฮี่ ๆ ให้คุณพระ”

อีกฝ่ายหนึ่งยิ้มพลางสั่นศีรษะ แต่ประสิทธิ์ยังแสดงกิริยาขะยั้นขะยอ วิชัยหัวเราะพร้อมกับพูดว่า

“เอาไปให้นายชัดเขาแน่ะ”

“ม่าย” ประสิทธิ์พูดเสียงดัง ยกศีรษะวางท่าเป็นผู้ฉลาด “อนงค์​ไม่ ฮี่ ฮี่ ฮี่ ๆ ๆ รักชัด ฮี่ ๆ ผม--ผม--ผม--ผมรู้ แก ฮี่ ฮี่ ฮี่ ฮี่ แก--ร ฮี่--ฮี่--รัก--คุณพระฮี่ ๆ ๆ”

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่วิชัยนึกอยากหัวเราะใส่หน้าเด็กหนุ่มผู้นี้ แต่ความสมเพชต่อเพื่อนมนุษย์ที่ไม่สมประกอบทำให้กลั้นไว้ได้ สอดรูปลงในกระเป๋าเสื้อเจ้าของโดยไม่พูดว่ากระไร แล้วก็เดินหนีไปเสีย

ผ่านหน้า “ห้องรก” เขาเห็นคุณแม้น ฯ อยู่ในห้องนั้นกับคนอื่น ๆ อีก ๒-๓ คน รวมทั้งชัดกับอนงค์ด้วย เขาทั้งหมดกำลังจะแปลงห้องพระสวดมนต์ ให้เป็นห้องเลี้ยงอาหาร ต่างยกโต๊ะเลื่อนพรม ฯลฯ กันขวักไขว่ วิชัยจึงแวะเข้าไปช่วย คุณเมี้ยนเห็นเขาก็ถามว่า “เห็นช้อยไหม? ถ้าจะไปเข้าครัวเสียอีกแล้ว”

พี่ช้อยไปหยิบของที่คุณพระจะให้คุณอาค่ะ แกบอกอนงค์ว่าเดี๋ยวเดียวจะกลับมา

คุณแม้น ฯ ยิ้ม เชื่อในความเป็นกันเองระหว่างพระอรรถคดี ฯ กับตัวท่าน จึงพูดว่า

“ฉันอยากเห็นพ่อใหญ่จะเอาอะไรมาให้ฉัน”

“ฉันกำลังนึกจะถามอยู่ทีเดียว” คุณเมี้ยนเสริม

“ขวดปักดอกไม้” ชัดทาย

คุณแม้น ฯ มองดูวิชัยเป็นทีถาม เขาจึงตอบว่า

“ไม่ถูก”

“ชามเนย หรือพานลูกไม้อะไรก็ตามที่เป็นภาชนะ” สมพงศ์เอ่ยขึ้น

วิชัยหัวเราะ เหลียวไปเห็นประสิทธิ์ยืนอยู่ข้างตัวจึงว่า

“คุณลองทายซิเผื่อจะถูกบ้าง?”

“ฮี่ ฮี่ ทาย ฮี่ ฮี่ ซองบุหรี่”

เสียงหัวเราะหลายเสียงประสานกัน คุณแม้น ฯ พูดว่า

“โธ่ ตาประสิทธิ์แค่นจะทายกับเขาด้วย ใครเขาจะเอาซองบุหรี่มา​ให้ผู้หญิง”

“ถ้าทายถูกจะให้อะไรเป็นรางวัลคะ” อนงค์ถามขึ้น

“ให้ถอนขนตาหนึ่งเส้น” วิชัยตอบแล้วมองดูคุณแม้น สุภาพสตรีผู้นั้นจึงว่า

“เอ๊ะ ฉันไม่ยอมให้ถอนของฉันนะจ๊ะ ใครบอกให้คนนั้นต้องยอมให้ถอน”

“ให้ครับ” วิชัยรับ “เอ้า ลองทายเผื่อจะเก่งกว่าคนอื่น”

“ดิฉันทายว่าให้ไหมพรม” อนงค์ตอบ

พระอรรถคดีวิชัยทำตาโต ถามอย่างทึ่งว่า

“ทำไมถึงทายว่าฉันจะให้สิ่งนั้น มีเหตุผลอย่างไรหรือ”

“เพราะเวลาคุณอามาดูงานละก็ เอาไหมพรมมาถักด้วยเสมอ คุณพระคงได้เห็นบ่อย ๆ แล้วก็-” หล่อนหยุดพูดมีอาการขวยอายเล็กน้อย “ขอประทานโทษนะคะ ดิฉันคิดว่าคุณพระมีอะไรเป็นพิเศษนิดหน่อย คงไม่อยากให้ของที่จะเหมือนกับคนอื่น”

“เก่งมาก” วิชัยชมอย่างจริงใจ “ฉันยอมให้คุณถอนขนตาฉันได้ ถ้าหากคุณถอนให้หลุดเพียงครึ่งเส้น เพราะว่าคุณทายยังไม่ถูกทีเดียว เป็นแต่เฉียดไป ถึงอย่างนั้นก็ควรยกให้เป็นเอก”

เมื่อช้อยกลับมา พร้อมด้วยของที่วิชัยเตรียมไว้แล้ว ผู้ที่คอยดูจึงได้เห็นหีบไม้ ๔ เหลี่ยม ขนาดยาวและเบนภายในบุกำมะหยี่ มีเข็มสำหรับถักไหมพรมทั้งที่มีขอและไม่มีขอ ทั้งขนาดสั้นและยาวรวมหลายขนาดอย่างละคู่วางเรียงอยู่ในหีบนั้น

การเลี้ยงอาหารแบ่งออกเป็นสองที่ ท่านที่เป็นรุ่นผู้ใหญ่มีเจ้าของบ้านเป็นประธาน รับประทานในห้องกินข้าวซึ่งจัดไว้เป็นระเบียบงดงาม ส่วนใน “ห้องรก” ซึ่งมีการดัดแปลงโดยกระทันหัน จึงไม่สู้เรียบร้อยนักนั้น อนงค์ทำหน้าที่เจ้าของบ้านแทนคุณอา ดูแลเลี้ยงท่านที่เป็นหนุ่มเป็นสาว

​กว่าจะหมดเวลาแห่งการเลี้ยงดู ก็พอใกล้เวลาที่แขกของคุณแม้น ฯ นึกถึงการพักผ่อน ดังนั้นแต่พอจะลุกออกจากโต๊ะออกมานั่งที่ระเบียงเรือน ท่านผู้ใหญ่ได้สูบบุหรี่เคี้ยวหมากนัดยาตามสบายเพียงครู่หนึ่งแล้ว ก็ลาเจ้าของบ้านกลับเกือบหมด ในที่นั้นจึงมีเหลือแต่คุณแม้น ฯ คุณเมี้ยนกับช้อยและวิชัย ซึ่งคุณทั้งสองยังชวนคุยไม่ขาดปาก

แต่ที่หน้าระเบียงเรือน บนสนามหนุ่มสาวยังจับกลุ่มชวนคุยกันอยู่อย่างสนุกสนาน คืนนี้เป็นคืนข้างขึ้นอ่อน ๆ พระแม่เจ้าแห่งราตรีกาลแสดงพระโฉมแต่เพียงบางส่วน ถึงกระนั้นก็มีรัศมีอันฉายไปทั่วฟ้า ส่องให้เห็นก้อนเมฆขาว และบางเป็นใยประดุจปุยสำลีลอยคว้างอยู่กลางสายลม

เมื่อได้ปะปนอยู่ในหมู่คนที่สรวลเสเฮฮาอยู่ตลอดเวลานานพอสมควรแล้ว อนงค์นึกใคร่ในความวิเวกจึงค่อยเลี่ยงออกจากเขาเหล่านั้น ลัดเลาะไปตามพุ่มไม้แล้วหยุดอยู่ในเงามืด แหงนหน้ามองดูท้องฟ้ายิ้มกับพระจันทร์เช่นเดียวกับบุคคลพึงยิ้มให้แก่สิ่งที่ยังใจตนให้เป็นสุข แล้วยืนนิ่งปล่อยให้ดวงจิตล่องลอยไปตามอารมณ์

ยืนอยู่ได้ไม่นานนัก ก็มีผู้มาทำลายความสงัดแห่งสถานที่เสียแล้ว อนงค์มองดูเขาผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ มีความพอใจและไม่พอใจก้ำกึ่งกันอยู่ เพราะเหตุว่าแม้การคุยกับคนหมู่มาก ทำให้ผู้เคยกับชุมนุมชนเช่นอนงค์นึกเบื่อในบางคราว การคุยกับบุรุษผู้ถูกใจแต่เพียงสองต่อสองย่อมไม่ทำให้หล่อนเกิดความรำคาญ ดังนั้นโดยมิได้ออกปากนัดแนะกัน เขาทั้งสองก็ออกเดินช้า ๆ พาตัวออกมาท่ามกลางแสงจันทร์ แล้วกลับเข้าในเงามืดและกลับออกมากลางแจ้งอีกเล่า สุดแต่จะเดินให้ห่างจากเสียงจ๊อกแจ๊กให้มากที่สุดที่จะมากได้

ในครู่หนึ่งชัดมองไปทั่วบริเวณบ้านแล้วถามขึ้นว่า

“ใครเป็นคนทำแปลนบ้านนี้ เหมาะเจาะเข้ากันดีเหลือเกิน”

หล่อนหัวเราะด้วยยินดีในคำชมนั้น และตอบอย่างภูมิใจ

​“คุณอาท่านทำของท่านเอง ตลอดจนตัวเรือนท่านก็ออกแบบเองเหมือนกัน หมายความว่าท่านกะว่าห้องไหนควรจะอยู่ทิศใด และเล็กโตเท่าใด ไม่ถึงกับกะตัวเองไม่ได้ดอกนะคะ”

“เก่งมาก” ชัดชมอย่างจริงจัง แล้วพูดต่อพร้อมกับหัวเราะ “บ้านสวย ๆ เช่นนี้ปลูกอยู่ที่นี่ทำให้บ้านชัดซอมซ่อไปอีกมาก”

หญิงสาวยิ้มและตอบว่า

“ของใหม่มักจะข่มของเก่า แต่อนงค์รู้สึกว่าบ้านของชัดน่าสบายเหมือนกัน อนงค์ชอบเรือนโปร่ง ๆ อย่างนั้น”

เงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วชัดพูดขึ้นอีก

“คุณอาสองคนเป็นน้องร่วมบิดากับเจ้าคุณพ่อของอนงค์ไม่ใช่หรือ”

“ค่ะ ทำไมคะ”

“เปล่า ออกสงสัยว่าบ้านอนงค์ที่สระปทุมก็ใหญ่โตมาก แล้วเป็นที่เงียบสบายไม่จอแจด้วย อนงค์ก็อยู่ด้วยกัน ๕ คนพี่น้องเท่านั้นไม่ใช่หรือ ทำไมคุณอาถึงไม่อยู่ที่นั่น กลับมาปลูกบ้านที่นี่อีก”

“มีเหตุอยู่สองประการค่ะ” หญิงสาวตอบช้า ๆ ประการที่หนึ่ง ท่านอยากอยู่ใกล้วัดมงกุฎ เพราะท่านมีหลานห่าง ๆ บวชเป็นพระอยู่ที่วัดนั้น ท่านต้องการจะส่งเสียกับข้าวกับปลาให้บริบูรณ์ อีกประการหนึ่ง ท่านเบื่อพวกเรา เอะอะหนวกหูท่านก็อย่างหนึ่ง นอกนั้นพวกเราทำอะไรหลายอย่างที่คนรุ่นเราเห็นเป็นดี รวมทั้งอนงค์ด้วย แต่ท่านทนดูไม่ได้”

“อะไรเป็นต้น” ชัดถามอย่างสงสัยแกมขัน

“อย่างเวลาเรามีปาร์ตี้ พี่ ๆ ก็กินเหล้ากับเพื่อน อนงค์ก็เต้นรำ บางทีพวกเราสนุกกันมากจนลืมตัว ทั้งผู้หญิงผู้ชายหัวเราะกันอย่างเอ็ดตะโร คุณอาต้องรำคาญทั้งหู รำคาญทั้งตา รำคาญทั้งใจ วันธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ พี่ ๆ ผู้ชายก็โยกันทะเลาะกัน อนงค์ก็ขับรถเองไปเที่ยวกับคนนั้นคนนี้​เกือบทุกวัน ท่านจะห้ามเราก็ไม่ถนัด เพราะถูกคุณพ่อตามใจเสียจนเคยตัว ท่านขี้เกียจรกหูรกตา ก็เลยปล่อยเราตามลำพัง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเลย พบกับท่านทักทายปราศรัย ขออะไรถ้าให้ได้เป็นให้ ปรึกษาก็ให้ความเห็น แต่สิ่งไรไม่พูดไม่ถาม ท่านก็ไม่พูดไม่ตอบเหมือนกัน”

“ดีจริง เป็นผู้ใหญ่ที่วิเศษเหลือเกิน” ชัดกล่าว “ทำไมชัดถึงจะหาญาติอย่างนี้ได้สักคนนะ”

“หาได้ยากค่ะ” อนงค์ตอบตรง ๆ ตามความเห็น “เพราะอย่างนั้นเราถึงรักและเคารพท่านมาก จริงอยู่ท่านห้ามอะไรเราไม่ค่อยฟัง เช่น ห้ามไม่ให้อนงค์ขับรถไปเที่ยวคนเดียวเป็นต้น แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเล็กน้อย ถ้าถึงคราวจริงจัง อย่างเราสงสัยว่า เอ๊ะนี่ผิดหรือถูกเราต้องรีบไปปรึกษาคุณอาทันที แล้วท่านว่าอย่างไรถูก เราก็ต้องทำอย่างนั้นอย่างเดียว”

“คุณอาของอนงค์ เห็นจะไม่เคยยุ่งกับการงานที่หลานชายจะมีลูกมีเมียหรือไม่มี”

“โอ ! ไม่ยุ่งเลยค่ะ แต่สำหรับอนงค์ดูเหมือนท่านเป็นห่วงอยู่มาก นาน ๆ ก็เตือนเสียทีหนึ่งว่าให้เลือกดี ๆ นะหลานนะ”

“ก็สมควรอยู่บ้างที่ท่านจะเป็นห่วง” ชัดพูดแกมหัวเราะ “แต่พูดถึงพี่ชายของอนงค์ ก็แปลกอยู่นะ ยังเป็นโสดอยู่ได้ตั้ง ๔ คน”

หญิงสาวอมยิ้ม “พี่สมพงศ์กับพี่จำลองบอกว่า เนื้อคู่ยังไม่เกิด” หล่อนตอบ “ส่วนพี่แสวงน่ะอยากจะทิ้งความเป็นโสดเต็มที่ กำลังพยายามตัวเป็นเกลียวแต่ยังไม่เห็นสำเร็จ”

“ยังงั้นรึ-เอ ขัดข้องด้วยเรื่องอะไร เงินก็มี รูปก็ไม่เลว ความรู้ก็มี มีสารพัดไม่น่าจะลำบากเลย ถ้าเป็นคนมีแต่ตัวอย่างชัดก็ตามทีเถิด จะต้องใช้ความพยายามและความอดกลั้นอย่างสาหัส”

อนงค์แสร้งทำไม่รู้สึกในน้ำเสียงแสดงความน้อยใจของเขานั้น เล่าต่อไปว่า

​“เผอิญเธอรักผู้หญิงที่แม่เขาความคิดวิตถาร ไม่ยอมให้น้องแต่งงานก่อนพี่ เพราะกลัวพี่จะขึ้นคาน”

“โอ้โห! ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนในสมัยที่เรามีชีวิตอยู่นี้จะถือธรรมเนียมบ้า ๆ เช่นนี้ เขามีลูกสาวทั้งหมดกี่คน”

“๔ คนค่ะ” เดี๋ยวนี้พี่สาวสองคนนั้นอายุมากเสียแล้ว เป็นอันว่าขึ้นคานแน่ ๆ เพราะฉะนั้นคุณแม่ก็ล้มความคิดที่จะหาคู่ให้ เดี๋ยวนี้ยังอยู่คนที่สาม พี่แสวงกำลังหาสัมพันธมิตรให้ไปช่วยรักแม่คนนั้น เธอจะได้แม่น้องสุดท้องสมใจ”

“เออ !” ชัดอุทานแกมหัวเราะ “แม่สาวผู้เคราะห์ร้ายต้องรับบาปของพี่ นี่เป็นใครนะ อยากรู้จริง ออกนึกสงสารแก”

“ถ้าอนงค์บอกชัดจะร้องอ๋อทันที”

“บอกซิแม่คุณเถอะ”

หญิงสาวรั้งรออยู่อึดใจหนึ่ง แต่ครั้นแล้วก็บอกว่า

“น้องสาวสงัดไงล่ะคะ”

“โอ๊ย” ชัดอุทาน “ลูกสาวคุณหญิงมะยม พิโธ่นึกว่าใครที่ไหน” พูดแล้วเขาก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง

อนงค์มองดูเขาด้วยความพิศวง “ทำไมคะ” หล่อนถาม “มีเรื่องอะไรแปลกหรือ”

“ก็ไม่แปลกอย่างไร คุณหญิงมะยมกำลังพยายามอย่างที่สุด ที่จะให้ชัดเป็นลูกเขยแก คุณแม่กำลังเคี่ยวเข็ญชัดอยู่ทุกวัน ชัดก็คิดอยู่ทุกวันเหมือนกัน มิน่าเล่าใคร ๆ เขาสงสัยว่า คุณหญิงมะยมเคยตั้งราคาลูกสาวไว้สูงลิบ คราวนี้ทำไมถึงจะมายกให้เจ้าชัด คนจนไม่มีอะไรติดตัว เรื่องของแกน่ะจะเอาแม่ลูกสาวคนที่สามยกให้ชัดเสียก่อน แล้วจะได้ยกคนที่ ๔ ให้คุณแสวงนั่นเอง ส่วนใคร ๆ ที่เขาลือกันว่าแกโก่งราคาลูกสาวจนไม่มีใครจดนั้น เห็นจะเป็นที่แกห่วงหน้าพะวงหลังหรอก ไม่ใช่นึกถึงเงิน​อย่างเดียว”

ชัดหยุดพูดแล้ว อนงค์ยังนิ่งอยู่ในท่าค่อนข้างขรึม ภายหลังหล่อนจึงพูดว่า

“ชัดช่วยพี่แสวงหน่อยซิคะ เท่ากับช่วยตัวชัดเองแล้วก็ช่วยให้คุณแม่ของชัดสบายใจด้วย”

นายทหารหนุ่มจ้องดูหล่อนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอนใจยาว

“หัวใจของชัดไม่เป็นอิสระ อนงค์ก็รู้อยู่แล้ว” เขาพูดเสียงต่ำและจับมืออนงค์มากุมไว้

หญิงสาวถอนใจด้วย ปล่อยมือหล่อนไว้ในมือเขา และพูดเป็นเชิงปรารภคล้ายพูดกับตัวเอง

“หัวใจของอนงค์ยังเป็นอิสระ แต่ก็ช่วยพี่แสวงไม่ได้ ข้างเธอก็รบเร้าอยู่ทุกวัน”

“เขาจะให้อนงค์ทำอะไร ?”

“ให้รักตอบสงัด แต่ให้อ้างว่าจะไม่แต่งงานด้วยจนกว่าคุณหญิงจะยกลูกสาวให้เป็นพี่สะใภ้อนงค์”

“แล้วเขานึกว่าคุณหญิงจะยอมหรือ ในเมื่อสงัดเป็นแต่เพียงลูกเลี้ยง ไม่ใช่ลูกของอกในไส้”

“ไฮ้ อะไรคะ คุณสงัดเป็นลูกคุณหญิงค่ะ” อนงค์ค้านและตอบอย่างขึงขัง

ชัดยิ้มด้วยความมั่นใจ และตอบมีอาการวางท่าเล็กน้อย

“นั่นเป็นการเข้าใจผิดของคนทั่วไป คุณหญิงมะยมไม่มีลูกชายเลย แกบอกกับคุณแม่ของชัดเช่นนั้น เมื่อ ๒ เดือนก่อนมานี่เอง”

“แม้ นี่เป็นความรู้ใหม่ แปลกมากอนงค์เกือบไม่เชื่อเทียวค่ะ” พูดได้เท่านั้นแล้วสีหน้าของอนงค์ก็ดูขรึมไปเล็กน้อย ความใฝ่ใจในอันจะเรียนอุปนิสัยของคนที่ตนติดต่ออยู่ด้วย พาให้อนงค์นึกทึ่งในตัวคุณหญิงมะยม​และนายสงัดมากขึ้นอีก แม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงมีกิริยารักใคร่สนิทสนมกันดังคู่ที่หล่อนนึกถึงอยู่นี้ ทั้ง ๒ คนหรือคนหนึ่งใน ๒ คนนี้ คงจะต้องมีความดีเป็นพิเศษอย่างหนึ่งอย่างใดอยู่ในสันดานเป็นแท้ ถ้าความดีพิเศษนั้นสงัดเป็นฝ่ายที่มีอยู่ ก็จัดว่าเขาเป็นบุรุษที่ไม่ไร้เสียทีเดียวซึ่งความน่าคบและน่ายกย่องว่าเป็นคนดี


Title: Re: นวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย (๑๑-๒๐) - ดอกไม้สด (หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์)
Post by: ppsan on 19 May 2022, 20:24:16

๑๗

รถเฟียตเล็กมีเจ้าของคือ พระอรรถคดีวิชัยเป็นผู้ขับกำลังออกจากประตูบ้าน พอพบกับนายร้อยตรีชัดผู้ซึ่งกำลังลงมาจากรถเช่าคันหนึ่ง สองพี่น้องยิ้มพยักทักทายกัน แล้วชัดกระโดดก้าวมาเกาะบันไดรถวิชัยอยู่

“จะไปไหนครับ?” เขาถาม “กลับช้าหรือกลับเร็ว”

“ยังตอบไม่ถูก แกมีธุระอะไรหรือ?”

“เปล่า ชั่วแต่วันนี้ผมคิดจะอยู่บ้าน ไม่ไปเที่ยวไหน แต่ถ้าพี่ใหญ่ไม่อยู่ผมก็อยู่ไม่ได้ต้องไปบ้าง”

“ทำไม?” ผู้เป็นพี่ถามแกมหัวเราะ “ไม่มีพี่แกอยู่บ้านไม่ได้ยังงั้นหรือ ถึงทีแต่ก่อน เมื่อพี่อยู่หัวเมืองทำไมแกถึงอยู่ได้ หรือไม่เคยอยู่บ้านเลยแต่ไหนแต่ไรมา?”

“เวลานั้นกลับเวลานี้ไม่เหมือนกัน แต่ก่อนพ่อชัดเป็นเทวดา เดี๋ยวนี้พ่อชัดเป็นหมา ไม่ไหวผมไม่ชอบอยู่กับท่าน ๒ ต่อ ๒ มันคอยหวาดแต่ว่า​จะถูกด่าอยู่ร่ำไป”

“บ้า ! ไม่เห็นเข้าเรื่อง !” วิชัยพูดเสียงเดิมแล้วเสริมต่อ “ช้อยเขาก็อยู่”

“พี่ช้อยอยู่ก็คุ้มไม่ได้” ชัดตอบโดยเร็ว “แม่นึกจะด่าขึ้นมาเวลาไรแม่ก็ด่า พี่ช้อยไม่รู้จักหาเรื่องกลบเกลื่อนให้ท่านเพลิน ไม่เหมือนพี่ใหญ่ เวลาพี่ใหญ่อยู่ด้วยผมอุ่นใจ ถึงจะถูกด่าก็ไม่ค่อยเดือดร้อนมาก รู้สึกว่ามีคนคอยช่วยแบ่งกันฟังแบ่งกันรับ”

“เรื่องของแกมันก็มีอยู่ว่าจะเอาเปรียบเท่านั้น” วิชัยกล่าว “ถูกด่าไม่ยอมฟังคนเดียว ไอ้เวลาแกไม่อยู่คนอื่นเขาต้องฟังท่านด่า แกน่ะไม่นึกถึงใจเขาบ้างหรือ?”

ชัดหัวเราะพร้อมกับยักไหล่และแบมือ “ช่วยไม่ได้นี่ครับ !” เขาว่า แล้วถามต่อไปโดยเร็ว “บอกผมได้ไหมพี่ใหญ่จะไปไหน?”

“จะไปบ้านหลวงธุรกิจ แล้วจะกลับมาให้ทันเวลากินข้าว”

“นั่นแน่ !” ชัดร้องดัง “ยังงั้นทำไมไม่ชวนผมมั่งล่ะ ไหนรับกับผมว่าจะพาผมไปดูคนสวยยังไง?”

ผู้เป็นพี่เลิกคิ้วอย่างไม่แน่ใจ “พี่ลืมนึกถึงเรื่องนั้น” เขาสารภาพ “ไม่นีกว่าแกตั้งใจจริง ๆ จัง ๆ อยากจะไปด้วยกันก็ได้ แต่ว่าทั้งสกปรกยังงั้นละหรือ?”

ชัดก้มมองเครื่องแบบทหารที่ตนสวมอยู่ แล้วใช้ลำข้อโยนตัวขึ้นนั่งบนรถเคียงข้างพี่ชายพลางว่า

“ไปมันยังงี้แหละ มันก็ไม่สกปรกจนเหลือเกินนักนี่”

ดังนั้นรถซึ่งเดินเครื่องโดยล้อมิได้หมุนอยู่หลายนาทีจึงเคลื่อนจากที่ ชัดคว้าผ้าเช็ดหน้าออกเช็ดหน้าจนเกลี้ยงสะอาด แล้วหวีผมด้วยหวีที่เขาติดกระเป๋าเสื้อไว้เสมอ เสร็จแล้วเขาบรรจงสวมหมวกลงดังเก่า แล้วถามขึ้นว่า

​“จันทรอายุเท่าใดครับ?”

“ไม่รู้ ช้อยเขาเคยบอกแล้ว แต่พี่จำไม่ได้”

“ท่าทางเป็นยังไง?”

“สำหรับพี่เห็นว่าเรียบร้อยดีไม่มีที่ติ สำหรับแกบางทีจะไม่ชอบก็ได้ เพราะจันทรไม่มีท่าโก้”

“ขี้อายไหมครับ?”

วิชัยขมวดคิ้วในท่าตรอง ครั้นแล้วก็หัวเราะและว่า

“อีกสักประเดี๋ยวเดียวก็จะได้เห็นเขา ยังจะนั่งซักพี่ทำไมให้เสียเวลา ความเห็นของแกกับของพี่น่าจะไม่ตรงกันนัก พี่เห็นอย่างหนึ่งแกอาจจะเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่งก็ได้”

“เพราะยังงั้นน่ะซีผมถึงได้ถาม อยากจะดูว่าความเห็นของพี่ใหญ่กับของผมจะต่างกันมากไหม?”

“ในเรื่องผู้หญิงเป็นธรรมดา ที่จะต่างกันเกือบตรงกันข้ามเพราะแกเป็นคนสมัยใหม่ ส่วนพี่เป็นคนโบราณ พี่ยังสงสัยอยู่เดี๋ยวนี้ว่าการที่แกจะไปรู้จักกับจันทรน่ะ จะได้ประโยชน์อะไร เท่าที่พี่เคยสังเกต ผู้หญิงอย่างจันทรไม่ใช่ผู้หญิงที่แกเคยชอบ”

“ผมชอบคนสวย” ชัดตอบง่าย ๆ “แต่ผู้หญิงมีสวยหลายอย่าง สวยหน้า สวยรูป สวยท่า แม่จันทรตามที่เห็นในรูป หน้าแกสวยอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้หญิงไทยสวยได้เท่านี้ ผมถึงอยากดูตัวแกให้เห็นจริงด้วยตา”

“ลูกสาวคุณหญิงมะยม ก็มีคนลือว่าสวยเหมือนกัน พี่จะหารูปเขามาให้แกดูเอาไหม เผื่อจะชอบใจบ้าง สงสารความตั้งใจของเขา ยังคอยจะให้แกไปดูตัวทุกวัน แม่ของเราก็เคี่ยวเข็ญเรา ทำไมแกถึงไม่ไปมองดูเขาบ้างเล่า”

ชัดสีหน้าตึงขึ้นทันที น้ำเสียงที่พูดก็กระด้างขึ้น

“กราบตีนละพี่ใหญ่ อย่าพูดถึงเรื่องพวกนี้ให้เข้าหูผมหน่อยเลย ​ผมเกลียดจริง ผมเดือดร้อน ถูกคุณแม่เคี่ยวเข็ญจนไม่อยากจะเหยียบเข้าบ้าน ไม่เพราะพวกยายบ้านี่รึ พี่น้องก็พากันด่าว่าผมเที่ยวหามรุ่งหามค่ำ พบใคร ๆ ด่าจนไม่อยากพบเสียแล้ว ว่าเราอยู่บ้านไม่ติด ก็มันจะติดยังไง มีแม่คอยด่าจุกจิกจู้จี้อยู่เรื่องเดียว พิโธ่ บ้านใครจะไม่อยากอยู่ แต่ว่าอยู่ไม่มีความสุขใครมันจะทนอยู่ได้”

วิชัยนิ่งฟังน้องโดยสงบ ชัดหยุดพูดแล้วเขาเอ่ยขึ้นช้าๆ

“พี่เห็นใจว่าการถูกจี้บ่อย ๆ นั้นเป็นเรื่องรำคาญจริง แต่วิธีแก้รำคาญของแกมันไม่ถูกทาง ไอ้การเที่ยวจัดมันทำให้เปลืองทั้งตัว เปลืองทั้งทรัพย์ เปลืองทั้งเกียรติคุณ แล้วก็เป็นการเปิดช่องให้คุณแม่ด่าถนัดเข้าอีก ทางทีถูกแกจะดื้อใส่คุณแม่เรื่องมีเมีย แกต้องดื้ออย่างลูกผู้ชาย ไม่ผลัดเจ้าล่ออย่างเดี๋ยวนี้ ตอบท่านซีว่าไม่อย่างเด็ดขาด แล้วยืนกรานอยู่คำเดียว ท่านจะทำอะไรแกได้ ผิดนักก็พึมไปสัก ๗ วัน ในระหว่างนั้นแกทำตัวของแกให้ดีไว้ อดทนหน่อย ไม่โกรธตอบท่าน ไม่หนีท่านอย่างที่แกเคยหนี นึกเสียว่าท่านเป็นแม่ มีพระเดชพระคุณแก่เรานักหนา ผลที่สุดท่านก็สงบไปเอง”

ชัดเบือนหน้าออกทางนอกรถแววตาถมึงทึง ภายหลังจึงหันหน้ากลับมาทางพี่ชายและพูดว่า

“เรื่องยอมอดทนให้คุณแม่นั้น ใคร ๆ เขาก็ยกให้พี่ใหญ่เป็นที่หนึ่ง ผมเองก็อยากกราบพี่ใหญ่ในเรื่องนี้ แต่ส่วนตัวผม ๆ บอกตามตรงว่าทนไม่ไหว ขืนให้ท่านด่าบ่อย ๆ วันไหนใจผมดีก็จะนิ่งได้ วันไหนผมบ้าขึ้นมา ตึงตังเอากับท่านขึ้นมา ผมก็จะกลายเป็นคนระยำ”

“ก็ถ้าแกรู้แล้วว่าทำสิ่งไหน แกจะเป็นคนระยำแล้วแกขืนทำลงไป มันก็ระยำจริงอย่างเขาว่าน่ะซี แกควรจะรู้ตัวว่าคุณแม่รักแกมากเพียงไร เท่าที่ท่านบ่นพึมพำต่อหน้าแกนั้น มันน้อยกว่าที่ท่านพึมพำกับคนอื่นในเวลาที่แกไม่อยู่ถึง ๕ ต่อ ๑ แกไม่ได้สังเกตหรือ เวลาที่แกอยู่ให้ท่านเห็นหน้าท่านพะนอแกยังไง ต่อเมื่อวันไหนท่านพูดกับแกเรื่องมีลูกมีเมียหรือเรื่อง​ความประพฤติของแกหรอก ท่านถึงจะเกิดโมโหเอ็ดอึงเอาแก แต่แกก็ควรจะอภัยให้ท่านบ้าง เพราะแกก็รู้อยู่ว่าท่านพูดเพราะอยากให้แกดี”

“พูดให้ดี !” ชัดย้ำเสียงกระด้าง แต่ครั้นแล้วน้ำเสียงก็อ่อนลง เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนพูดอยู่กับใคร “ก็ผมอภัยให้ท่าน ไม่ใช่ว่าโกรธ แต่ผมทนนั่งฟังท่านด่านานไม่ได้ ใจผมไม่เย็นพอ ถ้าคุณแม่อยากจะพูดให้ผมดี ขอให้ท่านพูดอย่างพี่ใหญ่พูดกับผมซี ไม่เพียงพูดและด่าก็เอา หรือเตะสักทีก็ไมโกรธ ให้ดิ้นตายซี เพราะเมื่อด่าแล้ว ผมพูดบ้างพี่ใหญ่ก็ฟัง ที่ไหนผมถูกพี่ใหญ่ก็รับว่าถูก แต่คุณแม่ท่านไม่ยังงั้น ท่านเล่นด่าปาว ๆ ข้างเดียว แล้วได้เรื่องที่ผมถูกด่าน่ะมีอะไร ก็มีไอ้เรื่องที่ท่านจะมัดผมเป็นหมูเท่านั้น ผมจะทนที่ไหนไหว”

วิชัยไม่ตอบ เพราะเกรงว่าคำตอบจะทำให้น้องได้ใจ คำพูดของชัดนั้นถึงวิชัยจะจับได้ว่าพูดด้วยความฉลาด แต่ก็เป็นคำที่ต้องกับความจริงอันวิชัยจะปฏิเสธไม่ได้ในยามโกรธ คุณนายซึ่งจะกล่าวคำรุนแรงกรอกหูชัดโดยไม่ยอมฟังเหตุผล ในยามดีเหตุผลของเขาจึงจะถูกต้องตามเกณฑ์ คุณนายก็ฟังโดยไม่วิเคราะห์ให้เห็นประจักษ์ในวิชัยกับชัด ยังไม่เคยต้องเป็นปากเสียงกันเลยแม้ด้วยเรื่องใด ๆ ทั้งนี้เพราะวิชัยมีนิสัยสมเป็นผู้พิพากษาโดยแท้ ในการวินิจฉัยคดี วิชัยย่อมวินิจให้ประโยชน์แก่จำเลยมากที่สุด เมื่อชัดเป็นจำเลยที่มีปากเป็นเอก วิชัยจึงต้องรับเหตุผลที่ชัดยกขึ้นอ้างเป็นเครื่องแก้ตัวทุกคราว จริงอย่างที่ชัดกล่าวแล้วนั้น

แต่ชัดมีความผิดซึ่งยังไม่ได้แก้ให้ตก หรือมิฉะนั้นก็รู้ตัวเสียแล้วว่าไม่มีทางแก้ จึงไม่พยายามแก้เสียเลย ความผิดนั้นคือการผลัดเจ้าล่อตามที่วิชัยว่า ชัดยังไม่เคยตอบกับมารดาว่า จะไม่แต่งงานกับบุตรคุณหญิงมะยม เป็นแต่ได้ตอบกับพี่ชาย และแสดงความไม่พอใจในเรื่องนี้ให้มารดาเห็น โดยหลีกเลี่ยงผลัดวันที่จะไปดูตัวผู้หญิง วิชัยกำลังคิดถึงความผิดข้อนี้เกือบจะกล่าวออกมาเป็นวาจาแล้วกลับหวนคิดสงสัยว่า ชัดก็เป็นลูกผู้ชาย​คนหนึ่ง การที่ไม่ให้คำตอบอันเด็ดขาดแก่มารดา จะเหมาเอาว่าเป็นเพราะความขลาดก็ดูกระไรอยู่ หรือชะรอยความดื้อดึงของชัดเกิดแต่ความทิฐิฝ่ายเดียว เนื้อแท้ชัดไม่ชังลูกสาวพระยารานรอน ฯ จนเหลือขนาด เผื่อว่าชัดเคยนึกเห็นชอบในการวิวาห์รายนี้อยู่บ้างเล็กน้อย ถ้าหากวิชัยขะยั้นขะยอจนคุณนายชื่นต้องฟังคำปฏิเสธจากปากชัดโดยตรงเสียแล้ว ภายหลังที่ไหนเลย ชัดจะกล้ากลับคำการก็เป็นไปคล้ายกับว่าความหวังของคุณนายถูกทำลายลงโดยน้ำมือวิชัยนั่นเอง

๒ พี่น้องต่างหมกมุ่นอยู่ในความคิดของตน จึงต่างฝ่ายต่างนิ่งเงียบอยู่ ต่อมาอีกในไม่ช้าก็พอรถแล่นมาถึงที่หมาย

เลี้ยวเข้าในประตูไม้สีน้ำตาลเข้ม แล่นต่อมาจนถึงหน้าตึกใหญ่ วิชัยก็มองเห็นเจ้าของบ้านยืนอยู่ในที่นั้นทั้ง ๒ คน

หลวงธุรกิจ ฯ ลงบันไดมารับ พลางพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความยินดี

“ผมกำลังพูดถึงคุณพระอยู่เดี๋ยวนี้ หายไป ๒ หรือ ๓ วัน แม่อุไรเขาบ่นคิดถึง”

พระอรรถคดี ฯ ลงจากรถพร้อมชัด และแนะนำชัดให้รู้จักกับเจ้าของบ้านทั้ง ๒

“ผมได้ยินชื่อคุณเสมอ” หลวงธุรกิจ ฯ กล่าว “เพิ่งได้รู้จักวันนี้เอง ดีใจมาก ขอบคุณที่มาถึงบ้านผมขอให้ถือว่าบ้านนี้เป็นเหมือนบ้านคุณพระอรรถ ฯ หมายความว่าคุณนึกจะมาเมื่อไรไปเมื่อไรก็ได้ทุกเมื่อ เพราะคุณพระกับผม นอกจากจะเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกันแล้ว ผมยังถือว่าคุณพระเป็นมิตรที่ดีของผม และออกจะถือว่ามีเกี่ยวดองเป็นญาติข้างเมียด้วย”

เมื่อสามีได้แถลงถ้อยโดยยืดยาวเช่นนี้แล้ว ภรรยาก็เห็นว่าเพียงพอแก่ความต้องการ จนหล่อนไม่จำเป็นจะแถลงอะไรอีก ดังนั้นอุไรจึงเป็นแต่เพียงยิ้มให้แก่ชัดในขณะที่เขาพูดว่า

“ขอบพระเดชพระคุณ โปรดเชื่อในความเป็นมิตรของผมเท่ากับที่​เชื่อในพี่ใหญ่ด้วย”

หลวงธุรกิจ ฯ ยิ้มพยักด้วยสีหน้าแสดงความสนิทสนม อุไรพูดขึ้นว่า

“เรากำลังจะลงสนามแบดมินตัน คุณพระดิฉันเห็นจะไม่ต้องชวน แต่คุณชอบเล่นไหมคะ?”

“ยังไม่เคยลองเลย” ชัดตอบพร้อมยิ้มอย่างเก๋ตามปกติที่เขามักยิ้มในเวลาเข้าสมาคม

“อย่างคุณชัดก็ต้องเทนนิส หรือกอล์ฟถูกไหม?” หันไปทางพระอรรถ ฯ “ไม่เหมือนพวกเรานะ พวกเราเอาทุกท่า แต่ไม่ได้ดีสักท่าเดียว”

“เชิญไปทางโน้นเถอะค่ะ ไม่เล่นก็นั่งคุยกันที่สนามสบายกว่าในตึก” พูดแล้วอุไรก็ออกเดินนำหน้า

เมื่อใกล้จะถึงสนาม มองไปเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังตีแบดมินตัน วิชัยจึงว่า

ขาสำคัญตั้งต้นประลองฝีมือกันแล้ว แม่จันทรท่าทางแข็งแรงขึ้นมาก”

“ตีดีขึ้นตั้งเยอะ” หลวงธุรกิจ ฯ กล่าว “ยังเสียแต่ไม่ค่อยไว ลูกห่างมือหน่อยก็รับไม่ค่อยทัน”

คนทั้ง ๔ เข้าไปใกล้ ชายหญิงคู่นั้นก็หยุด หันมามองดู ทั้งประณมมือไหว้ พระอรรถคดี ฯ รับพร้อมกับยิ้มอย่างแจ่มใส

“เล่นเสียให้จบเกมซี” หลวงธุรกิจ ฯ ว่า “พวกเราจะนั่งเป็นกรรมการ”

“ไม่ได้นับแต้มครับ ตีกันเล่น ๆ อย่างนั้นเอง” คู่แข่งขันที่เป็นชายรุ่นหนุ่มตอบ

“อ้าว ยังงั้นพวกเราลงมือเถอะ คุณพระ คุณชัดเชิญซีครับ ไม่เคยลองก็ลองเสีย เนียนเอาแร็กเก้ตมาส่งให้

“นี่น้องคุณหลวงค่ะ” อุไรบอก นั่นน้องดิฉันแม่จันทร นี่คุณชัดน้องคุณช้อยยังไงล่ะ”

​จันทรย่อตัวลงเล็กน้อยในเวลาที่ประณมมือไหว้ ชัดโค้งตัวในท่าอันงามอย่างน้อยที่น้อยคนจะทำได้เหมาะเจาะเช่นเขา แล้วจันทรเดินออกจากคอร์ตแบดมินตันมานั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง พี่เขยของหล่อนเห็นก็ทักขึ้นทันที

“อ้าว ทำไมมานั่งเสียล่ะ คุณพระเตรียมตัวพร้อมแล้ว แม่อุไรไปซีเธอ ฉันจะนั่งคุยกับชัด”

“ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอกครับ” ชัดว่า “ผมชอบนั่งดูเพลินดี ถ้าคุณจะอนุญาตให้ผมถือตัวเป็นกันเองกับบ้านนี้ละก็โปรดอย่ากังวลถึงผมเลย”

“เปล่า ไม่ใช่กังวล ผมอยากคุยกับคุณ ให้เขาเล่นกันก่อน แม่อุไรน่ะไปได้ไม่กี่น้ำหรอก ประเดี๋ยวก็ลา”

ผู้ที่จะเข้าเล่นก็เข้ายืนที่ อุไรกับพระอรรถคดี ฯ เป็นคู่กัน แข่งขันกับจันทรผู้ซึ่งมีนายเนียนเป็นคู่ หลวงธุรกิจ ฯ ลากเก้าอี้เข้ามาใกล้ชัด ชวนแขกหน้าใหม่คุยพลางมองดูการเล่นไปพลาง

ในตอนต้น ผู้ดูสังเกตเห็นว่าคู่แข่งขันทั้ง ๒ ฝ่ายมีฝีมือและกำลังพอทัดเทียมกัน แต่ในตอนกลางและตอนสุดท้าย เหตุเพราะเสียงคุยของผู้ดูนั้นดังห่างขึ้นทุกที คู่ของนายเนียนชายตามาทางนอกคอร์ต เป็นบางคราวและทุกคราวหล่อนพบดวงตาคู่หนึ่ง จับจ้องอยู่แต่จำเพาะที่ตัวหล่อน ความรู้สึกไม่ปกติในใจเกิดขึ้นแก่จันทร ขาดความเพ่งเล็งในกีฬาที่ตนเล่นอยู่ จะขยับเขยื้อนก็เฉื่อยชา จนดูท่าที่เงื้อไม้ถือรับลูกนั้นคล้ายกับว่าหล่อนหมดกำลังที่จะตีโต้ตอบไปทีเดียว ฝ่ายเนียนจึงเป็นรองพระอรรถคดี ฯ ถึง ๘ ต่อ ๑๔

ยังขาดอีกแต้มเดียวอุไรจะชนะ นายเนียนเสิฟลูกส่งทางวิชัย พระอรรถคดี ฯ ตีเหยาะมาตรงหน้าตาข่าย จันทรเงื้อแร็กเก้ตรับ แต่รับพลาด ลูกตกลงโคนไม้ลูกเสิฟของเนียนจึงเสียไปเปล่า

“วันนี้แม่จันทรอ่อนไปมาก” หลวงธุรกิจ ฯ เอ่ยขึ้น “หมดกำลังเสียตั้งแต่ตีเล่นกับตาเนียนแล้วกระมัง?”

​เวลานั้นถึงคราวจันทรจะต้องเสิฟ ลูกขนไก่อยู่ในมือซ้าย จันทรเงื้อแร็กเก้ตที่ถืออยู่ในมือขวา เมื่อสุดคำพูดของพี่เขยหล่อนอดใจจะไม่ชำเลืองไปนอกคอร์ตหาได้ไม่ แลไปเพียงแวบเดียว พอสบสายตาชัดอย่างถนัดถนี่ลำข้อจันทรก็อ่อนเพลีย เสิฟลูกไม่ข้ามพ้นตาข่ายไปได้ !


Title: Re: นวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย (๑๑-๒๐) - ดอกไม้สด (หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์)
Post by: ppsan on 19 May 2022, 20:27:08

๑๘

บุรุษต่างศักดิ์และต่างวัยรวมทั้งสิ้น ๑๖ นาย นั่งล้อมรอบโต๊ะยาวรี บริโภคอาหารร่วมกัน ผู้เป็นทั้งเจ้าของบ้านและเจ้าของงานนี้คือหลวงธุรกิจกำจร

ตามปกติคุณหลวงผู้นี้มีนิสัยชังความเงียบเหงา รักความสนุกสนานเฮฮา การเชิญเพื่อนมาเลี้ยงที่บ้านคราวละหลายคน จึงเป็นธรรมดาที่สุด แต่เฉพาะคราวนี้ การเลี้ยงมิได้มีขึ้นเพื่อความสนุกรื่นเริงระหว่างเจ้าของบ้านกับแขกเท่านั้น หากได้มีเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ที่ได้ร่วมสำนักเรียนเดียวกัน และจะได้ร่วมทุนร่วมแรงกันประกอบความเจริญให้แก่สำนักเล่าเรียนของตน กล่าวคือ ตั้งสมาคมนักเรียนเก่าโรงเรียนศุภวิทยาการเป็นขั้นต้น และจะได้ขยายกิจการของสมาคมให้กว้างขวางถึงกับร่วมทุนสร้างและซ่อมโรงเรียนนี้ให้ใหญ่โต จนเป็นสำนักศึกษาที่สำคัญ

บุรุษทั้ง ๑๖ นาย ได้เริ่มต้นเจรจาถึงกิจการของสมาคมโดยละเอียดตั้งแต่เวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกาเศษ จนถึงเวลา ๒๐ นาฬิกา ได้ผลคือร่างข้อ​บังคับของสมาคมเสร็จสรรพ พร้อมที่จะเปิดรับสมาชิกได้ในทันทีที่จะจดทะเบียนแล้ว นอกจากนี้ยังได้กำหนดไว้ว่า ภายหลังที่ได้รับสมาชิกแล้วครบหนึ่งเดือน สมาคมจะได้จัดให้มีละครเก็บเงินสมทบทุนของสมาคมเพื่อจะได้ลงมือซ่อมโรงเรียน เชื่อมั่นในกำลังทรัพย์ส่วนของตน และความสามารถในการวิ่งเต้นที่ตนเคยใช้ได้ผลอยู่เสมอ ประกอบกับไว้ใจในกำลังดวงจิตและกำลังความสามัคคีแห่งเพื่อนร่วมสถานศึกษา ซึ่งตนได้พยายามติดต่ออยู่ตลอดเวลา ๒-๓ เดือนนี้ หลวงธุรกิจ ฯ มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า การที่ได้เปิดสมาคมนี้ขึ้นจักเป็นผลสำเร็จยังความเจริญให้เกิดแก่โรงเรียนศุภวิทยาการ และยังประโยชน์ให้เกิดแก่กุลบุตรกุลธิดาอีกมากหลาย

ในเวลาที่เจ้าของบ้านได้รวบช้อนส้อมวางไว้ในจานเป็นคนสุดท้าย และผู้รับใช้กำลังยกอาหารชุดคาวไปจากโต๊ะ ขุนประเสริฐวรรณกิจอาจารย์โรงเรียนศุภวิทยาการ จึงลุกยืนขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างสั่นเล็กน้อยด้วยความปลาบปลื้มและตื้นตันใจ

“ขอให้พวกเราที่เป็นลูกหนี้บุญคุณของโรงเรียนศุภวิทยาการจงดื่มให้พรแก่นายกสมาคมของเรา ขอให้ท่านเจริญ เจริญ เจริญด้วยประการทั้งปวง ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า เวลานี้ไม่ใช่แต่พวกเราที่นั่งอยู่ในที่นี้เท่านั้น ที่จะปีติและกตัญญูต่อการกระทำอันน่าสรรเสริญของท่าน แม้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นต้นว่าปู่ของข้าพเจ้า บิดาของข้าพเจ้า ผู้ซึ่งเคยเป็นทั้งศิษย์และอาจารย์ของโรงเรียนนี้และท่านอื่น ๆ อีกหลายท่าน ก็คงจะพลอยปิติด้วยกับเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้นขอให้เราทั้งหลายจงตั้งใจอัญเชิญท่านที่สิ้นชีวิตไปแล้ว แม้วิญญาณจะสถิตอยู่แห่งใดก็ขอให้มาช่วยเราอำนวยพรให้แก่คุณหลวงธุรกิจกำจร ขอให้ท่านเจริญ ! เจริญ ! เจริญ !”

เสียงปรบมือดังกราว ! แล้วถ้วยแชมเปญทั้ง ๑๕ ถ้วยก็เคลื่อนจากโต๊ะขึ้นจรดกับริมฝีปากบุรุษทั้ง ๑๕ นาย

​เงียบเสียงปรบมือเสียงเก้าอี้เคลื่อนที่ และพูดพึมพำสนองพจน์ขุนประเสริฐวรรณกิจแล้ว หลวงธุรกิจ ฯ จึงลุกขึ้นยืน สีหน้าแดงเรื่อด้วยความเบิกบานใจ กระแอมครั้งหนึ่งแล้วก็พูดด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดังนักแต่แจ่มใสและมีกังวานหนักแน่นตามวิสัยของผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองย่อมปราศจากความสะทกสะท้านในเมื่อจะทำกิจนานัปการ

“ขอบพระคุณท่านทุก ๆ ท่าน ขอบพระคุณท่านที่ได้พากันให้พรข้าพเจ้า ขอบคุณท่านที่ได้รับคำเชื้อเชิญของข้าพเจ้า พากันมาประชุมพร้อมอยู่ในที่นี้ และขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ได้ให้ความเชื่อถือข้าพเจ้า การงานทั้งหลายที่ข้าพเจ้าได้ดำริขึ้น ถ้าแม้ว่าท่านทั้งหมดที่นั่งอยู่ในที่นี้ มิได้ให้ความเห็นพ้องและช่วยเหลือตามกำลังแล้ว อย่าว่าแต่ข้าพเจ้าเป็นแต่เพียงข้าพเจ้าเท่านี้ ถึงแม้จะเป็นนารายณ์มีสี่กร ถือตรี คทา จักร สังข์ ก็ไม่อาจที่จะทำการนี้ให้ลุล่วงไปได้ เพราะฉะนั้นเพื่อสนองคุณของท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่าตราบเท่าที่ข้าพเจ้ายังมีแรงทำงานการได้แล้ว ข้าพเจ้าจะไม่เฉยเมยต่อการประสานงานที่ท่านและข้าพเจ้าได้ช่วยกันก่อขึ้นนี้เลย บัดนี้ขอให้เราทั้งหลายจงมาตั้งสัตยาธิษฐาน ขอให้งานของเราจงเป็นผลสำเร็จ และจงดื่มให้แก่ความสำเร็จแห่งงานของเรา ขอให้งานของเราจงเจริญ ! เจริญ ! เจริญ !”

เสียงปรบมือและเสียงสนองคำพูดอีกพักหนึ่ง และเมื่อแขกทั้งหมดวางถ้วยแชมเปญลงแล้ว เจ้าของบ้านยังหาได้นั่งลงไม่ มือขวาถือถ้วยแชมเปญชูไว้ตรงหน้า พูดสืบไปว่า

“บัดนี้ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านขุนประเสริฐวรรณกิจเป็นพิเศษ ข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายพร้อมกันดื่มเพื่อความเจริญแห่งท่านขุน ซึ่งหมายถึงความเจริญแห่งโรงเรียนศุภวิทยาการด้วย--” เสียงปรบมือ เป็นครั้งที่ ๓ “และในที่สุด ขอให้ท่านดื่มเพื่อความสุข ความสวัสดีของพวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้”

เสียงมโหรีทำเพลงมหาฤกษ์ลอยตามลม จากสนามหญ้าเข้ามาในห้องเหมาะกับเวลาที่บุรุษทั้ง ๑๖ นายพร้อมใจกันลุกขึ้นยืน และมองดูกันด้วยสายตาแสดงความเป็นมิตร แชมเปญที่อยู่ในถ้วยก็สิ้นไป ครั้นแล้วเขาทั้งหมดกลับนั่งลง บริโภคของหวานต่ออีก

เมื่อเสร็จการบริโภคแล้ว หลวงธุรกิจ ฯ จึงนำแขกลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วชี้ชวนให้เขาเหล่านั้นพากันไปยังที่ ๆ จัดไว้รับรอง คือตรงมุขหน้าตึกใกล้กับวงมโหรี

ในที่นั้นมีสุภาพสตรี ๓ นางนั่งอยู่ก่อนแล้ว คือภรรยาเจ้าของบ้านกับน้องสาวและนางช้อย เมื่อหมู่บุรุษมาถึง นางธุรกิจ ฯ ก็ยิ้มรับและเชิญให้นั่งด้วยวาจาและท่าทางของผู้ที่คุ้นต่อการรับแขกเป็นอย่างดี ส่วนจันทรนั้นลุกจกที่เลี่ยงไปแอบอยู่ที่มุมบันได

หลวงศักดิ์รณชิต หลวงธุรกิจ ฯ พระอรรถคดี ฯ ๓ คนนี้เดินอยู่หลังคนอื่น เขาทั้ง ๓ คนกำลังมีเรื่องพูดโต้ตอบค้างกันอยู่ แต่ร่างนั้นแน่งน้อยในเครื่องแต่งกายสืนวล มีอำนาจแรงกล้าดึงดูดเอาใจบุรุษคนหนึ่งใน ๓ คนออกไปเสียจากเรื่องที่เขากำลังเจรจา เพราะฉะนั้นเมื่อหลวงธุรกิจพูดจบประโยค และทวนคำซ้ำว่า “ได้ไหมคุณพระ?” บุรุษผู้นั้นจึงเกือบสะดุ้ง แววตาส่อพิรุธในการที่ตนตกอยู่ในความมืดแปดด้าน ตอบส่งออกไปว่า

“ได้?”

“ดีจริง ! เป็นพระคุณอย่างยิ่ง” หลวงธุรกิจ ฯ พูดต่อไป “โปรดเร็วหน่อยนะครับ ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี”

“อ้า--” พระอรรถคดี ฯ พึมพำ “โปรดอธิบายอีกที จะให้ผม—อื้อ--ทำอะไรบ้าง?”

“เท่าที่เขาบอกให้ทำก็ตั้งใจจำไว้ให้ดีเถอะ” หลวงศักดิ์รณชิตขัดขึ้น “เดี๋ยวพ่อก็จะเอาไปลืมทิ้งเสียเท่านั้น อั๊วละไม่ไว้ใจแกไอ้เรื่องขี้ลืมระยำหมานี่แหละ”

​“ขออย่าให้เป็นอย่างคุณหลวงศักดิ์ ฯ ว่า และขอให้เร็วหน่อยเท่านั้น”

พระอรรถคดีกลืนน้ำลายโดยอาการลำบาก “จะให้เร็วแค่ไหน?” เขาถามเสียงพิกล

“เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ตามปกติคุณพระต้องการเวลานานเท่าใด”

“แล้วแต่งาน” อีกฝ่ายหนึ่งตอบ “งานมากก็ต้องการเวลามาก งานน้อยก็ต้องการเวลาน้อย”

“เดือนหนึ่งแล้วไหว?” หลวงศักดิ์ ฯ ถาม

“อะไร?” วิชัยย้อนถาม วางหน้าตาเฉย

“ก็แต่งบทละครน่ะซี” หลวงศักดิ์ ฯ ขึ้นเสียง “พูดกันอยู่อย่างนี้ยังถามอีกได้”

สีหน้าวิชัยดีขึ้นถนัด รีบตอบชัดถ้อยชัดคำว่า

“ก็ราว ๆ นั้น อย่างเร็ว ๒ อาทิตย์ อย่างช้า ๒ เดือน ข้อสำคัญอยู่ที่ว่ามีเวลาได้แต่งไหม ถ้าได้แต่งละก็แล้วเร็ว ถ้าไม่ได้แต่งก็ไม่รู้จักแล้วอยู่นั่นเอง”

เวลานี้หลวงศักดิ์ ฯ กับหลวงธุรกิจ ฯ นั่งลงรวมหมู่กับคนอื่นแล้ว แต่วิชัยหานั่งไม่ มือเท้าพนักเก้าอี้หันมาทางคู่สนทนา แต่สายตาพุ่งไปทางอื่น

“ผมได้อ่านเรื่องที่คุณพระแต่งให้ข้าราชการที่สงขลาเล่นแล้ว เวลานี้กำลังอยากจะอ่านเรื่องที่แต่งให้ข้าราชการที่จันทบุรี ต้นฉบับของคุณพระยังมีอยู่ไหมครับ?”

วิชัยถอนสายตาจากมุมบันไดชั่วขณะ นิ่งคิดแล้วตอบว่า

“ไม่แน่ว่าจะมีหรือไม่ จะต้องค้นดูก่อน” รวบรวมสติที่ลอยไปไกลได้คืนมาแล้ว วิชัยพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคงขึ้น “นี่แน่ะครับ ผมจะบอกอะไรให้ ละครของเราจะแสดงเป็นงานใหญ่ในกรุงเทพพระมหานคร จะให้ผมเป็น​คนแต่ง จะใช้ได้หรือครับ ผมออกหวั่นใจเหลือเกิน เราควรจะเลือกหาเรื่องละครที่มีอยู่แล้ว เช่นพระราชนิพนธ์ของท่านที่มีชื่อเสียงมิดีกว่าหรือ”

ไม่ดี หลวงธุรกิจ ฯ ตอบโดยเร็วโดยไม่ต้องยั้งคิด เพราะเหตุว่าได้คิดไว้ก่อนแล้ว บทละครที่ท่านผู้มีชื่อเสียงแต่งไว้ใคร ๆ ก็รู้เรื่องเสียหมด ผมต้องการให้คนที่มาดูละครของเรารู้สึกทึ่งทั้งในละคร และทึ่งทั้งการแสดงบทบาทด้วย ไม่ใช่ให้มาทึ่งแต่การแสดงบทบาทเท่านั้น เพราะถ้าเขาทึ่งในเรื่อง เขาคอยดูเรื่อง เขาจับผิดคนแสดงได้น้อยกว่าที่เขาจะมานั่งคอยดูการแสดงของเราโดยเฉพาะ อีกอย่างหนึ่งเรื่องที่พวกเราแต่งกันเองแต่ง ถึงตัวละครจะเล่นบทไม่ดีแท้ทีเดียว ก็คงไม่ค่อยมีใครจับได้ ส่วนเรื่องที่ท่านแต่งกันไว้แล้ว คนอื่นเขาเคยเล่นแล้ว เรามาเล่นผิดเพี้ยนไปบ้างก็จะถูกติอย่างเงยหน้าไม่ขึ้น จริงไหมครับ คุณหลวงเห็นอย่างไร”

หลวงศักดิ์ ฯ พยักหน้า ยังมิทันได้กล่าวตอบ พอหลวงธุรกิจ ฯ มองเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินมาแต่ไกลก็ทักขึ้นว่า

“นั้นดูเหมือนคุณชัดใช่ไหมคุณพระ น้องชายคุณพระใช่ไหม?”

วิชัยมองตามสายตาเจ้าของบ้าน เห็นนายทหารหนุ่มน้อยคนหนึ่งเดินมา ครั้นใกล้จะถึงมุมตึกเขามีอาการชะงักหยุดยืนมองดูหมู่แขก วิชัยก็ชูมือขึ้นเป็นเชิงทักทายแล้วยิ้มและพูดกับเจ้าของบ้านว่า

“ชักงงแล้วตาชัด เห็นคนมาก !”

หลวงธุรกิจๆ ลุกขึ้นโดยเร็ว เดินไปรับผู้มาถึงใหม่พามาเข้าหมู่แขกที่นั่งอยู่ก่อน เสียงนายร้อยตรีชัดพูดค่อนข้างดังว่า

“ผมกลับจากสนามกอล์ฟแล้วไปบ้าน ไม่พบใครสักคน ได้ความจากคนใช้ว่าพี่ใหญ่กับพี่ช้อยมาที่นี่เลยตามมาบ้าง ไม่ทราบมีงานพิเศษ ขอรับประทานโทษผมทำตัวยุ่มย่ามมาก”

“โอ๊ะ ไม่เป็นไร ไม่ยุ่มย่ามเลย” เจ้าของบ้านตอบอย่างหนักแน่น

“งานพิเศษเรื่องประชุมตั้งสมาคมของเราสำเร็จไป แล้วเวลานี้เหลือ​แต่การรื่นเริงระหว่างมิตร ว่าแต่คุณยังไม่ได้รับประทานข้าวไม่ใช่หรือ?”

“รับประทานแล้วครับ เพราะผมทราบว่าผมจะมาไม่ทัน”

“ยังงั้นก็เชิญนั่ง เชิญฟังมโหรี เชิญเล่นมโหรี คุณเล่นอะไรได้บ้าง?”

“ผมเล่นได้แต่หีบเสียง เป็นมือขวา” ชัดตอบพลางหัวเราะ “เพราะฉะนั้นคืนนี้เห็นจะได้เป็นผู้ฟัง อ้อ--คุณอุไรอยู่นั่นเอง ผมต้องไปแสดงความเคารพเสียก่อน” พูดแล้วชัดก็ออกเดิน

วิชัยฉวยโอกาสตามน้องไปด้วย แต่หาหยุดในที่ ๆ ชัดหยุดไม่ เดินเลยไปยังบันไดหิน จันทรยังยืนอยู่ที่เดิม วิชัยเข้าไปใกล้หล่อนแล้วพูดว่า

“เบื่อพวกผู้ชายเอะอะหนวกหูหรือ เห็นยืนแอบอยู่ที่นี่นานแล้ว”

หญิงสาวยิ้มน้อย ๆ นั่งลงบนบันได แล้วจึงตอบเสียงอ่อนและแช่มช้า

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ ดิฉันนั่งมานานแล้วจนเมื่อย อยากจะเหยียดขาเสียบ้าง นอกจากนั้น นั่งที่นี่ฟังมโหรีได้ถนัดกว่าที่โน่น เพราะไม่มีเสียงพูดดังแทรกเสียงดนตรี”

วิชัยมองดูที่ว่างข้างตัวหล่อนอย่างกระหาย แต่ความเคร่งในธรรมเนียมยังครอบงำเขาอยู่ จึงหาอาจลดตัวลงนั่งยังที่นั้นไม่ จันทรพูดขึ้นอีกว่า

“ดิฉันนึกว่ายืนอยู่ที่นี่จะไม่มีใครสังเกตเห็นแล้วนะคะ คุณพระยังเห็นจนได้”

อยากจะตอบแก่หล่อนว่า “สาอะไรกับระยะเพียง ๓-๔ ศอกเท่านั้นเขาหรือจะไม่เห็นหล่อน ฯลฯ” แต่ก็อีกนั่นแหละ ละอายต่อความมีอายุพ้นวัยหนุ่มคะนอง จะใช้คำหวานโลมหญิงสาวให้กระดากใจ วิชัยจึงพูดเรื่อย ๆ ว่า

“เธอเข้าใจที่นี่มืดนักหรือ หรือคิดว่าตัวเธอเล็กจนใครเขามองไม่เห็น ฉันเห็นเธอตั้งแต่ออกประตูห้องกินข้าว จะเดินมาหาก็ยังพูดธุระไม่แล้ว อยากจะถามว่าวันนี้เหนื่อยมากไหม เพราะว่าอาหารทุกอย่างอร่อย และโต๊ะกินข้าวก็จัดงดงามมาก”

​จันทรหัวเราะเบา ๆ ริมฝีปากแดงโดยธรรมชาติเผยอขึ้นจากกันทำให้มองเห็นฟันซี่น้อย ๆ ได้ระเบียบเป็นเงางาม ดวงตาของหล่อนนั้นมีแววเชื่อมซึมเจืออยู่เป็นปกติ ถึงกระนั้นก็หวานดังจะหยด ชะม้ายดูผู้พูดแล้วจึงตอบคำของเขา

“ดิฉัน จะรับคำยอของคุณพระไว้ให้แก่พี่อุไรเพราะดิฉันเพียงผู้ช่วยของเธอเท่านั้น”

“ถ้าเธอถือว่าเป็นแต่เพียงคำยอละก็อย่ารับไว้เลย ลืมเสียเถิด แต่อันที่จริงฉันไม่ใช่คนช่างยอ ยิ่งสำหรับคนที่ฉันถือว่าชอบพอกันจริง ๆ แล้วยิ่งไม่ยอเลยทีเดียว ที่พูดเมื่อตะกี้เป็นความเห็นจากใจจริง”

หล่อนหัวเราะอีกครั้งหนึ่ง งามยิ่งไปกว่าครั้งแรกเพราะคราวนี้มีความพอใจเป็นเหตุ แล้วหล่อนตอบว่า

“ตกลงดิฉันเชื่อว่าเป็นคำชมจากใจจริง ต้องขมวดชายผ้าเช็ดหน้าไว้เดี๋ยวจะลืมบอกพี่อุไร-อ้อ นี่ผ้าเช็ดหน้าที่คุณพระให้ดิฉันยังไงล่ะคะ ของพี่อุไรหายเสียผืนหนึ่งแล้ว เมื่อวานซืนนี้เอง ของดิฉันยังอยู่ครบ อุ๊ยตายน้ำอบก็ขวดที่คุณพระให้อีกน่ะแหละ หยดลงผ้าเช็ดหน้านิดเดียวยังหอมฟุ้งอยู่เลย”

วิชัยมองดูหล่อนด้วยสายตาที่เขามิได้เคยมองมนุษย์คนหนึ่งคนใดมาก่อนเลยในชีวิตของเขา นิ่งอยู่อึดใจหนึ่ง จึงถามว่า

“จวนหมดแล้วหรือยัง?”

“หมดไปครึ่งหนึ่งค่ะ ดิฉันต้องฟ้องอีก พี่อุไรแย่งดิฉันใช้ เธอบอกว่าขวดของเธอนั้นกลิ่นแรง ฉุนเฉียวเกินไป คุณพี่หลวงไม่ชอบ อันที่จริงเมื่อคุณพระเอามาให้ พี่อุไรก็เป็นคนเลือกก่อนนะคะ”

วิชัยพยักหน้าอย่างสติลอย แท้จริงเขาเอาใจใส่ต่อคำพูดของหล่อนน้อยกว่าเหตุที่ทำให้หล่อนพูดมากนัก สายตาของเขาจับอยู่ที่ดวงหน้าอันงามแท้หาที่ตำหนิบ่มิได้ พูดพลางคิดพลางเพื่อค้นหาความจริงจากดวงหน้านั้น​และหัวใจก็เต้นแรง จนเขารู้สึกร้อนทั้งที่ลมหนาวกำลังพัดมาต้องตัวไม่ขาดสาย

มีคนเรียกหาตัวพระอรรถคดี ฯ ขึ้นในเวลานั้น จันทรได้ยินจึงหันมาบอกคู่สนทนา สบสายตาที่กำลังจ้องดูหล่อน จันทรก็หลบตาลง แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นปกติ

“เขาจะจับตัวคุณพระไปเข้าวงมโหรีค่ะ”

ก่อนที่วิชัยจะได้ขยับเขยื้อน ชัดก็เดินมาถึงตัวเขา ศีรษะก้มให้ความเคารพแก่สุภาพสตรี มือจับแขนพี่ชายปากพูดว่า

“คนสำคัญมาซุ่มอยู่เสียที่นี่เอง เสียงเรียกหากันออกลั่นไป ผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยากฟังซอของพี่ใหญ่ด้วย”

ต่อจากชัด หลวงธุรกิจ ฯ กับสหายอีก ๔ นายต่างพากันเดินมาสู่บันได เห็นหมดหนทางที่จะเลี่ยงแน่แล้ว วิชัยจึงออกไปรับหน้าแล้วเข้าหมู่เฮฮาไปกับเขาจนถึงวงมโหรี

เมื่อเลือกได้เครื่องดนตรีที่ตนถนัดคนละอย่าง นักดนตรีสมัครเล่นก็ลงมือด้วยเพลงไอยเรศ ซึ่งทุกคนเชื่อว่าตนเล่นได้เป็นอย่างแม่นมั่น วิชัยนั้นถูกเกณฑ์ให้สีซอด้วง เพราะเขาเป็นผู้ได้ชื่อว่าเล่นดนตรีได้ทุกชนิด แต่ครั้นสีไปได้ถึงท่อน ๓ ถึงตอนที่จะต้องเล่นลูกล้อ ซอด้วงซึ่งเป็นซอนำก็นำไปเสียเป็นเพลงอื่น เครื่องสายทั้งวงก็ล่มพร้อม ๆ กัน

“อุบ๊ะ ไอ้ซอนำนี่มันบ้าหรอยังไงโว้ย !” หลวงศักดิ์ ฯ ร้องขึ้นแล้วทิ้งขลุ่ยที่ถืออยู่ลงเสียทันที “เปลี่ยนคนเสียใหม่เถอะ ให้พ่อเจ้าประคุณพระอรรถคดี ฯ ผู้มีสติเลื่อนลอยนำเห็นจะไม่ได้การแน่”

หลวงวิเชียรมนตรีผู้ดีดจะเข้ เงยหน้าพูดขึ้นว่า

“ผมสีได้ แต่ใครจะเป็นคนดีดจะเข้?”

“แกดีดได้ไหมล่ะศักดิ์?” วิชัยถาม “กันน่ะไม่ได้ เกิดมาไม่เคยจับ”

หลวงศักดิ์ ฯ แสดงกิริยาลังเล ในที่สุดจึงว่า

​“ตาม ๆ ไปเห็นจะได้ แกเป่าขลุ่ยได้หรือ?”

วิชัยไม่ตอบ ฉวยขลุ่ยมาเช็ดแล้วก็ลองเสียงและขยับนิ้ว

ครั้นทุกคนเตรียมท่าพร้อมแล้ว จึงเล่นเพลงไอยเรศต่อ แต่เล่นไปถึงท่อน ๓ ท่อนลูกล้อก็ล่มอีกโดยที่จับผิดใครไม่ได้แน่ หลวงวิเชียรมนตรีแสดงความเห็นว่าพระอรรถคดี ฯ เป่าขลุ่ยได้ดังมาก และนิ้วดิ้นเกินไป กลบเสียงซอด้วงเสียหมด คุณหลวงจึงนำไปไม่ไหว หลวงธุรกิจ ฯ หัวเราะอย่างขบขันที่สุด วิชัยทำหน้าอย่าง “หมดท่า” ครั้นแล้วจึงอาสาใหม่

“ให้ผมสีซออู้ ทีนี้เป็นสำเร็จแน่ เพราะว่าผมเล่นอยู่เสมอ”

ตั้งต้นไอยเรศท่อน ๓ เป็นครั้งที่ ๓ คราวนี้จึงจบเพลงลงได้อย่างเรียบร้อย

นักดนตรีสมัครเล่นดีดสีตีเป่า ล่มบ้างขาดบ้างครบบ้างไปตามเรื่อง มีเสียงฮาเสียงบ่นเสียงชมเชยปนกันอย่างสนุกสนาน มิช้าก็พาเอาแขกของหลวงธุรกิจ ฯ มารวมอยู่ในวงมโหรีจนหมด รวมทั้งอุไรและช้อยด้วย วิชัยนึกคอยว่า เมื่อไรน้องชายของเขาจะชวนจันทรมาเข้าหมู่คนอื่นบ้างแต่คอย ๆ ก็เห็นหาย ตรงที่ ๆ เขานั่งอยู่ มีไฟฟ้าขนาดร้อยแรงเทียนแขวนอยู่ตรงหน้า แสงไฟฉายเข้าตาจะมองไปไกลไม่เห็นถนัด เขาก็นึกเอาในใจว่าหล่อนคงนั่งอยู่ในที่เดิมนั่นเอง

การนึกเห็นเอาในใจของเขานั้นถูก แต่เขามิได้นึกไกลออกไปว่าหล่อนนั่งอยู่กับใครในท่าใด ในข้อนี้มีผู้แทนเขาคือหลวงศักดิ์รณชิต มือท่านนายพันตรีติดพันอยู่กับจะเข้แต่ดวงตาเงยขึ้นลงและมองไปไกล ชั้นแรกก็มองโดยเผอิญ ครั้นภาพที่เห็นเป็นภาพชวนให้ทึ่งก็อดไม่ได้ที่จะมองซ้ำไม่หยุดหย่อน ด้วยว่ามิตรภาพระหว่างเขากับวิชัยนั้น มีน้ำหนักพอที่จะทำให้เขาใส่ใจจันทรเป็นพิเศษ ดังนั้นหลวงศักดิ์ ฯ จึงเห็นจันทรนั่งเอกเขนกอยู่บนบันได ชัดนั่งอยู่ข้างตักหล่อนบนบันไดขั้นตำกว่า แต่ข้อศอกของเขาที่เท้าอยู่บนบันไดเหมือนกันนั้นชิดกับขาของจันทรมาก ซึ่งหมายความว่าศีรษะ​ของเขาก็อยู่ในอาการใกล้จะเคลียแขนหล่อนและศีรษะของเขาไม่หยุดหย่อน สีหน้าของชัดชื่นบานสวยเก๋ด้วยอาการที่ยิ้มอย่างพะนอและท่าที่พูด สีหน้าของจันทรสดใสงามแฉล้มด้วยอาการที่ยิ้มอย่างขวยเขินและทำทีเอียงอาย

ถ้าจะสังเกตตามสีหน้าและท่าทางของเขาทั้ง ๒ แล้ว ก็ควรเป็นที่สงสัยว่า เสียงก้องกังวานแห่งดนตรีน่าจะไม่กระทบโสตประสาทของเขาเลย อีกทั้งหมู่คนที่นั่งและเดินอยู่ขวักไขว่เล่า ก็น่าจะไม่กระทบจักษุประสาทของเขาเช่นเดียวกัน


Title: Re: นวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย (๑๑-๒๐) - ดอกไม้สด (หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์)
Post by: ppsan on 19 May 2022, 20:29:23

๑๙

หลวงศักดิ์รณชิต กลับจากบ้านหลวงธุรกิจ ฯ ถึงบ้านของตนเองเวลา ๒๔ นาฬิกาล่วงแล้ว เดินขึ้นบนเรือนอย่างระมัดระวังฝีเท้า เพื่อมิให้รบกวนบุตรน้อย ๆ ที่คงจะหลับอย่างสุขสำราญตามกัน พอใกล้จะถึงห้องนอน ก็เห็นภรรยาออกมาคอยรับอยู่ที่ประตูช่วงรับหมวกจากสามีพลางถามว่า

“เป็นอย่างไรบ้าง ท่าจะสนุกกันใหญ่ถึงได้กลับดึกป่านนี้”

หลวงศักดิ์ ฯ นั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ถอดรองเท้าพลางมองดูภรรยา เห็นรอยแป้งที่ประอยู่ตามหน้าและตามแขนเขาจึงว่า

“เธอเห็นจะกลับมานานแล้ว จนอาบน้ำเสร็จแล้วละครสนุกไหมล่ะ?”

มาถึงก่อนคุณพี่สัก ๑๕ นาทีเห็นจะได้ ละครไม่ค่อยดี เห็นจะเป็นที่ดูบ่อยเกินไปเลยชักเบื่อ คืนนี้ว่าจะไม่ไปแล้วทีเดียว ขัดคุณแม่ไม่ได้ แล้วคุณพี่ก็เผอิญมีเรื่องต้องไปเหมือนกัน เลยไม่มีข้อแก้ตัว”

​หลวงศักดิ์ ฯ หัวเราะ แล้วพูดเรื่อยๆ

ฉันไม่อยู่สิเธอควรจะแก้ตัวได้ว่าเป็นห่วงบ้านไม่มีผู้ใหญ่

“ไม่ได้ซิคะ” ช่วงตอบโดยเร็ว “เพราะว่าคราวก่อน ๆ ที่แล้วมาดิฉันมักจะไปเวลาที่คุณพี่ไปเที่ยวเสมอ แล้วอยู่ ๆ จะมาเปลี่ยนท่านก็จับได้ว่าเป็นการแก้ตัว”

หลวงศักดิ์ ฯ ลุกขึ้นยืนปลดดุมเสื้อ ภรรยาก็ช่วยถอดเสื้อจากตัวเขา ในระหว่างนั้นหล่อนถามสามีว่า

“ที่บ้านหลวงธุรกิจ ฯ มีแขกกี่คน ใครไปบ้าง สนุกไหม?”

“สนุกดีเหมือนกัน แขก ๑๕ คน กินข้าวแล้วเล่นเครื่องสาย พลางโปกฮาไปพลาง”

“ใครไปบ้างคะ?” ช่วงถามซ้ำ

เขานิ่วหน้ามองดูหล่อนแล้วว่า

“ฉันบอกเธอไม่รู้จัก จะถามเอาแก้วอะไร”

“ก็เผื่อจะมีคนรู้จักบ้างล่ะ” ช่วงว่าไม่สะดุ้งสะเทือนคำพูดของสามีแม้แต่น้อย “กับข้าวอร่อยไหมล่ะคะ?”

“เออ ! ถามอย่างนี้ค่อยเข้าทีหน่อย แต่ฉันเองก็ตอบไม่ถูก ไม่รู้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย ดูเหมือนจะกินเหล้ามากกว่ากินข้าว”

ช่วงทำจมูกย่น มิน่าล่ะเหม็นคลุ้ง พี่ใหญ่เมาไหมคะ?”

หลวงศักดิ์ ฯ เลิกคิ้วอย่างเห็นขัน

“ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งโลกว่า วิชัยไม่เคยเมาเหล้านอกจากมันจะแกล้งทำ มีแต่เธอเท่านั้นที่ไม่รู้”

“ดิฉันไม่เชื่อ ขึ้นชื่อว่าเหล้ากินแล้วต้องเมาทุกคน”

“ยังงั้นหรือ?” หลวงศักดิ์ ฯ ลากเสียงถาม “อย่างฉันเวลานี้เมาไหม?”

“ทำไมจะไม่เมา ใจน้อยหงุดหงิดถามอะไรหน่อยก็ว่า ไม่เห็นเข้า​เรื่อง

หลวงศักดิ์ ฯ หัวเราะเสียงดัง โยนเสื้อชั้นในลงกลางห้อง พลางพูดว่า

“ก็เธอถามไอ้ที่ไม่เข้าเรื่องนี่นา” แล้วก็เปิดประตูหายเข้าไปในห้องน้ำ ช่วงหยิบเสื้อที่เขาถอดทิ้งไว้ไปเก็บเสียยังที่ หยิบเสื้อตัวใหม่ไว้ให้พร้อมกางเกง เสร็จแล้วหล่อนก็เข้ามุ้ง

ต่อมาเมื่อหลวงศักดิ์ ฯ ยืนทาแป้งอยู่ตรงหน้ากระจกเขาปรารภขึ้นว่า

“แม่จันทรคนสวยนี่จะเป็นของใครกันแน่ พี่ชายก็ไปคลอ น้องชายก็ไปเคลีย”

เสียงคนขยับเขยื้อนอยู่ในที่นอน ช่วงพลิกตัวจากริมเตียงข้างหนึ่งทีเดียวถึงริมเตียงอีกข้างหนึ่ง ยื่นหน้าเข้ามาประชิดกับผ้าโปร่ง ถามอย่างร้อนรนว่า

“ใครคะคุณพี่?”

หลวงศักดิ์ ฯ ตอบอย่างเชื่องช้าและเรื่อยที่สุด เพื่อให้ตรงข้ามกับภรรยา

“พี่ใหญ่ของเธอกับพ่อชัดของเธอ”

“ทำไมล่ะ ไปเกาะแกะน้องสาวเขาแล้วหรือ?”

เสียงจุ๊ย์ ! อย่างไม่พอใจออกจากลำคอหลวงศักดิ์ ฯ แล้วคำพูดจึงดังตามหลังมา

“ฉันไม่รู้ว่าเธอคิดอย่างไร จึงได้ใช้คำถามเช่นนั้น คำว่าเกาะแกะใช้สำหรับวิชัยรู้สึกว่าไม่เหมาะ ถ้าสำหรับตาชัดละก็พอทน แต่อย่างไรก็ตาม วิชัยไปที่บ้านนั้นคราวไร ฉันสังเกตเห็นว่าคอยหาโอกาสเข้าใกล้แม่จันทรเสมอ เธอเองก็คงเคยเห็น เว้นแต่จะสังเกตหรือเปล่าไม่ทราบ ส่วนนายชัดนั้นฉันไม่ค่อยจะได้พบกับเขาที่บ้านนั้น เคยพบหนหนึ่งนานมาแล้ว วันนี้ได้พบอีกหนหนึ่งก็เห็นเข้าไปคลออยู่กับแม่จันทรตลอดเวลา นั่งคุยนั่งหัวเราะกันตามลำพัง ทำทางเหมือนกับว่าเขาจะลืมคนอื่นๆ ที่เห็นอยู่เสีย​หมด ฉันรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีแทนวิชัย”

หลวงศักดิ์ ฯ พูดยังไม่สุดเสียงดี ช่วงก็หัวเราะขึ้นพลางทิ้งศีรษะลงบนหมอนแล้วว่า

“อุ้ย ! คุณพี่อย่าไปคิดยุ่งกับเขาเลย พี่ใหญ่เธอจะรู้จักใคร เธอก็ลอยละล่องเรื่อยเปื่อยของเธอไปยังงั้นแหละ ถึงรักก็รักไม่จริง ใครเข้าแย่งเธอก็ไม่ทุกข์ นิสัยของเธอเห็นผู้หญิงดีไปเสียหมด คนนั้นก็ดี แต่ก็ไม่เห็นเธอเคยรักใคร ถามเข้าก็ไถลว่าเขาก็ดีเกินเธอไปเสียแล้ว ที่แท้มันก็อยู่ที่ตรงเธอไม่รักเขานั่นแหละ แม่จันทรคนนี้ แกก็ไม่วิเศษกับคนอื่น”

“อ๊ะ อ๊ะ” ผู้เป็นสามีขัดขึ้น “แกเป็นคนสวยอย่างไม่มีตัวจับเทียวนะ สวยจริง สวยไม่มีสร่าง สวยทั้งผาดทั้งพิศ”

“แหม แหม แหม !” ผู้เป็นภรรยาขัดบ้าง น้ำเสียงประชดจับได้ถนัด ธรรมชาติของความเป็นผู้หญิงแม้ว่าจะอยู่ในปลายปฐมวัย หรือต้นมัชฉิมวัย คำชมเชยของสามีที่ชมหญิงอื่นย่อมเป็นเครื่องขัดหูไม่มากก็น้อย อย่างน้อยที่สุดของน้อยก็ทำให้กระเทือนใจ แต่เมื่อสุดเสียงของหล่อนเองที่ได้พูดออกไปแล้ว ช่วงก็ระงับความรู้สึกที่ได้เกิดขึ้นชั่วแล่นลงเสียได้รีบพูดต่อไปว่า “สวยจริงค่ะ ดิฉันยอมรับหรือจะให้ยอมเชื่อว่า พี่ใหญ่รักเขาแล้วด้วยก็ไม่เถียง” ขอกระทบอีกนิด “เพราะว่าผู้ชายน่ะ พอเห็นความสวยเข้าหน่อยก็หัวปั่น แต่สำหรับตาชัดน่ะ รับรองว่าไม่ขวางพี่ใหญ่แน่ คุณพี่ไม่รู้ดอกหรือ ว่าแกคลั่งแม่อนงค์จะตาย จนคุณแม่จะอกแตกเพราะเรื่องนี้ ทำให้ดิฉันพลอยกลุ้มไปด้วย”

หลวงศักดิ์ ฯ จุดบุหรี่ แล้วสูบพลางเดินกลับไปกลับมาอยู่ที่ริมเตียง

“อกแตกในเรื่องที่สมควร ก็น่าสงสาร” เขาพูดพร้อมกับหัวเราะ “ถ้าแตกในเรื่องที่ไม่สมควรก็-- ก็ต้องแตก-แตกคนเดียว ทำไม ลูกรักผู้หญิงคนหนึ่งทำไมถึงไม่ช่วยจัดการ กลับจะไปหาผู้หญิงอื่นมายัดให้-”

“พิโธ่ !” ช่วงขึ้นเสียงเล็กน้อย “ก็มันเหมือนกันเมื่อไหร่ล่ะคะ ​คนหนึ่งเขามีพ่อมีแม่เป็นหลักฐาน รู้จักอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน รู้จักการบ้านการเรือนอย่างดี กิริยามารยาทเรียบร้อย อีกคนหนึ่งเอาอะไรไม่ได้สักอย่าง ดีแต่ขับรถเที่ยวได้วิ่งโชน ๆ คบแต่เพื่อนผู้ชาย ไปไหนต้องมีองครักษ์ตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป แล้วดูคิ้ว ดูตา ดูปาก ป้ายเข้าแต่สีราวกับตุ๊ดตู่ ดูเสื้อที่หล่อนใส่ ไม่ใส่เสียเลยก็รู้แล้วไป คุณพี่ก็ดีแต่ว่าคุณแม่ ลองลูกชายคุณพี่ไปรักผู้หญิงพรรค์นั้นคุณพี่จะยอมไหม ก็ไม่ยอมอีกน่ะแหละ”

อันความจริงใจของหลวงศักดิ์ ฯ นั้น เขายังไม่เคยถามตัวเองถึงเรื่องนี้ แต่เมื่อภรรยาได้ออกวาจายืนยันว่าเขาจะ “ไม่ยอม” จึงเป็นการจำเป็นสำหรับเขาที่จะรีบตอบว่า

“ทำไมฉันจะไม่ยอม เขาชอบของเขาอย่างนั้นนี่ !”

“ฉันละไม่ยอมเด็ดขาด” ช่วงพูดทั้งเร็วทั้งห้วน

“เอ๊อ ! ไม่ยอม ! ไม่ยอมจะทำอะไร”

“หาผู้หญิงให้มันใหม่ กดหัวให้มันรัก”

“นั่นซี อย่างคุณแม่ของเธอเวลานี้ ! แล้วกดได้ไหม !”

“คอยดูไปซี จะได้หรือไม่ได้ เฮ้อ พูดแล้วก็พูดเสียให้ตลอดเถอะ ไม่เห็นน่าจะน่าปิดบังอะไร คุณแม่กำลังให้หมอหาฤกษ์ได้เมื่อไหร่ ท่านจะให้พี่ใหญ่เป็นเถ้าแก่”

หลวงศักดิ์รณชิตทำตาโต

“โอ้โห แล้วถ้าเผื่อเจ้าบ่าวเขาไม่ยอมเข้าพิธีรดน้ำ เถ้าแก่มิเข้าปิ้งหรือ?”

“ทำไมจะไม่ยอมคะ ถ้าพี่ใหญ่ทำละก้อตาชัดต้องเป็นแน่ เวลานี้แกกล้าทำหัวดื้อเพราะพี่ใหญ่ให้ท้ายต่างหากล่ะ คุณแม่บอกว่าถ้าตาชัดขืนเกเรต่อไปท่านจะตัดแม่ตัดลูก สมบัติสตางค์แดงเดียวไม่ให้”

หลวงศักดิ์ ฯ หาวพลางมองดูประตูมุ้ง แต่หาแสดงว่ากิริยาว่าจะเข้าที่นอนไม่ มีคำกล่าวว่า ผู้ชายคือมนุษย์ที่มีขนาดร่างของผู้ใหญ่ แต่มีขนาด​ใจของเด็ก คำกล่าวนี้จะได้แก่หลวงศักดิ์ ภายหลังที่ได้โต้แย้งกับภรรยาเนื่องด้วยความเห็นไม่ตรงกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีฝ่ายแพ้และฝ่ายชนะแต่เพราะเหตุที่ช่วงได้พูดทีหลังและเป็นคำสุดท้าย ฝ่ายหลวงศักดิ์ ฯ ยังมิได้ตอบ เขาถือเอาการนั้นเป็นข้อเคืองให้นึกขัดใจในภรรยา จนไม่อยากร่วมเตียงด้วยในขณะนั้นจึงหยิบหนังสือมานั่งอ่านที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง

อ่านไปยังไม่ตลอดหน้า เสียงช่วงบ่นพึมพำว่า “แหมนี่แหละผู้ชาย !” แล้วลุกออกจากมุ้ง จัดการใส่ปลั๊กไฟฟ้าที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง สอดสวิชที่สำหรับปิดและเปิดไฟเข้าในมุ้ง “เท่านี้ก็ทำเองไม่ได้ !” แล้วหล่อนก็กลับเข้าที่นอนดังเดิม

หลวงศักดิ์ ฯ ยิ้มในหน้า ความข้องใจเหือดหายไปหมดสิ้น ลุกขึ้นจากที่ อื่นจมูกเข้าไปติดมุ้ง แล้วพูดว่า

“ขอบใจแม่เมียที่รัก” หัวเราะ หันกลับไปปิดไฟเสียดวงหนึ่ง แหวกประตูมุ้งอย่างว่องไว แล้วทิ้งตัวลงบนที่นอนโดยแรง

ในระยะเวลาเดียวกันนี้ ฝ่ายผู้ชายที่เป็นต้นเหตุแห่งการโต้เถียงระหว่างหลวงศักดิ์ ฯ กับภรรยากำลังดำเนินอยู่ด้วยกันที่หน้าระเบียงเรือนทั้ง ๓ คน พระอรรถคดีวิชัยกำลังรับประทานเกี๊ยวเป็ด ซึ่งมารดาได้บอกกับเขาว่า ตั้งใจซื้อมาฝากจากร้านที่ถนนเยาวราช “ไม่รู้ว่าเป็นยังไง แม่แน่ใจเอาเองว่า จะมาถึงพร้อม ๆ กับพ่อใหญ่กลับมาถึงบ้าน ออกจากราชวงศ์แล้วเลยบอกแม่ช่วงต้องไปแวะซื้อไอ้เกี๊ยวนี่ให้ได้” คุณนายชื่นบอกกับบุตรชายใหญ่ ซึ่งทำให้เขารู้สึกอร่อยในรสอาหารที่กำลังบริโภคเป็นทวีคูณ ส่วนนายร้อยตรีชัด นั่งขบลิ้นจี่แห้งที่มารดาซื้อมาเหมือนกัน รับประทานได้ ๒-๓ ผลแล้วก็วางมือ อ้าปากหาวอย่างยืดยาว บ่นว่าง่วง ในที่สุดก็ลุกขึ้นบอกกับมารดาและพี่ชายว่าจะไปนอน

คุณนายชื่นนอกจากจะไม่ขัดขวาง หรือออกความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว ยังดูเหมือนจะมีสีหน้าแสดงความพอใจแล้ว เมื่อนายทหาร​หนุ่มลับตัวไปแล้ว แม่กับลูกไม่พูดว่ากระไรกัน คุณนายชื่นมีเรื่องที่จะต้องตระเตรียมตัวมาก แต่มือมิได้อยู่เปล่า คอยเฝ้าหยิบโน่นหยิบนี่ให้ลูก เห็นยุงกัดก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าปัดให้ ดูช่างเอาใจใส่ปฏิบัติเสียจริงจังเป็นการผิดสังเกต จนทำให้วิชัยรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

เมื่อเขารับประทานเสร็จแล้ว จุดบุหรี่สูบ ดูดได้สัก ๓ ครั้ง คุณนายชื่นจึงพูดขึ้น

“สาธุ ! พ่อชัดไปนอนเสียได้ แม่อยากจะพูดกับพ่อใหญ่ ๒ คน”

เขามองดูท่านอย่างเตรียมฟังด้วยความเต็มใจ แต่คุณนายหาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาไม่ มือจับผ้าเช็ดหน้าปากก็พูดว่า

“แม่นัดกับคุณหญิงมะยมไว้ว่า ราวเดือนหน้าจะให้พ่อใหญ่เป็นเถ้าแก่ไปขอแม่สะอางให้พ่อชัด”

พระอรรถคดีสะดุ้งเหมือนถูกเข็มแทง รีบถามขึ้นว่า

“นายชัดเขาตกลงแล้วหรือครับ?”

คุณนายชื่นยิ้มอย่างเชื่อใจตนเอง แล้วตอบว่า

“เรื่องตัวพ่อชัดเป็นอันยกเลิก ไม่ต้องพูดกันอีกไม่ต้องบอกให้รู้ตัวด้วย แม่เป็นแม่ พูดไม่เชื่อก็ขาดกันเท่านั้น พ่อชัดไม่กล้าหรอก”

วิชัยนิงอึ้งไปอึดใจหนึ่ง แล้วถามเสียงอ่อย ๆ

“คุณแม่เป็นเถ้าแก่มิดีกว่าผมหรือครับ ผมไม่ประสาอะไรเลยในเรื่องนี้”

หญิงผู้เป็นมารดาเงยหน้าขึ้นหัวเราะกับบุตรอย่างนึกเอ็นดู

“ทำไมจะไม่จำเป็น แม่บอกให้ ๒-๓ คำก็จะเข้าใจเท่านั้น แต่งานใหญ่โตสำคัญกว่านี้ยังทำได้ งานเท่านี้หรือจะทำไม่ได้”

พระอรรถคดี ฯ ยิ้มรับคำยอนั้นอย่างเหยที่สุด ครั้นแล้วก็ตอบออกมาตรง ๆ ว่า

“ผมไม่เต็มใจทำหน้าที่นี้เลยครับแม่” รีบพูดต่อแทบจะไม่หายใจ​ด้วยความเกรงใจ “ใช้ให้ผมทำอย่างอื่นเถิดครับ อะไรก็ตามผมจะทำทั้งนั้น ขอยกเว้นแต่หน้าที่เถ้าแก่อย่างเดียวเท่านั้น”

คุณนายชื่นมองสบตาเขาเป็นครั้งแรก แล้วพูดยิ้ม ๆ

“ทำไมนะ หรือถือว่าตัวยังหนุ่ม ไม่ยอมทำหน้าที่คนแก่”

เห็นมารดาไม่แสดงความโกรธ วิชัยค่อยสบายใจขึ้น รีบประจบต่อไป

“คงจะมีงานอื่นอีกมากที่ผมจะรับใช้คุณแม่ ทราบล่วงหน้าเสียเดี๋ยวนี้ก็ดี จะได้เตรียมเสียแต่เนิ่น ๆ”

“ฝ่ายหญิงเขาเรียกแหวนหมั้นวงหนึ่ง กับเงินสด ๖,๐๐๐ บาท แล้วจะกองทุนด้วยโฉนดที่ดินละที่สวน” เว้นระยะอีกนาน “แหวนหมั้นพ่อแม่จะหาให้ได้ ส่วนที่จะกองทุนพ่อชัดก็มีนาของแก แต่ว่าเงินสดนี่แหละเราจะหาที่ไหนให้เขาล่ะ?”

“เราหาให้เขาไม่ได้ และไม่ควรจะหาด้วย” วิชัยนึกตอบยิ้มในหน้าด้วยความดีใจแทนน้องชายแล้วพูดดัง “เขาเรียกเอาเราแพงเหลือเกินนี่ครับ”

“อื้อ !” คุณนายขัดโดยเร็ว ก็ลูกเขามีอัฐสมบัติของเขาเป็นก่ายเป็นกองนี่จ๊ะ เขาจะมายกให้เราเปล่า ๆ ได้หรือ อย่างน้อยที่สุดเขาต้องได้อะไรของเราเป็นประกันบ้างซี ๖,๐๐๐ น่ะยังน้อยเสียอีกนะ นี่หากว่าเขารักพ่อรักแม่ รักพ่อชัดเสียเหลือเกิน ถ้าเป็นคนอื่นเขาจะเรียกเป็นหมื่น ๆ ทีเดียว”

“แต่เราไม่มีให้เขานี่ครับคุณแม่”

“เราต้องหาให้ได้ชีจ๊ะ เพราะมันเท่ากับเราลงทุนไว้หากำไรข้างหน้า พ่อใหญ่ต้องช่วยน้องหน่อยซี”

ช่วย ! แน่ละ วิชัยกำลังนึกถึงข้อนี้อยู่ แต่จะช่วยอย่างไรโดยวิธีไหน?

“แม่คิดไว้ว่าจะให้พ่อใหญ่ออกเงินให้น้องก่อน ๖,๐๐๐ บาท เอานาของแม่เป็นประกัน แล้วทีหลังแม่เก็บเงินค่านาได้แม่จะใช้ให้”

​ดวงหน้าวิชัยเปลี่ยนสีไป แต่เป็นอยู่เพียงขณะเดียวเขาก็ตอบได้ด้วยน้ำเสียงเป็นปกติว่า

“เงินสดของผมมีอยู่ไม่ถึง ๕,๐๐๐ บาท เสียแล้วครับ เพราะว่าผมเอาไปซื้อนาของช้อยมาไว้เมื่อสัก ๒ เดือนมานี่เอง”

“แม่รู้แล้ว ยังนึกในใจว่าเคราะห์ดีของนางนิด จะหาลุงที่ไหนไม่ได้เหมือนอย่างนี้”

วิชัยยิ้มค่อนข้างขรึมและเศร้าเล็กน้อย ทิ้งก้นบุหรี่ลงในกระโถนและไม่ตอบว่ากระไร

“ฮือ?” คุณชื่นครางขึ้น ยังขาดเงินอีก ๑,๐๐๐ กว่าบาท....พ่อชัดนี่ทำลำบากให้มาก ไม่เหมือนพ่อใหญ่สักนิด แต่มันเป็นลูกนี่ จะทำอย่างไรได้ พ่อใหญ่ช่วยแม่คิดหน่อยซี”

ไม่มีคำตอบจากอีกฝ่ายหนึ่ง วิชัยจุดบุหรี่เป็นตัวที่ ๒ แต่กิริยาของเขาที่สูบบุหรี่นั้นทำให้เห็นชัดว่า เขาจุดเพราะไม่รู้จะทำอะไรที่ดีไปกว่า

ส่วนคุณนายชื่นมีอาการดังหนึ่งกำลังใช้ความคิดซึ่งผู้ที่มีความโง่โดยเจตนา น้อยกว่าวิชัยสักนิดเดียวจะต้องตระหนักว่าไม่เป็นความจริง ดังนั้น ความคิดที่จะหาเงินให้ครบ ๖,๐๐๐ บาทหรือ? คุณนายได้คิดไว้ก่อนหน้านี้นานนักแล้ว !

“พ่อใหญ่จ๊ะ” คุณนายพูดขึ้น “ไหน ๆ จะช่วยน้องแล้วช่วยให้ตลอด ขอยืมนานังนิดให้แม่ก่อน แม่จะเอาไปจำนำเขาถูก ๆ แล้วเราจะได้ถ่ายคืนเร็ว ๆ”

พระอรรถคดี ฯ ยิ้ม ไม่ใช่ยิ้มอย่างหยันหรือภูมิใจในข้อที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำ แต่ยิ้มอย่างคนที่ตัดสินใจแล้วอย่างเด็ดเดี่ยว มนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดมามีแต่ตัวทรัพย์สมบัตินั้นสะสมขึ้นได้ในภายหน้าต่างหาก เงินจำนวนเพียง ๖,๐๐๐ บาทนี้ เขาจะสละให้เพื่อกตเวทิตาคุณไม่ได้เทียวหรือ คิดได้ดังนี้แล้ววิชัยจึงตอบแก่มารดาว่า

​“ผมจะหาคนรับจำนำเองครับ คุณแม่จะได้ไม่ต้องลำบาก”

“พ่อคุณ ! พูดกับพ่อใหญ่ละง่ายจริงจริ๊ง ๒-๓ คำก็ตกลงกันได้ เพราะเช่นนี้แม่ถึงได้ขอให้เป็นเถ้าแก่ให้น้อง พ่อชัดจะได้รู้ตัวว่าพี่ชายของตัวน่ะมีบุญคุณเกือบจะยิ่งเสียกว่าพ่อ ขาดแต่ไม่ได้ทำให้เกิดมาเท่านั้น”

รู้สึกตัวว่ากำลังประสาทไม่แข็งพอที่จะวางสีหน้าให้เป็นปกติต่อไปได้แล้ว วิชัยจึงบอกแก่มารดาว่า

“คุณแม่ไปนอนเสียทีเห็นจะดีครับ ดึกมากแล้วอดนอนเดี๋ยวจะไม่สบาย”

คุณนายชื่นทำตามคำของเขาในทันที ยกกระเป๋าหมากกับกระโถนขึ้นพร้อมกัน วิชัยรีบรับมาถือให้แล้วเดินตามไปส่งมารดาจนถึงห้องนอน

เมื่อตัวเขาอยู่ในห้องส่วนตัวแล้ว วิชัยไปยืนอยู่ตรงช่องหน้าต่าง ครุ่นคิดถึงเรื่องของแม่ของน้องและของตัวเองด้วยความอึดอัดใจ ภายหลังเขาเดินมาที่โต๊ะเขียนหนังสือ เปิดสมุดเลือกหารูปที่ต้องการจนได้โดยเร็วไว สายตาจับแน่วที่รูปนั้น แล้ววิชัยนึกรำพันว่า

“จันทรเอ๋ย ถ้าฉันได้แต่งงานกับเธอ ฉันไม่มีอะไรจะให้เธอเลย นอกจากตัวของฉันกับเงินเดือนสองอัฐฬส มันคุ้มค่ากับค่าแห่งความน่ารักของเธออยู่หรือ?”


Title: Re: นวนิยายเรื่อง หนึ่งในร้อย (๑๑-๒๐) - ดอกไม้สด (หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินท์)
Post by: ppsan on 19 May 2022, 20:31:51

๒๐

วันรุ่งขึ้นเมื่อพระอรรถคดี ฯ กลับจากปฏิบัติราชการตามเวลา เขาพบมารดายืนเยี่ยมหน้าต่างห้องนอนอยู่ นางศรีวิชัย ฯ ร้องทักด้วยน้ำเสียงแสดงความชื่นชม

“หิวไหม พ่อใหญ่ แม่หาขนมไว้ให้ ไปอาบน้ำอาบท่าเสียไป๊ หน้าออกแห้งยังงั้น”

ลักษณะยิ้มของวิชัยที่ยิ้มรับคำปราศรัยนั้น ค่อนข้างไม่สดชื่นเหมือนเช่นเคย ขึ้นบันไดเรือนจะตรงไปห้องนอนของตน ก็พบหนูนิดเดินเคียงมากับช้อย

เด็กน้อยถลันเข้ากอดลุงไว้ วิชัยอุ้มตัวเด็กขึ้นแล้วพูดกับน้องสาวของเขาว่า

“เข้าไปในห้องกับพี่ประเดี๋ยวได้ไหม มีธุระจะต้องปรึกษา”

ในเวลาที่เดินจากบันไดไปถึงห้อง วิชัยรู้สึกความนุ่มนวลอบอุ่นแห่งลำแขนน้อย ๆ ที่โอบรอบคอเขาอยู่ ความข้องใจในเรื่องที่ได้ตกลงกันไว้​กับมารดาเมื่อคืนก่อนก็แรงขึ้น จึงกอดหลานแนบแน่นเข้ากับตัวแล้วก็ถอนใจเบา ๆ ด้วยความสงสารต่อเด็กนั้น

ช้อยเข้ามาในห้อง มือถือวัตถุสีขาวขึ้นหนึ่งซึ่งหล่อนส่งให้แก่พี่ชาย

วิชัยมองลักษณะและขนาดของวัตถุนั้นพลางถาม

“ใครเชิญไปไหนอีกล่ะ แต่งงานรึ?”

“ไม่ยักใช่ งานราตรีสโมสรในวันที่อนงค์อายุ ๒๔ ปีเต็ม แกเชิญเราทั้ง ๓ คน”

พระอรรถคดี ฯ ชักบัตรออกจากซอง อ่านดูพลางพูดว่า

“อะไรแม่อนงค์ ๒ รอบแล้วหรือ ดูหน้าแกยังอ๊อนอ่อน หรือจะเป็นที่แกแต้มอะไรเข้าไว้มาก....ในการ์ดนั้นไม่เห็นบอกว่างานอะไร เขาส่งมาแต่เมื่อไรนี่”

“เมื่อบ่ายนี่เองค่ะ แกมาที่บ้านคุณครูแล้วให้เด็กมาตามดิฉันไปนั่งคุยกันอยู่สักครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ คุณครูท่านไปวัด อนงค์ไม่รู้ว่าวันนี้วันพระ จะมาเรียนทำขนมเลยเก้อ”

“อ้อ มีการเรียนทำขนมด้วยหรือ เห็นจะเตรียมตัวเป็นแม่บ้านเต็มที่ อันที่จริงเวลานี้แกก็เป็นแม่บ้าน แต่การครัวเห็นจะไม่ประสาแน่ เพราะมัวแต่เที่ยวเสียมาก หรือบ้านก็ไม่ได้จัดเอง คนอื่นเขาจัดการให้ก็ไม่รู้ นอกจากพี่น้อง ๔ คนมีใครอยู่กับแกด้วยไหม?”

“ไม่มีค่ะ แกบอกกับดิฉันว่าแกใช้เวลาดูการบ้านวันละ ๒ ชั่วโมงเต็ม แต่การครัวแกไม่ประสาจริงอย่างพี่ใหญ่ทาย ในวันมีงานแกขอให้ดิฉันไปช่วยแต่เช้า”

“ก็ไปช่วยแกหร่อยซี เสียแรงชอบพอกัน นึกว่าเห็นแก่คุณแฝดด้วย”

“ดิฉันน่ะเต็มใจไปล่ะคะ แต่กลัวคุณแม่”

“นานทีปีหน ท่านคงไม่ว่ากระไรหรอกน่ะ”

“ไม่ใช่ยังงั้น ถ้าไปที่อื่นท่านคงไม่ว่าแต่นี่ไปบ้านอนงค์”

​พระอรรถคดี ฯ นิ่งไป ช้อยจึงพูดต่อ

“ท่านเกลียดอนงค์เสียจริง ๆ มองเห็นแกในทางที่เลวทั้งนั้น ส่วนทางที่ดีท่านไม่พยายามดูเสียเลย ท่าทางอนงค์ดูเหมือนจะรู้ตัว แกบอกดิฉันวันนี้เอง ว่าอยากเข้ามาหาในบ้าน พอดีกับดิฉันก็ไม่กล้าชวนแก”

วิชัยยังคงไม่ตอบ เพราะสมองของเขากำลังอยู่ในห้วงแห่งความตรึกตรอง

อันความกลัวกับความเกลียด.... ใช้อย่างเบาว่าความไม่ชอบ.... นี้ เปรียบเหมือนญาติสนิทเพียงพี่น้องต่างมารดานี่เป็นความเห็นของวิชัย แต่ว่าการที่อนงค์ไม่ชอบคุณนายชื่น จะปรับเอาว่าเป็นความผิดของใคร ในเมื่อโลกยอมรับอยู่แล้วว่า มนุษย์ต่างมีเครื่องรับส่งกระแสดวงจิตด้วยกันทุกคน วิชัยยังคงจำได้ซึ่งคำของมารดา เมื่อกล่าวขวัญถึงอนงค์ภายหลังที่ท่านได้พบหญิงสาวผู้นี้ ๓ ครั้ง ครั้งที่หนึ่งอนงค์ขับรถเข้ามาในบ้านคุณนายชื่น หล่อนนุ่งซิ่นสั้นเพียงใต้เข่า ส่วนถุงเท้าสั้น ริมฝีปากแดงแช้ด ลงจากรถแล้วก็จูงมือกันกับชัด เต้นหยอยผ่านสนามหญ้า วิ่งขึ้นบันไดมาหยุดบนระเบียงเรือน ครั้งที่ ๒ คุณนายชื่นเห็นอนงค์ที่ถนนพญาไท เวลาใกล้ค่ำ หล่อนขับรถตอนเดียว และมีหล่อนเป็นหญิงคนเดียวอยู่ในรถที่มีชายหนุ่มนั่งมาด้วยสัก ๑๐ คน เต็มแน่นทั้งข้างหน้าข้างท้ายตลอดจนบนบังโคลน ครั้งที่ ๓ ที่สถานีหัวลำโพง ท่ามกลางคนเป็นก่ายกอง จำเป็นหรือที่หล่อนจะต้องเดินควงแขนมากับชาย ผู้ซึ่งยังมิได้เกี่ยวดองกันมากกว่าเป็นเพื่อน แม้แต่วิชัยเองก็ไม่อาจกล่าวได้เต็มปาก ว่าเขาเต็มใจให้อนงค์เท่าเขาได้ยินข่าวกล่าวขวัญ และที่ได้เห็นด้วยตาในท่ามกลางพรรคพวกของหล่อนที่หัวหินมาเป็นน้องสะใภ้ ภายหลังต่างหาก เมื่อเขาได้เห็นหล่อนในเวลาที่เป็นแม่บ้านรับรองแขก มีความรอบคอบมีมารยาทเรียบร้อยเหมาะเจาะ ทั้งได้ฟังข่าวกล่าวขวัญจากช้อยว่าหล่อนไม่ไร้เสียทีเดียวซึ่งคุณสมบัติของสตรี กับเขาปลงว่าชัดคือชัด วิชัยคือวิชัย หญิงหนึ่งย่อมเหมาะสำหรับชายหนึ่งเช่นนี้​ดอกวิชัยจึงมีมุทิตาจิตต่ออนงค์

นายบ๋อยคนใช้ประจำตัวคุณพระ ยกถาดเครื่องว่างเข้ามาในห้อง หนูนิดผู้ซึ่งยืนใช้หวีของลุงหวีผมเล่นอยู่ตรงหน้ากระจก มีความเอาใจใส่ในถาดนั้นขึ้นทันที โถมเข้าคร่อมวิชัยผู้ซึ่งลดตัวลงจากเก้าอี้ ช้อยทำตาเขียวพลางเงื้อมือ วิชัยจึงกางแขนกั้นไว้

“ชอบรังแกเด็กจริงแฮะ ยายช้อยนี่ เอะอะก็เงื้อพระขรรค์เรื่อย”

ช้อยหัวเราะครึ่งขันครึ่งฉิว “ก็ดูทำเข้าซี” หล่อนว่า “มันสมกับกิริยาของลูกผู้หญิงที่ไหน”

“ทำไมจะไม่สม ผู้หญิงในสมัยอีก ๑๕ ปีข้างหน้าจะเล่นผยองยิ่งเสียกว่าผู้ชายอีก เพราะฉะนั้นต้องหัดเสียแต่เด็ก ๆ” รวบตัวหลานน้อยให้นั่งบนตักแล้ว วิชัยหัวเราะ พลางพูดสืบไป “ยายนิดแกโตพอที่จะรู้จักกำเริบหรือยัง เมื่อตะกี้ลุงพูดเล่นนะจ๊ะ หนูเป็นผู้หญิงต้องเรียบร้อย ไม่ยังงั้นใคร ๆ เขาจะโทษว่าลุงทำหนูเสียเด็ก”

เขารับประทานขนมปลากริมไข่เต่า และป้อนหลานได้รับประทานด้วย แล้ววิชัยถามขึ้นว่า

“อนงค์คุยถึงตาชัดว่ากระไรบ้าง การติดต่อระหว่างเด็ก ๒ คนนี้กินความแค่ไหน?”

“ไม่ทราบเขาค่ะ” ช้อยตอบ “ถ้าพบเขา ๒ คนพร้อมกันละก็ ดิฉันออกแน่ใจว่าเขารักกัน แต่ถ้าพบอนงค์คนเดียวกลับสงสัย เพราะเห็นแกเรื่อย ๆ เป็นความจริง อนงค์ไม่เคยพูดเรื่องตาชัดกับดิฉันเลย แกชอบพูดเรื่องพี่ใหญ่”

“นั่นเป็นความฉลาดของแกอย่างหนึ่ง ที่ไม่พาชื่อคนรักติดริมฝีปากไปด้วยทุกหัวระแหง แต่ว่าเรื่องพี่ใหญ่มีอะไรให้แกพูด?”

“โอ๊ย ทำไมจะไม่มี” ช้อยกล่าวพร้อมกับหัวเราะ “คนเราลงอยากจะพูดถึงใครก็ต้องหาเรื่องได้วันยังค่ำ แล้วอนงค์แกช่างจำช่างสังเกตหยอก​อยู่เมื่อไร บางทีดิฉันพูดเรื่องพี่ใหญ่ไห้แกฟัง ไปทีหลังดิฉันลืมแล้ว อนงค์ยังจำไว้ได้ ส่วนตัวแกเองไม่ว่าจะพบพี่ใหญ่ที่ไหน พี่ใหญ่พูดอะไร ทำท่าอย่างไรแกต้องจำมาเล่าให้ดิฉันฟังอย่างละเอียดลออเสมอ”

พี่ชายของช้อยทำหน้านิ่ว “แกคงเห็นพี่เป็นตัวโจ๊กอะไรตัวหนึ่ง” เขาว่า

“โธ่ เปล่า ไม่ใช่ยังงั้น” ช้อยค้านโดยเร็ว “แกไม่เคยหัวเราะเยาะพี่ใหญ่เลย ที่แกเล่านั้นสังเกตดูแกเล่าอย่างน่าเอ็นดูแท้ ๆ”

วิชัยไม่เปลี่ยนสีหน้า แต่มิได้โต้แย้งต่อไป

“พี่ใหญ่เรียกดิฉันมาว่ามีธุระอะไรไม่ใช่หรือ?” ช้อยถามขึ้นในครู่ต่อมา

“ธุระที่กำลังพูดกันอยู่นี่แหละ” วิชัยตอบทันที

“ตอนไหนเป็นธุระ?” ช้อยถามอย่างงง

“ทุกตอน คุณแม่กำลังจะใช้บาทใหญ่ข่มตาชัด ท่านนัดกับคุณหญิงมะยมไว้แล้วว่าเดือนหน้าจะไปขอลูกสาวเขา”

“แหม” ช้อยอุทาน “เอาละซี ทีนี้ตาชัดจะว่ายังไง?”

วิชัยยิ้มอย่างเหนื่อยหน่าย “ตาชัดยังไม่รู้ตัว” เขาบอก “พี่กำลังคิดอยู่ว่าเราจะบอกให้แกรู้เสียดีหรือจะทำไม่รู้ไม่ชี้ ปล่อยให้คุณแม่รับผิดชอบคนเดียวดี”

ช้อยนิ่งคิด ในที่สุดจึงถามว่า

“ท่านคิดว่าถ้าท่านเดินแบบทำไปไม่ให้ตาชัดรู้ตัวก่อน แล้วท่านจะบังคับเขาได้ภายหลังยังงั้นหรือ?”

“พี่ไม่รู้ว่าท่านคิดอย่างไร ถามท่านว่าตาชัดเขาตกลงแล้วหรือ ท่านก็ว่าเรื่องตาชัดไม่ต้องพูดถึง ถ้าไม่ยอมท่านจะตัดไม่นับเป็นลูก ท่าทางดูเหมือนท่านจะเชื่อว่าท่านจะบังคับเขาได้”

“มันยากจริงนะคะ ช้อยบ่น “ถ้าไม่บอกให้ตาชัดรู้ตัว คุณแม่ไปขอ​เธอเขาเสร็จแล้ว พ่อฮึดใส่ไม่ยอมแต่งงานเราก็เสียของหมั้นเปล่า แล้วคุณแม่ก็เสียชื่อ ถ้าบอกแก แกทำอะไรบ้า ๆ ขึ้นมาคุณแม่ก็จะเล่นงานเรา”

“ถ้าเราบอกตาชัด คุณแม่จะโกรธเราและโกรธตาชัดด้วย มันก็เป็นแต่เพียงเรื่องร้อนระหว่างเราแม่ ๆ ลูก ๆ แต่ถ้าเราไม่บอก คุณแม่หลงเชื่อว่าจะบังคับตาชัดได้ ไปหมั้นเขาไว้ ตาชัดไม่นึกหน้าแม่ ลองคิดดูว่าข้อเสียมากเพียงไร ฝ่ายเราเสียทั้งทรัพย์เสียทั้งความเป็นผู้ใหญ่ ฝ่ายหญิงก็จะถูกขึ้นชื่อฉาวโฉ่โดยที่เขาไม่ได้ทำผิดอะไรเลย”

“ถูกแล้วค่ะ แต่ว่าถ้าการเลยไปแล้ว คุณแม่บังคับจริง ๆ จัง ๆ ตาชัดกลัวคุณแม่หรือนึกถึงสมบัติบ้าง แกอาจจะทำตามคุณแม่ก็ได้นี่คะ”

“อาจจะ !” วิชัยทวนคำอย่างเบื่อ “ถ้าอาจจะละก็ อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ พี่เองไม่รู้จักนิสัยแท้จริงของชัด เพราะเช่นนั้นถึงอยากปรึกษาพี่น้องดู มีทางใดจะทำให้คุณแม่เสียน้อยที่สุด โธ่ อายุท่านไม่น้อยแล้วนะ ไม่อยากให้ใครเขาหยามท่านเล่นเลย”

“ก็ท่านจะรู้จักฟังเสียงใครเมื่อไรล่ะ” ช้อยนึกถึงแต่หาอาจออกวาจาให้พี่ชายได้ยินไม่ จึงพูดแต่เพียงว่า “ถ้าเราบอกตาชัดแล้วแกทำอะไรมุทะลุขึ้นมา เช่นไปเสียจากบ้านเฉย ๆ ไม่มาเกี่ยวข้องกับคุณแม่อีก พี่ใหญ่เป็นคนโดนก่อนเทียวนะคะ”

วิชัยหัวเราะในลำคอ “ข้อนั้นน่ะช่างเถอะ พี่ทนได้” เขาบอก

ช้อยทำตาคว่ำมองดูพี่ชาย นึกหมั่นไส้เต็มที จึงสำทับว่า

“แต่พี่ใหญ่ไม่ได้ทำอะไรเลย ท่านยังว่าให้ท้ายตาชัด”

“ความเข้าใจของท่านก็ไม่ผิด” อีกฝ่ายหนึ่งตอบ “ถึงไม่ได้ให้ท้ายด้วยคำพูดก็ให้ในใจ พี่จะบอกจริง ๆ เพื่อให้ความยุติธรรมแก่คุณแม่ทั้งในเวลานี้หรือในเวลาต่อไป ถ้าตาชัดมาบอกพี่ว่าเขารักผู้หญิงคนหนึ่งแล้วพี่เห็นว่าผู้หญิงคนนั้นไม่เลวเกินไป และเขารักกันจริง พี่ต้องช่วยตาชัดจนสุดกำลัง คุณแม่ไม่จัดการเห็นจะต้องจัดการเสียเอง ยิ่งเวลานี้ละยิ่งดีใหญ่จะ​ได้ตัดทางเสียของคุณแม่เสียทีเดียว”

สบสายตาน้องมองดูเขาอย่างทึ่ง วิชัยก็หัวเราะแล้วว่า

“ไม่เชื่อซินะ ว่าพี่ใหญ่จะกล้าขวางทางเดินของคุณแม่ ! ก็พี่บอกแล้วว่าพี่ถือหางตาชัด เข้ากับตาชัดเต็มที่ในเรื่องนี้ อันที่จริงไม่ใช่เข้ากับตาชัดหรอก เข้ากับธรรมของโลก บังคับคนที่ไม่ชอบกันให้เป็นผัวเมียกันนี่มันเป็นการทรมานสัตว์แท้ ๆ แล้วไม่ใช่ทรมานคนใดคนหนึ่งตั้งแต่ ๒-๓-๔ ขึ้นไป ผัวไม่รักเมีย เมียเป็นทุกข์ เมียไม่รักผัว ผัวเป็นทุกข์ พอ ๒ คนนี่เป็นทุกข์ คนข้างเคียง แม่ พ่อ พี่ ป้า อา ลุง เดือดร้อนไปตาม ๆ กันหมด ไม่น่าสนุกที่ตรงไหนเลย”

ช้อยยังไม่ทันได้พูดตอบ พอนายบ๋อยเข้ามาแจ้งแก่วิชัยว่า

“คุณนายว่ารับประทานแล้วให้ลงไปข้างล่าง”

“ถ้าอยากจะพูดเรื่องตาชัดอีกแล้ว” พระอรรถคดี ฯ กล่าว แล้วหันไปทางคนใช้ “เดี๋ยว จะไปเดี๋ยวนี้แหละ เจ้าคอยเก็บถาดนี่ลงไปด้วย”

ช้อยจัดแจงล้างมือล้างปากให้ลูก วิชัยจุดบุหรี่มวนหนึ่ง แล้วก็ลงไปหามารดา

จริงดังที่เขาทาย คุณนายชื่นชวนบุตรมาฟังแผนการวิวาห์และผลที่ท่านหวังจะได้จากการวิวาห์นั้น นั่งพูดกันอยู่ราวครึ่งชั่วโมง แล้ววิชัยถูกหลานรั้งตัวไปเที่ยวเดินเล่น กลับมาถึงบ้านพอเวลาเข้าไต้เข้าไฟก็พอพบกับตาชัด

นายร้อยตรีหนุ่มยิ้มแป้นเข้าหาพี่ชาย และพูดขึ้นทันที

“ผมกลับจากบ้านหลวงธุรกิจ ฯ เดี๋ยวนี้เอง เอาลูกแบดมินตันไปให้จันทรแล้วเลยลองเล่นกับเขาด้วยเต็มที จันทรป้อแป้สู้พี่สาวไม่ได้ ข้างผมก็เคยกับเทนนิส ตีลูกออกทุกทีเลย”

พระอรรถคดี ฯ จ้องดูหน้าน้อง มีความรู้สึกสมเพชและอึดอัดใจจึงไม่นึกที่จะตอบ

​อีกฝ่ายหนึ่งไม่สงสัยในการนิ่งของผู้เป็นพี่ ปลดดุมเสื้อทั้ง ๕ ดุม แล้วสอดมือทั้ง ๒ เข้าในกระเป๋ากางเกง เดินเคียงพี่พลางพูดต่อ

“สังเกตไหมจันทรน่ะรูปไม่ค่อยสวย สู้อนงค์ไม่ได้ แหม แต่หน้าแก....” เขาซี๊ดปาก “ตายังงี้ ! ฟันยังงี้ ! แล้วสังเกตไหมพี่ใหญ่เวลาอายละหมดเลย !”

พระอรรถคดี ฯ ยิ้มได้นิดหนึ่ง “แกน่ะดูใครก็ดูได้ คนเดียวที่ใคร ๆ อ้อนวอนให้ดูเท่านี้ไม่ไปดูได้เลย บ้าจริง !”

“ก็เขาไม่ขอเพียงให้ดูนี่ครับ ขอมากกว่านั้นเพียงแต่ดูก็ได้ซี นี่ถ้าผมไปเข้าสักหนเดียวเรื่องมันก็จะไปกันใหญ่เท่านั้น”

“ชัด !” วิชัยเอ่ยขึ้น สีหน้าขรึมอย่างเอางานเอาการ “แกอย่าทำเล่นกับเรื่องนี้นะ แกไม่เอาเขาก็บอกคุณแม่เสียให้เป็นคำขาด....”

“โน ! ผมไม่พูดกับคุณแม่เด็ด ๆ เท่าที่ผมไม่ยอมไปดูตัวเจ้าสาว ยังไม่เป็นคำปฏิเสธที่มีน้ำหนักพออีกหรือ?”

วิชัยส่ายหน้า “เรื่องมันจะยุ่ง ชัดเอ๋ย พี่เห็นว่าแกขี้ขลาดไม่เข้าเรื่อง พูดว่าไม่กับคุณแม่เท่านั้นก็พูดไม่ได้ ผลัดเจ้าล่อไม่รู้จักแล้ว ฉวยคุณแม่นึกขลังขึ้นมา เกิดไปขอหมั้นเขาเข้า แกจะว่ายังไง”

ชัดหัวเราะอย่างไม่เอาใจใส่ “ตามใจท่านซี มันไม่ใช่ความผิดของผมนี่ ผมไม่ยอมรับผิดชอบด้วยหรอก”

พระอรรถคดี ฯ นิ่ง ยุ่งใจจนมิรู้ที่จะพูดอย่างไรถูก ในที่สุดก็ส่ายหน้า

ตกกลางคืน ในเวลาที่นั่งสนทนากันอยู่ด้วยกัน ๔ คนแม่ลูก วิชัยมีอาการใจลอยบ่อยครั้ง ในที่สุดเขาก็ลุกออกจากวงคุย ไปสวมเสื้อชั้นนอกขับรถออกจากบ้านไป

เมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังพ้นบ้านไป คุณนายชื่นมีสีหน้าแสดงความสงสัย แต่ว่าอารมณ์ที่ดีถามลูก ๒ คนด้วยน้ำเสียงมีหัวเราะแกม

​“เขาจะไปไหนของเข้า ใครรู้บ้างไหม?”

คำถามนั้นไม่มีใครตอบได้

วิชัยมาถึงบ้านหลวงศักดิ์ ฯ ใกล้เวลา ๒๒ นาฬิกาจึงได้พบบ้านนี้อยู่ในความเงียบสงัด ด้วยบุคคลสำคัญที่เป็นเจ้าแห่งการจ้อกแจ้กในบ้านทุก ๆ บ้านนั้น พากันนอนหลับอย่างสำราญเสียหมดแล้ว นอกจากนี้เจ้าของบ้านฝ่ายหญิงก็ไม่อยู่ หลวงศักดิ์ ฯ บอกกับวิชัยว่าหล่อนไปเยี่ยมบ้านที่คลอดบุตรเมื่อตอนบ่าย “บ้านเขาอยู่แค่นี้เอง ถ้าแกมีธุระให้คนไปตามมาก็ได้”

ไม่ต้อง” วิชัยตอบโดยเร็ว “ธุระเล็กน้อย ไม่สำคัญและไม่ด่วน เมื่อไรก็ได้”

หลวงศักดิ์ ฯ พาสหายไปนั่งที่มุขน้อยติดกับห้องนอน และที่ร้านต้นขจรปกคลุมอยู่ราวหนึ่งในสองของตัวมุข ทั้ง ๒ นั่งพูดกันถึงเรื่องที่ไม่เป็นสาระไร้ทั้งความรู้ทั้งความรื่นเริงอยู่นาน ตามธรรมดาของคนที่มีเรื่องสำคัญแฝงอยู่ในใจ และยังลังเลไม่อาจพูดออกมาได้ ในที่สุดฝ่ายเจ้าของบ้านเป็นผู้เบิกทางขึ้นก่อน

“เขาลือกันว่าแม่ยายอั๊วจะจับเจ้าชัดมัดให้แน่นไม่ใช่หรือ?”

“ช่วงบอกหรือ?” วิชัยย้อนถาม

“ฮี่ เขาว่าแกจะเป็นคนมัดนะ”

วิชัยหัวเราะในคอ “กันยังไม่ได้รับปากสักที” เขาค้าน

“เขาจะยอมให้มัดหรือ” หลวงศักดิ์ ฯ กล่าว “ออกเปรียวปรานนั้น”

“ข้อนี้ไม่มีใครบอกถูก ได้แต่คอยดู”

“เรื่องมันจะยุ่งละแกเอ๊ย !....อ้อ ! นี่แน่อั๊วจะบอกอะไรให้ อั๊วได้ความจากนักเลงไพ่ ว่ายายมะยมแกชอบแม่ยายอั๊ว เพราะทิ้งไพ่ให้แกกินเสมอ แกจึงจะได้ยกลูกสาวให้เป็นเมียตาชัดคนหนึ่ง”

ทั้งที่อารมณ์กำลังขุ่น วิชัยก็อดหัวเราะไม่ได้ หลวงศักดิ์ ฯ พูดต่อไป

“แต่อั๊วยังสงสัย แกจะยกให้โดยไม่เรียกร้องอะไรเลยเทียวหรือ หรือเรียกอย่างถูกที่สุด?”

แหวนหมั้นวงหนึ่ง เงินสด ๖,๐๐๐ บาท แล้วยังมีโฉนดกองทุนต่างหาก

“โอ๊ย !” หลวงศักดิ์ ฯ อุทานพลางหัวเราะก๊ากใหญ่ “อย่างฐานกรุณาซีนะ แล้วเราว่ายังไง?”

“เราก็หาให้เขาน่ะซี”

หลวงศักดิ์ ฯ นิ่งคิดด้วยสงสัยอันฐานะความมีความจนของนางศรีวิชัย ฯ ในปัจจุบันนี้ ตั้งอยู่ในระดับใด หลวงศักดิ์ ฯ ก็รู้อยู่ เงินสดน่าจะมีได้ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท นาทุกแปลงได้แบ่งปันโอนเป็นชื่อของลูกหมดแล้ว เว้นแต่แปลงสุดท้ายซึ่งเป็นที่เข้าใจกันระหว่างพี่น้องว่าจะเป็นมรดกตกแก่วิชัย ที่บ้านรวมทั้งโรงเรือนเล่าวิชัยก็ได้ไว้แล้วซึ่งสิทธิ์โดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย นับตั้งแต่เมื่อเขาได้ออกเงินเป็นจำนวนไม่น้อย ถ่ายนาทั้งหมดของบิดามารดาไว้ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้นางศรีวิชัย ฯ จะพลิกแพลงหาเงิน ๖,๐๐๐ บาทได้อย่างไร อยากรู้ในข้อนี้ แต่จะออกปากถามก็เกรงใจเพื่อนจะหาสอดรู้เกินสมควร หลวงศักดิ์ ฯ ก็ยังอึดอัดอยู่

ในทันใดนั้น วิชัยเอ่ยขึ้นด้วยเสียงค่อนข้างเบา และดูพูดไม่ค่อยเต็มปากว่า

“แกมีเงิน ๑,๕๐๐ บาท ไหมล่ะ มีคนเขาจะจำนำที่นา ราคาที่เขาเรียกต่ำกว่าราคาจริง ๒-๓ เท่าตัว”

“นาของแม่ยายอั๊วล่ะซี”

“ไม่ใช่ นาของช้อย”

“เอ๊ะ ก็นาของแม่ช้อยขายแล้วจนแกซื้อกลับมาแล้วยังไงล่ะ”

“ซื้อแล้ว เดี๋ยวนี้จะต้องจำนำอีกแล้ว”

“ยังงั้นมันก็เป็นนาของแกน่ะซี”

​“ของใครก็ช่างเถอะ เขาจะจำนำก็แล้วกัน แกจะรับไหมล่ะ?”

หลวงศักดิ์ ฯ เกาศีรษะอย่างแรง “บอกมาก่อนใครเป็นคนต้องการเงิน” เขาถามเกือบเป็นเสียงกรรโชก

“กันเองแหละ” วิชัยตอบเสียงดังเกือบเท่าเพื่อน

“ต้องการไปทำไม อั๊วรู้ว่าแกมีเงินสดในแบงก์ตั้งครึ่งหมื่น ทำไมถึงต้องจำนำนา?”

ถึงแม้หลวงศักดิ์รณชิต จะมีสัมพันธ์ต่อเนื่องกับพระอรรถคดี ฯ ถึง ๒ ชั้น คือเป็นทั้งน้องเขยและเป็นทั้งเพื่อนสนิท ถึงกระนั้นก็ตีกระทู้ถามที่เขาตั้งมาในสำเนียงนี้ดูอาจจะเป็นการอุกอาจอยู่บ้าง แต่อะไรเป็นเหตุให้เขาบังอาจวิชัยดูเหมือนจะเข้าใจอยู่ราง ๆ เบื่อหน่ายที่จะต้องใช้คำตอบหลีกเลี่ยงไม่รู้จบ และไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องอำพราง วิชัยจึงเล่าเรื่องจริงทุกประการ

“ถุย !” หลวงศักดิ์ ฯ เอ่ยขึ้นทันทีที่เข้าใจเรื่องแล้ว “เสียดายจริงแกไม่มีน้องชายอีกสัก ๒ คน จะได้ถลกหนังของตัวไปให้เขาหมั้นเมีย”

“โธ่ ศักดิ์” วิชัยพูดเสียงอ่อย ถอนใจ “กันไม่รู้จะ....ไม่รู้จะทำยังไง มันเป็นหน้าที่ของกันนะ”

เพื่อนของเขาหัวเราะดุ ๆ ครั้นแล้วก็ลุกผลุนผลันหายเข้าไปในห้องนอน

วิชัยออกงง เดาไม่ได้ว่าเพื่อนของตัวลุกไปเพื่ออะไร นั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ลุกเดินวนไปวนมาอยู่บนพื้นกระดานอันสั้นและแคบนั้น

ประมาณสักครู่ใหญ่หลวงศักดิ์ ฯ จึงออกมาจากห้อง ยื่นกระดาษฟอร์มชนิดหนึ่งให้แก่เพื่อน

วิชัยรับมาดู เห็นเป็นเช็คมีค่าเท่ากับเงิน ๑,๕๐๐ บาท สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกขอบใจเพื่อนปรากฏอยู่ในแววตา แต่น้ำเสียงเป็นเชิงเล่นเขาพูดว่า

“เงิน ๑,๕๐๐ นี่หาง่ายจริงนะ แต่เราต้องจัดการให้ถูกแบบถูกแผนสักหน่อย เพราะว่ามีคนอื่นที่ไม่ใช่เรามีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ด้วย พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้เป็นอย่างช้า กันจะเอาโฉนดมา แล้วก็ทำหนังสือหนังหาให้เป็นหลักเป็นฐานด้วย”

หลวงศักดิ์ ฯ หัวเราะอย่างไม่เอาใจใส่ ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ดังเดิม