User Info
Welcome,
Guest
. Please
login
or
register
.
22 June 2026, 10:48:20
1 Hour
1 Day
1 Week
1 Month
Forever
Login with username, password and session length
Search:
Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ
http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
30,321
Posts in
14,937
Topics by
70
Members
Latest Member:
KAN
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
|
หมวดหมู่ทั่วไป
|
ศาลาพักใจ
|
รายการโทรทัศน์ที่น่าดูมาก
|
อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
« previous
next »
Pages:
[
1
]
Author
Topic: อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com) (Read 173 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,132
อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
«
on:
19 June 2026, 21:58:06 »
อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
ละครเรื่อง ภพรัก ตอนที่ 1 (mgronline.com)
https://mgronline.com/drama/detail/9570000131243
.
ภพรัก ตอนที่ 1
เผยแพร่: 14 พ.ย. 2557 08:55 โดย: MGR Online
.
ภพรัก ตอนที่ 1
“Love is composed of a single soul inhibiting two bodies”
“ความรักคือหนึ่งวิญญาณที่แบ่งอยู่ในสองร่าง”
อริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีก
น้ำริน หญิงสาวผู้โฉบเฉี่ยว กำลังนั่งให้ช่างแต่งหน้าบรรจงแต่งแต้มสีสันในใบหน้าอยู่ในห้องแต่งตัวภายในเวดดิ้งสตูดิโอ
น้ำรินโพสต์ท่าถ่ายรูปชุดแต่งงานสวยงาม พลางยิ้มแย้มให้กับผู้เป็นมารดา
“ชุดนี้ผ่านมั้ยคะคุณแม่”
ธาราที่กำลังคุยกับลุกสาวผ่านทางเฟซไทม์ตอบกลับมา “แม่ว่ามันโป๊ไปหน่อยนะ”
“แหม ไม่หรอกค่ะ พี่ธรน่าจะชอบชุดนี้”
“ลองเปลี่ยนเป็นอีกชุดดีกว่า ขอแบบที่มันดูหวานๆ กว่านี้สักหน่อยแบบนี้เปรี้ยวเกินไปนิด”
น้ำรินพยักหน้ายิ้มๆ “ก็ได้ค่ะ น้ำยอมเพราะเป็นคุณแม่นะคะ”
จากนั้นก็เดินออกมาจากมุมถ่ายภาพ พร้อมกับหันไปบอกช่างเสื้อ
“ขอลองชุดที่เลือกไว้แบบที่สาม คุณแม่ยังเหลือเวลาคอมเม้นท์ชุดให้น้ำอยู่รึเปล่าคะ”
ในจอของคอมพิวเตอร์ iMac ขนาดใหญ่ ธารากำลังหันไปเซ็นเอกสารสำคัญอยู่
“หมดเวลาแล้วจ้ะ ต้องรีบเข้าประชุมเรื่องสาขาสมุยแล้ว”
น้ำรินทำน้ำเสียงออดอ้อน “แหม คุณแม่ ดูให้น้ำอีกสักชุดไม่ได้เหรอคะ นะคะ.. นะคะ อีกแป๊บเดียว”
“ไม่ได้จริงๆ จ้ะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวน้ำเอารูปมาให้แม่ดูตอนเช้าวันพรุ่งนี้ ตกลงมั้ย”
น้ำรินถอนหายใจ “คุณแม่สัญญาแล้วนะคะว่าจะช่วยน้ำเลือก อย่าผิดสัญญานะคะ”
“แม่สัญญา ปล่อยให้แม่ไปประชุมได้รึยัง”
น้ำรินทำหน้างอน “ก็ได้ค่ะ น้ำรักแม่นะคะ”
จากนั้นน้ำรินก็เดินมาปิดหน้าจอคอมฯ แล้วเดินออกไป อีกด้านหนึ่งธาราก็ปิดหน้าจอคอมฯ ของตัวเอง แล้วเดินออกไปจากห้องทำงานเช่นเดียวกัน
CUT /
ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่ ธารานั่งอยู่บริเวณหัวโต๊ะ ด้วยท่าทางมีอำนาจ ภพธรกับนับดาวนั่งอยู่ข้างๆ กัน ธาราหันมามองภพธรด้วยสายตาตำหนิ
“ทำไมวันนี้ไม่ไปลองชุดแต่งงานกับน้ำริน เธอเป็นเจ้าบ่าวนะภพธร”
ภพธรหน้าเจื่อน
“โรงแรมเรามีปัญหานิดหน่อยเกี่ยวกับที่ดินของชาวบ้าน ข้างรินธารารีสอร์ทที่สมุยครับ”
“ปัญหาอะไร บอกแล้วไงว่าถ้าชาวบ้านคนไหนมีปัญหา ก็ให้ใช้เงินซื้อไป”
นับดาวช่วยพูดแก้แทน
“พี่ธรติดต้องตรวจเอกสารเข้าประชุมวันนี้ด้วยค่ะ กลัวว่าเจ้าหน้าที่จะเตรียมไม่เรียบร้อย”
ธารามองนับดาวอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์
“เธอก็เหมือนกัน แทนที่จะไปกับเพื่อน ปล่อยให้น้ำรินไปคนเดียวได้ยังไง”
นับดาวก้มหน้าไม่กล้าเถียง ธาราหันมาพูดกับภพธร
“เดี๋ยวช่วงพักการประชุมออกไปโทรหาน้ำรินด้วย น้องจะได้ไม่คิดมาก”
“ครับคุณอา”
“แล้วค่ำนี้ไปเลือกดูชุดแต่งงานกับน้ำริน”
ภพธรรับคำ จากนั้นธาราก็เริ่มประชุม
“เรื่องสาขาที่สมุย ฉันต้องการเปิดให้ทันปลายปีนี้”
ภพธรทำหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก
ขณะที่น้ำรินยังคงโพสต์ท่าถ่ายรูปในชุดแต่งงานอย่างคล่องแคล่ว ครู่หนึ่งก็เงยหน้ามาบอกช่างภาพ
“เร่งมือหน่อยนะคะ น้ำมีนัดทานข้าวเย็นกับเจ้าบ่าวตอน 6 โมงเย็น”
“ทันแน่นอนค่ะ”
“รับปากกับน้ำแล้วนะ พี่ต้องรับผิดชอบถ้าน้ำไปไม่ทันนัด”
น้ำรินพูดด้วยน้ำเหมือนทีเล่น แต่แววตาเอาจริง
เส่งที่นั่งอยู่กลางห้องสอบสวน จ้องหน้าไปที่เหยี่ยวอย่างไม่กลัวเกรง
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ทำ ฟังภาษาคนไม่ออกเหรอ”
“งั้นอธิบายให้ฟังหน่อย”
เหยี่ยวพูดพลางโยนท้อปบู้ตโครมลงที่โต๊ะ เศษทรายเศษดินกระจาย
“เศษทรายกับดินที่ติดอยู่ใต้ท้อปบู้ตของแกเนี่ย มันมาจากไหน”
“เดินไปที่ไหนก็ติดมา แปลกตรงไหน”
เหยี่ยวจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง
“ตรงที่ตรวจสอบแล้ว มีสารเคมีตั้งต้นของการทำยาเสพติดชนิดร้ายแรงที่เราเพิ่งยึดมาได้จากโกดังริมน้ำ”
เส่งหน้าจ๋อย แต่ยังปากแข็ง “ยังไงกูก็ไม่ยอมรับ มีปัญญาก็ฟ้องไปสิ”
เหยี่ยวเหลืออด กระชากตัวเส่งขึ้นมาจ้องหน้า
“มีหลักฐานขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมรับ มึงอยากลองของใช่มั้ย เลือกเอา รับสารภาพ หรือตายคาตีน”
ที่มุมหนึ่งของห้องมีกระเป๋าเอกสารของทนายวางอยู่ กระเป๋าใบนั้นมีกล้องขนาดเล็ก ที่กำลังแอบถ่ายเหยี่ยวอยู่ โดยที่เขาไม่รู้ตัว
เหยี่ยวเดินเข้ามาตามทางเดินยาวในสำนักงานสืบฯ จ่านกน้อยเดินเข้าประกบแบบคุ้นเคย
“แหมๆ ระรื่นชื่นใจแบบนี้ ดีใจล่ะสิที่ทำให้ไอ้เส่งรับสารภาพได้”
“มันอึดน้อยกว่าที่คิด “
นกน้อยตกใจ “อย่าบอกนะว่าหมวดใช้วิธีเดิม”
เหยี่ยวไม่ตอบ แต่ยิ้มเหี้ยมๆ แบบมีเลศนัย
“แต่ผู้การเคยเตือนไว้แล้วนะหมวด”
“ไม่มีพยานหลักฐาน ใครจะรู้”
เหยี่ยวยักไหล่อย่างไม่แคร์ แล้วก็เดินออกไป นกน้อยส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น น้ำรินที่ถ่ายชุดสุดท้ายเสร็จพอดี รีบรับสาย ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เรียบร้อยแล้วค่ะ เปลี่ยนชุดแล้วจะรีบออกไปเลย ค่ะ แล้วเจอกันนะคะ”
น้ำรินกดวางสาย จากนั้นก็เดินออกไป
สงครามหมุนตัวมาชี้หน้าเหยี่ยวด้วยความไม่พอใจ
“เตือนแล้วใช่มั้ยว่าอย่าใช้กำลัง”
“ท่านสั่งปล่อยตัวไอ้เส่งได้ยังไง”
สงครามไม่ตอบ แต่กลับกดปุ่มโน้ตบุ๊คตรงหน้า แล้วหมุนหน้าจอให้เหยี่ยวดู ในจอเป็นภาพที่เหยี่ยวกำลังซ้อมผู้ต้องหา ซึ่งถูกโพสต์ไว้ในโซเซียลเน็ตเวิร์ค พร้อมข้อความ “ซ้อมผู้ต้องหา”
“ภาพนี้กระจายไปทั่วโซเซียลเน็ตเวิร์คเมื่อชั่วโมงที่แล้ว”
เหยี่ยวฉุกคิดนิดหนึ่ง “ต้องเป็นไอ้ทนายแน่ๆ มันซ่อนกล้องไว้ในห้องสอบสวน”
สงครามชี้หน้าเหยี่ยว แล้วสั่ง “พักงานสองอาทิตย์ คุณถูกถอนออกจากคดีนี้”
“แต่ว่า”
“ไม่มีคำว่าแต่ กี่คดีมาแล้วที่ต้องล้มเพราะความระห่ำของคุณ “
เหยี่ยวหน้าสลดลงนิดหนึ่ง
“จะทำอะไรคิดถึงพ่อตัวเองบ้าง วิหคจะเสียใจแค่ไหนถ้ารู้ว่ามีลูกชายไม่ได้เรื่องแบบนี้”
เหยี่ยวเครียดขึ้นทันทีเมื่อสงครามพูดถึงพ่อ
ขณะที่เหยี่ยวเดินอยู่บนทางเดินในสำนักงานสืบฯ ก็หันไปเห็นข่าวโทรทัศน์ปรากฏภาพข่าวอุบัติเหตุรถยนต์น่าสยดสยอง มีเจ้าหน้าที่ฯ หลายคนกำลังมุงดูข่าวอยู่
“รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้โดยสารบนรถเสียชีวิตทั้งคู่ นับเป็นข่าวอุบัติเหตุจากความประมาทอีกครั้งบนถนนหลวงสายนี้”
เหยี่ยวเมินหน้าไม่อยากดู แล้วหยิบรีโมทที่วางอยู่ใต้โทรทัศน์ปิดหน้าตาเฉย เจ้าหน้าที่ ที่ล้อมวงดูอยู่ต่างหันมามองหน้าอย่างไม่พอใจ เหยี่ยวทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็เดินออกไปจากตรงนั้นทันที เจ้าหน้าที่หันมาคุยกัน
“ปมชีวิตเค้า ปิดทุกครั้งที่มีข่าวรถชน”
เหยี่ยวนั่งอยู่ในห้อวงทำงาน พลางมองภาพถ่ายครอบครัวพ่อแม่ลูกในวัยเด็กบนโต๊ะ ในภาพวิหคบิดาของเหยี่ยวแต่งเครื่องแบบตำรวจยศพลตำรวจเอก นกน้อยเดินเข้ามาตบไหล่ปลอบใจ
“แฮททริก หมวดทำเจ๊งสามคดีรวด นับถือๆ”
เหยี่ยวเหลือบสายตามองดุๆ นกน้อยยังระรื่นตามสไตล์
“จะเครียดไปทำไม ถือว่าได้พักร้อนน่า ยังไงซะผู้การสงครามก็ฟันหมวดไม่ลงหรอก เพราะหมวดเป็นลูกชายเพื่อนซี้”
เหยี่ยวไม่พูดด้วย ผลุนผลันลุกขึ้นจากเก้าอี้คว้าแจ็กเก็ตมาสวมแล้วเดินออกไปด้วยแววตาเครียด
น้ำรินเลือกแบบชุดใหม่เรียบร้อยดูสวยงาม กำลังสะพายกระเป๋าจะเดินออกไป ช่างเสื้อรีบบอก
“พี่จะสั่งผ้าที่ดีที่สุดจากอิตาลี่ แล้วจะโทรบอกให้มาเลือกดูอีกทีนะคะ”
“ดีที่สุดนะคะ อย่าทำให้น้ำผิดหวัง”
ช่างเสื้อแอบเซ็ง แต่ปั้นหน้ายิ้มไว้
น้ำรินเชิ่ดหน้าเดินออกไป ช่างเสื้อเดินไปส่ง ช่างแต่งหน้ารีบเดินออกมา
“คุณน้ำ ลืมสร้อยค่ะ”
น้ำรินรับสร้อยล็อกเก็ตสัญญลักษณ์ P&N อันหมายถึงภพธร&น้ำริน มาสวมที่คอ พร้อมๆ กับที่เสียงมือถือดังขึ้น
“ค่ะคุณแม่ เรียบร้อยแล้วค่ะ แบบดอกไม้ห้องจัดเลี้ยงที่คุณแม่ส่งมาให้ถูกใจน้ำมาก เหมือนขนดอกกุหลาบขาวมาทั้งสวนเลย คงมีแต่แม่กับพี่ธรเท่านั้นที่รู้ใจน้ำที่สุด”
น้ำรินพูดมือถือพร้อมเดินเชิดหน้าออกไปด้วยท่าทางหยิ่งๆ และมั่นใจในตัวเอง
น้ำรินเดินมาขึ้นรถสปอร์ตที่จอดอยู่หน้าสตูดิโอ พร้อมกับก้าวเข้าไปยังที่นั่งคนขับ กำลังจะขับออกไป เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นอีก
“ขาพี่ธร น่ารักจังเลยอุตส่าห์โทรมาเตือนให้ทานยา เกือบลืมแล้วนะคะเนี่ย ขอบคุณค่ะ รักนะคะ”
น้ำรินกดวางสาย ก่อนจะหยิบยาที่อยู่ในรถมาทาน แล้วจึงขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว
เหยี่ยวเดินมาที่จักรยานเมาเทนไบค์ของตัวเอง จากนั้นก็หยิบหมวกมาใส่ กำลังจะขี่รถออกไป
นกน้อยเดินตามเข้ามาหา
“เอาน่าหมวด คิดซะว่าได้พักไปหาแฟน”
“หามาทำไมให้ปวดหัว ทุกวันนี้มีปัญหาน้อยไปเหรอ”
นกย้อยยิ้มขำ “เผื่อความรักจะทำให้หมวดใจเย็นลง จิตใจอ่อนโยนขึ้นไง”
เหยี่ยวส่ายหน้าช้าๆ “ความรักคือภาระ แฟนคือตัวถ่วง”
“อย่าพูดอย่างนั้น ทำยังกับไม่เคยรักใคร ลืมหมวดแนนไปแล้วเหรอ”
เหยี่ยวมองหน้านกน้อย แล้วจูงจักรยานกำลังจะขี่ออกไป นกน้อยมองจักรยาน แล้วอดถามไม่ได้
“หมวด เมื่อไหร่จะกล้าขับรถซะที มันเร็วกว่าจักรยานเยอะเลยนะ”
เหยี่ยวเงยหน้ามองนกน้อยด้วยแววตาดุๆ
“ฝากบอกยายนวลว่าคืนนี้มีนัดที่เดิมนะหมวด ที่เดิม จุดเริ่มต้นของความรวย”
เหยี่ยวส่ายศีรษะเบื่อหน่ายในความไร้สาระของนกน้อย จากนั้นก็ขี่จักรยานออกไป
น้ำรินขับรถมาตามถนนสวยในบรรยากาศใกล้ค่ำ พร้อมกับเปิดวิทยุเสียงดัง ครู่หนึ่งก็มีเสียงเรียกเข้าของเฟซไทม์เข้ามา
น้ำรินกดรับ เมื่อเห็นจอภาพในมือถือที่ติดไว้ในรถเป็นภพธรนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ก็ยิ้มอย่างอามรมณ์ดี
“ว่าไงคะ มีอะไรอีกคะ”
ภพธร ที่นั่งคุยอยู่ที่โต๊ะทำงาน ย้อนถามกลับมา “ถึงไหนแล้วจ๊ะ”
“ถนนวงแหวนรอบนอก อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงเจอกันค่ะ”
“มาเร็วๆ นะ พี่คิดถึง”
น้ำรินยิ้มเขินๆ ยังไม่ทันตอบอะไร ก็ต้องเหยียบเบรกกะทันหัน จนหน้าแทบคะมำ เพราะจู่ๆ ก็มีรถสปอร์ตอีกคันหนึ่งแล่นเข้ามาปาดหน้าหน้า
“เกิดอะไรขึ้น”
“ไม่มีอะไรค่ะ เดี๋ยวเจอกันค่ะพี่ธร”
น้ำรินกดปิดเฟซไทม์ พร้อมกับมองไปทางเบื้องหน้าด้วยแววตาไม่พอใจ
“ท้าแข่งเหรอ?”
พูดพลางตบเกียร์ เหยียบคันเร่งเครื่องยนต์เต็มแรง พุ่งเข้าใส่รถสปอร์ตข้างหน้าแบบไม่ยอมแพ้ ต่างคนต่างปาดกันไปมาแบบไม่ยอมกัน
เหยี่ยวขี่จักรยานเมาเท่นไบค์มาตามถนนฝ่าการจราจรที่ติดขัด ด้วยอารมณ์เหงาๆ พอเห็นพ่อแม่ลูกขี่จักรยานไปพร้อมๆกัน สวนมา ก็มองตามอย่างคนที่โหยหาความอบอุ่นนั้น
เหยี่ยวขับผ่านแผงป้ายคัทเอาท์รณรงค์เมาไม่ขับ เห็นเป็นภาพรถยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุน่าหวาดเสียว
ก็เมินหน้าหนี พยายามลืมความหลังในวัยเด็ก แล้วขี่จักรยานต่อไปตามทาง
น้ำรินขับรถด้วยท่าทีที่ทะมัดทะแมงเอาเรื่อง ชลชาติที่ขับรถอีกคันอยู่ พยายามขับปาดไปมาอย่างไม่ยอมแพ้
น้ำรินตบเกียร์อย่างรวดเร็ว รถพุ่งทะยานแซงขึ้นไปหน้าคู่กรณี แล้วปาดหน้าไป พร้อมกับหัวเราะสะใจ ชลชาติหัวเสียรีบตบเกียร์ เหยียบคันเร่งไล่ตามแบบไม่ยอมกัน
น้ำรินปาดขึ้นหน้ารถชลชาติได้ แล้วแกล้งเหยียบเบรกเต็มแรง ชลชาติตกใจรีบหักพวงมาลัยหลบ รถเสยเข้ากับราวกั้นบึงน้ำขนาดใหญ่
น้ำรินหันขวับไปมองด้วยสีหน้าตกใจ ที่เห็นรถสปอร์ตของชลชาติลอยคว้างกลางอากาศ แล้วพุ่งตรงตกลงไปยังบึงน้ำ
ชลชาติหลุดออกมาจากรถที่ตกไปในบึงตายคาที่ น้ำรินตกใจ แต่พอเธอหันหน้ากลับมาก็ยิ่งตกใจมากกว่า
“ว้าย”
เหยี่ยวขี่จักรยานมาตามถนน จู่ๆ ก็มีความรู้สึกวูบจี๊ดเข้าไปในหัวใจโดยไม่รู้สาเหตุ พลางเอามือจับที่หน้าอกตัวเองไว้ พร้อมๆ กับที่เสียงวิทยุสื่อสารที่เหน็บอยู่บนแฮนด์จักรยานดังขึ้น
“ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ เกิดอุบัติเหตุรถตกบึง บริเวณ... แจ้งผู้เกี่ยวข้องทราบ”
เหยี่ยวหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจกลับรถจักรยาน แล้วขี่ออกไปในบริเวณที่รับแจ้งเพราะอยู่ใกล้กับพื้นที่ตัวเอง
ตำรวจและกองพิสูจน์ฯ กำลังลากรถชลชาติที่ตกน้ำขึ้นมา มีคนมุงดูอยู่เต็มไปหมด
เหยี่ยวกำลังตรวจดูเหตุการณ์อยู่กับเจ้าหน้าที่และตำรวจ พลางหันไปสั่งตำรวจด้านข้าง
“เก็บหลักฐานให้ครบนะ”
“ครับหมวด”
“เจ้าของรถเป็นยังไงบ้าง”
เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ช่วยกันอุ้มร่างของชลชาติที่ถูกห่อผ้าขาวผูกมัดปิดสนิทผ่านเหยี่ยวและเจ้าหน้าที่
“ตายคาที่ครับ”
เหยี่ยวพยักหน้ารับรู้ เดินไปตรวจดูที่ริมบึงน้ำขนาดใหญ่ มองไปรอบๆ เหมือนกำลังเก็บหลักฐาน
น้ำรินเดินเข้ามาด้วยท่าทางงงๆ พลางมองไปที่รถคันที่จมน้ำ ท่าทางเธองงๆ เหมือนจำอะไรไม่ได้
“คุณคะ ที่นี่ที่ไหนคะ”
ทว่าไม่มีใครตอบ ทุกคนทำเหมือนมองไม่เห็นเธอ น้ำรินหันไปถามตำรวจที่กำลังกางเส้นเหลืองอยู่
“คุณตำรวจคะ เกิดอะไรขึ้น”
ตำรวจไม่ตอบ น้ำรินตัดสินใจเดินผ่านแนวกั้นเข้าไปที่รถคันที่จมน้ำนั้น สีหน้าและท่าทางเธอดูงงๆ เหมือนจะจำอะไรไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
เหยี่ยวเดินเข้ามาเห็นด้านหลังของน้ำรินที่ยืนละล้าละลังอยู่
“มีอะไรให้ช่วยมั้ยคุณ”
น้ำรินหันมา แล้วรีบถาม“เอ้อ คุณตำรวจคะ ที่นี่ที่ไหนคะ”
เหยี่ยวตอบสถานที่ แล้วย้อนถามต่อ “คุณไม่รู้แล้วมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”
ตำรวจคนหนึ่งหันมา โดยไม่รู้ว่าเหยี่ยวกำลังคุยอยู่กับน้ำริน
“หมวดครับ เชิญทางนี้หน่อยครับ”
เหยี่ยวหันไปทางตำรวจแล้วหันมาสั่งน้ำริน “คุณทะเล่อทะล่าเข้ามาในนี้ไม่ได้นะ”
“ทำไมล่ะคะ”
“ก็ตรงนี้มันเขตปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ”
ไทยมุงและตำรวจที่อยู่ห่างออกมาหันไปมอง แล้วงก็ทำหน้าเหวอที่เหมือนเหยี่ยวกำลังพูดกับใครก็ไม่รู้
“ออกไปก่อน”
เหยี่ยวกับน้ำรินสบตากันชั่วขณะ เหมือนเวลารอบตัวหยุดไปความรู้สึกบางอย่างมันผุดขึ้นอย่างไม่เข้าใจ มันเหมือนดีใจ อิ่มใจ ปลื้มใจที่ได้เจอคนคุ้นเคย ทั้งๆที่ไม่เคยเจอกัน
“ออกไป อยู่ตรงหลังแนวต้นไม้นั่น อย่าเข้ามาจุ้นจ้าน”
เหยี่ยวเดินนำน้ำริน ที่เดินตามแบบงงๆ ให้ออกไปอีกทางหนึ่ง
ไทยมุงและตำรวจ เห็นเหยี่ยวเดินคนเดียว แต่ทำท่าเหมือนกำลังเดินนำใครออกไป
เหยี่ยวเดินนำน้ำรินออกมาในบริเวณที่จอดรถจักรยานของตัวเอง
“ออกมาตรงนี้เลย แล้วอย่าเข้าไปยุ่งตรงนั้นอีก”
พูดจบก็เดินออกไป น้ำรินมองตาม
เหยี่ยวเดินกลับเข้ามากำชับกับตำรวจและเจ้าหน้าที่
“ดูแลอย่าให้ใครเข้ามาในเขตนี้ เดี๋ยวจะเป็นการทำลายหลักฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงนั้น ท่าทางไม่ค่อยน่าไว้ใจ”
เหยี่ยวพูดพลางหันไปชี้ให้ตำรวจดู แต่ไม่เห็นอะไรแล้ว
“อ้าว หายไปไหน เมื่อกี้ยังยืนอยู่ตรงนั้นอยู่เลย”
“แต่ผมไม่เห็นใครมาตั้งแต่ต้นแล้วนะครับหมวด”
เหยี่ยวนิ่วหน้ามองหา แต่เมื่อมองไม่เห็นก็ไม่ติดใจอะไร เดินกำชับตำรวจตรวจดูหลักฐานต่อไป
ภพธรกำลังหยิบรูปถ่ายคู่ระหว่างตัวเองกับน้ำรินขึ้นมาดู สีหน้าและแววตานิ่งเรียบ พลันเสียงโทรศัพท์ มือถือก็ดังขึ้น
“ทุกอย่างเรียบร้อยใช่มั้ย ดีแล้ว ขอบใจมาก”
ภพธรหันไปกดโทรศัพท์บนโต๊ะทำงาน แล้วสั่งการ
“เร่งงานสร้างรินธารารีสอร์ทที่สมุยให้เร็วที่สุด ผมต้องการเปิดให้ได้ภายในไตรมาสแรกของปีนี้”
ภพธรวางหูโทรศัพท์ แล้วหยิบภาพถ่ายคู่ระหว่างตัวเองกับน้ำรินที่เหลือเก็บลงในโต๊ะทำงาน จากนั้นก็ลุกขึ้น แล้วเดินออกไปทางห้องนั่งเล่นที่อยู่ติดกัน แล้วก็ถึงกับชะงักเมื่อเห็นจานใส่อาหารเย็นแบบง่ายๆ พร้อมแกงจืดและน้ำวางเตรียมไว้ให้อย่างสวยงาม
นับดาวยิ้มแย้มเดินเข้ามาหา ด้วยท่าทางสนิทสนม
“เห็นว่าค่ำมากแล้ว เลยเตรียมอาหารค่ำไว้ให้พี่ธร”
ภพธรส่ายหน้ายิ้มๆ “ขอบคุณมาก แต่พี่ยังไม่หิว”
“ทำไมดูพี่ธรไม่สบายใจเลย”
“มีเรื่องให้คิดนิดหน่อย”
นับดาวเดินไปแตะตัวภพธรอย่างคนคุ้นเคย
“มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะคะ ดาวยินดีช่วยทุกอย่าง คนใกล้แต่งงานก็แบบนี้แหละ ทำใจให้สบายเถอะค่ะ ในฐานะเลขา ดาวไม่อยากให้เจ้านายเครียดเกินไปนะคะ”
ภพธรที่ท่าทางยังคงเครียดอยู่ ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เชื่อดาวเถอะค่ะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะต้องเป็นเรื่องดีเสมอ”
นับดาวพูดพลางจับมือภพธรไว้
“ยิ้มไว้สิคะพี่ธร พี่ธรต้องยิ้มนะคะ”
เหยี่ยวเดินกลับมาที่จักรยาน หยิบหมวกขึ้นมาใส่ แต่แล้วกลับมองเห็นสร้อยเส้นหนึ่งตกลงบนพื้นข้างจักรยานที่จอดอยู่ พลางหยิบขึ้นมาจ้องดู เห็นสร้อยสัญญลักษณ์ P&N
เขาชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วจึงเอาสร้อยล็อกเก็ตใส่กระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตติดไปด้วยโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่จะขี่จักรยานออกไปจากบริเวณนั้น
คล้อยหลังที่เหยี่ยวขี่จักรยานออกไป พลันบังเกิดลมพัดพลิ้วเข้ามาหอบใหญ่ ใบไม้ปลิวกระจาย
ยายนวลนั่งอยู่ท่ามกลางนกน้อย , ปลาทู, ปูอัด และชาวบ้านอีกสองสามคน ทั้งหมดกำลังลุ้นกับการขูดต้นกล้วยหาหวยอยู่ในดง ท่ามกลางบรรยากาศวังเวง จู่ๆ ก็มีเสียงหมาหอน ลมพัดแรง
ปูอัดมองซ้ายมองขวาชักกลัว “ทำไมต้องมาขูดที่หลังป่าช้าด้วยวะ”
ลมพัดแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงหมาหอนดังประสานเสียงกันมากขึ้น ยายนวลชักหวั่น
“จะไหวมั้ยไอ้นกน้อย เพื่อนเอ็งร้องทักใหญ่แล้วนะ”
“พี่จ่า จริงรึเปล่าที่เค้าบอกว่าหมาหอนเพราะมันเห็นผี”
ปลาทูหันมาถาม ปูอัดรีบพูดต่อทันที
“แล้วถ้าหมาหอนมากๆ เพราะมันเห็นผีตายโหงหลายตัว”
นกน้อยเผลอตัวตอบว่าจริง แล้วก็นึกได้
“เฮ้ย ! ไม่ใช่ พวกมึงอย่าทักดิวะ กูยิ่งหวาดๆ อยู่ มันจะหอนหาบิดาอะไรนักหนาวะ”
หมาหยุดหอนทันที พร้อมๆ กับที่ตุ๊กแกตัวหนึ่งตกลงมาที่กลางวง ทั้งหมดตื่นตกใจผวา จากนั้นก็ตกตามกันลงมาที่กลางวงอีกระนาวเป็นสิบตัว ทั้งหมดร้องลั่นด้วยความตกใจและกลัว
ทั้งหมดแตกกระเจิงกันออกไป ไม่เว้นแม้แต่ยายนวล กระทั่งมาถึงทางเปลี่ยวหลังป่าช้า ที่วังเวงเป็นอย่างยิ่ง นกน้อยประคองยายนวลที่หอบเหนื่อยวิ่งตามมาทางด้านหลัง โดยมีปลาทูกับปูอัดวิ่งนำหน้ามาก่อน ทันใดนั้นเสียงหมาหอนระงมอีกครั้ง ทั้งหมดสะดุ้งกันอีกหน มองซ้ายมองขวาแบบหวาดๆ
ยายนวลทำจมูกฟุตฟิตๆ
“ข้าได้กลิ่นแปลกๆ เหมือนกลิ่นดอกมะลิ กลิ่นธูป มาทางขวานี่แหละ”
พูดพลางชี้มือไปทางขวา ทุกคนหันหน้าไปมอง ก็เห็นเงาทอดยาวมาบนทางเดินดูน่ากลัว เสียงหมาหอนประสานกันระงม
“เฮ้ย ! ผีหลอก !”
ทุกคนวิ่งหนีผีออกไปคนละทิศละทาง เหลือแต่ยายนวลที่เก้ๆ กังๆ ไปไม่ถูกว่าจะไปทางไหน จู่ๆ ก็มีมือมาจับ ยายนวลร้องลั่น
“เย้ย อย่าทำอะไรข้าเลย ไปผุดไปเกิดเถอะไอ้ผี จะมาหลอกข้าทำไม เอ็งจะแหกหูแหกตา แหวะไส้ แหกพุง ทำยังไงข้าก็มองไม่เห็น”
เหยี่ยวรีบบอกทันที
“อะไรยาย ผมยังไม่ตาย จะไล่ให้ไปเกิดแล้วเรอะ รู้งี้ไม่เดินมาตามหรอก”
ยายนวลคลำๆ ที่มือที่มาจับที่มือเหยี่ยว ที่ถือถุงใส่พวงมาลัยจะเอามาถวายพระ จนคลำไปไปที่หน้าแล้วถอนหายใจโล่งอก
“ไอ้เหยี่ยว ไอ้เวร”
เหยี่ยวมองยายนวลอย่างอารมณ์ดี
บ้านไม้ของเหยี่ยวอยู่ภายในสวนร่มรื่นและเงียบสงบหลังวัด ยายนวลเดินฉับๆ นำเหยี่ยวเข้ามาตามทางเดินในสวน ด้วยความคุ้นชิน ราวกับกับไม่ใช่คนตาบอด
ลมพัดโชยตามเหยี่ยวมาโดยเขาไม่รู้ตัว ปรากฏเป็นรอยใบไม้ปลิวไหวกรุยมาเป็นทาง
“ทีอย่างนี้เดินฉับๆ ไม่รอกันเลยนะ”
ยายนวลหัวเราะร่า “อ๊ะ แถวนี้ถิ่นข้าโว๊ย หลับตาเดินยังได้เลย”
“ฮึๆ อย่างยายเนี่ย หลับตาเดินกับเปิดตาเดินมันต่างกันยังไงเหรอ”
“ไอ้เวร ไอ้หลานตะไล ล้อเรื่องตายายบอด นรกจะกินกบาล”
เหยี่ยวรีบพูดประจบ
“ยายก็รู้ว่าที่ผมล้อเพราะไม่อยากให้ยายเครียด ความจริงยายมีอะไรดีกว่าคนตาดีอีก”
ยายนวลก้มลงหยิบก้อนหินแล้วปาโดนเหยี่ยวอย่างจัง
“โอ๊ย เจ็บนะยาย”
ยายนวลเปิดประตูบ้าน ปากก็ร้องสั่งเหยี่ยว
“นี่ไง ถึงตาไม่เห็นแต่สัมผัสตรงเผงยิ่งกว่าจิตสัมผัสโว๊ย รีบๆ เข้าบ้านเดี๋ยวยุงเข้า”
เหยี่ยวขยับกำลังจะเดินเข้ามา ยายนวลหันมายิ้มๆ แล้วชี้ไปทางด้านหลังเหยี่ยว
“แอบพาสาวมาบ้าน ชิชะ ถึงข้าจะมองไม่เห็น แต่ข้ารู้นะโว๊ยไอ้เหยี่ยว”
พูดจบก็เดินนำเข้าไปในบ้าน เหยี่ยวถึงกับเหวอ พลางมองซ้ายมองขวาไม่มีสาวสักคน จากนั้นก็เดินตามยายนวลเข้าไปในบ้าน
ด้านหลังเหยี่ยวมีลมพัดใบไม้แหวกเป็นทางตามเข้าไป
ยายนวลเดินไปเปิดไฟ หยิบข้าวของอย่างคล่องแคล่วไม่ผิดกับคนตาดี จากนั้นก็หยิบขวดน้ำมาวาง พร้อมแก้วน้ำใบหนึ่ง
“หาน้ำหาท่าให้แม่หนูเค้ากินซะสิ”
เหยี่ยวยิ่งเหวอเข้าไปใหญ่ “ยายพูดถึงใคร”
“ไม่ต้องมาทำเป็นฟอร์ม ยายรู้ทันเอ็งหรอกน่า ไม่ต้องเขิน กินน้ำกินท่าก่อนกลับก็ได้นะแม่หนู ไม่ต้องเกรงใจยายหรอก”
พูดจบก็เดินหลบหายเข้าไปในห้องตัวเอง
เหยี่ยวมองซ้ายมองขวา ด้วยสีหน้างงๆ
.
อ่านต่อหน้า 2
ภพรัก ตอนที่ 1 (ต่อ)
นกน้อย ปลาทู ปูอัด เดินชะเง้ออยู่ที่นอกรั้วบ้านเหยี่ยว พลางมองเข้ามาด้านในเพราะเป็นห่วงยายนวล
ขณะที่เหยี่ยวกำลังเดินตรวจความเรียบร้อยรอบๆ บ้านบริเวณสนาม รอยเท้าจางๆ ปรากฏตามไปตามทางเดินที่เปื้อนฝุ่น เห็นชัดเจน
นกน้อยมองเห็นก็ตกใจ “เฮ้ย เอ็งเห็นเหมือนข้ามั้ย”
ปูอัดตาลุก “ใครเดินตามหมวดเหยี่ยว”
เหยี่ยวเดินไปอีกมุม ลมพัดตามหลัง ใบไม้ปลิวกระจายเหมือนมีคนเดินตาม ทั้งสามคนตาลุกด้วยความตกใจ แล้วรีบวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทาง
เหยี่ยวได้ยินเสียงผิดปกติ เดินหันมามองอย่างงงๆ แต่ไม่เห็นอะไรแล้ว
นกน้อยวิ่งตื้อเข้ามาในบ้าน รีบปิดประตูลงกลอนโดดขึ้นเตียงคลุมโปง ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวผี
“โอย พุทโธ ธัมโม สังโฆ ผี.. ผีอยู่กับหมวดเหยี่ยว สยองกึ๋น”
ภาพในอดีตขณะที่เหยี่ยวมีอายุได้ 7 ขวบ
รถยนต์ของวิหคแล่นมาตามถนนในต่างจังหวัด เสียงร้องเพลงของสามคนพ่อแม่ลูกดังเข้ามา เป็นบรรยากาศครอบครัวอบอุ่น
วิหคกับสกุณาพากันร้องเพลงอย่างสนุกสนานอยู่ที่ด้านหน้า เหยี่ยววัยเด็กนั่งอยู่บนคาร์ซีทที่เบาะหลัง
วิหคหันไปร้องเพลงกับสกุณา แล้วหันไปยิ้มแย้มเล่นกับลูกชาย ครั้นหันหน้ากลับมาที่ด้านหน้ารถ ก็ต้องตกใจสุดขีด
เหยี่ยววัยเด็กที่นั่งเบาะหลัง เห็นรถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งตรงเข้าชนด้านหน้ารถอย่างจัง กระจกรถแตกละเอียด
ยายนวลจูงมือเหยี่ยวในวัยเด็กที่น้ำตาคลอ สะพายกระเป๋าเป้ใบเล็กที่ด้านหลัง เดินเข้ามาในบ้าน
พลางนั่งลงกอดหลานชายตัวเล็กไว้ น้ำตาคลอสะเทือนใจไม่น้อยไปกว่ากัน
“เหยี่ยว ยายจะดูแลเหยี่ยวให้ดีที่สุด เราเหลือกันแค่สองคนแล้วนะลูก”
เหยี่ยวกระสับกระส่ายนอนอยู่บนเตียง พลันก็ลืมตาขึ้นตื่นจากความฝัน แล้วรีบลุกขึ้นด้วยท่าทาง
หอบเหนื่อย ปมเรื่องอุบัติเหตุยังคงเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเขามาจนถึงปัจจุบัน
เหยี่ยวลุกขึ้นมาหยิบรูปถ่ายรูปถ่ายสามคนพ่อแม่ลูก ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน เอามือแตะที่รูปพ่อและแม่อย่างผูกพัน
เสียงสะอื้นดังแว่วเข้ามา สายลมพัดเข้ามาปะทะใบหน้า เหยี่ยวนิ่วหน้าด้วยความสงสัย ก่อนที่จะตัดสินใจเดินออกไปตามเสียงสะอื้นที่ได้ยิน จนเมื่อเดินเข้ามาบริเวณสวนหลังบ้าน ก็เห็นน้ำรินนั่งก้มหน้าร้องไห้น่าสงสารอยู่ที่ใต้ต้นไม้ เขาจึงรีบเดินเข้าไปหา
“คุณ เป็นอะไร ร้องไห้ทำไม”
น้ำรินเงยหน้าขึ้นมอง ด้วยความแปลกใจและดีใจที่มีคนมองเห็นเธอ
“คุณมองเห็นฉัน”
เหยี่ยวเห็นหน้าน้ำริน ก็จำได้ “ผมจำคุณได้แล้ว คุณไปมุงรถตกน้ำที่บึงเมื่อตอนหัวค่ำ คุณตามผมมาทำไม”
“ฉันไม่ได้ตาม”
“ถ้าไม่ตามแล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
น้ำรินหน้าเศร้าดูน่าสงสาร น้ำตายังไหลไม่หยุด
“ฉันไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว เออ คุณเป็นตำรวจนี่ช่วยฉันหน่อยสิ”
“ให้ช่วยอะไร จะให้พากลับบ้านเหรอ”
น้ำรินพยักหน้า “เออใช่ ช่วยพาฉันกลับบ้านหน่อย ตั้งแต่หัวค่ำฉันขอให้ใครช่วย ก็ไม่มีใครเห็นฉันสักคน ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกันไปหมด”
“บ้านคุณอยู่ไหน”
น้ำรินนิ่งไปเหมือนกำลังใช้ความคิด “ฉันจำไม่ได้”
“งั้นคุณชื่ออะไร”
น้ำรินอึ้งไป พยายามใช้ความคิดแต่ก็คิดไม่ออก “ฉัน ฉันไม่รู้ คุณต้องช่วยฉันหาบ้านให้เจอ หาชื่อฉันให้ได้ ฉันไม่มีใครอีกแล้วนอกจากคุณ ฉันอยากกลับบ้าน ฮือๆ”
เหยี่ยวเห็นน้ำตาของน้ำรินไหลอาบแก้ม ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เขาเองก็ ไม่เข้าใจ แต่ที่แน่ๆ มันทำให้ใจที่แข็งกลับอ่อนลง
มือของเหยี่ยวค่อยๆจะยื่นไปเช็ดน้ำตาน้ำรินตามความรู้สึก เขามองมือตัวเองอย่างไม่เข้าใจ แล้วรีบเก็บมือตัวเองไว้ในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะคุมตัวเองไม่อยู่ หากเสียงสะอื้นของน้ำรินทำให้หัวใจเหยี่ยวหวิว รู้สึกว่าเขาจะทิ้งผู้หญิงคนนี้ไปไม่ได้ !
ธารายืนละล้าละลังอยู่ในห้องโถงในคฤหาสน์หลังใหญ่ สีหน้าดูเป็นกังวลเป็นอย่างมาก
ภพธรกับนับดาวเดินเข้ามา ธาราหันมามองอย่างมีความหวัง
“เป็นยังไง ได้ข่าวน้องมั้ย”
ภพธรถอนหายใจ “ตามไปที่บ้านเพื่อนของน้ำทุกที่ แต่น้ำไม่ได้ไปหาใครเลยครับ”
“เพื่อนดาวที่เป็นตำรวจกำลังช่วยตามหาอีกทางค่ะ”
“รึว่าจะเกิดอุบัติเหตุ” ธาราสังหรณ์ใจ
“ไม่น่าจะเป็นไปได้ ศูนย์รับแจ้งเหตุฯ ไม่มีรายงานอุบัติเหตุกับรถของน้ำเลยค่ะ”
ธาราครุ่นคิดอย่างกังวล ภพธรรีบบอก
“เมื่อตอนเย็นพอลองชุดแต่งงานเสร็จ น้ำบอกว่าจะมาหาผม แต่ก็หายไปเลย”
ธาราเป็นห่วงลูกสาวมาก นับดาวเดินมาจับมือ ด้วยความเห็นใจ
“นับดาว อาสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้ น้ำไม่เคยหายตัวไปอย่างนี้เลย”
“ทำใจดีๆ ไว้นะคะ น้ำรินเป็นเพื่อนรักของดาว ยังไงซะดาวต้องช่วยตามน้ำกลับมาให้ได้”
นับดาวประคองพาธารามานั่งตรงโซฟา ภพธรมองธาราเหมือนตัวเองกำลังรู้สึกผิด พลางมองไปที่รูปน้ำรินที่ถ่ายคู่กับธาราที่ห้องโถง
เหยี่ยวเดินพาน้ำรินเข้ามาในบ้าน เธอเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้ด้านหนึ่ง ขณะที่ยังคงร้องไห้ไม่หยุด
เหยี่ยวไม่รู้จะปลอบใจยังไงให้น้ำรินหายเศร้า ใจมันระส่ำระส่ายเป็นทุกข์ไปด้วย
“เอาอย่างนี้ คุณใจเย็นๆก่อน ค่อยๆ คิด ถ้าจำไม่ได้ว่าเป็นใคร งั้นพยายามนึกสิว่าคุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
น้ำรินพยายามคิด
“ฉัน ฉันนึกไม่ออก ฉันจำไม่ได้”
“อย่าร้องไห้เสียงดัง เดี๋ยวยายผมตื่น คิดว่าผมเอาผู้หญิงมาปล้ำ”
น้ำรินพยายามระงับ แต่ยังสะอื้นไห้อยู่ ครู่หนึ่งก็พยายามสงบลง สูดลมหายใจเข้า แล้วลุกขึ้นเดินไปมองรอบๆเหมือนเรียกสติ แล้วมองไปรอบๆ เห็นบนโต๊ะข้าว มีจานข้าว 2 ที่ เห็นรูปเหยี่ยวกับยายนวลตั้งแต่เด็กไล่ลำดับไปจนมัธยม จนจบตำรวจ ประดับยศ
“อยู่สองคนกับยายเหรอ”
“ใช่”
น้ำรินมองไปรอบๆ บ้านแล้วยังไม่วายออกอาการคุณหนูตามสัญชาติญาณเดิม ทั้งที่ยังจำอะไรไม่ได้
“บ้านรกมาก อยู่เข้าไปได้ยังไง อี๋ ทั้งฝุ่นทั้งหยากไย่หนาเป็นนิ้ว คุณเป็นหลานที่ไม่ได้เรื่องเลยนะ ทำไมไม่ช่วยยายทำความสะอาดบ้าง”
เหยี่ยวส่ายหัว หยิบน้ำมารินใส่แก้ว แล้วส่งแก้วให้น้ำรินแบบรำคาญๆ
“กินน้ำซะจะได้หายบ้า รีบๆ จำตัวเองให้ได้ซะที ฉันจะได้ไปส่งบ้าน”
น้ำรินรับแก้วน้ำจากเหยี่ยว แต่แก้วกลับทะลุผ่านมือไปตกที่พื้น
น้ำรินยกมือตัวเองขึ้นมาดูด้วยความตกใจ เหยี่ยวที่เห็นภาพนี้เต็มตา ตกใจไม่น้อยไปกว่ากัน
“คุณเป็นใครกันแน่”
เหยี่ยวเอื้อมมือไปจะจับแขนน้ำริน แต่จับเท่าไรก็จับไม่ติด เหมือนกำลังสัมผัสอากาศธาตุ น้ำรินตกใจมาก เธอหันไปมองกระจกบานใหญ่ที่วางอยู่ในห้อง แล้วยิ่งตกใจสุดขีด เมื่อไม่ปรากฏเงาของเธอในกระจก
เหยี่ยวตกใจ “คุณไม่ใช่คน”
“ไม่ใช่คน? หมายความว่าฉัน ฉันตายแล้ว?”
น้ำรินครุ่นคิดถึงภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมา
เธอเห็นรถสปอร์ตคู่กรณีลอยคว้างกลางอากาศ แล้วพุ่งตรงตกลงไปยังบึงน้ำ แต่พอเธอหันหน้ากลับมาก็ยิ่งต้องตาเบิกโพลงด้วยความตกใจเป็นอย่างยิ่ง
รถน้ำรินเสยเข้ากับด้านข้างถนน ลอยคว้างหมุนคว่ำเข้าไปที่ข้างทาง
น้ำรินน้ำตาคลออย่างยอมรับความจริงไม่ได้ เหยี่ยวเองก็ตะลึงตกใจไม่น้อยไปกว่ากัน
“ฉันตายไปแล้ว ไม่จริง ไม่จริง”
พลางร้องไห้อย่างน่าเวทนา เหยี่ยวลืมตาขึ้นมามองด้วยความสงสาร ก่อนที่ร่างของเธอค่อยๆ จางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหายไปในที่สุด
เหยี่ยวตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า
เช้าวันรุ่งขึ้น
ธาราเอาเก้าอี้มานั่งตรงประตูทางเข้า สายตามองไปยังประตูเบื้องหน้ารอการกลับมาของลูกสาว โดยไม่ได้นอนมาทั้งคืน
“น้ำริน ลูกไปอยู่ที่ไหน?”
ธาราเดินเข้ามาหยุดมองดูรูปถ่ายคู่ระหว่างเธอกับน้ำรินที่ติดอยู่กลางโถง พลางร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ ก่อนที่จะทรุดตัวลงนั่งกับพื้นที่กลางโถงคฤหาสน์นั้น
ยายนวลกับเหยี่ยวกำลังช่วยกันจัดของใส่บาตรที่โต๊ะตัวหนึ่ง
“เออ สาวคนที่มากับเราเมื่อคืน กลับบ้านไปแล้วเรอะ”
เหยี่ยวอึกอัก “ เอ้อ คือ”
“ลูกเต้าเหล่าใคร ไม่คิดจะแนะนำให้ยายรู้จักบ้างเหรอ ยังไม่พร้อมก็ไม่เป็นไร แต่อย่าทำอะไรที่ไม่งามเหมือนวัยรุ่นสมัยนี้นะลูก เออ แล้วทำไมวันนี้คิดอยากจะทำบุญล่ะ”
เหยี่ยวถอนหายใจด้วยความเป็นห่วง
“ผมอยากจะอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณพเนจรน่ะครับ”
“เกิดอะไรขึ้นล่ะ เมื่อคืนฝันเห็นผีเหรอ”
เหยี่ยวชะงักไปนิดหนึ่ง “เอ้อ เปล่าครับ”
“เรียบร้อยแล้ว ยายขอตัวก่อนนะ”
หลวงตาเคี้ยงกำลังเดินบิณฑบาตรใกล้เข้ามา เหยี่ยวรีบหันมาถามยายนวล
“อ้าว ไม่ใส่บาตรด้วยกันเหรอครับ หลวงตามาโน่นแล้ว”
“ไม่เอาละ วันนี้วันหวยออกไม่อยากทะเลาะกับหลวงตาเคี้ยง เดี๋ยวโดนบ่นเรื่องเล่นหวยอีก”
ยายนวลพูดจบก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน หลวงตาเคี้ยงเดินเข้ามาพอดี เหยี่ยวยกมือไหว้
“นิมนต์รับหลวงตา”
เหยี่ยวใส่บาตรให้หลวงตา และกำลังจะเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟัง
ที่มุมหนึ่งไกลออกไป เส่งยืนแอบมองเหยี่ยวอยู่กับลูกน้องสองคนด้วยท่าทางโกรธแค้น
หลวงตาเคี้ยงให้ศีลเสร็จ ก็พูดกับเหยี่ยวต่อด้วยแววตาอ่อนโยน
“เท่าที่โยมเล่าให้ฟัง ผู้หญิงคนนั้นน่าจะเป็นวิญญาณที่เพิ่งออกจากร่าง เพราะเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตกะทันหัน วิญญาณจึงล่องลอยไม่มีที่พึ่ง”
“แล้วทำไมผมถึงเห็นเธออยู่คนเดียวล่ะครับ”
“อาจจะเป็นเพราะบุญกรรมที่เคยผูกพันกันมาแต่ชาติก่อน”
เหยี่ยวขมวดคิ้วครุ่นคิด“น่าแปลกที่เธอเหมือนจะจำอะไรไม่ได้สักอย่าง”
“น่าจะเป็นเพราะภาวะความสับสนในดวงจิต หรืออาจจะเป็นเพราะกรรมบางอย่างที่ผู้หญิงคนนี้เคยสร้างมา”
เหยี่ยวนิ่งคิดนิดหนึ่ง “กรรมเก่าเหรอครับ”
หลวงตาเคี้ยงพยักหน้ายิ้มๆ
“ใส่บาตรทำบุญให้เค้าแบบนี้แหละดีแล้ว กุศลจะทำให้เค้าไปในที่ชอบ”
จู่ๆ ก็มีลมพัดวูบเข้าที่หน้าเหยี่ยวรู้สึกแปลกๆ จึงรีบหันขวับไปมอง เห็นน้ำรินกำลังพนมมือไหว้หลวงตาเคี้ยง เหมือนกำลังรับคำแผ่เมตตา
“เธอ”
หลวงตาเคี้ยงสะดุ้งเฮือก หันมามองข้างๆ เหยี่ยวแต่ไม่เห็นอะไร
“ใครมาเหรอโยม”
“ผู้หญิงคนที่ผมเล่าให้ฟังยังไงครับ”
หลวงตาเคี้ยงมองซ้ายมองขวาอย่างกลัวๆ
“อย่าล้ออาตมาเล่นนะโยม”
“นี่ไง เธอยืนอยู่ข้างๆ ผมนี่ไงครับ หลวงตาเห็นมั้ย กำลังพนมมือ รับพรจากหลวงตาอยู่เลยครับ”
หลวงตาเคี้ยงหันไปทางที่เหยี่ยวชี้
“สาธุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิดนะ กู๊ดมอนิ่งนะคุณโยม อาตมาไปก่อนละ”
พูดจบก็จ้ำอ้าวๆ ออกไปทันที น้ำรินเงยหน้าจากการพนมมือ หันมามองเหยี่ยวด้วยสายตาเศร้าๆ
“คุณ ทำไมคุณยังไม่ไป”
“ฉันไม่รู้จะไปไหน ช่วยฉันด้วยนะคะ มีแต่คุณเท่านั้นที่ช่วยฉันได้ค่ะ”
เหยี่ยวมองน้ำรินอย่างอึ้งๆ ใจหนึ่งก็กลัวผี แต่อีกใจหนึ่งมีความรู้สึกห่วงอย่างที่ไม่เข้าใจตัวเอง
เหยี่ยวเดินเลี่ยงออกมา ทั้งที่ยังคุยกันไม่ทันรู้เรื่อง น้ำรินเดินตามมาติดๆ
“จะไปไหนก็ไปเถอะนะ อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย”
“ฉันไม่มีที่ไป”
น้ำรินพูดพลางมาดักหน้า “ ไม่ได้มาเบียดเบียน แต่มาขอให้คุณช่วย”
เหยี่ยวหลับตาไม่ยอมมอง “ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แล้ว พอเหอะนะ”
พลางขยับจะเดินหนีไป น้ำรินปราดไปขวางไว้ อ้าแขนไม่ยอมให้ไปไหน
“ลองคิดดูดีๆ นะคะ คุณเป็นคนเดียวที่จะช่วยฉันได้ ฉันไม่เหลือใครแล้วจริงๆ”
เหยี่ยวทำหน้าเหมือนคิดตาม แต่แล้วก็ตัดใจ เดินเลี่ยงออกไป น้ำรินรีบปราดเข้ามาขวางเหยี่ยวอีกครั้ง “คุณผีสาวครับ ต่างคนต่างอยู่เถอะ ขอร้องละ”
“ไม่ได้ คุณต้องรับปากช่วยฉันก่อน”
“จะช่วยอะไรอีก “คน” กับ “ผี” สะกดก็ต่างกันแล้ว เราอยู่คนละภพกัน”
เหยี่ยวขยับจะเดินหนี น้ำรินทำท่าขู่
“อย่าเดินหนีฉันอีกนะ ไม่งั้นเจอดีแน่ ฉันจะหักคอคุณจิ้มน้ำพริกเลย”
“ไม่ได้ผล มุกโบราณมากเกินกลัว”
เหยี่ยวเดินเลี่ยงไปอีกครั้ง น้ำรินมองตามแบบไม่พอใจ แต่ยังไม่วายเดินตาม เหยี่ยวหยุดเดินนิ่งๆ เหมือนกำลังพยายามทำสมาธิตั้งสติให้ตัวเอง แล้วหลับตาพูดกับตัวเอง
“ไม่เห็น ไม่รู้สึก จิตเราคิดไปเอง”
“อย่าหลอกตัวเองเลย ยังไงคุณก็รู้ว่ามีฉันอยู่”
เหยี่ยวลืมตาขึ้นมาแบบทนไม่ได้ “จะทำยังไง คุณถึงจะไปเนี่ย”
“ถ้ามีที่ไป ฉันก็ไม่อยากอยู่ตรงนี้นักหรอก จะให้ฉันไปไหน นอกจากคุณก็ไม่มีใครเห็นฉันสักคน เป็นตำรวจต้องช่วยเหลือประชาชนสิ ไม่ใช่ทอดทิ้ง”
เหยี่ยวมองน้ำรินแล้วถอนหายใจ
“ผมเป็นตำรวจไม่ใช่หมอผี ตำรวจมีหน้าที่ช่วยเหลือคนเดือดร้อน ไม่ใช่ช่วยปลดปล่อยวิญญาณเร่ร่อน”
เหยี่ยวพูดจบก็เดินหนีเข้าไปในบ้าน น้ำรินโวยวายตาม
“ฉันไม่ใช่ผี มาหาว่าฉันเป็นวิญญาณเร่ร่อนได้ไง จะไปไหน กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน”
ยายนวลกำลังหยิบหูฟังมาใส่ครอบหูฟังเพลงฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ในมือกำลังล้างถ้วยชามและเครื่องครัว เลยไม่ได้ยินที่เหยี่ยวกับน้ำรินกำลังเถียงกันขณะเดินเข้ามาในบ้าน
“จริงๆ ฉันน่าจะยังไม่ตาย แค่ประสบอุบัติเหตุกำลังนอนโคม่าอยู่ในโรงพยาบาลแล้ววิญญาณฉันก็ดันหลุดออกจากร่าง คุณต้องช่วยสืบหาร่างของฉัน ฉันจะได้กลับเข้าร่างอย่างปลอดภัย ฉันไม่ใช่ผี”
เหยี่ยวรีบพูดย้ำ
“ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าผีกับวิญญาณที่ออกจากร่างมาเร่ร่อนอย่างคุณเนี่ย มันเหมือนกันรึเปล่า แต่ที่แน่ๆคุณไม่ใช่คน”
“พูดอย่างนี้คุณจะไม่ช่วยฉันเหรอ ? ถ้าคุณไม่ช่วย ฉันจะตามหลอกหลอนคุณ หลอกให้เป็นบ้าไปเลย”
เหยี่ยวหัวเราะ “ฝันไปเถอะ ถ้าผมกลัวคุณ ผมไม่ยืนคุยกับคุณอย่างนี้หรอก คุณเห็นไหม บ้านผมอยู่ใกล้วัด ถัดไปหน่อยก็ป่าช้า เห็นศพเห็นกระดูกกระดุ๊กกระดิ๊กมาจนชินแล้ว คุณไปที่ชอบๆ เถอะ ผมจะกรวดน้ำไปให้”
พูดจบเหยี่ยวก็เดินเข้ามาในห้อง หยิบเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวกำลังจะเดินเข้าไปในห้องน้ำภายในห้องนอน
น้ำรินเดินตามเข้าประตูมา ท่าทางอ้อนวอนมากกว่าเดิม แต่เหยี่ยวไม่สนใจ เดินเข้าห้องน้ำ แล้วปิดประตูใส่หน้าน้ำริน
น้ำรินจ้องไปที่ประตูด้วยสายตาไม่พอใจ
“ในชีวิตฉัน ไม่เคยมีใครปิดประตูใส่หน้าฉันแบบนี้”
ชะงักนิดแล้วบ่นกับตัวเอง “อ้าว จำเรื่องนี้ได้ไง ออกมานะ เราต้องคุยกันให้รู้เรื่อง”
น้ำรินจะเปิดลูกบิดประตู แต่มือทะลุผ่าน เธอพยายามจะเปิดอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไร้ผล ครู่หนึ่งก็เหมือนนึกอะไรได้ จึงกัดฟันรวบรวมความกล้าเดินทะลุประตูเข้าไปในห้องน้ำ พอหันมาเห็นเหยี่ยวกำลังนุ่งผ้าเช็ดตัวพอดี
ทั้งคู่ตาเหลือกจ้องมองกัน แล้วก็ตะโกนลั่น
น้ำรินรีบเอามือข้างหนึ่งปิดตา มืออีกข้างพยายามควานหาประตูเพื่อจะออกไป
“ไอ้บ้า ไอ้โรคจิต ไอ้ผู้หมวดวิตถาร แก้ผ้าให้ฉันดูทำไม”
“เฮ้ย ห้องนี้มันห้องอะไร”
น้ำรินหน้าจ๋อย “ห้องน้ำ”
“ห้องน้ำเค้าไว้ทำไม”
“อาบน้ำ”
เหยี่ยวส่ายหน้าเซ็งๆ “ถ้ารู้ว่าอาบน้ำอยู่ แล้วจะเข้ามาทำไม”
“ก็ใครจะนึกล่ะว่าคุณจะล่อนจ้อนอล่างฉ่าง อุจาดตา อี๋ รีบแต่งตัวเร็วๆ”
เหยี่ยวขยับจะเอาผ้าขนหนูที่ปิดออก น้ำรินหลับตาปี๋รีบระล่ำระลัก
“ฉันไปรอข้างนอกก็ได้ แต่เรามีเรื่องต้องคุยกันให้รู้เรื่อง”
เหยี่ยวมองตามน้ำรินออกไป แล้วอมยิ้ม
“อะไรวะ นี่ขนาดยังไม่เห็นพญาเหยี่ยว ถึงกับแหกปากร้องลั่นเลยเหรอ”
เหยี่ยวแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ใส่เสื้อคลุมตัวที่เขาเคยเอาสร้อยล็อกเก็ตของน้ำรินใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ
กำลังจะไปเคลียร์งานที่สำนักงานสืบฯ
“สรุปก็คือ คุณต้องการให้ผมช่วยสืบว่าตัวเองเป็นใคร ร่างอยู่ที่ไหน จะได้กลับไปเข้าร่าง?”
น้ำรินพยักหน้า “ช่วยฉันหน่อยนะ ฉันยังไม่ตายหรอก ฉันมั่นใจ”
“งั้นเอางี้ วันนี้ผมต้องไปเคลียร์งานเพราะโดนพัก อ้อ ผมจะลาพักร้อน 2 อาทิตย์ เพื่อตามหาร่างให้คุณ ตกลงมั้ย”
น้ำรินยิ้มแป้น “ตกลง ขอบคุณค่ะ”
“วันนี้ล่องลอยอยู่แถวนี้ไปก่อน อย่าทะเล่อทะล่าโผล่ไปไหนเดี๋ยวมีใครเห็นเข้า เค้าจะจับไข้หัวโกร๋น
เข้าใจมั้ย?”
ยายนวลที่ถอดหูฟังเฮดโฟนไว้ที่คอ กำลังจัดข้าวของเข้าที่บนโต๊ะอาหารกลางบ้าน เหยี่ยวเดินลงมาจากด้านบน
“เหยี่ยว เมื่อกี้ยายได้ยินเสียงโวยวายอะไร ตกใจหมดเลย”
เหยี่ยวรีบแก้ตัวว่าเจอแมลงสาป ยายนวลนิ่งคิดแล้วตีเป็นตัวเลขทันที
เหยี่ยวหอมแก้มยายนวลฟอดหนึ่ง ยายหอมคืน
“ผมไปทำงานนะครับ”
“ขี่รถดีๆ ล่ะหลานยาย”
เหยี่ยวเดินออกประตูไป ยายนวลคลำทางไปคิดเรื่องเลขไป
เหยี่ยวขี่เมาเท่นไบค์ปีนฟุตบาทซ้ายป่ายลงมาทางถนนทางขวา เพื่อเลี่ยงรถติด
เส่งกับลูกน้องขี่มอเตอร์ไซค์ตามมาสามคันโดยที่เหยี่ยวไม่รู้ตัว
เหยี่ยวขี่จักรยานมาติดอยู่ตรงไฟแดง มอเตอร์ไซค์เส่งปราดเข้ามาด้านข้าง โดยมีรถแท็กซี่จอดประกบจักรยานเหยี่ยวอยู่ซ้ายขวา เขาจึงยังไม่รู้ตัวว่าโดนตาม ลูกน้องอีกสองคนประกบอยู่อีกด้านหนึ่งไกลออกไป
เส่งกระชากปืนออกมา เหยียดแขนตรงกำลังจะยิงใส่เหยี่ยวที่เอาแต่มองสัญญาณไฟ เส่งลั่นไกออกไป กระสุนค่อยๆ พุ่งมาหา พร้อมๆ กับเสียงน้ำรินดังแว่วมา
“หมวดเหยี่ยวระวังทางขวา”
เหยี่ยวสะดุ้งหันเบี่ยงตัวซ้ายกระสุนพุ่งเฉียดแก้มไปทะลุกระจกรถอีกคันแตกกระจาย
เส่งกับลูกน้องกระหน่ำยิงต่อ เหยี่ยวรีบปั่นจักรยานแหกสี่แยกออกไป เสียงรถกดแตรลั่น เบรคกันระนาว
เหยี่ยวปั่นจักรยานหนีพวกเส่งออกมา พร้อมๆ กับเหลียวไปทางด้านหลัง
“ตามมาทำไม บอกว่าไม่ให้ตาม”
น้ำรินโผล่ออกมาตรงด้านหลัง ในลักษณะเหมือนซ้อนท้ายเกาะหลังเหยี่ยวอยู่
“ไม่ได้ตาม มาเองบังคับไม่ได้”
เหยี่ยวเหลียวมองไปทางด้านหลัง เห็นมอเตอร์ไซค์ของเส่งและลูกน้องไล่ตามมาสามคัน เขาตัดสินใจกระชากปืนออกมา เหยียดแขนตรงยิงเข้าใส่มอเตอร์ไซค์ทั้งสามคัน
กระสุนนัดหนึ่งโดนลูกน้องเส่งคันหนึ่งแม่นราวจับวาง รถมอเตอร์ไซค์ล้มคว่ำไป
เหยี่ยวปั่นจักรยานหนีต่อไป เส่งกับลูกน้องอีกคนขี่มอเตอร์ไซค์ตาม พร้อมกับระดมยิงไม่ยั้ง
น้ำรินร้องตกใจตามเสียงปืนที่ยิงมา “ว้าย ว้าย ว้าย”
“จะร้องทำไมหนวกหู”
“ฉันกลัว”
เหยี่ยวส่ายหน้า “ผีอะไรวะกลัวโดนยิง ?”
พลางเหลียวหลังกลับไปยิงเข้าใส่เส่งกับลูกน้องอีกครั้ง คราวนี้กระสุนโดนล้อรถลูกน้องเส่งล้มคว่ำไป
จากนั้นก็ยิงอีกนัด เส่งหักรถหลบ จนรถเสียหลัก
เหยี่ยวปั่นจักรยานหนีออกไป เส่งตั้งหลักได้ บิดมอเตอร์ไซค์ตามไปน้ำรินมองไปด้านหน้า แล้วรีบบอก “แยกมุมตึกซ้ายเป็นทางตัน อย่าเลี้ยวเข้าไปนะ”
“รู้ได้ไง เคยมาแถวนี้เหรอ”
“เออ นั่นสิ ฉันรู้ได้ไง?”
เหยี่ยวฟังแล้วเหมือนคิดอะไรได้ รีบหักเลี้ยวจักรยานกะทันหันเลี้ยวเข้าไปยังมุมตึกที่น้ำรินบอกว่าตัน
เส่งขี่มอเตอร์ไซค์ตามมา เห็นเหยี่ยวเลี้ยวเข้าไปในซอกตึก ก็รีบบิดเครื่องยนต์ทะยานตามไปอย่างรวดเร็ว แต่พอเข้ามาก็เห็นเป็นทางตัน
เหยี่ยวจอดรถจักรยานขวางกำแพงตึกอยู่ ยืนนิ่งอยู่ตรงกลางทาง เส่งบิดมอเตอร์ไซค์เต็มแรงจะเสยเข้าใส่เเหยี่ยวกระชากปืนในมือออกมายิงเข้าใส่เส่ง ที่ยังคงบิดรถใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เหยี่ยวยกปืนในมือเล็งยิงไปยังด้านบนตึก แผงป้ายโฆษณาขนาดย่อมๆ โดนกระสุนหล่นลงมาโดนร่างเส่งล้มคว่ำลงไปพร้อมรถ
สงครามทุบโต๊ะอย่างบันดาลโทสะ เหยี่ยวนั่งอยู่ด้านหน้า ด้วยสีหน้านิ่งๆ เหมือนไม่ค่อยเกรงกลัวนัก
“ผมเพิ่งสั่งพักงาน สั่งให้คุณถอนตัวจากคดีไอ้เส่ง ยังไม่ทันข้ามวันคุณก็ก่อเรื่องอีกแล้ว ไปไล่ยิงกันกลางชุมชน ถ้าโดนคนอื่นจะทำยังไง”
เหยี่ยวจ้องหน้าสงคราม
“แต่มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น หนำซ้ำเรายังได้ยาบ้าของกลางในตัวไอ้เส่งอีกมันไม่มีทางรอด เราปิดคดีได้แน่ๆ”
สงครามชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อคิดตามที่เหยี่ยวพูด
“ความจริงผมควรจะได้รับคำชมเชย และถอนคำสั่งพักงานมากกว่าจะโดนตำหนินะครับท่านผู้การ”
เหยี่ยวเงยหน้าจ้องสงครามที่ยืนอยู่ ด้วยสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรต่อกันนัก
เหยี่ยวเดินมาตามทางเดิน นกน้อยกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ดึงพลุกระดาษฉลองปรบมือยินดี
“ผมไม่เข้าใจจริงๆ นะ ผู้การเป็นเพื่อนกับพ่อหมวดแท้ๆ แต่ทำไมจ้องจับผิดตลอดทำเหมือนหมวดเป็นศัตรู”
นกน้อยถามอย่างแปลกใจ เหยี่ยวทำหน้านิ่งเหมือนไม่สนใจ นกน้อยเดินนำเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ออกไปอย่างเก้อๆ เหยี่ยวส่ายหัวมองตามแบบไม่ค่อยสบอารมณ์ พลางเหลียวมองหาน้ำริน
“เธอ ตกลงตามมารึเปล่าเนี่ย”
เหยี่ยวมองหาไม่เจอ ก็เดินออกไป
ธารานั่งอยู่บนเตียงของน้ำริน พลางใช้มือลูบผ้าห่ม ลูบหมอนที่ลูกเคยนอน แล้วหยิบตุ๊กตาที่ลูกเคยกอดมากอดอย่างโหยหา
“น้ำ ลูกอยู่ไหน”
จากนั้นก็เหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง แล้วคิดถึงเหตุการณ์ในงานวันเกิดของเธอ ที่จัดขึ้นในโรงแรมหรู และน้ำรินมอบนาฬิกาข้อมือให้เป็นของขวัญวันเกิด
“นาฬิกาฝาแฝด น้ำก็มีแบบนี้เรือนนึง แม่ลูกสุดที่รักไว้ใส่คู่กันนะคะแม่”
ธารามองนาฬิกาที่ข้อมือ ซึ่งหยุดเดินแล้วนิ่วหน้าแปลกใจ ยิ่งมองก็ยิ่งเจ็บปวด จึงถอดนาฬิกาแล้วใส่ลิ้นชักที่โต๊ะข้างเตียงของน้ำริน
ภพธรเคาะประตูแล้วจึงเปิดประตูเข้ามา
“จนป่านนี้ยังไม่ได้ข่าวยายน้ำเลย เราคงต้องทำอะไรสักอย่าง อาจะไปหาสงคราม”
ภพธรถึงกับชะงัก “จะเหมาะเหรอครับ คุณอาเคยบอกว่าไม่อยากพบกับผู้การสงครามอีกแล้ว”
ธาราท่าทางกระอักกระอ่วนใจ เพราะมีความหลังกับสงคราม
“แต่นี่มันเรื่องของน้ำริน อาจะลองเข้าไปขอความช่วยเหลือเค้า”
“ถ้างั้นผมจะลองตามไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งนะ อาจจะได้เบาะแสอะไรบ้าง”
เหยี่ยวนั่งเคลียร์งานอยู่ในห้อง ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พลางถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยกับเรื่องที่เกิดขึ้น
“ถอนหายใจทำไม”
น้ำรินชะโงกหน้ามาหา ด้วยสีหน้ายิ้มๆ
“ทำไมต้องตกใจเหมือนเจอผี ไหนว่าไม่กลัวผีไง แหม หลอกฉันว่าลาพักร้อน ที่แท้ก็โดนสั่งพักงาน”
“แอบไปนั่งฟังผู้การคุยกับผมใช่มั้ย”
น้ำรินส่ายหน้าล้อๆ
“ไม่ได้แอบ ฉันยืนอยู่ข้างหลังคุณเลยล่ะ เห็นคุณโดนด่าไฟแลบเลยไม่อยากให้คุณเห็น กลัวคุณอาย”
เหยี่ยวนึกขึ้นมาได้ “ตามมาทำไม”
“ไม่ได้ตาม แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้ฉันต้องตามคุณไปทุกที่”
เหยี่ยวส่ายหน้าอย่างเบื่อๆ “คุณคงเป็นเจ้ากรรมนายเวรของผมมั้ง”
“ไม่คิดจะขอบคุณสักคำเลยรึ รอดตายก็เพราะฉัน จับผู้ร้ายได้ก็เพราะฉัน”
เหยี่ยวมองหน้าน้ำรินอย่าไว้ฟอร์ม
“ขอบคุณ”
“เย็นชามาก น่าปล่อยให้โดนยิงตายซะก็ดีจะได้กลายเป็นผีมาอยู่เป็นเพื่อนกัน”
เหยี่ยวถอนหายใจ “ถ้าไปไหนไม่ได้ก็อยู่เฉยๆ อย่าทำเสียสมาธิ ดูปากนะ ผม-จะ-ทำ-งาน”
น้ำรินแกล้งถอนสายบัว แล้วมองซ้ายมองขวาหาที่นั่ง ก่อนจะเดินตรงไปนั่งที่โซฟา แล้วนอนแอ็คท่าเหมือนนางแบบกำลังถ่ายแบบส่งสายตาเซ็กซี่แกล้งกวนประสาท
เหยี่ยวส่ายหัว แล้วหันไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ ตั้งใจทำงานต่อ
.
อ่านต่อหน้า 3
ภพรัก ตอนที่ 1 (ต่อ)
รถยุโรปคันหรู แล่นเข้ามาจอดที่หน้าสำนักงานสืบสวนคดีพิเศษ สน รีบลงมาเปิดประตูให้ธาราที่สวมแว่นดำ ก้าวลงจากรถอย่างสง่างาม พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทร.ออก
“สวัสดีค่ะผู้การ ฉันมาถึงแล้วค่ะ”
เหยี่ยวนั่งกินกระเพราไก่ไข่ดาวอยู่ น้ำรินนอนเซ็งๆ อยู่บนโซฟา ทำเป็นพูดลอยๆ แต่แอบวีนเล็กๆ
“เคลียร์งานเสร็จก็พักกินข้าว พอกินข้าวเสร็จก็เคลียร์งานต่อ แล้วเมื่อไหร่จะช่วยสืบหาร่างให้ฉันซะทีล่ะคะผู้หมวด”
เหยี่ยวเหลือบตามามอง เหมือนไม่สนใจ
“ใช่สิ ฉันมันผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ ญาติก็ไม่ใช่ ต้องใส่ใจทำไม”
เหยี่ยวปล่อยช้อนลงมากระแทกจานอย่างไม่สบอารมณ์
“นี่ เอาเวลาประชดมาช่วยคิดดีมั้ยว่าจะหาร่างยังไง ขนาดชื่อตัวเองยังจำไม่ได้แล้วจะให้เริ่มสืบหาร่างจากไหน”
“จากหน้าฉันไง ถ่ายรูปฉันแล้วโพสต์ลงเฟสบุ๊คทวิตเตอร์ ประกาศคนหาย มีใครรู้จักผู้หญิงคนนี้มั้ย จับสลากมาเป็นตำรวจรึไง เรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้”
เหยี่ยวหยิบมือถือขึ้นมากดถ่ายรูป แต่ถ่ายไม่ติด
“อ้าว ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ ในหนังชัตเตอร์ยังกดติดวิญญาณได้เลย”
เหยี่ยวส่ายหน้าอย่างระอา
“ดูหนังดูละครมากไปนะ ขอพูดอีกครั้ง อย่ารบกวนสมาธิ ถ้าวันนี้เคลียร์งานไม่เสร็จ ผมจะไม่ช่วยตามหาร่างคุณเด็ดขาด”
“เอางี้ ระหว่างนี้ฉันจะออกไปเดินเล่นนอกห้องก็ได้ จะได้ไม่รกหูรกตาคุณ”
พูดจบก็รีบเดินออกไป ขณะที่ธาราเดินเข้ามาพอดี น้ำรินทันเห็นแต่ด้านหลัง แต่ก็ยังคงรู้สึกแปลกๆ
“ผู้หญิงคนนั้น?”
น้ำรินรู้สึกแปลกๆกับธารา แต่ไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นคืออะไร ?
จากนั้นก็รีบเดินย้อนกลับมาบอกเหยี่ยว
“คุณๆ ตะกี้ฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่ง น่าเสียดายไม่เห็นหน้าชัดๆ ถ้าเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นชัดๆ บางทีเธออาจจะรู้จักฉันก็ได้นะ”
เหยี่ยวส่ายหัว “ชีวิตมันไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอก ผมขอร้องล่ะ กลับบ้านไปก่อน กลับบ้าน กลับไปบ้าน นี่คือคำสั่ง”
เหยี่ยวที่กำลังเครียดเรื่องงานเผลอออกำสั่งเสียงดัง ประโยค ‘นี่คือคำสั่ง!’ ดังก้องอยู่ในหัวของน้ำริน
“เฮ้ยๆๆ ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย”
น้ำรินรู้สึกทุกอย่างหมุนติ้ว เหยี่ยวเห็นน้ำรินเดินเซไปมา แล้วจู่ๆ ก็หายไปทันที
ร่างน้ำรินค่อยๆ โผล่มานอนหมดสติอยู่ที่กลางบ้านเหยี่ยว โดยที่เธอยังคงไม่รู้สึกตัว
สงครามมองธาราด้วยความสงสาร แววตาบ่งบอกว่าเคยมีความหลังฝังใจระหว่างกัน
“ทำไมไม่รีบมาบอกผม”
“ฉันไม่อยากรบกวน”
สงครามจ้องหน้าธารา “ระหว่างเราไม่น่าจะมีคำว่า “รบกวน” อีกแล้วนะ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น สมเดชตำรวจคนสนิทเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสาร เป็นรูปถ่ายรถที่ตกน้ำ และรูปถ่ายที่เกิดเหตุ พลางวางแฟ้มนั้นลงบนโต๊ะสงคราม
“ตรวจสอบกับทุกหน่วยแล้ว ไม่มีรายงานอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับรถลูกสาวคุณธาราเลยครับ”
สงครามหยิบแฟ้มมาดู “แล้วนี่อะไร”
“อุบัติเหตุรถตกน้ำเป็นคดีเดียวที่เกิดขึ้นในรอบ 24 ชั่วโมง คนแถวนั้นให้การว่า ก่อนเกิดเหตุรถคันที่ตกน้ำมีเรื่องกับรถสปอร์ตคันหนึ่ง ทั้งสีและยี่ห้อเหมือนกับรถของคุณน้ำริน”
ธารารีบถามทันที “มีใครเห็นรถของน้ำรินหลังจากนั้นมั้ยคะ”
สมเดชส่ายหน้า “ไม่มีครับ”
“ยายน้ำไปอยู่ที่ไหน? ฉันเป็นห่วงลูก ช่วยฉันด้วยนะคะท่านผู้การ”
ธาราน้ำตาคลอด้วยความเป็นห่วงลูกสาวคนเดียว สงครามเหลือบมอง แล้วเมินหน้าไปทางอื่นเหมือนเย็นชา แต่ความจริงคือไม่อยากเห็นน้ำตาของธารา
น้ำรินยังคงสลบไม่ได้สติอยู่ที่กลางบ้านเหยี่ยว ภาพในอดีตผุดขึ้นมา ขณะที่ภพธรวัยเด็กกำลังให้น้ำรินวัยเด็กขี่คอเดินเล่นข้ามท้องร่องในสวน แต่แล้วก็เหนื่อยขาอ่อนล้มลงไปตรงข้างท้องร่องด้านหนึ่ง น้ำรินล้มลงไปด้วยกันภพธรตกใจหันขวับไปมอง
“น้ำ น้ำเป็นไงบ้าง น้ำ”
น้ำรินที่ค่อยๆ ฟื้นคืนสติ เห็นภาพจางๆ คล้ายเป็นหน้าธารากำลังเรียกเธออยู่
“น้ำ ตื่นเถอะลูก น้ำ”
น้ำรินขยับตัวหันมามองตามเสียงเรียก
“หนู เป็นอะไร ทำไมมานอนตรงนี้ หนู”
ภาพเบื้องหน้าน้ำรินชัดขึ้น เห็นเป็นยายนวลกำลังยืนอยู่ที่ข้างตัวเธอ
“ยาย ยายมองเห็นหนูเหรอคะ” น้ำรินถามอย่างสงสัย
“ฮึๆ ไม่เห็นหรอก ยายมองใครไม่เห็นทั้งนั้นแหละ”
“ยายตาบอด?”
“ตาบอดแต่ก็รู้สึกได้ว่ามีคนอยู่ หนูใช่มั้ยที่เมื่อวานเจ้าเหยี่ยวพามาที่บ้าน”
น้ำรินยังคาใจ “มองไม่เห็น แต่ยายได้ยินเสียงหนูเหรอคะ”
“ได้ยินสิ หูยายไม่หนวกนี่ พูดแล้วจะหาว่าคุย ยายเป็นพวกหูทิพย์”
น้ำรินคิดตาม ขณะที่ยายนวลยิ้มแป้น บรรยายสรรพคุณตัวเองอย่างอารมณ์ดี
“ขนาดเสียงพรายกระซิบ เสียงผีสางนางไม้ ยายยังได้ยินอยู่บ่อยๆ”
ยายนวลพูดพลางได้ยินเสียงพวกปลาทู ปูอัด มาเรียกอยู่หน้าบ้าน
“ชาวคณะมาแล้ว ตามสบายนะหนู ขอออกไประทึกใจก่อน”
น้ำรินงงๆ “ระทึกใจ?”
“อ๊ะ..ถ้าอยากรู้ต้องตามไปลุ้นด้วยกันที่ศาลา”
ยายนวลรีบเดินออกไปหาพลพรรค
น้ำรินมองตามออกไป นึกสงสัยเรื่องที่ยายนวลได้ยินเสียงเธอ
สงครามเดินออกมาส่งธาราที่หน้าสำนักงานสืบฯ โดยมีสมเดชเดินมาด้วย พลางพูดปลอบใจธารา
“ทำใจให้สบาย ตราบใดที่ยังหารถของน้ำรินไม่พบ เรายังมีความหวังว่าเธอจะปลอดภัย”
“ฉันฝากผู้การด้วยนะคะ ชีวิตของยายน้ำอยู่ในมือของคุณ”
ทั้งสองคนมองหน้ากัน อย่างคนที่เคยมีอดีตต่อกัน
มือปืนที่ชื่อคงคาที่อยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดซุ่มอยู่ กำลังส่องกล้องติดตามตัวธาราด้วยท่าทางมีพิรุธ จากนั้นก็รีบรายงานผ่านบลูทูธที่ติดอยู่
“พบเป้าหมายแล้ว”
คงคาดึงปืนพกออกมา กระชากลูกเลื่อนเตรียมพร้อม
ผู้ชายทางปลายสาย ใช้สองนิ้วเคาะโต๊ะ เหมือนกำลังใช้สมองตัดสินใจ คงคารายงานต่อ
“เป้าหมายกำลังเดินทางออกจากสำนักงานสืบฯ กำลังตามไป”
รถของธาราแล่นไปตามถนนโดยไม่รู้ว่ามีคนตาม คงคาขี่รถตามมาเตรียมพร้อมจะเทียบรถไปยิง พลันรถสายตรวจแล่นมาจอดติดไฟแดงที่ด้านข้างรถธาราอีกข้างหนึ่งพอดิบพอดี
คงคาชะงักไปทันที รีบเก็บปืนพกเพราะกลัวตำรวจในรถสายตรวจจะเห็น
“ขอยกเลิกภารกิจ มีรถสายตรวจครับ”
ปลายสายส่ายหน้าอย่างหัวเสีย
ยายนวลนั่งอยู่บนตั่งรับแขกที่ศาลาในสวน กลุ่มชาวบ้านนั่งล้อมวิทยุอยู่ รวมทั้งปลาทูกับปูอัดด้วย
น้ำรินนั่งอยู่บนตั้งข้างๆ ยายนวล ทุกคนกำลังลุ้นผลหวยทางวิทยุอยู่ ครู่หนึ่งนกน้อยก็วิ่งเข้า
“ฉันมาแล้วๆ”
เสียงวิทยุประกาศรางวัล ชาวบ้านที่ถูกส่งเสียงเฮดีใจ คนที่ไม่ถูกก็เสียดายกันไป
“โหย พลาดไปนิดเดียวเอง”
ยายนวลบ่นอุบ น้ำรินชะโงกหน้าดูเลขที่ยายนวลทายไว้ คือ 446
“ต่อไปเป็นรางวัลเลขท้ายสองตัว เลขที่ออก ...”
ยายนวลภาวนาลุ้น “46 46 46 …”
น้ำรินเอียงหน้ามากระซิบข้างหู “หนูว่าออก 64”
“เอ๊ะ! แม่หนูนี่ ปากเสีย”
ชาวบ้านหันไปมองยายนวล แล้วทำหน้าเหวอ เพราะบนตั่งไม้มียายนวลนั่งอยู่คน
เสียงวิทยุประกาศ “ 6 4 “
ชาวบ้านที่แทงถูกร้องดีใจ ยายนวลโมโหตีตักตัวเอง
“เห็นมั้ยยาย หนูว่าแล้ว ยายลืมกลับเลขล่ะสิ”
ยายนวลหันไปต่อว่าน้ำรินเสียงดัง “ไม่ต้องมาพูดดีเลย รู้แล้วทำไมไม่รีบบอกซะตั้งแต่เนิ่นๆ”
ทุกคนเงียบเสียง หันไปมองว่ายายนวลคุยกับใคร ปลาทูที่นั่งอยู่ใกล้น้ำริน นึกว่ายายนวลว่าตัวเอง
“ไม่ใช่นะยาย เลขนี้พรายกระซิบผีเฮี้ยนให้นะ ไม่ใช่ฉัน”
ยายนวลหันมามองหน้า
“ข้าไม่ได้คุยกับเอ็งซะหน่อย ข้าคุยกับแม่หนูนี้ แฟนไอ้เหยี่ยวมันต่างหาก”
พวกชาวบ้านตกใจ ค่อยๆ หันมองหน้ากันเอง
“ไม่ใช่นะยาย ฉันไม่ใช่แฟนหมวดเก็กนั่น” น้ำรินรีบปฏิเสธ
“ไม่ใช่แฟนแล้วขึ้นไปอยู่บนห้องด้วยกันได้ไงแถมเมื่อเช้ายังร้องซะเสียงดัง อย่านึกนะว่ายายไม่รู้ ยายตาบอดแต่ไม่ได้หูหนวกนะ”
ชาวบ้านกลืนน้ำอึกใหญ่ ปลาทูหันไปหาปูอัด
“งวดก่อนโน้นก็บอกว่ามีเด็กมานั่งข้างๆ ใช่มั้ยวะ”
ปูอัดหันไปมองนกน้อย ที่พยักหน้าหงึก “ใช่ คราวที่แล้วกุมารทอง”
ยายนวลหันมาคุยกับน้ำริน “เออ ข้าก็ลืมแนะนำไป” พลางหันไปหาชาวบ้าน
“นี่ทุกคน แม่หนูคนนี้แฟนไอ้เหยี่ยวคนต่างถิ่นมาอยู่ใหม่ ยังไงก็ต้อนรับสมาชิกใหม่กันหน่อยนะ”
น้ำรินหันมามองทุกคน ชาวบ้านตัวแข็งเกร็งเพราะกลัว
“หนู เดี๋ยวเราจะปาร์ตี้วันหวยออกอยู่กินข้าวด้วยกันก่อนนะ ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ ใช่มั้ยพวกเรา”
ชาวบ้านเงียบกันหมด แล้วทยอยออกปากปฏิเสธ จากนั้นก็รีบโกยอ้าวหนีออกไปจนเกลี้ยงศาลา
“อ้าวๆ ทำไมรีบกันขนาดนั้น ทำยังกับเห็นผี จะบ้าเรอะพวกเอ็งนี่”
น้ำรินกระอักกระอ่วนเมื่อยายนวลพูดถึงผี
“ยังไงหนูก็อยู่ก่อนนะ รอจนกว่าเหยี่ยวมันจะกลับมา เออ แล้วตกลงหนูชื่ออะไร คุยกันมาตั้งนาน ไม่ได้ถามชื่อ”
น้ำรินนิ่งนึกว่าตัวเองชื่ออะไร พลางเห็นภาพลางๆ คล้ายธารากำลังเรียกเธออยู่
“น้ำ น้ำ ตื่นเถอะลูก”
น้ำรินหันไปตอบยายนวล “น้ำค่ะ หนูชื่อน้ำ”
พลางยิ้มเจื่อนๆ อย่างไม่ค่อยมั่นใจว่าตกลงตัวเองชื่อน้ำแน่หรือเปล่า
นับดาวพาธารามานั่งตรงกลางเก้าอี้ตัวยาวของชุดรับแขก โดยมีภพธรเดินตามเข้ามา ธาราพูดพร้อมน้ำตาคลอ
“ผู้การสงครามบอกว่ามีอุบัติเหตุรถตกน้ำ แต่รถของคู่กรณีหายไป รถที่หายไปเหมือนกับรถยายน้ำมาก”
“หมายความว่าน้องน้ำอาจจะหนีคดี เพราะกลัวความผิดงั้นเหรอครับ”
นับดาวครุ่นคิด “แต่น้ำไม่เคยหนีปัญหา ถ้ามีอะไรก็น่าจะติดต่อบอกเรา”
“ถ้าอย่างนั้นน้ำหายไปไหน?” ธาราพูดด้วยสีหน้ากังวล
“ทำใจดีๆ ไว้ก่อนนะครับคุณอา บางทีน้ำอาจจะกำลังพยายามหาทางติดต่อเราอยู่ก็ได้”
ธาราชักสีหน้าไม่พอใจ
“ ธร อาก็ได้แต่หวัง แต่คนที่จะต้องทำให้เป็นความจริงน่าจะเป็นเธอ เธอเป็นถึงคู่หมั้นน้ำริน ควรจะทำอะไรให้ดีกว่าให้กำลังใจอาไปเรื่อยๆ ตามหาน้ำรินให้เจอ นี่คือคำสั่ง”
ธาราพูดพลางมองไปที่รูปถ่ายของน้ำรินกับเธอที่ติดอยู่ในห้องโถง ด้วยแววตาเป็นห่วงลูกสาว
ยายนวลนอนหลับสบายอยู่บนตั่งไม้ เหยี่ยวไขประตูเข้ามา พอหันมาอีกที น้ำรินก็ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าประตูแล้ว
“ยังอยู่อีกเหรอ นึกว่าจะไปเกิดใหม่ซะแล้ว จู่ๆ ก็หายไปต่อหน้าต่อตา”
“เออจริง ทำไมฉันกลับมาอยู่ที่บ้านนี้ได้ อ๋อ นึกออกแล้ว ต้องเป็นเพราะคำสั่งเด็ดขาดของคุณแน่ๆ เอแล้วทำไมฉันต้องทำตามล่ะ หรือว่าระหว่างเราอาจจะมีพันธะบางอย่า ที่เป็นบ่วงผูกติดกันอยู่ แต่แบบนี้มันไม่แฟร์เลยนะ ทำไมฉันต้องทำตามคำสั่งคุณด้วยล่ะ”
เหยี่ยวส่ายหัว “ทำตามจริงเรอะ ไม่ทุกเรื่องมั้ง ไม่งั้นสั่งให้ไปเกิดใหม่ก็ต้องไปแล้วสิ”
พูดพลางก็เดินหนีไป กำลังจะเดินเข้าไปในห้องของตัวเอง
“เก่งจริงสั่งให้ฉันกลับไปเข้าร่างสิ ฉันจะได้ฟื้นขึ้นมากลายเป็นสาวสวยแบบเดิม ไม่ต้องมาทนง้อผู้หมวดขี้เก็ก “
เหยี่ยวหันมา “คุณ “ผีเยอะอย่าง” ผมล่ะเหนื่อยกับคุณจริงๆ ขอไปนอนก่อนนะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
เหยี่ยวเดินเข้าห้องมาเหนื่อยๆ มานั่งที่เก้าอี้แล้วถอนใจ จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปหยิบกล่องใส่ชิ้นจิ๊กซอว์ และถาดที่มีรูปจิ๊กซอว์ต่อได้แล้วครึ่งหนึ่งออกมาจากใต้เตียง แล้วนั่งต่อจิ๊กซอว์ อย่างมีสมาธิและมีความสุขที่ได้อยู่กับโลกของตัวเอง ครู่หนึ่งก็รู้สึกเหมือนเย็นหลังวูบๆ จึงหันไปมอง พอหันหน้ากลับมาอีกที ก็เห็นน้ำรินยื่นหน้ามาแหย่ แต่เหยี่ยวเฉยๆ เหมือนไม่ตกใจ
“ต่อรูปอะไรเหรอ ?”
เหยี่ยวถอนหายใจเซ็งๆ “ผมจะอยู่เงียบๆคนเดียวไม่ได้เลยใช่ไหม”
พูดพลางเก็บจิ๊กซอว์ไว้ใต้เตียงเหมือนเดิม แล้วถอดเสื้อแจ็กเก็ตออก เหลือเสื้อตัวข้างใน จากนั้นก็ทิ้งตัวนอนบนเตียง
“อ้าวนี่คุณจะนอนเลยเหรอ อี๋ น้ำก็ไม่อาบ สกปรก นี่ถ้าเป็นพี่ธร ไม่มีวันทำอย่างนี้เด็ดขาด”
เหยี่ยวชะงัก “พี่ธรไหน ?”
“ไม่รู้ อยู่ๆมันก็พูดออกมา”
“โอเค. มีข้อมูลเพิ่มมาอีกหนึ่ง คุณรู้จักคนชื่อพี่ธร ผมนอนก่อนนะ ตาจะปิดอยู่แล้ว”
น้ำรินรีบยื้อไว้
“แต่ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอก มันสำคัญพอๆกับที่ฉันเผลอพูดชื่อพี่ธร ตื่นสิ”
เหยี่ยวนอนหลับตาไปเลย น้ำรินยืนมองที่ข้างเตียง พลางอมยิ้มจะแกล้ง
“จะนอนเหรอ งั้นฉันช่วยร้องเพลงกล่อม ฉันร้องเพลงเพราะน้า”
เหยี่ยวทนไม่ไหวสะบัดหมอนออก พร้อมๆ กับหันขวับมาทางน้ำรินที่จ้องหน้าเขาอยู่ ทั้งสองคนจ้องหน้าสบตากัน ด้วยอาการเหมือนตกอยู่ในภวังค์
เหยี่ยวรู้สึกตัวลุกขึ้นมาทันที แล้วรีบพูดกลบเกลื่อน
“ไม่นอนก็ได้ มีอะไรก็ว่ามา คุณมีเรื่องสำคัญอะไรจะบอกผม”
น้ำรินรู้สึกตัวรีบลุกขึ้นมายืนที่ข้างเตียงเหมือนกัน สีหน้าอึกอักเล็กน้อย
เหยี่ยวกำลังเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยน้ำรินกำกับอยู่ข้างๆ
“ฉันรู้แล้วว่า ฉันชื่ออะไร ฉันชื่อ “น้ำ” คุณช่วยฉันตามหาร่างได้แล้ว คีย์ชื่อ ‘น้ำ’ ลงไปในทะเบียนบุคคล
เท่านี้ก็จะรู้แล้วว่าฉันเป็นใคร นามสกุลอะไร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร บ้านอยู่ที่ไหน”
เหยี่ยวถอนหายใจ
“จะให้ตามหาด้วยการค้นคนที่มีชื่อว่า “น้ำ” งั้นเรอะ คุณผีเยอะอย่าง คนชื่อน้ำในประเทศนี้มีเกินล้าน มีวิธีอะไรที่สร้างสรรค์กว่านี้อีกมั้ย”
“ก็ลองหาชื่อน้ำที่รู้จักพี่ธรสิ อาจจะเจอก็ได้”
เหยี่ยวหัวเราะก๊าก น้ำรินคิดว่าเหยี่ยวชื่นชมในความคิดของตัวเอง ก็หัวเราะตาม
“คุณจะบ้าเหรอ จะให้ผมหาข้อมูลคนชื่อน้ำที่รู้จักพี่ธรยังไง”
น้ำรินพยายามช่วยคิด
“ก็ลอง Search ใน Google ดูสิ”
เหยี่ยวถอนใจเซ็งๆ “ผมบอกให้นะ ข้อมูลแค่นี้ ไม่มีทางเจอ เสียเวลานอน”
พูดพลางก็ปิดคอมฯ แล้วชี้หน้า “แล้วไม่ต้องมาวุ่นวายอีกนะ ไม่งั้นเรียกหมอผีแน่”
เหยี่ยวจะนอน แต่ในใจก็อดห่วงความรู้สึกน้ำรินไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่มันรบกวนจิตใจของเขาให้หงุดหงิด
“จะไปสนใจอะไรนักหนาวะ”
จากนั้นก็หันไปพูดไล่ เพราะคิดว่าถ้าน้ำรินไปไกลๆ จิตใจตัวเองคงกลับมาปกติ
“ถ้าไม่มีอะไรทำ ออกไปล่องลอยใบ้หวยที่หลังป่าช้าไป ขอให้ใช้ชีวิตผีอย่างมีความสุขนะจ๊ะ คุณผีเยอะอย่าง กู๊ดไนท์”
น้ำรินหงุดหงิดที่โดนเสือกไสเหมือนเป็นตัวน่ารำคาญ จึงออกจากห้องไป
“คิดว่าฉันอยากง้อคนอย่างคุณนักเหรอ”
น้ำรินจะหยิบก้อนหินมาปาระบายอารมณ์ แต่ก็หยิบไม่ได้ พยายามจะเตะ ก็ทำไม่ได้ จนตัวเองล้มลงกับพื้นแล้วร้องไห้เหมือนเขื่อนแตก
“ฉันเป็นอะไรกันแน่ ถ้าตายแล้วก็เอาฉันไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ก็ได้ จะมาร่อนเร่ไปเพื่ออะไร จำก็จำอะไรไม่ได้ จะนอนก็ไม่รู้จะนอนยังไง จะกินก็ไม่รู้จะกินได้รึเปล่า..ต้องมาตามง้อใครก็ไม่รู้ให้ช่วย แล้วโดนเค้าไล่ยังกับหมูกับหมา ฉันอยากกลับบ้าน”
เหยี่ยวที่ยืนมองอยู่ที่ริมหน้าต่าง มองน้ำรินที่นั่งกอดเข่าร้องไห้ด้วยความสงสาร
ภพธรนั่งจิบกาแฟ เปิดไอแพดดูข่าวอุบัติเหตุทางอินเตอร์เน็ต เห็นพาดหัวในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ว่า
“รถยนต์เกิดอุบัติเหตุ พบปมฆ่ามีเงื่อนงำ”
เขารีบกดเปิดดูทันทีคล้ายเป็นห่วง จากนั้นก็ถอนหายใจยาวเมื่อพบว่าไม่ใช่คดีน้ำริน
“ไม่ใช่น้ำริน”
ภพธรคิดถึงเรื่องราวของตัวเองด้วยใบหน้าเย็นชา
ภาพเหตุการณ์ในวัยเด็ก ขณะที่เขาเพิ่งเข้ามาอยู่ในบ้านธารา เด็กชายกำลังนั่งดูรูปถ่ายของพ่ออยู่ แล้วก็น้ำตาคลอด้วยความคิดถึงพ่อ
ธาราเดินเข้ามาเห็นเด็กชายร้องไห้ ก็พูดด้วยแต่น้ำเสียงเรียบเย็นชา
“อ่อนแออีกแล้วนะภพธร”
เด็กชายผวาเข้ามาจะกอด ธาราก้มลงนั่งแต่ไม่ยอมกอด แค่จับไหล่ทั้งสองของเด็กชายไว้
“พ่อนุติคงไม่สบายใจ ถ้าเห็นลูกชายคนเดียวอ่อนแอ จำไว้นะภพธร โลกนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนอ่อนแอ เมื่อไม่มีพ่อ เธอต้องอยู่ด้วยตัวเองพึ่งตัวเองให้ได้ ไม่มีใครรักเราเท่ากับตัวเราเองแล้ว”
เด็กชายฟังแล้วคิดตามที่ธาราสอน ดวงตาที่อ่อนโยน เริ่มแข็งกร้าวขึ้น
พลันเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ภพธรรู้สึกตัวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แล้วก็นิ่วหน้าเมื่อเห็นว่ามาจาก
นับดาว
“ว่าไง ดาว”
นับดาวท่าทางร้อนรน ในมือถือแฟ้มเอกสารเตรียมเข้าประชุม
“ยังไม่เข้ามาที่ออฟฟิศอีกเหรอคะ คุณอาเรียกประชุมบอร์ดโรงแรมด่วน นอกวาระที่กำหนดไว้เดิมค่ะ”
ภพธรตกใจนิดๆ “รู้มั้ยว่าเรื่องอะไร?”
“น่าจะเป็นเรื่องรินธารารีสอร์ทที่สมุย พี่ธรรีบเข้ามาดีกว่า เดี๋ยวคุณอาธาราจะตัดสินใจผิดพลาด พักนี้ยิ่งไม่ค่อยมีสมาธิ”
“จะรีบไปเดี๋ยวนี้”
แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง เหยี่ยวที่กำลังนอนหลับเริ่มรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมา เมื่อหันมองที่ด้านข้าง ก็ต้องสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ เมื่อเห็นน้ำรินนั่งกับพื้นข้างเตียงด้านติดกับเขา พร้อมกับส่งสายตาจ้องเขม็งมา
“อย่ามาไล่ฉันนะ ถึงคุณไล่ยังไงฉันก็ไม่ไปเพราะฉันไม่มีที่ไป”
เหยี่ยวนึกถึงภาพน้ำรินร้องไห้เมื่อคืน ก็รู้สึกไม่ยากไล่
“ทำไมถึงไม่นอน มานั่งจ้องผมทำไม”
น้ำรินทำหน้าเศร้า “เป็นผีต้องนอนด้วยเหรอ”
เหยี่ยวเห็นแล้วสงสาร ก็เลยหาทางพูดยั่วให้ลืมๆ เรื่องที่เธอเศร้าอยู่
“อ้าว ก็ไหนคุณบอกว่าคุณไม่ใช่ผีไง อ่ะ อ่ะ เถียงไม่ออก เฮ้ย!แปดโมงเช้า”
พูดจบก็รีบวิ่งไปหยิบผ้าเช็ดตัว กำลังจะเข้าไปในห้องน้ำแต่แล้วเหมือนกับฉุกคิดบางอย่างได้ รีบบอกให้น้ำรินออกไปรอด้านนอก พลางทำท่าจะถอดกางเกงที่ใส่อยู่ น้ำรินตกใจ ตาโตรีบหันหน้าหนีเอามือปิดตา แล้ววิ่งทะลุประตูออกไปทันที
เหยี่ยวยืนยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้แกล้งน้ำริน
เหยี่ยวปั่นเมาเทนไบค์ไปยังที่เกิดเหตุ จู่ๆ น้ำรินก็โผล่ออกมา ชะโงกหน้ามาถาม
“ทำไมคุณไม่ขับรถ”
เหยี่ยวตกใจจนเมาเทนไบค์เซ แต่ยังดีที่ทรงตัวกลับมาได้อยู่ จากนั้นก็หยุดรถทันที แล้วหันมาคุยกับ
น้ำริน
“โผล่มาพิศดารแบบนี้ ผมตกใจโดนรถทับตาย ใครจะช่วยคุณ”
“เออ นั่นสิ คุณยังไม่ตอบเลย ทำไมถึงชอบขี่จักรยาน ไม่ยอมขับรถ”
“ผมมีความทรงจำที่ไม่ดีเกี่ยวกับรถ ครอบครัวประสบอุบัติเหตุมีเพียงผมคนเดียวที่รอด”
น้ำรินหน้าเศร้า “เสียใจกับคุณด้วยนะ ฉันไม่น่าถามเลย”
“เอาเถอะ ต่อให้ถาม พ่อแม่ผมก็ไม่ฟื้นคืนมาหรอก ไม่ต้องโผล่มาแล้วนะ จะรีบไปสำนักงานสืบฯ จะลองหาร่างให้”
ในห้องประชุมของโรงแรมรินธารา ธารากำลังประชุมสำคัญเกี่ยวกับการเปิดสาขาที่หัวหินอยู่
“การแต่งตั้งผู้จัดการทั่วไปของรินธารารีสอร์ทสมุย ขอให้เลื่อนไปก่อน”
ภพธรรีบแย้งทันที “โรงแรมจะเปิดไตรมาสสอง ถ้าช้าไปกว่านี้ผมเกรงว่า...”
“เลื่อนไปก่อน ฉันต้องการให้น้ำรินดูแลโครงการนี้”
ธาราสั่งด้วยน้ำเสียงกร้าว แววตายังคงไม่สบายใจเรื่องลูกสาวคนเดียว
“การตัดสินใจของฉันถือเป็นเด็ดขาด ปิดประชุมได้”
ภพธรรีบพูด “คุณอาครับ ยังมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับรีสอร์ทที่ต้องตัดสินใจทันทีนะครับ”
“อายังไม่พร้อมจะตัดสินใจตอนนี้ ต่อไปอย่าขัดอาในที่ประชุมอีก ถึงอาจะไว้ใจให้เธอเป็นกรรมการผู้จัดการ แต่ตำแหน่งประธานยังคงเป็นอา เข้าใจมั้ย”
พูดจบธาราก็เดินออกไปทันที
ภพธรหน้าเครียดหันไปมองหน้านับดาว ที่ชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ
.
อ่านต่อหน้า 4
ภพรัก ตอนที่ 1 (ต่อ)
นับดาวเดินตามหลังภพธรเข้ามาตามทางเดินโรงแรม ด้วยท่าทางไม่พอใจ
“คุณอาทำแบบนี้ไม่ถูกจะมัวรอน้ำรินอยู่ได้ยังไง ตำแหน่งผู้จัดการที่สมุยควรจะแต่งตั้งได้แล้ว”
ภพธรทำหน้าดุใส่นับดาว
“พี่รู้ว่าเธอต้องการตำแหน่งนี้ แต่พูดเบาๆได้ไหมดาว คุณอาคงยังมีความหวังว่าน้ำรินจะกลับมา”
นับดาวจะพูดว่าน้ำรินตายแล้วแต่มองซ้าย มองขวาเห็นพนักงานเดินผ่านไปมา จึงชะงักไว้
“แต่ตอนนี้ลูกสาวคนเดียวจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ อาธาราควรจะฟังพี่ธรบ้างไม่ใช่ตัดสินใจไม่เห็นหัวกันแบบนี้”
ภพธรหยุดเดินหันมามองนับดาวด้วยแววตาไม่พอใจ นับดาวสลดไปเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของเขา
เหยี่ยวกำลังค้นข้อมูลของน้ำรินในหน้าจอคอมพิวเตอร์ คีย์คำว่า “น้ำ” ลงไปในรายชื่อบุคคลหายสาปสูญ ปรากฏชื่อออกมาเต็มไปหมด
น้ำรินชะโงกหน้ามาช่วยเหยี่ยวดู แต่ก็ผิดหวังไม่แพ้กันเพราะไม่มีอะไรคืบหน้า
เหยี่ยวกดหาข้อมูลอุบัติเหตุในรอบสัปดาห์ ปรากฏเป็นรายละเอียดภาพและหน้าผู้ประสบอุบัติเหตุ แต่ไม่มีหน้าคล้ายน้ำรินเลยแม้แต่คนเดียว
น้ำรินนั่งหน้าจ๋อย หมดแรงจะช่วยเหยี่ยวหาข้อมูลแล้ว
ภพธรเดินมาหยุดยืนอยู่ที่ริมระเบียง พลางมองไปยังเบื้องล่างด้านหน้าโรงแรม เห็นธารากำลังเดินไปขึ้นรถ
ภพธรมองรถของธาราที่ขับออกไปจากโรงแรมด้วยสายตาเครียด
ธาราที่นั่งอยู่ที่นั่งด้านหลัง กำลังเปิดเอกสารงานอ่านจากไอแพด สนหันมาถาม
“ไปที่พัทยาเลยใช่มั้ยครับ”
ธารายกนาฬิกาขึ้นดู “ไปให้ทันสี่โมงเย็น ฉันมีประชุมกับสมาคมท่องเที่ยวที่นั่น”
นกน้อยเดินมากำลังจะเคาะประตู ได้ยินเสียงเหยี่ยวคุยกับน้ำรินแปลกใจว่าเหยี่ยวคุยกับใคร “แค่นี้ก็ทำผิดกฏมากเกินไปแล้ว ถ้าผู้ใหญ่ถามจะให้ตอบว่าไงบอกว่ามีวิญญาณหลุดออกจากร่างมาขอให้ช่วยยังงั้นเหรอ”
พอได้ยินคำว่าวิญญาณ นกน้อยก็ตกใจรีบเปิดประตูเข้าไปดู เหยี่ยวตกใจสะดุ้ง
“ทำไมไม่เคาะประตูก่อน”
“ก็ผมได้ยินหมวดคุยอยู่กับใครก็ไม่รู้ พูดเรื่องวิญญาณกันด้วย ไม่มีใครอยู่ในห้องนี้สักคน อย่าบอกนะว่าหมวด หมวดเลี้ยงกุมารทอง อั๊ยยะ พุทโธ ธัมโม สังโฆ”
เหยี่ยวส่ายหัวแล้วหัวเราะเบาๆ
“ใช่ผมจำได้แล้ว คืนวันก่อนผมเห็นรอยเท้าคนเดินตามหลังหมวดที่บ้าน ไอ้ปลาทูปูอัดมันก็เห็น”
“บ้าเหรอจ่า” เหยี่ยวรีบตัดบท “มาหาผมมีธุระอะไร”
“ ผบ.สงครามเรียกประชุมด่วน คดีไอ้เส่ง. รีบไปกันเถอะจวนได้เวลาแล้ว”
นกน้อยเดินนำออกไป เหยี่ยวกำลังจะเดินออกไป น้ำรินรีบถลามากั้นหน้าไว้
“จะไปไหนหมวดยังตามหาร่างฉันไม่เจอนะ”
“ขอทำงานก่อน ไม่ต้องตามไป อยู่ตรงนี้ เดี๋ยวจะกลับมาช่วยหาต่อ”
น้ำรินไม่พอใจแต่จำต้องทำตามที่เหยี่ยวสั่ง ทันใดนั้นน้ำรินก็รู้สึกวูบ ถึงกับเดินเซแทบล้ม เหยี่ยวมองอย่างตกใจ
“เป็นอะไร ?”
“ไม่รู้ ฉันรู้สึกอยู่ๆก็รู้สึกวูบ ความรู้สึกเหมือนอะไรสักอย่างจะเกิดขึ้น บางอย่างที่ทำให้ฉันอยากร้องไห้ ฉันไม่รู้ว่า มันคืออะไร”
เหยี่ยวมองอย่างงงๆว่าอาการของน้ำรินมันคืออะไร
สนขับรถมองไปด้านหน้ากำลังจะวิ่งผ่านตรงสี่แยกหนึ่ง รถกระบะคันหนึ่งพุ่งเข้ามา ธาราเงยหน้า ขึ้นมาจากการอ่านเอกสาร ด้วยสีหน้าตกใจเป็นอย่างมาก
รถกระบะพุ่งเข้าชนกับรถธาราอย่างจัง
สมเดชยืนอยู่ที่หน้าจอภาพ ที่กำลังฉายรูปของเส่งอยู่ โดยมีสงครามนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะประชุมเป็นประธาน เหยี่ยว นกน้อย และเจ้าหน้าที่อื่นๆ กำลังประชุมร่วมกัน
“หลังจากที่จับไอ้เส่งได้ ทีมสืบสวนทำการขยายผลจนทำให้ไอ้เส่งซัดทอดเอเย่นต์ใหญ่เครือข่ายค้ายาเสพติดคนสำคัญ”
“ใครครับ” เหยี่ยวรีบถามทันที
“นายยอดชัด เศรษฐีเจ้าของธุรกิจบันเทิงครบวงจรหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือเดอะชลาธาร”
ภาพที่จอเปลี่ยนเป็นหน้ายอดชัด หนุ่มใหญ่ดูภูมิฐาน ขนาบคู่ด้วยสถานบันเทิงขนาดใหญ่
“เราพบว่าเดอะชลาธารไม่ได้เป็นแค่สถานบันเทิง แต่มีธุรกิจเบื้องหลังผิดกฏหมายมากมาย ทั้งบ่อน ผู้หญิง และแหล่งค้ายา เพื่อความมั่นใจในการเข้าจับกุม เราส่งสายสืบ 3 คนเข้าไปในนั้นหลายสัปดาห์แล้ว”
ภาพตรงจอภาพเปลี่ยนไปเป็นสายสืบทั้ง 3 คนที่มีบุคลิกต่างกันออกไป
ชายคนหนึ่งกำลังนั่งจิบบรั่นดีอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ มีสาวสวมชุดเซ็กซี่ยืนรายล้อมชายคนนี้ ที่กำลังส่งสายตามองไปทั่วเหมือนกำลังสำรวจ
สมเดชพูดต่อ
“โค้ดเนม มังกรดำ เจ้าเสน่ห์ .เป็นมิตรกับคนทุกคน จึงสามารถสืบข้อมูลจากคนรอบข้างได้ง่ายที่สุด”
สาวคนหนึ่งดูเซ็กซี่นั่งอยู่ที่โต๊ะในบ่อนเถื่อน ไขว่ห้างกำลังเปิดไพ่ลุ้นอยู่
“โค้ดเนม หงส์ขาว สวย มีเสน่ห์ เซ็กซี่ เล่นพนันทุกครั้ง ชนะทุกครั้ง พร้อมจะใช้ความหญิงบริหารเสน่ห์เพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวสาร”
สมเดชบรรยายสรรพคุณของสายสืบคนที่ 2
ชายอีกคนหนึ่งเป็นหนุ่มแว่น เนิร์ด รูปร่างสูง กำลังยืนเล็งลูกสนุกเกอร์แล้วแทงลงหลุมอย่างมหัศจรรย์
สมเดชอธิบายต่อ
“โค้ดเนม อินทรีทอง เล่นสนุ้กแม่นราวจับวาง ช่างสังเกต มีความละเอียดมากที่สุด”
พอสมเดชพูดจบ เหยี่ยวก็ถามแทรกขึ้นมาทันที
“หงส์ขาว เอ้อ หมวดแนนกลับมาแล้วเหรอครับ”
“ใช่ เพิ่งกลับมารับหน้าที่สายสืบอีกครั้ง”
สงครามกับสมเดชมองหน้าเหยี่ยวอย่างพอจะรู้ว่ารู้สึกยังไง เพราะเขาเคยมีความสัมพันธ์กับแนนมาก่อน
“ถ้าต้องทำงานกับหมวดแนน หมวดคงไม่มีปัญหาใช่มั้ย”
“เอ้อ ไม่มีครับ”
สมเดชรีบร่ายงานต่อ “สายของเราเพิ่งแจ้งเข้ามา คืนนี้ยอดชัดจะส่งมอบยาเสพติดล็อตใหญ่”
สงครามหันมาสั่งเหยี่ยว
“หมวดเหยี่ยวนำกองกำลังไปที่นั่น ทันทีที่มีการส่งมอบยา สายของเราจะส่งสัญญาณให้เข้าจับกุมทันที จำไว้ว่าอย่าบ้าระห่ำ รอจนกว่าสายจะส่งสัญญาณให้จับกุม เราจะพลาดไม่ได้ ยอดชัดเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่
มาแรง ถ้าหลักฐานไม่รัดกุม เราโดนผู้ใหญ่เล่นงานแน่”
เหยี่ยวรับคำด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก เหมือนมีเรื่องต้องกังวลใจบางอย่าง
เจ้าหน้าที่สำนักงานสืบต่างรีบขึ้นรถที่จอดเรียงอยู่ แล้วรีบขับออกไปปฏิบัติการ
เหยี่ยวกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ขณะที่ยืนอยู่ที่หน้ารถของสำนักงานสืบฯ คันสุดท้าย ด้วยสีหน้าหน้ากระอักกระอ่วนใจ
นกน้อยเห็นก็อดถามไม่ได้ “เป็นอะไรหมวด”
“เปล่า”
นกน้อยตบไหล่ แล้วพาเดินไปที่รถ
“ขึ้นรถสิหมวด พวกเราล่วงหน้าไปกันหมดแล้ว”
เหยี่ยวยังคงจ้องอยู่ที่รถสำนักงานสืบที่จอดอยู่ นกน้อยขมวดคิ้วสงสัย
“อย่าบอกนะว่าจะขี่เมาเทนไบค์ไป ผมไม่ใช่หมวดแนนนะ ถึงจะยอมขี่เมาเทนไบค์สมบุกสมบันไปกับหมวดทุกที่น่ะ”
เหยี่ยวหงุดหงิด “ไปได้แล้ว”
พูดพลางหันไปมองเมาเทนไบค์อย่างลังเล ก่อนจะกัดฟันตามขึ้นรถไป โดยนกน้อยเป็นคนขับ
นกน้อยขับรถไปตามทางอย่างรวดเร็ว เหยี่ยวนั่งหลับตานิ่ง น้ำรินนั่งหน้านิ่วกอดอกอยู่ที่เบาะหลัง ชะโงกหน้าออกมาคุยกับเหยี่ยวด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ขี้เก๊ก ทิ้งฉันอีกแล้วนะ ไหนบอกว่าจะกลับไปช่วย”
เหยี่ยวไม่ตอบ เอาแต่นั่งหลับตานิ่ง
“จะอ้างว่าต้องทำงานด่วนใช่มั้ย ไม่สงสารฉันแล้วเหรอ เป็นอะไรหมวดหมวด พูดอะไรบ้างดิ นี่กลัวรถมากมายขนาดนี้เลยเหรอเก๊ก”
เหยี่ยวเผลอตอบรำคาญๆ “เออ”
นกน้อยหันมามองด้วยแววตาแปลกใจ แต่ยังฮัมเพลงต่อ น้ำรินพูดจากซ้าซี้ต่อ จนเหยี่ยวทนไม่ไหว ตะคอกกลับไป
“หุบปากนะ คุณผีเยอะอย่าง”
นกน้อยเบรครถเต็มแรง เหยี่ยวถึงกับถลาไปทางด้านหน้า
“ผี หมวดพูดกับผี”
เหยี่ยวอึกอัก “เปล่า ผมพูดกับ เอ้อ จะบ้าเหรอ ผมก็พูดกับจ่านั่นแหละ “
“แต่เมื่อกี้หมวดบอกว่าผีเยอะอย่าง”
เหยี่ยวรีบหาข้อแก้ตัว “ผมละเมอ ผมหลับตาแล้วงีบไป เลยละเมอ เอาเหอะน่า เลิกสงสัยรีบไปกันได้แล้ว เดี๋ยวก็ไม่ทัน ไปซิ”
นกน้อยจำต้องเคลื่อนรถออกไปทั้งที่ยังไม่ค่อยไว้ใจนัก พลางเหลือบมองเบาะหลังทางกระจกส่องหลังไปมา
เหยี่ยวชำเลืองมองไปที่เบาะหลัง น้ำรินยิ้มจ๋อยๆ เอามือทำเป็นรูดซิปปาก
สายสืบแยกย้ายกันประจำการอยู่ในเดอะชลาธาร ชมังกรดำอยู่ที่บาร์เหล้า, หงส์ขาวอยู่ที่โต๊ะไพ่, อินทรีทองอยู่ที่โต๊ะสนุกเกอร์
ที่เพดานของแต่ละห้อง ติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณเล็กๆ ปรากฏไฟสว่างกระพริบถี่ๆขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สำนักงานสืบฯ ก็กระจายกำลังออกล้อมภายนอกอาคาร พร้อมจะบุกเข้าไปทันทีที่ได้รับสัญญาณจากสายสืบ
เหยี่ยวซุ่มอยู่กับนกน้อย โดยน้ำรินอยู่ข้างๆ เหยี่ยวมีสีหน้าไม่ค่อยดีเมื่อยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เพราะไม่มีสัญญาณ
“เอาไงดีล่ะหมวด สายของเราจะส่งสัญญาณมาให้เราได้ยังไง” นกน้อยถามเชิงปรึกษา
“ถ้าส่งสัญญาณมาให้ไม่ได้ เราก็ต้องเข้าไปรับสัญญาณเอง”
“แต่ผู้การสั่งให้เรารอ”
“จ่ารออยู่ตรงนี้ จนกว่าผมจะวิทยุสั่งให้บุกเข้าไป”
ขาดคำ ก็พุ่งตัวไปทันที โดยไม่รอให้นกน้อยพูดต่อ น้ำรินรีบวิ่งตามไป
หนุ่มไฮโซคนหนึ่งเดินลงมาจากรถสปอร์ตหรู เหยี่ยวมองแล้วยิ้มๆ เหมือนคิดอะไรบางอย่างได้
รถสปอร์ตคันนั้นแล่นเข้ามาจอดที่หน้าเดอะชลาธาร เหยี่ยวเดินลงมาในชุดของหนุ่มวีไอพีคนนั้น
พนักงานเข้ามารับรถด้วยท่าทางนอบน้อม น้ำรินตามเข้าไปด้วย
ทางด้านหนุ่มวีไอพี ที่โดนเปลี่ยนชุดใส่เสื้อยืดขาวกางเกงขาสั้น ทำสีหน้าไม่พอใจอยู่กับนกน้อย
เหยี่ยวเข้ามาในเดอะชลาธาร ท่าทางเหมือนนักเที่ยวโดยทั่วไป น้ำรินเดินตามมา
“คนเยอะแบบนี้ จะหาสายทั้งสามคนเจอได้ยังไง”
เหยี่ยวหยิบโทรศัพท์มาเปิดภาพมังกรดำให้น้ำรินดู “ไปช่วยหาผู้ชายคนนี้”
“ฉันเนี่ยนะ”
เหยี่ยวพยักหน้า “เออสิ ไหนๆ มาแล้วก็ทำตัวให้เป็นประโยชน์ ผมจะไปหาหงส์ขาว อีกสิบนาทีเจอกันตรงหน้าทางเข้าโซนสนุกเกอร์”
พูดจบเหยี่ยวก็เดินออกไปเลย ทิ้งให้น้ำรินเหวที่โดนสั่งให้ทำงานโดยไม่ตั้งตัว
น้ำรินเดินอ้อมๆ ตัวคนในผับที่กำลังเต้นกันอยู่ ทำเหมือนไม่อยากจะแทรกตัวเข้าไป จากนั้นก็ตัดสินใจปีนขึ้นไปบนบาร์ ที่สาวๆ กำลังวาดลวดลายเต้นโคโยตี้
มังกรดำกำลังนั่งอยู่ที่โซฟา มีสาวๆ สวมชุดเซ็กซี่ 2-3 คนรายล้อม
น้ำรินนิ่วหน้า มั่นใจว่าเจอมังกรดำแล้ว
เหยี่ยวเดินจะเข้าไปที่โซนบ่อนพนัน แต่การ์ดหน้าโซนกั้นเขาไว้
“เข้าได้เฉพาะแขกวีไอพี”
เหยี่ยวหยิบเงินออกมาจากเสื้อสูท เป็นแบงค์พันปึกใหญ่ การ์ดยิ้มพอใจ เปิดทางให้เหยี่ยวเดินเข้าไป
หงส์ขาวที่ท่าทางเซ็กซี่ชนะพนันได้เงินเป็นจำนวนมาก เหยี่ยวเดินเข้าไปหาพลางยิ้มให้
“โชคดีจังนะครับ”
หงส์ขาวหันมามองเหยี่ยว แล้วยิ้มยั่วแสดงตามบทบาท “สนใจจะเสี่ยงโชคด้วยกันมั้ยคะ”
เหยี่ยวพึมพำเบาๆ “เสร็จงานแล้วเราต้องเคลียร์กัน”
ก่อนจะพูดเสียงดังปกติ “ไม่ดีกว่า ผมไม่ค่อยมีโชคเรื่องการพนัน”
“ไม่มีโชคเรื่องการพนัน งั้นคงมีโชคเรื่องความรัก”
เหยี่ยวชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วเล่นละครต่อ “คิดว่าคงไม่ ขึ้นอยู่คู่กรณีมากกว่า”
“ฮึๆ ตอบถูกใจ ฝากเงินไปแลกชิปมาเล่นเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ”
หงส์ขาวหยิบเงินในกระเป๋าให้ปึกหนึ่ง เหยี่ยวทำเป็นชะงัก
“ถือเป็นโชคดีแรกของคุณในคืนนี้ไง”
เหยี่ยวรับเงินมา พลางกรีดแบงค์แล้วอมยิ้ม
เหยี่ยวเดินมาเข้าห้องน้ำมองซ้ายขวาด้วยแววตาระแวดระวัง แล้วจึงเดินเข้าไปในห้องน้ำด้านในสุด
ปิดประตูล็อกกลอน ก่อนที่จะหยิบแบงค์ที่ได้มาจากหงส์ขาวออกมา เห็นข้อความเขียนอยู่ตรงสันปึกกระดาษ
“นัดส่งยาที่รังอินทรี”
น้ำรินยืนรีๆ รอๆ เหยี่ยวอยู่ที่หน้าโซนสนุกเกอร์ ยอดชัดเดินผ่านหน้าไป ลูกน้องวิ่งออกมารับ โดยที่
น้ำรินไม่รู้เรื่อง
“ลูกค้ามาถึงแล้วครับ”
“ดี”
ยอดชัดเดินเข้าไปในโซนสนุกเกอร์ โดยมีลูกน้องที่เดินตาม ถือกระเป๋าสีดำมาด้วย
เหยี่ยวเดินเข้ามาหาน้ำรินพอดี แต่ไม่ทันเห็นยอดชัด “เจอมังกรดำมั้ย”
“อยู่ที่บาร์ เดี๋ยวฉันพาไป”
“ไม่จำเป็นต้องใช้มังกรดำแล้ว พวกมันจะส่งยากันที่โซนสนุกเกอร์”
น้ำรินรีบบอก “วิทยุเรียกพวกคุณให้เข้ามาจับเลยสิ”
“ยังไม่ถึงเวลา เราต้องมั่นใจมากกว่านี้”
เหยี่ยวเดินนำเข้าไปในโซนสนุกเกอร์ น้ำรินเดินตามเข้าไปด้วยความไม่เข้าใจ
มังกรดำมองเห็นเหยี่ยวเดินเข้าไปในโซนสนุกเกอร์ พลางหันไปมองคนที่ยืนอยู่แถวนั้นเหมือนกำลังส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง
เหยี่ยวเดินเข้าไปในโซนสนุกเกอร์ ที่มีโต๊ะสนุ้กขนาดใหญ่วางเรียงรายอยู่หลายตัว รอบๆ โซนมีห้องวีไอพีอยู่หลายห้อง พลางพยายามมองหายอดชัด แต่ไม่เห็นว่าอยู่ตรงไหน จากนั้นก็หันไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง เห็นหนุ่มร่างสูงกำลังแทงสนุ้กอยู่
เหยี่ยวรำพึงเบาๆ “ อินทรีทอง”
พลางเดินเข้าไปดู อินทรีทองเห็นหน้าเหยี่ยวก็ยิ้มให้ จากนั้นก็ส่งสายตาให้มองที่ลูกสนุกเกอร์ที่ตนกำลังจะแทง เหมือนส่งสัญญาณ
อินทรีทองแทงลูกสนุ้ก จงใจให้ลูกขาวพลาดไปชนลูกสีแล้วตกหลุมขวา ผู้คนที่มุงดูอยู่ต่างส่งเสียงเสียดาย
เหยี่ยวมองแล้วคิดตาม ทำหน้าเหมือนคิดอะไรได้ แล้วพูดเบาๆ กับน้ำริน
“อินทรีทองตั้งใจแทงพลาด ลูกขาวตกลงหลุมที่ตรงกับตำแหน่งทางออกฉุกเฉินนั้น”
ลูกขาววิ่งไปลงหลุมในตำแหน่งตรงทางด้านหลังร้าน
“ไอ้ยอดชัดอยู่หลังร้านไปดูหลังร้านให้ผมหน่อย”
“ฉันอีกแล้วเหรอ?”
น้ำรินหน้าเหวอ
ถัดมาน้ำรินกำลังเดินตรงไปที่หน้าประตูทางออก เตรียมจะเข้าไปด้านใน เหยี่ยวรีบพยักหน้าให้เธอเดินเข้าไป พร้อมๆ กับวิทยุออกไปด้านนอกบอกจ่านกน้อย
“จ่าเตรียมพร้อม รอคำสั่ง”
น้ำรินกัดฟันเคลื่อนตัวแทรกประตูเข้าไปด้านในห้องวีไอพี พลางกวาดตามองไปทั่ว เห็นชายหนุ่มแต่งตัวภูมิฐานถือกระเป๋าสีดำมาหนึ่งใบ
“เตรียมเงินมาพร้อมแล้วใช่มั้ย” ยอดชัดถามเสียงเข้ม
“ใช่ แล้วของ?”
กระเป๋าสองใบจากลูกค้าและจากลูกน้องยอดชัด ที่วางไว้คู่กัน ถูกเปิดออกพร้อมๆ กัน มีเงินเต็มกระเป๋าใบหนึ่ง และอีกใบเป็นยาเสพติดจำนวนเต็มกระเป๋าเช่นกัน
น้ำรินตาลุกวาวด้วยความตกใจ เมื่อเห็นภาพตรงหน้า
นกน้อยส่งสัญญาณเตรียมพร้อมบุกเข้าไปภายในเดอะชลาธาร เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อม
ขณะที่เหยี่ยวจ้องเขม็งไปที่ทางหลังร้านรอให้น้ำรินออกมายืนยันการส่งยา เพื่อจะได้สั่งให้บุกเข้ามา
แต่เขากลับโดนชนจากทางด้านหลังจนเสียหลักแทบจะล้มไป เมื่อหันไปมองคนที่ชน ก็เห็นว่าเป็นหงส์ขาวที่หันมามองเขา แล้วรีบเดินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว
เหยี่ยวเฉลียวใจหันไปมองที่พื้น เห็นหงส์ขาวทิ้งไพ่ใบหนึ่งตกอยู่ด้านหน้าเขา เมื่อหยิบขึ้นมาดู ก็เห็นข้อความอยู่
“มังกรดำทรยศ”
ทันใดนั้นก็มีมือหนึ่งแย่งไพ่จากมือเหยี่ยวไป
“กว่าจะรู้ตัว มันก็สายไปแล้วล่ะหมวด”
เหยี่ยวหันไปรอบตัวพบว่าคนของยอดชัดล้อมไว้หมดแล้ว พร้อมๆ กับที่น้ำรินพุ่งออกมาจากประตูทางออกหลังร้าน
“หมวดเก๊ก พวกมันส่งยากันจริงๆ” แต่กลับเห็นว่าเหยี่ยวโดนล้อมอยู่ “อ้าว ซวยแล้วไง”
เหยี่ยวทำเป็นยกมือคล้ายยอมจำนนน แต่กลับแอบกดปุ่มติดต่อวิทยุออกไปด้านนอก เพื่อให้เสียงพูดถูกส่งออกไป
“นึกไม่ถึงว่าจะกล้าค้ายากลางเดอะชลาธาร”
ยอดชัดที่ถือกระเป๋าออกมาจากห้องพร้อมกับลูกค้า จ่อปืนไปที่เหยี่ยว “มึงเป็นใคร?”
น้ำรินอยู่ข้างๆ พยายามจะช่วย ด้วยการทั้งปัดปืน ทั้งบีบคอยอดชัด แต่ตัวก็ทะลุ ทำอะไรไม่ได้
“มึงเป็นสายตำรวจใช่มั้ย”
“ไม่ใช่สายตำรวจ เพราะกูเป็นตำรวจ”
เหยี่ยวตรงเข้าไปปะทะกับยอดชัดอย่างรวดเร็ว คว้าข้อมือบิดจนปืนหลุดจากมือ
สมุนของยอดชัดกับมังกรดำตรงเข้ามารุม เหยี่ยวต่อสู้กับเหล่าสมุนอย่างคล่องแคล่ว น้ำรินตกใจรีบหลบไปอีกทาง
ตำรวจกระจายกำลังคลุมพื้นที่ ยึดโซนบาร์เหล้าไว้ได้แล้ว นกน้อยมองไปโดยรอบ
“คนร้ายอยู่ที่โซนสนุกเกอร์ ทางโน้น”
จากนั้นก็รีบนำกำลังเจ้าหน้าที่ตรงไปทันที
เหยี่ยวจัดการยอดชัดและลูกน้องจนล้มคว่ำไป กระเป๋ายาเสพติดวางอยู่ที่พื้น ยอดชัดหันไปมอง
นกน้อยนำกำลังตำรวจและเจ้าหน้าที่บุกเข้ามาพอดี ยอดชัดชะงักเหมือนหมดทางต่อสู้แล้ว
“ป่วยการสู้ ยอมมอบตัวซะดีกว่า”
ยอดชัดตัดสินใจหยิบรีโมทคอนโทรลขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าแล้วกดปุ่ม ทันใดนั้นกระเป๋ายาเสพติดก็เกิดไฟลุกพรึ่บ ของกลางถูกทำลายเพราะระเบิดขนาดเล็กที่ซ่อนไว้
เหยี่ยวรีบเข้าไปดูกระเป๋าพบว่าไฟไหม้จนแทบจะไม่เหลือซาก
ยอดชัดลุกขึ้นมา พลางวางท่าอย่างเป็นต่อ
“ไม่ได้ทำอะไรผิด จู่ๆ บุกเข้ามาได้ยังไง ถ้าจะยัดข้อหาค้ายาฯ ไหนล่ะหลักฐาน?”
เหยี่ยวชักสีหน้าไม่พอใจ นกน้อยและเหล่าเจ้าหน้าที่ฯ ต่างชะงักไปตามๆ กัน ยอดชัดหัวเราะชอบใจ“พวกมึงโดนย้ายแน่ กูจะฟ้องให้หมดตัวทุกคน”
นกน้อยรีบเข้ามากระซิบกับเหยี่ยวที่ท่าทางเครียด กำลังใช้สมองหาทางออก
“เอาไงดีหมวด หลักฐานโดนไฟไหม้ไปหมดแล้ว”
ยอดชัดหันไปสั่งลูกน้อง “ติดต่อสื่อทุกสื่อ เดอะชลาธารจะแถลงข่าวเจ้าหน้าที่รังแกประชาชนผู้บริสุทธิ์”
น้ำรินที่อยู่ในเหตุการณ์นิ่งมองเหยี่ยวด้วยแววตาสงสาร พยายามหาทางออกเพื่อช่วยเหยี่ยว จากนั้นก็ย้อนนึกถึงตอนที่ยอดชัดกับลูกค้ากำลังเปิดประเป๋าสองใบ เห็นยากับเงินบรรจุอยู่เต็มกระเป๋าแต่ละใบ และเมื่อเธอเงยหน้าไปมองที่ด้านบนตึก ก็เห็นกล้องวงจรปิดตั้งอยู่เหนือตึกอีกด้านหนึ่ง โดยมุมกล้องจับอยู่ที่กลุ่มของยอดชัดกับลูกค้าชัดเจน
“หมวดเก๊ก ฉันมีทางช่วยคุณ”
เหยี่ยวเผลอตัวถามกลับไป “ยังไง”
นกน้อยหันมามองว่าเหยี่ยวกำลังพูดอยู่กับใคร น้ำรินกระซิบที่ข้างหู เหยี่ยวเริ่มยิ้มออกเดินตรงเข้าไปที่ทางออกหลังร้าน ชะโงกหน้าขึ้นไปมองเห็นกล้องวงจรปิดอย่างที่น้ำรินบอกไว้จริงๆ
“จับตัวไว้ ทุกคนเป็นผู้ต้องหา มีข้อหาร่วมกันค้ายาเสพติด”
พูดพลางตรงเข้าไปสับกุญแจมือเข้าที่ข้อมือทั้งสองข้างของยอดชัด แล้วจ้องหน้าแบบไม่กลัวเกรง
“หลักฐานน่ะมีแน่ ส่งคนไปขอฮาร์ดดิสก์ที่บันทึกภาพกล้องวงจรปิดที่ตึกข้างๆมาตรวจสอบ ของกลางและเงินอยู่ในวิดีโอที่บันทึกไว้แน่นอน แกเสร็จฉันแน่ ไอ้สวะสังคม”
เหยี่ยวหันมามองน้ำรินด้วยแววตายิ้มๆ เหมือนขอบใจ หงส์ขาวคิดว่าเหยี่ยวหันมายิ้มขอบใจตัวเอง ก็ยิ้มกลับ นกน้อยมองเหยี่ยวที่หันไปยิ้มให้หงส์ขาวอย่างล้อๆ
น้ำรินหันไปเห็นอาการของนกน้อยแล้วหันไปมองข้างหลังตัวเอง เห็นหงส์ขาวยิ้มให้เหยี่ยว ก็เริ่มสับสนว่าตกลงเหยี่ยวยิ้มให้ตัวเองหรือหงส์ขาว
เหยี่ยวยิ้มเหวอๆ เพราะความจริงยิ้มให้น้ำริน แต่รอยยิ้มดันทะลุผ่านร่างน้ำรินไปที่หงส์ขาว
อ่านต่อตอนที่ 2
.
«
Last Edit: 19 June 2026, 22:00:20 by ppsan
»
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,132
Re: อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
«
Reply #1 on:
19 June 2026, 22:01:33 »
ภพรัก ตอนที่ 2
https://mgronline.com/drama/detail/9570000131878
.
ภพรัก ตอนที่ 2
เผยแพร่: 16 พ.ย. 2557 08:55 โดย: MGR Online
.
ภพรัก ตอนที่ 2
ที่หน้าเดอะชลาธาร เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเคลียร์สถานที่ และคร่ำเคร่งกับการสอบปากคำลูกค้า อินทรีทองยืนให้ปากคำกับตำรวจอยู่ไม่ไกลจากประตู
เหยี่ยวกับนกน้อยควบคุมตัวยอดชัดกับมังกรดำ ที่ถูกจับใส่กุญแจมือทั้งคู่ออกมา ยอดชัดมองอินทรีทองอย่างโกรธจัด ครู่หนึ่งหงส์ขาวก็เดินออกมา นกน้อยเห็นเข้า ก็พูดล้อๆ
“อุ้ยตาย คนคุ้นเคยเค้าเจอกัน คนนอกอย่างเรา ไปดีกว่า”
จากนั้นก็เดินผ่านร่างน้ำรินไป น้ำรินสะดุ้ง หันไปมองแนน หรือหงส์ขาว แล้วรำพึงกับตัวเอง
“คนคุ้นเคย ? ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายเถื่อนดิบอย่างคุณ จะมีผู้หญิงมาเป็นคนคุ้นเคย”
เหยี่ยวทำเป็นไม่ได้ยินเสียงพูดล้อๆของน้ำริน
“ขอแสดงความยินดีที่จับคนร้ายได้นะคะ หมวดคนเก่ง”
เหยี่ยวยิ้มให้ “แนน กลับมาทำคดีนี้ทำไมไม่บอกสักคำ”
“เป็นห่วงเราเหรอ ?”
เหยี่ยวนิ่งๆ ไม่ตอบ ในใจคิดเป็นห่วงแนนแค่ในฐานะเพื่อน น้ำรินสะบัดหน้าเดินเชิดออกไปตามทางนกน้อย เหยี่ยวหันไปเห็นก็เผลอเรียกเสียงดัง จนแนนสงสัยว่าเรียกใคร
“เอ้อ เรียกจ่านกน้อย พอดียังคุยเรื่องงานไม่เสร็จ วันหลังจะไปทำคดีอะไร บอกเราด้วยนะ”
แนนพยักหน้ายิ้มๆ “ต่อไปเหยี่ยวต้องรู้อยู่แล้ว เพราะเราจะกลับมาทำงานที่กองสืบฯ คงได้ร่วมงานกันเหมือนเมื่อก่อน เราดีใจนะ ที่เหยี่ยวยังทำงานอยู่ที่นี่”
“ แล้วเจอกันนะ ขอเราไปเคลียร์ด้านโน้นแป๊บนึง”
เหยี่ยวรีบเดินเลี่ยงตามนกน้อยไป แต่ความจริงคือเดินไปตามน้ำริน
นกน้อยเดินผละไปคุยกับตำรวจอีกคนหนึ่ง ทิ้งให้ตำรวจอีกคนคุมตัวยอดชัดไว้ ยอดชัดเดินเข้ามาใกล้ๆ พลางจ้องหน้าอินทรีทองอย่างโกรธแค้น แล้วกระซิบเบาๆ
“มึงคงลืมไปสินะ พวกกูรู้ว่าลูกเมียมึงอยู่ที่ไหน”
อินทรีทองหน้าถอดสี ยอดชัดเดินต่อไปให้นกน้อยควบคุมตัว โดยไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น
เหยี่ยวเดินสวนกับยอดชัด ที่มองเขาอย่างโกรธแค้น แต่เหยี่ยวไม่สนใจเดินเข้าไปหาน้ำริน
“คุณ”
ทันใดนั้นน้ำรินรู้สึกวูบขึ้นมาอีก พลางจับที่หน้าอกด้านซ้าย “โอ๊ย”
เหยี่ยวรีบถามอย่างเป็นห่วง “เป็นอะไร ?”
น้ำรินหน้าเครียด งงกับอาการตัวเอง
“ไม่รู้ อยู่ๆฉันก็วูบเหมือนตอนนั้นอีกแล้ว”
สงครามเดินเข้ามาในโรงพยาบาลด้วยท่าทางร้อนรนไม่สบายใจเพราะเพิ่งรู้เรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับธารา พยาบาลสาวกุลีกุจอมาต้อนรับ แล้วพามาที่ห้องพัก
ธารานอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงคนไข้ มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตยังระโยงระยางอยู่เต็มไปหมด โดยมีภพธรยืนเฝ้าอาการของอยู่
“เกิดเรื่องร้ายขนาดนี้ ทำไมธรไม่บอกลุง”สงครามพูดเชิงตำหนิ
“เอ้อ ผมเกรงใจคุณลุง”
“เกรงใจอะไร พูดเหมือนเราเป็นคนอื่นคนไกลกัน เธอก็รู้ว่าอาธารากับลุงสนิทกัน”
สงครามเห็นสภาพของธาราแล้ว น้ำตาคลอด้วยความสงสาร
“อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ยังไง”
“คุณอาธาราจะไปประชุมที่พัทยา ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุรถวิ่งเข้าชน นายสนคนขับรถตายคาที่ ส่วนคุณอา.. “
ภพธรนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนพรั่งพรูพูดออกมาพร้อมน้ำตาซึม
“สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรงกระดูกสันหลังเคลื่อน คุณหมอบอกว่ามีโอกาสเป็นอัมพาตตั้งแต่เอวลงไป อาจจะเดินไม่ได้”
สงครามกุมมือของธารา น้ำตาเอ่อคลอ
“โธ่ ธารา ลูกสาวหายตัวไปก็ยังหาตัวไปพบ ยังจะมาเกิดเรื่องแบบนี้กับคุณอีกเวรกรรมอะไรกันนะ”
จากนั้นก็คุยกับภพธรว่ายังไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการหายตัวไปของน้ำริน ภพธรนิ่งฟังอย่างเดาความรู้สึกไม่ออก
ทางด้านน้ำริน ก็เอ่ยปากบอกกับเหยี่ยวว่าเธอรู้สึกว่าอยากร้องไห้ โดยไม่รู้สาเหตุ
“ฉันรู้สึก ว่าต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับคนที่ฉันรักที่สุดแน่ๆ คุณต้องรีบสืบประวัติให้ฉัน”
เหยี่ยวรับคำ “ได้ แต่ขอผมไปแถลงข่าวเรื่องการจับกุมวันนี้ก่อนนะ แถลงข่าวเสร็จแล้วผมจะหาทางช่วย”
จากนั้นก็จะเดินเลี่ยงไป น้ำรินรีบมาขวางไว้
“ไม่เชื่อ ฉันขอประกาศไว้เลยนะถ้าคุณไม่ช่วยฉันเดี๋ยวนี้ ฉันจะจองล้างจองผลาญ ป่วนให้ถึงที่สุด”
“ผมสัญญาว่าจะช่วยก็แปลว่าช่วย แต่ตอนนี้ขอไปทำธุระสำคัญก่อน”
เหยี่ยวเดินทะลุร่างน้ำรินออกไปเลย นกน้อยเดินออกมาจากห้องแถลงข่าว เข้ามาบอกเหยี่ยวที่เดินเข้ามาพอดี
“หมวดรีบเข้าไปเถอะ สำนักประชาสัมพันธ์จะเตี๊ยมเรื่องข่าวที่จะแถลง”
น้ำรินมองมือตัวเองที่ยังมีคราบน้ำตาอย่างร้อนใจ แล้วมองไปทาง พลางคิดว่ายังไงต้องทำให้เหยี่ยวมาสืบเรื่องของเธอให้ได้
ขณะที่เหยี่ยวกำลังยืนคุยงานกับทีมงานที่เตรียมจะแถลงข่าว น้ำรินก็โผล่มาแกล้งร้องเพลงยั่วข้างๆ หู จนเขาฟังรายละเอียดงานไม่รู้เรื่อง
เหยี่ยวรำคาญจนทนไม่ไหว รีบพาเจ้าหน้าที่หญิงเดินหนีไปที่หน้าเวที น้ำรินรีบเดินตามอย่างไม่ลดละ คราวนี้เดินมายืนที่ข้างเจ้าหน้าที่หญิง แล้วแกล้งป่วนต่อ จนเหยี่ยวฉุน ชี้ไปที่น้ำรินที่ยืนข้างเจ้าหน้าที่หญิง
“พอเหอะ รำคาญ”
เจ้าหน้าที่งง “รำคาญฉัน?”
เหยี่ยวรีบปฏิเสธ แต่น้ำรินก็ยังไม่เลิกเซ้าซี้
“เลิกวุ่นวายซะทีออกไปได้แล้ว นี่คือคำสั่ง”
น้ำรินคล้ายโดนพลังงานบางอย่างดูดออกไป พร้อมๆ กับเจ้าหน้าที่เดินออกไปอย่างหวาดๆ เพราะนึกว่าโดนเหยี่ยวไล่ตะเพิด
ขณะที่นักข่าวกำลังทยอยเดินเข้าไปในห้อง น้ำรินมาที่นั่งจ๋องที่เก้าอี้หน้าห้องแถลงข่าว พลางมองไปรอบๆ ตัวด้วยสีหน้าเครียดๆ แล้วก็ชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นอินทรีทองกำลังคุยมือถืออยู่ที่มุมหนึ่งท่าทางไม่ค่อยน่าไว้ใจ
“อย่าทำอะไรลูกเมียผมเลย ผมยอมทำตามทุกอย่าง”
จากนั้นก็วางสาย แล้วเดินออกไปด้วยท่าทีร้อนรน น้ำรินเดินตามไปอย่างสงสัย
เหยี่ยวกำลังแถลงการจับกุมและสรุปผลการจับกุมให้สื่อมวลชนฟัง โดยด้านหนึ่งมีสงคราม สมเดช และยอดชัดที่ถูกจับกุมอยู่ที่โต๊ะแถลงข่าว
“วันนี้ถือเป็นการจับกุมครั้งสำคัญ เพราะยอดชัดเป็นหนึ่งในเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่”
นักข่าวสาวยกมือถาม
“คุณยอดชัดเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ มีหลักฐานอะไร ถึงมั่นใจว่าเค้าอยู่เบื้องหลังการค้ายา”
“เรามีฮาร์ดดิสก์ภาพวิดีโอวงจรปิด ขณะที่กำลังซื้อขายยาในเดอะชลาธาร”
สงครามเอียงหน้ามากระซิบคุยกับสมเดช สีหน้าเครียด
“เรามีหลักฐานแค่ฮาร์ดดิสก์เพียงอย่างเดียวใช่มั้ย”
“ใช่ครับ”
“ดูแลให้ดี อย่าให้เกิดอะไรขึ้น”
ยอดชัดยิ้มร้าย เหมือนกำลังเตรียมการอะไรบางอย่าง
ที่หน้าห้องเก็บหลักฐานของสำนักงานสืบฯ เจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่เพียงคนเดียว อินทรีทองเดินเข้ามาทักทายอย่างคุ้นเคย ก่อนที่จะฉวยจังหวะปราดเข้าไปล็อกจนสลบเหมือด แล้วดึงบัตรสแกนออกไปจากคอ ก่อนที่จะรุดบัตรเข้าไปในห้อง
น้ำรินเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก็รีบตัดสินใจรวบรวมความกล้าเดินทะลุประตูเข้าไป
น้ำรินเห็นอินทรีทองพยายามไล่ค้นหาฮาร์ดดิสก์ตามชั้นเก็บหลักฐาน แต่ยังหาไม่เจอเพราะมีหลักฐานอยู่หลายชิ้น พลันเสียงมือถือก็ดังขึ้น
“ยังหาไม่เจอ หลักฐานมีอยู่เต็มห้อง คงไม่เจอง่ายๆ หรอก”
“คิดว่ามีผู้มีอิทธิพลคนอื่น เกี่ยวข้องอีกใช่มั้ยคะ”
นักข่าวถามต่อ เหยี่ยวรีบอธิบาย
“สำนักงานสืบของเราจะขยายผลการสอบสวนต่อไปครับ”
อีกคนถามเพิ่ม “หมวดเหยี่ยวเคยมีประวัติซ้อมผู้ต้องหา มั่นใจได้ยังไงว่าคุณยอดชัดจะไม่โดนซ้อม
จนต้องรับสารภาพ”
เหยี่ยวมองหน้าคนถามอย่างไม่พอใจ “คิดว่าคำถามนี้สร้างสรรค์ที่สุดแล้วใช่มั้ย”
“ไม่ได้ถามหมวด ผมถาม ผบ.สงคราม”
สงครามพยายามระงับอารมณ์ แล้วตอบแบบขรึมๆ “ขอให้มั่นใจ ผมไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีกแน่”
เหยี่ยวย้อนถามกลับ
“ผมถามกลับบ้างนะ จะมั่นใจได้ยังไงว่าสื่อไม่ได้ถูกพ่อค้ายาซื้อตัวเพื่อมาถามคำถามโง่ๆ ทำให้ยอดชัดพ้นผิด”
“พูดแบบนี้ผมฟ้องหมวดได้นะ”
สงครามหันไปมองสมเดชเหมือนจะให้เตือนเหยี่ยว น้ำรินโผล่เข้ามาในห้องท่าทางตกใจ
“หมวดเหยี่ยว แย่แล้ว”
เหยี่ยวหันขวับไปทางน้ำริน พลางถลึงตาเหมือนจะเตือนว่าเข้ามาทำไม คนในห้องสงสัยว่าเหยี่ยวหันมาดุใคร น้ำรินไม่สนใจ รีบบอกทันที
“อินทรีทองบุกเข้าไปในห้องเก็บหลักฐานกำลังจะขโมยฮาร์ดดิสก์ภาพวงจรปิดที่ใช้เล่นงานนายยอดชัด”
เหยี่ยวตกใจร้องเสียงหลง แล้วรีบบอก “ขอจบการแถลงข่าวเพียงแค่นี้ก่อนครับ”
จากนั้นก็กระซิบกับสงคราม “ขออนุญาตครับ ผบ..มีคนบุกเข้าไปในห้องเก็บหลักฐาน กำลังจะขโมย หลักฐานชิ้นสำคัญของคดีนี้ไป”
เหยี่ยวรีบพุ่งออกไปทันที ยอดชัดหน้าเสียเมื่อรู้ว่าตำรวจไหวตัวแล้ว
เหยี่ยวรีบวิ่งมาที่หน้าห้องเก็บหลักฐาน เห็นเจ้าหน้าที่ซึ่งสลบหมดสติอยู่ ก็รีบรูดการ์ดเข้าไปภายในห้องเก็บหลักฐาน นกน้อยกับเจ้าหน้าที่วิ่งตามมา น้ำรินตามมาด้วยใกล้ๆ กัน
เหยี่ยวออกมาจากห้องเก็บหลักฐานด้วยท่าทางร้อนรน “อินทรีทองได้ฮาร์ดิสก์ไปแล้ว”
น้ำรินที่มองๆ ไปที่กระจกด้านหนึ่งเห็นอินทรีทองกำลังเดินออกไปจากสำนักงานสืบฯ ผ่านกระจก
“กำลังจะหนีออกไปทางด้านหลังสำนักงานค่ะหมวด”
เหยี่ยวหันขวับมาทันที แล้วหันไปร้องสั่งนกน้อย
“มันหนีไปทางด้านหลัง ตามไป”
เหยี่ยววิ่งนำออกไปทันที นกน้อยมองตามอย่างงงๆ
.
อ่านต่อหน้า 2
ภพรัก ตอนที่ 2 (ต่อ)
อินทรีทองรีบถือฮาร์ดดิสก์อออกมาตามถนนเปลี่ยว เหยี่ยววิ่งตามมา แล้วกระโจนเข้าใส่จนล้มไปด้วยกัน
“ไอ้ทรยศ”
“ผมจำเป็นต้องทำแบบนี้”
ทั้งสองต่อสู้ด้วยมือเปล่าไปพักหนึ่ง ในที่สุดเหยี่ยวเล่นงานอินทรีทองจนล้มคว่ำไปกับพื้น แล้วจับใส่กุญแจมือ และยึดฮาร์ดดิสก์กลับมาได้
นกน้อยกับเจ้าหน้าที่ฯ ตามมาพอดี เหยี่ยวส่งฮาร์ดดิสก์ไปให้นกน้อยถือไว้
น้ำรินลอยหน้าลอยตาพูดแบบน่ารัก
“หมวดเก๊กเก่งจริงๆ แต่จะเก่งยังไงก็เป็นหนี้บุญคุณฉัน เสร็จงานนี้ ต้องจัดการสืบประวัติให้ฉันจริงๆจังๆสักทีนะเก๊ก”
เหยี่ยวกำลังคุยงานกับสงครามและสมเดชอยู่ในห้องประชุม โดยมีนกน้อยและเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่งร่วมประชุมอยู่ด้วย น้ำรินนั่งข้างเหยี่ยว
ภาพบนจอที่ผนังเป็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งกับเด็กหญิงตัวเล็ก กำลังถ่ายรูปคู่อยู่กับอินทรีทอง นกน้อยรีบรายงาน
“อินทรีทองสารภาพว่าที่ทำไปเพราะเมียกับลูกโดนข่มขู่จากลูกน้องของยอดชัด”
เหยี่ยวพูดเสริม “ผมส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยเหลือลูกเมียของอินทรีทองไว้ได้แล้วครับ”
“ยอดชัดจะต้องไม่ได้ทำงานคนเดียวแน่ๆ” สงครามคาดการณ์
ภาพบนจอเปลี่ยนไปเป็นภาพยอดชัดอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยบุคคลต่างๆ โดยรอบ เหยี่ยวอธิบายเพิ่ม“จากการสืบข้อมูลในทางลึก เดอะชลาธารและธุรกิจนอกกฏหมายอื่นๆ ใช้เงินลงทุนมากกว่าที่จะสามารถทำเพียงคนเดียว”
“คงต้องนำสืบต่อไปว่าใครร่วมมือกับมันบ้าง”
สมเดชสั่งการ พร้อมๆ กับที่น้ำรินจ้องไปที่จอมองยอดชัด ทันใดนั้นเธอเห็นรอยสักที่หลังมือ รอยสักนั้นทำให้มีภาพอดีตผ่านเข้ามาในสมอง
ภาพในความทรงจำของน้ำริน คือภาพยอดชัด ที่กำลังเอามือเสยผมเห็นรอยสักที่หลังมือ แล้วหันกลับมามองผู้หญิงคนหนึ่ง แต่น้ำรินเห็นเพียงด้านหลัง จึงไม่รู้ว่าเป็นใคร
น้ำรินเดินลงบันได อดชัดหันมายิ้มให้
“หนูน้ำใช่มั้ย ได้ยินชื่ออยู่บ่อยๆ ไม่นึกว่าตัวจริงจะเป็นสาวแล้ว”
น้ำรินยิ้มให้ตามมารยาท พลางยกมือไหว้ยอดชัด
ภาพนั้นเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง ในความรู้สึกของน้ำริน ณ เวลานี้
เหยี่ยวที่ยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าห้องประชุม แล้วหันมามองน้ำริน เหมือนกำลังรอ ๆ เธออยู่
น้ำรินยังคงต้องไปที่ภาพบนจอที่เป็นหน้าของยอดชัด ด้วยความรู้สึกตกใจกับข้อมูลที่เพิ่งระลึกและจำได้
“จู่ๆ ฉันก็รู้สึกคุ้นหน้าคนๆ นี้ เหมือนฉันจะเคยรู้จักมาก่อน”
“ยอดชัดมันค้ายา คุณจะไปเกี่ยวอะไรกับพวกค้ายา”
น้ำรินจ้องไปที่หน้ายอดชัดบนจอภาพ แววตาครุ่นคิด
ยอดชัดกำลังคุยกับทนายในห้องควบคุมตัวด้วยท่าทางเอาเรื่อง
“ถ้าพัง ก็พังไปด้วยกันทั้งหมด ไปบอกมัน ฉันไม่ยอมพังแทนใคร มันต้องช่วยฉันออกไปจากที่นี่...
ออกไปอย่างสง่าผ่าเผย”
แววตายอดชัดแข็งกร้าว
คงคาเดินเปิดประตูเข้ามา มองซ้ายมองขวา เห็นในห้องไม่มีใครอยู่ เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะดังขึ้น มันจึงรีบเดินเข้าไปรับสาย
“ครับบอส”
“จัดการมันซะ” ปลายสายสั่งการเสียงเข้ม
คงคาหันไปมองที่ข้างโทรศัพท์ เห็นมีขวดยาพิษวางอยู่
“แต่ยอดชัดทำงานกับเรามานานนะครับบอส”
คงคาฟังเสียงทางปลายสาย พลางถอนหายใจยาว แล้วจำต้องทำตามคำสั่ง
เหยี่ยวขี่จักรยานมาจอดที่บริเวณบ้าน จากนั้นก็จะเดินเข้าบ้าน น้ำรินรีบเดินตาม พลางย้ำเรื่องให้ช่วยเธอแบบจริงๆ จังๆ เหยี่ยวรีบรับคำ แนนเดินออกจากบ้านมาเห็นเหยี่ยวยืนพูดคนเดียว ก็มองอย่างงงๆ
เหยี่ยวกับน้ำรินหันมามองแนนอย่างแปลกใจ
“อ้าว มาได้ยังไงเนี่ย”
ยายนวลเดินตามออกมา แนนรีบไปพยุง
“ก็มาเก็บกวาดซักเสื้อผ้าให้เอ็งน่ะสิ นี่ถ้าไม่ได้หนูแนน บ้านคงรกเป็นรังหมาไปแล้ว มาๆ มากินข้าวกัน หนูแนนทำกับข้าวไว้เพียบเลย”
น้ำรินมองแนนที่ดูสนิทกับยายนวล แล้วเหลือบมองเหยี่ยวอย่างแอบหมั่นไส้ จากนั้นก็สะบัดหน้าเดินเชิดออกรั้วบ้านไป
เหยี่ยวกับแนนช่วยกันเดินพยุงยายนวลเข้าบ้าน แนนมองอาการเหยี่ยวที่คอยเหลียวไปมองหน้าบ้านอย่างสงสัย
“มีอะไรรึเปล่าเหยี่ยว”
เหยี่ยวรีบตอบ “ไม่มีอะไร”
ยายนวลพูดลอยๆ “คงกลัวรถไฟชนกันล่ะสิ”
แนนกับเหยี่ยวหันมามอง ยายแนนรีบตัดบท
“หนูแนนเข้าไปเตรียมเครื่องแกงจืดให้ยายหน่อยนะ ยายอยากกินแกงจืดตำลึง เดี๋ยวยายไปเก็บยอดตำลึงข้างบ้านก่อน”
แนนรับคำ แล้วเดินเข้าบ้านไป ยายนวลหันมาตวาดใส่เหยี่ยว
“เอ็งนี่มันน่าเขกกบาลจริงๆ หนูแนนหายไปเรียนต่อยายก็คิดว่าเอ็งกับหนูแนนเคลียร์กันแล้ว ถึงได้พาผู้หญิงคนใหม่เข้าบ้าน แต่ที่ไหนได้ เอ็งคิดจะควงควบเหรอไอ้เหยี่ยว”
เหยี่ยมองยายอย่างงงๆ “ยายพูดเรื่องอะไรเนี่ย”
“ไม่ต้องมาดัดจริตทำเสียงไร้เดียงสา ยายเคยเจอหนูน้ำแล้ว รู้ด้วยว่าวันก่อนเราสองคนนอนห้องเดียวกัน”
เหยี่ยวรีบปฏิเสธ “แต่มันไม่ใช่อย่างที่ยายคิดนะ” จากนั้นก็แก้ตัวไปว่า “น้ำเค้าเป็นพยานในคดีร้ายแรงคดีหนึ่งครับ ผมจำเป็นต้องให้เค้ามาอาศัยที่นี่ เป็นเซฟเฮ้าส์”
“แล้วทำไมต้องนอนห้องเดียวกัน” ยายนวลซักต่อ
“เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดครับ”
“จริงเหรอ แล้วตอนนี้หนูน้ำไปไหน ? ไม่อยู่ในบ้าน เดี๋ยวก็เป็นอันตรายหรอก”
เหยี่ยวมองไปทางหน้าบ้าน นึกเป็นห่วงอย่าเหมือนกัน ว่าน้ำรินหายไปไหน
เหยี่ยวพายายนวลเดินเข้าบ้านมาที่โต๊ะกินข้าว พอเห็นน้ำรินนั่งหน้าหงิกเซ็งอยู่ ก็แอบยิ้มทะเล้นที่เธอไม่หายไปไหน น้ำรินนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเหยี่ยว
แนนเดินออกจากในครัว แล้วมองที่มือยายนวล แต่ไม่เห็นตำลึงอย่างที่บอก
“อ้าว ไหนยายบอกจะไปเก็บตำลึงยังไงล่ะคะ”
ยายนวลรีบหาข้ออ้าง “ตำลึงมีแต่ยอดแก่ๆ ยายไม่อยากกินแล้ว กับข้าวที่หนูแนนทำ ก็เยอะแยะแล้ว ขอยายไปเข้าห้องน้ำแป๊บ ถ้าหิวก็ทานกันไปก่อนได้เลยนะลูก”
ยายนวลเดินออกไป เหยี่ยวนั่งทางซ้าย แนนนั่งเก้าอี้ทางขวา ซ้อนทับร่างของน้ำรินที่มองอย่างไม่พอใจ
จากนั้นจึงลุกขึ้นไปนั่งเก้าอี้อีกตัวด้วยความหงุดหงิด
น้ำรินมองแนนที่ปรนนิบัติยายนวล และตักอาหารให้เหยี่ยว ด้วยความรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินอย่างบอกไม่ถูก
เหยี่ยวเดินมาส่งแนนที่หน้าบ้าน แล้วพูดยิ้มๆ
“ขอบใจนะที่มาทำความสะอาดบ้านให้เรา”
“ไม่เป็นไร เราอยากช่วยยาย”
น้ำรินที่แอบฟังอยู่นานแล้วโผล่พรวดออกมา “อยากช่วยยายหรือเอาใจผู้ชายกันแน่ ?”
เหยี่ยวหันมาดุ “นี่แอบฟังคนอื่นคุยกันเหรอ ?”
แนนมองอย่างแปลกใจ เหยี่ยวรีบแก้ตัว
“ คนข้างบ้านไง ชอบแอบฟังคนอื่นคุยกัน แล้วไปเม้าท์คนพวกนี้นิสัยแย่ ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น
พวกปากปลาร้า”
เหยี่ยวจงใจพูดเหน็บน้ำริน แล้วหันมายิ้มให้แนน
“ รีบกลับเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกัน”
“เราดีใจนะ ที่ได้กลับมาทำงานร่วมทีมเดียวกับเหยี่ยว เหมือนเมื่อก่อน”
แนนเอามือแตะไหล่เขาอย่างแผ่วเบา เหยี่ยวชะงักมองมือเธอ
น้ำรินเห็นอาการที่ทั้งสองถูกเนื้อต้องตัวกันได้ แล้วก็สลด แนนเดินออกไปแล้ว น้ำรินมองเหยี่ยวอย่างหมั่นไส้ ยายนวลตะโกนออกมาจากในบ้าน
“ไอ้เหยี่ยว พาหนูน้ำมานอนได้แล้ว ดึกดื่นค่ำคืน อันตราย”
เหยี่ยวเดินหัวเราะทะเล้นเข้าบ้านไป น้ำรินรีบเดินตาม
ยายนวลเป็นคนจัดการคุมให้เหยี่ยวกั้นห้องนอนใหม่ มีตู้ไซด์บอร์ดเล็กๆ มาขวางกั้นกลางระหว่าง
ห้องแบ่งเป็น 2 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นเบาะที่วางปูไว้สำหรับเหยี่ยว อีกด้านหนึ่งเป็นเตียงเหยี่ยวเดิมที่จะให้น้ำรินนอน
“เหยี่ยว เราไม่ได้หลอกยายเรื่องหนูน้ำใช่มั้ย”
เหยี่ยวอึกอักนิดหนึ่ง
“ผมจะหลอกยายไปทำไมครับ น้ำต้องมาอยู่กับเราเพราะไม่มีที่ไป ไม่มีเรื่องเสื่อมเสียแน่นอน”
ยายนวลเอามือลูบหัวเหยี่ยวด้วยความรัก
“ยายเชื่อเหยี่ยว เรามีกันอยู่สองคน หลานยายไม่ใช่คนเหลวใหล เมตตาหนูน้ำให้มากๆ นะเหยี่ยว ยายรู้สึกถูกชะตากับเด็กผู้หญิงคนนี้”
เหยี่ยวพยักหน้ายิ้มๆ “ครับ ยายรีบเข้านอนเถอะครับคืนนี้ เผื่อจะฝันเห็นเป็นตัวเลข”
เหยี่ยวเดินกลับมาที่ห้อง ขณะที่น้ำรินกำลังเดินสำรวจไปทั่วทั้งห้อง
“ฉันเพิ่งสังเกตอย่างจริงๆ จังๆ ห้องคุณเนี่ย รกยิ่งกว่ากองขยะอีก ขนาดหนูแนนสุดสวยมาทำความสะอาดแล้วนะเนี่ย”
จากนั้นก็บ่นนั่นบ่นนี่ไปเรื่อยเปื่อย จนเหยี่ยวรำคาญ
“พอเหอะแม่นางเยอะ วิญญาณอะไรแพ้อากาศ”
เมื่อได้ยินคำว่าวิญญาณน้ำรินก็สลดลงเมื่อระลึกได้ว่าเธอเป็นเพียงดวงจิตเท่านั้น
“จริงสินะ ฉันมันก็แค่ “ดวงจิต” ไม่มีร่างกาย ไม่มีชีวิต”
เหยี่ยวยิ้มปลอบใจน้ำริน
“คืนนี้คุณนอนหลับให้สบาย พรุ่งนี้เรายังมีเรื่องต้องช่วยกันทำอีกหลายอย่าง”
เหยี่ยวล้มตัวลงนอนแล้วหลับตาน้ำรินมองเหยี่ยว แล้วลองนอนแล้วหลับตาดูบ้าง
เหยี่ยวแอบลืมตาแล้วมองไปทางน้ำรินที่นอนหลับตาแล้วยิ้ม น้ำรินลืมตาแล้วมองไปทางเหยี่ยวที่นอน แล้วแอบยิ้ม รู้สึกสบายใจที่ได้อยู่ใกล้เหยี่ยวอย่างบอกไม่ถูก
.
อ่านต่อหน้า 3
ภพรัก ตอนที่ 2 (ต่อ)
น้ำรินนอนลืมตาอยู่บนเตียงอีกฟากหนึ่งของห้อง ภาพในความทรงจำระหว่างตัวเองกับยอดชัดกลับเข้ามาอีกครั้ง
“หนูน้ำใช่มั้ย ได้ยินชื่ออยู่บ่อยๆ ไม่นึกว่าตัวจริงจะเป็นสาวแล้ว”
น้ำรินยิ้มให้ตามมารยาท พลางยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ คุณ.....”
ยอดชัดยื่นนามบัตรให้
“อาชื่อยอดชัด กำลังจะทำธุรกิจร่วมกับคุณแม่ของน้ำ อาจะเปิดเดอะชลาธาร ถ้าว่างลองแวะไปสิ วัยรุ่นอย่างน้ำน่าจะชอบ”
น้ำรินนอนกระสับกระส่าย จนเหยี่ยวรู้สึกตัวชะโงกหน้ามอง น้ำรินรีบล้มตัวนอนเหมือนไม่มีอะไร แต่ในใจยังคงตกใจกับภาพระลึกได้ถึงอดีตตัวเองที่เคยรู้จักกับยอดชัด
เหยี่ยวลืมตาแอบเหลือบมองน้ำรินหน้าตาเคร่งเครียด
รุ่งเช้าขณะที่เหยี่ยวพาน้ำรินมาทำบุญที่วัด เธอก็รีบบอกว่า
“เมื่อคืนฉันรู้เรื่องของตัวเองเพิ่มมาอีกอย่างแล้ว นายยอดชัดทำธุรกิจร่วมกับแม่ของฉัน นี่แม่ฉันเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเหรอ? “
เหยี่ยวเห็นอาการของน้ำริน ก็นึกรู้ว่าเธอกำลังไม่สบายใจเรื่องนี้
“อย่าเพิ่งฟุ้งซ่าน ไปทำบุญให้สบายใจก่อนดีกว่า”
เหยี่ยวพาน้ำรินเดินมาถึงประตูหน้าวัด
“ลืมไป คุณเป็นวิญญาณจะเข้าวัดได้เหรอ ไม่กลัวร้อนรึไง”
“ดูหนังมากไปแล้วหมวด ถึงเป็นวิญญาณ ฉันก็เป็นดวงจิตที่ดี ตั้งใจจะมาทำบุญทำกุศลในวัด แล้วทำไมดวงวิญญาณดีๆ จะเข้าวัดไม่ได้”
น้ำรินยิ้มหวานพลางยักคิ้วให้เหยี่ยวแล้วเดินนำเข้าวัดไปหน้าตาเฉย
พอเดินมาถึงที่หน้ากุฏิหลวงตาเคี้ยง เหยี่ยวนึกขึ้นมาได้รีบหันไปบอกน้ำริน
“อย่าขึ้นไปบนกุฏิเลย ถ้าหลวงตาเคี้ยงรู้ว่าคุณมากับผม กุฏิกระเจิงแน่”
“พระกลัวผี?”
“เอาน่า เดินเล่นแถวนี้ไปก่อน”
น้ำรินมองค้อน “ก็ได้ อย่านานนะ ฉันกลัวผีในวัด”
“ฮ่าๆ ผีกลัวผีได้ไง”
เหยี่ยวเดินขึ้นไปบนกุฎิ น้ำรินมองซ้ายมองขวาชื่นชมกับบรรยากาศที่ร่มรื่น แล้วจึงเดินออกไปทางหนึ่ง
หลวงตาเคี้ยงรับของที่เหยี่ยวประเคนมาให้ พลางมองไปรอบๆ ด้วยสายตาระแวดระวัง เหยี่ยวรีบออกตัวว่าให้รออยู่ข้างล่าง
“เธอบอกว่าติดต่อกับผมได้อยู่คนเดียว ตามติดผมไปทุกที่ จนบางทีผมอึดอัดเลยนะครับ”
“คงจะเคยทำบุญสร้างกุศลร่วมกันมาก หมวดอาจจะเป็นคนเดียวที่ปลดห่วงเค้าได้”
“แล้วเมื่อไหร่เธอถึงจะไปล่ะครับ” เหยี่ยวถามอย่างเป็นกังวล
“เมื่อภารกิจสำคัญสำเร็จเสร็จสิ้นไป”
น้ำรินเดินเรื่อยมาจนมาถึงเมรุเผาศพ ที่มีการเก็บกระดูกที่เพิ่งเผาศพไปเมื่อวานนี้ พ่อกับแม่ยืนล้อมรอบกระดูกเด็กหญิง แล้วร้องไห้อย่างอาลัย ข้างๆ มีรูปถ่ายเด็กหญิงน่ารักอยู่ด้วย
น้ำรินมองเห็นด้วยความสะเทือนใจ เมื่อหันไปมองข้างๆ เมรุ ก็ต้องนิ่วหน้าเพราะเห็นวิญญาณเด็กหญิงน่ารักยืนอยู่ข้างพ่อแม่ที่กำลังร้องไห้อยู่ เมื่อพระมาสวดที่หน้ากระดูก และพ่อกับแม่โปรยดอกไม้ บังเกิดแสงสว่างเรืองรองบนท้องฟ้าพุ่งเข้ามาที่เด็กหญิง คล้ายกำลังมารับวิญญาณนั้น เด็กหญิงยิ้มให้พ่อกับแม่ แล้วยกมือไหว้
“หนูลาค่ะพ่อ แม่”
น้ำรินเห็นภาพนี้แล้วน้ำตาคลอด้วยความสะเทือนใจ วิญญาณเด็กหญิงสลายรวมไปกับแสงสว่างเรืองรองนั้น แล้วค่อยๆ พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
น้ำรินเดินมาถึงที่ศาลาริมน้ำในวัดบรรยากาศร่มรื่น เห็นยายปริก นั่งเหงาๆ อยู่ที่ริมน้ำ เหม่อมองไปที่แม่น้ำ ก็รีบเดินมานั่งที่ข้างๆ แล้วชวนคุย
“อากาศดีเนอะป้า ฉันอิจฉาป้าจังเลยที่ยังมีชีวิต มีเลือด มีเนื้อ มีความรู้สึก มีโอกาสรับลมที่มาปะทะใบหน้า รับบรรยากาศดีๆ แบบนี้ ป้า อีกนานแค่ไหน ฉันถึงจะได้กลับไปเป็นคน”
ยายปริกนิ่งเฉยเหมือนไม่ได้ยิน น้ำรินรำพันต่อ
“ชีวิตคืออะไร? เราเกิดมาพบกัน เพื่อรอเวลาที่จะลาจาก ผูกพันเพื่อจะเสียใจ เวลาที่ต้องจากลาอย่างไม่มีวันกลับเหรอ”
น้ำรินมองไปที่แม่น้ำอย่างปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ภายในใจ ยายปริกพุดเสียงเข้มอย่างไม่พอใจ โดยที่มองหน้าน้ำริน
“มึงเป็นใคร เข้ามาที่ของกูได้ยังไง”
“ป้า ป้าได้ยินฉัน”
“กูจะทำลายวิญญาณทุกตนที่เข้ามาบุกรุก ออกไปเดี๋ยวนี้”
พลันก็บังเกิดลมพายุกระหน่ำรอบบริเวณศาลา พัดวนจนข้าวของแถวนั้นล้มระเนระนาด
ฟ้าผ่าลงไปที่ต้นไม้ริมศาลาเปรี้ยง.. !!!
ลมพายุกระชากแรง ต้นไม้บริเวณนั้นปลิวว่อน ผู้คนต่างตกใจไปตามๆ กัน
“ผียายปริกเฮี้ยนออกฤทธิ์อีกแล้ว” จากนั้นก็วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น
ผียายปริกอาละวาด ผลักน้ำรินจนล้มคว่ำ
“ออกไป ศาลานี้เป็นของกู กูอยู่มาเป็นร้อยปี”
ลมพัดเข้ามาปะทะเต็มแรง จนวิญญาณน้ำรินลอยหวือออกไปจากศาลา ไปกองอยู่แทบพื้นด้านนอก ผียายปริกยืนตระหง่านท่าทางน่ากลัว
เหยี่ยวกำลังเก็บที่กรวดน้ำทองเหลืองที่ไว้ใส่น้ำเพื่อกรวดน้ำเก็บเข้าที่ ชาวบ้านวิ่งแตกตื่นขึ้นมาบนกุฏิ แล้วกรูมานั่งข้างๆหลวงตาเคี้ยง
“ผีนังปริกมันอาละวาดอีกแล้ว”
ขาดคำหน้าต่างกุฏิก็โดนลมกระโชกปิดดังปัง หลวงตาเคี้ยง เหยี่ยว ชาวบ้านสะดุ้งโหยง
“ผีนังปริก ผีเจ้าถิ่นในตำนานของวัดนี้ ยังไม่ไปผุดไปเกิดอีกเหรอครับหลวงตา” เหยี่ยวหันมาถามด้วยสีหน้าตระหนก
“ยัง มันเหมือนกำลังรออะไรสักอย่างอยู่ แต่ไม่เฮี้ยนแบบนี้มานานแล้ว”
“แล้วทำไมวันนี้ถึงอาละวาดล่ะครับ”
“คงมีใครแหยมเข้าไปในที่ของมันน่ะสิ”
เหยี่ยวสังหรณ์ใจถึงน้ำริน
น้ำรินวิ่งหนีผียายปริกด้วยท่าทางหวาดกลัว เสียงลมพัดกระโชกดังมาจากศาลาวัดริมน้ำ พุ่มใบไม้บนต้นไม้โดนลมกระโชกต่อๆกันเป็นทอดๆมาจากทางศาลาวัดริมน้ำ จนมาถึงต้นไม้ที่อยู่ใกล้ตัวน้ำริน
“จะหนีไปไหน”
เสียงผียายปริกฟังดูน่ากลัว น้ำรินรีบวิ่งต่อทันที
เหยี่ยวเดินลงมาจากกุฏิด้วยความรีบร้อนเป็นห่วง น้ำรินวิ่งผ่านหน้าไป เหยี่ยวรีบตะโกนตาม ทันใดนั้นร่างน้ำรินที่วิ่งไปไกล เหมือนโดนพลังบางอย่างดูดกลับมายืนตัวติดกับเหยี่ยว
“จะมาเรียกฉันอะไรตอนนี้ ผีมาแล้ว วิ่งหนีเร็ว”
เหยี่ยวหันไปมองตามทางที่น้ำรินชี้ “ผมไม่เห็นใครเลย”
น้ำรินมองไป เห็นผียายปริกกำลังเดินเข้ามา “หล่อนหนีฉันไม่พ้นหรอก”
น้ำรินตกใจกลัว “คุณเห็นหรือไม่เห็นก็ช่าง ตอนนี้วิ่งก่อน”
“คุณเห็นผี คุณก็วิ่งสิ”
น้ำรินรีบบอก “ฉันวิ่งไปไหนไม่ได้ตัวฉันติดกับคุณเนี่ย วิ่งเร็ว”
“แล้วคุณจะให้ผมวิ่งไปทางไหน”
น้ำรินมองผียายปริกที่เดินเข้ามาใกล้มากขึ้นด้วยความกลัว
“จะไปทางไหนก็วิ่งสักทางเถอะ”
เหยี่ยวมองซ้ายมองขวา แล้วตัดสินใจวิ่งไปทางที่ผียายปริกเดินมา
“เฮ้ย จะวิ่งเข้าไปหาผีทำไมเล่า”
เหยี่ยวชะงัก “เอ้า ก็ผมไม่เห็นผีนี่ คุณเห็น คุณก็บอกสิว่าจะให้วิ่งไปทางไหน”
น้ำรินชี้ไปทางออกจากวัด “ทางโน้น”
เหยี่ยวรีบวิ่งไปทางออกวัด น้ำรินวิ่งตามไป ผียายปริกเดินเข้ามามองตาม แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นหน้า น้ำรินชัดๆ
“หล่อนหนีฉันไม่พ้นหรอก”
เหยี่ยววิ่งออกมาจากวัด โดยมีน้ำรินวิ่งตาม ท่าทางเหนื่อยหอบทั้งคู่ เมื่อเห็นว่าผียายปริกไม่ตามมาแล้ว จึงหยุดวิ่ง
“ไปทำอีท่าไหนให้ผีมันวิ่งไล่” เหยี่ยวหันมาถาม
“จะไปรู้เหรอ ฉันคุยโน่นคุยนี่อยู่ดีๆ ใครจะไปรู้ว่าในโลกนี้จะมีผีหวงอาณาเขตด้วย เพราะคุณนั่นแหละ ฉันถึงต้องเจอแบบนี้”
เหยี่ยวรีบโวยวายกลับ
“เฮ้ย มาโทษอะไรผมไม่ได้จุดธูปให้ผีมาหลอกคุณสักหน่อย เออ วันหลังถ้าคุณเยอะกับผม ผมจุดธูปเรียกผีมาหลอกดีกว่า มีเรื่องสนุกให้ทำแล้วเว้ย”
น้ำรินไม่ตลกด้วย “รู้ไหมว่าฉันกลัวขนาดไหน ถ้าฉันเป็นคน ก็ยังพอมีคนอื่นมาช่วยได้ แต่นี่ฉันเป็นดวงจิตแถมยังมีคุณคนเดียวที่มองเห็น ถ้าฉันเป็นอะไรไป ใครจะรับผิดชอบ”
น้ำรินพูดเสียงเครือๆ พลางคิดถึงภาพเหตุการณ์ที่เมรุเผาศพ
“บางทีพ่อแม่ฉันอาจจะรอให้ฉันฟื้นอยู่ก็ได้ ฉันยังไม่อยากเป็นอะไรโดยที่ไม่ได้ลาพ่อแม่นะ”
เหยี่ยวชะงักรู้สึกผิดที่ตัวเองเอาแต่พูดเล่นมากไปจนลืมความทุกข์ร้อนของน้ำริน
พลันมือถือของเหยี่ยวก็ดัง
“ว่ายังไงจ่า ยอดชัดมันไม่ยอมให้การอะไรสักอย่าง”
น้ำรินคิดนิดหนึ่ง แล้วรีบบอก
“ถ้าความฝันเมื่อคืนเป็นความจริง ยอดชัดเป็นหุ้นส่วนกับแม่ของฉัน ยอดชัดต้องรู้แน่ๆ ว่าฉันเป็นใคร คุณรีบไปสอบสวนมันสิ”
เหยี่ยวนิ่งคิดตามคำพูดของน้ำริน
เหยี่ยวกำลังสอบสวนยอดชัดอยู่ น้ำรินยืนอยู่ข้างๆ พลางพยายามจ้องมองรอยสักที่มือของยอดชัดให้มากกว่าที่เคยเห็นแต่กลับคิดไม่ออก
“ฉันรู้ว่าเดอะชลาธารยังมีหุ้นส่วนสำคัญอีกคนหนึ่ง ใคร?”
ยอดชัดปฏิเสธเสียงแข็ง “หุ้นส่วนที่ไหน ไม่มี”
เหยี่ยวพยายามระงับอารมณ์ ในขณะที่น้ำรินจ้องเขม็งรอคำตอบ
“ก็หุ้นส่วนคนที่มีลูกสาวชื่อ “น้ำ” ยังไงล่ะ”
ยอดชัดชะงักไปนิดหนึ่ง แต่ยังทำเป็นใจดีสู้เสืออยู่
“ผมหิว เวลาหิวสมองไม่ทำงาน ขอกินของเยี่ยมก่อน”
เหยี่ยวจ้องหน้ายอดชัดอย่างหงุดหงิด ยอดชัดหยิบแก้วเครื่องดื่มมาดูดน้ำยั่วอารมณ์ เหยี่ยวแทบจะพุ่งเข้าไปกระชากตัว แต่นกน้อยขวางไว้
“ใจเย็นๆหมวด เดี๋ยวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”
น้ำรินหันไปมองยอดชัด แล้วหันไปบอกเหยี่ยวด้วยความตกใจ
“แย่แล้ว...”
เหยี่ยวหันขวับไป เห็นยอดชัดนอนดิ้นอยู่กับพื้น น้ำลายฟูมปาก เอามือจับคอตัวเองทุรนทุราย
“ชะ ชะ ช่วย”
ยอดชัดยังพูดไม่ทันจบ มือที่เอื้อมขอความช่วยเหลือร่วงตกพื้น ตาเหลือกโพลง
เหยี่ยวกับนกน้อยรีบเข้าไปดูอาการ แล้วกันช่วยกันจับชีพจรและปั้มหัวใจทำการช่วยชีวิตเบื้องต้น
ทันใดนั้นน้ำรินเห็นพื้นห้องเป็นรอยแตกข้างๆร่างของยอดชัดพื้นธรณีแยกออกควันดำพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับแสงส้มราวกับลาวาเดือด มีมือมากมายโผล่พ้นขึ้นมาจากบ่อลาวาเหมือนคนกำลังแย่งกันตะเกียกตะกายขึ้นมาจากความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน รุมตะปบร่างของยอดชัดจนวิญญาณของมันออกจากร่าง
กลุ่มมือแย่งกันฉุดกระชากวิญญาณยอดชัดจนฉีกขาดเป็นชิ้นๆ จากนั้นก็ค่อยๆเลื่อนลงกลับสู่อเวจี พื้นธรณีเลื่อนปิดดั่งเดิมเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
น้ำรินมองภาพนั้นอย่างหวาดกลัว
“พามันส่งโรงพยาบาล”
น้ำรินรีบพูดด้วยอาการยังช็อกกับภาพที่เห็น “ไม่ทันแล้วล่ะคุณ ฉันเห็นยอดชัดโดนฉีกวิญญาณลงนรกไปแล้ว”
เหยี่ยวมองน้ำรินอึ้งๆ พลางมองเห็นเครื่องดื่มไหลคาปากยอดชัด แล้วมองไปที่แก้วเครื่องดื่ม
“ใครเป็นคนส่งอาหารนี้”
บุรุษพยาบาลคนหนึ่งซึ่งกำลังคุยมือถืออยู่
“จัดการไอ้ยอดชัดเรียบร้อย กำลังจัดการรายต่อไป”
พยาบาลวิ่งตามมาเรียก “มารับคนไข้ทางนี้หน่อยค่ะ”
บุรุษพยาบาลหันหน้าที่สวมหน้ากากปิดปากและจมูกกลับมา ที่แท้มันคือคงคานั่นเอง
“มีคนไข้ที่ต้องไปรับอยู่แล้ว”
คงคาในคราบบุรุษพยาบาลพูดจบ ก็เดินออกไปทันที พลางมองตรงไปข้างหน้าด้วยแววตาเหี้ยม
คงคาในคราบบุรุษพยาบาลเดินมาถึงหน้าห้องธารา เมื่อเห็นว่าไม่มีใคร ก็ล้วงกระเป๋าเสื้อ แล้วเปิดประตูเข้าห้องไป ขณะที่สงครามกำลังเดินมาเยี่ยมธาราพอดี
คงคาในคราบบุรุษพยาบาลยืนอยู่ข้างเตียง พลางล้วงกระเป๋าเสื้อแล้วหยิบเข็มฉีดยาที่มียาพิษบรรจุอยู่เต็มหลอดขึ้นมา จากนั้นก็เอื้อมมือไปจับขวดน้ำเกลือ แล้วจ่อเข็มฉีดยาจะเจาะขวดน้ำเกลือเพื่อฉีดยาพิษใส่
ทันใดนั้นได้ยินเสียงเคาะประตู คงคาชะงักหันขวับไป พยาบาลเปิดประตูเข้ามาตรวจเช็คความเรียบร้อยของธารา เมื่อเห็นว่ายังหลับปกติ จึงเดินออกไป
คงคาเดินออกจากห้องน้ำแล้วมองไปที่ประตูห้อง เห็นพยาบาลปิดประตูห้องแล้ว ก็เดินกลับมาข้างเตียงธาราอีกครั้ง ขณะกำลังจะกดฉีดยาพิษใส่น้ำเกลือ ก็ได้ยินเสียงพยาบาลพูดอยู่หน้าห้อง
“สวัสดีค่ะท่านผู้การ”
คงคาตกใจรีบร้อนจะฉีดยาพิษใส่น้ำเกลือ แต่พลาดทำกระบอกฉีดยาตกพื้นกระเด็นเข้าไปอยู่ใต้เตียง จึงรีบก้มจะเก็บ
.
อ่านต่อหน้า 4
ภพรัก ตอนที่ 2 (ต่อ)
สงครามเปิดประตูเข้าห้องมาแล้วมองไปทางธาราที่นอนหลับสนิทอยู่ลำพัง เท้าของสงครามยืนอยู่ไม่ห่างจากเข็มฉีดยาที่ตกอยู่ใต้เตียง
สงครามล้วงจะหยิบของจากกระเป๋าด้านในของเสื้อสูท แต่มือไปโดนปากกาที่เหน็บอยู่ที่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตตกพื้น ใกล้ๆกับเข็มฉีดยา
ขณะกำลังจะก้มลงเก็บปากกา พลันก็ได้ยินเสียงของในห้องน้ำตกพื้น สงครามชะงักแล้วหันหน้ามองไป ก่อนที่ตจะลุกเดินไป เห็นประตูห้องน้ำปิดอยู่ จึงใช้มือผลักประตูเปิดออก เดินเข้าไปดูในห้องน้ำ
คงคาเดินเข้ามาจากระเบียงห้องรีบวิ่งไปไปเก็บเข็มฉีดยาที่อยู่ใต้เตียงเปิดประตูออกไป
สงครามออกจากห้องน้ำเฉียดฉิวกับที่คงคาเปิดประตูห้องออกไป เดินกลับที่เตียงของธารา แล้วก้มลงเก็บปากกาตัวเองที่ตกใต้เตียงซึ่งไม่มีเข็มฉีดยาอีกแล้ว
คงคาในคราบบุรุษพยาบาลกำลังเดินห่างจากห้องพักของธาราพร้อมคุยมือถือด้วยเสียงหวั่นกลัว
“ขอโทษครับนาย คราวหน้าผมไม่พลาดแน่ครับ”
สงครามเอาปากกาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ต แล้วค่อยๆเลื่อนมือไปที่กระเป๋าด้านในเสื้อสูท แล้วหยิบดอกแก้วออกมา จากนั้นก็ค่อยๆยื่นช่อดอกแก้วจะไปไว้ในมือธารา แต่แล้วก็กลับเปลี่ยนใจโยนช่อดอกแก้วใส่ถังขยะแทนแล้วหันหลังเดินออกจากห้องพักอย่างพยายามตัดใจ พร้อมๆ กับสียงมือถือดังขึ้น
“ว่ายังไงนะ”
สงครามกลับมาที่ห้องทำงาน พลางสอบถามเหยี่ยวกับนกน้อย แล้วเจ้าหน้าที่ทุกคน ด้วยสีหน้าเครียด
“ใครเป็นคนเอาอาหารให้ยอดชัด”
นกน้อยยอมรับเสียงสั่น “ผมครับ เป็นของเยี่ยมที่มาจากคนที่อ้างว่าเป็นญาติ”
สมเดชรีบถามทันที “ตรวจสอบก่อนรึเปล่า”
“ผมคิดว่าจ่าพนาตรวจแล้วครับ ผมเลยไม่ได้ตรวจ”
สงครามตบโต๊ะดัง ด้วยความโมโห “คุณใช้คำว่า “คิดว่า” เหรอ”
เหยี่ยวรู้ว่านกน้อยกลัวสงคราม จึงรีบออกรับแทน
“เป็นความผิดของผมเอง ถ้าผมตรวจสอบละเอียดกว่านี้คงไม่เกิดเรื่อง ท่านลงโทษตามวินัยได้เลยครับ”
“นี่ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาแสดงตัวเป็นพระเอก ทุกคนจะต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวนทั้งหมด รู้มั้ยว่าความมักง่ายแค่ไม่กี่วินาที ทำให้พวกค้ายานรกยังลอยนวล หรือต้องให้ญาติพี่น้องลูกเมียของคุณเจอภัยจากยา
เสพติดก่อน คุณถึงจะใส่ใจงานนี้มากขึ้น”
เหยี่ยวรีบหันไปมองนกน้อยอย่างห่วงใย เพราะรู้ว่าคำพูดของสงครามไปกระทบปมในใจบางอย่าง“ ท่านไม่พูดเกินไปหน่อยเหรอครับ ท่านคงลืมไปแล้วว่าพวกผมเสี่ยงลูกปืนไปจับไอ้ยอดชัดมา
พวกผมคงไม่บ้าอยากให้มันตายไปต่อหน้าต่อตาหรอก คิดว่าท่านทุกข์ร้อนกับเรื่องที่เกิดขึ้นคนเดียวเหรอ ยังมีคนอื่นที่เป็นทุกข์ ยิ่งกว่าท่านท่านแค่เสียผลงาน แต่คนอื่นเขาเสีย….”
นกน้อยทนไม่ไหวพูดเสียงดังขึ้นมา “ผมบอกให้พอไงครับหมวด”
เหยี่ยวชะงัก น้ำรินมองอย่างตกใจ ไม่คิดว่าคนขี้เล่นอย่างนกน้อยจะเสียงดังได้น่ากลัวอย่างนี้
นกน้อยเดินนำออกจากห้องทำงานของสงคราม เหยี่ยวกับน้ำรินเดินตามมา นกน้อยเดินหนี เพราะรู้ว่าเหยี่ยวไม่พอใจที่เขายอมรับผิด เหยี่ยวรีบเรียกไว้ นกน้อยหยุดเดิน แล้วหันมาฝืนพูดยิ้มๆ
“ขอโทษด้วยนะหมวดที่ผมเสียงดังใส่ ผมไม่อยากให้หมวดมีเรื่องกับ ผบ.สงคราม
เหยี่ยวมองอย่างรู้ทันว่านกน้อยไม่ได้ยิ้มแย้มจริง
“จ่า ผมรู้นะว่าจ่าไม่โอเค”
“ผมโอเค. ปั๊ดโธ่ หมวดทำอย่างกับผมไม่เคยโดนผู้การด่า ทำงานมาเกือบจะ20ปีแล้ว โดนแค่นี้จิ๊บๆ ไปก่อนนะหมวด ต้องรีบกลับไปจัดงานวันเกิดกับครอบครัว”
นกน้อยรีบเดินออกไป เหยี่ยวรีบเรียกไว้ น้ำรินมายืนตรงหน้า มองเหยี่ยวอย่างไม่เข้าใจ
“คุณจะต่อล้อความยาวสาวความยืดไปทำไม จ่าเค้าจะกลับไปจัดงานวันเกิดกับครอบครัว ปล่อยเค้าไปเถอะ”
“คุณไม่เข้าใจหรอกน่า”
พูดจบ เหยี่ยวก็เดินออกไป น้ำรินเดินตาม จังหวะเดียวกับที่แนนเดินเข้ามาด้วยท่าทางร้อนใจ
“เหยี่ยว เรารู้เรื่องทั้งหมดจากจ่าพนาแล้ว จ่านกน้อยเป็นยังไงบ้าง ?”
น้ำรินมองแนนอย่างรำคาญๆ
“กลับบ้านไปจัดงานวันเกิดแล้ว”
แนนที่รู้เรื่องประวัตินกน้อยเป็นอย่างดี มีสีหน้าเป็นห่วง
“จะปล่อยให้จ่าไปคนเดียวเหรอ งั้นเราไปหาจ่านกน้อยด้วยกันนะเหยี่ยว”
น้ำรินมองอย่างไม่เข้าใจ เหยี่ยวพยักหน้า
“ได้ แนนไปรอที่รถก่อนเดี๋ยวเราตามไป”
เหยี่ยวเห็นแนนเดินไปแล้ว จึงหันมามองน้ำริน
“ขอร้องละ เรื่องบางเรื่องซับซ้อนกว่าที่คุณเห็น”
น้ำรินมองเหยี่ยวอย่างหมั่นไส้ “ไม่เห็นจะซับซ้อน ก็แค่ข้ออ้างของผู้ชายที่จะไปพรอดรักกับผู้หญิง”
เหยี่ยวเอื้อมมือเหมือนจะไปบีบคอแล้วเขย่าน้ำรินให้หายหงุดหงิด แต่ทำไม่ได้ สุดท้ายต้องหันมา
บีบคอตัวเองเป็นการระบายความเครียด แล้วรีบเดินออกไป น้ำรินรีบเดินตาม
เหยี่ยวเดินมาที่รถจักรยานเมาเทนไบค์ น้ำรินเดินตามมา
“แล้วคุณจะไปกันยังไงสองคน อย่าบอกนะว่าคุณจะปั่นจักรยานให้สุดที่รักซ้อนไป”
น้ำรินนึกถึงภาพแนนนั่งซ้อนจักรยานด้านหน้า โดยเหยี่ยวใช้มือจับแฮนด์ทำให้แนนนั่งกลางอ้อมกอดของเหยี่ยว แล้วก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาฉับพลัน
“ไปกันรึยังคะเหยี่ยว”
น้ำรินหันไปมองเห็นแนนเดินจูงจักรยานเมาเทนไบค์แบบเดียวกับเหยี่ยวเข้ามา
“ไปแวะซื้อของขวัญก่อนดีกว่า”
น้ำรินมองเหยี่ยวกับแนนพยักหน้ากันไปมาอย่างไม่เข้าใจว่าสื่ออะไรกัน แล้วมองจักรยานของทั้งคู่อย่างหมั่นไส้
เหยี่ยวกับแนนขี่จักรยานออกไปพร้อมกัน
น้ำรินมองทั้งคู่ขี่จักรยานคู่กันห่างออกไป แล้วมองตัวเองที่ยืนอยู่คนเดียว ด้วยความรู้สึกวูบๆ ในใจใจมันวูบแปลกๆ
น้ำรินเดินตามหลังเหยี่ยวกับแนน ที่ชี้ชวนกันดูของด้วยท่าทางที่สนิทสนมอย่างหมั่นไส้
เหยี่ยวเดินอย่างเร็วตามนิสัยคนใจร้อนเข้ามาในร้านกิ๊ฟช็อป น้ำรินรีบเดินตามมาแล้วบ่นอย่างเหนื่อยๆ ว่าเดินตามแทบไม่ทัน
เหยี่ยวส่ายหน้าเซ็งๆ “ในโลกนี้ จะมีใครเยอะเท่าคุณอีกไหม?”
แนนเดินตามเข้ามามีท่าทางเหนื่อยหอบเช่นกัน
“อยู่นี่เอง เดินช้าๆหน่อยสิ เราตามไม่ทัน”
น้ำรินยิ้มเยาะ “นี่ไง พูดเหมือนฉันเป๊ะ บ่นเขาสิ”
แนนจับที่หลังเท้า “พอดีวันที่ปลอมตัวเป็นหงส์ขาว เราโดนรองเท้าส้นสูงกัดเลยเดินไม่ค่อยถนัด”
เหยี่ยวกระซิบพูดย้อนน้ำริน “คนเจ็บขาไม่เรียกว่าเยอะ แต่เรียกว่ามีเหตุผล”
น้ำรินหมั่นไส้ที่เหยี่ยวเข้าข้างแนน
แนนเดินนำเหยี่ยวไปที่ชั้นวางตุ๊กตาหลายชนิด น้ำรินมองตามแล้วเบ้ปาก
“ผู้หญิงของคุณท่าทางจะรสนิยมบกพร่อง จ่านกน้อยเป็นผู้ชายไม่เล่นตุ๊กตาหรอก”
จากนั้นก็หันไปชี้ร้านนาฬิกาหรูที่อยู่ตรงข้าม “ไปซื้อนาฬิกาดีกว่าเหมาะกว่าเยอะ”
เหยี่ยวมองตามแล้วส่ายหน้า “ท่าทางจะแพง”
แนนมองป้ายราคาของตุ๊กตาแล้วหันมาบอก “450 บาท ไม่แพงนะเหยี่ยว”
เหยี่ยวรีบแก้ตัว “อ๋อ เออ ไม่แพง แนนว่าตุ๊กตานี่น่ารักเหรอ ?”
แนนพยักหน้ายิ้มๆ น้ำรินหมั่นไส้ แล้วแกล้งมองหาของอย่างอื่นมาเกทับ แต่สุดท้ายเหยี่ยวก็ซื้อของตามที่แนนเลือก
แนนถือตุ๊กตาสีชมพู ที่ตัวเองเลือกเดินผ่านร่างของน้ำรินไป น้ำรินพาลที่แพ้จึงรู้สึกว่าแนนเดินผ่านตัวเองเหมือนเดินเย้ยหยาม
“ฉันอยากกลับบ้าน ฉันอยากกลับบ้าน สั่งฉันให้ไปที่บ้านเดี๋ยวนี้”
เหยี่ยวมองน้ำรินที่เจ้าอารมณ์อย่างเซ็งๆ
น้ำรินเดินเข้าประตูรั้วบ้านเหยี่ยวเข้ามาด้วยอารมณ์หงุดหงิด จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุผล”
น้ำรินชะงักว่าเสียงใคร พลางรู้สึกเหมือนมีใครยืนอยู่ข้างหลัง จึงค่อยๆหันหน้าไปมอง ผียายปริกพยายามยิ้มให้น้ำริน แต่ดูเหมือนแยกเขี้ยวขู่มากกว่า
“คิดถึงฉันมั้ย ?”
น้ำรินตกใจรีบถอยห่าง “อย่าทำอะไรฉันเลยนะ วันนั้นฉันไม่ได้ตั้งใจจะเข้าไปเขตของป้านะคะ”
“เรื่องวันนั้นฉันไม่โกรธหรอก แต่จะโกรธก็ตอนหล่อนเรียกว่าป้านี่แหละ ป้าที่ไหนจะหน้าเด้งเป็นก้นเด็กแบบนี้”
น้ำรินไม่รอช้า จะหนีเข้าบ้าน ทันใดนั้นผียายปริกก็เดินผ่านประตูบ้านออกมายืนดักตรงหน้า น้ำรินรีบวิ่งไปปิดประตูรั้วบ้านเพื่อจะหนี แต่ปิดเท่าไรก็ปิดไม่ได้
ผียายปริกนั่งเก้าอี้ไขว่ห้างใช้พัดขนนกนั่งเป็นคุณหญิงดักหน้าอยู่หน้าบ้าน น้ำรินจะวิ่งหนีเข้าบ้านอีกรอบ ผียายปริกใช้พัดขนนกขวางทางไว้
"หยุดหนีฉันได้แล้ว ฉันอุตส่าห์ทำตัวติงต๊องเอาฮา อยากให้หล่อนขำแล้วนะ”
“เจอผีตามแบบนี้ ใครจะไม่เครียด ขอร้องล่ะ อย่าตามฉันเลยนะ”
ผียายปริกส่ายหน้า แล้วหัวเราะ “ไม่ได้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุผล”
“แต่ฉันไม่มีเหตุผลที่จะเจอป้า”
“ป้าอีกแล้ว!! เดี๊ยะๆๆ “ ผียายปริกโวยวาย
“แล้วจะให้เรียกว่าอะไร เรียกน้องรึไง”
“เอาวะ ป้าก็ป้า หล่อนไม่อยากเจอฉันก็ไม่เป็นไร แค่ฉันอยากเจอหล่อนก็พอ”
น้ำรินมองอย่างงงๆ “จะอยากเจอฉันทำไม ?”
ผียายปริกมองน้ำรินอย่างจริงจัง
“แม้กายจะดับสูญแต่ความรักในหัวใจไม่เคยสลาย”
น้ำรินยิ่งงงหนัก จู่ๆ ผียายปริกก็ผละไป แล้วจู่ๆ ก็กลับมาอีก
“ที่มาก็เพื่อจะให้รู้ว่าฉันไม่ได้คิดจะทำร้ายหล่อน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผลในตัวของมันเอง หล่อนกับฉันผูกพันกัน หล่อนหนีฉันไม่พ้นหรอก เพราะฉะนั้นเลิกกลัวฉันได้แล้ว”
ผียายปริกเอื้อมมือไปเด็ดดอกไม้ที่ต้นไม้ด้านข้างส่งให้ น้ำรินเห็นแล้วตกใจมาก
“คราวนี้ไปจริงละ บ๊ายบาย”
พลางหย่อนดอกไม้ลงในมือน้ำริน ตอนแรกน้ำรินก็รับดอกไม้นั้นได้ แต่เมื่อผียายปริกออกไปไกลและหายไปจากบริเวณนั้น ดอกไม้ในมือก็กลับร่วงลงพื้น...
น้ำรินมองภาพนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“เหยี่ยวไปงานวันเกิดของไอ้จ่า ? จ่านกน้อยเกิดวันนี้เหรอ ?ทำไมเหยี่ยวไม่บอกยาย”
ยายนวลพูดกับน้ำรินหลังจากรู้แล้วว่าเหยี่ยวจะไปงานวันเกิด
น้ำรินพึมพำเบาๆ “คงกลัวต้องดูแลยายจนไม่มีเวลาจู๋จี๋น่ะสิ เป็นหลานที่ดีต้องดูแลยายถึงจะถูก ยายอยากไปงานมั้ยเดี๋ยวหนูพาไป”
“อย่าเลย ยายไม่อยากไปเป็นภาระ”
“ภาระอะไรที่ไหนล่ะคะ ผู้หมวดพูดกับหนูตลอดเวลาว่าการดูแลยาย คือความสุข”
ยายนวลยิ้มแป้น “เออ ไอ้หลานคนนี้ มันปากหวานจริงๆ”
จากนั้นน้ำรินก็เซ้าซี้จนยายนวลยอมไปจนได้
“แต่หนูรบกวนนิดนึง หนูไปไหนไม่ได้ถ้าหมวดไม่เรียกไป ยายโทรบอกให้หมวดเรียกหนูไปงานหน่อย
สิคะ”
น้ำรินยิ้มมีความสุขที่จะได้เอายายนวลไปขวางเหยี่ยวกับแนน พลันปลาทูกับปูอัดเปิดประตูเข้าบ้านมา แล้วถามหาข้าวกิน น้ำรินได้ทีรีบบอกให้ยายนวลชวนทั้งคู่ไปงานด้วย
ปลาทูกับปูอัดคึกคักรีบจูงยายนวลเดินออกจากบ้าน น้ำรินมองตามแล้วยิ้มสนุก
“หมวดเก๊ก อย่าหวังจะหาความสุขได้เลย ชิ”
จ่านกน้อยกำลังติดสายรุ้งในบ้านด้วยสีหน้ามีความสุข
“แก่อีกปีแล้วนะแต่การแก่ไม่ใช่เรื่องผิด เหมือนอย่างขิงไง ยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดร้อน”
ปูอัด ปลาทู เดินร้องเพลงเข้ามา น้ำรินเดินตามยายนวลมาติดๆ
“สุขสันต์วันเกิด จ่านกน้อย”
นกน้อยยืนมองทุกคนอึ้งๆ “มากันได้ยังไง”
ปลาทูกับปูอัดซุบซิบอะไรบางอย่าง จากนั้นก็ค่อยๆย่องผ่านหลังนกน้อยขึ้นบันไดไปชั้น 2 ยายนวลรีบบอก
“วันเกิดแกทั้งทีจะไม่มาอวยพรได้ยังไง”
“ยายรู้มาจากไหน ?”
“ก็รู้จากยายหนูนี่ไง”
พูดพร้อมกับชี้ไปทางน้ำริน นกน้อยมองไป แล้วก็งงว่ายายนวลชี้ใคร
เหยี่ยวกับแนนถือกล่องของขวัญเข้ามา พอเห็นน้ำรินยืนยิ้มอยู่ข้างๆยายนวลแล้วชะงัก
“มากันได้ยังไง”
“ยายโทรบอกเหยี่ยวแล้วไง เหยี่ยวยังบอกโอเค..โอเค”
เหยี่ยวงง “ผมไปบอกตอนไหน”
น้ำรินยิ้มเย้ยๆ “ก็บอกตอน…”
พลางย้อนเล่าถึงตอนที่เหยี่ยวยืนคุยมือถือกับยายนวล
“จะพาเยอะไปงานวันเกิดใครนะครับ ฮัลโหล..ยายผมไม่ค่อยได้ยินฮัลโหล เอาอย่างนี้ ตามใจยายแล้วกัน ผมยอมให้เยอะไปกับยายด้วย”
เหยี่ยวฟังน้ำรินเล่า แล้วชักสีหน้าไม่พอใจ
“เฮ้ย ก็ตอนนั้นมือถือมันไม่มีสัญญาณ ลักไก่นี่หว่า”
ยายนวลโวยกลับ “แกกล้าว่ายายรึไอ้เหยี่ยว”
เหยี่ยวส่ายหน้า “เปล่านะยาย แต่ถ้ารู้ว่าจะมางานนี้ ผมไม่ให้มาเด็ดขาด”
น้ำรินเบ้ปาก “อกตัญญู กลัวยายจะมาเป็นก้างขวางคอไอ้หลานเห็นแก่ตัว”
ทันใดนั้นเสียงมือถือของนกน้อยดังขึ้น พอเห็นชื่อเบอร์ ที่โทรเข้ามา ก็ถึงกับช็อก
“เป็นอะไรจ่า ?” แนนถามอย่างสงสัย
“นกยูงโทรมา”
เหยี่ยว แนน ยายนวล ตกใจหันมามองหน้ากัน น้ำรินมองอย่างงงๆ
“ใครคือนกยูง ?”
.
อ่านต่อตอนที่ 3
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,132
Re: อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
«
Reply #2 on:
19 June 2026, 22:02:52 »
ภพรัก ตอนที่ 3
https://mgronline.com/drama/detail/9570000132710
.
ภพรัก ตอนที่ 3
เผยแพร่: 18 พ.ย. 2557 09:35 โดย: MGR Online
.
ภพรัก ตอนที่ 3
ที่โต๊ะหนังสือในห้องนอนของนกยูง มีกรอบรูปนกยูงถ่ายคู่กับนกน้อยหลายรูป แต่ทุกรูปนั้น ทั้งคู่ดูไม่มีท่าทีสนิทสนมกันระหว่างพ่อ-ลูก เลยจากกรอบรูปไป มีโกศใส่กระดูกที่มีมาลัยสดใหม่เหมือนเพิ่งถูกเปลี่ยนวางอยู่
นกน้อยเดินนำทุกคนเข้ามาในห้อง พลางมองไปที่ตู้หนังสือที่เก็บมือถือนกยูง หัวใจเต้นรัวว่ามือถือของนกยูงโทรหาตัวเองได้ยังไง
ปลาทูยืนถือมือถือของนกยูงโทรหานกน้อยอยู่ พอหันมาเห็นทุกคนเข้ามาในห้อง ก็ชูสองนิ้วหน้าชื่นบาน
น้ำรินมองเหยี่ยวที่ดูโมโหอย่างสงสัย แนนโวยวาย
“ทำบ้าอะไรเนี่ยปลาทู”
“ก็ให้ของขวัญวันเกิดจ่านกน้อยไงพี่แนน ฉันว่าจ่าคงคิดถึงนกยูง ก็เลยใช้เบอร์นกยูงโทรไปอวยพรจ่าความคิดฉันเจ๋งไหม ?”
เหยี่ยวกับแนนมองปลาทูที่ยิ้มซื่อๆแล้วด่าไม่ออก นกน้อยเดินไปดึงมือถือจากปลาทู จากนั้นก็กดปิดเครื่องแล้วกำมือถือแน่น
น้ำรินมองอาการนกน้อย แล้วเหลือบมองรูปของนกยูงที่อยู่ในห้อง จากนั้นก็เหลือบไปเห็นโกศใส่กระดูก แล้วก็ถึงกับชะงัก
นกน้อยพยายามออกปากให้ทุกคนกลับไป แต่ปลาทูชิงพูดอวยพรวันเกิดให้ นกน้อยทนไม่ไหว
“วันนี้ไม่ใช่วันเกิดฉัน แต่เป็นวันเกิดนกยูง”
ทุกนชะงักอึ้ง
“ตอนนกยูงอยู่ ฉันไม่มีเวลาเป่าเค้กวันเกิดกับลูก แต่ตอนนี้ฉันอยากอยู่กับลูกร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้ลูกขอฉันอยู่กับลูกตามลำพังเถอะ”
น้ำรินฟังนกน้อยพูดแล้วสะเทือนใจ มองไปทางเหยี่ยวอย่างรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่รู้เรื่องอะไร แต่กลับสร้างปัญหา
นกน้อยหน้าเครียด น้ำตาคลอเหมือนกำลังพยายามระงับความเศร้าในจิตใจ
ยายนวลเปิดประตูเดินเข้าบ้าน น้ำรินเดินตามหลังด้วยสีหน้าจ๋อยๆ พลางหันไปมองที่ประตูรั้วบ้าน
ครู่หนึ่งเหยี่ยวก็เปิดประตูรั้วแล้วจูงจักรยานเมาเทนไบค์เข้ามาจอด โดยไม่พูดอะไรกับน้ำรินสักคำ
น้ำรินทนไม่ไหว “ ฉันขอโทษ ตอนนั้นฉันได้ยินจ่านกน้อยบอกจะกลับไปจัดงานวันเกิดกับครอบครัว ฉันก็เลยคิดว่าเป็นวันเกิดของจ่าน่ะสิ”
เหยี่ยวชะงักเท้าแล้วหันมามอง พอเห็นอาการของน้ำรินแล้วนึกสงสาร โกรธไม่ลง
“บอกแล้วใช่มั้ย ว่าเรื่องมันซับซ้อนกว่าที่เห็น”
“ใครจะไปรู้ว่ามันซับซ้อนอย่างนี้ล่ะ ฉันก็คิดว่าที่คุณไม่อยากชวนคนอื่น เพราะจะแอบไปสวีทกับเพื่อนเลิฟกันสองคน”
เหยี่ยวฟังน้ำรินพูด พลางจ้องหน้าเหมือนพยายามหาความผิดปกติอะไรสักอย่าง
“อย่าบอกนะว่าพายายไปเพื่อไปขวาง ไม่ให้ผมกับแนนพลอดรักกัน คุณหึงผมเหรอ?”
น้ำรินหน้าเหวอ “จะบ้าเหรอ ?!!ใครจะไปหึงคุณ ที่ฉันทำก็เพราะจะแก้แค้น ที่คุณไม่ยอมสืบประวัติฉันต่างหาก ฉันไม่มีวันหึงคนอย่างคุณหรอก”
เหยี่ยวมองน้ำรินด้วยสายตายิ้มๆ น้ำรินรู้สึกวาบๆอย่างบอกไม่ถูก จึงพูดเปลี่ยนเรื่อง
“แล้วลูกสาวจ่านกน้อยตายได้ยังไง ?”
เหยี่ยวชะงักกึก พลางคิดถึงเรื่องในอดีตที่เจ็บปวดของนกน้อย ซึ่งเขาเองก็รู้สึกเจ็บไปด้วยเช่นกัน
“เพราะยาเสพติด”
น้ำรินอึ้งไปทันที
นกน้อยกำลังจุดเทียนทีละเล่มๆ อยู่กลางห้องนอนนกยูง ทำเหมือนว่าลูกอยู่ในห้องนั้น จากนั้นก็เป่าเค้ก แล้ววางลงบนโต๊ะ แล้วก็ยกกล่องของขวัญขึ้นมาโชว์กับรูปของนกยูง ก่อนที่จะแกะห่อของขวัญเพื่อให้ลูกเห็นว่าพ่อซื้ออะไรให้
“เมียของจ่าเสียไปเพราะอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน จ่านกน้อยเลี้ยงลูกสาวตามลำพัง จ่ารักนกยูงมาก ไปไหนมาไหนก็พาไปด้วยตลอด
เหยี่ยวเริ่มต้นเล่าให้น้ำรินฟัง
“แต่พอนกยูงโตขึ้น เรียนสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายก็เยอะขึ้นตามมา นกยูงอยากเป็นหมอ จ่าเลยต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อหาเงินส่งนกยูงเรียนพิเศษจะได้สอบหมอได้อย่างที่ตั้งใจ”
นกน้อยแกะห่อของขวัญเสร็จ แล้วหยิบหูฟังที่หมอใช้ฟังเสียงหัวใจออกจากกล่องขึ้นมาโชว์ที่รูปของนกยูง
เหยี่ยวเล่าต่อ
“การที่จ่าทำงานหนักทำให้ไม่มีเวลาดูแลลูกสาวเหมือนแต่ก่อนนกยูงเลยไปติดเพื่อน สุดท้ายนกยูงสอบหมอไม่ได้ ไปลงเรียนมหาวิทยาลัยเปิด แต่สุดท้ายก็เรียนไม่จบ นกยูงติดยาและเสพยาเกินขนาดจนตาย”
นกน้อยเอาหูฟังไปวางพาดที่โกศใส่กระดูกของนกยูง แล้วค่อยๆเอามือลูบโกศของนกยูงด้วยความโหยหาอาลัย พลางมองไปทางมือถือของนกยูงที่ถูกปิดเครื่องวางอยู่ที่ตู้หนังสืออย่างลังเล สุดท้ายก็เดินไปหยิบมือถือมากดเปิดแล้วคลิกดูรูปของนกยูงอย่างคิดถึงจนต้องร้องไห้ออกมา
ทันใดนั้นนกน้อยเห็นความผิดปกติบางอย่างในรูป
น้ำรินฟังเหยี่ยวเล่า แล้วพลอยเศร้าไปด้วย
“หลังจากลูกสาวตาย จ่านกน้อยโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุทำให้นกยูงติดยา จ่ากลายเป็นคนชอบอยู่บ้าน เหมือนชดเชยจะเวลาให้ลูก พอวันเกิดของนกยูง จ่าก็จะจัดงานให้ เรื่องนี้ไม่มีใครรู้นอกจากผมกับแนนเพราะเราทำคดีนี้ แนนถึงเลือกตุ๊กตาสีชมพู ไม่ใช่โมเดลรถ”
น้ำรินมองเหยี่ยวอย่างรู้สึกผิด แต่ยังไม่ยอมรับผิดซะทีเดียว
“ก็ถ้าฉันรู้ว่าคุณจะซื้อของขวัญให้ลูกสาวจ่า ฉันก็เลือกตุ๊กตาสีชมพูเหมือนกันนั่นแหละ”
“อ้าว ไหนบอกว่าใครๆ ก็ชอบสีฟ้ามากกว่าสีชมพูไง”
น้ำรินชะงัก นึกได้ว่าตัวเองพูดไปแบบนั้น “ใช่ไง แต่ผู้หญิงก็ชอบสีชมพูเหมือนกัน”
“เอ้า ตกลงผู้หญิงชอบสีชมพูเหรอ”
พูดพลางก็หยิบกระเป๋าเป้มาเปิดแล้วหยิบตุ๊กตาสีฟ้าตัวเดียวกับที่น้ำรินบอกให้เหยี่ยวเลือกขึ้นมา
“งั้นตุ๊กตาตัวนี้ผมก็ต้องเอาไปให้คนอื่นแทนล่ะสิ”
น้ำรินมองตุ๊กตาสีฟ้าอย่างอึ้งๆ ไม่คาดคิดว่าเหยี่ยวจะซื้อมาให้
“คุณซื้อมาให้ฉันเหรอ ?”
เหยี่ยวส่ายหน้ายิ้มๆ “เปล่า ผมไม่ได้ซื้อมาให้คุณ แต่ผมซื้อให้คนที่ชอบสีฟ้า”
“ ก็ฉันนี่ไง เอ๊ะ ! ฉันจำได้อีกอย่างแล้วว่าฉันชอบสีฟ้า แต่สีฟ้าจะไปช่วยสืบอะไรเกี่ยวกับประวัติฉันได้”
“ได้สิ อย่างน้อยเราก็ใช้หลักจิตวิทยามาช่วยวิเคราะห์ได้ว่าทำไมถึงชอบสีฟ้าเช่น บางคนชอบสีฟ้าเพราะเกิดวันศุกร์ หรือบางคนชอบสีฟ้า เพราะชอบทะเล หรือบางคนชอบสีฟ้าเพราะชีวิตผูกพันกับน้ำ”
น้ำรินยิ้ม “งั้นคุณก็รีบไปวิเคราะห์สิ ฉันจะได้กลับร่างซะที”
เหยี่ยวรับคำ น้ำรินเอื้อมมือไปคว้าตุ๊กตา แต่ไม่สามารถแตะต้องตุ๊กตาได้
“ใจเย็นๆ เดี๋ยวผมเอาตุ๊กตาไปเก็บในห้องก่อนก็ได้แล้ววันนึงที่คุณกลับเข้าร่างได้ คุณค่อยมาเอา”
พูดพลางใจหายแปลกๆ เมื่อพูดถึงน้ำรินกลับเข้าร่างได้ รู้สึกเหมือนน้ำรินจะจากเขาไป ก่อนที่จะรีบสะบัดความรู้สึกนั้นทิ้ง แล้วถือตุ๊กตาเดินเข้าบ้านไป
น้ำรินมองตาม ด้วยสีหน้าและแววตามีความสุขอย่างบอกไม่ถูก
“Love is something eternal; the aspect may change, but not the essence.”
“ความรักคือสิ่งที่ไม่มีวันดับสูญ แม้รูปกายภายนอกจะเปลี่ยน แต่หัวใจสำคัญไม่เคยสลาย”
วินเซนต์ แวนโก๊ะห์ จิตรกรเอกของโลก
ขณะที่เหยี่ยวกำลังจะเดินเข้าไปในบ้าน พลันเสียงมือถือก็ดังขึ้น
“ว่ายังไงจ่า ได้ เดี๋ยวเจอกัน”
พูดจบรีบกดวางสาย แล้วเอาตุ๊กตาวางที่โต๊ะกลางสนามหญ้าตรงหน้าน้ำริน
“ผมมีเรื่องด่วนต้องรีบไป คุณอยู่กับตุ๊กตาของคุณที่นี่แหละไม่ต้องตามไปนะ”
จากนั้นก็รีบคว้าจักรยานออกไป น้ำรินมองตามอย่างสงสัย
นกน้อยเดินไปเดินมาอยู่หน้าโต๊ะทำงานเหยี่ยวด้วยความกระวนกระวาย ขณะที่ในมือกำมือถือของนกยูงไว้แน่น ครู่หนึ่งเหยี่ยวก็วิ่งเข้ามาหา นกน้อยสูดลมหายใจตั้งสติ แล้วรีบบอก
“ตอนที่ลูกตาย ผมยังทำใจไม่ได้ เลยปิดห้อง เก็บของทุกอย่างของนกยูงไว้ ไม่อยากเห็น ไม่อยากเจออะไรเกี่ยวกับนกยูง รวมทั้งมือถือเครื่องนี้ด้วย”
พูดพลางยื่นมือถือของนกยูงให้เหยี่ยวดู
“แต่วันนี้ผมตัดสินใจเปิดเครื่องดูรูปลูกสาวในมือถือ แล้วผมก็เจอรูปนี้”
เหยี่ยวมองเห็นรูปของนกยูงที่ถ่ายเล่นขณะทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟเบียร์ คู่กับเด็กสาวอีกคนหนึ่งวัยไล่เลี่ยกัน ด้านหลังนกยูงเป็นภาพผู้ชายนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานมุมหนึ่งของห้องหันหน้าด้านข้างมาเพียงเสี้ยวของใบหน้า
“ยอดชัด”
นกน้อยพยักหน้า “ยอดชัดมันไปนั่งในสำนักงานร้านอาหารที่นกยูงไปทำงานได้ยังไง หรือว่าไอ้ยอดชัดจะอยู่เบื้องหลังความตายของลูกสาวผม”
นกน้อยหน้าเครียด
น้ำรินนั่งเท้าคางอยู่ที่โต๊ะกลางสนามหญ้า มองตุ๊กตาสีฟ้า แล้วครุ่นคิดถึงเหตุผลว่าทำไมเธอถึงชอบสีฟ้า แต่ก็คิดไม่ออก พยายามจะจับตุ๊กตาก็จับไม่ได้
.
อ่านต่อหน้า 2
ภพรัก ตอนที่ 3 (ต่อ)
น้ำรินนั่งเท้าคางอยู่ที่โต๊ะกลางสนามหญ้า มองตุ๊กตาสีฟ้า แล้วครุ่นคิดถึงเหตุผลว่าทำไมเธอถึงชอบสีฟ้า แต่ก็คิดไม่ออก พยายามจะจับตุ๊กตาก็จับไม่ได้
“ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีเหตุผลในตัวเอง”
น้ำรินสะดุ้งเฮือกรีบหันไปมอง พอเห็นผียายปริกยืนอยู่ข้างหลัง ก็รีบถอยห่างด้วยความกลัว
“หล่อนจะกลัวฉันทำไม บอกไปแล้วไม่ใช่เรอะว่าฉันไม่ทำร้ายหล่อนหรอก”
พลางเอามือปาดใบไม้ที่ตกอยู่บนเก้าอี้ ใบไม้ร่วงกระจาย แล้วตบเก้าอี้ให้น้ำรินมานั่ง
“ฉันชื่อปริกบีเวอร์”
น้ำรินมองมือปริกที่ปาดและฉีกใบไม้ได้โดยที่มือไม่ผ่านทะลุอย่างอึ้งๆ แล้วลองทำดูบ้าง แต่ก็ทำไม่ได้
“มือไม่ทะลุใบไม้เหรอ”
“ถ้าอยากให้ทะลุก็ทะลุได้”
ผียายปริกโชว์เอามือทะลุใบไม้ที่เก้าอี้โชว์ น้ำรินถึงกับอึ้ง จากนั้นก็อุ้มตุ๊กตามากอด น้ำรินรีบถามว่าทำได้ยังไง
”ที่ฉันจับของได้เพราะวันนี้วันพระ จำไว้นะ วันโกนและวันพระคือวันที่ประตูผีเปิด ผีทุกตนจะมีพลัง
เพิ่มขึ้น สังเกตสิคนมักเห็นผีวันพระ เพราะวิญญาณจะมีพลังมากพอที่จะทำให้คนเห็น”
น้ำรินฟังอย่างตื่นเต้น “จริงเหรอ”
“ถ้าหมายเรื่องวันพระคือวันปล่อยผีล่ะก็เรื่องจริง ส่วนเรื่องผีจับของได้ในวันพระ ไม่จริง ที่สำคัญ วันนี้วันโกนย่ะพรุ่งนี้ถึงจะเป็นวันพระ หล่อนนี่หลอกง่ายจริงๆ”
น้ำรินหงุดหงิดจะเดินเข้าบ้าน ผียายปริกโผล่หน้าทะลุประตูบ้านมาประจัญหน้า น้ำรินสะดุ้งโหยง
“กาลเวลาเปลี่ยนแปลงผู้คนก็เปลี่ยนไป คนสมัยนี้ใจร้อนเหลือเกิน หล่อนฟังฉันก่อนสิ ที่หล่อนถาม แต่ฉันไม่ตอบ เพราะพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ของแบบนี้มันต้องทำเลย”
น้ำรินตื่นเต้นแล้วมองไปทางตุ๊กตาสีฟ้า ตั้งใจว่าจะต้องจับตุ๊กตาสีฟ้าให้ได้
น้ำรินตื่นเต้นแล้วมองไปทางตุ๊กตาสีฟ้า ตั้งใจว่าจะต้องจับตุ๊กตาสีฟ้าให้ได้
“ใครๆ ก็เป็นผีได้ แต่ให้เป็นผีคุณภาพนั้น. มันไม่ง่าย ถ้าหล่อนอยากมีอิทธิฤทธิ์อย่างฉัน หล่อนต้องฝึกตั้งสมาธิ”
“แต่ฉันนั่งสมาธิไม่ได้ นั่งแล้วหลับทุกที”
ผียายปริกส่ายหน้าระอา
“แล้วฉันบอกให้นั่งสมาธิเมื่อไหร่ การทำสมาธิไม่จำเป็นต้องนั่ง แต่เป็นการกำหนดจิตใจให้อยู่กับสิ่งที่จะทำ”
พูดพลางทำท่าจ้องไปที่ตุ๊กตาสีฟ้า
“เอาเป็นว่าหล่อนแค่กำหนดจิตให้แน่วแน่”
“แล้วถ้าฉันทำไม่ได้ล่ะคะ"
ทันใดนั้นมีลมพายุพัดออกจากตัวผียายปริกอย่างแรง ต้นไม้พัดโยบกสะบัด ใบไม้ที่พิ้นปลิวว่อน หน้าตาผียายปริกโกรธเกรี้ยว เสียงตวาดกึกก้อง ราวฟ้าผ่า
“ยังไมได้ทำก็บอกทำไม่ได้ หล่อนก็ไม่ต้องทำ”
“ฉันขอโทษ ป้าอย่าโกรธฉันเลยนะ”
ลมพายุหยุดพัด “ ฉันไม่ได้โกรธ แค่สาธิต ถ้าตั้งจิตเป็นสมาธิ เราจะเคลื่อนย้ายได้ทั้งลมและสิ่งของ”
พูดพลางหยิบตุ๊กตาสีฟ้ามาวางไว้ตรงหน้าเหมือนเป็นเรื่องง่าย น้ำรินตาโต แล้วถูมือสองข้างด้วยกัน สีหน้าตั้งใจสุดๆ
น้ำรินสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วหยิบตุ๊กตาแบบใส่พลังเต็มที่แต่มือก็ยังทะลุอยู่ดี
"ใจหล่อนต้องอยู่ที่ใจไม่ใช่ที่ตุ๊กตา หล่อนต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น โลกนี้ไม่มีอะไรยั่งยืน แม้แต่ตัวหล่อนเอง ทุกสิ่งคือการปรุงแต่ง คิดง่ายๆ ทุกสิ่งเป็นสมมติ ตุ๊กตานี่ก็ไม่มี ใจหล่อนก็ไม่มี ไม่มีอะไรเป็นตัวตน รู้สึกทุกอย่างด้วยจิตใจ”
พูดจบผียายปริก ก็หยิบตุ๊กตาฟ้าขึ้นมาหน้าตาเลย แล้วก็หัวเราะคิกคักชอบใจ จากนั้นก็ให้น้ำรินลองทำดู แต่กHยังทำไม่ได้อยู่นั่นเอง
น้ำรินรู้สึกว่ามีคนแอบมองอยู่ จึงหันไปมอง คนแอบดูรีบหลบหลังกำแพง
น้ำรินมองไม่เห็นใครจึงหันมาฝึกต่อพยายามจะจับตุ๊กตาต่อ คนแอบดูชะโงกหน้ามาดู อย่างจงใจมาแอบดูน้ำรินโดยเฉพาะ
ในที่สุดน้ำรินก็ทำสำเร็จ คนที่แอบดูอยู่ เดินเข้าใกล้น้ำรินมาเรื่อยๆ จนกระทั่งยืนอยู่ด้านหลังในระยะประชิด
น้ำรินรู้สึกเหมือนมีใครมายืนอยู่ด้านหลัง พลางกำลังจะหันไปมองว่าใครยืนอยู่ข้างหลัง ทันใดนั้นก็โดนจิกหัวขึ้นมา แล้วเอาหัวกระแทกเข้ากับม้าหินหน้าบ้านอย่าแรง น้ำรินร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
เหยี่ยวนั่งเอนเก้าอี้หลับพับอยู่ เพราะทำงานมาโดยไม่ได้นอนมาทั้งคืน ครู่หนึ่งก็สะดุ้งตื่นจากฝันร้าย จนตกเก้าอี้
"ฝันนี่หว่าแค่ความฝัน ทำไมต้องห่วงยายผีเยอะนั่นด้วยวะ"
ทันใดนั้นนกน้อยวิ่งพรวดพราดเข้ามาหาเหยี่ยว
"หมวด ได้เรื่องแล้วครับ ผมรู้แล้วครับว่าเด็กสาวที่ถ่ายรูปกับนกยูงเป็นใคร"
น้ำรินยังคงฝึกตั้งจิตแน่วแน่ ยืนจ้องตุ๊กตาสีฟ้าอยู่ พลางก็รู้สึกเหมือนมีใครมายืนอยู่ด้านหลัง พอหันกลับไป ก็เห็นยายนวลเดินถือถาดใส่โถข้าวสุกหุงใหม่กับอาหารกระป๋องอีก 4-5 กระป๋องเพื่อมาใส่บาตร
"ยายนั่นเอง อ้าว ปริกไปไหนแล้ว"
ยายนวลมองน้ำรินงงๆ "ปริกไหน ?
น้ำรินชะงักแล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง "ยายตื่นเช้าจังนะคะ"
ยายนวลบอกว่าวันนี้เป็นวันพระ พลางถามหาเหยี่ยว
"ออกไปทำงานตั้งแต่เมื่อคืน ยังไม่กลับบ้านเลยค่ะ ไม่รู้ไปทำงาน หรือไปที่ไหนกันแน่"
ยายนวลเดินนำน้ำรินไปหน้าบ้าน โดยที่คนที่แอบดู ก็ยังคงเฝ้ามองดูอยู่น้ำรินไม่รู้ตัว
นกน้อยเปิดรูปในมือถือของนกยูงให้เจ๊แดงดู เหยี่ยวยืนมองปฏิกริยาอยู่ข้างๆ
"นังแก้วตา มันพักอยู่ที่นี่ห้อง 403"
เหยี่ยวกับนกน้อยจะขึ้นบันไดไปหาแก้วตา
"แต่มันไม่อยู่แล้ว มันตายไปแล้ว"
เหยี่ยวกับนกน้อยตกใจ พลางหันมามองหน้ากันว่าเอายังไงต่อดี
เหยี่ยวกับนกน้อยเดินมาที่รถของนกน้อย ด้วยสีหน้าเครียด
"ถ้าแก้วตาตายแล้ว ทำไมในประวัติไม่บันทึกว่าเสียชีวิต รีบกลับไปเช็คข้อมูลดูอีกทีดีกว่า"
พูดพลางเหยี่ยวก็เดินนำมาขึ้นรถ ระหว่างนั้นนกน้อยตบกระเป๋าเสื้อตัวเองเพื่อจะลูบมือถือนกยูง แต่ปรากฏไม่เจอมือถือ
"มือถือนกยูงหายครับ"
มือถือของนกยูงวางอยู่บนโต๊ะม้าหินตัวเดิม เจ๊แดงยืนคุยกับแก้วตาอยู่มุมหนึ่ง ห่างจากโต๊ะไปทางซ้าย
แก้วตายื่นแบงค์พันให้เจ๊แดง
"ขอบใจเจ๊มากที่ช่วยโกหกตำรวจให้ฉัน"
นกน้อยเดินนำเหยี่ยวกลับมามาที่โต๊ะ พลางมองมือถือของนกยูงวางอยู่ที่โต๊ะด้วยความสงสัย
"มันอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ? ผมจำได้ว่าผมเก็บใส่กระเป๋าแล้วนะ"
"เจอก็ดีแล้ว รีบไปเถอะจ่า"
เหยี่ยวกับนกน้อยจะออกไปโดยไม่ทันเห็นแก้วตา ทันใดนั้นเสียงผู้หญิงพูดเสียงดังขึ้น
"เดี๋ยวก่อน"
ทั้งคู่หันมองไปทางต้นเสียง เห็นผู้หญิงคนนึงกำลังยืนตะโกนบอกทิศทางให้สามีขับรถจอดริมถนนหน้าอพาร์ทเมนท์
เหยี่ยวกับนกน้อยรู้สึกว่าไม่เกี่ยวกับตัวเอง จึงจะเดินไป ผู้หญิงตะโกนเหมือนพูดกับทั้งคู่
"จะรีบไปไหน บอกให้มองทางซ้ายก่อนไง"
เมื่อเหยี่ยวกับนกน้อยเผลอมองทางซ้ายตามที่ผู้หญิงตะโกนเหมือนมีบางอย่างดลใจ แก้วตาเห็นทั้งคู่มองมา ที่รีบวิ่งหนีไป ทั้งคู่รีบวิ่งตาม
ยายนวลเอาของใส่บาตรหลวงตาเคี้ยงเสร็จแล้วนั่งยองๆพนมมือรับพร พลางหันมาพูดกับน้ำริน "เวลาใส่บาตรอย่ายืนนะต้องนั่งลง"
น้ำรินนั่งลง หลวงตาเคี้ยงกับเด็กวัดคิดว่ายายนวลพูดด้วย
"ขอบใจนะที่ชวนให้นั่ง แต่อาตมายืนให้พรจะเหมาะกว่า"
"ฉันไม่ได้พูดกับหลวงตา"
หลวงตาเคี้ยงชะงัก แล้วมองหาว่ายายนวลพูดกับใคร จากนั้นก็สวดมนต์ให้พรต่อ
น้ำรินพนมมือฟังบทสวด เหมือนเสียงบทสวดของหลวงตาก้องกังวาลมาจากที่ไกลๆ จิตใจของเธอคล้ายจะคิดถึงเสียงสวดนี้ว่าเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่ง แต่ก็จำไม่ได้
ทันใดนั้นบังเกิดลมพัดผ่านน้ำรินเหมือนบทสวดให้พรเป็นพลังให้ความร่มเย็นใจ
หลวงตาเคี้ยงกับเด็กวัด รู้สึกเหมือนว่ายายนวลนั่งคุยอยู่คนเดียว ก็ตกใจกลัว รีบวิ่งหนีไป ยายนวลที่นั่งยองๆอยู่จะลุกขึ้น แต่ลุกไม่ไหว น้ำรินเผลอรีบเข้าไปจะพยุง
"หนูช่วยค่ะ"
แต่มือน้ำรินทะลุงผ่านตัวของยายนวล พลางพยายามตั้งสมาธิอย่างที่ผียายปริกบอก แล้วพยายามจะจับแขนยายนวลให้ได้ แต่ยังไงก็ทำไม่ได้ ทันใดนั้นมือของแนนยื่นเข้ามาพยุงตัวยายนวลไว้ได้ก่อนจะล้ม
พอแนนบอกยายนวลว่าซื้อโจ๊กมาฝากยายนวลกัลบเหยี่ยว น้ำรินก็มองอย่างหมั่นไส้ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังหึงแนนอยู่ในที
แก้วตาวิ่งหนี เหยี่ยวกับนกน้อยวิ่งตาม ข้ามถนนตัดหน้ารถยนต์ เสียงแตรรถดังสนั่น
รถคันหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างเร็ว !
.
อ่านต่อหน้า 3
ภพรัก ตอนที่ 3 (ต่อ)
แก้วตาเหลียวหลังไปมอง แต่ไม่เห็นเหยี่ยวกับนกน้อยตามมาแล้ว ก็ผ่อนความเร็วลงจากวิ่งเป็นเดินอย่างเหน็ดเหนื่อยมาถึงมุมตึก ทันใดนั้นนกน้อยกับเหยี่ยวโผล่จากมุมตึกมาล็อกตัวไว้
"ไหนบอกว่าตายแล้วไง"
แก้วตาพยายามดิ้น "ปล่อยนะหนูไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น อย่ามายุ่งกับหนูเลย"
เหยี่ยวรีบสั่ง "พาตัวไปจ่า"
คงคาออกมาจากที่ซ่อน แอบมองตามไป
น้ำรินกำลังยืนจ้องตุ๊กตาสีฟ้าที่ยังวางอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้านเหมือนเดิม เหมือนพยายามส่งกระแสจิตผ่านไปถึงเหยี่ยว
"นายเก็ก คุณหายไปนานแล้วนะ ได้ยินฉันมั้ย คุณซื้อตุ๊กตานี่ให้ฉัน มันน่าจะสื่อถึงคุณได้ นายเก็ก เรียกฉันไปหาคุณเดี๋ยวนี้ ฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เกี่ยวกับยอดชัดรึเปล่า?"
น้ำรินคิดถึงหน้ายอดชัดแล้วทบทวนว่าตัวเองรู้จักยอดชัดได้ยังไง แล้วอยู่ๆก็นึกถึงหน้านกยูง
"ยอดชัดค้ายา นกยูงเสพยาเกินขนาดตาย ยอดชัดค้ายา โดนวางยาตาย"
ทันใดนั้นน้ำรินก็รู้สึกเห็นภาพในอดีต
น้ำรินเห็นภาพตัวเอง นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ตรงหน้านกยูง ที่กำลังร้องไห้เสียใจอยู่ในร้านขายของตกแต่งบ้าน
เธอถึงกับตกใจเมื่อจำเรื่องในอดีตได้ขึ้นมาลางเลือน
"ฉันเคยรู้จักนกยูง?"
เหยี่ยวกับนกน้อยกำลังจะสอบปากคำแก้วตา ที่นั่งอยู่ในห้องสอบสวนสำนักงานสืบฯ
"จับหนูมาทำไม หนูไม่ได้ทำอะไรผิดหนูไม่รู้อะไรทั้งนั้น"
"ถ้าไม่รู้ ทำไมต้องโกหกว่าตาย"
นกน้อยย้อนกลับ แก้วตาชะงักพูดไม่ออก เหยี่ยวพยายามพูดปลอบ
"ไม่ต้องกลัว พี่รับรองความปลอดภัยของน้องเองแค่ตอบคำถามตรงๆ น้องรู้จักนกยูงรึเปล่า ?"
"ไม่รู้จัก"
นกน้อยหยิบมือถือของนกยูงออกมาเปิดภาพถ่ายให้แก้วตาดู
"ไม่รู้จักแล้วถ่ายรูปกับนกยูงได้ยังไง"
แก้วตามองรูปถ่ายในมือถืออย่างอึ้งตกใจ จากนั้นก็น้ำตาไหลมันเหมือนรูปภาพความสนิทสนมมันกระทบกระทือนความรู้สึกบางอย่าง
"บอกลุงซิ เกิดอะไรกับลูกสาวลุงกันแน่"
"ลุงคือพ่อที่เป็นตำรวจของนกยูงเหรอ ?"
นกน้อยพยักหน้าเศร้าๆ "ใช่ บอกความจริงกับลุงเกิดอะไรขึ้นกับนกยูง ?"
แก้วตามองรูปภาพในมือถือแล้วมองหน้าเหยี่ยวกับนกน้อย
"หนูรู้จักกับนกยูง ตอนทำงานที่ร้านขายของตกแต่งบ้านของไฮโซคนนึง"
ในที่สุดน้ำรินรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตระหว่างตัวเองกับนกยูงได้
"รู้ไหมว่าราคาแจกันนี่ใบละเท่าไร เงินเดือนเธอทั้งปียังซื้อไม่ได้เลย"
น้ำรินเห็นภาพตัวเองกำลังตวาดใส่หน้านกยูง
"หนูขอโทษค่ะ"
"ออกไป ฉันไล่เธอออก"
"หลังจากโดนยายใจดำนั่นไล่ออกนกยูงก็หางานใหม่ แต่เด็กที่มีข้อจำกัดว่ากลางวันเรียน ทำงานได้แค่หกโมงเย็นถึงสี่ทุ่มกับเสาร์อาทิตย์มันไม่ได้หางานได้ง่ายๆ"
แก้วตาเล่าให้เหยี่ยวกับนกน้อยฟังด้วยสีหน้าเศร้าๆ
"ทำไมนกยูงต้องหางานทำด้วย ลุงก็ให้เงินตลอด"
"นกยูงบอกว่า…"
แก้วตานึกถึงตอนที่นั่งคุยกับนกยูงที่ป้ายรถเมล์
"เราอยากเก็บเงินเรียนพิเศษปีนี้เราเอ็นฯไม่ติด แต่ปีหน้าจะสอบหมอให้ได้"
"ขอเงินพ่อเรียนสิพ่อแกเป็นตำรวจไม่ใช่เหรอ"
นกยูงส่ายหน้า "เป็นตำรวจก็ไม่ได้รวยอะไรนะ เงินที่พ่อเอามาจ่ายค่าเรียน พ่อไปกู้เค้ามาทั้งนั้น เราอยากช่วยพ่อ"
"เรามีงานหนึ่งเสี่ยงหน่อย แกสนใจไหม ?"
นกยูงมองแก้วตาอย่างสงสัย "งานอะไร ?"
นกยูงในชุดเด็กเชียร์เบียร์กำลังเสิร์ฟเบียร์ให้ลูกค้าในร้านอาหารอยู่ แก้วตาเดินถือเบียร์สวนมา
"ขอบใจนะที่ฝากงานนี้ให้ฉัน"
แก้วตายิ้มให้ "ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันเอาเบียร์ไปเสิร์ฟเจ๊ก่อน"
"ฉันเอาไปเสิร์ฟให้ไหม"
แก้วตารีบพูด "ไม่ต้อง โต๊ะนี้เจ๊ไม่ให้ใครเสิร์ฟนอกจากฉัน"
แก้วตาเดินจากนกยูงมาที่โต๊ะหนึ่ง ซึ่งยอดชัดนั่งคุยกับเจ๊หวานอย่างโมโห
"เด็กแกโดนตำรวจซิวอีกแล้วเรอะ ฉันสูญเงินไปเท่าไหร่รู้มั้ย"
"ขอโทษค่ะเสี่ย เด็กมันหน้าเดิมๆ ตำรวจเลยจับทางได้"
"หาเด็กหน้าใหม่ๆไปส่งของได้แล้ว"
"ฉันเล็งไว้แล้วค่ะเสี่ย"
เจ๊หวานมองไปทางนกยูง ยอดชัดมองตาม
แก้วตายื่นห่อกระดาษให้นกยูง
"เอาห่อนี่ไปให้ผู้ชายตามแผนที่แล้วนายจะให้ค่าส่งสามพัน"
นกยูงตาโต "สามพัน!ทำไมเยอะจัง ในห่อนี่มีอะไรเหรอ"
"ไม่รู้ รู้แต่ว่าได้เงินเยอะ แกไม่อยากได้เงินรึไง"
นกยูงมองห่ออย่างลังเล
นกยูงพุ่งพรวดเข้าห้องพักของแก้วตา แล้วรีบปิดประตูด้วยอาการลนลาน
"ฉันรู้แล้วว่าของในห่อนั้นคืออะไร ? ฉันแอบเปิดดู แล้วฉันก็ถ่ายรูปไว้ในกล้องนี้"
พลางหยิบกล้องถ่ายรูปเล็กๆมาเปิดโชว์ โดยไม่รู้ว่าแก้วตารู้เรื่องอยู่แล้ว
"เมื่อกี้ฉันแอบไปที่ร้าน เห็นนายยอดชัดกำลังคุยเรื่องส่งยากับคนที่เรียกกันว่า “บอส”ฉันเลยแอบถ่ายรูปมาด้วย"
"ทำอย่างนี้ทำไม"
"ลูกตำรวจไม่มีวันทรยศศักดิ์ศรีของพ่อด้วยการทำผิดกฏหมายซะเอง ฉันจะเอาหลักฐานไปให้ตำรวจ"
นกยูงจะเดินไป แก้วตารีบดึงกล้องจากมือไว้
"ฉันเอาไปให้เองดีกว่า ขืนแกเอาไปให้ เดี๋ยวเจ้านายพ่อแกจะจะสงสัยว่าพ่อแกค้ายาซะเอง เพราะยาอยู่ที่แก"
นกยูงนิ่งคิดอย่างสับสน
แก้วตาเล่าพลางร้องไห้ไปด้วย
"คืนนั้นหนูไปบอกเจ๊หวานว่านกยูงทรยศ คิดแค่อยากจะเอาหน้าเฉยๆ แต่ไม่คิดว่าจะทำให้นกยูงถูกฆ่าตาย"
นกน้อยมองแก้วตาด้วยแววตาเจ็บปวด
"แปลว่านกยูงไม่ได้ตายเพราะเสพยาเกินขนาด"
"นกยูงไม่เคยแตะต้องยาเลยค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นคนที่ทำให้นกยูงตายก็คือไอ้ยอดชัด นกยูงลูกพ่อ"
นกน้อยร้องไห้โฮ เหยี่ยวต้องตบบ่าปลอบใจ แล้วหันมาถามแก้วตา
"กล้องที่ถ่ายเห็นหน้าบอส ยังอยู่ที่เรารึเปล่า"
"ไม่มีใครรู้ว่ามีกล้องตัวนั้น หนูซ่อนไว้ที่ห้องค่ะ"
"งั้นรีบกลับไปเอาเราต้องไม่ปล่อยให้การตายของนกยูงเสียเปล่า นายใหญ่ของไอ้ยอดชัดจะต้องถูกจับมาลงโทษ"
ทั้งหมดรีบออกไปจากห้อง
น้ำรินเดินไปเดินมาอย่างใช้ความคิดเครียดๆ
"ฉันไล่ลูกจ่านกน้อยออกไปจากร้าน นกยูงต้องตายเพราะฉัน"
"กูต่างหากที่ต้องตายเพราะมึง"
น้ำรินหันขวับไปตามเสียง เห็นชลชาติโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ด้านหนึ่ง แล้วตรงเข้ามากระชากร่างเธอลากออกไปตามพื้นอย่างรวดเร็ว น้ำรินร้องขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด
น้ำรินที่โดนชลชาติฉุดกระชากออกไปตามสวนหลังบ้าน พยายามต่อสู้ดึงมือชลชาติออกจากคอตัวเอง แต่ดึงไม่ออก
"ใครก็ได้ ช่วยด้วย"
น้ำรินฮึดถีบชลชาติกระเด็น แล้วรีบลุกขึ้นแล้วจะวิ่งหนีออกไปจากตรงนั้น ชลชาติพุ่งเข้ามารวบขาไว้ได้ น้ำรินล้มลง แล้วใช้มือทุบชลชาติเพื่อให้ปล่อยขาตัวเอง
"ปล่อยฉันนะ แกเป็นใคร มายุ่งกับฉันทำไม ปล่อย"
"กูจะเอาวิญญาณมึงไป มึงฆ่ากู"
น้ำรินตกใจ ชลชาติอ้าปากกว้างมาก เหมือนกำลังจะกลืนกินวิญญาณของน้ำริน
"บังอาจมายุ่งกับเพื่อนฉันเหรอ ?"
ชลชาติที่กำลังจะดูดวิญญาณน้ำริน หันขวับไป ผียายปริกกระโดดถีบเต็มแรง จนร่างชลชาติลอยหวือออกไป
"กูจะสลายวิญญาณมัน มันเป็นคนฆ่ากู"
"จะสลายวิญญาณเพื่อนฉันเหรอ แกนั่นแหละโดนฉันสลายก่อน"
ชลชาติง้างหมัดต่อยหน้าผียายปริก จนลอยหวือกระเด็นออกไปอีกด้านหนึ่ง จากนั้นก็หันมากระชากร่างน้ำรินออกไปอีกทาง
.
อ่านต่อหน้า 4
ภพรัก ตอนที่ 3 (ต่อ)
ชลชาติกำลังดูดวิญญาณน้ำรินอีกครั้ง ผียายปริกโผล่ออกมาอีกด้าน ถีบชลชาติล้มไป จากนั้นก็ดีดนิ้วเสกสายสิญจ์อาคมลอยขึ้นมา พุ่งเข้าไปหมุนวนกับร่างชลชาติ แล้วก็เลือนหายไปทันที สายสิญจ์อาคมร่วงหล่นลงพื้น
ผียายปริกหายวับไปตาม น้ำรินมองตามทั้งคู่ที่หายตัวไปอย่างมึนงง
เหยี่ยวกับนกน้อยเดินมากับแก้วตา ถึงบริเวณบันไดทางขึ้นอพาร์ทเม้นท์
"ลุงจ่ารอหนูตรงนี้แป๊บเดียวค่ะ เดี๋ยวหนูขึ้นไปเอากล้องมาให้"
แก้วตาเดินเข้ามาหยิบกล้องที่ซ่อนไว้ที่ใต้เตียง เปิดกล้องแล้วดูภาพในกล้อง ด้วยความรู้สึกผิดในสิ่งที่ตัวเองเคยทำไว้กับเพื่อน
"นกยูง ฉันขอโทษ แกต้องตายเพราะฉัน คนบงการฆ่าแกจะต้องได้รับโทษ ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้วนะนกยูง"
แก้วตาลุกขึ้นจากเตียง กำลังจะเดินไปที่ประตู แต่เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อน พอเดินไปเปิดประตู ก็ต้องตาลุกวาวด้วยความกลัว เพราะไม่ใช่เหยี่ยวกับนกน้อยที่เป็นคนเคาะประตู
ร่างของแก้วตาโดนตบมากองที่อยู่ที่พื้น กล้องกลิ้งกระเด็นไถลไปอยู่ที่ใต้เตียง
แก้วตาร้องขอชีวิตด้วยความเจ็บปวด "อย่าทำหนู อย่าทำหนูเลย"
เหยี่ยวกับนกน้อยยืนรออยู่ด้านล่าง ได้ยินเสียงกรีดร้องจากด้านบน ก็รีบตามขึ้นไป
เจ๊แดงกรีดร้องด้วยความตกใจ เหยี่ยวกับนกน้อยวิ่งมาตามเสียง เห็นแก้วตานอนตาเหลือก โดยในมือมีเข็มฉีดยาคาอยู่
เหยี่ยวรีบหันมาถามเจ๊แดง "เห็นใครแปลกหน้ามั้ย"
"ฉันเห็นผู้ชายผมสั้นๆ ใส่ชุดดำ แว่นตาดำ เดินลงบันไดหนีไฟไป"
เหยี่ยวกับนกน้อยรีบวิ่งพุ่งออกไปทันที เห็นชายชุดดำเดินเลี้ยวมุมตึกไปก็รีบวิ่งตาม
ชายชุดดำรีบวิ่งหนีกระโดดขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซต์ สตาร์ทรถและเข้าเกียร์บิดคันเร่ง จะขี่หนีออกไป
เหยี่ยวยันตัวขึ้นกำแพง แล้วใช้แรงถีบกำแพงพุ่งไปถีบชายชุดดำที่ขี่มอเตอร์ไซต์กระเด็นลอยลงมาล้มกลิ้งอยู่กลางถนน
เหยี่ยวปราดเข้ามาเอาเข่ากดที่หลังของชายชุดดำ แล้วจัดการล็อกแขนไว้
"ผมยอมแล้ว อย่าทำอะไรผมเลย ผมจะไม่ยุ่งกับเมียพี่อีกแล้ว"
"เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ"
"ผมขอโทษที่เป็นชู้กับเมียพี่ครับ"
"ชู้?" เหยี่ยวขมวดคิ้วงงๆ
รถแวนสีดำขับผ่านหลังเหยี่ยวกับนกน้อยไป ใครบางคนในรถมองมาผ่านฟิล์มสีดำมาทางทั้งคู่อย่างเยาะหยัน
เหยี่ยว นกน้อย และเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนหนึ่ง กำลังตรวจดูที่เกิดเหตุ ร่างแก้วตายังอยู่ในห้อง
"สั่งให้ทุกคนตรวจพื้นที่ให้ละเอียด เก็บหลักฐานทุกชิ้นอย่าให้อะไรหลุดรอดไปได้"
เหยี่ยวก้มลงไปใต้เตียง มองเห็นกล้องของนกยูงที่ตกอยู่ที่ใต้เตียง นกน้อยหันมาเห็น
"กล้องของลูกสาวผมครับ หมวดรีบเปิดดูรูปเลย แก้วตาบอกว่านกยูงถ่ายรูปบอสของพวกมันไว้ได้"
เหยี่ยวรีบเปิดดูรูป แต่กลับไม่มีรูปอยู่ในกล้องเลย รรวมถึงเมมโมรีการ์ดก็หายไปด้วย
คงคาหักเมโมรีการ์ดในมือ แล้วก็คุยมือถือด้วยสีหน้าพอใจ
"ไม่มีใครเห็นบอสแน่นอนครับ"
ภพธรปิดโทรศัพท์มือถือแล้วค่อยๆ ลดมือลง
ที่แท้เป็นเขาเอง ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด !!
“Only a life lived for others is a life worthwhile.”
“มีเพียงชีวิตเพื่อผู้อื่นเท่านั้นที่มีคุณค่าแก่การมีชีวิต”
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก
นกน้อยยืนตรงหน้าเจดีย์บรรจุกระดูกของเมียและลูก พลางวางหูฟังหมอไว้ตรงหน้ารูปของนกยูงที่ติดกับเจดีย์ แล้วยิ้มเศร้าๆ
“นกยูง พ่อรู้แล้วว่าลูกไม่ได้ตายเพราะหลงผิดคิดเสพยา หนูตายเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของลูกตำรวจ พ่อภูมิใจในตัวลูกนะ”
นกน้อยซบหน้าร้องไห้กับเจดีย์ของเมียและลูกอย่างโหยหา
เหยี่ยวเดินหาวถือถังสังฆทานมากับน้ำริน ที่พูดย้ำว่าให้เขากรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวรของเธอด้วย
“กรวดยังไง? ชื่อจริงคุณผมยังไม่รู้เลย รู้แต่ชื่อน้ำ”
“อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรของคนชื่อน้ำก็ได้”
เหยี่ยวส่ายหน้า “คนชื่อน้ำมีเป็นล้านๆ แล้วบุญแค่นี้จะถึงคุณเหรอ”
“ถ้างั้นคุณก็ต้องสืบประวัติให้รู้ซะทีว่าฉันเป็นใคร”
“แน่นอน ผมก็อยากรู้ไม่น้อยไปกว่าคุณหรอก ว่าไอ้ยอดชัดเจ้าพ่อยาเสพติด มันไปเกี่ยวข้องกับคุณได้ยังไง”
น้ำรินนิ่งคิด “นั่นสิ ฉันก็อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ ? ทำไมถึงได้พัวพันทั้งกับยอดชัด ทั้งนกยูง”
“นกยูง? คุณรู้จักนกยูงด้วยเหรอ มีอะไรที่ไม่ได้บอกผมรึเปล่า ?”
“เปล่า รีบเอาของไปถวายพระเถอะ ฉันรอตรงนี้นะ”
เหยี่ยวเดินออกไป น้ำรินมองตามเหยี่ยวแล้วคิดถึงเรื่องตัวเอง จากนั้นก็เดินต่อไปยังศาลาริมน้ำ
น้ำรินมานั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำ คิดถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเธอเมื่อวันก่อน ตอนที่วิญญาณชลชาติมาทำร้ายเธอ
“ผีตัวนั้นเป็นใคร ฉันไปทำอะไรให้”
ผียายปริกยืนกอดอกอยู่ข้างหลังน้ำริน
“หล่อนมีส่วนทำให้มันตาย”
น้ำรินชะงักตกใจ “ปริก ปริกล้อฉันเล่นใช่ไหม ?”
ผียายปริกมองน้ำริน แล้วหัวเราะเสียงดัง น้ำรินโล่งใจ ทันใดนั้นก็หยุดหัวเราะแล้วทำหน้าจริงจัง
“ฉันพูดจริง”
“ฉันไปทำอะไรให้เค้า ไหนปริกเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”
ผียายปริกสั่นหัว “หล่อนยังจำเรื่องตัวเองไม่ได้ แล้วฉันจะไปรู้เรื่องหล่อนเรอะ ฉันพูดไปตามสัจธรรม กรรมเป็นผลของการกระทำ “ผล” ทุกอย่างย่อมมาจากเหตุทั้งสิ้น มันเป็นเหมือนบ่วงที่ต้องแก้ไข”
“แล้วมันจะจองเวรจองกรรมกับฉันเรื่อยไปแบบนี้เหรอ”
ผียายปริกส่ายหน้า “มันเป็นสัมภเวสี ไปไหนมาไหนไม่สะดวกนักหรอก ยกเว้นวันพระและวันโกน”
“ถ้าปริกบอกว่าทุกสิ่งเป็นกรรมที่ฉันเคยทำ เป็นเหมือนบ่วงที่ต้องแก้ไข งั้นฉันคงเคยทำกรรมอะไรไว้กับนกยูงและยอดชัดใช่มั้ย”
“เอาน่า วันหนึ่งหล่อนจะรู้ด้วยตัวเอง อีกไม่นาน”
น้ำรินมองไปที่สายน้ำเบื้องหน้า ยังคงงงกับเรื่องที่ผียายปริกพูดอยู่ไม่น้อย
เหยี่ยวนอนหลับอยู่บนเตียง น้ำรินยืนเหม่ออยู่ตรงหน้าต่าง สีหน้าไม่สบายใจเพราะรู้สึกผิดกับนกยูง
“ชีวิตของเราในอดีต ทำกรรมไว้กับนกยูง เราถึงต้องชดใช้กับจ่านกน้อย ทำให้จ่านกน้อยเข้าใจลูกสาว หมดทุกข์เรื่องในอดีต?”
พลันก็มีลมพัดโกรกเบาๆ เข้ามาทางหน้าต่าง น้ำรินยกมือขึ้นมาป้องหน้า เสียงบทกรวดน้ำลอยมากับสายลมค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ
ความทรงจำในอดีตกลับมาอีกครั้ง
“น้ำรินมองเห็นภาพตัวเองนั่งอยู่ในห้องพระในบ้าน กำลังวางชุดกรวดน้ำตรงหน้า ก่อนจะยกมือประณมขึ้นอธิษฐาน
“ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมกับผู้ที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินโดยตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี หากมีโอกาส ขอให้ข้าพเจ้าได้ชำระล้างความผิดเหล่านั้น ที่ข้าพเจ้าก่อไว้ด้วยเถิด”
.
อ่านต่อตอนที่ 4
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,132
Re: อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
«
Reply #3 on:
19 June 2026, 22:04:07 »
ภพรัก ตอนที่ 4
https://mgronline.com/drama/detail/9570000133688
.
ภพรัก ตอนที่ 4
เผยแพร่: 20 พ.ย. 2557 09:17 โดย: MGR Online
.
ภพรัก ตอนที่ 4
น้ำรินเดินออกมาจากริมหน้าต่าง ทิ้งตัวลงนั่งแล้วครุ่นคิดต่อ
“ความผิดเหล่านั้นที่ก่อไว้ นอกจากเรื่องนกยูงเรายังเคยทำผิดเรื่องอื่นๆ อีกมั้ย?”
พลันก็หวนคิดถึงภาพสร้อย P N
“ฉันเคยมีสร้อยตัวอักษร P N ?”
โทรศัพท์มือถือของภพธรที่คว่ำอยู่ เห็นรอยแกะสลักรูป P N ภพธรนั่งอ่านแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ
พลางปรายตาเห็นอักษร P N บนโทรศัพท์มือถือ ทำให้คิดถึงน้ำริน เขาถอนหายใจยาววางปากกาในมือลงและเปิดลิ้นชักออกมา หยิบรูปน้ำรินขึ้นมาดูมองรูปด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะผูกพัน แต่ก็สับสนกับการกระทำของตัวเอง
ภพธรนึกถึงภาพตัวเองขณะกำลังนั่งคุยอยู่กับธาราในบ้าน
“สำหรับอา ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าคำว่า “ครอบครัว” หรอกนะธร”
ภพธรมองธาราที่แววตาดุอย่างสงสัย
“อาเลี้ยงธรมากี่ปีแล้ว”
“สิบกว่าปีครับ”
“ไม่น่าเชื่อว่าเด็กหนุ่มเมื่อสิบกว่าปีก่อน จะก้าวมาทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่เครือโรงแรมอันดับหนึ่งของเมืองไทยได้”
ภพธรยิ้ม “ถ้าไม่ได้คุณอา ผมคงไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้”
“คนฉลาดอย่างธรน่าจะรู้ว่าควรจะทำตัวยังไง ชีวิตของอาห่วงแต่น้ำรินคนเดียว อยากให้มีคนที่อาไว้ใจดูแลลูกสาวไปตลอดชีวิต ธรควรจะเป็นมากกว่าพี่ชายของน้ำริน อาต้องการให้ธรแต่งงานกับน้ำริน น้องโตพอที่จะมีครอบครัวได้แล้ว”
พลันเสียงของน้ำรินก็ดังแทรกเข้ามา
“คุยอะไรกันอยู่คะ ท่าทางซีเรียสจัง”
ทั้งสองคนหันไปมอง เห็นน้ำรินเดินเข้ามาพร้อมกับถุงข้าวของแบรนด์เนมที่เพิ่งไปช้อปปิ้งมาเต็มไปหมด
“พี่ธรมาก็ดีแล้ว วันนี้ไปปาร์ตี้กับน้ำหน่อยนะคะ กำลังต้องการคู่ควงหนุ่มหล่ออยู่พอดีเลย”
น้ำรินหน้ายิ้มแย้มไม่สนใจว่าทั้งคู่กำลังคุยอะไรกันอยู่ ห่วงแต่เรื่องเที่ยวของตัวเอง
ภพธรจ้องรูปน้ำรินแล้วครุ่นคิดในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ พอนับดาวเปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง เขาก็รีบหย่อนรูปลงลิ้นชักแล้วปิด
“ซ่อนอะไรดาวคะ”
ภพธรท่าทางมีพิรุธ “เปล่า”
นับดาวรี่เดินตรงเข้ามา ชักลิ้นชักโต๊ะทำงานของภพธรออกมา
“เอารูปน้ำรินขึ้นมาดูทำไมคะ คิดถึงมันมากเหรอ”
“เปล่า แค่คิดว่าจะทำยังไงกับแม่เค้าต่างหาก”
นับดาวนั่งลงบนตักภพธรท่าทางยั่วยวน
“ไม่เห็นจะต้องคิดมาก ตอนนี้ก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว”
พลางหยิบช้อนกาแฟที่วางบนจานรอง มาคนในถ้วยกาแฟ
“ปล่อยให้ตายช้าๆ อย่างทรมานดีกว่า”
“สร้อยที่มีอักษรย่อ P กับ N ยังงั้นเหรอ บางทีอาจจะเป็นชื่อจริงกับนามสกุลจริงของคุณ”
เหยี่ยวครุ่นคิด พลางลองกดคอมพิวเตอร์คีย์หาข้อมูลคนหาย ชื่อขึ้นต้นด้วยอักษร P นามสกุลขึ้นต้นด้วยอักษร N แต่กลับมีรายชื่อเป็นพัน
“คุณเคยบอกว่ารถเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ดวงจิตคุณออกจากร่างใช่มั้ย”
น้ำรินพยักหน้า “ใช่ แต่คุณเคยตรวจสอบจากฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์แล้ว ไม่มีเคสของผู้ประสบอุบัติเหตุโรงพยาบาลไหน ที่ใกล้กับชื่อฉันเลย”
“ผมมีวิธีที่ดีกว่าตรวจจากคอมพิวเตอร์”
เหยี่ยวเดินตรงไปที่ตู้เอกสารด้านหนึ่ง หยิบแฟ้มมาสี่ห้าแฟ้มกองลงที่โต๊ะด้านข้าง แล้วหยิบแฟ้มมาเปิดดูทีละหน้าๆ น้ำรินมองอย่างหงุดหงิด เพราะคิดว่าหาจากคอมฯ น่าจะเร็วกว่า พลางพยายามวางนิ้วและพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์ ปรากฏว่านิ้วทะลุแป้นพิมพ์ไปหมด เพราะหยิบจับอะไรไม่ได้ ที่สุดก็เผลอตัวยกขึ้นทั้งสิบนิ้ว แล้ววางฟาดลงบนคีย์บอร์ดอย่างแรง หน้าจอคอมฯ ของเหยี่ยวดับวูบทันที
น้ำรินยกมือขึ้นมาดู สีหน้าดีใจที่จู่ๆ ก็สามารถหยิบจับอะไรได้แล้ว
“คุณ ฉันทำได้แล้ว ฉันจับของได้แล้ว”
เหยี่ยวย่อตัวนั่งลงแล้วลองกดเปิดเครื่องใหม่ แต่เปิดเท่าไหร่ก็ไม่ติด น้ำรินหน้าจ๋อยๆ แต่แล้วจู่ๆ เครื่องก็ติดขึ้นมา
เหยี่ยวมองน้ำรินแบบไม่ค่อยสบอารมณ์ แล้วเดินไปเปิดแฟ้มเอกสารต่อ
ภพธรนั่งเซ็นเอกสารอยู่ในห้อง นับดาวเดินเปิดประตูเข้ามาทันทีพร้อมกับเอกสารฉบับหนึ่ง ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ภพธรเงยหน้าขึ้นมาด้วยแววตาไม่พอใจ ที่เธอเข้ามาโดยไม่เคาะประตู
“ระหว่างเรายังมีเรื่องอะไรต้องปิดปังกันอีกเหรอคะ”
ภพธรถอนหายใจอย่างอึดอัด นับดาววางเอกสารลงบนโต๊ะ แล้วจ้องหน้าแบบค้นหาความจริง
“เมื่อเดือนที่แล้วพี่ธรโอนเงินหลายแสน ไปที่ชลบุรี? โอนไปทำไม?”
ภพธรทำหน้าเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา “เพื่อนเก่าเดือดร้อน ขอความช่วยเหลือ”
“ดาวถามไปที่แบงค์แล้ว พี่ธรโอนไปที่โรงพยาบาล ดาวไม่เคยได้ยินว่าพี่ธรมีเพื่อนที่ชลบุรี”
ภพธรส่ายหน้า
“เธอต้องรู้จักเพื่อนพี่ทุกคนเหรอ ทำไม คิดว่าอะไร นับดาว เธอต้องรู้จักให้เกียรติกันมากกว่านี้นะ ถ้าต้องการจะคบกันต่อไป”
นับดาวจ้องภพธรอย่างจับผิด
น้ำรินขมวดคิ้วนั่งเท้าคางจ้องเหยี่ยวที่หาเอกสารทีจะใบในแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ แล้วจดลงในสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ
“พบชื่อที่มีตัวย่อ P หรือ N บ้างมั้ย”
“ในเขตปริมณฑล ผมได้รายชื่อผู้ประสบอุบัติเหตุที่เป็นผู้หญิงมา 3 ราย อยู่ในจังหวัดจันทบุรี, ระยอง และชลบุรี ผมโทรเช็คกับโรงพยาบาลทั้งสามแห่งแล้ว ผู้ป่วยทั้งสามรายยังไม่ฟื้น”
“ขอให้เค้าส่งประวัติมาให้เราสิ จะได้เห็นหน้าผู้ป่วย”
เหยี่ยวถอนหายใจ “มันไม่ง่ายอย่างนั้น ระบบราชการมีระบบอำนาจดำเนินการ ยศแค่ผมทำไม่ได้”
จากนั้นก็เสนอว่าให้ตามไปดูให้เห็นกับตาที่โรงพยาบาลเลย
“หมายความว่าวันนี้ฉันจะได้เจอร่างตัวเอง เข้าร่างได้แล้วใช่มั้ย ไชโย”
น้ำรินดีใจมากกระโดดกอดเหยี่ยวอย่างลืมตัว ปรากฏว่าทะลุร่างไป ทั้งคู่ชะงัก เขิน แล้วรีบทำเป็นวางฟอร์มใส่กัน
“ไปกันเถอะ”
เหยี่ยวเดินนำออกไป น้ำรินยิ้มดีใจ รีบเดินตามออกไป
น้ำรินเดินออกมากับเหยี่ยวมาตามทางเดินในลานจอดรถ นกน้อยเดินออกมาจากอาคารสำนักงาน เอาพวงกุญแจใส่ที่นิ้วชี้แล้วเหวี่ยงเล่นระหว่างเดินมา
“เรียบร้อยหมวด รถว่างพอดีเลย คราวนี้ทำไมหมวดกล้านั่งรถไปไกลๆ ล่ะ”
เหยี่ยวสีหน้าเปลี่ยนไป ความจริงก็หวาดๆ อยู่เหมือนกัน นกน้อยหันไปแล้วนึกรู้ทันทีว่าอาการที่กลัวการนั่งรถยนต์ยังคงมีอยู่
“น่า อย่าวิตกไปเลย เดี๋ยวผมขับให้เรียบนิ่งสุดฤทธิ์เลย ไปไกลแค่ไหนหมวดก็ไม่รู้สึกอึดอัดหรอก เชื่อผมเหอะ”
นกน้อยเดินนำไปที่รถของสำนักงานสืบฯ เหยี่ยวมองตามไปที่รถด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ น้ำรินมองอาการ ก็พอเดาออกว่าเขากำลังรู้สึกอะไรอยู่
เหยี่ยวนั่งหลับตาพยายามทำสมาธิไม่ให้คิดอะไรเรื่องที่ต้องนั่งรถทางไกล น้ำรินนั่งอยู่ที่เบาะหลัง ชะโงกมามองด้วยสายตาเป็นห่วง
เหยี่ยวส่งเอกสารที่จดรายชื่อโรงพยาบาลและชื่อผู้ป่วยให้นกน้อย
“ไปโรงพยาบาลตามรายชื่อ เริ่มจากไกลที่สุดก่อน”
นกน้อยรับเอกสารมาอ่าน
“จันทบุรี โอ้โฮ ไกลโขอยู่นะหมวด คราวที่แล้วไปทำคดีแค่นครปฐม หมวดยังเครียดจนอ้วกแล้วอ้วกอีก“เอาน่า ผมกำลังตามหาผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ ผมรับปากกับเค้าไว้แล้ว ต้องทำให้สำเร็จ”
น้ำรินรู้สึกดีกับเหยี่ยวที่ตั้งใจจะช่วยเธอ
รถขับผ่านทางเข้าจังหวัดจันทบุรี เหยี่ยวชะโงกศีรษะออกมาจากรถ เหมือนๆ จะอาเจียน น้ำรินเห็นอาการแล้วสงสาร
เหยี่ยวนั่งหลับตา นิ่วเหน้าเหมือนกำลังอยู่ในความเครียด คิดถึงเหตุการณ์ในอดีต ตอนที่รถประสบอุบัติเหตุ และพ่อกับแม่เขาเสียชีวิตคาที่ เขาผวาลืมตาขึ้นทันที พลางหอบหายใจถี่ๆ
“เที่ยวนี้เราเดินทางไกลมากไปหน่อย ใกล้จะถึงแล้ว อดทนอีกนิดนะหมวด ผู้หญิงคนนั้นคงสำคัญกับหมวดมากสินะ ถึงต้องยอมทนถึงขนาดนี้น่ะ”
“มันเป็น “สัญญา” ฉันต้องทำตามสัญญา”
น้ำรินมองมาที่เหยี่ยวอย่างซึ้งใจ
.
อ่านต่อหน้า 2
ภพรัก ตอนที่ 4 (ต่อ)
เหยี่ยวกับนกน้อยยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์โรงพยาบาล กำลังรอพยาบาลที่ค้นข้อมูลให้อยู่ แต่พยาบาลแจ้งว่าคนไข้ ที่ชื่อ “ปวีณานัฐสิริกร” ถูกรับตัวไปแล้ว
น้ำรินท่าทางผิดหวังไม่ต่างไปจากเหยี่ยว
“ถ้าเค้าฟื้นแล้ว งั้นก็ไม่ใช่ฉัน”
“ยังเหลืออีกสองราย” เหยี่ยวพูดอย่างมีความหวัง
“ไม่ตามไปที่บ้านคนไข้เหรอ เผื่อจะใช่ผู้หญิงคนที่หมวดตามหา” นกน้อยหันมาถาม
“ไม่ใช่หรอก รีบไประยองกันดีกว่าจ่า ผมไม่อยากให้ติดเที่ยง”
เหยี่ยวเดินนำออกไป น้ำรินทำหน้าเหมือนคิดอะไรได้
“เดี๋ยวก่อนค่ะ หมวดน่าจะขอตัวช่วยจากนางพยาบาลก่อนดีกว่าค่ะ”
เหยี่ยวทำหน้าสงสัยว่าน้ำรินหมายถึงอะไร
รถแล่นไปตามทาง เหยี่ยวดมยาดมที่ขอมาจากพยาบาลของโรงพยาบาล น้ำรินอมยิ้มภูมิใจในความคิดของตัวเอง ครู่เดียวเหยี่ยวก็ออกอาการพะอืดพะอมอีกครั้ง แต่ยังคงทนได้อยู่
พยาบาลกำลังพาเหยี่ยวกับนกน้อยเดินมาที่ห้องผู้ป่วยรวม น้ำรินเดินตามมาอย่างลุ้นๆ
“หวังว่าคราวนี้คงจะเป็นร่างของฉันนะ”
ผู้ป่วยที่นอนอยู่ ท่าทางเป็นเหมือนทอม กำลังหัวเราะกับญาติแบบสนิทสนม เพราะฟื้นแล้ว
น้ำรินกับเหยี่ยวหันมามองหน้ากันอย่างผิดหวัง
จากนั้นทั้งหมดก็ตามมาถึงที่โรงพยาบาลชลบุรี พยาบาลรีบบอก
“ผู้ป่วยยังไม่ฟื้นค่ะ หมดสติไปตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ”
น้ำรินกับเหยี่ยวมองหน้ากันอย่างมีความหวัง
“ขอเราเยี่ยมผู้ป่วยหน่อยได้มั้ยครับ”
“ญาติเพิ่งขอย้ายผู้ป่วยเข้ากรุงเทพฯ ไปเมื่อเช้าค่ะ”
“ย้ายไปที่โรงพยาบาลไหนครับ” เหยี่ยวถามอย่างร้อนรน
พยาบาลค้นเอกสารครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามาบอกชื่อโรงพยาบาล
เหยี่ยวเดินนำนกน้อยออกมาอย่างมีความหวัง น้ำรินยิ้มยินดี คิดว่าน่าจะพบกับร่างของตัวเองซะที
สงครามมาเยี่ยมธาราที่ยังคงไม่ฟื้น พลางวางดอกแก้วลงที่โต๊ะข้างเตียง ภาพความรักครั้งเก่าผ่านเข้ามาในความทรงจำ
สงครามในชุดนักเรียนนายร้อยปี 1 กำลังเดินมาส่งธาราในชุดนักศึกษากลับบ้าน ทั้งสองยิ้มแย้มกันเหมือนเป็นคู่รัก
ธาราเดินมองไปที่ด้านหน้าเห็นต้นแก้วอยู่ข้างทาง ก็ยิ้มแล้วหันมาบอกสงคราม
“รอแป๊บนึงนะคะ”
พลางเดินตรงไปที่ต้นแก้ว แล้วชะเง้อมองไปที่ดอกแก้วที่อยู่สูง พยายามเขย่งจะเก็บให้ได้ สงครามเดินตามมามอง เห็นดอกแก้วช่ออื่นที่อยู่ใกล้มือ แต่ธารากลับไม่เด็ด
“ดอกแก้วตรงนี้ก็มี”
ธาราส่ายหน้า “มันไม่เหมือนกัน เพราะดอกตรงนี้มันช้ำ ส่วนช่อนั้นใบแหว่งไม่สวย แต่ช่อโน้น ดอกไม่ช้ำ ใบไม่แหว่ง ช่อกำลังสวย เป็นช่อที่ดีที่สุด”
สงครามจึงพยายามเอื้อมมือไปเด็ดช่อดอกแก้วนั้นมาให้
“ถ้าผมไม่เด็ดให้ คุณจะเอื้อมไปเก็บ จนกว่าจะได้เหรอ ?”
ธารามองดอกแก้วอย่างมีความสุขแล้วมองสงคราม
“ถ้าเราเด็ดด้วยตัวเองไม่ได้ เราก็ต้องหาวิธีจนกว่าจะได้”
ธาราก้มมองดอกแก้วอย่างชื่มชม สงครามมองที่ดอกแก้วในมือธารา
“ทำไมคุณต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับการจับพวกค้ายาบ้าๆนั่นด้วย”
สงครามนอนอยู่บนเตียงคนไข้ สีหน้าเพลียเพราะเสียเลือดมาก มีแผลโดนยิงที่หัวไหล่ มีผ้าก็อตปิดอยู่ มีสายน้ำเกลือและถุงเลือดห้อยระโยงระยาง ธารายืนอยู่ข้างเตียง กำลังจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง
“มันเป็นหน้าที่ที่ผมภูมิใจ”
สงครามมองหน้าธาราอย่างมีความหมาย แล้วเอื้อมมือจับมือเธอ
“คุณรู้ไหม เมื่อเช้าท่านผู้การมาเยี่ยมท่านบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้ผม อีกไม่นานผมจะได้เป็นรองสารวัตร เงินเดือนผมจะมากพอที่จะเลี้ยงคุณได้ เราแต่งงานกันนะ”
ธารามองสงครามนิ่ง ไม่มีท่าทางตื่นเต้นหรือดีใจ จากนั้นก็ค่อยๆดึงมือตัวเองออกมา
“ฉันรอไม่ได้ สำหรับคนอื่น ชีวิตอาจอยู่ได้ด้วยความหวัง แต่สำหรับฉัน มีชีวิตอยู่บนความจริง”
สงครามมองธาราด้วยสายตาสับสน “คุณกำลังพูดอะไร ?”
“วันนี้ ฉันจะมาลา”
สงครามเผลอลุกขึ้น แล้วเจ็บที่แผล แต่ยังใช้แขนตัวเองยันตัวให้ลุกขึ้น แล้วเอื้อมมือไปจับมือธาราไว้
“สงคราม คุณเป็นคนดี ดีมาก แต่ยังไม่ดีที่สุด”
พลางดึงมือของสงครามออก “ฉันขอโทษ” แล้วก็เดินออกจากห้องไปทันที
สงครามมองธาราด้วยความไม่เข้าใจ ตกใจ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นรวดเร็ว พลางจะลุกจากเตียงเพื่อไปตามธารา แต่เจ็บแผลจนเซล้มไปชนโต๊ะข้างเตียง ทำให้แจกันที่ใส่ช่อดอกแก้วล้ม แล้วค่อยๆ กลิ้งตกจากโต๊ะ
แจกันตกแตกกระจาย ดอกแก้วกระเด็นเกลื่อน
สงครามยืนมองหน้าธาราอยู่อย่างนั้นด้วยความรู้สึกผูกพัน แววตาบ่งบอกว่ายังคงรักและห่วงใยผู้หญิงคนนี้
ธาราคล้ายๆ ใกล้จะรู้สึกตัวตื่น สงครามเห็นจึงค่อยๆ เดินออกจากห้องไป
เหยี่ยวเดินเข้ามา คลาดกับสงครามไปเพียงนิดเดียว น้ำรินเดินตรงเข้าไปคุยกับเหยี่ยว ส่วนนกน้อยเดินนำออกไปจึงไม่ได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคนกำลังพูดกัน
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อฉัน”
เหยี่ยวหันมามองหน้าน้ำริน ด้วยแววตาซึ้ง
“ผมทำด้วยความเต็มใจ”
ทั้งสองคนมองหน้ากันด้วยความรู้สึกผูกพันอย่างบอกไม่ถูก
ธารารู้สึกตัวแล้ว แต่ยังนอนสะลึมสะลือครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่บนเตียง ท่าทางอ่อนเพลียอยู่ไม่น้อย
พยาบาลกำลังวัดความดันและเช็คน้ำเกลือ
ธาราหันไปมองที่หัวเตียง เห็นดอกแก้ววางอยู่
“ดอกแก้ว?”
“เพื่อนคุณที่เป็นตำรวจเอามาให้ค่ะ ท่านผู้การมาเยี่ยมคุณทุกวันเลยนะคะ เมื่อกี้ก็เพิ่งกลับออกไป ก่อนที่คุณจะตื่นไม่นาน”
พยาบาลเตรียมจะเข็นเตียงออกไปจากห้องพักผู้ป่วย ธารายังคงสะลึมสะลือครึ่งหลับครึ่งตื่น
“อาจารย์หมอขอเอ็กซเรย์สมองอีกครั้งนะคะ ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ อีกสองสามวัน คุณน่าจะกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้”
ธาราพยักหน้ารับรู้ แต่สายตายังมองที่ดอกแก้วซึ่งวางอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง แล้วก็คิดถึงสงคราม
เหยี่ยวกับนกน้อยรอหมออยู่ที่บริเวณเคาน์เตอร์ น้ำรินยืนอยู่ข้างๆ พลางลุ้นว่าจะเจอร่างของตัวเองหรือไม่ ครู่หนึ่งหมอก็เดินออกมา
“หมวดเหยี่ยวที่โทรมาถามเรื่องคนไข้ที่เพิ่งย้ายมาจากชลบุรีใช่มั้”
“ใช่ครับคุณหมอ คนไข้อาการเป็นยังไงบ้างครับ”
“ยังสลบไม่ได้สติ คนไข้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ สมองกระทบกระเทือนอย่างแรง นอนไม่ได้สติมาสองสัปดาห์แล้ว”
น้ำรินดีใจหันไปบอกเหยี่ยว “ต้องเป็นฉันแน่ๆ เลยค่ะ”
“ขออนุญาตให้ผมพบคนไข้หน่อยได้มั้ยครับ”
หมอมีท่าทางอึกอัก เหยี่ยวรีบพูดต่อทันที
“เป็นเรื่องสำคัญมากครับหมอ ขอแค่ให้ผมเห็นหน้าคนไข้เท่านั้นก็พอ”
หมอมีท่าทางครุ่นคิดนิดหนึ่ง น้ำรินกับเหยี่ยวเฝ้ารอคำตอบลุ้นๆ
หมอพาเหยี่ยวกับพวกเดินมาตามทางเดินในโรงพยาบาล กำลังจะไปห้องไอซียูที่ร่างผู้ป่วยคนนั้นพักฟื้นอยู่
“ผมอนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ แต่ไม่เกินห้านาทีนะครับ”
“ไม่มีปัญหาครับ แค่ผมพบคนไข้ เท่านั้นก็พอ”
อีกด้านหนึ่งของทางเดิน พยาบาลกำลังเข็นเตียงจะพาธาราไปเอ็กซเรย์สมอง เหยี่ยวกับนกน้อยเดินนำไปแล้ว น้ำรินเดินผ่านเตียงที่กำลังเข็นธารา ก็ชะงัก หยุดยืนมองเตียงที่ถูกเข็นออกไป แม้จะเห็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของใบหน้า แต่รู้สึกได้ถึงความผูกพันบางอย่างระหว่างกัน
น้ำรินเดินแยกกับกลุ่มเหยี่ยว เดินตามธาราไปโดยไม่รู้ตัว
พยาบาลเข็นเตียงของธาราเข้ามารอในห้องเอ็กซเรย์สมอง ธาราหลับตาท่าทางอ่อนเพลีย สะลืม
สะลือ ยังไม่ได้สติเท่าไรนัก
พยาบาลรูดม่านปิดเตียง แล้วเดินออกไป
น้ำรินเดินเข้ามาที่เห็นร่างธาราที่ยังคงหลับตาผ่านผ้าม่านที่บังอยู่ จากนั้นก็ตัดสินใจจะเดินเข้าไปมองหน้าชัดๆ ด้วยความรู้สึกผูกพันอย่างไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
“คุณเป็นใครคะ? ทำไมฉันถึงรู้สึกว่ารู้จักกับคุณ”
ธาราคล้ายได้ยินเสียงน้ำริน กำลังจะเหลียวมามอง
“ขอโทษที่ทำให้รอนะครับ”
เจ้าหน้าที่เดินมาพอดี เข็นเตียงธาราไปที่อุปกรณ์เอ็กซเรย์สมอง ทำให้ทั้งคู่คลาดกันอีกครั้ง
น้ำรินมองตามธาราไป นึกสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงรู้สึกคุ้นเคยกับผู้หญิงคนนี้
.
อ่านต่อหน้า 3
ภพรัก ตอนที่ 4 (ต่อ)
หมอเดินพาเหยี่ยวกับนกน้อยมาจนถึงที่หน้าห้องไอซียู น้ำรินเดินตามมาทันพอดี พลางรีบบอก
“ฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่ง ยังไม่ทันเห็นหน้า ฉันรู้สึกแปลกๆ “
ก่อนจะทั้งคู่จะพูดอะไรต่อไป พยาบาลรีบเดินออกมาจากห้องไอซียู ท่าทางร้อนรน
“คุณหมอคะ คนไข้ชักค่ะ”
หมอหันมาหาเหยี่ยวกับนกน้อย “พวกคุณรออยู่ที่นี่ ผมขอตัวก่อนนะ”
หมอรีบเข้าไปในห้องไอซียูทันที นกน้อยเดินไปมองที่กระจกด้วยความสนใจ น้ำรินรีบหันมาคุยกับเหยี่ยว สีหน้าตกใจ
“เป็นไปได้มั้ย พอดวงจิตของฉันมาอยู่ใกล้กับร่าง ก็เลยเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง ร่างอาจกำลังเรียกให้ฉันกลับเข้าไปก็ได้”
“ถ้าอย่างนั้นจะรออะไรอยู่ล่ะ รีบเข้าไปเลยสิ”
“งั้นฉันเข้าไปก่อน เดี๋ยวเจอกันนะหมวดเหยี่ยว”
น้ำรินกำลังจะเดินทะลุประตูเข้าไป แต่เหยี่ยวเรียกไว้
“ถ้าดวงจิตกลับเข้าร่างได้ แล้วคุณฟื้น ผมจะได้เจอคุณในร่างมนุษย์ใช่มั้ย”
น้ำรินยิ้ม “ก็ใช่น่ะสิ”
“คุณต้องฟื้นนะ”
“ฟื้นสิ ยังไงฉันก็ต้องตามมาขอบคุณหมวดแน่ ไม่ต้องห่วงหรอก”
เหยี่ยวมองยิ้มๆ น้ำรินยิ้มตอบ แล้วเดินทะลุเข้าประตูไป
น้ำรินเข้ามาในห้องไอซียู เห็นหมอกับพยาบาลกำลังรุมกันอยู่ที่เตียงคนไข้ ที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต “หัวใจหยุดเต้น เตรียมปั๊มหัวใจ”
น้ำรินเอามือกุมหน้าอกตัวเอง ด้วยความตกใจกลัวว่าตัวเองจะตาย เพราะเข้าสู่ร่างไม่ทัน พลางรีบเดินไปตรงเตียงที่หมอกำลังปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิตคนไข้
ร่างคนไข้กระตุกไปตามจังหวะการช็อตไฟฟ้าของหมอ
“อาการไม่ดีขึ้นเลยค่ะหมอ”
น้ำรินน้ำตาคลอ กลัวตัวเองตาย รีบเข้าไปใกล้ที่เตียงคนไข้ ชีพจรคนไข้หยุดเต้น ปั๊มยังไงก็ไม่ขึ้น
น้ำรินเสียงแผ่ว “ไม่จริง”
แสงสว่างวาบขึ้นมาในห้องไอซียู
“เค้ามารับวิญญาณของฉันแล้วเหรอ?”
น้ำรินหลับตา กลั้นใจจะเดินเข้าไปหาแสงสว่างนั้น ทันใดนั้นมีร่างอีกร่างปรากฏขึ้น เป็นร่างของหญิงสาวคนไข้ผมยาวคนนั้น คล้ายน้ำรินมากแต่ไม่ใช่
หญิงสาวคนนั้นหันมายิ้มให้น้ำริน แล้วสลายร่างไปกับแสงสว่างที่อยู่โดยรอบห้องไอซียูนั้น
น้ำรินมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
เหยี่ยวยืนอยู่หน้าห้องไอซียูสีหน้ากังวลใจ นกน้อยกำลังรับโทรศัพท์มือถือพูดอยู่อีกมุมไกลออกไป ประตูห้องไอซียูเปิดออก หมอเดินออกมาด้วยท่าทางขรึมๆ เหยี่ยวรีบเดินเข้ามาถามอาการคนไข้ที่ตัวเองคิดว่าเป็นน้ำริน
“หมอเสียใจด้วย คนไข้หัวใจหยุดเต้นแล้ว”
เหยี่ยวตะลึงตกใจ ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น จนหมอเดินออกไป
จู่ๆ น้ำตาก็เอ่อล้น เพราะความผูกพันที่ตัวเองคิดไม่ถึง “น้ำ คุณตายแล้ว?”
พลางมองไปที่ห้องไอซียู แล้วค่อยๆ ทรุดลงนั่งที่เก้าอี้หน้าห้อง ความรู้สึกเหมือนกำลังสูญเสีย
จากนั้นก็เอนหลังพิงพนักอย่างพยายามระงับความรู้สึก แล้วค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ
“เป็นอะไรหมวด ง่วงเหรอ?”
เหยี่ยวลืมตาขึ้น เห็นน้ำรินยังคงยืนอยู่ตรงหน้า
“คุณยังอยู่ ดวงจิตของคุณไม่ได้สลายไปพร้อมกับร่างนั้นเหรอ”
“นั่นไม่ใช่ร่างฉัน”
เหยี่ยวยิ้มทั้งน้ำตา “คุณรู้มั้ยว่าผมดีใจมากแค่ไหน ที่คุณยังอยู่แบบนี้”
จากนั้นก็เดินเข้ามาหาน้ำรินแล้วเผลอกอด แต่ก็สัมผัสกันได้เพียงแผ่วๆ
“ผมดีใจที่ได้พบคุณอีก”
น้ำรินน้ำตาคลอ “ขอบคุณนะที่ทำเพื่อฉัน ขอบคุณจริงๆ”
เหยี่ยวกับน้ำรินซึ้งกันอยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มเขินกัน ทั้งสองเลยค่อยๆ ผละออกจากกัน
“หมวดเหยี่ยว”
เหยี่ยวเก้อๆ หันมามองนกน้อยแล้วยิ้มเก้อๆ
“ยืนยิ้มอะไรคนเดียวครับ”
“ปละ...เปล่า ไม่มีอะไร”
“ตกลงผู้หญิงคนนั้นรอดมั้ย แล้วใช่คนที่หมวดตามหารึเปล่า”
เหยี่ยวส่ายหน้า “ไม่รอด แต่ไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น”
“งั้นเรากลับกันเถอะ ผมหิวข้าวแล้ว”
นกน้อยเดินนำออกไป เหยี่ยวเหลียวมองหาน้ำริน
“กลับบ้านกันเถอะ ฉันเหนื่อยเหลือเกิน”
เหยี่ยวยิ้มๆ “ดวงจิตอย่างคุณ เหนื่อยเป็นด้วยเหรอ ขอโทษนะที่วันนี้ช่วยอะไรคุณไม่ได้ พยายามแทบตาย สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว”
“เอาน่า อย่างน้อยฉันก็รู้ว่ามีคนเป็นห่วงฉันเพิ่มอีกคนหนึ่งแล้ว”
น้ำรินมองไปที่เหยี่ยวแล้วอมยิ้ม แล้วก็เดินออกไป เหยี่ยวมองตาม แล้วเดินตามน้ำรินออกไปด้วยความรู้สึกดีๆ ต่อกัน
เหยี่ยวนั่งอยู่ข้างๆ นกน้อย ที่ทำหน้าที่เป็นคนขับ น้ำรินนั่งด้านหลัง แอบมองเสี้ยวหน้าเหยี่ยว โดยคิดว่าเขาคงไม่รู้ว่าถูกแอบมอง
ในขณะที่เหยี่ยวที่ทำเป็นนั่งหน้าตรง เหมือนตามองไปข้างหน้า แต่สายตาเหลือบมอง ผ่านกระจกส่องหลัง โดยที่น้ำรินไม่รู้ตัวว่าเหยี่ยวเห็นทุกอย่างที่เธอทำ
นกน้อยเหลือบมองเหยี่ยวที่ชอบมองกระจกส่องหลัง แล้วนึกสงสัย
“มีอะไรข้างหลังเหรอครับหมวด ? ทำไมมองกระจกหลังบ่อยๆ”
เหยี่ยวสะดุ้งเล็กน้อย น้ำรินเหลือบมองกระจกส่องหลังตามที่นกน้อยบอก พลางสบตากับเหยี่ยวที่มองมา แล้วก็ชะงัก เมื่อรู้ตัวว่าโดนเหยี่ยวมองอยู่
เหยี่ยวพูดยิ้มๆ “ไม่มีอะไรจ่า ผมแค่รู้สึกว่าโดนแอบมอง”
น้ำรินยิ่งสะดุ้งเขินที่เหยี่ยวเห็นที่เธอแอบมองเขาอยู่
นกน้อยมองกระจกส่องหลัง แต่ไม่เห็นใคร แล้วมองรถทางซ้ายทางขวา
“ใครแอบมองเรา รึเป็นพวกค้ายา”
เหยี่ยวทำหน้ากรุ้มกริ่ม “ไม่ใช่พวกยาเสพติดหรอก แต่อาจจะเป็นพวกยาใจ”
น้ำรินทำท่าจะอ้วกขึ้นมาทันที
“เมารถเหรอ”
นกน้อยนึกว่าเหยี่ยวพูดกับตัวเอง “เปล่าครับ”
เหยี่ยวมองนกน้อยเซ็งๆแล้วเหลือบมองน้ำรินผ่านกระจกส่องหลัง
“เอียนพวกหลงตัวเอง ฉันมองคุณเพราะจะดูว่าคุณจะอ้วกรึเปล่า”
เหยี่ยวมองไปข้างหน้ารถแล้วเริ่มรู้สึกมีอาการอึดอัดอีกครั้ง
“โธ่ จะพูดอีกทำไม ผมอุตส่าห์พยายามไม่คิดถึงมัน
นกน้อยยิ่งงง น้ำรินเห็นอาการก็เป็นห่วง พยายามหาทางช่วย แกล้งชวนคุยเรื่องอื่น
เหยี่ยวเดินจูงจักรยานเข้าบ้านมาพร้อมกับน้ำริน แนนเดินออกมาพอดี
“กลับมาแล้วเหรอเหยี่ยว”
น้ำรินมองแนน แล้วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา หาเรื่องพูดกระทบแนน แต่เหยี่ยวก็นึกรู้ จากนั้นก็รีบพูดตัดบท แล้วเดินโอบไหล่แนนเดินเข้าบ้าน โดยไม่คิดอะไร
แนนแอบมองมือเหยี่ยวที่โอบไหล่ตัวเองแล้วแอบยิ้ม น้ำรินรู้ว่าแนนรู้สึกดีที่เหยี่ยวโอบไหล่ ก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด
เหยี่ยวโอบแนนเข้าบ้านมา น้ำรินเดินตามแล้วมองตาเขียว เห็นยายนวลนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอย่างเอร็ดอร่อย เหยี่ยวรีบหันไปบอกแนน
“ขอชามนึงสิ เหมือนเดิมนะ ขอชามโตๆเลย หิวมาก”
แนนยิ้มรับ แล้วรีบเดินเข้าห้องครัว แล้วเผลอเอามือจับไหล่ตัวเองที่เหยี่ยวโอบอย่างมีความสุข
น้ำรินเห็นอาการของแนน แล้วหันไปพูดเหน็บเหยี่ยว
“เข้าใจนะว่ารักกัน แต่ช่วยแสดงความรักในที่ลับหน่อย ไม่ใช่แสดงต่อหน้าคนอื่นแบบนี้”
ยายนวลชะงักมือที่ตักก๋วยเตี๋ยวแล้วเอียงหูฟังน้ำรินพูด พลางถามอย่างสงสัยว่าทั้งคู่มีอะไรขัดใจกันรึเปล่า เหยี่ยวรีบปฏิเสธ
“ไม่มีอะไรหรอกยาย ผมก็แค่เดินโอบไหล่แนนเข้าบ้านมา คนสนิทกันเดินโอบกันไม่ใช่เรื่องแปลกหรือคุณไม่ชอบ”
“ไม่ใช่ แต่ผู้หญิงเขาเสียหาย”
ยายนวลฟังที่น้ำรินพูดแล้วนิ่งเหมือนคิดบางอย่าง เหยี่ยวดูอาการก็รู้ว่าน้ำรินคิดยังไง แต่แกล้งทำหน้าจริงจัง
“จริงด้วย ผมลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย งั้นผมต้องไปขอโทษแนนแล้วล่ะ ผู้หญิงอย่างแนน ผมต้องให้เกียรติมากกว่านี้ เนอะ ?”
พลางมองน้ำรินยิ้มๆ สนุกที่ได้พูดยียวนกวนอารมณ์ แล้วเดินเข้าครัวไป น้ำรินมองเหยี่ยวอย่างหงุดหงิด ยายนวลฟังคำพูดน้ำรินและคำพูดเหยี่ยวแล้วคิดจริงจัง
“หนูน้ำ ยายถามตรงๆนะ หนูเห็นหนูแนนกับเหยี่ยวสนิทกัน แล้วหนูรู้สึก...”
น้ำรินตกใจกับคำถามของยายนวล จึงรีบพูดแก้ตัว
“หนูไม่ได้รู้สึกหึงหมวดเหยี่ยวกับหมวดแนนเลยนะคะ”
“ยายก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่จะถามว่ามันดูไม่เหมาะสมจริงๆใช่ไหม”
น้ำรินได้ที รีบฟ้อง “ใช่ค่ะ ไม่เหมาะสมเลย ถึงจะสนิทกันแบบเพื่อน แต่ยังไงหมวดเหยี่ยวก็เป็นผู้ชาย หมวดแนนมาบ้านบ่อยๆแบบนี้ มันดูไม่ดีค่ะ”
“ งั้นยายต้องจัดการอะไรสักอย่างแล้ว”
น้ำรินมองยายนวลแล้วมองไปที่ครัวด้วยใบหน้าอมยิ้มคิดว่ายายนวลต้องห้ามแนนมาบ้านแน่
.
อ่านต่อหน้า 4
ภพรัก ตอนที่ 4 (ต่อ)
เหยี่ยว ยายนวล น้ำรินเดินออกมาส่งแนนที่หน้าบ้าน แนนไม่กล้าสบตาเหยี่ยว เพราะกลัวเขาเห็นอาการเขิน จึงหันไปพูดกับยายนวลแทน
“แนนกลับก่อนนะคะยาย อ้อ พรุ่งนี้ตอนบ่าย ยายมีนัดกับหมอตรวจเบาหวานนะคะ”
“เอ้อ จริงด้วย ขอบใจนะที่เตือน”
น้ำรินมองแนนที่ดูเอาใจยายนวล แล้วยิ้มๆ พลางคิดว่าอีกหน่อย ยายนวลก็ห้ามมายุ่งแบบนี้แล้ว
แนนหันมาพูดกับเหยี่ยว “เรากลับก่อนนะ”
เหยี่ยวเอื้อมมือแตะไหล่แนนเหมือนห่วงใย “ขี่รถดีๆ ถึงบ้านแล้วโทร.หาเราด้วย”
แนนยิ้มให้แล้วปั่นจักรยานออกไป เหยี่ยวจะเดินเข้าบ้าน แต่ยายนวลรีบเรียกไว้ แล้วตัดสินใจพูด
“เหยี่ยวกับหนูแนนคบกันมานาน ตั้งแต่ก่อนหนูแนนไปเมืองนอก หนูแนนเข้าออกบ้านเราจนเป็นเรื่องธรรมดาแต่สำหรับคนอื่น หนูแนนอาจดูไม่ดี”
น้ำรินมองยายนวลแล้วแอบยิ้ม
“งั้นผมจะบอกแนนไม่ให้มาบ้านเราบ่อยๆ”
“ยายไม่ได้หมายความอย่างนั้น ที่พูดยายหมายถึงเหยี่ยวควรทำอะไรให้มันถูกต้อง ที่ถูกที่ควร ไม่ให้หนูแนนเสียหาย”
เหยี่ยวแกล้งพูดเล่น “แหม งั้นผมขอแนนแต่งงานซะเลยดีมั้ย จะได้อยู่ด้วยกันเลย”
ยายนวลยิ้มกว้าง “ต้องให้บอกกันตรงๆ อย่างนั้นเลยเหรอ”
น้ำรินตกใจ หันขวับมองหน้ายายนวล
แนนปั่นจักรยานวนกลับมาบ้านเหยี่ยว แล้วนึกขึ้นได้ว่าเตรียมอาหารเช้าไว้ให้ จึงย้อนจะกลับไปบอก พอย้อนกลับมาจอดจักรยานแล้วกำลังจะเปิดประตูรั้ว ก็ได้ยินเสียงยายนวลคุยกับเหยี่ยว
“ความจริงเรากับหนูแนนก็คบกันมาหลายปี ถ้าจะพูดจะคิดเรื่องสร้างอนาคตร่วมกัน อย่างจัดงานแต่งงาน มันก็ไม่เห็นจะแปลก”
แนนชะงักมือที่เปิดประตูทันที แล้วยืนชะงักนิ่งด้วยความรู้สึกตกใจ ตื่นเต้น หัวใจเต้นรัวรอฟังคำพูดของเหยี่ยว เช่นเดียวกับน้ำรินที่รอฟังเหมือนกัน แต่เหยี่ยวกลับเลี่ยงไปหน้าตาเฉย
“ผมง่วงแล้ว ไว้ค่อยคุยกันนะครับ”
พลางจะเดินเข้าบ้าน แต่กลับโดนยายนวลดึงมือไว้
“แล้วเมื่อไหร่จะคุย เราควรจะคิดถึงเรื่องอนาคตได้แล้ว อย่างน้อยก็ควรนึกถึงจิตใจของหนูแนนบ้าง”
เหยี่ยวมองยายนวล แล้วมองน้ำรินที่มองหน้าตัวเอง เลยตอบส่งๆ พอให้พ้นตัว
“อือ ๆ “ แล้วก็เดินเข้าบ้านทันที
น้ำรินยืนชะงัก ไม่เข้าใจความหมาย ยายนวลเองก็งง
ขณะที่แนนอมยิ้มปั่นจักรยานกลับบ้านไปอย่างมีความสุข
เหยี่ยวเดินเข้าห้องมาด้วยท่าทางเหนื่อยๆแล้วล้มตัวลงนอน น้ำรินเดินตามเข้ามามองด้วยสายตาเหวี่ยงๆ แล้วหาเรื่องบ่นนั่นนี่ไปเรื่อย
“หัดทำตัวให้เป็นระเบียบหน่อย กำลังจะเป็นฝั่งเป็นฝาอยู่แล้ว”
เหยี่ยวมองน้ำรินด้วยสายตากรุ่มกริ่ม
“อาการอย่างนี้ เหน็บแหนมใช่ไหม ? หึง?”
“บ้าเหรอ คนอย่างฉันไม่มีวันหึงคุณหรอก “
เหยี่ยวยิ้มยั่ว น้ำรินหงุดหงิดแล้วสะบัดหน้าเดินทะลุประตูออกไป
เหยี่ยวมองน้ำริน แล้วก็ยิ้มกรุ่มกริ่ม อาการแบบนี้ไม่น่าผิดไปจากสิ่งที่เขาคิด
น้ำรินท่าทางหงุดหงิด เดินออกมาที่บริเวณสนามข้างบ้าน ครู่หนึ่งผียายปริกก็ขี่จักรยานเข้ามาด้วยท่าทางยิ้มแย้ม พุดยั่วให้น้ำรินหายหงุดหงิด
“ปริกมาก็ดีแล้ว ฉันมีเรื่องจะปรึกษา”
“มีอะไรจะปรึกกับปริกก็ว่ามา”
น้ำรินเล่าเรื่องที่สามารถฟาดคีย์บอร์ดให้ฟัง
“หล่อนต้องระลึกความรู้สึกที่ฟาดคีย์บอร์ดกระจายให้ได้ ตอนนั้นมุ่งมั่นจิตใจแน่วแน่อยู่กับอะไร ต้องเอามาใช้กับการจับตุ๊กตาตัวนี้”
ผียายปริกพูดพลางจ้องไปที่ตุ๊กตา แล้วหยิบติดมือขึ้นมา ก่อนจะวางลงแล้วให้น้ำรินลองทำดู
น้ำรินจ้องไปที่ตุ๊กตา รวบรวมจิตใจแน่วแน่แล้วจับเข้าที่ตุ๊กตา
“สำเร็จแล้ว”
พอน้ำรินตะโกนลั่น ตุ๊กตาก็ร่วงหล่นทันที
“มือใหม่หัดทำก็เงี้ยะแหละ ถ้าง่ายๆ ผีก็ทำได้ทุกตัวดิ มีเคล็ดลับอยู่ที่ว่า ต้องเริ่มจากของเล็กๆ ก่อน อย่าใจร้อน”
“ฉันต้องทำให้ได้ ปริกคอยดูก็แล้วกัน” น้ำรินพูดอย่างมั่นใจ
ผียายปริกเดินมากับน้ำรินที่จักรยานที่จอดไว้ที่หน้าบ้านเหยี่ยว
“ถ้าหล่อนเซ็งๆ อีตาหมวดเก๊ก สองสามวันนี้ไปเที่ยวป่าหิมพานต์กับฉันมั้ยล่ะ
พอน้ำรินทำท่าสนใจ ผียายปริกก็หัวเราะร่า
“ทำไมปริกชอบหลอกฉันนะ”
“อ้าว ก็เพราะหล่อนหลอกง่ายไง นอกจากจะให้คนอื่นหลอกได้แล้ว ยังชอบหลอกตัวเองอีก ว่าไม่มีความรู้สึก ไม่ได้ผูกพัน ไม่ได้สนใจผู้ชายคนนั้น
“ปริกหมายถึงใคร? “ น้ำรินย้อนถาม
“นั่นสิ ฉันหมายถึงใครหว่า ฮิๆๆ ว่าไง จะไปป่าหิมพานต์กันมั้ย”
น้ำรินส่ายหน้า “คราวนี้ฉันไม่เชื่อปริกหรอก อย่ามาหลอกฉันเลย”
“อ้าว อะไรที่เป็นเรื่องจริงดันหาว่าหลอก อะไรที่หลอกดันคิดว่าจริง มนุษย์หนอมนุษย์ ชอบหลอกตัวเอง ชีวิตง่ายๆ ก็ทำให้วุ่นวายซะงั้น”
น้ำรินมองด้วยสายตาแปลกๆ ไม่เข้าใจที่ผียายปริกพูดนัก ครู่หนึ่งผียายปริกก็ขอตัวกลับ พลางบอกว่าจะอีก 3 วันค่อยเจอกันใหม่ จากนั้นก็ปั่นหายออกไป น้ำรินมองไปทางหน้าต่างห้องนอนเหยี่ยว แล้วรำพึงกับตัวเอง
“ใครหลอกตัวเอง ไม่มีใครหลอกตัวเองสักหน่อย”
เหยี่ยวที่นอนหลับอยู่ ค่อยๆลืมตาตื่น เห็นหน้าน้ำรินจ้องอยู่เหนือหน้าตัวเอง ห่างกันไม่ถึงคืบ ก็ถึงกับสะดุ้ง
“คุณจะทำอะไรผม”
“รีบไปหาประวัติฉันเดี๋ยวนี้ เวลาฉันเหลือน้อยแล้ว เพราะคุณกำลังจะแต่งงานไง แต่งงานแล้วคุณก็ต้องเอาเวลาทั้งหมดไปให้เมียต้องพากันไปฮันนีมูน มีลูก สร้างประชากรเพิ่มมารกโลก ต่อไปคุณก็ไม่มีเวลามาช่วยฉันแล้ว”
เหยี่ยวมองน้ำรินแล้วหัวเราะ
“โธ่คุณ ยายผมก็พูดไปงั้นแหละ ไม่จริงจังอะไรหรอก”
เช้ารุ่งขึ้น ยายนวลหกลับเข้ามาบ้าน แล้วรีบบอกเหยี่ยว ที่กำลังจะออกจากบ้านด้วยน้ำเสียงดีใจว่าหลวงตาเคี้ยงให้ฤกษ์แต่งงานมาแล้ว
เหยี่ยวกับน้ำรินถึงกับชะงัก
“สิ้นปีนี้ ฉันได้ตัดชุดไปงานแต่งงานเอ็งแล้วไอ้เหยี่ยว”
เหยี่ยวมองยายนวลอึ้งๆ ไม่คิดว่าจะจริงจังขนาดนี้ น้ำรินมองอึ้งๆ เจ็บหัวใจบอกไม่ถูก
น้ำรินเดินนำหน้าเหยี่ยวออกจากบ้านด้วยอารมณ์แอบฉุนเฉียว
“เอาน่า ยายหาฤกษ์ไปก็เท่านั้น เพราะยังไงแนนก็ไม่แต่งกับผมหรอก”
“น้อยไปสิ ยายอยากให้คุณแต่งงานเร็วเท่าไร แฟนคุณยิ่งติดเทอร์โบ อยากแต่งงานเร็วยิ่งกว่า สายตาหมวดแนนหวานเยิ้มขนาดนั้นเด็กอนุบาลยังดูออกเลยว่าเขารักคุณ”
เหยี่ยวอมยิ้ม “พูดเบาๆก็ได้ ผมรู้ว่าคุณอยู่ในอารมณ์หึงผม”
“ไม่ได้หึง แต่ฉันเครียด “
น้ำรินพูดกับเหยี่ยวหน้าตาจริงจังจนแทบจะร้องไห้
“สำหรับคุณ มันอาจเป็นเรื่องสนุกที่ได้แกล้งผีอย่างฉัน แต่ฉันไม่สนุกด้วยที่ต้องมายืนดูคุณกับเมียคุณจู๋จี๋กัน ฉันอยากจะหนีไปไหนก็ไปไม่ได้ เพราะต้องมาติดกับคุณ จะขอให้คนอื่นช่วย ก็ไม่มีใครเห็นฉัน นอกจากคุณ”
เหยี่ยวเห็นน้ำรินเครียด ก็รู้สึกผิด รีบพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ผมสัญญา ยังไงผมก็จะไม่ทิ้งคุณ”
“ถึงเวลาคุณก็ลืม”
“ ใครจะไปลืมว่าตัวเองเห็นผี เรื่องอย่างนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนนะ มันน่าจะมีเรื่องสำคัญบางอย่างที่ทำให้คนที่ไม่เคยเห็นผีอย่างผม กลับมาเห็นคุณคนเดียว”
น้ำรินมองสบตากับเหยี่ยวแล้วรู้สึกหวิวๆ แปลกๆ ผูกพันกันอย่างบอกไม่ถูก
“เพื่อยืนยันคำพูดของผม วันนี้ผมอุทิศให้กับการหาร่างคุณทั้งวัน เราจะเริ่มจากที่ๆ เราเจอกันครั้งแรกดีกว่า”
น้ำรินนิ่งคิดตามคำพูดของเหยี่ยว “บึงน้ำ ?”
.
อ่านต่อตอนที่ 5
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,132
Re: อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
«
Reply #4 on:
19 June 2026, 22:05:10 »
ภพรัก ตอนที่ 5
https://mgronline.com/drama/detail/9570000134596
.
ภพรัก ตอนที่ 5
เผยแพร่: 22 พ.ย. 2557 01:15 โดย: MGR Online
.
ภพรัก ตอนที่ 5
ธาราที่อาการดีขึ้นมากแล้ว พยายามเล่าเรื่องให้ภพธรฟัง
“อาบอกแล้วไงว่าวันนั้นอาได้ยินเสียงน้ำริน น้ำอาจจะมาหาอาก็ได้”
ภพธรพูดอย่างใจเย็น “ผมให้คนตรวจดูกล้องวงจรปิดทั้งโรงพยาบาลแล้วนะครับ ไม่มีใครเห็นน้องน้ำเลย”
“หาแล้วก็หาอีกสิ หาจนกว่าจะเจอ “
นับดาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วย รีบพูดเสริม “ดาวว่าคุณอานอนพักก่อนเถอะนะคะ เรื่องของน้ำ ดาวจะรีบตามให้อีกแรง”
พลางยื่นถ้วยชาร้อนให้ธารา “นี่ค่ะ ชามะลิที่คุณอาชอบ ดาวให้แม่บ้านที่บ้านเตรียมมาให้ค่ะ”
“วางไว้ก่อน”
นับดาวขบกรามอดกลั้นอารมณ์แล้ววางถ้วยชาตรงหน้าธารา
“จะยืนกันอยู่ทำไม ออกไปตามเรื่องของน้ำสิ”
ภพธรรับคำ แล้วเดินออกจากห้องพร้อมกับนับดาว ที่เหลือบมองที่แก้วน้ำชาและโถใส่น้ำชา
ธาราปล่อยน้ำตาที่กลั้นไว้ให้ไหลออกมาด้วยใจที่ คิดถึงลูก
ภพธรจะเดินไป แต่นับดาวยึดแขนภพธรไว้
“ดาวอยากรอดูว่าคุณอาดื่มชารึเปล่า ?”
ภพธรมองนับดาวอย่างสงสัย “ทำไมต้องอยากดู”
นับดาวยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วย้อนนึกถึงตอนที่แอบเทผงสีขาวผสมในกล่องใส่ใบชายี่ห้อโปรดของธารา
ภพธรมองนับดาวอย่างไม่พอใจ
“ทำบ้าอะไรเนี่ย รู้ตัวรึเปล่า”
ภพธรจะเปิดประตูห้องธาราเพื่อจะไปเอาถ้วยน้ำชาจากธารา นับดาวรีบพูดขึ้น
“ถ้าพี่ธรไปเอาชาคืน ชาตินี้พี่ธรจะไม่ได้อะไรของพ่อคืน”
ภพธรชะงักมือทันที แล้วหันมามองนับดาวด้วยสายตาไม่พอใจ
“ขอโทษค่ะที่ต้องพูดถึงพ่อ แต่ดาวต้องการเตือนสติ รู้ไหมว่าตอนนี้ภัยกำลังใกล้ตัวเราขึ้นทุกที
หลังจากพี่สั่งให้ไอ้คงคาเก็บนังแก้วตาไอ้จ่าพ่อของนกยูงมันก็ตามสืบคดีต่อไม่เลิก เราต้องเร่งให้ทุกอย่างเป็นของพี่ให้เร็วขึ้น โดยหลีกเลี่ยงใช้ไอ้คงคาแบบเดิม”
“เธอคิดว่ายาพิษของเธอ จะไม่มีหลักฐานให้ใครจับได้รึไง”
นับดาวยิ้มร้าย “ ถ้ามีหลักฐานก็ไม่ใช่นับดาวสิคะ”
สงครามเดินถือช่อดอกแก้วเข้ามาในโรงพยาบาล มา พลางมองอย่างลังเล แล้วตัดสินใจเก็บไว้ในกระเป๋าสูท จากนั้นก็เดินไปห้องธารา คลาดกับภพพรกับนับดาวไปเพียงนิดเดียว
ธารานั่งร้องไห้คิดถึงน้ำริน พลางเหลือบมองไปทางถ้วยน้ำชาดอกมะลิ แล้วย้อนนึกถึงตอนที่ตัวเองนั่งทำงานหน้าเครียดอยู่ที่บ้าน
น้ำรินที่เพิ่งกลับจากเมืองนอกแอบย่องมาโอบกอดแม่จากด้านหลัง ธาราเบี่ยงตัวออก แล้วมองลูกสาวยิ้มๆ
“แม่เหงื่อเต็มไปหมดเลยลูก”
“น้ำแค่กอดให้หายคิดถึง คิดถึงแม่จังเลยค่ะ”
“กลับจากอังกฤษตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่เห็นมีใครบอกแม่”
“บอกก็ไม่เซอร์ไพร์สสิคะ กลับมาตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ”
ธาราหอมแก้มน้ำรินด้วยความรัก
“เซอร์ไพร์สอะไร ไปเรียนแค่ไม่กี่ปี ปกติก็โทรคุยกันทุกวัน กลับมาก็ดี จะได้มาช่วยแม่ดูงานบ้าง ลำพังภพธรคนเดียวคงเอาไม่อยู่”
“แม่คะ น้ำมีอะไรจะให้แม่ด้วย”
น้ำรินเดินไปยกถาดใส่แก้วน้ำชาและเหยือกน้ำชาเข้ามาวางให้
“ชาดอกมะลิค่ะ”
ธารารินน้ำชาลงแก้ว แล้วยกขึ้นมาดม
“หาซื้อที่ไหนไม่ได้นะคะ เพื่อนน้ำที่เรียนด้วยกันพ่อเขาเป็นเจ้าของไร่ชา น้ำสั่งเป็นพิเศษให้แม่เลย ความหอมของชาดอกมะลิจะทำให้ผ่อนคลายและหายเครียดนะคะ”
“แค่เห็นหน้าลูกสาวคนเดียวของแม่ แม่ก็หายเครียดไปเยอะแล้วล่ะลูก”
ธารากอดน้ำรินด้วยความรัก
ธาราค่อยๆยกถ้วยชาขึ้นมาจะดื่ม หวังจะช่วยให้คลายคิดถึงลูก ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ธาราชะงักมือที่ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม พลางมองสงครามที่เดินเข้ามาในห้องอย่างแปลกใจ
สงครามถึงกับชะงัก ที่เห็นว่าธารารู้สึกตัวแล้ว
ธาราเองก็น้ำตาไหลพรากเมื่อเห็นหน้าสงคราม พลางวางถ้วยน้ำชา แล้วใช้มือปิดหน้าตัวเองที่กำลังร้องไห้สะอื้น สงครามตกใจ รีบวิ่งเข้ามาใกล้ แล้วเอื้อมมือไปเผลอกอดธารา
“คุณเป็นอะไร ?”
“ฉันคิดถึงลูก”
ธาราน้ำตาคลอ คิดถึงน้ำรินอย่างที่สุด
“ฉันอยากกอดน้ำริน อยากบอกรักเขายังไม่สายเกินไปใช้ไหมที่ฉันจะทำแบบนั้นกับลูก ยังไม่สายไปใช่ไหมถ้าฉันจะเริ่มทำอะไรด้วยความ รู้สึกมากกว่าเหตุผล”
สงครามกอดธาราไว้แน่น ธาราซบตรงกับช่อดอกแก้วที่สงครามเก็บช่อนไว้
ภพธรยืนตรงกระจกห้องทำงาน ในมือถือมือถือที่สลักอักษร PN สีหน้าครุ่นคิด นับดาวยืนกอดอกมองอาการอยู่ด้านหลัง
“อย่าบอกนะคะว่าพี่กำลังลังเลจะไม่จัดการคุณอา”
“กลับไปทำงานได้แล้ว พี่บอกให้ออกไปไง”
“ก็ได้ค่ะ แต่ดาวอยากให้พี่ธรรู้ไว้ดาวทำทุกอย่างเพื่อพี่ธร”
นับดาวเดินออกไป ภพธรนั่งนิ่งเหมือนกำลังใช้ความคิดแบบเครียดๆ
สงครามถือถ้วยน้ำชาที่ถูกดื่มจนหมดเกลี้ยงมาวางที่โต๊ะ
“น้ำเคยบอกว่ากลิ่นของชาดอกมะลิจะทำให้หายเครียด”
“คุณเพิ่งฟื้น อย่าเพิ่งดื่มชาหรือกาแฟเลย”
ธารามองสงครามอย่างรู้สึกละอายใจบางอย่าง “ขอบคุณ ที่คุณมาเยี่ยมฉันทุกวัน”
สงครามชะงักเอื้อมมือไปแตะตรงที่ตัวเองเก็บช่อดอกแก้วไว้ แล้วค่อยๆ เดินออกจากห้องไป
ธารามองตามสงครามด้วยสายตารู้สึกผิด คิดว่าที่เขาไม่อยากอยู่คุยเพราะยังไม่ลืมบาดแผลที่เธอเคยทำไว้
สงครามยืนพิงประตูห้องพักธาราแล้วเอามือจับหัวใจสงครามหยิบช่อดอกแก้วออกจากกระเป๋าเสื้อออกมาดู พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ ฉับพลันก็มีอาการเหมือนๆ จะหน้ามืด ตัวซวนเซต้องประคองตัวเองเดินไปนั่งที่เก้าอี้
ภพธรนั่งลงที่เก้าอี้อย่างเครียดๆ แล้วมองไปที่รูปที่ธาราถ่ายรูปถ่ายคู่กับเขาในวันรับปริญญา พลางย้อนนึกถึงตอนที่เขาอายุ 12 ขวบ
ในความทรงจำนั้น ภพธรเห็นภาพเหตุการณ์ความวุ่นวาย มีไทยมุงมากมายล้อมรอบร่างที่นอนคว่ำจมกองเลือด ขณะที่ตำรวจวุ่นวายกับการหาหลักฐาน เจ้าหน้าที่กู้ภัยค่อยๆช่วยกันพลิกร่างที่นอนคว่ำให้หงายหน้าขึ้นมา
ภพธรมองหน้าของร่างนั้นแล้วแทบจะล้มทั้งยืน
“พ่อ”
พลางโผเข้าไปกอดร่างที่เต็มไปด้วยเลือดเหมือนหัวใจจะสลาย ก่อนที่จะได้ยินตำรวจ 2 นายคุยกัน “ผู้ตายชื่อนุติ กระโดดตึกลงมาเอง เราพบจดหมายฉบับนี้ในศพของผู้ตาย”
ภพธรหันไปทันที
ภพธรมองจดหมายด้วยความโกรธแค้น ข้อความในจดหมายเขียนว่า “มันโกงเรา พ่อขอโทษ”
หมอเช็คความดันให้สงคราม แล้วหันมาบอก
“ความดันโลหิตต่ำมาก ระยะนี้เครียดและอดนอนหรือเปล่าครับ”
“ก็มีบ้างครับ แต่ปกติผมไม่เคยเป็นแบบนี้เลย”
“ผมจะจัดยาให้ ถ้าสองสามวันแล้วอาการไม่ดีขึ้น กลับมาหาผมอีกครั้งนะครับ”
สงครามนึกสงสัยว่าตัวเองเป็นอะไร
เหยี่ยวขี่จักรยานพาน้ำรินมาที่ริมบึงที่เคยพบกัน
“แถวนี้อาจจะมีหลักฐานบางอย่างหลงเหลืออยู่ ที่เกี่ยวข้องกับตัวคุณก็ได้ หลักฐานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับคุณ กระเป๋าสตางค์ แหวน กำไล”
จากนั้นทั้งคู่ก็แยกย้ายกันหา
น้ำรินเดินออกตามหาหลักฐาน ห่างออกมาจากเหยี่ยว แล้วก็นึกถึงสร้อย PN ขึ้นมาได้
“บางทีสร้อยคออาจจะตกอยู่แถวนี้”
น้ำรินมองรอบๆบริเวณแล้วมองไปทางร่องรอยของการเกิดอุบัติเหตุที่ยังมีสเปรย์สีขาวฉีดทำ สัญลักษณ์ของรถที่เกิดอุบัติเหตุ แล้วเดินเรื่อยไปจนกระทั่งเหลือบไปเห็นสเปรย์สีแดง ที่วาดเป็นรูปร่างคน “หมายความว่ายังไง”
ชลชาติโผล่มาพูดด้วยเสียงเกรี้ยวกราด “ก็แปลว่ามีคนตายไง ! แล้วคนๆ นั้นก็คือกู”
น้ำรินมองชลชาติอย่างตกใจ พลางจะวิ่งหนี แต่กลับถูกชลชาติกระชากแขนไว้ แล้วทำท่าจะดูดวิญญาณ น้ำรินโดนชลชาติบีบคอไว้จนพูดอะไรไม่ออก มองหาเหยี่ยวก็ไม่เห็นแล้ว
“ช่วยด้วย”
น้ำรินร้องเสียงแผ่ว เหยี่ยวหาหลักฐานอยู่ที่อีกมุมหนึ่งที่ไกลออกไป จึงไม่ได้ยินเสียงร้อง
ชลชาติกำลังบีบคอน้ำริน ที่พยายามดิ้นรนตะเกียกตะกาย
“ รู้ไหมว่ามึงทำอะไรกับชีวิตกู กูต้องตายเพราะความประมาทของมึง มึงทำให้กูต้องตาย กูไม่ปล่อยให้มึงทำภารกิจสำเร็จหรอก มึงต้องอยู่กับกูที่นี่ เป็นสัมภเวสี..เป็นผีเร่ร่อนเหมือนกู รอจนกว่าจะมีคนมาตายแทน “
ชลชาติบีบคอแน่น แล้วจะดูดวิญญาณน้ำริน
ไอสีขาวเหมือนหมอกออกจากร่างของน้ำริน เหมือนวิญญาณกำลังจะโดนดูด เหยี่ยวเดินเข้ามาเห็น
น้ำรินยืนดิ้นอยู่คนเดียว โดยไม่เห็นชลชาติ
“ช่วยฉันด้วย ไอ้ผีคลั่งมันจะดูดดวงจิตฉัน”
เหยี่ยวตกใจ “มันอยู่ไหน ?”
“มันล็อกคอฉันอยู่นี่ไง ทำอะไรสักอย่างสิ มันกำลังดูดวิญญาณฉันแล้ว ทีนี้ฉันก็จะกลายเป็นผีเร่ร่อน”
“ผมมองไม่เห็น”
น้ำรินพยายามจะชี้ “มันอยู่ตรงนี้ไง”
เหยี่ยวนิ่งคิด แล้วคลำไปที่สร้อยพระที่ยายนวลให้แขวนติดตัวไว้ จากนั้นก็รีบถอดสร้อยพระยื่นไปตรงหน้าน้ำริน
แสงสีทองเปล่งประกายส่องไปทางชลชาติ จนรู้สึกร้อน และต้องรีบถอยห่างจากน้ำริน
“ไปเร็วคุณ เราต้องออกไปจากที่นี่”
เหยี่ยวให้น้ำรินวิ่งนำไป ส่วนเขาถือพระส่องไปที่ชลชาติแล้ววิ่งตามหลัง
ชลชาติเห็นเหยี่ยวกับน้ำรินวิ่งหนี จึงรีบวิ่งตาม จนเกือบจะถึง ทันใดนั้นร่างของมันก็กระเด็นเหมือนกับวิ่งชนกำแพงอากาศบานใหญ่ ซึ่งเป็นกำแพงกั้นขอบเขตที่ชลชาติจะอยู่ได้
น้ำรินหันไปมองชลชาติชลชาติพยายามจะวิ่งชนกำแพงใสให้ได้ แต่วิ่งไม่ผ่าน
“ไปเร็ว”
น้ำรินวิ่งตามเหยี่ยวไป
.
อ่านต่อหน้า 2
ภพรัก ตอนที่ 5 (ต่อ)
เหยี่ยวจูงจักรยานเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน น้ำรินตามเข้ามาอย่างเหนื่อยล้า
“นี่มันเรื่องอะไรกัน”
น้ำรินส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้ ไอ้ผีบ้านั่นมันหาว่าฉันฆ่ามัน “
“ตอนที่เจอไอ้ผีบ้านั่น คุณกำลังทำอะไรอยู่”
“ฉันกำลังหาสร้อย บางทีสร้อยของฉันอาจจะตกอยู่แถวนั้น”
เหยี่ยวฉุกคิด “สร้อยที่ตกอยู่...?” พลางล้วงสร้อย P Nออกจากกระเป๋า “เส้นนี้ใช่ไหม ?”
น้ำรินมองสร้อย แล้วยิ้มดีใจ “ใช่ สร้อยเส้นนี้”
แต่พอจะคว้าสร้อย แต่มือทะลุผ่านไปอีก
“คุณเอาสร้อยเส้นนี้มาจากไหน”
เหยี่ยวนึกถึงตอนเจอสร้อยของน้ำรินในที่เกิดเหตุแล้วเอาใส่กระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตไว้ โดยไม่รู้ตัว
“ผมไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไมความทรงจำของผมถึงหายไป ผมลืมไปเลยว่าเคยเจอสร้อยเส้นนี้ที่ริมบึง แล้วเก็บใส่ไว้ในแจ็กเก็ตตัวนี้”
“สร้อยเส้นนี้อยู่ในเสื้อตัวนี้ตลอดเวลาเหรอ ถ้าอย่างนั้นการที่ฉันติดอยู่กับคุณตลอด อาจเป็นเพราะสร้อยเส้นนี้อยู่ติดกับตัวคุณ”
เหยี่ยวกับน้ำรินมองที่สร้อยอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ไอ้ผีบ้านั่นมันหาว่าฉันฆ่าฉันตาย จะบ้าเหรอ คนอย่างฉันเนี่ยนะจะไปฆ่าใคร”
น้ำรินรำพึงกับตัวเอง ทันใดนั้นเสียงรถเบรกดังลั่นจากหน้าบ้านเหยี่ยว ตามด้วยเสียงบีบแตรดังลั่นน้ำรินกับเหยี่ยวตกใจหันไปมองตามเสียง น้ำรินได้ยินเสียงเบรคนั้นแล้ว ก็เห็นภาพตอนที่เกิดอุบัติเหตุ แล้วก็ตกใจ อึ้ง ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะเป็นฆาตกรฆ่าชลชาติจริงๆ จากนั้นภาพของยอดชัด นกยูง
ชลชาติ ก็กรูกันเข้ามาตอกย้ำความชั่วร้ายที่น้ำรินทำไว้กับคนมากมาย
น้ำรินช็อกจนน้ำตาร่วง เหยี่ยวมองน้ำรินที่ร้องไห้แล้วเผลอเอื้อมมือจะไปแตะไหล่ปลอบ แต่มือกลับทะลุร่างของน้ำริน เขามองตัวเองแล้วรู้สึกใจหายที่ตัวเองช่วยและปลอบใจเธอไม่ได้
น้ำรินรีบหลับตาลงเหมือนจะลืมภาพเหตุการณ์ต่างๆ จากนั้นก็ค่อยๆลืมตามองเหยี่ยวด้วยสายตาเจ็บปวด
“บางที ฉันอาจจะฆ่าเค้าจริงๆ”
เหยี่ยวเห็นแววตาเจ็บปวดในดวงตาของน้ำริน
“นี่คุณผมเป็นตำรวจ มองออกว่าใครเป็นฆาตกรได้หรือไม่ได้ อย่างคุณนะ แค่ให้ฆ่าแมลงสาบ คุณยังวิ่งหนีเลย”
น้ำรินมองหน้าเหยี่ยว แล้วนึกถึงภาพตอนคุยกับยอดชัด
ภาพตอนไล่นกยูงออกจากร้าน
จากนั้นก็น้ำตาไหล
“แต่ถ้าฉันไม่ดีอย่างที่คุณคิด ทำร้ายใครต่อใครหลายคน ถ้าฉันกลับเข้าร่างได้ คุณจะเกลียดฉัน จะตามจับฉันมั้ย?”
เหยี่ยวมองน้ำรินนิ่งๆไม่มีคำตอบ
เหยี่ยวนั่งมองน้ำรินที่นอนหลับอยู่ แล้วนึกถึงคำถามของน้ำริน ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงเธอละเมอ
“อย่า อย่าทำฉัน แม่ แม่ช่วยน้ำด้วย”
เหยี่ยวเอื้อมมือจะจับมือน้ำริน แต่จับไม่ได้
น้ำรินนอนถอนใจแล้วหลับสงบอีกครั้ง
เหยี่ยวมองไล่ทั่วตัวของน้ำริน แล้วเผลอยิ้มกับตัวเอง
“คุณทำร้ายใครไม่ได้หรอก ผมรู้”
“Where there is love there is life.”
“ที่ใดมีความรัก ที่นั่นมีชีวิต”
มหาตมะ คานธี วีรบุรุษแห่งอินเดีย
รถตู้วีไอพีจอดเทียบที่บริเวณหน้าบ้าน ก่อนที่รถข็นจะนำธาราลงมาจากรถตู้
ภพธรกับนับดาวเดินเข้ามาดูแล กำลังจะเข็นรถเข้าไปในบ้าน ธารามองไปรอบๆ บ้าน
“ไปอยู่โรงพยาบาลซะหลายวัน คิดถึงบ้านจริงๆ”
ภพธรรีบพูดเอาใจ “โชคดีที่ห้องนอนคุณอาอยู่ชั้นล่างพอดี เลยสะดวกไม่ต้องขึ้นลงบันได นับดาวจัดพยาบาลพิเศษไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเป็นกังวลนะครับ”
ธาราหันไปพูดกับนับดาว “ขอบใจ แต่ฉันไม่ได้กังวล ยังดูแลตัวเองได้”
“เอ้อ หนูก็แค่อยากให้คุณอาสะดวกสบายก็เท่านั้นค่ะ”
“ที่นี่เป็นบ้านฉัน ยังไงก็ต้องสบายกว่าที่อื่นแน่”
ธารามองด้วยสายตาเย็นชา แล้วจึงกดรถเข็นอัตโนมัติเคลื่อนที่เข้าไปโดยไม่สนใจนับดาวเลยแม้แต่น้อย
นับดาวหันมามองหน้ากับภพธร ด้วยแววตาไม่พอใจ
ธารานั่งมองบรรยากาศของห้องโถงที่ยังมีรูปน้ำรินอยู่หลายรูป พลางหันไปมองหน้าภพธรด้วยสายตาตำหนิ
“เกือบเดือนแล้วนะ ที่ยังไม่ได้ข่าวน้ำริน”
“ผมพยายามอย่างดีที่สุดแล้วครับ แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลย” ภพธรหลบสายตา
“นั่นเพราะเธอยังทำไม่ดีพอ”
นับดาวที่อยู่ตรงเคาน์เตอร์ กำลังชงชาจากกล่องชาที่ตัวเองแอบใส่สารพิษลงไป เหลือบมองด้วยแววตาไม่พอใจ จากนั้นก็ถือถ้วยชามายื่นให้ธารา
“ดื่มชาร้อนก่อนนะคะคุณอา”
ธารารับมาจิบ นับดาวแอบยิ้มพอใจ
“งานที่โรงแรมเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ พี่ธรจัดการเรียบร้อยทุกอย่าง คุณอาพักผ่อนได้อย่างสบายใจเลยค่ะ”
ธาราถอนหายใจ
“คงไม่มีวันสบายใจไปได้หรอก เพราะฉันเป็นประธานฯ ครั้นจะพักผ่อนก็ยังหาตัวลูกสาวไม่เจอ”
พลางหันไปมองรูปน้ำริน พร้อมกับจิบน้ำชา ภพธรเอ่ยปากอาสากับธาราว่าจะเป็นประธานในงานวันครอบครัวต้านภัยยาเสพติด ที่ทางโรงแรมฯ จัดร่วมกับสำนักงานสืบสวนฯ แต่ธาราแย้งขึ้นมา
“อาจะไปเอง ให้ได้ทำอะไรบ้างเถอะ อย่างน้อยมันอาจจะทำให้เลิกคิดเรื่องน้ำรินไปได้บ้าง”
นับดาวแอบหันมามองสบตากับภพธร
เหยี่ยวตื่นนอน พลางหันมามองน้ำริน ที่นอนกระสับกระส่ายเพราะฝันร้าย
ในฝันนั้น น้ำรินเห็นตัวเองนั่งอยู่เพียงลำพังในภัตตาคารหรูในโรงแรม รอบตัวไม่เห็นใครเลย
ครู่หนึ่งไฟในภัตตาคารดับลง น้ำรินตกใจ ลุกขึ้นยืน หันไปมองรอบๆ ไฟที่เชิงเทียนที่วางบนโต๊ะค่อยๆ ติดทีละเล่ม
ไฟในห้องอาหารค่อยๆ ติดไล่ไปเรื่อยๆ แบบสลัวๆ รวมทั้งไฟที่แชนเดอเรีย ได้บรรยากาศที่โรแมนติก
มือหนึ่งอ้อมมาจากด้านหลัง ชูสร้อยที่มีอักษร PN อยู่ตรงระดับสายตา
“น้ำ สุขสันต์วันครบรอบที่เรารู้ใจกันจ้ะ”
ภพธรบรรจงสวมสร้อยลงที่คอ น้ำรินจับมือภพธร แล้วค่อยๆ หันหลังกลับมาช้าๆ
“พี่ธร”
เสียงนาฬิกาปลุกของเหยี่ยวดังขึ้น น้ำรินค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น พลางทอดสายตาด้วยสีหน้าเหม่อๆ พอหันมา ก็เห็นเหยี่ยวมองเธออยู่
“ฉันฝันถึงเรื่องในอดีตด้วย”
“แน่ใจนะว่าเป็นภาพในความทรงจำ ไม่ได้คิดไปเอง”
“ฉันรู้สึกได้ว่ามันเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง ฉันอยู่กับคนรัก”
เหยี่ยวคว้าเสื้อมาใส่ ขณะที่น้ำรินยังเพ้อๆ คิดถึงเรื่องที่ฝัน
“จริงๆ นะ ฉันอยู่ในภัตตาคารโรแมนติก อยู่ๆ ไฟก็ดับลง แล้วก็มีผู้ชายเอาสร้อยที่มีตัวอักษร PN มาใส่ให้ เนื่องในโอกาสครบรอบวันที่รู้ใจกัน ฉันมั่นใจว่า ผู้ชายคนนั้นคือแฟน ฉันเรียกเค้าว่าพี่ธร”
พอได้ยินว่ามีแฟนแล้ว เหยี่ยวก็แอบอึ้งไปเล็กน้อย
“พี่ธร พี่ธรเป็นแฟนฉันแน่นอน”
น้ำรินยิ้มอวดอย่างภูมิใจที่ได้ความทรงจำนี้กลับคืนมา เหยี่ยวหน้าเสียโดยไม่รู้ตัว
.
อ่านต่อหน้า 3
ภพรัก ตอนที่ 5 (ต่อ)
ธารากำลังคนชาในถ้วย ก่อนที่จะวางช้อนลงข้างๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ พลางหันมามองเก้าอี้ว่างข้างๆ แล้วนึกถึงภาพ ที่น้ำรินนั่งดื่มกาแฟเป็นเพื่อน
ธาราหน้าสลด น้ำตาเอ่อคลอ
“น้ำ แม่คิดถึงลูก”
จากนั้นพยาบาลก็เข้ามาเตือนว่าใกล้เวลางานเริ่ม ก่อนที่จะเดินเข้ามาเลื่อนรถเข็น จะพาธาราออกไปหน้าบ้าน
“ฉันจะไปที่ห้องก่อน ฉันลืมของ”
ธารากดรถวีลแชร์อัตโนมัติ เลื่อนออกไปเอง พยาบาลเดินตาม
เหยี่ยวเดินออกจากประตูบ้านไปตรงจุดที่จอดจักรยาน น้ำรินเดินตามมา พลางออกปากถามถึงเสื้อที่เหยี่ยวใส่เพราะไม่เคยเห็น
“เท่ดีเหมือนกัน ใครซื้อให้เหรอ”
เหยี่ยว ไม่ตอบ แต่หันไปเล่าเรื่องงานสัมมนาสำนักงานสืบฯ ที่โรงแรม แล้วย้ำว่าน้ำรินต้องไปด้วยกัน“แหม แต่วันนี้ฉันอยากให้คุณช่วยหาพี่ธรให้”
“ยังจำหน้าแฟนไม่ได้ไม่ใช่เหรอ”
น้ำรินยิ้มๆ “ถึงจำไม่ได้ แต่ถ้าเจอตัวจริง ด้วยความผูกพันทางจิตใจ ฉันต้องรู้แน่ๆ ว่าเค้าเป็นพี่ธร”
“อย่าเพิ่งฟุ้งไปถึงเจอตัวเลย ขอชื่อก่อนได้มั้ย”
น้ำรินนิ่งคิด “แฟนฉันชื่อเล่นชื่อธร ชื่อจริงน่าจะชื่ออาทร กำธร หรือธราธร”
เหยี่ยวพูดล้อๆ ว่าอาจจะชื่อ “ภูธร”
“P แอนด์ N ก็ นายภูธร กับ นางสาวน้ำเน่า สร้อยแห่งความรักผูกพันนายภูธรกับน้องน้ำเน่าไว้ด้วยกัน เอาเถอะ เสร็จงานสัมมนาวันนี้แล้วค่อยว่ากันอีกที ผมจะตามตัวคุณชายธราธรของคุณให้เจอเอง”
เหยี่ยวพูดนิ่งๆ พยายามไม่ออกอาการหึง แล้วเดินนำออกไป น้ำรินครุ่นคิดถึงชื่อที่มีว่าธร
ธารากดปุ่มอัตโนมัติเคลื่อนวิลล์แชร์ไปยังโต๊ะเครื่องแป้งในห้องนอน พลางหยิบกุญแจขึ้นมาไขลิ้นชัก หยิบนาฬิกาข้อมือที้หยุดเดินแล้วขึ้นมา แล้วมองด้วยสายตาผูกพันอย่างที่สุด
พยาบาลที่เดินตามเข้ามา รีบบอก “นาฬิกาเรือนนี้หยุดเดินแล้วนะคะ”
“ฉันรู้แต่นี่เป็นนาฬิกาเรือนที่น้ำรินซื้อให้ฉันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหายตัวไป ฉันอยากใส่ ฉันคิดถึงลูก”
ธาราลูบนิ้วไปที่หน้าปัดของนาฬิกา ที่บอกเวลาเดียวกับตอนที่น้ำรินประสบอุบัติเหตุ !!!
เหยี่ยวพาน้ำรินเข้ามาในบริเวณโรงแรมรินธารา น้ำรินมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกคุ้นเคย
ที่เวทีมีป้ายชื่องาน “เยียวยาจิตใจ.. ครอบครัวไทยต้านภัยยาเสพติด” รอบๆ งานมีบอร์ดให้ความรู้เกี่ยวกับภัยยาเสพติด ข้างๆ จัดเป็นมุมอาหารว่าง
นกน้อยกำลังดูแลบอร์ดความรู้ในงานที่จัดตั้งกระจายๆ ไว้ พบบอร์ดที่เขียนว่า “ยาเสพติด..ทำลายคนที่เรารัก” ใต้ภาพมีรูปพ่อกอดลูกสาวที่อยู่ในสภาพอิดโรยเพราะเสพยา นกน้อยสะเทือนใจ จนน้ำตาคลอ พยายามตัดใจด้วยการบ่ายหน้าตัวเองออกไปจากบอร์ด แล้วยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตา
ทันใดนั้น นกน้อยได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆมาจากอีกฝั่งของบอร์ด จึงรีบเดินอ้อมบอร์ดไปดู
นับดาวร้องไห้สะอื้นเบาๆอย่างน่าสงสาร พอหันมาเห็นนกน้อยก็ตกใจ รีบใช้หลังมือเช็ดน้ำตา
นกน้อย ส่งผ้าเช็ดหน้า นับดาวยิ้มเขินๆ
“ขอบคุณค่ะ”
นับดาวพนมมือไหว้แล้วรับมาซับน้ำตา ก่อนจะส่งคืนให้
“จ่านกน้อยใช่มั้ยคะ”
“ใช่ครับ”
“นับดาวค่ะ เป็นหัวหน้าทีมที่จัดงานวันนี้”
นับดาวยิ้มให้นกน้อยอย่างเป็นมิตร จากนั้นก็ชวนนกน้อยมานั่งจิบน้ำชา สร้างความคุ้นเคยเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง โดยทำทีเป็นเห็นใจเรื่องที่ลูกสาวของนกน้อยตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ายา
“ประสบการณ์ชีวิตของคุณจ่า ก็ไม่ต่างจากดาวนักหรอกค่ะ”
นับดาวเริ่มบีบน้ำตาโกหก
“ดาวมีน้องสาว ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่เสีย ดาวต้องเป็นคนส่งเสียน้องให้เรียน เราสองคนไม่เข้าใจกันนักหรอกค่ะ ดาวเอาแต่ทำงาน น้องสาวดาวขาดความอบอุ่น สุดท้ายเธอต้องตายเพราะเสพยาเกินขนาด”
นับดาวแสร้งทำเป็นร้องไห้น้ำตาไหล นกน้อยเชื่อสนิท
“คุณนับดาว คุณไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเรื่องแบบนั้นหรอก วันนี้คุณกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง จัดงานเพื่อ
ไม่ให้ครอบครัวอื่นเจอปัญหาเหมือนกับเรา ทำใจให้สบายเถอะนะครับ”
นับดาวทำทีเป็นพยายามจะตัดใจ หยุดร้องไห้
“ได้คุยกับคุณจ่าแล้วดาวสบายใจ เหมือนได้ปรึกษากับคนที่ผ่านความเลวร้ายมาเหมือนๆ กัน”
พลางเอื้อมมือไปจับมือจ่านกน้อยที่เริ่มทำตัวไม่ค่อยถูก จากนั้นก็หยิบนามบัตรยื่นส่งให้
“ถ้าคุณจ่ามีเรื่องที่ต้องการให้โรงแรมสนับสนุน ดาวยินดีช่วยทุกอย่างนะคะ ถือว่าช่วยสังคมให้ดีขึ้น”
“ขอบคุณครับ”
นับดาวแอบมองนกน้อยด้วยสีหน้าแววตาไม่น่าไว้ใจนัก อีกมุมหนึ่ง ภพธรแอบมองอยู่ห่างๆ จากนั้นนับดาว ก็เดินเข้ามารายงานว่าแผนการตีสนิทกับนกน้อย เพื่อจะสืบคดีของยอดชัดผ่านไปได้ด้วยดี
น้ำรินเดินตามเหยี่ยวมาในห้องจัดงาน นกน้อยรีบเดินเข้ามาทัก พลางพูดแซวเรื่องเสื้อ
“อ๊ะๆ จำได้แล้ว เสื้อตัวนี้ไม่ธรรมดา หมวดแนนซื้อให้ตอนวันเกิดปีก่อนนี่หว่า อ๊ะๆ ไม่เท่าไหร่กลับมาหวานกันอีกแล้วเหรอ”
พอรู้ว่าเป็นของแนน สีหน้าของน้ำรินก็เผลอแสดงอารมณ์หึงขึ้นมานิดๆ โดยไม่รู้ตัว
แนนเดินเข้ามาใส่เสื้อเชิ้ตลายเดียวกับเสื้อของเหยี่ยวโดยบังเอิญ นกน้อยหันไปเห็นแซวต่อ
“ใจตรงกัน ใส่เหมือนกัน เป็นเรื่องแล้วเว้ย”
น้ำรินทำหน้าบูดบึ้งยิ่งกว่าเก่า แนนเดินเข้ามา พลางหันไปมองเหยี่ยว แล้วยิ้มเขินๆ
“บังเอิญน่ะจ่า มานานแล้วเหรอคะเหยี่ยว มา เราจัดเสื้อให้ นึกไม่ถึงเลยนะว่าเหยี่ยวจะยัง
เก็บเสื้อตัวนี้ไว้”
น้ำรินชักสีหน้า เท้าเอวอย่างไม่สบอารมณ์
ธาราลงจากรถ มองไปที่โรงแรมของตัวเอง พยาบาลกำลังจะเข็นรถวีลแชร์เข้าไปด้านใน แต่สงครามเข้ามาพอดี พลางอาสาเป็นคนเข็นรถเข้าไปให้ ธาราอึกอัก เพราะยังไม่ค่อยอยากจะแสดงความสนิทสนมกับสงครามออกหน้าออกตานัก
“เราจัดงานนี้ร่วมกัน ผมกับคุณควรจะเข้าไปในงานพร้อมกัน”
เหยี่ยวกับแนนช่วยกันทำหน้าที่พาครอบครัวประชาชนที่มาร่วมงานเข้าประจำที่นั่ง และแจกเอกสารการสัมมนา ขณะที่น้ำรินคอยเกะกะแทรกกลางอยู่ตลอดเวลา จนเหยี่ยวชักหงุดหงิด
ครู่หนึ่งก็มีครอบครัวหนึ่งที่ใส่เสื้อเหมือนกันทั้งพ่อแม่ลูกเดินเข้ามา เด็กผู้ชายมองเสื้อเหยี่ยวกับแนนแล้วถามอย่างสงสัย
“ลูกของพี่ไปไหนครับ”
เหยี่ยวงง “ลูก?? ลูกของพี่เนี่ยนะ”
แม่เด็กรีบอธิบาย
“น้องปอนด์เห็นคุณตำรวจใส่เสื้อเหมือนกัน เลยเข้าใจว่าเป็นครอบครัวมีลูกเหมือนเรา”
เหยี่ยวกับแนนปฏิเสธพร้อมกันอย่างเขินๆจนน้ำรินหมั่นไส้ พอลับหลังแนน ก็รีบอธิบายให้เหยี่ยวฟัง“เดี๋ยวนี้เค้าฮิตเสื้อคู่รัก หมวดแนนจงใจซื้อเสื้อเหมือนคุณเพราะอยากเป็นแฟนคุณ หายงงยัง”
เหยี่ยวส่ายหน้า “ยัง ผมกับจ่านกน้อยเคยมีเสื้อเหมือนกัน งี้ผมไม่ต้องเป็นแฟนกับจ่าเหรอ”
น้ำรินถอนหายใจยาวอย่างอ่อนใจในความไม่โรแมนติกของเหยี่ยว ครู่หนึ่งแนนก็เดินกลับมาพร้อม
จานใส่ขนม และถ้วยกาแฟ 2 ชุด เหยี่ยวเลยแกล้งน้ำรินด้วยการหันไปทำเสียงออดอ้อนแนน
“มือเราสกปรก แนนป้อนหน่อยสิ”
แนนอมยิ้มเขินๆ แล้วหยิบขนมป้อนเหยี่ยว น้ำรินหมั่นไส้ ใช้มือ ปัดขนมในมือของแนนไปโดนเสื้อเหยี่ยวเปื้อน แนนตกใจ
น้ำรินอึ้งๆ ยกมือตัวเองขึ้นมาดู แปลกใจที่ทำได้อีกแล้ว เหยี่ยวรู้ว่าน้ำรินทำเพราะหึง ก็แอบขำ
“เดี๋ยวเราไปซักในห้องน้ำดีกว่า เสื้อตัวนี้สำคัญกับเรามาก ไม่อยากให้เป็นรอย”
เหยี่ยวแกล้งย้ำให้น้ำรินหึง แล้วเดินไป แนนยิ้มอย่างมีความสุข
เหยี่ยวเดินมาถึงหน้าห้องน้ำ น้ำรินโผล่มาดักหน้า
“ซักเสื้อเสร็จแล้วไปหาพี่ธรกันนะ ฉันมีความรู้สึกว่าพี่ธรต้องอยู่แถวๆนี้”
เหยี่ยวพยักหน้าส่งๆ อย่างตัดรำคาญ แล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ น้ำรินยืนรออยู่หน้าห้องน้ำ
สงครามเข็นรถของธารา มีพยาบาลเดินตามหลัง ผ่านหน้าน้ำริน ทันใดนั้น ทุกอย่างหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงนาฬิกา ที่เริ่มเดิน
น้ำรินเงยหน้าขึ้นมามองนาฬิกาข้อมือของธารา เหมือนจะนึกออกลางๆ
“นาฬิกา ผู้หญิงคนนี้”
น้ำรินเหมือนโดนพลังลึกลับที่มองไม่เห็นดึงดูดเข้าไปที่นาฬิกา นั่นคือสายสัมพันธ์ระหว่างกัน เพราะ ธาราก็รู้สึกเช่นกัน
“เดี๋ยวค่ะ”
สงครามหยุดรถ ธารารู้สึกใจเต้นถี่ขึ้นมาอย่างประหลาด
น้ำรินก้าวเข้ามาหาช้าๆ ดวงตาจับจ้องที่นาฬิกาข้อมือของธารา แต่มือของสงครามเข้ามาวางบนแขนธารา ทับบนนาฬิกาพอดี
“เป็นอะไรรึเปล่าคุณ”
“เปล่าค่ะ ไปเถอะค่ะ”
สงครามเข็นรถพาธาราไป น้ำรินมองตามอย่างข้องใจ
“ผู้หญิงคนนี้? นาฬิกาเรือนนั้น?”
เหยี่ยวกำลังใช้กระดาษเช็ดมือซับน้ำออกจากเสื้อ พลันก็มีได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นจากในห้องน้ำที่ปิดประตูอยู่
“พี่ธรพูดครับ”
เหยี่ยวตาโตเมื่อได้ยินคำว่าพี่ธร รีบวิ่งออกไปหน้าห้องน้ำแล้วกวักมือเรียกน้ำริน
“พี่ธร”
“พี่ธรอยู่ในนั้นเหรอ”
เหยี่ยวทำมือทำไม้บอกให้น้ำรินฟังเสียงในห้องน้ำ
“พี่ธรมางานที่โรงแรมครับ”
น้ำรินตื่นเต้น “พี่ธรจริงๆด้วย เค้าหน้าตาเป็นยังไง คุณเห็นรึยัง”
“ยัง คุณเข้าไปดูสิ”
พลันประตูห้องน้ำก็เปิดออกพอดี น้ำรินกับเหยี่ยวหันไปมองประตูห้องน้ำพร้อมกันอย่างตื่นเต้น
ภาพตรงหน้าคืออาเสี่ยพุงพลุ้ยฟันทอง ใส่ทองเต็มตัวคุยโทรศัพท์ต่อเนื่อง
“เสร็จธุระแล้วพี่กำธรจะรีบไปหาน้องหนูเลยนะจ๊ะ เลิฟยู”
น้ำรินทำหน้าขยะแขยง รับไม่ได้
“ไม่ใช่อ่ะ พี่ธรของฉันต้องไม่ใช่คนนี้ “
จู่ๆน้ำรินก็รู้สึกปวดแปลบที่หัวใจขึ้นมาอีก เหยี่ยวตกใจ
“คุณเป็นอะไร”
.
อ่านต่อหน้า 4
ภพรัก ตอนที่ 5 (ต่อ)
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ธาราก็ยกมือกุมหัวใจตัวเอง นั่งตัวงออยู่บนรถเข็น เหงื่อเต็มใบหน้า หายใจติดๆขัดๆ
สงครามกับพยาบาลมองธาราอย่างเป็นห่วง ธาราพยายามสูดหายใจลึกๆ ภพธรกับนับดาวมองดูธารา ทำราวกับว่าเป็นห่วงมาก
“คุณอากลับไปพักดีมั้ยครับ”
“ให้พี่ธรเป็นตัวแทนคุณอาเป็นประธานเปิดงานก็ได้นะคะ”
“ไม่ต้อง อายังไม่ตาย ไม่จำเป็นต้องให้ใครแทน”
ธาราพูดอย่างเข้มแข็ง ภพธรกับนับดาวหันมาสบตากัน แล้วแอบยิ้มร้าย
น้ำรินเดินเร็วเข้ามาในห้อง กวาดตามองหาไปรอบๆ เหยี่ยวเดินตามมาอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันว่าต้องเป็นเพราะพี่ธรอยู่แถวๆนี้ สายใยแห่งความผูกพันถึงได้ขมวดเกลียวรัดเราเข้าหากัน ฉันก็เลยเกิดอาการจี๊ดใจ”
น้ำรินเดินหาไปรอบๆ ผ่านหน้าภพธรที่กำลังเดินไปทางประตูห้องบอลรูม
บนเวที นับดาวเป็นพิธีกรขึ้นไปกล่าวเปิดงาน
“สวัสดีค่ะท่านผู้มีเกียรติทุกท่านที่มาร่วมงานงานสัมมนา “เยียวยาจิตใจ ครอบครัวไทยต้านภัยยาเสพติด” ดิฉันขอเรียนเชิญ คุณธารา ประธานกรรมการเครือโรงแรมรินธารา กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการสัมมนาครั้งนี้ค่ะ”
ธาราเลื่อนรถเข็นของตัวเองไปที่โพรเดี่ยม
“สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉันมีความยินดีที่มีส่วนร่วมในการจัดงานสัมมนาครั้งนี้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
ร่างธารากระตุกเกร็ง เหมือนลมตีขึ้นจนจุกอก พลางหายใจติดๆขัดๆ หัวใจเต้นแรงผิดปกติ
แขกทุกคนหันมามอง ซุบซิบกันว่าเกิดอะไรขึ้น สงครามเอะใจในอาการผิดปกติ ธาราค่อยๆ เซ ก่อนจะหมดสติแล้วตกจากรถเข็นลงมากับพื้น นับดาวตกใจ เผลอเรียกชื่อภพธรออกมา
“พี่ธร”
น้ำรินได้ยินเสียงเรียกพี่ธร ก็มองไปมองตามสายตาของนับดาวไปจนเกือบถึงตัวภพธรที่ยืนอยู่ด้านหลัง แขกเหรื่อลุกพรึ่บขึ้นด้วยความตกใจ
น้ำรินมองไม่เห็นภพธร เพราะทุกคนฮือกันเข้ามาจนบังภพธรมิด
ธารานอนหลับตาอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ค่อยๆลืมตาขึ้น สงคราม ภพธร และนับดาว ที่นั่งรอดูอาการอยู่ก็ผุดลุกขึ้น สงครามรีบปราดเข้าไปหา
“เป็นไงบ้าง”
ธาราหันมาพูดกับภพธรและนับดาว
“เธอสองคนกลับไปได้แล้ว ธร ฝากขอโทษผู้หลักผู้ใหญ่ในงานด้วยล่ะ”
ภพธรรับคำ พลางหันมาไหว้สงครามแล้วเดินออกไปพร้อมกับนับดาว แต่ยังไม่ทันออกประตู ก็ได้ยินธารพูดกับสงคราม
“ฉันนอนน้อย ไม่ได้ทานอะไรนอกจากชามะลิถ้วยเดียว”
ภพธรรู้สึกกังวลขึ้นมา นับดาวสังเกตเห็นก็เอื้อมมือไปบีบต้นแขนแล้วพยักหน้าให้ภพธรออกไป
สงครามนึกถึงชามะลิแล้วเอะใจขึ้นมา พลางมองธาราที่มีท่าทีเหนื่อยอ่อนอย่างสงสัย
“ธาราอาการผิดปกติ เหมือนคนโดนวางยา”
สงครามตั้งข้อสังเกตกับสมเดช ขณะที่เดินคุยกันมาตามทางในโรงพยาบาล
“แต่หมอไม่พบสารพิษในร่างกายเลยนะครับ หมอบอกว่าคุณธาราเครียดอดนอนก็เลยเป็นแบบนี้”
สงครามหน้าเครียด “วันนั้นผมดื่มชาดอกมะลิของเค้า แล้วมีอาการเหมือนกัน”
“บังเอิญรึเปล่าครับ”
“ความบังเอิญไม่น่าจะเกิดขึ้นถึงสองครั้ง”
สงครามครุ่นคิดอย่างจริงจัง
ภพธรเดินเข้ามาในคอนโดพร้อมกับนับดาว ด้วยท่าทีกังวลใจ
“ทำใจให้สบายเถอะค่ะ หมอไม่มีทางตรวจเจอสารพิษของดาวหรอกอีกไม่นาน พี่จะล้างแค้นให้พ่อสำเร็จ”
นับดาวพูดปลอบใจ แต่ภพธรยังไม่ค่อยจะวางใจนัก
สงครามกดวางสายโทรศัพท์มือถือแล้วหันมาบอกสมเดช
“แม่บ้านบอกว่ามีคนเอากล่องชาที่ธาราดื่มประจำไปทิ้ง เพราะมันขึ้นรา”
“จะเอายังไงครับ ขืนรอให้โดนวางยาอีกครั้ง คุณธาราอาจจะไม่รอด”
น้ำรินเดินเข้ามาจากหน้าบ้านอย่างหงอยๆ ยายนวลที่นั่งฟังผลล็อตเตอรี่อยู่กับปลาทู ปูอัด รีบหันมาถาม
“หนูน้ำ เย็นนี้กินอะไรดี ยายถูกล็อตเตอรี่”
ปลาทูกับปูอัดมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“ยายถามใคร” ปลาทูถามอย่างหวาดๆ
“หนูน้ำไง”
ปูอัดขนลุกซุ่ “น้ำอีกแล้ว ยายทำน้ำในเขื่อนฉันจะแตกทุกที”
จากนั้นทั้งคู่ก็รีบลายายนวลออกไปด้วยความกลัว
เหยี่ยวหยิบสร้อยของน้ำรินที่มีสัญลักษณ์ PN ขึ้นมาดู พยายามเทียบกับลายสร้อยของร้านต่างๆ ในอินเตอร์เน็ต ครุ่หนึ่งโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
“ดิอาร์ตออฟเจมส์ใช่มั้ยครับ เรื่องจี้ที่ส่งภาพไปให้ดูเป็นยังไงบ้าง ทางร้านไม่เคยทำจี้ลายแบบนี้เหรอครับ ครับ ขอบคุณนะครับ”
เหยี่ยววางสร้อยน้ำรินลงที่โต๊ะ
“ดวงจะไม่เจอ มันก็ไม่เจอ”
เหยี่ยวตกใจ หันมาเห็นน้ำรินนั่งอยู่ข้างๆ
“บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่ามาแบบนี้”
“เหอะน่า ทนอีกไม่นานฉันก็จะเจอพี่ธรแล้วเสียดายจริงๆเลย ได้ยินชื่ออยู่ชัดๆ ดันคลาดกันได้”
“เค้าไม่ใช่คู่แท้ของคุณมั้ง”
น้ำรินหน้าเศร้า “ทำไมจะไม่ใช่ ตอนที่อยู่โรงแรม ฉันรู้สึกถึงความผูกพันที่แน่นแฟ้นอย่างบอกไม่ถูก มันต้องเป็นความรักของฉันกับพี่ธรแน่ๆ”
เหยี่ยวฟังแล้วเริ่มหึง
“คุณผูกพันกับพี่ธรเพราะเป็นคู่แท้ แล้วคุณผูกพันกับผมเพราะอะไร”
น้ำรินคิด “เพราะ เพราะสร้อยมั้ง”
เหยี่ยวพูดประชด “ก็ดี ถ้าไม่มีสร้อย ผมก็ไม่ต้องกระเตงคุณไปไหนๆแล้วสิ”
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เหยี่ยวกดรับสาย
“เจอแล้วเหรอจ่า ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
จากนั้นก็กดวางสาย แล้วรีบลุกขึ้น น้ำรินลุกตาม
“ไหนบอกว่าเสร็จงานสัมมนาแล้วจะพาฉันไปหาพี่ธรไง”
“ผมต้องไปทำงาน”
น้ำรินทำหน้าอ้อน “ไปหาพี่ธรให้ฉันก่อนไม่งั้น ฉันจะก่อกวนคุณจนทำงานไม่ได้”
“อ๋อเหรอ คุณติดผมเพราะสร้อยนี่ใช่มั้ย”
พูดพลางเปิดลิ้นชักโต๊ะแล้วโยนสร้อยลงไป “งั้นก็อยู่ที่นี่ ไม่ต้องตามไปแล้วกัน”
เหยี่ยวปิดลิ้นชักโต๊ะอย่างแรง แล้วเดินออกไป น้ำรินจะเดินตามแต่ชะงัก ไม่กล้าเดินทะลุประตู
เหยี่ยวกับนกน้อยกำลังจ้องจอคอมพิวเตอร์ที่มีรูปภาพหน้าผู้ชายสลับเร็วๆ จนดูแทบไม่ทัน
“พอรูปสเก็ตช์คนร้ายจากพยานแถวอพาร์ตเมนท์ของเจ๊แดงเสร็จ ผมก็ส่งไปให้ทุกสน.แล้วก็ส่งเข้าเครื่องสืบค้นประวัติอาชญากร”
เครื่องคอมพิวเตอร์ส่งเสียงร้อง ภาพแสดงผลรูปสเก็ตช์กับรูปคงคา มีตัวหนังสือกระพริบ “match”
“นายคงคา” เหยี่ยวรีบหันไปบอกนกน้อย “ส่งรูปไปให้ทุกท้องที่และด่านสกัดจับ เอ้อ เอารถสำนักงานสืบฯ ออกด้วย”
สั่งเสร็จก็รีบวิ่งออกไป
.
อ่านต่อตอนที่ 6
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,132
Re: อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
«
Reply #5 on:
19 June 2026, 22:06:15 »
ภพรัก ตอนที่ 6
https://mgronline.com/drama/detail/9570000135081
.
ภพรัก ตอนที่ 6
เผยแพร่: 24 พ.ย. 2557 09:03 โดย: MGR Online
.
ภพรัก ตอนที่ 6
นับดาวหิ้วกระเช้าผลไม้เดินมาที่หน้าสำนักงานสืบฯ จังหวะเดียวกับที่นกน้อยกระหืดกระหอบวิ่งออกมา
“จะรีบไปไหนคะคุณจ่า ดาวตั้งใจจะมาคุยกับคุณจ่าเรื่องงานสัมมนาเดือนหน้าพอดีเลยค่ะ”
“วันนี้คงไม่ได้ มีเรื่องสำคัญครับ ผมจะไปจับตัวคนที่ฆ่าลูกสาวผม”
นับดาวตาวาว “ขอให้จับได้นะคะ”
เหยี่ยวเดินมาตาม นกน้อยรีบเดินไปกับเหยี่ยว
นับดาวรีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออก
คงคาขับรถมากลับรถใต้สะพานข้ามแม่น้ำ พร้อมๆ กับที่เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น หน้าจอขึ้นชื่อว่านับดาวกำลังโทรเข้า พอดีกับตำรวจที่ตั้งด่านตรวจอยู่โบกให้จอด คงคาจึงไม่สนใจรับโทรศัพท์
“มีอะไรครับพี่”
ตำรวจดูหน้าคงคาแล้วเทียบกับรูปสเก็ตช์ในแทปเล็ต
“ขอดูใบอนุญาตหน่อย”
คงคาล้วงกระเป๋า หาใบขับขี่ ทันใดนั้น มีอีเมลล์เข้ามา ตำรวจเปิดอีเมลล์ดู เห็นรูปของคงคาชัดเจน
คงคาชะเง้อเห็นรูปตัวเองบนแทปเล็ต ก็กระแทกประตูรถเปิดชนตำรวจ แล้ววิ่งหนีเข้าไปในพงหญ้าใต้สะพานทันที
นกน้อยกำลังขับรถให้เหยี่ยว ที่พูดโทรศัพท์มือถือไปด้วย
“โอเค. จะรีบไปเดี๋ยวนี้”
พอวางสาย ก็หันไปบอกนกน้อย “คนร้ายอยู่ที่ปากเกร็ด”
ตำรวจล้อมกำลังซุ่มจับ คงคาโผล่หน้าออกมาจากที่ซ่อนยิงตำรวจไม่ให้บุกเข้าไป เหยี่ยวกับนกน้อยมาถึงก็รีบเข้าไปสมทบ
เหยี่ยวลุยเข้าไป ก็โดนคงคายิงสวนออกมา จึงหันมาทำสัญญาณมือให้นกน้อยอ้อมไปอีกทาง
คงคายิงกลับมาทางตำรวจอีกสองสามนัด แล้ววิ่งไปทางบันไดสะพาน เหยี่ยวกับนกน้อย แยกกันไปคนละทาง
วิ่งไล่ยิงตามหลัง คงคาวิ่งขึ้นบันไดแล้วหันหลังยิงสวนกลับมา ลูกปืนเฉี่ยวเหยี่ยวไปนิดเดียว
น้ำรินกระวนกระวาย ร้อนใจอย่างประหลาด พลางตะโกนเรียกผียายปริกให้ออกมาช่วย
“ปริกช่วยฉันด้วย ฉันออกไปจากที่นี่ไม่ได้”
“ทำไมไม่ได้”
“เพราะสร้อย สร้อยในลิ้นชัก”
ผียายปริกลุกขึ้นเดินไปเปิดลิ้นชัก แล้วหยิบสร้อยขึ้นมา
“สร้อยอาถรรพณ์”
ผียายปริกสะดุ้งเหมือนจับเหล็กไฟ กรีดร้องเสียงดัง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“ปริก โยนสร้อยทิ้งเร็ว”
ผียายปริกโยนสร้อยออกไปนอกหน้าต่าง น้ำรินมองตามไป
“สร้อยอยู่ข้างนอก ฉันก็ออกไปข้างนอกได้แล้วสิ”
น้ำรินรีบเดินทะลุประตู แล้วเดินกลับเข้ามาใหม่
“ปริก ขอบใจนะ ฉันออกไปข้างนอกได้แล้ว”
“แต่สร้อยยังอยู่นี่”
ผียายปริกหงายมือให้น้ำรินดูว่าสร้อยยังอยู่ในมือ “ฉันไม่ได้โยนออกไปซักหน่อย”
“แล้วที่ปริกปวดแสบปวดร้อน”
ผียายปริกหัวเราะก๊าก “ฉันแกล้ง”
“สร้อยยังอยู่ในห้อง แล้วฉันออกไปข้างนอกได้ยังไง”
“คิดไปเอง จิตปรุงแต่งขึ้นทั้งนั้นทุกอย่างมันมีเหตุผลเสมอ”
พูดจบผียายปริกก็เดินทะลุประตูไป น้ำรินมองไปที่สร้อยงงๆ เกี่ยวกับความผูกพันระหว่างตัวเองกับเหยี่ยว
คงคาสุ้กับเหยี่ยวจนพลาดท่าตกลงไปจากสะพาน เหยี่ยวชะโงกหน้าลงไปมองหาที่แม่น้ำแต่ไม่พบร่างของคงคาแล้ว
ภพธรกดวางสายโทรศัพท์แล้วพูดด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด
“ไอ้คงคาโทรมา มันหนีตำรวจไปได้หวุดหวิด”
นับดาวถอนหายใจ “โล่งใจไปที”
ภพธรหยิบกุญแจรถแล้วเดินออกไปที่ประตู
“พี่ธรจะไปไหนคะ”
“ไปสร้างความมั่นใจ ความลับของเราจะต้องเป็นความลับตลอดไป”
ภพธรพูดด้วยแววตาโหดเหี้ยม
เงาของชายคนหนึ่งนั่งหันหลังอยู่ที่ท่าน้ำมืดๆ น้ำหยดไหลจากเสื้อผ้านองเต็มพื้น
รถคันหรูแล่นเข้ามาจอด ภพธรก้าวลงมาจากรถ หิ้วกระเป๋าเอกสารใบหนึ่งมายื่นให้กับร่างที่นั่งอยู่ริมท่าน้ำ
“สิบล้านตามที่ขอ”
คงคาหันมา ภพธรวางกระเป๋าตรงข้างๆ ขา
“ขอบใจมาก ไม่มีใครเก็บความลับได้ดีเท่าแกอีกแล้ว”
คงคาหยิบกระเป๋าขึ้นมาเปิดดู แล้วพบว่าข้างในกระเป๋ามีแต่กระดาษเปล่าตัดเท่าธนบัตรมัดไว้เป็นพอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นว่าภพธรถือปืนรออยู่แล้ว
ภพธรยิ้มแล้วยิงคงคาร่วงตกน้ำ กระดาษเปล่าปลิวว่อนกระจาย
“คนที่เก็บความลับดีที่สุด ก็คือคนตาย”
ภพธรยิ้มชั่วร้าย
นับดาวรินน้ำชาใส่ถ้วย แล้วยื่นให้ธารา
“ชามะลิที่คุณอาชอบคะ”
ธารามองน้ำชานิ่งเฉย ไม่ยอมทาน
“ไม่ดีกว่า หมอสั่งให้ฉันงดชากาแฟ”
ธาราเลื่อนรถเข็นออกไป นับดาวมองตามอึดอัดใจที่ไม่เป็นตามแผนที่วางไว้
เหยี่ยวกำลังกำลังซ้อมยิงปืนอย่างคร่ำเคร่ง น้ำรินเดินทะลุเป้ายิงออกมา เหยี่ยวยังรัวกระสุนใส่แบบยั้งไม่ทัน กระสุนพุ่งทะยานจากปากกระบอกปืน น้ำรินตกใจยกมือขึ้นบังตัวตามสัญชาตญาณ แต่กระสุนทะลุตัวไป อีกนัดพุ่งมาที่มือ
เหยี่ยวตกใจหยุดยิง น้ำรินหายตกใจโวยวายทันที
“จะฆ่าฉันเหรอ เออ ฉันลืมไป ฉันตายไม่ได้นี่เนอะ”
น้ำรินค้อนแล้วรู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในมือก็ก้มหน้าดู พอเห็นกระสุนปืนอยู่กลางมือ ก็ตื่นเต้นดีใจ รีบวิ่งเข้ามาอวดเหยี่ยวตรงแท่นยิง
“อย่าเพิ่งมากวนได้มั้ย ผมต้องทดสอบการยิง”
“วันนึงฉันอาจจะช่วยรับกระสุนแทนคุณก็ได้”
“จะออกไปเองหรือจะให้ไล่กลับบ้าน”
น้ำรินทำหน้าบูด วางกระสุนลงตรงหน้าเหยี่ยว แล้วออกไปนั่งจ๋องๆ อยู่อีกมุมหนึ่ง
“ เมื่อกี้เรารับกระสุนได้? ปริกบอกว่า ต้องจดจำความรู้สึกนั้นไว้”
น้ำรินหันไปทางด้านข้าง พยายามตั้งจิตให้มั่นจับแก้วยกขึ้น ปรากกฎว่ายกได้ พอแก้วขยับจะร่วงหล่นพื้น ก็รีบถลึงตาแล้วคว้าแก้วไว้ได้อีกครั้ง จากนั้นก็ค่อยๆ ประคองแก้ววางลงที่โต๊ะ
.
อ่านต่อหน้า 2
ภพรัก ตอนที่ 6 (ต่อ)
เหยี่ยวซ้อมยิงปืนต่อจนครบแล้วดึงเป้ายิงมาดู รอยกระสุนเข้าที่จุดสำคัญ สงครามยืนปรบมือให้
เหยี่ยวมองอย่างระแวง
“ยิงปืนแม่นเหมือนพ่อไม่มีผิด”
“พูดถึงพ่อทำไม”
“ถึงจะใจร้อนมุทะลุไปหน่อยแต่อนาคตไกลแน่นอน ถ้าวิหคยังอยู่คงภูมิใจในตัวลูกชาย ที่มีความมุ่งมั่นในอุดมการณ์ที่ดีของตำรวจ”
เหยี่ยวมองสงครามอย่างรู้ทัน
“มีเรื่องขอให้หมวดช่วย หมวดจำคุณธาราได้มั้ย ผู้หญิงคนนี้เจออุบัติเหตุหลายครั้งจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุจริงๆ”
“ท่านจะให้ผมสืบ?”
สงครามส่ายหน้า “ เปล่า ผมตั้งใจจะพาเค้าไปอยู่ที่ปลอดภัย อยากให้หมวดช่วยไปดูแล”
เหยี่ยวครุ่นคิด
เหยี่ยวกำลังขันน็อตที่ล้อจักรยาน น้ำรินชะโงกหน้าเข้ามามอง
“ไปต่างจังหวัดด้วยจักรยานเนี่ยนะ”
เหยี่ยวไม่ตอบ ทำต่อไปจนเสร็จ ยายนวลเดินออกมาอวยพรให้ แล้วลูบหัวด้วยความรัก
“พระคุ้มครองนะลูก”
เหยี่ยวขึ้นขี่จักรยานออกไป น้ำรินรีบเดินกลับเข้าบ้าน
เหยี่ยวยกจักรยานมาเก็บที่ตู้ขนของ มัดไว้อย่างดี แล้วมองซ้ายมองขวาเหมือนหาน้ำริน
“ไม่มาจริงเหรอ?”
จากนั้นก็นั่งอย่างเหงาๆ เพราะเคยชินกับการมีน้ำรินในชีวิต พอเหลือบไปมองข้างๆ ก็เห็นเธอนั่งตาแป๋วอยู่
“อ้าว ไหนบอกไม่มาไง”
น้ำรินทำหน้าเซ็ง “ชีวิตฉันมีทางเลือกมานักเหรอ จะไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ ต้องมาตามติดอยู่กับคุณอยู่เนี่ย”
จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถามถึงแนนว่าทำไมไม่มาส่ง เหยี่ยวเอามือเท้าที่พนักเก้าอี้เหมือนโอบที่ไหล่ของน้ำริน
“ผมจะไปฮันนีมูน ไม่อยากให้ใครกวน”
น้ำรินงง “ฮันนีมูน? ฮันนีมูนกับใคร?”
เหยี่ยวขยับเข้าไปใกล้ แล้วจ้องเข้าไปในตา
“คุณไง ตัวติดกันขนาดนี้ ยิ่งกว่าคู่ใหม่ปลามันอีกนะ ขาดก็แต่เรายังไม่ได้....”
น้ำรินคิดตามแล้วหน้าแดง รีบลุกหนีทันที เหยี่ยวมองตามขำๆ
สงครามอุ้มธาราอย่างทะนุถนอมออกจากรถเข็น พาไปนั่งที่ข้างคนขับที่รถตัวเองแล้วคาดเข็มขัดนิรภัยให้อย่างเบามือ ธารามองอย่างซาบซึ้ง แล้วจึงหันไปบอกแม่บ้าน
“อย่าบอกใครว่าฉันไปไหน ถ้าใครถามก็บอกว่าฉันไปพักผ่อน ไม่อยากให้ใครกวน”
ขณะนั่งอยู่ในรถ ธาราได้กลิ่นหอมของดอกไม้ก็นึกแปลกใจ สงครามจึงบอกให้เปิดในลิ้นชักดู ดอกแก้วช่อหนึ่งวางอยู่ในนั้น ธาราอึ้งไปนิดหนึ่งเพราะเป็นเรื่องราวความหลังระหว่างเธอกับสงคราม
“ดอกแก้วช่อที่ดีที่สุด สูงที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด อย่างที่คุณชอบ”
สงครามมองไปที่ดอกแก้วในมือของธารา
“ผมปลูกเองกับมือเมื่อยี่สิบสามปีที่แล้ว วันที่คุณแต่งงาน”
ธารากำลังดมดอกแก้วถึงกับชะงัก
“ผมดูแลอย่างดีมาตลอด เพื่อให้เป็นดอกแก้วที่ดีที่สุด สำหรับคุณ”
สงครามสบตาธาราอย่างมีความหมาย ด้วยความรักที่มั่นคงตลอดมา
“เมื่อก่อนฉันชอบดอกแก้ว แต่พอเวลาผ่านไป ชีวิตเจอเรื่องต่างๆ มากมาย หลายอย่างฉันไม่ได้ชอบดอกแก้วที่สุดแล้วค่ะ”
“ไม่เป็นไร ถึงคุณไม่ชอบมันแล้วผมจะยังดูแลมันให้ดีที่สุดไปตลอดชีวิตของผมอยู่ดี”
แววตาสงครามเต็มไปด้วยความรักและความเศร้า ธารามองอย่างสงสาร
เหยี่ยวกำลังนั่งคิด กังวลใจถึงสิ่งที่กำลังจะเจอข้างหน้า จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงน้ำรินร้องอย่างดีใจ
“ถามจริง ขึ้นรถไฟครั้งแรกในชีวิตเหรอ”
น้ำรินยิ้มๆ “มั้ง ไม่รู้เหมือนกัน แล้วคุณล่ะ”
“ไปรถไฟ ถ้าใกล้ๆก็ขี่จักรยาน”
น้ำรินมองหน้าเหยี่ยวอย่างจริงจัง “คุณกลัวรถ คุณก็ต้องนั่งให้หายกลัวไปข้างนึง”
“แล้วทำไมคุณต้องมากะเกณฑ์ให้ผมนั่งรถ ในเมื่อตัวผมเองยังไม่เดือดร้อนเลย คุณไม่ต้องยุ่งหรอกน่า”
“ไม่ยุ่งได้ไง พรหมลิขิตให้เราเจอกัน คุณช่วยแก้ปัญหาให้ฉัน ฉันก็ต้องแก้ปัญหาให้คุณ เราจะได้ฝ่าฟันมันไปด้วยกันไง”
น้ำรินพูดด้วยความเป็นห่วงเหยี่ยวอย่างจริงใจ
“ฉันพูดจริงๆนะ คุณบอกว่าคุณจะไม่ทิ้งฉัน ฉันก็ไม่ทิ้งคุณ “
เหยี่ยวรู้สึกอบอุ่นในใจ พลางเอนพิงเก้าอี้ แล้วหลับตา น้ำรินมองเหยี่ยวแล้วครุ่นคิดอย่างเจ้าเล่ห์
รถไฟเข้ามาเทียบจอดที่ชานชาลา น้ำรินพาเหยี่ยวลงมาจากรถไฟ บอกว่าให้หารถเช่าขับต่อไป จะได้หายกลัวรถ แต่เหยี่ยวไม่ยอมทำตาม กลับมาขึ้นรถไฟเหมือนเดิม น้ำรินรีบวิ่งตามมา
ทั้งคู่กลับเข้ามานั่งบนรถไฟอีกครั้ง น้ำรินแกล้งแหย่เหยี่ยวอย่างอารมณ์ดี แล้วก็ประสานสายตากัน สรรพเสียงทุกอย่างเงียบโดยพลัน มีเพียงเสียงหัวใจเต้นกับสายตาหวานฉ่ำของทั้งคู่
แม่กับลูกสาววัย 6 ขวบหน้าตาน่ารักเดินมาหาที่นั่ง แม่ถามเหยี่ยว
“ขอโทษนะคะ ตรงนี้มีคนนั่งมั้ยคะ”
เหยี่ยวกับน้ำรินสะดุ้ง ออกจากภวังค์
“เอ้อ ไม่มีครับ”
แม่กับเด็กลงนั่ง เหยี่ยวกับน้ำรินมองหน้ากันแล้วเขินกันเอง เสมองกันไปคนละทางต่างคนก็ต่างแอบอมยิ้ม
แม่เอาขนมชั้นจากกล่องมาป้อนให้ลูกสาวกิน เหยี่ยวมองตาม พลางคิดถึงแม่ตัวเองแล้วก็เศร้า หันมาอีกทีก็เห็นน้ำรินนั่งร้องไห้ เหยี่ยวเป็นห่วง แต่ไม่กล้าพูดอะไร เพราะมีคนอื่นนั่งอยู่ จึงพยักหน้าเรียกให้ตามไปทางท้ายรถ
ก่อนที่จะถามด้วยความห่วงใย
“ร้องไห้ทำไม”
น้ำรินร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ฉันคิดถึงแม่ ฮือๆฉันอยากเจอแม่ อยากกอดแม่อีกซักครั้งแต่ฉันคงไม่มีหวังแล้ว ฉันกลัวว่าจะไม่ได้เจอแม่ในชาตินี้อีกแล้ว”
“คุณดูนะ รางรถไฟเป็นเส้นขนานไปเรื่อยๆใช่มั้ย”
พลางชี้ให้น้ำรินดูรางรถไฟที่ประตูท้ายขบวน น้ำรินพยักหน้า
“แต่รู้มั้ยว่ามันมีจุดที่รางรถไฟมาบรรจบกันด้วย เค้าเรียกว่าประแจ เป็นจุดสับรางรถไฟให้เบี่ยงไปซ้ายหรือขวา มันก็เลยมีรางสองคู่มาตัดกันเหมือนทางแยกของถนนไง ชีวิตคนสองคนก็เป็นเส้นขนานเหมือนรางรถไฟนี่แหละ มันไม่มีโอกาสเจอกัน จนกว่าจะถึงจุดที่เรียกว่าพรหมลิขิต ตอนนี้เราสองคนเจอกันแล้วก็เหมือนอยู่บนรถขบวนเดียวกัน ส่วนแม่คุณก็อาจจะรอเราอยู่ที่สถานีหน้า ถ้าคุณมัวแต่กลัวเราก็ไปข้างหน้าไม่ได้”
น้ำรินคิดตามแล้วพยักหน้า แต่แอบเจ้าเล่ห์นิดๆ
“ก็ได้ งั้นคุณก็ต้องสัญญาว่าคุณจะยอมหัดขับรถกับฉัน คุณพูดเองนะว่าเราเป็นรถไฟขบวนเดียวกันคุณก็ต้องสู้กับมันสิ”
เหยี่ยวพยักหน้าอย่างจำยอม “โอเค. ไม่น่าหลงขึ้นรถขบวนเดียวกับคุณเลย”
แต่น้ำรินก็ไม่หยุดร้องไห้ เหยี่ยวมองอย่างทั้งขำ ทั้งสงสาร พลางอ้าแขนออก เหมือนจะกอด น้ำรินโผเข้ามาเหมือนจะซบอกเหยี่ยว
ใบหน้าของเธอแนบชิดอยู่กับตัวของเขาแบบเหลื่อมๆ ตามแรงเขยื้อนของรถไฟ มือของเหยี่ยววางอยู่บนหลัง อีกมือก็วางทาบอยู่เหนือเรือนผมของน้ำริน แต่ไม่สามารถสัมผัสกันได้อย่างแท้จริง
นับดาวเดินเข้ามาในบ้าน มองรูปถ่ายของน้ำรินกับธาราที่ติดอยู่กลางบ้าน ด้วยสายตาของผู้ชนะ
“อีกไม่นานหรอกน้ำริน ฉันจะได้ทุกสิ่งของเธอมาครอบครอง”
พลางถามแม่บ้านถึงธารา แม่บ้านบอกแค่ว่าออกไปข้างนอก ไม่รู้ไปไหน
นับดาวฉงนสงสัย
เหยี่ยวกำลังปั่นจักรยานคู่ใจ น้ำรินที่เกาะอยู่ด้านหลัง มองไปที่ถนนข้างหน้าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เต็มสองข้างทาง
“คุณดูถนนข้างหน้าสิ สวยเนอะ”
สีหน้าของเหยี่ยวขรึมเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ฉันเหมือนเคยมาที่นี่”
น้ำรินนึกถึงตอนตัวเองเด็กๆ ที่ยื่นหน้าออกมาจากหน้าต่างรถ มองไปที่ต้นไม้กับท้องฟ้า แสงแดดอ่อนๆฉายลงบนใบหน้า แล้วก็หลับตา ปล่อยให้ลมปะทะใบหน้าจนผมปลิว
“แสงแดดสวยๆ แบบนี้ น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสรับลมเย็นๆ ปะทะผิวหน้า”
น้ำรินลืมตาขึ้น ไม่ทันสังเกตว่าเหยี่ยวหน้าซีดมาก แววตาเต็มไปด้วยความปวดร้าวสุดจะบรรยาย จึงนึกสนุกเลยแกล้งเอามืออ้อมไปปิดตาเหยี่ยว
“อย่า”
เหยี่ยวจอดรถแบบกะทันหัน จนรถล้ม แล้วปัดมือน้ำรินออก
“ปล่อย ผมบอกให้ปล่อย”
น้ำรินตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แล้วรีบเอามือลง พลางมองเหยี่ยวที่เหนื่อยหอบอย่างไม่เข้าใจ
“คุณเป็นอะไร”
เหยี่ยวหายใจหอบ “ไม่เป็นไร”
“แต่หน้าคุณซีดมากเลยนะ”
“ ผมบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ”
น้ำรินมองเหยี่ยวอย่างไม่เข้าใจ
.
อ่านต่อหน้า 3
ภพรัก ตอนที่ 6 (ต่อ)
ที่บ้านพักริมทะเล ที่ตั้งอยู่เดี่ยวๆ ห่างไกลผู้คน มีรั้วรอบขอบชิด และมีหาดส่วนตัว สงครามเข็นรถไปส่งธาราถึงในหน้าห้อง
“ขอบคุณนะคะคุณดีกับฉันเสมอเลย”
“แต่คงยังดีไม่พอ”
“ฉันอยากเดินไปข้างหน้า มากกว่าถอยหลังไปเริ่มใหม่”
สงครามฝืนยิ้มแต่นัยน์ตาแฝงความปวดร้าว ธาราเข็นรถตัวเองออกไป
เหยี่ยวขี่จักรยานเข้ามาจอด แล้วลงนั่งพัก หน้าซีดเซียว
“เป็นอะไรมากมั้ย ฉันขอโทษนะ”
เหยี่ยวนิ่ง ไม่ตอบ น้ำรินรู้สึกผิดมากเพราะคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้เหยี่ยวเป็นแบบนี้
สงครามเดินออกมาที่หน้าบ้าน เห็นสีหน้าท่าทางของเหยี่ยวก็รีบเดินมาหา
“เป็นอะไรหมวด สีหน้าไม่ดีเลย เป็นเพราะถนนทางเข้ามาที่นี่รึเปล่า”
เหยี่ยวอึ้ง แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “คุณธาราล่ะครับ”
“เข้าไปนอนพักแล้ว ช่วงค่ำๆ ผู้กองดารณีคงจะมาถึง จะช่วยดูแลคุณธาราเรื่องพยาบาลทั่วไป แต่หมวดคงต้องช่วยเรื่องอาหารกับที่พักบ้าง เพราะผมไม่อยากให้ใครเข้ามาที่นี่เกินความจำเป็น”
เหยี่ยวรับคำ สงครามเดินออกไป น้ำรินรีบหันมาถาม
“ถนนทางเข้ามีอะไรเหรอคะ”
เหยี่ยวนิ่ง แต่แววตามีรอยสะเทือนใจอย่างรุนแรง
ระหว่างที่สงครามนั่งทานอาหารอยู่กับธาราที่ริมระเบียง เหยี่ยวที่สีหน้ายังไม่สู้ดีนักเดินออกมาพอดี
น้ำรินเดินตามต้อยๆ มาด้วย พอหันไปเห็นธารา ก็ถึงกับชะงักนิด
“ผู้หญิงคนนี้?”
น้ำรินมองไปที่ธารา รู้สึกได้ถึงความผูกพันอย่างประหลาด
เหยี่ยวเดินมาหยุดยืนมองไปที่ทะเล แววตาดูเศร้ากว่าที่เคยเป็น น้ำรินเดินตามมา แล้วรีบถามอย่างข้องใจ
“หมวด ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
เหยี่ยวตอบด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “คุณธารา”
“ทำไมฉันรู้สึกคุ้นกับเธอจัง”
“ไม่แปลกหรอก คุณธาราเป็นเจ้าของโรงแรมที่เราไปเมื่อวันก่อน”
น้ำรินครุ่นคิด
“แต่มันไม่น่าจะแค่นั้น ทำไมฉันถึงคุ้น”
เหยี่ยวชำเลืองมองน้ำริน พูดเสียงหนักๆเหมือนกำลังเต็มไปด้วยความเครียดในใจ
“ขอผมอยู่คนเดียวก่อนได้มั้ย”
จากนั้นก็เดินเลี่ยงออกไปอีกทางหนึ่ง น้ำรินจำต้องยอมเดินกลับมาที่บ้าน
น้ำรินเดินกลับมายืนเกาะระเบียงมองเหยี่ยวที่เดินอยู่ที่ริมหาดอย่างเป็นห่วง ธาราที่หันไปมองทางเดียวกันอยู่ หันไปถามสงคราม
“ท่าทางหมวดเหยี่ยวไม่ค่อยสบายใจเลย”
“เรื่องในอดีตน่ะครับ ตอนหมวดเหยี่ยวยังเด็กครอบครัวเกิดอุบัติเหตุรถชนกับรถบรรทุกที่ถนนทางเข้านี่ล่ะครับ”
น้ำรินที่ฟังอยู่ เข้าใจทันทีว่าสาเหตุที่เหยี่ยวมีอาการไม่สบาย ไม่ใช่เพราะเธอ แต่เป็นความสะเทือนใจที่กลับมาอยู่ในสถานที่เกิดเรื่องร้ายแรงกับครอบครัวอีกครั้ง
“สารวัตรวิหคกับภรรยาเสียชีวิตทันที หมวดเหยี่ยวรอดมาได้คนเดียว ตั้งแต่เกิดเรื่อง เหยี่ยวเหลือแต่ยายคนเดียว การมาที่นี่คงเหมือนต้องกลับมารับรู้เรื่องทุกข์ใจที่สุดในชีวิต”
น้ำรินมองเหยี่ยวด้วยความเห็นใจ
เหยี่ยวเดินอยู่ริมชายหาด น้ำรินเดินตามมา พลางมองเขาด้วยความรู้สึกสงสารจนน้ำตาซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว
เหยี่ยวรู้สึกได้ว่ามีคนเดินตามมา หันไปเห็นน้ำรินน้ำตาคลอก็เริ่มสงสัย
“เป็นอะไร คิดถึงแม่อีกแล้วเหรอ”
น้ำรินส่ายหน้า “เปล่า ฉันสงสารคุณต่างหาก เรื่องที่ถนน”
เหยี่ยวมองไปทางบ้านพักแล้วเดาได้ว่าน้ำรินรู้จากสงคราม
“พอรู้ว่าจะต้องมาที่นี่ ผมทำใจมาตลอดทาง ผมกะสู้กับมันซักตั้งอย่างคุณบอก แต่พอมาถึงจริงๆ มันเหมือนมีอะไรมาทิ่มแทงเข้าไปในอก บีบจนผมหายใจไม่ออก”
เหยี่ยวสะเทือนใจจนน้ำตาซึมออกมา น้ำรินอย่างเห็นอกเห็นใจ
“ถ้าฉันต้องสูญเสียพ่อแม่พร้อมกันฉันคงอาการหนักกว่าคุณอีก และฉันก็คงทำใจลืมมันไม่ได้”
“วันนั้นเรามาเที่ยวทะเล มันเป็นความทรงจำดีๆที่เจ็บปวดที่สุด”
น้ำรินหน้าเศร้า“แต่อย่างน้อยคุณก็ยังมีเรื่องให้นึกถึง ดีกว่าฉัน ที่ต้องเจ็บปวดเพราะไม่มีความ ทรงจำอะไรเหลืออยู่เลย”
พอเห็นว่าน้ำรินทำท่าจะร้องไห้อีก เหยี่ยวก็คิดหาทางปลอบใจ
“ทำไมจะไม่มี อยู่กับนายตำรวจสุดหล่อมาตั้งหลายวัน มันน่าจะเป็นความทรงจำอันแสนหวานของคุณนะ”
น้ำรินกับเหยี่ยว มองตากันด้วยความรู้สึกผูกพันและเข้าใจกันมากขึ้น ทั้งสองคนพยายามจูงมือกันเดินเล่นริมทะเล แม้จะเป็นการสัมผัสได้แต่เพียงอากาศ
ดารณีเข็นรถพาธารามาส่งสงครามบริเวณที่จอดรถ เหยี่ยวเดินตามมา สงครามมองธาราด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แล้วหันไปบอกดารณีกับเหยี่ยว
“ฝากด้วยนะ ระวังเรื่องความปลอดภัยด้วยนะหมวด”
สงครามขึ้นรถแล้วขับออกไป ธารามองตาม เหยี่ยวมองไปที่น้ำริน ที่นั่งเล่นอยู่ที่ชายหาด
น้ำรินกำลังฝึกจิต บังคับจับกิ่งไม้จนได้แล้ว จากนั้นก็พยายามวาดรูปบนผืนทราย เป็นรูปเด็กผู้หญิงจูงมือกับแม่ พอเหยี่ยวเดินมาหา น้ำรินก็บอกว่า
“ฉันเป็นห่วงแล้วก็สงสารผู้หญิงคนนั้น”
น้ำรินมองไปทางชายหาดอีกทาง ที่ดารณีกำลังเข็นรถเข็นให้ธารารับแดดอ่อนๆตอนเช้า
“ฉันไม่อยากให้เค้าโดนฆ่าตาย คุณอยู่ดูแลเค้าที่นี่ไปก่อน แล้วเราค่อยกลับไปหาร่างกัน”
น้ำรินหันไปใช้กิ่งไม้ขีดเขียนรูปบนทรายต่อ เหยี่ยวมองดูรูปที่น้ำรินวาดแล้วคิด
“ตอนเด็กๆ ผมเคยเจอเด็กผู้หญิงคนนึงที่นี่ วาดรูปเหมือนคุณเดี๊ยะเลย”
เหยี่ยวมองเห็นภาพตัวเองในวัยเด็ก กำลังเดินถือกระป๋องเก็บเปลือกหอยตามชายหาดอยู่ ครู่หนึ่งก็
ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้อยู่ตรงชายหาด จึงรีบเดินเข้าไปหา
“น้อง ร้องไห้ทำไม”
น้ำรินวัยเด็กชี้รูปที่ทราย เป็นรูปเด็กผู้หญิงจูงมือกับแม่ที่โดนคลื่นซัดจนรูปเลือน ไม่ชัด
“รูปหาย”
เหยี่ยวหัวเราะ “ใครใช้ให้มาวาดตรงนี้เล่า คลื่นซัดมันก็หายอ่ะดิ”
เหยี่ยวจูงมือน้ำรินขยับขึ้นมาบนฝั่ง “อ่ะนี่ วาดตรงนี้ คลื่นมันมาไม่ถึง”
น้ำรินนั่งลง ใช้กิ่งไม้วาดรูป
“มา พี่ช่วย”
เด็กชายเหยี่ยววางกระป๋องลงแล้วช่วยเด็กหญิงน้ำรินวาดรูป
น้ำรินฟังอย่างเพลิดเพลิน
“แล้วพ่อแม่เด็กคนนั้นอยู่ไหนล่ะ”
“น้องบอกว่าพ่อตายแล้ว แม่มาทำงาน ก็เลยต้องมานั่งเล่นคนเดียว”
น้ำรินหน้าเศร้า“โถ เหมือนฉันเลย พอพ่อตาย แม่ไปทำงานที่ไหนก็เอาฉันไปปล่อยให้เล่นอยู่แถวนั้นแหละ เหงาจะตาย”
“คุณจำเรื่องราวของตัวเองได้เพิ่มขึ้นอีกแล้วนะ”
“เออ จริงด้วย คุณเล่าเรื่องตัวเองตอนเด็กๆ ให้ฉันฟังอีกสิ เผื่อฉันจะจำเรื่องตัวเองได้อีก”
เหยี่ยวเริ่มเล่าต่อ ถึงตอนที่ส่งเปลือกหอยให้น้ำริน แล้วชี้ไปที่ผมของรูปแม่บนผืนทราย
“วางตรงนั้น”
น้ำรินวางเปลือกหอยบนผมของรูปแม่ “แม่ซ้วย สวย”
เหยี่ยววางเปลือกหอยอีกอันบนผมของรูปลูกสาว
“อ่ะนี่ ลูกสาวก็สวย”
น้ำรินยิ้มแป้น แล้วหันมาหอมแก้ม เหยี่ยวอ้าปากค้าง พร้อมๆ กับที่เสียงพ่อเรียกดังเข้ามา
วิหคกับสกุณาเดินลงมา พร้อมถือกล้องถ่ายรูปพร้อมขาตั้งกล้องมาวางบนพื้นทราย
“มาถ่ายรูปกัน”
เหยี่ยวรับคำวิ่งไปหาสกุณา วิหคเซ็ทกล้องเสร็จก็วิ่งไปหาเมียกับลูก สามคนพ่อแม่ลูกกอดคอกันยิ้มให้กล้องอย่างมีความสุข โดยไม่ทันสังเกตว่าในภาพนั้นมีเด็กหญิงน้ำรินนั่งมองเหยี่ยวตามแป๋วอยู่ด้วย
เหยี่ยวเลือกซื้ออาหารทะเลสดๆจากชาวประมง มีน้ำรินคอยชี้สั่ง ช่วยเลือกซื้อ ตอนขากลับ ก็ชี้ชวนให้ดูโน่นดูนี่อย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็มาเข้าครัวสอนเหยี่ยวทำอาหาร
เหยี่ยวเลื่อนถ้วยข้าวต้มปลากระพงให้ธารากับดารณี แล้วลงนั่งตรงข้าม มีถ้วยข้าวต้มของตัวเอง ตรงกลางโต๊ะมีเครื่องปรุงใส่ถาดจัดสวยงาม น้ำรินนั่งระหว่างเหยี่ยวกับธารา
ธาราตักข้าวต้มมาชิม แล้วออกปากชมว่าอร่อย
“รสมือเหมือนลูกสาวฉันเลยค่ะ แกชอบทำข้าวต้มปลากะพงให้ฉันทานเพราะรู้ว่าฉันชอบ”
น้ำรินมองธาราตาเป็นประกาย รู้สึกดีใจวูบขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้ เหยี่ยวหันมาถาม
“ลูกสาวคุณธาราอยู่ไหนเหรอครับ”
“ไม่อยู่ค่ะ”
ธาราก้มหน้าหลบตาตักข้าวต้มกิน เหมือนไม่อยากพูดอะไรต่อ
.
อ่านต่อหน้า 4
ภพรัก ตอนที่ 6 (ต่อ)
คนขับรถกับแม่บ้านของธารายืนก้มหน้าด้วยความกลัว เพราะถูกภพธรกับนับดาวคาดคั้นถามว่าธาราไปไหน ทั้งคู่ได้แต่บอกว่าไม่รู้
ภพธรตบโต๊ะปังแล้วลุกขึ้นด้วยความโมโห
“ถามอะไรก็ไม่รู้สักอย่าง ฉันไล่พวกแกออก”
แม่บ้านตกใจ “อย่าไล่ฉันเลยค่ะ เอ้อ คุณท่านไปกับผู้การสงคราม”
ภพธรหันไปยิ้มกับนับดาวอย่างสมใจ
ภาพจากกล้องส่องทางไกล ผ่านหน้ากระจกรถยนต์ ไปที่สงคราม ที่กำลังเดินออกจากที่ทำงานไปที่รถ แล้วจับออกไป
รถมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งที่ซุ่มจอดอยู่ แล่นตามออกไปทันที
สงครามขับรถไปแล้วชำเลืองมองกระจกหลัง รู้ว่ามีมอเตอร์ไซด์ขับตาม ก็เร่งเครื่องหนี มอเตอร์ไซด์ยังคงตามติด
สงครามตัดสินใจหักเลี้ยวเข้าซอยอย่างกะทันหัน มอเตอร์ไซด์ขับเลยไป แต่พอเลี้ยวเข้าซอยย่อยอีกซอย มอเตอร์ไซด์อีกคันโผล่มาตามต่อไป
สงครามตัดสินใจเลี้ยวเข้าที่จอดรถที่อาคาารแห่งหนึ่ง ระหว่างที่รอรับบัตรจอดรถ ก็เหลือบมองไปข้างหลังผ่านกระจกมองหลัง เห็นมอเตอร์ไซด์สองคันยังคงตามมา
สงครามขับมาจนมาถึงชั้นดาดฟ้า พบว่าหนีไปต่อไม่ได้ จึงถอยรถเข้าซองแล้วมองไปทางขึ้นอย่างใจเย็น
มอเตอร์ไซด์ตามรถสงครามไปตามทางวนโค้งขึ้นตึก วนไปวนมา จนเกือบมาถึงดาดฟ้า สวนกับรถอีกคันที่แล่นลงไป พอขึ้นมาถึงชั้นดาดฟ้า พบว่ารถสงครามจอดอยู่ เลยขับเข้าไปเทียบ แต่ทว่าสงครามไม่ได้อยู่ในรถ
รถคันที่แล่นสวนกับมอเตอร์ไซด์ลงไป ลดกระจกหน้าต่างลง เพื่อคืนบัตรจอดรถ ที่แท้ก็คือสงครามนั่นเอง
นกน้อยแวะมาเยี่ยมยายนวล พร้อมกับบอกว่าซื้อกับข้าว แต่ยายนวลกลับบอกว่ามีคนซื้อมาให้แล้ว
“ ใคร?”
นกน้อยงง แนนเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับข้าวของเต็มมือ
แนนรู้จากนกน้อยที่แกล้งปดว่าเหยี่ยวลาพักร้องไปต่างจังหวัด ก็แอบรู้สึกน้อยใจนิดๆ แต่พยายามเก็บอาการ ครู่หนึ่งนกน้อยก็ขอตัวกลับ ยายนวลรีบหันมาถามแนน
“พ่อแม่เป็นไงบ้าง”
“สบายดีค่ะ แกเรียกหนูไปคุยเรื่องแต่งงาน เพราะว่าท่านผู้ว่าฯ มาทาบทามหนูให้ลูกชายเค้าค่ะ”
ยายนวลตื่นเต้น “เอาแล้วไง! แล้วหนูตอบตกลงไปรึยัง”
“ไม่ตกลงค่ะ หนูยังอยากทำงานยังไม่อยากแต่งงานตอนนี้”
“อยากทำงานหรือรอไอ้เหยี่ยวหลานยาย”
แนนยิ้มเขินๆ
“แหมๆๆเขินๆ คบกันก็นานแล้วนะ ไม่เคยคุยกันเลยรึ”
“เรื่องแบบนี้ หนูเป็นผู้หญิง จะไปพูดอะไรได้ล่ะคะ”
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวยายจัดให้ ไอ้เหยี่ยวมันดื้อเงียบ ลองไปบอกให้มันทำ มันก็จะไม่ทำ เราต้องมี
เทกกะนิก”
เหยี่ยวยืนมองไม้กวาดกับไม้ม๊อบถูพื้นอย่างเซ็ง แต่ก็จำต้องยอมทำความสะอาดบ้านพักให้อย่างไม่มีทางเลี่ยง น้ำรินเดินตาม ทำท่าคุณนาย ชี้นิ้วสั่ง
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เหยี่ยวกดเปิดสปีคเกอร์ มือก็วุ่นทำงานบ้านตามที่น้ำรินสั่ง
“ครับยาย”
ฝั่งยายนวล ก็คุยมือถือผ่านสปีคเกอร์เหมือนกัน โดยมีแนนนั่งฟังอยู่ด้วย
“เมื่อคืนยายฝันถึงแม่เอ็ง ยายฝันว่าแม่เอ็งอยากให้เอ็งเป็นฝั่งเป็นฝา แต่งงานแต่งการซะที เค้าจะได้หายห่วง”
เหยี่ยวขมวดคิ้ว หันไปสบตาน้ำรินที่หน้าม่อยไปทันที
“จะให้ผมแต่งกะใครล่ะ”
“ก็หนูแนนไง” ยายนวลหันมายิ้มให้แนน
น้ำรินฟังแล้วรู้สึกปวดร้าวในอกขึ้นมาเฉยๆ เหยี่ยวอึกอัก คิดหนัก
“คุยเรื่องนี้อีกแล้ว ไม่ยอมจบซะทีนะ”
“เอ็งอยากให้จบ ก็รีบๆคิด รีบชวนหนูแนนคุยเรื่องอนาคตสิ ชักช้าเดี๋ยวหนูแนนแต่งไปกับคนอื่นซะ เอ็งจะเสียใจนะ”
ยายนวลวางสายไป เหยี่ยวหนักใจ หันมาหาน้ำริน แต่เธอไม่อยู่แล้ว
ธารานั่งอยู่บนรถเข็น ที่ริมชายหาด เหม่อมองไปที่ขอบฟ้า คิดถึงลูก
น้ำรินเดินมานั่งที่พื้นข้างๆ มองไปที่ทะเลเช่นกัน ทำเหมือนจะชวนธาราคุย ทั้งที่คุยกันไม่ได้ยิน
“ฉันไม่ชอบพระอาทิตย์ตกเลย มันสวยก็จริง แต่เหงา เห็นแล้วอยากจะร้องไห้”
ขาดคำน้ำริน น้ำตาของธาราร่วงลงมาบนแก้ม น้ำรินหันมามองธาราอย่างสงสัย
“คุณร้องไห้ทำไม”
สงครามเดินมาหาพอดี
“คิดถึงลูกเหรอครับ”
น้ำรินหูผึ่ง ในใจรู้สึกแปล้บขึ้นมาอย่างประหลาด
“ฉันมัวแต่ทุ่มเทให้กับงาน ถึงจะมีโอกาสได้ใกล้ชิดลูกอยู่บ้างแต่มันก็น้อยเต็มทน มารู้ตัวอีกที ก็ตอนที่ไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว”
ธาราร้องไห้หนักขึ้น สงครามเข้าไปโอบ ธาราแข็งขืนตัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมซบหน้าร้องไห้กับอกสงคราม
น้ำรินมองธาราอย่างสงสารสุดๆ
เหยี่ยวเดินออกมาตามหา เห็นหลังน้ำรินนั่งซึมอยู่ริมทะเล ก็รีบเดินมาหา
“ทำอะไรอยู่”
น้ำรินร้องไห้พลางใช้กิ่งไม้วาดรูปผู้หญิงกับผู้ชายที่ทราย แล้วคลื่นก็ซัดรูปหายไป
“เปล่า”
พูดพลางก็รีบลุกขึ้น หันหน้าเดินหนีไปอีกทาง เหยี่ยวสงสัย เดินไปดักหน้า แล้วถึงเห็นว่าน้ำรินร้องไห้
“เป็นอะไร”
“สงสารตัวเอง ที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว”
“ผมก็อยู่ตรงนี้คุณจะอยู่คนเดียวได้ไง”
น้ำรินร้องไห้หนัก “ถ้าคุณแต่งงานกับหมวดแนน ฉันก็ไม่เหลือใคร”
“จะคิดทำไม ยังไม่ถึงเวลาซักหน่อย ผมยังไม่คิดเลย”
“คุณเป็นคนดี ฉันรู้สึกดีที่ได้อยู่กับคุณ”
น้ำรินพูดอย่างจริงจังและจริงใจ
“ฉันตั้งใจว่าจะใช้เวลาที่ยังได้อยู่กับคุณตอนนี้ให้ดีที่สุด ฉันจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจแบบคุณธาราที่ไม่ได้อยู่กับคนที่ตัวเองรัก”
“แล้วคุณรักผมเหรอ”
น้ำรินตกใจที่หลุดปากออกไปรีบเฉไฉ
“เปล่า ฉันหมายถึงคุณธาราต่างหากล่ะ”
เหยี่ยวมองตามน้ำรินที่เดินออกไปพลางครุ่นคิด แล้วตั้งคำถามกับตัวเองที่เริ่มมีความรู้สึกดีๆให้ น้ำรินเช่นกัน
น้ำรินเดินมาหยุดยืน แล้วพึมพำกับตัวเอง “ฉันรักเค้าเหรอ”
จากนั้นก็พยายามปรับหน้าตาท่าทางที่หวั่นไหวให้เป็นปกติ ก่อนจะหันกลับไปเจอสายตาของเหยี่ยวที่มองอยู่ ทั้งคู่ต่างรู้สึกหวั่นไหวในหัวใจ
เหยี่ยวกับน้ำรินประสานสายตากัน สื่อสารกันด้วยหัวใจและสายตาโดยไม่ใช้คำพูด
บนตู้วางหนังสือในห้องทำงานของภพธร มีกล่องใบใหญ่วางอยู่บนชั้นสูงสุด และใต้กล่องใบนั้นมีหนังสือถูกวางทับอยู่หนึ่งเล่ม
นับดาวเอื้อมมือดึงหนังสือทำให้กล่องใบใหญ่ร่วงลงมา ฝากล่องเปิด เครื่องบินบังคับวิทยุลำเก่าร่วงออกมา ชิ้นส่วนปีกเครื่องบินหักกระเด็นออกมาจากกล่อง
ภพธรเดินเข้ามาพอดี นับดาวหน้าเสีย
“ดาวขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นไร มันหักอยู่แล้ว”
ภพธรคิดถึงอดีต ตอนที่พ่อกำลังต่อเครื่องบินบังคับวิทยุ ส่วนเขาคอยส่งชิ้นส่วนต่างๆและเครื่องมือให้บรรยากาศระหว่างพ่อลูกเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้ม จนกระทั่งต่อเสร็จ พ่อ-ลูก ก็ช่วยกันถือรีโมทบังคับเครื่องบิน“อีกสองเดือนมีแข่งเครื่องบินบังคับ พ่อพาผมไปได้มั้ยครับ”
“พ่อติดงาน”
ภพธรหน้าม่อย
“แต่สำหรับลูกชายคนสำคัญที่สุดของพ่อ ไม่ได้ก็ต้องได้”
ภพธรดีใจสุดๆ “ขอบคุณครับพ่อ ผมรักพ่อที่สุดในโลกเลย”
นุติก้มลงหอมศีรษะภพธรเบาๆ
.
อ่านต่อตอนที่ 7
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,132
Re: อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
«
Reply #6 on:
19 June 2026, 22:07:22 »
ภพรัก ตอนที่ 7
https://mgronline.com/drama/detail/9570000136078
.
ภพรัก ตอนที่ 7
เผยแพร่: 26 พ.ย. 2557 09:59 โดย: MGR Online
.
ภพรัก ตอนที่ 7
ภพธรนั่งหลับอยู่ที่เก้าอี้ชิดผนังข้างทางเดินอย่างน่าสงสาร บนตักมีเครื่องบินบังคับวิทยุวางอยู่ ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่ามีคนมาเขย่าตัว
“ธร ตื่นเถอะ ธร”
ภพธรลืมตาขึ้นมามอง นุติยิ้มให้ “ ไม่ไปแข่งเครื่องบินเหรอลูก”
“ ไปสิครับ ผมรอพ่ออยู่”
แต่ภาพนุติตรงหน้า ที่แท้กลับเป็นธารา
“พ่อของผมไปไหน”
“พ่อของเราตายไปเมื่อเดือนที่แล้ว จำไม่ได้เหรอ”
ภพธรนึกขึ้นได้ก็เศร้า น้ำรินยืนอยู่ด้านหลัง เข้ามากอดแขนภพธรอย่างปลอบใจ
“โอ๋ๆ พี่ธรอย่าร้องไห้นะ”
ภพธรเห็นน้ำรินพยายามปลอบก็รู้สึกเอ็นดูขึ้นมานิดๆ แต่พอน้ำรินจะดึงเครื่องบินบังคับไปเล่น ภพธรก็ดึงกลับมาด้วยความหวง
“อย่า น้องน้ำ เดี๋ยวมันพัง”
“น้ำขอดูนิดนึงน่า”
น้ำรินดึงเครื่องบินอีกครั้ง จนปีกเครื่องบินหักติดมือ ภพธรโกรธจัด
“น้องน้ำ พี่บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่า เครื่องบินลำนี้พ่อพี่ต่อให้นะ”
น้ำรินเบะปาก ร้องไห้ ธาราถอนหายใจ
“อย่าโวยวายไปเลยน่ะธร น้องไม่ได้ตั้งใจ เดี๋ยวอาให้เงินไปซื้อใหม่นะ”
ธาราจูงน้ำรินเดินออกไป ภพธรมองตามด้วยแววตาเกรี้ยวกราด
“ซื้อใหม่ก็ไม่เหมือน เงินของแกซื้อพ่อคืนฉันไม่ได้”
ภพธรคิดถึงอดีต พร้อมกับจ้องมองเครื่องบินบังคับที่หักชำรุดด้วยแววตาแค้น
“หาตัวคุณอาธาราเจอรึยัง”
“ยังเลยค่ะ เสือเฒ่าอย่าง ผบ.สงครามฉลาดแต่ดาวคิดแผนล่ออาธาราออกมาได้แล้วค่ะ”
นับดาวคิดถึงแผนการที่วางไว้ในใจ ดวงตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์
เหยี่ยวเดินเข้าไปหาธาราที่กำลังเอื้อมมือเก็บผ้าจากราวใส่ตะกร้าอย่างยากลำบากเพราะตัวยังนั่งอยู่ในรถเข็น พลางอาสาเก็บให้
“ให้ฉันทำเถอะ คนเคยทำงานให้มาอยู่เฉยๆก็เบื่อ”
“ผู้การบอกคุณธารารึเปล่าครับว่าจะต้องมาอยู่ที่นี่นานเท่าไร”
ธาราถอนหายใจ “จนกว่าเค้าจะมั่นใจว่าฉันจะปลอดภัย แต่แค่วันสองวันเนี่ย ฉันก็เบื่อจะแย่อยู่แล้ว ไม่เกินอาทิตย์ ถ้ายังสรุปไม่ได้เรื่องความปลอดภัย ฉันคงต้องขอตัวกลับบ้านแน่ๆ”
“งั้นผมเก็บผ้าไปให้คุณช่วยพับนะครับ”
ธาราพยักหน้าแล้วเลื่อนรถเข็นไป เหยี่ยวมองตามด้วยสายตาเห็นใจ
เหยี่ยววางตะกร้าผ้าแห้งลงข้างโต๊ะที่ธารานั่งเหงาๆเบื่อๆเหม่อมองไปข้างนอก
“ผมจะไปซื้อของ คุณอยากได้อะไรมั้ยครับ”
ดวงตาธาราเป็นประกายสดใสขึ้นมาทันที “อยากได้กับข้าวมาทำอาหารจ้ะ”
จากนั้นก็กุลีกุจอหากระดาษมาจดรายการส่งให้เหยี่ยว
“ท่าทางจะเหงาจริงๆนะนั่น พอมีอะไรให้ทำหน่อย สดชื่นขึ้นทันตาเห็นเลย”
น้ำรินพูดยิ้มๆ เหยี่ยวพยักหน้าเห็นด้วย
เหยี่ยวขี่จักรยานออกมาตามทาง ด้วยความเศร้าสะเทือนใจเมื่อต้องผ่านจุดเกิดเหตุที่สูญเสียพ่อกับแม่ พลางก้มหน้าก้มตามองพื้นตลอดทางที่ขี่ มือสั่น จนรถแกว่งไปแกว่งมา
น้ำรินที่นั่งซ้อนท้ายมองเหยี่ยวอย่างเป็นห่วง
น้ำรินกับเหยี่ยวเดินผ่านร้านขายอาหารทะเล แล้วจู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้
“ฉันชอบทานสลัดผักกับหมูอบ คุณ ฉันจำได้ตั้งหลายอย่างแล้ว”
เหยี่ยวพยักหน้า
“ชื่อน้ำ มีแฟนชื่อพี่ธร ชอบสีฟ้า ชอบกินขนมชั้นรูปดอกกุหลาบ ชอบสลัดผักกับหมูอบ”
“ โห นี่คุณจำเรื่องเกี่ยวกับฉันได้หมดเลยเหรอ”
เหยี่ยวรีบพูดแก้เขิน “ ผมจำไว้หาร่างให้คุณไง แต่คราวหน้าช่วยจำอะไรที่มันได้เรื่องได้ราวหน่อยนะ ข้อมูลพวกนี้ใช้ไม่ได้เลย”
เหยี่ยวก้มดูรายการกับข้าวที่ธาราสั่ง น้ำรินมองตาม
“อุ๊ย คุณธาราสั่งซื้อกับข้าวที่ฉันชอบทั้งนั้นเลยสงสัยเค้าเคยเป็นญาติกับฉันเมื่อชาติที่แล้วถึงได้ชอบอะไรเหมือนฉัน”
เหยี่ยวส่ายหน้าขำๆ
รถของสงครามแล่นเข้ามาจอดบริเวณจุดเกิดเหตุอุบัติเหตุรถคว่ำริมถนน ที่วิญญาณชลชาติสิงอยู่
พร้อมๆ กับที่เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
“ว่าไงผู้กอง คุณธาราเป็นยังไงบ้าง”
ดารณีที่รับยาให้ธารา ตอบกลับมาทางปลายสาย
“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงค่ะ ดิฉันกำลังเข้ามารับยาที่โรงพยาบาล”
“ฝากดูแลธาราด้วยนะ ตอนนี้ผมอยู่ที่บึงซึ่งเคยมีรายงานว่าพบรถที่คล้ายกับรถของน้ำริน ผมกำลังสงสัยว่า การหายตัวไปของน้ำรินเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุรถคว่ำของธารา “
ดารณีคิดตาม “หรืออุบัติเหตุไม่ใช่อุบัติเหตุ?”
“เราคงต้องพิสูจน์กันต่อไป ระหว่างนี้คุณกับเหยี่ยวต้องดูแลธาราที่บ้านพักนั่นให้ปลอดภัยที่สุด
วิญญาณชลชาติในสภาพดำคล้ำหม่นหมองน่ากลัว ไร้ราศี ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ ยิ้มออกมาอย่างโหดเหี้ยม
“หมวดเหยี่ยวอยู่ที่ไหน นังน้ำรินต้องอยู่ที่นั่น”
ขากลับจากตลาด เหยี่ยวยืนมองถนนที่เกิดอุบัติเหตุอย่างท้อใจ แล้วทำท่าจะหันจักรยานกลับหลัง น้ำรินรีบมายืนดักขวางหน้า รู้ว่าเหยี่ยวกลัว ก็พยายามพุดปลอบใจ
“คุณตั้งสติดีๆสิมันก็เป็นแค่ถนนกับต้นไม้ ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย”
“แต่มันตอกย้ำให้ผมคิดถึงวันนั้น”
“คุณต่างหากที่ตอกย้ำให้ตัวเองคิด เรื่องร้ายๆผ่านไปนานแล้ว มีแต่คุณที่ยังติดอยู่กับความทรงจำไม่ดี”
เหยี่ยวฟังแล้วก็ยังคิดถึงอดีตที่เกิดขึ้นอย่างสะเทือนใจ น้ำรินพูดเองก็น้ำตาไหลไปด้วยความเข้าใจและสงสาร
“ถ้าคุณปลดปล่อยตัวเองได้เมื่อไหร่ คุณจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ไม่ใช่เด็กแปดขวบในวันนั้นอีกแล้ว แต่คุณเป็นหมวดเหยี่ยวที่พ่อแม่ของคุณเห็นก็ต้องภูมิใจ”
น้ำตาลูกผู้ชายหยดออกมาจากหางตาอย่างไม่ตั้งใจ เหยี่ยวปาดน้ำตาออกอย่างรวดเร็ว แล้วออกปากให้น้ำรินขึ้นรถ น้ำรินยิ้มทั้งน้ำตา รีบซ้อนท้ายรถจักรยานแล้วเอื้อมมือมาทำท่าโอบรอบเอวของเหยี่ยว
“เราจะผ่านตรงนี้ไปด้วยกันนะ”
เหยี่ยวก้มลงมองมือของน้ำรินที่โอบรอบเอว แล้วเริ่มขี่จักรยานมุ่งหน้าไปตามถนน
แม้สัมผัสไม่ได้ทางกาย แต่รู้สึกได้ด้วยใจ เหยี่ยวรู้สึกอบอุ่นใจที่มีน้ำริน เธอเองก็รู้สึกดีที่เป็นกำลังใจให้เขาได้
The best and most beautiful things in the world cannot be seen or even touched. They must be felt with the heart”
“สิ่งที่ดีและงดงามที่สุดมองไม่เห็นด้วยตา สัมผัสไม่ได้ด้วยมือ หากแต่รู้สึกได้ด้วยใจ”
เฮเลน เคลเลอร์ กวีชาวอเมริกัน
.
อ่านต่อหน้า 2
ภพรัก ตอนที่ 7 (ต่อ)
เหยี่ยวพยายามทำใจแข็งขี่จักรยานมาจนถึงจุดที่เกิดอุบัติเหตุ ครู่หนึ่งเสียงแตรรถดังขึ้น เหยี่ยวตกใจรีบหักหลบรถบรรทุก รถจักรยานล้มลงข้างถนน น้ำรินรีบวิ่งเข้ามาหา
“เป็นอะไรรึเปล่า”
เหยี่ยวดึงตัวเองออกจากจักรยานที่ล้มทับตัว “ไม่เป็นไร”
น้ำรินเป็นห่วงเหยี่ยวอย่างจริงจัง เหยี่ยวเห็นสีหน้าท่าทางเธอก็รู้สึกเอ็นดู แอบอมยิ้มนิดๆ
“แย่จัง ฉันช่วยทำแผลให้คุณไม่ได้ซะด้วยสิ”
“แผลแค่นี้เรื่องเล็ก คอยดูแลแผลใจให้ผมดีกว่า”
เหยี่ยวพูดแล้วจ้องหน้าน้ำริน แล้วยิ้มๆ ทั้งสองคนสบตากัน ความรักถักทอเป็นสายใยเชื่อมโยงระหว่างคนสองคนเหนียวแน่นขึ้นทีละน้อยโดยที่ทั้งคู่ไม่ทันรู้ตัว
เสียงแตรดังมาทางถนน รถของสงครามแล่นมาจอด พลางเปิดกระจกรถลง แล้วชะโงกหน้ามาถาม
“เป็นอะไรรึเปล่าหมวด”
เหยี่ยวลุกขึ้นยืน “เปล่าครับ”
“โอเค. เดี๋ยวเจอกันที่บ้าน”
สงครามเคลื่อนรถออกไป น้ำรินเห็นเงาดำคล้ายคนนั่งอยู่ด้านหลัง
“ใครมากับผู้การคะ”
“ไม่มีนี่”
น้ำรินมองที่รถของสงครามอีกที ก็ไม่เห็นมีใครแล้ว
สงครามเลื่อนหนังสือตั้งใหญ่ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และสีน้ำกับเฟรมวาดรูปส่งให้ธารา เพราะจำได้ว่าธาราชอบวาดรูป
ธาราประหลาดใจ
“โลกนี้คงมีคุณคนเดียวที่จำเรื่องฉันได้ทุกเรื่อง ขอบคุณนะคะ”
ธาราแตะมือสงครามแล้วยิ้มให้ด้วยความรู้สึกขอบคุณ แต่สงครามมองตอบด้วยความรักอันลึกซึ้ง
“ฉันขอไปดูหมวดเหยี่ยวในครัวก่อนนะคะ”
ธารายิ้มให้แล้วเลื่อนรถเข็นออกไป สงครามมองตามด้วยความรู้สึกเริ่มมีความหวัง
น้ำรินกำกับเหยี่ยวหมักหมูในครัว เหยี่ยวหันมาถาม
“ใช้ซอสอะไรหมัก”
ธาราที่เข้ามาพอดี ตอบพร้อมกับน้ำริน
“ซีอิ๊วขาว น้ำมันงา โชยุญี่ปุ่น”
เหยี่ยวยืนงงที่เห็นทั้งสองคนพูดพร้อมกัน ธาราเห็นอาการเหยี่ยว ก็แปลกใจ
“มีอะไรเหรอคะหมวด”
“เปล่าครับ หมักเสร็จแล้วทอดเลยรึเปล่าครับ”
ธารากับน้ำรินตอบพร้อมกันอีก “ยังค่ะ”
เหยี่ยวมองธารากับน้ำรินสลับไปมา ธาราบอกต่อ
“ต้องหมักทิ้งไว้คืนนึงค่ะ พรุ่งนี้เช้าฉันจะลงมาทำเองค่ะ”
เหยี่ยวรับคำ ธาราเลื่อนรถเข้าไปดูหม้อแกงที่เคี่ยวด้วยไฟอ่อนอยู่บนเตา เหยี่ยวเอียงหน้ามากระซิบกับน้ำริน
“แหม แล้วทำคุยว่าสูตรลับ คุณธาราก็รู้”
ธาราได้ยิน ก็หันมาตอบ “ ไม่ใช่สูตรลับหรอกค่ะ แต่เป็นสูตรที่ลูกสาวชอบทำให้ทานค่ะ”
น้ำรินยิ้มเย้ยๆ “เห็นมั้ย ฉันกับเค้าต้องเป็นญาติกันเมื่อชาติที่แล้วชัวร์”
เหยี่ยวพยักหน้าอย่างขี้เกียจเถียง หันมาพูดกับธาราต่อ
“ท่าทางคุณธาราสนิทกับลูกสาวมากเลยนะครับ เห็นพูดถึงอยู่บ่อยๆ”
“ ไม่ค่อยสนิทหรอกค่ะ ฉันไม่ค่อยมีเวลาให้เค้า เพราะมัวแต่สร้างความสำเร็จให้ตัวเองกว่าจะคิดได้ว่าเวลาก็คือสายน้ำที่ไม่ไหลกลับก็สายไปแล้ว ฉันไม่รู้ว่าจะได้กอดแล้วบอกรักลูกอีกเมื่อไหร่”
“แล้วลูกสาวของคุณธาราไปไหนครับ”
ธารายังไม่ทันตอบ สงครามก็เดินเข้ามาขัดจังหวะ ธาราตักน้ำแกงมัสมั่นใส่ช้อนป้อนให้ลองชิม
สงครามยิ้มดีใจ เพราะคิดว่าธาราเริ่มมีใจให้บ้าง
“อร่อยมาก รสชาติเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย”
พลางหันมาบอกเหยี่ยว “หมวดรู้มั้ย คุณธาราทำแกงมัสมั่นอร่อยที่สุด ร้านไหนก็สู้ไม่ได้”
สงครามมองธาราด้วยแววตาที่มีความหมายลึกซึ้ง ธารายิ้มเขินๆ
เหยี่ยวกับน้ำรินเห็นสายตาท่าทีของสงครามกับธาราแล้วมองหน้ากัน
น้ำรินใช้สมาธิ พยายามวาดรูปผู้ชายกับผู้หญิงที่ผืนทรายด้วยกิ่งไม้อย่างช้าๆ เหยี่ยวเดินมานั่งข้างๆ แล้วมองท้องฟ้ากับทะเล
น้ำรินหันมาถามอย่างคลางใจ
“ผบ.สงครามไม่มีครอบครัวเหรอคะ”
เหยี่ยวส่ายหน้า
“ไม่มี ผบ.เป็นผู้ชายรักเดียวใจเดียว พอผู้หญิงที่ตัวเองรักแต่งงานกับคนอื่น ผบ.ก็ยอมอยู่เป็นโสดตลอดชีวิต”
“ผู้หญิงคนนั้นคือคุณธาราเหรอคะ?”
เหยี่ยวพยักหน้า น้ำรินมองรูปที่วาดไว้บนพื้น โดนคลื่นซัดจนรูปเลือนลาง
“ถ้าคุณอกหักแบบผบ.สงคราม คุณจะยอมเป็นโสดตลอดชีวิตมั้ย”
“ผมเหรอ คงเสียใจซักวันนึง เช้าก็จีบคนใหม่ พุธเป็นกิ๊ก พฤหัสเป็นแฟน ศุกร์หมั้น จันทร์แต่งเลย ผมไม่อกหักเพราะผู้หญิงคนเดียวนานๆ หรอก”
จากนั้นก็หันมามองตาน้ำรินลึกซึ้ง
“ผมก็คงเหมือนผบ.สงครามนั่นแหละ คลื่นลมหรือเวลาทำให้ผมเปลี่ยนใจไม่ได้”
ทั้งคู่มองสบตากัน ท่ามกลางบรรยากาศทะเล และท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีไปตามเวลา
ธารากำลังนั่งพับดอกบัวแล้วจัดเป็นช่อเตรียมไว้ใส่บาตรตอนเช้า สงครามเดินมาหา
“พรุ่งนี้ผมจะนิมนต์พระมาให้คุณใส่บาตรตอนเช้านะครับ”
ธารามองอย่างซาบซึ้ง “ฉันมีเพื่อนไม่มาก แต่คุณคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่ฉันมี ขอบคุณมากนะคะ ฉันดีใจที่มีคุณอยู่ข้างๆ”
ทั้งคู่สบตากัน สงครามขยับตัวเข้าไปใกล้ๆ ธารารู้สึกอึดอัดใจ พลันมือถือของสงครามดังขึ้น เขาจึงเดินไปรับโทรศัพท์ ธาราถอนหายใจอย่างโล่งอก
เหยี่ยวนอนหลับอยู่บนเตียง น้ำรินนั่งหลับอยู่ที่โซฟา แล้วจะแกล้งถ่ายคลิปนอนเหยี่ยวหลับ จึงเดินไปหาโทรศัพท์มือถือของเหยี่ยวที่แถวหน้าต่าง
ทันใดนั้นมีร่างหนึ่งสวมผ้าคลุมสีดำ ผ่านหน้าต่างไปเร็วๆ
“ใคร?”
น้ำรินสงสัย รีบเดินตามออกไป
น้ำรินเดินออกมาจากบ้าน ร่างสวมผ้าคลุมดำแว่บเดินผ่านไปซ้ายทีขวาที ลมพัดวูบวาบแล้วแรงขึ้น ใบไม้ปลิว จนเธอเริ่มกลัว เตรียมหนีเข้าบ้าน ร่างในชุดดำโผล่มาคว้าคอไว้
“ฉันกลัวแล้ว ปล่อยฉันไปเถอะ”
“ฉันอุตส่าห์ตามหล่อนมาถึงนี่ ปล่อยไปก็โง่สิยะ”
น้ำรินหันมามองร่างในชุดดำ แล้วจึงเห็นว่าที่แท้ ก็คือผียายปริก
“ป้าปริก นั่งมาในรถของผบ.สงครามใช่มั้ย”
ผียายถอดผ้าคลุมร่างออก เป็นชุดเที่ยวชายทะเลมีลวดลายฮาวายสีสันสดใส
“ฉันอยากมาเที่ยวทะเลบ้างไม่ได้เหรอ มาดูคู่รักเค้าจู๋จี๋กัน”
“ใครเหรอ”
ผียายปริกยิ้มล้อๆ “หล่อนกับหมวดเหยี่ยวไง”
“บ้า ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเค้าซักหน่อย”
น้ำรินเขิน รีบหันหลังเดินเข้าบ้านไป ผียายปริกหัวเราะ
เหยี่ยวกับสงครามช่วยธาราใส่บาตรให้กับพระสงฆ์ โดยมีดารณีอยู่ด้านข้าง พระสงฆ์รับบาตรเสร็จก็สวดให้ศีลให้พร น้ำรินกับผียายปริกนั่งพนมมือรับพรอยู่ห่างๆด้วย
สงคราม และธารากรวดน้ำร่วมกัน ส่วนเหยี่ยวแยกมากรวดน้ำต่างหาก พลางชำเลืองมาทางน้ำรินที่นั่งอยู่กับผียายปริกอยู่ที่ใต้ต้นไม้
พอเหยี่ยวและธาราเริ่มกรวดน้ำ ก็มีลมพัดเบาๆ เส้นผมของน้ำรินปลิวตามลม แสงเรืองรองจับตามเส้นผมและร่างกายของเธอ ผียายปริกรีบบอกน้ำรินว่ามีคนทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ พูดจบก็ลูกเดินออกไป ทิ้งให้น้ำรินนั่งงงอยู่คนเดียว
“เดี๋ยวสิปริก ใครทำบุญให้ฉัน”
เหยี่ยวเดินเอาถ้วยน้ำที่กรวดแล้วมาเทที่ใต้ต้นไม้ที่น้ำรินนั่งอยู่
“ขอบคุณนะคะที่ทำบุญให้ ถึงความจำจะเสื่อม แต่ฉันก็รู้ว่าไม่เคยมีใครทำให้อย่างนี้”
เหยี่ยวส่ายหน้ายิ้มๆ “ไม่มั้ง คนสวยๆอย่างคุณต้องมีแต่คนเอาใจอยู่แล้ว”
“เอาใจ กับ ใส่ใจ ไม่เหมือนกันนะคะ การเอาใจทำไปเพื่อผลประโยชน์ แต่การใส่ใจ ทำไปเพื่อความรัก”
เหยี่ยวยิ้มดีใจที่น้ำรินเห็นความเอาใจใส่ของตัวเอง แต่ไม่วายแกล้งยั่วให้น้ำรินหึง
“จะว่าไป คนที่ใส่ใจผมก็มีแต่ยายกับแนน”
“อาจจะมีคนอื่น แต่คุณไม่เคยใส่ใจมองเห็นมากกว่า”
น้ำรินพูดจบก็เดินไปด้วยความโมโหหึง เหยี่ยวอมยิ้มขำๆ ชอบใจที่แหย่ให้น้ำรินหึงได้
.
อ่านต่อหน้า 3
ภพรัก ตอนที่ 7 (ต่อ)
สงครามเอาน้ำจากการกรวดน้ำไปเทที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ธารามองตามแล้วน้ำตาคลอ น้ำรินสงสาร จึงเดินเข้าไปหา
“คุณร้องไห้ทำไมคะ”
“ลูกจ๋า แม่คิดถึงลูกเหลือเกิน”
ธาราไห้โฮ น้ำรินมองอย่างสงสารจับใจ พลางนั่งข้างๆ เหมือนอยากจะปลอบ
“ป่านนี้แม่ฉันก็อาจจะร้องไห้คิดถึงฉันเหมือนคุณก็ได้”
น้ำรินคิดแล้วก็พลอยร้องไห้ตามธาราไปด้วย โดยที่ต่างคนต่างไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองคิดถึงนั้นนั่งอยู่ห่างกันแค่ปลายนิ้ว
สงครามเดินคุยกับเหยี่ยวมาตามริมหาด จนมาถึงที่เก้าอี้นั่งเล่นที่ธารากำลังระบายสีน้ำรูปในสมุดวาดเขียนเล่มใหญ่ ภาพที่ธารากำลังวาด เป็นภาพหญิงสาวคนหนึ่งใส่สร้อยคอมีจี้เล็กๆ แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจน
“วาดรูปอะไรอยู่ครับ”
“รูปลูกสาว”
น้ำรินหูผึ่ง “ลูกสาว ?”
น้ำรินเดินเข้ามาดูรูป เหยี่ยวเห็นน้ำรินมองก็มองบ้าง
ธารากำลังจะแต้มพู่เติมรายละเอียดที่จี้ ก็รู้สึกเต็มตื้น เสียใจจนวาดต่อไปไม่ไหว ต้องปิดหน้าร้องไห้
ทันใดนั้น เกิดมีลมพัดแรงกรรโชกจนรูปภาพหลุดออกจากสมุดวาดภาพ ปลิวไปจมน้ำทะเล
เหยี่ยวกับน้ำรินวิ่งตามไปเก็บรูป ก็พบว่าสีน้ำละลายหายไปกับน้ำทะเลจนดูไม่เห็นเป็นภาพอะไร
เหยี่ยวเก็บรูปกลับไปคืนให้ธารา น้ำรินมองเห็นผียายปริกยิ้มๆ ก็รีบถาม
“ป้าปริกแกล้งเหรอ”
“จะแกล้งทำไม แม่ลูกจะพลัดพรากจากกันหรือเจอกันก็ไม่ใช่เรื่องของฉัน แต่ทุกอย่างมีเหตุผลเสมอ ไปเล่นน้ำทะเลแบบนางเอกหนังสวยๆดีกว่า”
น้ำรินงงกับคำพูดของผียายปริก
สงครามเคาะประตูห้องพักของธารา จากนั้นก็เดินเข้ามา พร้อมกับสมุดวาดเขียนกับอุปกรณ์เขียนสีน้ำ
“คุณลืมของไว้ที่ระเบียง”
พอเห็นว่าธาราพยายามลงนั่งที่เตียง ก็จะรีบเข้าไปอุ้ม
“ไม่เป็นไรค่ะ”
สงครามไม่ฟังคำห้าม อุ้มธาราไปวางบนที่นอน พร้อมกับดึงผ้าคลุมเตียงออก จัดที่นอนให้อย่าง
นุ่มนวล ความรักที่บ่มเพาะไว้เป็นเวลายี่สิบกว่าปีทะลักล้นออกมาทางดวงตาอย่างชัดเจน สงครามค่อยๆ ก้มหน้าลงไปหาเธออย่างควบคุมตัวไม่ได้ ธาราผลักอกอย่างแรง สงครามรู้สึกตัว มองหน้าธาราที่ไม่ค่อยจะพอใจนัก
“ ผม ขอโทษ”
“ฉันไม่ต้องการคำว่าขอโทษ แต่อย่าทำอย่างนี้กับฉันอีกนะคะ”
เสียงทะเลาะกันของธารากับสงครามดังออกมาจากห้องนอน เหยี่ยว น้ำริน และผียายปริก ที่นั่งดูหนังอยู่ด้วยกัน ถึงกับหมดอารมณ์
“ฟังให้ชัดๆนะคะ เราจะไม่มีวันกลับมาเริ่มกันใหม่ ถ้าคุณหวังอะไรจากฉัน ฉันไม่มีให้”
ธาราพูดเสียงแข็ง
“เมื่อก่อน ผมพอเข้าใจว่าคุณต้องการแต่สิ่งที่ดีที่สุด คุณเหยียบย่ำความรักของผมจนกลายเป็นสิ่งไม่มีค่า แต่ตอนนี้ ถ้าคุณคิดว่าผมต้องการอะไรจากคุณ คุณก็ดูถูกความรักของผมเกินไปแล้ว”
สงครามพูดด้วยความโกรธระคนน้อยใจ เปิดประตูห้องแล้วเดินออกไปทันที ธาราน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
สงครามออกมายืนทะเล อย่างพยายามระงับอารมณ์สุดๆ เหยี่ยวเดินเข้ามา แล้วถามอย่างเห็นใจ และข้องใจอยู่ในที
“ถามจริงๆ ครับ ทำไมต้องผู้หญิงคนนี้?”
“เรื่องของหัวใจ บางครั้งมันมีเหตุผลมากกว่าที่คนนอกจะเข้าใจ แล้ววันนึงที่เธอรักใครหมดหัวใจ เธอจะรู้เอง”
เหยี่ยวมองสงครามแล้วคิดตามที่เขาพูด
น้ำรินเดินทะลุประตูห้องธาราเข้ามา แล้วมองแม่ ที่นั่งน้ำตาคลอดอยู่บนเตียงด้วยความเห็นใจ
“ฉันรักสงครามแบบเพื่อน จะไม่มีวันมากกว่านี้”
ธาราพูดเหมือนสั่งตัวเอง น้ำรินส่ายหน้า
“ถ้าความรักมันสั่งได้จริง โลกนี้คงไม่มีใครเจ็บปวดใจเพราะความรักแล้วล่ะ”
น้ำรินมองธาราอย่างสงสารและรู้สึกผูกพันอย่างประหลาด
เหยี่ยว ธารา และดารณีกำลังจ้องดูข่าวโทรทัศน์ สงครามเดินออกมาจากห้อง ออกปากว่าจะกลับกรุงเทพฯ ดารณีทำจุ๊ๆใส่ สงครามจึงหันไปดูข่าวในทีวีด้วย
ภาพในรายงานข่าว ภพธรกำลังสัมภาษณ์กับนักข่าว
“ถ้าคุณธาราไม่กลับมาเร็วๆนี้ บริษัทในเครือธารากรุ๊ปทั้งหมดต้องมีปัญหาครับอาจจะมีการเทคโอเวอร์ เพราะผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติเริ่มไม่พอใจอย่างรุนแรงครับ”
ธาราเครียดจัด บีบเท้าแขนเก้าอี้แน่น “ฉันจะกลับกรุงเทพ”
เหยี่ยวรีบกดปิดโทรทัศน์ สงครามยืนยันเสียงแข็งไม่ให้กลับ
“ถ้าคุณกลับไป คุณก็ตาย”
“ฉันยอมตายดีกว่าให้ทุกอย่างที่ฉันสร้างมาพังไปต่อหน้าเพราะข้อสงสัยที่ไร้หลักฐานของคุณ”
สงครามกับธาราปะทะสายตากัน ไม่มีใครยอมใคร
“ห้ามใครเข้าออกที่นี่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผม”
สงครามหันไปสั่งดารณี แล้วเดินออกไป ธารามองตามอย่างขัดใจ ดารณีกับเหยี่ยวรีบเดินตามสงครามออกไป
“ผู้การจะแก้ปัญหายังไงคะ”
ดารณีถามอย่างร้อนใจ
“ผมหาทางไว้แล้ว พวกคุณแค่คอยรับมือธาราก็แล้วกัน”
ธาราชะโงกหน้าจากระเบียงมองสงครามอย่างโกรธ สงครามมองกลับไปอย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้ ก่อนขับรถออกไป
น้ำรินมองอาการของคนทั้งคู่แล้วไม่ค่อยสบายใจนัก
ธาราโยนสมุดวาดเขียนลงบนโต๊ะอย่างอารมณ์เสีย ดารณีพยายามพูดปลอบ
“การที่ผู้การตัดสินใจทำแบบนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยของคุณธารานะคะ”
“ฉันรู้ แต่เค้าเคยแคร์ เคยให้ความสำคัญกับความรู้สึกของคนอื่นบ้างมั้ย ฉันอยากอยู่คนเดียวค่ะ”
ดารณีเดินออกไป สวนกับเหยี่ยว ที่เดินเข้ามา
“ก็เพราะให้ความสำคัญกับคนอื่นมากไปไงครับ ผู้การถึงอยู่คนเดียวมาจนถึงทุกวันนี้”
ธาราชะงักไปทันที เหยี่ยวรู้ตัวว่าพูดผิดและเผลอพูดมากไปแล้ว
“ผมขอโทษครับ” แล้วก็รีบเดินออกไป
ธารานิ่งคิด
เหยี่ยวและน้ำรินเดินเกี่ยวก้อยคุยกันมาตามริมชายหาด เสียงรถเข้ามาจอดที่หน้าบ้านพัก
เหยี่ยวชักปืนแล้ววิ่งไป ดารณีเข้ามาประกบธารา
คนขับรถสวมหมวกปานามาปีกสั้น เปิดประตูแล้วหันหลังหยิบของในรถ เหยี่ยวย่องมาทางด้านหลัง กระชากลูกเลื่อนปืนเบาๆ แล้วเข้าประชิดตัว
“ใคร?”
คนสวมหมวกหันกลับมายิ้มให้ เหยี่ยวถึงประหลาดใจ
“แนน มาได้ไง”
น้ำรินเดินตามมาเห็นเหยี่ยวกับแนนใช้ท่ามือประจำตัวทักทายกัน ก็หน้าหงิก
.
อ่านต่อหน้า 4
ภพรัก ตอนที่ 7 (ต่อ)
ภพธร นับดาว และกรรมการบริษัทกำลังประชุมกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ภพธรแสร้งทำเป็นเหมือนเครียดและหนักใจมาก
“ผมไม่อยากให้บริษัทที่คุณอาธาราสร้างมากับมือต้องตกเป็นของคนอื่น แต่ตอนนี้เราไม่รู้ว่าคุณอาธาราอยู่ที่ไหน ?”
แนนอธิบายเหตุผลที่เธอมาให้ทุกคนฟัง ว่าสงครามส่งมาช่วยแก้ปัญหาให้ธารา โดยมีน้ำรินเดินวนเวียนอยู่บริเวณนั้นคอยฟังด้วย
แนนหันไปหาเหยี่ยว พูดราวกับรู้ทันความคิด
“รู้ใช่มั้ยว่าเราคิดจะทำอะไร ?”
เหยี่ยวกระหยิ่มยิ้มตอบแนนอย่างเป็นคู่หูที่รู้กัน น้ำรินมองอย่างหมั่นไส้และอยากรู้
บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มตึงเครียด กรรมการหลายคนเริ่มไม่พอใจธารา ภพธรกับนับดาวสบตากันแล้วยิ้ม รอเวลาหายนะของบริษัทธารากรุ๊ป
พลันภาพที่จอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ในห้องประชุมก็ถูกเปิดขึ้น ก่อนปรากฏภาพธาราอยู่ในจอ เป็นการส่งภาพผ่าน VDO. CONFERENCE ทุกคนในห้องประมูลฮือฮาด้วยความตื่นเต้นและแปลกใจ นับดาวรีบสะกิด
ภพธรด้วยความตกใจ
ธารานั่งอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ คุยกับกรรมการบริษัทผ่านกล้อง VDO. CONFERENCE ด้วยท่าทางและน้ำเสียงนิ่ง มีมาด
“สวัสดีทุกท่าน ขอโทษที่ทำให้ตกใจกับการหายตัวไปของฉัน และต้องขอโทษที่ต้องใช้การประชุมในระบบ VDO. CONFERENCE"
ภพธรทำทีเป็นถามด้วยความเป็นห่วง ทว่าสายตาเพ่งมองรอบตัวธารา ว่าอยู่ที่ไหน มีอะไรเป็นจุดสังเกต แต่เห็นแค่เพียงความมืด
“คุณอาปลอดภัยใช่มั้ยครับ ?”
“หลังประสบอุบัติเหตุ ฉันมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ต้องการพักรักษาตัวในสถานที่สงบและเป็นส่วนตัว“
เหล่ากรรมการฟังเหตุผลธารา ด้วยท่าทีไม่ค่อยพอใจนัก
“ประธานบริษัทหายไปโดยที่ไม่มีใครรู้ มันส่งผลเสียต่อบริษัทมากนะครับ”
ภพธรหันไปสบตา นับดาวพยักหน้ารับรู้ แล้วแอบลุกไปเงียบ ๆ ก่อนที่จะเดินเลี่ยงเข้ามาหาช่างเทคนิคที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
“ฉันต้องการรู้ว่าสัญญาณ VDO.CONFERENCE ของคุณธาราส่งมาจากไหน”
“ฉันมีเหตุผลส่วนตัวที่บอกใครไม่ได้ แต่อีกไม่นาน ฉันก็จะกลับมาทำงานเหมือนเดิม “
ภพธรแอบมองหานับดาว ร้อนใจว่าจะได้เรื่องรึยัง ขณะที่ช่างเทคนิค บอกกับนับดาวว่า
“ผมประสานงานไปกับบริษัท VDO. CONFERENCE แล้ว เค้ายังไม่ส่งข้อมูลมาเลยครับ”
ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ช่างรีบหันมาบอก
“บริษัท VDO. CONFERENCE โทร. มาแล้วครับ...”
แนนกับเหยี่ยวช่วยกันเชื่อมต่อสัญญาณให้ธาราคุยผ่านกล้อง VDO. CONFERENCE โดยบรรยากาศรอบตัวมีเพียงแสงสลัวบริเวณที่ทั้งสามกำลังเชื่อมสัญญาณ น้ำรินยืนมองเหยี่ยวกับแนนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“บริษัทแจ้งว่าจุดส่งสัญญาณของคุณธาราไม่คงที่ เหมือนกำลังเคลื่อนที่บางช่วงสัญญาณขาดหายไป”
ขณะที่รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ กำลังวิ่งฉิวลอดป้ายยินดีต้อนรับของจังหวัดราชบุรี
เหล่ากรรมการเริ่มมีท่าทีอ่อนลง เมื่อได้ฟังคำชี้แจงของธารา
“เพื่อให้บริษัทในเครือธารากรุ๊ปทำงานต่อไปได้อย่างไม่มีปัญหา ฉันขอแต่งตั้งให้ภพธรเป็นคนดูแลงานในบริษัทแทนฉันชั่วคราว จนกว่าฉันจะกลับมา”
เหล่ากรรมการบริษัทต่างพยักหน้าเห็นด้วย ภพธรแสร้งยิ้มรับธาราและยิ้มให้ทุกคนในห้องประชุม
สัญญาณภาพของธาราในจอโปรเจคเตอร์ขาดหายไป ภพธรกำปากกากดลงบนเอกสารแน่น ด้วยความโกรธ
รถบรรทุกตู้เทนเนอร์จอดพักบริเวณริมทาง ดารณีเปิดประตูตู้ออก ขณะที่แนนกับเหยี่ยวกำลังเก็บอุปกรณ์โน๊ตบุ๊ค กล้อง ที่เชื่อมต่อสัญญาณ VDO. CONFERENCE ให้ธารา โดยมีน้ำรินชะเง้อมองอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ขอบคุณพวกคุณมาก ที่ช่วยฉันแก้ปัญหาได้ทันเวลา”
แนนยิ้มรับ แล้วรีบบอก “เหยี่ยวชำนาญเรื่องนี้ดีค่ะ เค้าเป็นคนสอนฉันเอง”
“พวกคุณคงเป็นคู่หูที่ทำงานกันมานานนะคะ “
“เรารู้ใจกันทุกเรื่องค่ะ”
แนนมองเหยี่ยยิ้มๆ ใช้สายตาแสดงความรู้สึกแทนหัวใจ ธารามองอย่างเข้าใจ ส่วนน้ำรินมองอย่างหมั่นไส้
ภพธรเปิดประตูเข้ามาในห้องด้วยความโมโห นับดาวเดินตามเข้ามา รีบปิดประตูห้อง กลัวใครผ่านมาได้ยิน
“พวกมันตั้งใจไม่ให้เรารู้ว่าคุณอาธาราอยู่ที่ไหน หรืออาธาราจะรู้ตัวแล้วว่าเราสองคน...?”
แนนส่ายหน้า อย่างครุ่นคิด “เป็นไปไม่ได้ ผบ.สงครามอยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของคุณอาธารา คนพวกนี้กำลังเล่นสงครามประสาท”
“เราต้องระวังตัวกันให้มากขึ้นกว่านี้”
แววตาของภพธรเคียดแค้น
ธารามองเหม่อออกไปยังถนน ราวกับเฝ้ารอใครบางคน น้ำรินมองตามสายตาแล้วยิ้มอย่างรู้ทัน
“ฉันไม่ได้รอเค้า ไม่มีทาง”
ธาราสั่งตัวเองให้ฝืนความต้องการของหัวใจ
“ปากกับใจไม่ตรงกัน นอกจากจะทำให้ไม่มีความสุขมันยังสร้างทุกข์ที่แสนทรมานให้เราด้วยนะคะ”
น้ำรินกับธาราทอดถอนใจพร้อมกัน ด้วยมีชะตากรรมไม่ต่างกัน
เหยี่ยวกับแนนเดินเข้ามาหาธารา พลางถามธาราว่าอยากทานอะไรเป็นพิเศษ เพราะทั้งคู่กำลังจะออกไปซื้อของ
“อะไรก็ได้จ้ะ”
ธาราตอบสั้นๆ แล้วกลับไปมองเหม่อเหมือนเดิม ไม่สนใจอะไรอีก
เหยี่ยวเดินตามแนนออกไป น้ำรินเชิดหน้าไม่ยอมไป ทันใดนั้นก็เกิดลมพัดวนเข้ามา น้ำรินรู้ทัน รีบเกาะเสาแน่น ไม่ยอมไป ฝืนยื้อตัวเองไว้ แต่สุดท้ายก็ถูกลมกระชากร่างไปอย่างแรง
แนนเลือกซื้อของสดไปทำกับข้าว โดยมีเหยี่ยวเดินตามช่วยถือของให้ น้ำรินเดินตามหลังเหยี่ยวมาอย่างหงุดหงิด เพราะไม่เต็มใจมา
“เอาสลัดผักกับหมูอบ “
เหยี่ยวหันมาบอก เมื่อแนนถามว่าอยากทานอะไร “ทำให้สุดฝีมือเลยนะแนน ผมอยากทาน”
น้ำรินค่อยยิ้มออก ปลื้มใจที่เหยี่ยวจำสิ่งที่ตัวเองชอบได้
ธารากวาดสายตามองกับข้าวบนโต๊ะ เห็นหมูอบกับสลัดผัก ถึงกับชะงักเงียบไปทันที
“หมูอบกับสลัดผักของโปรดลูกสาวฉัน เห็นแล้วคิดถึงลูก”
ธาราเศร้าสลดลงทันที น้ำรินก็น้ำตาซึม เศร้าขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด แล้วก็หันหลังเดินหนีออกไปดื้อ ๆ
“ฝากดูคุณธาราด้วยนะ”
เหยี่ยวบอกแนน แล้วรีบตามน้ำรินไป แนนมองตามด้วยความแปลกใจ
เหยี่ยวเดินตามออดกมา ก็ เห็นน้ำรินนั่งร้องไห้อยู่เงียบ ๆ มุมหนึ่ง จึงเข้าไปถามอย่างเป็นห่วง
“ร้องไห้ทำไม ?”
“ฉันไม่รู้ น้ำตามันไหลออกมาเอง”
น้ำรินปาดน้ำตาตัวเอง ยังรู้สึกสะเทือนใจไม่หาย
“เธอกับลูกสาวคุณธาราชอบอะไรเหมือนกัน มีอะไรคล้ายกันยังกับเป็นญาติกันแน่ะ”
“คุณคิดอย่างนั้นเหรอ ?”
สีหน้าจริงจังของเหยี่ยว แปรเปลี่ยนเป็นขำทันที
“เชื่อด้วยแฮะ ผมปลอบใจไม่เก่ง ก็เลยเปลี่ยนเรื่องให้คุณหยุดร้องไห้ เยอะสิ่งอย่างคุณเนี่ยเป็นญาติคุณธาราไม่ได้หรอกแม่เครียดตาย”
น้ำรินเงื้อมือจะทุบเหยี่ยว
“อย่านะ คุณทุบผมกอด คุณทุบผมหอมแก้ม คุณทุบผมจูบจริงไม่ใช้สแตนด์อินด้วย”
น้ำรินชะงัก รีบลดมือลง เขิน ๆ เหยี่ยวยิ้มมองน้ำรินอย่างสุขใจ
.
อ่านต่อตอนที่ 8
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,132
Re: อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
«
Reply #7 on:
19 June 2026, 22:08:27 »
ภพรัก ตอนที่ 8
https://mgronline.com/drama/detail/9570000137870
.
ภพรัก ตอนที่ 8
เผยแพร่: 30 พ.ย. 2557 10:28 โดย: MGR Online
.
ภพรัก ตอนที่ 8
สงครามยื่นกล่องของขวัญให้นกน้อย พลางกวาดสายตามองรอบ ๆ อย่างระวังตัว
“เอาไปส่งตามที่อยู่ที่ผมบอก ห้ามอย่าให้ใครรู้เด็ดขาด”
นกน้อยรับคำ แล้วถือกล่องของขวัญออกไป
ตำรวจอีกคน แอบมองตามนกน้อย แล้วรีบกดมือถือโทร. ออก
“จ่านกน้อยออกไปแล้วครับ”
นับดาวเดินคุยโทรศัพท์เข้ามาถึงหน้าสำนักงานสืบฯ
“ขอบใจมาก เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
พอเห็นนกน้อยเดินออกมาจากสำนักงานสืบฯ นับดาวรีบปรี่เข้ามาทักทาย
“สวัสดีค่ะคุณจ่า”
“คุณนับดาวมาทำธุระที่นี่เหรอครับ ?”
นับดาวยิ้มหวาน “ดาวมีเรื่องจะปรึกษาและขอความร่วมมือจากคุณจ่าค่ะ ไม่ทราบว่าคุณจ่ายุ่ง
รึเปล่า ?”
นกน้อยอึกอัก มองกล่องของขวัญในมืออย่างลังเล แต่แล้วก็ตัดสินใจนั่งคุยกับนับดาว
“มีเรื่องอะไรเหรอครับ ?”
ตำรวจเดินเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ข้างรถของนกน้อย คอยหันมองอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าปลอดคนจึงรีบก้มลงไปใต้ท้องรถ
นกน้อยยิ้มให้นับดาวอย่างเป็นมิตร
“ถ้าคุณดาวจะจัดงานให้ความรู้เกี่ยวกับภัยยาเสพติดอีก ผมยินดีช่วยงานและเล่าประสบการณ์ที่สูญเสียลูกสาวจากภัยยาเสพติดแน่นอน”
“ขอบคุณน้ำใจของคุณจ่ามากนะคะ”
“ยาเสพติดเป็นภัยต่อสังคม ผมกับคุณดาวบอบช้ำเพราะเรื่องนี้มาก เราต้องช่วยกันให้ความรู้กับคนอื่น จะได้ไม่มีใครสูญเสียเหมือนเราอีก”
นกน้อยดูเวลาที่นาฬิกาข้อมืออย่างนึกขึ้นได้
“ผมต้องรีบไปธุระ ขอตัวก่อนนะครับ”
ตำรวจติดกล่องสีดำขนาดพอดีมือ บริเวณใต้ท้องรถของนกน้อยจนสำเร็จ นกน้อยเดินเข้ามาเห็นพอดี
“ทำอะไร ?”
ตำรวจสะดุ้ง รีบลุกขึ้น หันไปบอกนกน้อยเพื่อไม่ให้มีพิรุธ อ้างว่าทำปากกาตก นกน้อยรีบจะช่วยก้มหา
“คุณจ่าคะ”
นกน้อยชะงัก หันไปเห็นนับดาวเดินปรี่เข้ามาหา
“ดาวลืมให้นามบัตรเผื่อคุณจ่ามีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดงานอยากแนะนำดาว”
นับดาวทำทีเปิดกระเป๋าหานามบัตร แต่แอบส่งสายตาบอกตำรวจคนนั้นให้รีบเลี่ยงไป
“คุณดาวเคยให้นามบัตรผมที่งานคราวก่อนแล้วครับ”
นับดาวแกล้งทำเป็นตกใจ
“ตายจริง ดาวคงทำงานเยอะจนเบลอ ขอโทษจริง ๆ ค่ะ งั้นดาวไม่รบกวนคุณจ่าแล้วนะคะ”
นับดาวยกมือไหว้ลานกน้อย แล้วหันหลังเดินจากไป นกน้อยนึกขึ้นได้มองหาตำรวจคนนั้น แต่ไม่เจอแล้ว จึงเปิดประตูขึ้นรถไปอย่างไม่ใส่ใจ
เหยี่ยวพาแนนออกมาคุยกันตามลำพังนอกบ้าน เพราะกลัวธาราได้ยิน
“ผู้การให้จ่านกน้อยเอาของมาให้คุณธารา แต่ยังไม่อยากให้คุณธารารู้ตอนนี้”
“กลัวไม่เซอร์ไพรส์ล่ะสิ”
แนนยิ้มรู้กันกับเหยี่ยว น้ำรินมองอย่างหมั่นไส้ ซ้ำยังโดนเหยี่ยวแกล้งพูดยั่วให้โมโหหึง แล้วก็เดินหนีไปอย่างอารมณ์ดี น้ำรินตามไปเอาเรื่องเหยี่ยว
“ทำไมชอบแกล้งฉัน “
“คุณน่ารักเวลาโกรธ ตอนเขินยิ่งน่ารัก”
น้ำรินสบตาเหยี่ยว หัวใจหวั่นไหว วูบวาบ
“ฉันไปอยู่เป็นเพื่อนคุณธาราดีกว่า”
พลางจะเดินไปทางขวา เหยี่ยวชี้มือไปทางซ้าย “คุณธาราอยู่ทางนี้”
น้ำรินรีบหันหลังเดินไปตามทางที่เหยี่ยวบอก เขินจนทำตัวไม่ถูก เหยี่ยวยิ้มมองตาม แล้วก็รู้สึกใจหาย กลัววันที่น้ำรินเจอคนรักจะมาถึง
นกน้อยขับรถไปตามทางอย่างอารมณ์ดี โดยมีกล่องของขวัญของสงครามวางอยู่ตรงเบาะข้างคนขับ
ลูกน้องภพธรคีย์คอมพิวเตอร์อยู่ครู่หนึ่ง จึงหยุดอ่านค่าข้อมูลก่อนหันมาบอกภพธรกับนับดาว
“สัญญาณ GPS บอกว่ารถของจ่านกน้อยกำลังมุ่งหน้าไปทางถนนเพชรเกษมครับ”
นกน้อยขับรถต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่ากำลังถูกติดตาม
ภพธรยิ้มกริ่มกับนับดาวอย่างมั่นใจ “คราวนี้ต้องเจอคุณอาธาราแน่”
รถของนกน้อยแล่นมาตามทาง จู่ ๆ รถก็เสียหลักแกว่งไปมา นกน้อยตกใจ แต่ยังมีสติประคองพวงมาลัยรถหลบเข้าไปจอดข้างทาง แล้วรีบเปิดประตูลงไปสำรวจความผิดปกติของรถ เห็นล้อรถฝั่งขวาด้านหลังยางแบนเพราะถูกตะปูตำ
“ทำไมต้องรั่วตอนนี้”
นกน้อยถอนใจอย่างสุดเซ็ง หันมองหาร้านปะยางบริเวณนั้น
ลูกน้องภพธรจ้องสัญญาณ GPS ในคอมพิวเตอร์ด้วยความแปลกใจ
“สัญญาณ GPS หยุดแล้วครับ”
“ที่ไหน ?”
ลูกน้องคีย์ข้อมูลอย่างเร่งรีบ แล้วหันมาบอก “ ชะอำ”
ภพธรกดโทรศัพท์มือถือ สั่งการลูกน้องอย่างเร่งด่วน
“พาคนของแกไปชะอำ เดี๋ยวฉันจะส่งพิกัดสถานที่ให้ทางโทรศัพท์”
รถลูกน้องภพธรขับมาจอดข้างรถของนกน้อย ก่อนเห็นยางฝั่งขวาด้านหลังแบนเพราะถูกตะปูตำ
จึงรีบกดโทรศัพท์รายงาน
“คุณภพธรครับ”
ภพธรตกใจ เมื่อรู้เรื่องจากลูกน้อง
“รถยางแตก แล้วไอ้จ่ามันหายไปไหน ?”
“ชาวบ้านแถวนี้บอกว่ามีรถมารับจ่านกน้อยไปครับ”
ภพธรปัดข้าวของบนโต๊ะกระจัดกระจายด้วยความโมโห
“อีกนิดเดียวฉันก็จะเจอตัวมันอยู่แล้ว”
นับดาวเครียดไปด้วย เมื่อความหวังที่จะเจอตัวธาราริบหรี่ลง ขณะที่นกน้อยนั่งรถมากับแนน ถือกล่องของขวัญไว้บนตักอย่างโล่งใจ
ธารารับกล่องของขวัญมาเปิด น้ำรินชะเง้อคอมองด้วยความสงสัยอยากรู้
ธาราหยิบช่อดอกแก้วพร้อมแนบการ์ดเล็ก ๆ ขึ้นมา แล้วก็อึ้งไปเล็กน้อย เมื่ออ่านข้อความในการ์ด
“ดอกแก้วช่อที่ดีที่สุด และสวยที่สุดสำหรับคุณ”
ธาราเก็บช่อดอกแก้วใส่กล่อง วางบนตัก เข็นรถเข็นออกไปอย่างหงุดหงิด
ทุกคนอึ้ง งุนงง เพราะไม่เข้าใจอารมณ์แปรปรวนของธารา
ธาราเข็นรถเข้ามาในห้องนอน พลางจ้องช่อดอกแก้วและการ์ดข้อความด้วยสายตาไม่พอใจ ก่อนที่สายตาจะค่อย ๆ อ่อนลงกลายเป็นความเศร้า
“ฉันทำร้ายจิตใจคุณตลอดเวลา แต่คุณก็ยังดีกับฉันเสมอ ทำไมต้องรักฉันคะสงคราม ทำไม”
น้ำรินเดินทะลุผ่านประตูเข้ามาในห้องด้วยความเป็นห่วง
“รักไม่เคยมีเหตุผลและไม่เคยตอบคำถามใครจะมีสักกี่คนที่ได้คำตอบจากหัวใจตัวเองคะ”
ธารากอดช่อดอกแก้วไว้กับตัว สับสนระหว่างทิฐิกับความต้องการของหัวใจ น้ำรินนึกสะท้อนใจถึงความรักที่ตัวเองมีต่อเหยี่ยว
เหยี่ยว แนน นกน้อย ยืนรอรถกระบะของชาวบ้านลากรถของนกน้อยเข้ามาจอดบริเวณหน้าบ้านพักลูกน้องภพธรสามคนแอบซุ่มมองอยู่มุมหนึ่ง จากนั้นก็รีบออกมาโทร. มือถือรายงานภพธร
“เจอแล้วเหรอ ? คอยจับตาดูไว้ก่อน แล้วรอคำสั่งจากฉัน"
ภพธรวางสาย หันมาบอกนับดาวอย่างอารมณ์ดี
“คุณอาธาราอยู่หัวหิน”
“พี่ธรจะจัดการเมื่อไหร่ ?”
“คืนนี้”
ภพธรยิ้มร้าย สายตาอำมหิต
.
อ่านต่อหน้า 2
ภพรัก ตอนที่ 8 (ต่อ)
ธาราเอานาฬิกาที่ลูกสาวซื้อให้ขึ้นมาใส่ มองด้วยความเศร้า ครู่หนึ่งแนนก็เคาะประตู แล้วเปิดเข้ามา“ฉันซื้อของที่คุณจะใส่บาตรพรุ่งนี้ให้แล้วนะคะ”
ธารายิ้มเศร้า “พรุ่งนี้เป็นวันพระ ฉันอยากใส่บาตรทำบุญให้ลูกสาวไม่ว่าเค้าจะยังอยู่หรือ...”
ธาราเสียงเครือลง ไม่กล้าพูดว่าลูกสาวเสียชีวิตแล้ว แนนเดินเข้ามากุมมือให้กำลังใจ
น้ำรินมองด้วยสายตาสงสาร
“ฉันคิดถึงลูก” ธาราหันมาบอกแนน
“ฉันมั่นใจว่าลูกคุณก็ต้องคิดถึงคุณมากเช่นกัน”
ธาราน้ำตาไหล น้ำรินพลอยน้ำตาไหลตามไปด้วย
เหยี่ยวเดินออกมาตรวจความเรียบร้อยบริเวณรอบ ๆ บ้านพัก พลางปรายตาเห็นเงาใครบางคนหลบวูบอยู่ในรถของนกน้อย จึงแกล้งส่งเสียงหยั่งเชิง
“จ่านกน้อย ?”
เมื่อไม่มีเสียงตอบ จึงชักปืนออกมา เดินไปที่รถของนกน้อยอย่างระวังตัว ก่อนตัดสินใจเปิดประตูรถ และจ่อปืนเตรียมยิงคนร้าย แต่ภายในรถว่างเปล่า
เหยี่ยวลดปืนลง ปิดประตูรถเรียบร้อยแล้วหันหลังเดินออกไป
วิญญาณของชลชาติปรากฏตัวขึ้น มองเข้าไปในบ้านด้วยแววตาอาฆาตแค้น
น้ำรินมาเดินเล่นอยู่ตรงชายหาด คิดไม่ตกกับปัญหาของตัวเอง พลางถอนใจเครียด ก่อนที่จะเหลือบไปเห็นลูกน้องภพธรแอบซุ่มล้อมบ้านพักตากอากาศฃ ทั้งหมดมีอาวุธปืนในมือ ท่าทางไม่น่าไว้ใจ
น้ำรินตกใจ จะรีบกลับเข้าไปในบ้าน แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อชลชาติปรากฏตัวขวางทาง
“วันนี้มึงหนีกูไม่พ้นแน่ “
น้ำรินวิ่งหนีอย่างตื่นตระหนก ควันไฟกลุ่มใหญ่ลอยวูบไล่ตามน้ำรินมา กลายร่างเป็นชลชาติที่มีสภาพน่าเกลียดน่ากลัวแววตาดุร้าย
“คิดว่าจะหนีพ้นเหรอ”
ภพธรก้าวลงจากรถ เป็นจังหวะเดียวกับที่โทรศัพท์มือถือดังขึ้น
“พร้อมแล้วครับ”
“จัดการได้” ภพธรสั่งการเสียงเข้ม
ลูกน้องกดวางสาย แล้วหันไปส่งสัญญาณบอกให้ลูกน้องอีกสองคนแยกย้ายกันเข้าไปจัดการคนในบ้าน
ดารณีกำลังเดินตรวจดูความเรียบร้อยทั้งหมด แล้วชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นความผิดปกติที่มุมๆ หนึ่ง ลูกน้องภพธรคนหนึ่งโผล่ออกมา แต่กลับถูกดารณีเล่นงานจนเสียท่า อีกคนปราดออกมาทางด้านหลัง เล่นงานดารณีจนสลบ แล้วลากไปไว้ที่มุมๆ หนึ่งทางนอกบ้าน
ลูกน้องอีกคนเผลอเหยียบใบไม้แห้งอย่างไม่ทันระวังตัว เหยี่ยวกับแนน นั่งอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงก็หันมาสบตากัน แต่ทั้งคู่ก็แกล้งทำเหมือนทุกอย่างเป็นปกติ
ลูกน้องทั้งสามของภพธรบุกเข้ามาคนละทาง ระดมยิงเข้าใส่เหยี่ยวกับแนน ที่กระชากปืนออกมายิงตอบโต้อย่างเตรียมพร้อม
“รีบขึ้นไปดูคุณธารา”
เหยี่ยวหันมาบอก แนนพยักหน้ารับคำแล้วรีบวิ่งหลบขึ้นไปหาธาราทันที
ภพธรเขียนใบบริจาคเงินยื่นให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ สีหน้ายิ้มแย้ม ใจบุญ
“บริจาคให้เจ้ากรรมนายเวรครับ”
พลางเอากระดาษสีชมพูที่เขียนชื่อ นายภพธร พฤกษ์ไพโรจน์ อุทิศให้ นางธารา วารินพิทักษ์ ติดบนโลงศพ แล้วยิ้มอย่างเยือกเย็น
ธาราตกใจกับเสียงปืนผวายันตัวเองลุกขึ้นนั่งบนที่นอน ทันใดนั้นประตูห้องถูกผลักเปิดเข้ามาอย่างแรง
“ว้าย อย่าเข้ามานะ”
“ฉันเองค่ะ ไม่ต้องกลัว”
ธาราเงยหน้ามองเห็นแนน โล่งใจเล็กน้อยที่ไม่ใช่คนร้าย
ลูกน้องยิงเข้าใส่ เหยี่ยวกระโดดหลบได้ทัน พอจะยิงซ้ำ ปืนก็เกิดขัดลำกล้อง เหยี่ยวได้ทีพุ่งเข้าไปเตะ ลูกน้องอีกคนกราดปืนยิง นกน้อยปราดเข้ามายิงตอบโต้
น้ำรินได้ยินเสียงปืนดังมาจากบ้านพัก หันกลับไปมองด้วยความเป็นห่วงเหยี่ยว ชลชาติปรากฏตัวขึ้นมา จ้องหน้าด้วยแววตาอาฆาต
“วิญญาณมึงต้องเป็นของกู”
พร้อมๆ กับเลือดไหลทะลักออกมาจากใบหน้า น้ำรินตะลึงทำอะไรไม่ถูก ชลชาติพุ่งเข้ามาบีบคอน้ำรินด้วยความแค้น
“อย่า…”
แนนเข็นรถเข็นพาธาราลงมาจากห้องนอน เพื่อจะหาที่ซ่อนที่ปลอดภัย ลูกน้องคนหนึ่ง ปราดเข้ามาขวาง พร้อมเล็งปืนเข้าที่ทั้งคู่
ภพธรเผาใบเสร็จรับเงินบริจาคโลงศพตรงกระถางเผากระดาษในศาลเจ้า สีหน้าเรียบนิ่ง
ใจเย็น
“สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ...”
ขณะที่มันยิ้มเหี้ยม กำลังจะยิงธารา เหยี่ยวก็พุ่งเข้ามา อาศัยความไวยกเท้าเตะปืนจนกระเด็น แล้วศอกจนมันล้มลง ลูกน้องอีกคน วิ่งตามเข้ามาช่วย เหยี่ยวคว้าปืนของตัวเอง และของลูกน้อง เล็งไปที่มันทั้งคู่ ด้วยปืนสองกระบอก พร้อมรีบบอกแนน
“รีบพาคุณธาราออกไป”
แนนพยักหน้ารับคำ รีบเข็นรถเข็นพาธาราออกไปทันที
ลูกน้องคนแรก กระแทกส้นเท้าลงกับพื้น ปลายมีดแหลมโผล่มา มันตวัดขาเตะด้วยความรวดเร็ว คมมีดเฉือนแขนเหยี่ยวเล็กน้อย เหยี่ยวถอยออก มันกระโดดถีบจนเหยี่ยวกระเด็นกลิ้งอยู่กับพื้น ปืนในมือหล่นไถลไปกับพื้น
เหยี่ยวเอามือลูบรอยแผลที่โดนคมมีดเมื่อครู่ เห็นเลือดไหลติดฝ่ามือ มันทั้งคู่กรูเข้ามารุม
ทางด้านน้ำรินก็ถูกชลชาติบีบคอ ดิ้นทุรนทุราย ทันใดนั้นผียายปริกก็เงื้อแส้ฟาดหลังชลชาติอย่างแรง จนมันร้องลั่น ล้มคะมำไปทางหนึ่ง
“หนีเร็ว”
ยายปริกกันมาบอก น้ำรินพยายามยันตัวเองลุกขึ้น แต่ยังไม่มีแรง ชลชาติฮึดลุกขึ้น ด้วยแรงอาฆาต จึงเพ่งสมาธิเสกเชือกให้ปรากฏในมือ จากนั้นก็หมุนเชือกเป็นบ่วงบาศ เหวี่ยงเข้ามัดตัวน้ำรินได้อย่างแม่นยำ
ผียายปริกพุ่งเข้าไปช่วยน้ำริน ชลชาติจึงตวัดเชือกเข้าใส่ปริก เชือกพุ่งเข้ามารัดตัวทั้งคู่ไว้อย่างแน่นหนา
“ฮ่า ๆ ๆ วันพระวันโกน ภูตผีทุกตัวมีอิทธิฤทธิ์เท่าเทียมกันแรงบุญของพวกมึงไม่มีทางสู้แรงอาฆาตของกูได้”
“บาปกรรมจะทำให้วิญญาณแกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด” ผียายปรกสาปแช่ง
“กูจะเอาวิญญาณของนังนี่ไปเป็นตัวตายตัวแทน”
ชลชาติหันขวับไปจ้องน้ำรินเขม็ง สายตาแดงกล่ำเคียดแค้น น้ำรินพยายามอ้อนวอนขอร้อง แต่เชือกกลับรัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
น้ำรินกับผียายปริกร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและทรมาน
เหยี่ยวซึ่งถูกลูกน้องทั้งสองรุม ทั้งสามแลกหมัดกันอย่างดุเดือด ในที่สุดเหยี่ยวก็สามารถยิงใส่ลูกน้องคนหนึ่งจนล้มกลิ้งไปกับพื้น พอจะหันไปยิงอีกคน มันก็หายไปแล้ว
เหยี่ยวเจ็บใจ รีบกระชับปืนวิ่งไปช่วยธารา
น้ำรินพยายามดิ้นรนให้หลุดจากเชือกที่ถูกชลชาติมัดไว้ แต่ยิ่งดิ้น เชือกก็ยิ่งรัดแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ชลชาติหัวเราะเยาะด้วยความสะใจ ผียายปริกรีบคิดหาวิธีช่วยน้ำริน พลางรีบหันไปบอก
“ความรักไง หล่อนต้องใช้ความรักทำลายความแค้น ความรักเปลี่ยนแปลงทุกสรรพสิ่ง พลังแห่งรักที่บริสุทธิ์ จะทำลายเชือกอาฆาตแค้นที่รัดหล่อนได้ รีบคิดถึงคนที่หล่อนรัก แล้วดึงพลังแห่งรักออกมา”
น้ำรินส่ายหน้า น้ำเสียงพร่า “ ฉันทำไม่ได้”
เสียงปืนจากบ้านพักดังขึ้น น้ำรินหันขวับไปตามเสียงปืน ด้วยความเป็นห่วงเหยี่ยว
น้ำรินตั้งสมาธิคิดถึงคนรัก ด้วยจิตผูกพันและเป็นห่วงเหยี่ยว จนบังเกิดเป็นพลังบางอย่างที่ทำให้สีหน้าและท่าทางของเธอเข้มแข็งขึ้น พลันเชือกที่รัดตัวก็ขาดสะบั้นด้วยพลังแห่งรัก และกระแทกวิญญาณของ
ชลชาติให้กระเด็นออกไป
น้ำรินยังงุนงงกับพลังพิเศษที่เกิดขึ้น ผียายปริกรีบคว้าแขนน้ำริน หายวับไปด้วยกัน
แนนเข็นรถเข็นพาธารามาหลบอยู่มุมลับตาข้างบ้าน แล้วหยิบกระสุนใส่จนเต็มแม็กแล้ววิ่งออกไป
ธารามองตามอย่างเป็นห่วง
.
อ่านต่อหน้า 3
ภพรัก ตอนที่ 8 (ต่อ)
ลูกน้องทั้ง 2 คนวิ่งมองหาธารา พลางวาดปืนเล็งไปรอบทิศ เหยี่ยววิ่งผ่านหน้าไปด้วยความรวดเร็ว มันทั้งคู่หันไปกราดยิงตาม แต่กระสุนพลาดไป
เหยี่ยวกระโดดตัวลอยยิงกระหน่ำใส่ ลูกน้องคนหนึ่ง ถูกยิงเข้ากลางท้องเต็ม ๆ จนทรุด อีกคนก็ฮึดพุ่งเข้าจัดการเหยี่ยวทันที
น้ำรินกับผียายปริกปรากฏตัว เห็นเหยี่ยวกำลังต่อสู้อย่างดุเดือด
เหยี่ยวหันมาเห็นน้ำรินยืนอยู่ทำให้เสียจังหวะ ถูกเตะกระเด็นมาล้มลงที่พื้น มันตามเข้ามาแล้วชักปืนยิงใส่เหยี่ยว น้ำรินรีบตะโกน
“เหยี่ยว ระวัง”
เหยี่ยวกลิ้งตัวหลบ กระสุนพลาดเป้าอย่างเฉียดฉิว พลางลุกขึ้นไปรวบตัวมันไว้ แต่มันสะบัดตัวหลุดออกมาแล้วหันกลับไปจะยิงใส่ เหยี่ยวกระโดดเตะปืนในมือจนล้มลง ปืนในมือกระเด็นไถลไปกับพื้น
เหยี่ยววาดปืนตัวเองหันมายิงใส่ มันกระโดดหลบ กระสุนพลาดไปหวุดหวิด
นกน้อยถูกลูกน้องอีกคนกระหน่ำยิง จนไม่มีจังหวะตอบโต้ แนนปราดเข้ามาช่วยนกน้อยยิงใส่ไม่ยั้ง จนมันรีบหนีออกไป แนนรีบวิ่งตามไป
เหยี่ยวกับลูกน้องคนหนึ่งกำลังต่อสู้กัน น้ำรินเฝ้ามองด้วยความเป็นห่วง แนนวิ่งไล่ตามลูกน้องอีกคนเข้ามา ไม่ทันระวังตัว จึงถูกกระชากตัวไว้ และเอาปืนจ่อด้านหลัง เหยี่ยวถึงกับชะงัก
ลูกน้องเปลี่ยนมาเล็งปืนไปที่เหยี่ยว แนนใช้จังหวะนั้นบิดตัวจับข้อมือบิด หันไปยิงลูกน้องอีกคนมันกระโจนกลิ้งหลบกระสุนปืน
สุดท้าย เหยี่ยวและแนนช่วยกันเล่นงานลูกน้องคนหนึ่งได้จนอยู่หมัด ลูกน้องอีกคนเล็งปืนมาที่เหยี่ยว น้ำรินรีบโผเข้าไปบังกระสุนให้ แนนพุ่งเข้ามาซ้อนร่างน้ำรินเพื่อบังกระสุนให้เหยี่ยวอีกคน กระสุนพุ่งทะลุร่างน้ำรินไปได้อย่างง่ายดาย เหมือนวิ่งผ่านอากาศ ก่อนจะพุ่งเข้าหาแนนเต็ม ๆ จนทรุดลงกับพื้น เหยี่ยวปรี่เข้าไปประคองรับไว้ได้ทัน ก่อนแนนจะแน่นิ่งไป น้ำรินยืนตะลึง ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เสียงไซเรนรถตำรวจหลายคันใกล้เข้ามา ลูกน้อง 2 คนเม้มปากด้วยความเจ็บใจก่อนจะเข้าไปช่วย ประคองคนที่โดนยิงวิ่งหายไป
นกน้อยวิ่งนำเหล่าตำรวจท้องที่เข้ามาพร้อมปืนในมือ แยกย้ายกันไปดูแลความปลอดภัยและไล่ตามคนร้ายไป
รถพยาบาลกำลังแล่นฝ่าความมืดออกไป เหยี่ยวนั่งกุมมือแนนแน่นที่เลือดท่วมตัวนอนสลบไม่ได้สติ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ใจเสีย พยาบาลกำลังให้การรักษาเบื้องต้น น้ำรินนั่งข้างเหยี่ยว มองร่างแนนด้วยความสงสาร และเห็นความกังวลทุกข์ใจของเหยี่ยวที่มีต่อแนน
ตำรวจท้องที่กำลังวุ่นอยู่กับการหาหลักฐานรอยนิ้วมือ ปลอกกระสุนที่ตกอยู่ในบ้าน ธารานั่งอยู่บนรถเข็น ด้วยท่าทีนิ่ง แต่แววตายังคงตื่นตระหนกไม่หาย
นกน้อยหันไปมองธารา ขณะคุยโทรศัพท์รายงานสงคราม ที่ถอนหายใจโล่งอกเมื่อรู้ว่าธาราปลอดภัย
“ฝากจ่าดูแลทางโน้นด้วย ผมจะรีบเดินทางไปเดี๋ยวนี้”
สงครามกดวางสาย สตาร์ทรถ และรีบขับออกไปทันที
หมอกับพยาบาลช่วยกันเข็นเตียงของแนนเข้าไปในห้องฉุกเฉิน โดยมีเหยี่ยว น้ำริน วิ่งตามมา พลางมองตามรถที่ถูกเข็นเข้าไปในห้องฉุกเฉินด้วยความเครียด เป็นห่วงแนน
แนนนอนแน่นิ่ง เลือดไหลไม่หยุด หมอและพยาบาลช่วยกันห้ามเลือดอย่างรีบเร่ง
“ผ่าหัวกระสุนออกไปแล้ว แต่ความดันยังต่ำมากค่ะหมอ”
เส้นชีพจรค่อย ๆ ลดระดับลง ก่อนเปลี่ยนเป็นเส้นตรง หมอและพยาบาลต่างชะงัก
เหยี่ยวเดินไปเดินมาอยู่หน้าประตู ถอนใจอึดอัด พลางหันมาตะคอกใส่หน้าน้ำริน ที่บอกว่าแนนตั้งใจจะช่วยเขา
“ช่วยให้ผมพะวงจนเกิดอันตรายมากกว่าเดิมน่ะสิ แนนเป็นตำรวจ ต้องรู้ดีที่สุดว่าการวิ่งเข้ามาขวางทางปืนแบบนี้มันอันตรายแค่ไหน”
“คุณไม่รู้จริงๆ เหรอว่าเธอทำไปเพราะอะไร เหตุผลเดียวผู้หญิงที่ยอมตายเพื่อผู้ชายคนหนึ่งได้ ก็เพราะรัก”
เหยี่ยวอึ้งไปเล็กน้อย รู้อยู่แก่ใจว่าแนนรักตน แต่เขารู้สึกกับแนนเพียงแค่เพื่อน
“ผมอยากอยู่คนเดียว คุณจะไปไหนก็ไป อย่ามายุ่งกับผม”
น้ำรินอึ้ง ไม่เคยถูกเหยี่ยวผลักไสไล่ส่งขนาดนี้ ก่อนหันหลังเดินออกไปด้วยความน้อยใจ
เหยี่ยวกระแทกตัวนั่งลง เครียดเรื่องความปลอดภัยของแนนจนไม่สนใจความรู้สึกของน้ำริน
ชลชาติยืนเหนือร่างแนนอยู่อีกฝั่ง พลางยื่นมือมากดทาบหน้าอกของเธอไว้ โดยที่หมอและพยาบาลมองไม่เห็น
“ดวงจิตอ่อนแอใกล้ดับของมึง คือเหยื่อที่ดีที่สุดของกู”
น้ำรินเดินออกมาด้วยความน้อยใจและเสียใจที่ถูกเหยี่ยวไล่ ผียายปริกเข้ามาพุดปลอบใจ
“มีหล่อนเท่านั้นที่จะช่วยหมวดแนนได้”
น้ำรินนิ่วหน้าสงสัย ไม่เข้าใจ
หมอและพยาบาลพยายามช่วยชีวิตแนน โดยที่ไม่รู้ว่าอาการของเธอทรุดลงเพราะอิทธิฤทธิ์ของ ชลชาติ น้ำรินกับผียายปริกเดินทะลุกำแพงเข้ามา ชลชาติหันขวับมาจ้องน้ำรินด้วยแววตาอาฆาต
“มึงทำให้กูตาย กูจะตามจองเวรมึง ชีวิต ต้องแลกด้วยชีวิตเท่านั้น”
น้ำรินเครียด เหลือบมองผียายปริกอย่างลังเล
“หล่อนจะกลับเข้าร่างไม่ได้ ถ้าวิญญาณแหลกสลาย”
ชลชาติเห็นท่าทางสองจิตสองใจของน้ำริน จึงใช้มือจ้วงทะลุหน้าอก บิดหัวใจแนน
ร่างของแนนแน่นิ่งบนเตียง เสียงชีพจรดังลากยาว ผสานกับเสียงหัวเราะเยาะกึกก้องของชลชาติน้ำรินตกใจ
“อย่าทำอะไรหมวดแนน ฉันยอมแกทุกอย่างแล้ว”
ชลชาติปล่อยมือจากแนน พุ่งเข้าไปบีบคอน้ำริน แล้วยิ้มเหี้ยม
“วิญญาณมึงต้องเป็นของกู”
จากนั้นก็กระชากน้ำรินหายวับไปด้วยกัน
น้ำรินถูกเหวี่ยงล้มกลิ้งกับพื้นตรงสถานที่เกิดอุบัติเหตุ ชลชาติก้าวเข้ามาด้วยแววตาวาวโรจน์ เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
“มึงเคยฆ่ากูตรงนี้ จำได้มั้ย”
น้ำรินพยุงตัวขึ้น หันมองรอบ ๆ งุนงง “ฉันจำไม่ได้”
“นังฆาตกร”
ชลชาติพุ่งเข้าไปบีบคอน้ำรินด้วยความโกรธ น้ำรินสะดุ้งเฮือก ดิ้นทุรนทุราย พลางร้องด้วยความเจ็บปวดราวกับวิญญาณกำลังจะดับสลายไป
ขณะเดียวกันเสียงชีพจรของแนนดังกลับมาเป็นจังหวะอีกครั้ง หมอและพยาบาลหันขวับมามองอย่างตื่นเต้น และประหลาดใจ
หมอเดินออกมา เหยี่ยวรีบเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วงแนน
“คนเจ็บปลอดภัยแล้ว”
เหยี่ยวดีใจ จะหันไปบอกน้ำริน แต่ไม่เจอ ลืมว่าเป็นคนไล่เธอไปเอง
ชลชาติอ้าปาก จะดูดกลืนพลังวิญญาณของน้ำริน เหยี่ยวหันขวับ รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงร้องของน้ำริน
“น้ำ เธออยู่ไหน ?”
น้ำรินกำลังย่ำแย่ ร่างร้อนวูบวาบเมื่อถูกชลชาติจะดูดกลืนวิญญาณ ได้ยินเสียงเรียกของเหยี่ยวดังแว่วมาเช่นกัน
น้ำรินหลับตา ตั้งจิตนึกถึงเหยี่ยว ราวกับต้องการล่ำลา
“เราคงไม่มีวาสนาได้เจอกันอีก ลาก่อน”
ชลชาติจ้องมองด้วยแววตาแดงฉานเป็นสีเลือด ร่างน้ำรินเหมือนไฟติด ๆ ดับ ๆ ใกล้สลาย ก่อนจะหายวับไปต่อหน้าต่อหน้าชลชาติ
.
อ่านต่อหน้า 4
ภพรัก ตอนที่ 8 (ต่อ)
เหยี่ยวเดินตามหาน้ำริน หันมองจนทั่วก็ไม่เจอ จนเริ่มหงุดหงิด จู่ๆ น้ำรินปรากฏตัวล้มลงตรงหน้า เหยี่ยวถึงกับชะงัก
“หายไปไหนมา ปล่อยให้ผมเรียกตั้งนาน”
“คุณเรียกฉัน ?”
พูดพลางเหนื่อยหอบเงยหน้าขึ้นมองเหยี่ยว สีหน้ามึนงงและซีดเซียว
“เพราะเสียงเรียกของคุณ ช่วยให้ฉันรอดจากผีตัวนั้น”
“คิดเหรอว่าจะหนีพ้น”
ลมกรรโชกแรง วิญญาณชลชาติปรากฏตัวขึ้น น้ำรินตกใจกลัว เหยี่ยวหันมองตาม แต่ไม่เห็น
ชลชาติ ที่ยิ้มเหี้ยม ลอยวูบพุ่งเข้าหาน้ำรินอย่างรวดเร็ว น้ำรินลนลาน รีบหนีไปอย่างไม่รอช้า เหยี่ยวมองตาม เห็นน้ำรินวิ่งหนีอะไรบางอย่าง แต่มองไม่เห็นชลชาติ
น้ำรินวิ่งหนีมาด้วยความหวาดกลัว ชลชาติไล่ตามด้วยแววตาแข็งกร้าว
ผียายปริกปรากฏตัวขึ้น พลางช่วยชี้บอกทาง น้ำรินรีบหนีไปตามทางที่บอก ชลชาติหันขวับ จ้องผียายปริกด้วยดวงตาแดงกล่ำ แล้วส่งคลื่นแห่งแรงแค้น กระแทกจนผียายปริกตัวลอยเคว้งกลางอากาศเข้าปะทะกับต้นไม้ใหญ่บริเวณนั้นจนจุกอยู่กับพื้น
ชลชาติรีบตามน้ำรินไปอย่างไม่ลดละ แล้วก็มาดักหน้า พลางจ้องเขม็งไปยังน้ำริน ความอาฆาตแค้นอันแรงกล้าบังเกิดเป็นคลื่นกระแทกร่างน้ำรินลอยคว้างไปกระแทกกับรถมูลนิธิร่วมกตัญญูที่จอดอยู่บริเวณนั้นก่อนที่จะพุ่งเข้าไปบีบคอน้ำริน ดวงตาวาวโรจน์เหี้ยมโหด พร้อมกับอ้าปากดูดพลังวิญญาณของน้ำรินด้วยความอาฆาตแค้น
เสียงผียายปริกดังแว่วข้างหูน้ำริน เหมือนลมพัดผ่าน
“นึกถึงพระพุทธคุณและบุญความดีที่เคยทำไว้”
น้ำรินพยายามรวบรวมพลังที่ยังเหลือ พนมมือขึ้นอธิษฐานราวกับเป็นที่พึ่งสุดท้าย
ยันต์เก้ายอดที่แปะอยู่เหนือกระจกหน้ารถของมูลนิธิร่วมกตัญญู แปรเปลี่ยนเป็นลูกธนู หันหัวออกมาจากยันต์พุ่งตรงเข้าหา และกระแทกใส่ชลชาติ จนกระเด็นลอยหวือ ก่อนหายวับไป
น้ำรินพยุงตัวเองลุกขึ้นแทบหมดแรง พลางมองยันต์เก้ายอด แล้วเริ่มเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ก่อนจะยกมือไหว้เหนือศีรษะด้วยจิตศรัทธา
อาสาสมัครมูลนิธิฯทั้งสองขึ้นรถและขับออกไป เหยี่ยวกำลังเดินเข้ามาหาน้ำรินอย่างไม่ค่อยพอใจ
“คุณหนีอะไรมา ?”
เหยี่ยวตกใจ เมื่อรู้เรื่องที่ชลชาติตามทำร้ายน้ำรินอยู่เมื่อครู่
“คุณเคยฆ่าผีตัวนั้นจริงรึเปล่า ?”
น้ำรินสีหน้าสลด เป็นกังวลว่าตัวเองจะเคยฆ่าคนตาย
“ถ้าจำได้ ฉันคงไม่มีวันให้อภัยตัวเอง”
เหยี่ยวยิ้มปลอบใจ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ผมจะบอกคุณว่าแนนปลอดภัยแล้ว”
น้ำรินฝืนยิ้มไปกับเหยี่ยว ทั้งที่ในใจเจ็บแปลบ เข้าใจว่าเหยี่ยวรักและเป็นห่วงแนนมาก
“รีบไปดูแนนกันดีกว่า เดี๋ยวฟื้นแล้วไม่เจอใคร”
เหยี่ยวหันหลังเดินนำเข้าไปในตึก น้ำรินก้าวขาไม่ออก ไม่อยากตามไปเห็นภาพบาดตาบาดใจ
แต่สุดท้ายก็จำยอมเดินตามไปด้วยความเศร้าและน้อยใจ
ภพธรเหวี่ยงแก้วกาแฟทิ้งด้วยความโกรธและฉุนเฉียว
“พลาดอีกแล้วเหรอ กว่าจะหาตัวนังธาราเจอไม่ใช่เรื่องง่าย ป่านนี้ไอ้สงครามอาจจะพาหนีไปอีกแล้ว”
ภพธรยิ่งหงุดหงิด อารมณ์เสีย นับดาวพยายายามพูดปลอบใจ
“สภาพนังธาราตอนนี้คงหนีไปไหนไม่สะดวกนักหรอกค่ะ ความแค้นของพี่ธรก็คือความแค้นของดาว แต่ความใจร้อนวู่วามไม่ช่วยให้งานเราสำเร็จแน่ พี่ธรก็รู้ว่าดาวเต็มใจทำให้พี่ธรทุกอย่าง เราควรช่วยกันแก้ไขปัญหา ดีกว่ามาทะเลาะกันเองนะคะ”
“ธาราคงไม่ไว้ใจใครนอกจากไอ้สงคราม”
นับดาวยิ้มเหียม “ก็เหลือแต่คนใกล้ตัวเท่านั้น ที่จะกำจัดมันได้อย่างแนบเนียน”
เหยี่ยวฟุบหลับอยู่ข้างเตียงแนน โดยมีน้ำรินนั่งมองทั้งคู่อย่างเหงา ๆ อยู่มุมห้อง สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความน้อยใจระคนเศร้า
พยาบาลเปิดประตูเข้ามา เพื่อวัดความดันและวัดไข้ให้แนน เหยี่ยวรู้สึกตัวตื่น รีบถามอาการจากพยาบาลด้วยความเป็นห่วง
“คนไข้ปลอดภัยดีค่ะ ฉันแค่วัดไข้และความดันตามปกติ การฟื้นตัวหลังผ่าตัด ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนค่ะ”
เหยี่ยวพยักหน้าเข้าใจ เฝ้ามองดูพยาบาลวัดไข้ วัดความดันให้แนนด้วยความห่วงใย น้ำรินรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินจนทนไม่ได้ จึงเดินออกจากห้องไปเงียบ ๆ
น้ำรินนั่งเศร้าตามลำพัง นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พอผียายปริกโผล่มา น้ำรินก็บ่นว่าไม่ยอมโผล่หน้ามาช่วยเธอ
“แกล้งบ่นฉันเพื่อปกปิดความน้อยใจล่ะสิ หล่อนกับหมวดแนนพุ่งเข้าไปช่วยบังกระสุนให้หมวดเหยี่ยว แต่หมวดแนนดันกลายเป็นฮีโร่คนเดียว”
น้ำรินหน้าเศร้า “แต่เธอเป็นคนช่วยชีวิตเหยี่ยวจริง ๆ”
“หล่อนก็ตามไปช่วยวิญญาณหมวดแนนให้กลับเข้าร่าง จนวิญญาณตัวเองเกือบสลาย แต่ต้องมานั่งช้ำใจเพราะหมวดเหยี่ยวห่วงคนอื่นมากกว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความรักจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากเหตุปัจจัยทั้งอดีตและปัจจุบันประกอบกัน” ถึงจะเป็นคู่แท้ที่เคยร่วมบุญกันมาก่อน ก็ใช่ว่าจะลงเอยด้วยความสุขเสมอไป บางคู่พบเจอกันแล้ว แต่ต้องรอจังหวะเหมาะสมที่จะร่วมกุศลไปด้วยกัน”
น้ำรินครุ่นคิดตามอย่างงง ๆ
สงครามยืนอยู่ที่ระเบียงบ้านพักตากอากาศ พลางสั่งลูกน้องทางโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เอาหัวกระสุนไปตรวจเทียบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ เช็คประวัติมือปืนในแฟ้มอาชญากรว่ามีใครใช้ปืนชนิดนี้บ้าง ด่วน”
จากนั้นก็วางสาย หันหลังเดินเข้าบ้านพักสวนกับนกน้อยที่เดินออกมา
“ผมจัดตำรวจกระจายกำลังดูแลรอบบ้านพักแล้วครับ”
“ตรวจให้ดี คนร้ายอาจจะย้อนกลับมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้”
นกน้อยรับคำ สงครามก้าวเข้าไปในบ้านพัก สีหน้ายังคงเคร่งเครียด
ธารานั่งรถเข็นมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่แสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น แต่แววตาแฝงไว้ซึ่งความหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย
“ผมจัดตำรวจฝีมือดีคอยคุ้มครองคุณตลอด 24 ชั่วโมงหวังว่าคุณจะสบายใจขึ้น”
สงครามเดินเข้ามาบอก ธารารีบหันไปถามถึงแนนอย่างเป็นกังวล
“ปลอดภัยแล้ว แต่ยังไม่ฟื้น”
พูดพลางก้าวมายืนตรงหน้าธารา น้ำเสียงจริงจัง
“คุณสงสัยว่าใครรึเปล่า ? ใครที่คิดจะฆ่าคุณ?”
ธาราอึ้ง ๆ เพราะรู้ตัวว่ามีศัตรูทางธุรกิจมากมายเต็มไปหมด
“ฉันมันเลว ใคร ๆ ก็อยากฆ่าฉันทั้งนั้น แต่ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าใคร ฉันไม่รู้”
น้ำตาธาราหลั่งไหลออกมาอย่างสุดกลั้น แม้จะพยายามเชิดหน้าทำใจแข็งแค่ไหน ก็ไม่สามารถปกปิดความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายในได้ สงครามย่อตัวลง กุมมือธาราด้วยความสงสารและเห็นใจ
“คนพวกนั้นไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของคุณ คนเลว ไม่มีทางเสียน้ำตา”
“คุณอาจจะไม่รู้จักฉันดีพอ”
“ผมรู้จักคุณดีที่สุด ถึงได้มองเห็นผู้หญิงอ่อนหวาน แสนดีที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ”
สงครามจะยื่นมือไปปาดน้ำตาให้ ธาราเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ฝืนทำเข้มแข็ง พยายามที่จะไม่ใจอ่อนหรือแสดงความอ่อนแอให้สงครามเห็นมากนัก
สงครามเจ็บลึก ๆ เข้าใจว่าธาราเย็นชากับเขาอย่างไร้เยื่อใย
แนนลืมตาตื่นขึ้นมา ก็เห็นเหยี่ยวเฝ้าอยู่ด้วยความเป็นห่วง เหยี่ยวรีบลุกเข้ามาหาแนนข้างเตียงด้วยความดีใจ ทั้งคู่จับมือกันด้วยความผูกพันที่มีให้กันมานาน น้ำรินเดินเข้ามาเห็นทั้งคู่จับมือและยิ้มให้กันและกันพอดี ก็ถึงกับชะงัก
สีหน้าแนนครุ่นคิด สองจิตสองใจ ก่อนเล่าให้เหยี่ยวฟัง
“ฉันฝันว่าถูกผีผู้ชายทำร้าย แล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาช่วย มันเหมือนจริงมาก ผู้หญิงคนนั้นยอมแลกวิญญาณของตัวเอง เพื่อให้ผีผู้ชายหยุดทำร้ายฉัน”
แนนสับสน ก้ำกึ่งระหว่างความฝันกับความจริง เหยี่ยวแอบหันไปกระซิบถามน้ำริน เมื่อแนนหันไปมองอีกทางหนึ่ง
“ผู้หญิงในฝัน ใช่คุณรึเปล่า ?”
น้ำรินแกล้งพูดประชด “คิดว่าฉันจะช่วยแฟนคุณมั้ย ?”
“คุณนายเยอะอย่างคุณ ช่วยใครไม่ได้หรอก”
น้ำรินเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันที เหยี่ยวหันมาอีกที ก็ไม่เจอเธอแล้ว พอหันกลับมาเห็นสายตาสงสัยของแนน จึงได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อน
.
อ่านต่อตอนที่ 9
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,132
Re: อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
«
Reply #8 on:
19 June 2026, 22:09:28 »
ภพรัก ตอนที่ 9
https://mgronline.com/drama/detail/9570000139307
.
ภพรัก ตอนที่ 9
เผยแพร่: 3 ธ.ค. 2557 15:05 โดย: MGR Online
.
ภพรัก ตอนที่ 9
น้ำรินเดินออกมาด้วยความหงุดหงิด น้อยใจ พลางครุ่นคิด
“ฉันจับสิ่งของได้หลายครั้ง แต่ทำไมฉันบังกระสุนให้เหยี่ยวไม่ได้”
“ทำไมจ่าไม่ถามผมก่อนว่าควรบอกเรื่องนี้กับยายมั้ย ?”
เหยี่ยวหันมาพูดตำหนินกน้อย เมื่อยายนวล พาปลาทู กับปูอัดมาเยี่ยมแนน
“ข้าเป็นห่วงว่าที่หลานสะใภ้ เอ็งมีปัญหาเหรอ ?”
แนนอมยิ้ม เมื่อยายนวลพูดอย่างเปิดเผย
“ไม่กล้ามีหรอก”
“แต่ข้ามี” ยายนวลพูดหน้าตาเฉย
“ยายมีเรื่องอะไรจะคุยกับผม”
เหยี่ยมถามยายนวลเมื่อแยกมาคุยกันตามลำพัง
“เรื่องของเอ็งกับหนูแนนจะเอายังไง ?”
น้ำรินกำลังจะกลับเข้าไปในตึก เมื่อได้ยินยายนวลพูดกับเหยี่ยว ก็หยุดแอบฟังอยู่มุมหนึ่ง
“ผมยังไม่คิดกับแนนเรื่องใช้ชีวิตร่วมกันเลย”
“หนูแนนเกือบตาย เพราะยอมเสี่ยงชีวิตตัวเองเพื่อช่วยเอ็งมันพิสูจน์ได้ว่าหนูแนนรักเอ็งจริง”
น้ำรินเดินหันหลังออกไปอย่างเศร้า ๆ ไม่พูดอะไร แล้วมานั่งมองเหม่อออกไปยังทะเลกว้างเบื้องหน้า ผียายปริกเข้ามาหา
“หนีอะไรก็หนีได้ แต่ไม่มีใครหนีหัวใจตัวเองพ้น”
“ฉันไม่ได้หนี ฉันไม่ได้รักเค้า ฉันแค่เป็นห่วง”
“ความห่วงใยคือจุดเริ่มต้นของความรัก”
น้ำรินยืนยัน “บอกว่าไม่ได้รัก”
ผียายปริกตามไปยืนตรงสายตาน้ำริน พลางแนะนำด้วยความหวังดี
“หล่อนรักหมวดเหยี่ยว ก็รีบหาร่างตัวเองให้เจอ แล้วกลับเข้าร่างมาบอกเค้าสิ”
“ไม่มีประโยชน์ ตั้งแต่ความทรงจำเริ่มกลับมา ฉันรู้จักกับนักค้ายาเสพติดอย่างยอดชัด ฉันเป็นต้นเหตุทำให้นกยูงตายเพราะยาเสพติด ตัวจริงของฉันอาจเป็นเจ้าแม่แก๊งมาเฟียหรือเจ้าแม่ค้ายาเสพติด ที่สั่งฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมก็ได้”
“หล่อนกลัวจะรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของหล่อนไม่ใช่คนดี ?”
“ตำรวจกับอาชญากรไม่มีทางลงเอยกันได้ ที่สำคัญเหยี่ยวกำลังจะแต่งงานกับหมวดแนน”
น้ำรินพูดด้วยสีหน้าเศร้าๆ
เหยี่ยวพยายามอธิบายกับยายนวลอย่างลำบากใจ ว่าระหว่างบุญคุณกับความรักนั้น เป็นคนละเรื่องกัน
ยายนวลฟังแล้วเริ่มเอะใจ
“พูดอย่างนี้เหมือนมีคนรักอยู่แล้ว ? หนูน้ำใช่มั้ย ?”
“เพ้อเจ้อน่ายาย
“ตำรวจกับพยานแอบรักกันไม่ดีแน่ เอ็งต้องแยกหน้าที่ออกจากเรื่องส่วนตัว ไม่อย่างนั้ผู้หญิงอย่างหนูน้ำจะเสียหาย”
เหยี่ยวครุ่นคิดแล้วนิ่งไป ส่วนยายนวลก็กลุ้มใจ เพราะรู้สึกได้ว่าเหยี่ยวรักน้ำรินเข้าแล้ว
ธาราชะงักด้วยความดีใจเมื่อรู้ข่าวจากสงคราม ว่าแนนฟื้นแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะโทษว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ
“หมวดแนนทำหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างน่าชื่นชม คุณไม่ควรโทษตัวเอง กลัวมั้ย ?”
“ฉันไม่ได้กลัวตาย แต่กลัวว่าจะตายโดยไม่ได้เห็นหน้าลูก ขอแค่เห็นว่าลูกปลอดภัย ฉันก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”
“ตราบใดที่ผมยังอยู่ คุณจะต้องปลอดภัยและจะได้เจอกับลูกแน่นอน ผมรู้ว่าคุณต้องการเดินไปข้างหน้ามากกว่าถอยหลังไปเริ่มใหม่ ผมขอเป็นแค่คนข้าง ๆ คอยดูแลให้คุณเดินไปข้างหน้าอย่างปลอดภัยก็พอ”
ธาราเบือนหน้าไปทางอื่น เพราะต้องการสกัดกลั้นน้ำตาแห่งความรู้สึกผิด ไม่ให้ไหลออกมาให้เขาเห็น แต่สงครามกลับเข้าใจไปว่าธาราเมินหน้าหนีเพราะไม่พอใจ
ยายนวลหยิบผลไม้ป้อนให้แนนอย่างเอาใจ พลางพูดต่อหน้าปลาทู กับปูอัดว่า
“ถ้าได้หนูแนนเป็นหลานสะใภ้ ยายทุ่มสินสอดไม่อั้น”
แนนอมยิ้มเขิน ๆ ก่อนนึกขึ้นได้ “เหยี่ยวไปไหนคะ ?”
ขณะเดียวกัน เหยี่ยวก็เดินอยู่บนหาดทรายริมทะเล พลางครุ่นคิดถึงพูดของยายนวล
“ถ้ารักหนูน้ำ ขอให้เลิกคิดได้เลย เพราะเมื่อไหร่ที่คดีจบ หนูน้ำก็ต้องกลับไปหาครอบครัวและคนรักของเค้า”
ส่วนน้ำริน ก็เดินครุ่นคิดอยู่บนหาดทรายริมทะเล พร้อมกับคิดถึงคำพุดของผียายปริก
“หล่อนแก้ไขอดีตที่ผิดพลาดไม่ได้ อนาคตจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคืออยู่กับปัจจุบันด้วยสติปัญญา เหลือเวลาอีกแค่ 9 วันพระ ถ้ายังตามหาร่างไม่เจอ หล่อนก็จะกลับเข้าร่างไม่ได้อีกเลย”
เหยี่ยวหยุดเดิน สับสนกับความคิดของตัวเอง
“คนกับผีรักกันไม่ได้ คนรักผีที่มีคนรักแล้วก็ไม่ได้ ทำไมมันวุ่นวายอย่างนี้”
น้ำรินหยุดเดิน แล้วคิดอย่างมุ่งมั่น
“ฉันต้องหาร่างตัวเองให้เจอ ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่าฉันเป็นใครกันแน่ “
ภพธรขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านพักริมทะเล นกน้อยและตำรวจหลายนายจึงกรูเข้ามาขวาง จังหวะเดียวกับที่ดารณีเข็นรถเข็นให้ธาราออกมารับลมนอกบ้านพอดี
ธาราเห็นภพธรก็ตกใจ ภพธรหันไปเห็นธาราก็แสร้งทำทีเหมือนดีใจมาก ก่อนที่จะออกปากว่าเขาจ้างนักสืบเพื่อตามหาธารา และตามมาที่นี่ด้วยความเป็นห่วง
“อย่างน้อยให้ผมตามมาคอยดูแลคุณอาก็ยังดี”
“ผบ.สงครามดูแลอาดีอยู่แล้ว”
ภพธรรีบพูดเสี้ยม “ยังไงเค้าก็เป็นคนอื่น ไม่ใช่คนในครอบครัวของเรา อดีตระหว่างเค้ากับคุณอามันผ่านมานานแล้ว มั่นใจเหรอครับว่ามาถึงวันนี้ เค้าจะจริงใจกับคุณอา ไม่ได้ทำดีเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตัว”
สงครามเข้ามาพอดี ภพธรลุกขึ้นประจัญหน้าอย่างไม่เกรงกลัว
“ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ดี ไม่ลักพาตัวคุณอามาซ่อนไว้แบบนี้หรอก”
สงครามยิ้มเยาะ “ธาราเต็มใจมากับผม มีคนอยากจะฆ่าธารา ใครจะรู้คนข้างตัวน่ากลัวที่สุด”
ภพธรจ้องหน้าสงครามแบบพร้อมจะมีเรื่อง ธาราตัดบทด้วยการกดรีโมท เข็นรถเข็นออกไปตามลำพัง
พลางใช้มือลูบเรือนนาฬิกาอย่างทะนุถนอม ด้วยความโหยหาลูก
“แม่คิดถึงน้ำเหลือเกิน”
น้ำตาธาราหยดลงบนนาฬิกาข้อมือ
น้ำรินรู้สึกแปลก ๆ ที่หน้าอกด้านซ้ายอย่างไม่รู้สาเหตุ จนต้องเอามือกุมไว้ เหยี่ยวเดินออกมาตาม เห็นท่าทางแปลกๆ ของเธอ ก็ถามด้วยความเป็นห่วง น้ำรินชำเลืองมอง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงน้อยใจนิดๆ
“จู่ ๆ ฉันก็รู้สึกแน่นหน้าอกซ้าย ใจหายยังไงไม่รู้”
เหยี่ยวแกล้งพูดถึงแนน เพื่อแหย่ให้น้ำรินหึง แล้วก็รีบหันหลังเดินผละไป น้ำรินหึงจนลืมตัว รีบตามไปทันที
น้ำรินเดินตามมาเอาเรื่องเหยี่ยวอย่างไม่ยอมแพ้ แต่เขากลับแกล้งทำเป็นไม่สนใจ แถมแกล้งยั่ว ด้วยการพูดถึงแนน จนน้ำรินหมั่นไส้ กระโดดขี่หลัง พลางทุบๆๆ ด้วยความหึง โมโห เหยี่ยวแกล้งสะบัดตัวสุดแรง ตั้งใจจะแกล้งให้เธอตกใจ แต่น้ำรินกลับเกาะไม่อยู่ กำลังจะตกจากหลัง แต่เหยี่ยวหมุนตัวไปรับเธฮไว้ในอ้อมกอดได้อย่างเฉียดฉิว สายตาทั้งสองประสานเป็นหนึ่งเดียว ราวกับตกอยู่ในภวังค์รัก
เหยี่ยวโน้มหน้าเข้าหาน้ำรินเหมือนคนละเมอ น้ำรินชะงัก ตื่นเต้น ที่ทั้งคู่สัมผัสกันได้ แต่แล้วจู่ๆ ร่าง
ของเธอก็หลุดจากมือเหยี่ยว ร่วงลงไปกองกับพื้น
“ทำไมเมื่อกี้เราสัมผัสตัวกันได้ แต่สักพักก็ทำไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เหยี่ยวกับน้ำรินสบตากัน แววตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความสงสัยในสิ่งที่ไม่มีคำอธิบาย
สงครามมองภพธรเข็นรถเข็นพาธาราเดินเล่นอยู่บริเวณสวนหน้าบ้านอย่างไม่ค่อยไว้ใจ พลางรีบหันมาบอกดารณี
“สั่งสายสืบให้ตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวนายภพธร ทั้งกลุ่มเพื่อนสนิทและธุรกิจส่วนตัว ผมไม่ค่อยไว้ใจ ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลให้รายงานผมด่วนที่สุด”
.
อ่านต่อหน้า 2
ภพรัก ตอนที่ 9 (ต่อ)
ธาราเหลือบมองภพธรอย่างรู้ทัน
“ธรมีเรื่องอะไรจะคุยกับอา ?”
ภพธรชำเลืองมองตำรวจที่เฝ้าอยู่ตามจุดต่าง ๆ รอบบ้านพัก ก่อนที่จะเข็นรถพาธาราเลี่ยงไปทางอื่น
“นักสืบของผมเพิ่งส่งข่าวมา คนบงการทำร้ายคุณอาคือนายหน้าค้าที่ดินบนเกาะเสม็ด ที่เคยขอซื้อที่ดินจากบริษัทของเรา แต่เราไม่ยอมขาย ผมกำลังให้นักสืบรวบรวมหลักฐาน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับพวกมัน”
ธาราตกใจ หน้าเครียด
“คุณอาไม่ต้องกลัวนะครับ ผมจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายคุณอาเด็ดขาดเพราะคุณอาคือผู้ให้ชีวิตใหม่กับผม ตั้งแต่วันที่พ่อเสีย คุณอาเมตตาเลี้ยงผม ให้ความรักความอบอุ่นเหมือนผมเป็นลูกแท้ ๆ ทำให้ผมไม่เคยรู้สึกว้าเหว่หรือโดดเดี่ยว”
ภพธรแสร้งตีหน้าเศร้า หวังเรียกคะแนนความเห็นใจจากธารา
“คุณอามีพระคุณกับผมมาก มากเกินกว่าที่ผมจะทดแทนบุญคุณได้หมด ผมโชคดีที่ได้รับความเมตตาจากคุณอา จนบางครั้งผมรู้สึกเหมือนได้อยู่กับแม่”
ธาราอึ้งไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าภพธรจะรู้สึกกับเธออย่างนั้น
“อาไม่มีลูกชาย แต่ก็รักธรเหมือนลูกจริง ๆ อาดีใจที่เห็นธรเติบโตและมีอนาคตที่ดี”
“แต่ผมกังวลใจ ไม่อยากให้แม่หลงเชื่อคำพูดคนอื่นมากเกินไป”
“ธรกำลังจะบอกอะไร ?”
ภพธรยิ้มร้าย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง และสายตาที่ห่วงใย
“ผมรู้ว่า ผบ.สงครามกับคุณอาเคยมีความรู้สึกที่ดีกันมาก่อน แต่เป็นไปได้เหรอครับที่ตำรวจวัยขนาดนี้ จะสนใจคนรักเก่าวัยเดียวกันมากกว่าเด็กสาว ถ้าไม่ใช่เพราะทรัพย์สินเงินทองของคุณอา อดีตที่เจ็บปวดอาจสร้างความแค้น ทำให้คนๆ หนึ่งเปลี่ยนไป จนคุณอาคิดไม่ถึงก็ได้ “
ธาราสับสน สองจิตสองใจว่าสมควรจะเชื่อภพธรดีหรือไม่ ?
“เมื่อคุณอาไว้ใจและเชื่อใจ อะไรก็อาจจะเกิดขึ้นได้”
ทันใดนั้นมือปืนคนหนึ่งปรากฏขึ้น พร้อมกับกระชากปืนมาทางธารา ภพธรหันขวับไปเห็นก็ตกใจ ก่อนจะ รีบคว้าตัวธาราหลบกระสุน พุ่งหลบไปหลังต้นไม้ใกล้ ๆ
ภพธรพยายามพาธาราหลบวิถีกระสุน จนตัวเองพลาดท่าถูกยิงที่หัวไหล่ซ้าย ธาราตกใจที่เห็นเลือดซึมออกมาจากหัวไหล่ซ้ายของเขา
สงครามที่ได้ยินเสียงปืน รีบนำลูกน้องตำรวจกรูเข้ามาล้อมกรอบมือปืนอย่างรวดเร็ว
มือปืนกราดยิงใส่สงครามและเหล่าตำรวจ ทุกคนกระโดดหลบ ก่อนจะยิงตอบโต้ จนมือปืนวิ่งหนีไปทางหนึ่ง สงครามถือปืนรีบตามไปจนทัน ก่อนจะยิงเข้าใส่มือปืนบาดเจ็บกองกับพื้น แล้วถูกตำรวจตามมาล็อกตัวไว้ได้
สงครามเข้ามาหาธาราด้วยความเป็นห่วง ธารารีบละล่ำละลักบอก ด้วยอาการตกใจ
“ฉันปลอดภัย แต่ธรถูกยิงค่ะ”
“แค่เฉี่ยวนิดหน่อยครับ ผมดีใจที่คุณอาปลอดภัย”
ธาราซึ้งใจในความช่วยเหลือของภพธร สงครามลอบมองสายตาภพธร อย่างไม่ไว้ใจ
นับดาวยิ้มอย่างสะใจขณะคุยโทรศัพท์
“มือปืนของแกทำงานดีมาก เดี๋ยวฉันจะโอนค่าจ้างติดคุกไปให้เมียมันเอง”
เหยี่ยวประคองยายนวลให้นอนในท่าสบาย แล้วจึงเดินไปห่มผ้าให้แนนด้วยความเป็นห่วง น้ำรินเฝ้ามองการกระทำของเหยี่ยวเงียบ ๆ สีหน้าน้อยใจ
“หมวดแนนหลับแล้ว เราต้องคุยกันเรื่องของฉันต่อแล้วล่ะ”
เหยี่ยวเดินนำออกจากห้อง น้ำรินเดินตามมา แล้วรีบบอก
“เราเสียเวลามามากแล้ว คุณต้องช่วยฉันตามหาร่างให้เจอแล้วล่ะ เวลาฉันคงเหลืออีกไม่มาก”
น้ำรินอยากรู้สาเหตุว่าตัวเองเป็นคนไม่ดีจริงหรือเปล่า แต่เหยี่ยวเข้าใจว่าเธอคิดถึงคนรัก จึงพูดจาประชดออกไป น้ำรินน้อยใจ เลยประชดกลับ
“ฉันคิดถึงพี่ธร ฉันอยากกลับไปหาพี่ธรใจจะขาด รีบพาฉันไปตามหาร่างให้เจอซะทีสิ ฉันจะได้ออกไปจากชีวิตคุณซะ”
เหยี่ยวเจ็บในใจ “ผมไม่ว่าง คุณอยากไปไหนก็เชิญ”
น้ำรินน้อยใจและเสียใจมากวิ่งหนีไป แล้วร่างก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา
เหยี่ยวใจหายวูบ ในใจอยากจะรั้งไว้ แต่ปากหนักเพราะแรงทิฐิ
เหยี่ยวเดินเล่นเหงาๆ อยู่คนเดียว พร้อมๆ กับที่แอบกวาดตาคอยมองหาน้ำริน แต่ทำเป็นรักษาฟอร์ม ไม่ยอมเรียก พลางคิดอย่างสับสน ไม่เข้าใจตัวเอง
“ฉันรักน้ำรินจริงเหรอ ?”
เหยี่ยวเข็นรถเข็นนั่งให้แนนออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ในสวน สายตาก็คอยกวาดมองหาน้ำริน ก่อนจะปรายตามองเห็นเธอเดินอยู่อีกทาง จากนั้นก็ตัดสินใจจะเดินตามออกไปด้วยความลืมตัว
แนนลุกจากรถเข็น จะเดินตาม แต่กลับสะดุดเซล้มฮวบลง แต่เหยี่ยวรวบตัวมากอดไว้ทัน แนนใจเต้นตึ้กตั้ก ขัดเขินจนหน้าแดง
เหยี่ยวประคองแนนกลับไปนั่งเก้าอี้รถเข็นที่อยู่ด้านหลังอย่างนุ่มนวล
“เราอยากหายเร็วๆ จะได้ไม่เป็นภาระเหยี่ยว”
แนนแกล้งพูดหยั่งเชิง
“อย่าคิดงั้นสิ มันเป็นหน้าที่เราที่ต้องดูแลแนนอยู่แล้ว”
-แนนยิ้มอย่างมีความสุข เหยี่ยวเข็นรถเข็นพาแนนเข้าตึก
น้ำรินยืนหลบอยู่หลังต้นไม้น้ำตาคลอ รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินอย่างบอกไม่ถูก
“หนูแนนรีบๆหายนะจ๊ะ จะได้เป็นเจ้าสาวเร็วๆ”
ยายนวลที่มาเยี่ยมแนนพูดล้อๆ ปลาทูและปูอัดหัวเราะชอบใจ แนนสบตากับเหยี่ยวแล้วเขิน น้ำรินที่แอบมองอยู่ที่ระเบียงปวดแปลบแสบลึกเข้าไปถึงหัวใจจนทนไม่ได้
เหยี่ยวเสมองออกไปที่ประตูระเบียง เห็นไหล่ของน้ำรินที่สั่นไหวตามแรงสะอื้น โผล่มาจากขอบประตู
แต่พอเดินออกไปดู กลับไม่มีใครอยู่ที่นั่น
เหยี่ยวเข้ามาที่ริมชายหาด กวาดตามองหา น้ำรินเดินเข้ามาเงียบๆ น้ำตาร่วงพรูเต็มสองแก้ม มองเหยี่ยวด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ แล้วสะอื้นไห้เบาๆ
เหยี่ยวได้ยินเสียงสะอื้น จึงหันหลังกลับไป ต่ไม่พบใคร เห็นเพียงข้อความเขียนไว้บนทรายว่า “ลาก่อน ลงชื่อ น้ำ”
“ลาก่อน หมายความว่าไง?”
เหยี่ยวพยายามมองหาน้ำรินแต่ไม่พบ น้ำรินแอบมองเหยี่ยวที่มุมๆ หนึ่ง น้ำตาคลอเบ้า
.
อ่านต่อหน้า 3
ภพรัก ตอนที่ 9 (ต่อ)
ธารานั่งบนรถเข็นที่กำลังเลื่อนขึ้นไปบนรถตู้ สงครามรีบถามย้ำ
“คุณจะกลับไปกรุงเทพฯ จริงๆ เหรอ”
“ชีวิตฉัน ฉันขอเลือกเองเถอะค่ะ”
สงครามพูดอย่างเป็นห่วง “แต่ถ้าคุณกลับไป เท่ากับคุณเลือกที่จะเสี่ยงชีวิต”
“อยู่ที่ไหนก็ตาย ขนาดอยู่ที่นี่ ยังมีคนตามมาฆ่า ขอให้ฉันกลับไปรอลูกอยู่ที่บ้านเถอะค่ะ เพราะอย่างน้อยฉันยังมีภพธร ยอมรับความจริงสิคะ ภพธรเป็นคนในครอบครัวฉันมากกว่าคนนอกอย่างคุณ”
คำพูดของธาราบาดลึกเข้าไปที่หัวใจสงคราม พร้อมๆ กับที่ภพธรเดินเข้ามาพอดี
“รีบไปกันเถอะครับคุณอา ผมไม่อยากให้ค่ำกลางทาง”
ภพธรหันมามองหน้าสงคราม ทั้งสองจ้องหน้ากันเหมือนไม่ไว้ใจกัน
“ เพื่อความปลอดภัย ผมจะขับตามไปส่งคุณเอง”
สงครามพูดพลางรีบเดินไปที่รถตัวเอง ภพธรมองตาม แล้วหันไปขึ้นรถตัวเอง
เหยี่ยวหิ้วกระเป๋าเดินเข้าบ้านมา ก่อนที่จะมองซ้ายมองขวาหาน้ำรินไปทั่วแต่ก็ไม่พบ พอเจอหน้ายายนวล ก็รีบถาม
“ยาย ยายกลับมาก่อน เจอน้ำมั้ยครับ”
ยายนวลส่ายหน้า “ไม่เจอ ก็เค้าอยู่กับเอ็งตลอดไม่ใช่เหรอ”
“จู่ๆ หายไปไหนก็ไม่รู้ ผมนึกว่ากลับมาก่อน”
“ห่วงกันจริงจริ๊ง” ยายนวลพูดล้อๆ
“เค้าเป็นพยานปากสำคัญ ถ้าหายตัวไป ผมก็ต้องตามหาสิยาย”
ยายนวลหัวเราะอย่างรู้ทัน “ถึงยายมองไม่เห็นหน้าเอ็งตอนนี้ แต่ยายก็เห็นทะลุไปถึงหัวใจว่าเอ็งรู้สึกยังไง เชื่อยายเถอะ เอ็งกำลังเลือกรักผู้หญิงผิดคน”
“เวลาที่รักใครแล้ว เราเลือกจะรักหรือไม่รักได้เหรอครับยาย”
“คิดถึงใคร ก็กลับไปหาคนนั้นสิ” ผียายปริกเห็นน้ำรินนั่งเศร้า ก็เข้ามานั่งพูดปลอบใจข้างๆ
“ฉันไม่อยากเป็นก้างขวางคอใคร”
“แต่หมวดเหยี่ยวอาจจะอยากให้หล่อนกลับไปเป็นก้างชิ้นโตก็ได้นะ “
ผียายปริกมองน้ำริน แล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม
“ไม่มีทาง”
น้ำรินมองเมินไปทางอื่นอย่างถือทิฐิ ไม่เชื่อว่าเหยี่ยวจะอยากเจอเธอ
ภพธรเข็นธาราเข้ามาในโถงบ้าน แม่บ้านขนกระเป๋านำเข้าไปในบ้าน สงครามเดินตามเข้ามา ธาราหันไปบอกภพธรว่าขอเวลาคุยกับสงครามส่วนตัว ภพธรจึงเดินแยกเข้าไปในบ้าน ปล่อยให้ทั้งคู่อยู่กันตามลำพัง
“สงครามคะ ที่ผ่านมาฉันขอบคุณสำหรับทุกอย่าง แต่ต่อไป .เราควรจะห่างกันมากกว่านี้ ภพธรรู้เบาะแสคนคิดทำร้ายฉันแล้ว เค้าจะส่งข้อมูลให้ตำรวจจับตัวมาลงโทษ”
สงครามรีบพูด อย่างไม่ไว้ในภพธร
“ส่งข้อมูลพวกนั้นมาให้ผมโดยตรงเลย ผมจะจับคนที่ทำร้ายคุณมาลงโทษให้ได้”
“ดีค่ะ คุณจะได้ไม่ต้องมีเหตุผลที่ต้องห่วงฉันอีกแล้ว เลิกยุ่งกับฉันซะทีเถอะค่ะ ชีวิตคุณยังหาผู้หญิงอื่นที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อม ไม่มีพันธะ ปล่อยให้ฉันมีชีวิตของฉันไปเถอะ”
สงครามอึ้งกับคำพูดตัดรอนของธารา
“คุณไม่รู้จริงๆ รึว่าผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตคุณทำไม”
“ก็เพราะรู้น่ะสิ ฉันถึงไม่อยากให้คุณเสียเวลาเปล่า วันนี้ เวลานี้ เรื่องราวระหว่างเราไม่มีทางเป็นไปได้แล้วค่ะ ฉันไม่มีวันคิดอะไรกับคุณมากกว่าความเป็นเพื่อน”
สงครามพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คุณอาจจะหลอกความรู้สึกของตัวเองได้ แต่ผมทำไม่ได้ สำหรับคุณ ความรู้สึกของผมจะยังคงเดิมเสมอ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ผมจะมีคุณอยู่ในหัวใจเสมอ”
พูดจบสงครามก็หันหลังกลับเดินออกไป ธารามองตามเขาออกไปจนสุดสายตา
เหยี่ยวนั่งต่อจิ๊กซอว์เพื่อให้ใจสงบ แต่พอไม่มีตัวไหนที่ต่อได้พอดี ก็หงุดหงิด พลางโยนตัวจิ๊กซอว์ในมือลงกล่อง แต่จิ๊กซอว์ตัวนั้นกลับกระเด็นหายไป
เหยี่ยวก้มลงมองหาที่พื้นรอบๆ ก็ไม่เจอ พลางหลุดปากเรียกให้น้ำรินช่วยหาด้วยความเคยชิน
“น้ำ มาช่วยหาจิ๊กซอว์หน่อยซิ ผมสั่งให้คุณมาเดี๋ยวนี้”
ผียายปริกนั่งเท้าคาง มองน้ำรินอย่างสงสาร
“เค้าเรียกก็ไปหาเค้าสิ จะทรมานตัวเองไปเพื่อ”
น้ำรินส่ายหน้าเศร้าๆ “ฉันไม่อยากสร้างความลำบากใจให้ใคร พอกันทีกับชีวิตส่วนเกิน”
พูดไปก็น้ำตาคลอไป ผียายปริกสงสารจับใจ
“จะทนทุกข์ทรมานหัวใจอยู่ทำไม ฉันว่าหล่อนไปหาเค้าเถอะ”
น้ำรินใจส่ายหน้า ตั้งใจจะไม่ยอมไม่ยอมใจอ่อนอีกแล้ว
เหยี่ยวโยนสร้อยลงไปที่ตัวตุ๊กตาที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างเซ็งๆ
“ตามใจ ไม่มาก็ไม่ง้อ”
จากนั้นก็เดินออกไปจากห้อง แล้วที่สุดก็เปลี่ยนใจ กลับมาคว้าสร้อยไปใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อตามเดิม
น้ำรินยิ่งน้อยใจหนัก เมื่อเสียงของเหยี่ยวเงียบหายไป
“ปริก เสียงเรียกของหมวดเหยี่ยวหายไปแล้ว เค้าไม่ต้องการฉันแล้วใช่มั้ย ฉันเป็นส่วนเกินของชีวิตเค้าจริงๆ ใช่มั้ยปริก”
“หล่อนนี่มันยังไง เค้าเรียกก็ไม่ไป พอไม่เรียกก็น้อยใจ ใครว่าผู้หญิงเข้าใจยาก แต่ฉันว่าผีผู้หญิงที่มีความรัก เข้าใจยากที่สุด”
เหยี่ยวเอาจักรยานออกมา กำลังจะขี่ออกไปข้างนอก ยายนวลเดินมาจากหลังบ้าน คิดว่าเขาจะไปหาแนน
“ดีแล้ว หนูแนนรักเอ็งถึงขนาดเสียสละชีวิต เอ็งก็ต้องดูแลเค้าให้ดี อย่าทำให้เค้าผิดหวังเสียใจ ฝากไปเยี่ยมหนูแนนด้วยนะ บอกเค้าว่าพรุ่งนี้ยายจะไปหา”
เหยี่ยวรับคำอย่างอึดอัดใจ ก่อนจะขี่จักรยานออกไป
แนนรู้สึกผิดหวังที่เห็นนกน้อยถือช่อดอกไม้มาเยี่ยมเธอ แทนที่จะเป็นเหยี่ยว
“หมวดเหยี่ยวสั่งให้ผมมาดูแลหมวดครับ“
“แล้วหมวดเหยี่ยวไปไหนคะ”
แนนถามด้วยความสงสัย
เหยี่ยวขี่จักรยานผ่านประตูวัดเข้ามา พลางมองซ้ายมองขวาเหมือนกำลังหาน้ำริน จากนั้นก็ขี่ตรงเข้าไปยังศาลาวัดริมน้ำ พลางตะโกนเรียกเสียงดัง
น้ำรินกับผียายปริกชะงักหันไปทางเสียง
เหยี่ยวจอดจักรยาน กำลังเดินอยู่ตรงมาที่ศาลาริมน้ำที่ทั้งคู่นั่งอยู่ แต่สายตากลับมองหาไปทางอื่นอยู่
“เอาไงดีปริก ฉันไม่อยากเจอเค้าแล้ว”
ผียายปริกส่ายหน้า “ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่เกี่ยวกับฉัน”
พูดจบก็หนีออกไปเลย น้ำรินถลาจะคว้าตัวแต่ไม่ทันแล้ว
เหยี่ยวเดินมาใกล้จะถึงแล้ว
“อย่าหลบอยู่เลย ออกมาเถอะ ผมรู้ว่าคุณอยู่แถวนี้แน่ๆ”
น้ำรินมองซ้ายมองขวาหาทางหลบ
.
อ่านต่อหน้า 4
ภพรัก ตอนที่ 9 (ต่อ)
น้ำรินรีบเดินหนีไปอีกทางหนึ่ง เหยี่ยวเดินมามองหาตรงศาลาริมน้ำ เมื่อไม่เจอจึงเดินไปตามทางเดียวกับที่น้ำรินเดินหนีออกไป
น้ำรินวิ่งหนีเหยี่ยวมาหลบบริเวณต้นไม้แถวกุฏิพระ หมาที่อยู่แถวๆกุฏิพระหอนขึ้นมาทันที น้ำรินรีบโบกมือไล่
“ชู่วๆๆ ไปๆๆ หอนทำไม ฉันไม่ใช่ผี”
เหยี่ยวได้ยินหมาเห่าหอนผิดสังเกต ก็รีบเดินมาทางหน้ากุฏิ
หลวงตาเคี้ยง ที่กำลังนั่งคุยกับปลาทูและปูอัดพอได้ยินเสียงหมาหอนก็ใจไม่ค่อยดีขึ้นมาทันที
“โบราณบอกว่าเข้าป่าอย่าพูดถึงเสือ เข้าวัดดึกๆก็อย่าพูดถึงผอ สระอี มีเสียงเรียกก็อย่าขานรับ เพราะอาจจะไม่ใช่คน”
พลันเสียงเหยี่ยวตะโกนเรียกก็ดังขึ้นมา “หลวงตาเคี้ยง”
“หา ว่าไง”
หลวงตาเคี้ยงลืมตัวขานรับ พอนึกได้ก็สะดุ้งสุดตัว
น้ำรินเห็นเหยี่ยว ก็รีบมุดหลบหลังต้นไม้ หลวงตาเคี้ยงกับปลาทูกับปูอัดค่อยๆ โผล่หน้ากันออกมามองเหยี่ยว
“หลวงตาครับ ได้ยินเสียงหรือเห็นอะไรแปลกๆ แถวนี้มั้ยครับ”
“หมวดหมายถึงวิญญาณผู้หญิงคนนั้น?”
เหยี่ยวพยักหน้า “ใช่ครับ ผมรู้ว่าเค้าอยู่แถวๆ นี้”
หลวงตาเคี้ยง ปลาทู และปูอัดขวัญกระเจิง
“ข้ารู้แล้วว่าหมาหอนเพราะมันเห็น...”
ปลาทูกับปูอัดพูดขึ้นมาพร้อมกัน “ผีหลอก”
น้ำรินวิ่งหนีไป หลวงตาเคี้ยงวิ่งกลับขึ้นกุฎิ แล้วรีบปิดประตู หน้าต่าง ปลาทูกับปูอัดวิ่งออกไป
เหยี่ยวยืนเกาหัวปลงๆ
น้ำรินวิ่งมาแถวบริเวณที่เก็บกระดูก มีทั้งบัวเก็บกระดูก และช่องใส่อัฐิตามกำแพง ในขณะที่เหยี่ยวเดินด้วยความคุ้นชินกับบรรยากาศในวัด
เหยี่ยวเดินเข้ามาใกล้ทุกที น้ำรินวิ่งต่อไป จนถึงห้องๆหนึ่งใต้ตึกที่มีประตูเหล็กปิดสนิท พลางมองไปทางข้างหลัง เห็นเหยี่ยวกำลังเดินมา จึงเดินทะลุประตูเข้าไปในห้องที่ปิดประตูนั้น ปรากฏว่าเป็นห้องเก็บศพ มีลิ้นชักเก็บศพเรียงเป็นแถว บรรยากาศวังเวงน่ากลัวมาก
น้ำรินยืนพิงประตูที่เข้ามา พลางมองในห้องอย่างสะพรึงสุดๆ เหยี่ยวเดินมาหยุดตรงหน้าห้อง
“แถวนี้ผีดุมากนะ กลางวันแสกๆยังแหวะอกควักไส้โชว์ เด็กๆเล่นบอลอยู่ดีๆลูกบอลกลายเป็นหัวคนเฉยเลย ถ้าเป็นวันโกนจะมีเปรตมาขอส่วนบุญแถวนี้เต็มไปหมด ร้องโหยหวน”
น้ำรินกลัวจนตัวสั่น น้ำตาจะไหล แต่ไม่ยอมออกไป ได้แต่พนมมือสวดมนต์
เสียงเหยี่ยวทุบประตูดังลั่น น้ำรินสะดุ้ง ตกใจ แทบจะกรี๊ดออกไป
“ไม่ต้องหลบเลย ผมรู้ว่าคุณแถวนี้ ผีขี้ขลาด มีอะไรก็มาคุยกัน ไม่ใช่งอนตะพืดตะพือ ไม่มีเหตุผล
ผีเอาแต่ใจ ผีไร้จรรยาบรรณ”
น้ำรินกำมือ เม้มปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจเดินทะลุประตูออกมา แต่เหยี่ยวเดินไปแล้ว
ลมพัดอื้ออึง ใบไม้ปลิวว่อนไปทั่วบริเวณศาลาวัด น้ำรินนั่งกอดตัวเองสีหน้าเศร้ากับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ผียายปริกลงนั่งข้างๆ
“ความรักกำลังเรียกหาหล่อน”
“ฉันไม่ไป ความรักโหดร้าย มันทำให้ฉันเจ็บ ทรมาน ถ้าตายได้อีก ฉันคงตายไปแล้ว”
“ความรักไม่เคยทำร้ายใคร มีแต่คนที่ทำร้ายตัวเองไม่รู้จักจบสิ้น”
น้ำรินน้ำตาคลอ ผียายปริกได้แต่สงสาร
ดารณีเปิดไฟล์ในไอแพดส่งให้สงครามดู
“ข้อมูลของนายหน้าที่ดินเกาะเสม็ด ที่ภพธรระบุว่าเป็นตัวการลอบทำร้ายคุณธาราค่ะ”
“หายสาปสูญ?” สงครามขมวดคิ้ว
“ใช่ค่ะ ตำรวจท้องที่แจ้งว่าหายตัวไปประมาณสองสัปดาห์แล้ว”
“มีเบาะแสอะไรมากกว่านี้มั้ย”
ดารณีส่ายหน้า “คาดว่าหนีภัยอิทธิพลท้องถิ่น”
สงครามรีบสั่งการ “ตามเรื่องนี้ต่อไป”
แนนที่หายเป็นปกติแล้ว นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเหงาๆ คิดถึงเหยี่ยว เศร้าๆ
ยายนวล ปลาทู ปูอัด หอบหิ้วของเยี่ยมพะรุงพะรังเข้ามา เมื่อรู้ว่าเหยี่ยวยังไม่มา ยายนวลก็ชักสีหน้าไม่พอใจ พลอยทำให้แนนยิ่งรู้สึกน้อยใจมากขึ้น ยายนวลกุมมือแนนแล้วบีบอย่างให้กำลังใจ
“ชีวิตไอ้เหยี่ยวก็มีแต่หนูแนน หนูรักและหวังดีถึงขนาดสละชีวิตเพื่อมันได้ เพราะฉะนั้น หนูมาเป็นหลานยายเถอะนะ”
แนนน้ำตาคลอ กอดยายนวล ที่ลูบศีรษะเธออย่างเอ็นดู
“เรื่องเจ้าเหยี่ยว ยายจะจัดการให้เอง”
แนนดีใจ ซุกอกยายนวลน้ำตาไหล
เหยี่ยวนั่งมองรถไฟอยู่บนหลังคาตู้รถไฟที่จอดอยู่อย่างเหงาๆ ในใจเต็มไปด้วยความคิดถึงน้ำริน“เยอะ เธออยู่ไหนกันแน่”
เหยี่ยวเริ่มรู้สึกใจไม่ดีขึ้นมา กลัวว่าจะไม่ได้พบกับน้ำรินอีก
ทางด้านน้ำริน ก็นั่งมองแม่น้ำ พร้อมกับกอดตัวเองเหงาๆ พลางหันมาถามผียายปริกอย่างเศร้าๆ
“ถ้าฉันชดใช้และไม่สร้างกรรมใหม่ ฉันก็จะไม่ติดหนี้ใครแล้วใช่มั้ย”
ผียายปริกหัวเราะในลำคอ
“ถึงหล่อนไม่ก่อกรรมชั่วให้ต้องติดค้างใคร แต่หล่อนก็ยังมีหนี้อื่นที่ผูกพันไม่จบสิ้น”
“หนี้อะไรเหรอ”
“หนี้รัก ที่หล่อนต้องเลือก”
น้ำรินอึ้ง พร้อมครุ่นคิด
“ยังไงฉันก็ต้องเลือกคู่หมั้นของฉัน ป่านนี้เค้าคงตามหาฉันอยู่”
“หมวดเหยี่ยวก็ตามหาหล่อน”
น้ำรินส่ายหน้าเศร้าๆ “หาไปก็ไม่เจอ เพราะฉันจะไม่เจอเค้าอีก ในเมื่อตอนนี้ฉันไม่ต้องตัวติดกับหมวดเหยี่ยวแล้ว ยังไงก็ต้องหนีพ้นสิ”
พูดพลางก็คิดสงสัยขึ้นมา
“เออ แล้วทำไมฉันถึงไม่ต้องติดกับตาเก๊กแล้วล่ะ สร้อยเส้นนั้น มันทำให้ฉันไปไหนไม่ได้”
“คิดไปเองสร้อยนะ ไม่ใช่โซ่ จะได้มัดคนติดกันได้”
“งั้นอะไรทำให้ฉันกับเค้าต้องพบ ต้องเจอ ต้องตัวติดกันด้วย”
“หล่อนเคยได้ยินคำว่า “คู่แท้” มั้ย หล่อนไม่สงสัยเหรอว่าผู้ชายทั้งโลกมีกี่สิบล้านคน ทำไมตาเบื๊อกนี่ถึงเห็นหล่อนอยู่คนเดียว แล้วทำไมยายนวลถึงได้ยินแต่เสียงหล่อน”
ผียายปริกรัวเป็นชุด น้ำรินคิดตาม
“มันเป็นกรรมสัมพันธ์ เข้าใจ๊ เฮ้อ เหนื่อย พูดสาระนานๆ แล้วคอแห้ง ไปหาโอเลี้ยงข้างวัดกินดีกว่า”พูดพลางผียายปริกก็เดินไป ทิ้งให้น้ำรินคิดอยู่คนเดียว
“ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเองและก็ไม่รับเอาสิ่งใดนอกจากตนเอง
ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมให้ถูกครอบครอง
เพราะความรักนั้นพอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก”
- คาลิล ยิบราน-
เหยี่ยวกำลังเปิดแฟ้มคดีอุบัติเหตุที่บึงน้ำอย่างสนใจ ก่อนจะหันไปถามตำรวจสาวด้วยสีหน้าสงสัย
“มีข่าวคืบหน้าเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถตกน้ำเมื่อเดือนก่อนมั้ย”
“ยังไม่มีอะไรคืบหน้าเลยค่ะ”
เหยี่ยวหน้าเครียด “ผมอยากตรวจสอบวงจรปิดอีกครั้ง”
“ดิฉันจะส่งไฟล์มาให้หมวดนะคะ แต่จำได้ว่าหมวดดูไปหมดแล้ว”
“ขอลองดูอีกที”
“ได้ค่ะ”
ตำรวจสาวเดินออกไป สวนกับแนนที่เดินเข้ามา
“เหยี่ยว ท่านสงครามเรียกประชุมด่วน”
น้ำรินกับผียายปริกเดินเข้ามาในสำนักงานสืบฯ เห็นเหยี่ยวกับแนนเดินมาด้วยกัน
“หมวดแนนออกจากโรงพยาบาลแล้ว แข็งแรงดีทั้งร่างกายและหัวใจ แต่ผีแถวนี้สิน่าสงสาร ร่างก็หาย หัวใจก็ไม่แข็งแรง”
ผียายปริกบ่นๆ พอหันมาอีกทีก็ไม่เจอน้ำริน
.
อ่านต่อตอนที่ 10
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,132
Re: อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
«
Reply #9 on:
19 June 2026, 22:10:26 »
ภพรัก ตอนที่ 10
https://mgronline.com/drama/detail/9570000139395
.
ภพรัก ตอนที่ 10
เผยแพร่: 4 ธ.ค. 2557 09:06 โดย: MGR Online
.
ภพรัก ตอนที่ 10
สงคราม ดารณี เหยี่ยว แนน นกน้อย กำลังประชุมเครียดกัน
“มีการทำผิดกฎหมายในเชนของร้านสปาหรูหลายแห่ง เราเข้าจับกุมและปิดไปหลายที่ แต่กลับยิ่งเพิ่มเป็นดอกเห็ด”
น้ำรินแอบซุ่มดูการประชุมอยู่เงียบๆ แต่เผลอเหลือบไปมองเหยี่ยวกับแนน แล้วก็อดเจ็บปวดใจไม่ได้ ดารณีเปิดภาพสปาแห่งหนึ่งบนจอโปรเจ็กเตอร์
“ทิพย์วารี สปาแอนด์บิวตี้ มีการขายบริการและยาเสพติด ทำกันเป็นเครือข่ายหลายสาขา”
สงครามรีบสั่งการ
“ผมต้องการให้สำนักงานของเราเข้าไปหาหลักฐาน ขยายผลการจับกุมโดยด่วนที่สุด”
ดารณีเปลี่ยนภาพหน้าจอเป็นรูปผู้หญิงสาวคนหนึ่ง หน้าตาดี
“นี่คือเจ้าของ ชื่อบุษบัน มีประวัติพัวพันกับพ่อค้ายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลหลายคน”
น้ำรินมองรูปบุษบันที่หน้าจอ แล้วก็ตกตะลึง เหมือนกับว่าเคยรู้จักกันมาก่อน ผียายปริกเดินเข้ามาในห้องประชุม เห็นน้ำรินยืนตะลึงค้างมองจอโปรเจ็กเตอร์ก็สะกิด
“หล่อน เป็นอะไร”
“ฉันรู้สึกว่า เรื่องนี้ต้องมีอะไรเกี่ยวพันกับฉันแน่ ๆ”
น้ำรินมองรูปบนจอแล้วครุ่นคิด ทันใดนั้นภาพในอดีตปรากฎขึ้นในความคิดอีกครั้ง แต่ก็สับสนจนปะติดปะต่อไม่ได้
น้ำรินเห็นภาพตัวเองกำลังเซ็นเช็ค สั่งจ่ายบุษบัน เป็นเงินสามล้าน แล้วยื่นให้มือผู้หญิงอีกคนรับไป
ต่อด้วยภาพที่เธอกำลังทำสปาบำรุงผิว โดยมีบุษบันนั่งคุยอยู่ใกล้ๆ แล้วภาพก็ขาดหายวูบไปดื้อๆ
น้ำรินตกตะลึงกับภาพในความคิด
“ฉันเคยรู้จักผู้หญิงคนนั้น แปลว่าฉันเกี่ยวพันกับสปาผิดกฎหมายนั้นด้วยงั้นเหรอ”
ผียายปริกมองแล้วรีบบอกว่า “หล่อนต้องตามไปดูให้มันรู้ดำรู้แดงไปเลย”
ในห้องสปาระดับหรูวีไอพี มีอ่างจากุซซี่ไว้ขัดตัว ตกแต่งด้วยเทียนในถ้วยเล็กๆ ให้แสงสว่างน้อยๆ สร้างบรรยากาศการพักผ่อนที่กลางห้อง มีเตียงสปา 2 เตียง กั้นกลางด้วยฉากเรียบหรู
บุษบันนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงหนึ่ง เผยให้เห็นหลังเปลือย ร่างกายส่วนล่างคลุมด้วยผ้า มือของพนักงานกำลังวางก้อนหินแบนๆสำหรับทำสปาหินร้อนลงตามตำแหน่งต่างๆ บนหลัง
“สปาของเราขึ้นมาอยู่อันดับหนึ่ง เพราะไอเดียของบอสที่จัดให้บริการความสุขครบวงจรกับลูกค้า”
ภพธรนอนคว่ำทำสปาหินร้อนอยู่อีกเตียง ที่มีฉากกันอยู่
“ก็แค่ให้ไอเดีย คุณต่างหากที่เอาไปต่อยอดจนสำเร็จ”
บุษบันยิ้มกว้าง “ขอบคุณค่ะบอส ถ้าไม่ได้บอส ที่นี่ก็คงเป็นแค่สปาธรรมดาๆ หาความโดดเด่นไม่ได้”
ภพธรหน้าเครียด
“แต่อย่าโดดเด่นมากจนสะดุดตา สายของผมบอกว่าชายสีกากีเริ่มจับตามองเราแล้ว เย็นนี้จะให้คนเอาตัวอย่าง “อโรม่า” ตัวใหม่มาส่ง ใช้งานเหมือนตัวเก่า แต่ให้ความสุขได้มากกว่าเดิมหลายเท่า”
มือพนักงานที่กำลังวางก้อนหินร้อนบนหลังบุษบันชะงัก ที่แท้เจ้าของมือนั้น ก็คือแนนนั่นเอง
บุษบันตื่นเต้น ถึงกับลืมตัวลุกขึ้นนั่ง ชนมือของแนนจนทำให้หินร้อนตกพื้น หินร้อนก้อนอื่นๆบนหลังก็ร่วงลงพื้นด้วย
“ลูกค้าต้องชอบแน่ๆเลยค่ะ แล้ว “อโรม่า” ตัวจริงจะมาเมื่อไหร่คะ”
“เร็วๆ นี้ ปูพรมแจกตัวอย่างให้ลูกค้าลองไปก่อน แล้วจะส่งข่าวมา”
ภพธรลุกขึ้นจากเตียง พนักงานหญิงสวมเสื้อคลุมให้ แนนก้มลงเก็บก้อนหินร้อน มองลอดฉากกั้นไปเห็นเท้าของภพธรกำลังสวมรองเท้าแตะ จึงแกล้งปัดก้อนหินอีกก้อนให้กระเด็นไปอีกฝั่งของฉาก แล้วทำทีจะไปเก็บที่ฝั่งนั้น เพราะอยากเห็นหน้าบอสของบุษบัน แต่ภพธรหันหลังให้แล้วเดินออกไปจากห้องสปาแล้ว ทำให้มองไม่เห็นหน้า
พอแนนจะตามไป บุษบันก็เดินมาขวางไว้
“เธอทำอะไร?”
บุษบันมองหน้าอย่างสงสัย แนนรีบหลบตาซ่อนพิรุธ
“ฉันไม่เคยเห็นหน้าเธอ เด็กใหม่เหรอ”
“ค่ะ เพิ่งมาทำงานอาทิตย์ที่แล้ว”
“ชื่ออะไร”
แนนก้มหน้า “หงส์ค่ะ”
“ทำอะไรได้บ้างทำสปาคอร์สพิเศษได้รึเปล่า”
“ได้ทุกอย่างค่ะ ขอให้ได้เงิน หงส์ทำหมดค่ะ”
บุษบันพยักหน้า แล้วชี้นิ้วไปที่ผ้าแถบที่เกาะอก “ถอด”
แนนอึ้ง
“ไหนว่าได้หมด”
แนนทำหน้านิ่ง แล้วปลดผ้าแถบออก บุษบันมองไปทั่วตัวแนนอย่างพึงพอใจ
แนนเห็นหลังภพธรไวๆ ก็รีบหยิบมือถือแล้วเดินตาม แต่ก็คลาดกันอีก จึงรีบกดมือถือโทร. ออก
ดารณีพร้อมกองกำลังเจ้าหน้าที่สำนักงานสืบฯ ที่ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ ด้านบนดาดฟ้าตึกตรงข้ามสปา
รับโทรศัพท์แล้วหันไปส่งสัญญาณมือให้เหยี่ยวกับนกน้อย พร้อมกับเจ้าหน้าที่อีกส่วนหนึ่ง ที่สวมหูฟังอยู่
“กำลังจะมีสินค้าตัวใหม่เข้ามา กำลังตามหัวหน้าใหญ่ของมันค่ะ”
“ระวังตัวด้วย ทุกฝ่ายสแตนด์บายรอหงส์ขยับปีก”
“หงส์คิดถึงแม่จังเลย”
เหยี่ยวกับนกน้อยหันมามองหน้ากัน รับรู้ถึงสัญญาณผิดปกติทันที
ลูกน้องบุษบันเดินมาทางด้านหลังแนน แต่แนนรู้ตัว แต่ทำเป็นคุยโทรศัพท์ไม่รู้เรื่อง
“หงส์ต้องไปทำงานก่อนนะแม่”
ลูกน้องดึงโทรศัพท์จากมือแนน “รู้กฎของที่นี่ไม่ใช่เหรอ ว่าห้ามโทรศัพท์ตอนทำงาน”
แนนแกล้งทำหน้าสงสัย “ทำไมต้องห้าม ก็แค่โทรศัพท์”
“คราวก่อนมีพนักงานแอบถ่ายคลิปลูกค้าวีไอพีไปแบล็คเมล์ ไหนดูซิ ถ่ายอะไรไป”
ลูกน้องกดเช็ครูปถ่ายในมือถือ แนนรีบเอาตัวเข้าเบียดออดอ้อนก่อนที่ลูกน้องจะทันดูรูป
“คุยกับแม่นิดเดียวเองคืนโทรศัพท์ให้หงส์เถอะ”
“ทำผิดก็ต้องลงโทษ แล้วโทษก็หนักซะด้วย”
พูดพลางจ้องแนนตาเป็นมัน ก่อนจะผลักแนนเข้าไปในห้องใกล้ๆ
เหยี่ยวยังคงสวมหูฟัง หน้าตาเครียดด้วยความเป็นห่วงแนน
“ทำไงดีครับ หมวดแนนกำลังตกอยู่ในอันตราย”
นกน้อยกันมาถาม น้ำรินแอบซุ่มดูอยู่ไม่ไกล เหยี่ยวครุ่นคิด แล้วพูดอย่างมั่นใจ
“ผมเชื่อมั่นในตัวแนน เค้าเอาตัวรอดได้”
“ลืมไปว่าคนรักกันก็ต้องมั่นใจกันเนอะ”
น้ำรินฟังแล้วแอบรู้สึกจี๊ดขึ้นมาทันที
ลูกน้องดันตัวแนนเข้าไปในห้อง แนนแกล้งทำหน้ายั่วยวน
“คืนโทรศัพท์ให้หงส์ก่อนสิคะ แล้วหงส์จะยอมให้ทำโทษ”
“กฎต้องเป็นกฎ”
แนนโอบรอบคอลูกน้อง แล้วเอานิ้วลากไปที่หน้าอก
“พี่ไม่คืน แล้วคืนนี้หงส์จะโทรหาพี่ยังไงล่ะคะ”
“ก็ไม่ต้องโทร มีอะไรก็คุยกันตอนนี้เลยดีกว่า”
พูดพลางโน้มหน้าลงมาหา แนนรีบชิ่งหลบ แต่ก็โดนล็อกตัวไว้ได่
แนนทำสีหน้าเซ็กซี่ ใช้สือไล้ไปตามใบหน้าลูกน้อง ยิ้มให้อย่างวาบหวาม
“จะทำโทษอะไรหงส์ ก็รีบทำสิคะ รออยู่”
ลูกน้องก้มลงเหมือนจะจูบ แนนใช้สันมือสับเข้าที่ต้นคอจนมันร่วงลงพื้นสลบไป แนนจับตัวมันลากเข้าไปเก็บในตู้เก็บของอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือคืนมาแล้วออกจากห้องไป
.
อ่านต่อหน้า 2
ภพรัก ตอนที่ 10 (ต่อ)
แนนย่องมาที่หน้าห้อง เห็นบุษบันเปิดประตูออกมาสั่งลูกน้องคนสนิท ก็รีบหลบวูบไปที่ข้างเสาต้นหนึ่ง
“บอสให้คนเอาสินค้าอโรม่ามาส่งแล้ว”
บุษบันกับลูกน้องคนสนิทเดินไปทางด้านหลังสปา แนนรีบสะกดรอยตาม พร้อมๆ กดโทรศัพท์โทรออก
“สินค้ามาถึงแล้ว กำลังตามไปดูอยู่ค่ะ”
พนักงานอีกคนเดินมาเห็นแนน “ทำอะไร”
แนนรีบซ่อนโทรศัพท์ แล้วทำไก๋ ดูโน่นดูนี่
“เดินเล่น ที่นี่สวยดีเนอะ”
“แขกวีไอพีของเธอมาแล้ว ไปขึ้นห้อง อย่าให้แขกรอนาน”
พนักงานเดินนำออกไป แนนเครียดคิดหาทางเอาตัวรอด
เหยี่ยวดักฟังโทรศัพท์อยู่ สีหน้าสงสัย
“ขึ้นห้อง?”
นกน้อยรีบพูดปลอบ “ทำใจให้สบายน่าหมวด หมวดเชื่อมั่นว่าสุดที่เลิฟเอาตัวรอดแน่ๆ ไม่ใช่รึ”
“เมื่อกี้แนนบอกว่าสินค้าใหม่มาแล้ว?”
เหยี่ยวครุ่นคิด น้ำรินแอบมองเหยี่ยวอยู่ห่างๆ
แนนกำลังนวดให้เสี่ยชัช แขกวีไอพีร่างใหญ่บนเตียงนอน จู่ๆ เสี่ยก็พลิกตัว ดึงตัวเธอเข้ามากอด
แนนจำต้องโอนอ่อนผ่อนตาม แล้วเบี่ยงตัวออกนิดหนึ่ง
“ไม่อาบน้ำก่อนเหรอคะเสี่ย”
“อาบมาแล้วจากบ้าน”
พูดพลางซุกหน้าเข้าที่ข้างลำคอ แนนจะสับสันมือเข้าที่ข้างลำคอหวังให้สลบ แต่เสี่ยกลับคว้าข้อมือเธอไว้ได้ทัน
“เธอไม่ต้องนวดแล้ว ฉันนวดให้เธอเองดีกว่ารับรองเธอต้องติดใจฝีมือนวดของฉัน”
เสี่ยพลิกร่างแนนม้วนลงมานอนที่เตียง ตรึงแขนสองข้างของเธอไว้
“เสียดาย เฮียน่าจะเอาแส้กับกุญแจมือมาด้วย”
จากนั้นก็ซุกไซ้หน้าลงที่ซอกคอ แนนดิ้นสุดแรงแต่ไม่เป็นผล ทันใดนั้นเหยี่ยวก็โผล่เข้ามาในห้อง
ล็อกแขนเสี่ยไปด้านหลัง แล้วสับกุญแจมือทันที
เหยี่ยวกับแนนช่วยกันเอาผ้ามัดปากเสี่ยชัช
บุษบันตรวจเช็คยาเสพติดในรูปของอโรม่าในกระเป๋า แล้วหันมาพยักหน้าให้ลูกน้องปิดกระเป๋า
คนส่งของเดินออกไป บุษบันหันมาสั่งลูกน้อง
“เดี๋ยวไปดูเสี่ยชัชกับหงส์ด้วยนะ เผื่อเสี่ยชัชอยากได้อะไรเพิ่มเติม”
พูดพลางถือกระเป๋ายาเสพติดในมือ กำลังจะเดินออกไปอีกทางหนึ่ง
เหยี่ยวกับแนนแง้มประตูห้อง เพื่อดูลาดเลาด้านนอกแล้วเดินออกไปที่ทางเดิน
“มันนัดส่งยากันที่ไหน”
“ด้านหลัง”
ลูกน้องของบุษบันเดินมาที่ห้องสปา แล้วเคาะประตู ได้ยินเสียงอื้ออ้า ปึงปังดังออกมาจากห้อง ก็รีบเปิดประตูเข้าไปในห้อง เห็นเสี่ยชัดถูกใส่กุญแจมือ มัดเท้าและปากด้วยผ้า ก็รีบช่วยแก้มัดให้ แล้วพูดกับวิทยุสื่อสาร
“เกิดเรื่องแล้ว”
เหยี่ยวพาแนนวิ่งไปตามทางเดิน ลูกน้องเป็นฝูงวิ่งมาทางด้านหน้า ทั้งคู่รีบวิ่งหลบไปอีกทาง แต่ลูกน้องอีกกลุ่มวิ่งตรงมาอีก เหยี่ยวกับแนน รีบเปิดประตูเข้าไปซ่อนในห้อง แล้วรีบล็อกประตู
“รอพวกมันไปก่อน เราค่อยออกไป”
ทันใดนั้น ไฟในห้องเปิดสว่าง บุษบันนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานถือปืนพกขนาดเล็กอยู่ในมือ
“ฉันจะนั่งรอเป็นเพื่อน”
บุษบันดึงตัวแนนลุกขึ้น แล้วตบหน้าด้วยด้ามปืนจนปากแตก เลือดออกจากมุมปาก เหยี่ยวโกรธจัด มองบุษบันด้วยสายตาโกรธแค้น ทำท่าจะลุกขึ้น
“อ๊ะๆ อย่าขยับ ปืนฉันยิ่งไวๆอยู่ด้วย”
เหยี่ยวมองหน้าแนนอย่างเป็นห่วง แต่แนนส่งสายตาบอกเหยี่ยวว่าไม่เป็นไป พลันลูกน้องคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในห้อง
“คุณบุษ ตำรวจมา”
นกน้อยและตำรวจเข้าจับกุมตัวลูกน้องบุษบัน และคุมลูกค้าพาเด็กสาวออกมา ส่วนบุษบันกับลูกน้องก็พาเหยี่ยวกับแนนมาที่รถ เตรียมหนี
ทันใดนั้นก็มีเสียงปืนดังมาจากข้างในตึก บุษบันและลูกน้องหยุดชะงัก เหยี่ยวอาศัยจังหวะหันไปเตะตวัดฟาดเข้าซอกคอลูกน้องคว่ำ จนปืนกระเด็นไป เหยี่ยวกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบ แต่บุษบันหันมายิงใส่มือ ลูกกระสุนเฉียดไปเล็กน้อย
บุษบันลากแนนไปทางบริเวณตึกก่อสร้าง เหยี่ยวจะวิ่งตามไป แต่ลูกน้องกระโดดล็อกคอไว้ เหยี่ยวจัดการจนลูกน้องล้มไป แล้วรีบคว้าปืน วิ่งตามบุษบันและแนนไป
บุษบันลากตัวแนนขึ้นไปบนตึกก่อสร้างว่างๆ แนนดิ้นไม่หยุด
บุษบันก้าวพลาดสะดุดขั้นบันได แนนฉวยจังหวะศอกถองเข้าที่ท้องน้อย แล้ววิ่งหนีไปที่ดาดฟ้ากว้างโล่ง ที่มีปั้นจั่นพร้อมอุปกรณ์ก่อสร้างผูกติดไว้
บุษบันวิ่งตาม ส่องปืนไปทางแนนวิ่งหนีมาจนสุดดาดฟ้า ไม่มีทางถอยอีก
“ตายซะเถอะ”
น้ำรินก้าวเข้ามาในวิถีกระสุนปืน แล้วหันหน้ามามองบุษบันเต็มๆ เสียงปืนดังขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับภาพความทรงจำของเธอปรากฎขึ้นมา
น้ำรินเห็นภาพตัวเองกำลังส่งเช็คให้กับบุษบัน
“นี่จ้ะบุษ เงินทุนสำหรับลงทุนเปิดสปา ถือว่าเราเป็นหุ้นส่วนกัน ต่อไปถ้าทิพย์วารี สปา ขาดเหลืออะไรก็บอกเรามา เรายินดีช่วย”
บุษบันกอดน้ำรินเป็นการขอบคุณ
กระสุนแหวกอากาศพุ่งมาหาน้ำรินโดยมีแนนยืนอยู่ด้านหลัง เหยี่ยววิ่งตามขึ้นมาถึงดาดฟ้า น้ำรินหันไปเห็นเหยี่ยว จึงรีบหลบวูบออกไปอีกทางหนึ่ง แนนมองตัวเองอย่างงุนงงที่โดนยิงแบบเต็มๆ ตรงๆ แต่ไม่เป็นอะไร
“เหยี่ยว ระวัง”
บุษบันหันมายิงใส่ เหยี่ยวกลิ้งตัวหลบ กระสุนจากปากกระบอกปืนบุษบันพุ่งตรงเข้าไป โดนแผงวงจรของเครนจนไฟช็อต สลิงที่ผูกติดกับเครนรูดขาดผึงไปกระตุกอีกเส้นหนึ่ง เส้นสลิงที่ผูกอุปกรณ์ก่อสร้างกับเครนคลายออก อุปกรณ์ก่อสร้างหลุดร่วงลงมาทับตัวบุษบันทันที เหยี่ยวกับแนนมองภาพด้วยความตกใจ จนต้องเมินหน้าหนี
น้ำรินที่ยืนหลบอยู่มุมหนึ่งตาลุกวาวด้วยความตกใจ เมื่อเห็นภาพที่ปรากฏตรงหน้า
พื้นรอบๆ เกิดเป็นรอยแยก มีแสงสีแดงฉายขึ้นมาวูบไหวเหมือนเปลวไฟ มือมากมายสีดำตะกายเข้าไปใต้อุปกรณ์ก่อสร้างแล้วกระชากวิญญาณของบุษบันลงไปในรอยแยก แล้วกลับกลายเป็นพื้นปกติเช่นเดิม
น้ำรินหลบซ่อนอยู่มุมหนึ่ง มองภาพวิญญาณของบุษบันถูกลากลงไปในนรกด้วยความระทึกขวัญ
เหยี่ยวกับแนนโผเข้ากอดกัน น้ำรินมองเห็นภาพคนทั้งสองกอดกันด้วยความสะเทือนใจสุดๆ
เหยี่ยวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทร.โดยที่อีกมือยังคงโอบแนนไว้
“ผู้ต้องหาเสียชีวิตอยู่บนตึก เจ้าหน้าที่ปลอดภัยดี”
น้ำรินแอบดูเหยี่ยวกับแนนอยู่ พร้อมทั้งสะกดความเจ็บปวดหัวใจที่เกิดขึ้นอย่างสุดกำลัง
ที่มือของน้ำ กำลูกกระสุนของบุษบันที่ยิงใส่แนนไว้ได้ เธอเป็นคนช่วยชีวิตแนนไว้
.
อ่านต่อหน้า 3
ภพรัก ตอนที่ 10 (ต่อ)
เหยี่ยวล้มตัวลงบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อนคิดทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา จากนั้นก็หลับตาลง น้ำรินวางกระสุนปืนในมือเหยี่ยว เขาคว้ามือเธอไว้โดยสัญชาตญาณ
และที่น่าแปลกคือครั้งนี้ เหยี่ยวสามารถจับมือน้ำรินไว้ได้อย่างมั่นคง
เหยี่ยวลืมตาขึ้น แล้วเห็นหน้าน้ำรินอยู่ตรงหน้า เธอพยายามดึงมือหนี แต่เหยี่ยวจับมือไว้แน่น พลางลุกขึ้นมองน้ำรินด้วยความดีใจ
“คุณกลับมาแล้ว ผมจับมือคุณได้ด้วย”
น้ำรินมองเหยี่ยวเศร้าๆ น้ำตาคลอ เหยี่ยวเอามือน้ำรินมาไว้แนบอก
“งอนอะไร บอกมาสิ”
“ฉันไม่ได้งอน”
“แล้วหายไปไหนมา ปล่อยให้ผมตามหาซะแทบแย่”
น้ำรินเสียงเศร้า “ฉันไม่ควรจะอยู่ที่นี่ ฉันไม่เหมาะสมที่จะอยู่ข้างๆ คุณ เพราะว่าฉันไม่ดีพอ ฉันเป็นคนชั่ว คุณไม่รู้หรอกว่าอดีตที่ผ่านมา ฉันทำเลวอะไรไว้บ้าง”
พูดพลางน้ำตาคลอ เหยี่ยวรวบตัวน้ำรินมากอด
“อดีตก็คืออดีต แต่คุณที่อยู่กับผมตรงนี้เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่คนเลวแน่นอน”
น้ำรินผลักเหยี่ยวออกห่าง แล้วมองหน้าเขาเหมือนพยายามจดจำเป็นครั้งสุดท้าย
“ลาก่อนนะคะเหยี่ยว”
เหยี่ยวดึงมือน้ำรินไว้แน่น
“ไม่ได้ คุณจะไปไหนไม่ได้ ผมสัญญาแล้วว่าผมจะหาร่างให้คุณ”
“มันไม่จำเป็นแล้วค่ะ จากกันวันนี้หรือวันไหน เราก็ต้องจากกันอยู่ดี”
มือน้ำรินค่อยๆ จางหายไปจากมือของเหยี่ยว เหลือเพียงกระสุนปืนบนมือเหยี่ยวเท่านั้น
เหยี่ยวรู้สึกตัวตื่น ที่แท้ทั้งหมดเป็นความฝัน พลางเอามือลูบหน้าแล้วล้มตัวนอนอีกครั้ง แต่พอเอามือสอดไปใต้หมอนขยับให้หนุนหัว ก็พบว่ามีอะไรอยู่ใต้หมอน จึงพลิกหมอนขึ้นดู แล้วพบว่ากระสุนวางอยู่
เหยี่ยวหยิบกระสุนขึ้นมาดูอย่างงุนงง พลันนึกถึงน้ำรินกับคำพูดในฝัน ก็ยิ่งรู้สึกใจหาย
น้ำรินนั่งเศร้าเหม่อมองเงาในน้ำ แต่ก็ว่างเปล่า ไม่เห็นเงาตัวเอง ผียายปริกนั่งข้าง ๆ แกล้งโยนหินก้อนเล็กลงน้ำเพื่อเบนความสนใจจากน้ำริน
“มนุษย์ชอบทุกข์เพราะรัก มากกว่ามองหาความสุขจากรัก”
น้ำรินนึกถึงเหยี่ยว ยิ่งเศร้า
“ทุกครั้งที่ความทรงจำกลับมา ฉันจะเห็นภาพตัวเองเคยทำผิด เคยเลวร้ายกับคนอื่น คนเลวอย่างฉันไม่คู่ควรกับเค้า”
“บุญและกรรมเป็นสิ่งที่ลบล้างกันไม่ได้ แต่มันอาจมาในเวลาเดียวกันได้ ทุกชีวิตถูกกำหนดไว้แล้ว”
“ขอบคุณที่พยายามเตือนสติ แต่ฉันยังไม่พร้อมจะเข้าใจ”
น้ำรินหันกลับไปมองผิวน้ำที่ไม่มีเงาตัวเองสะท้อน แววตาเศร้า ทรมานใจ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมเสียงเรียกของยายนวล เหยี่ยววางกระสุนไว้กับตุ๊กตาหมีสีฟ้า รีบลุกไปเปิดประตู
“หนูแนนซื้อขนมมาฝาก ลงไปทานด้วยกันสิ”
“ผมอยากทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จ ยายทานกับแนนเถอะครับ”
“เสียมารยาท งานอะไรก็ไม่สำคัญเท่าเวลาของครอบครัว ลงมากับยายเดี๋ยวนี้เลย”
ยายนวลดึงแขนเหยี่ยวออกจากห้องให้ลงไปหาแนนด้วยกัน
แนนหันไปเห็นเหยี่ยวนั่งเหม่อ แววตาเครียด ยายนวลรีบบอก
“อาการหนัก หายใจเข้าก็ “งาน” หายใจออกก็ “งาน” โรคนี้ต้องรักษาด้วยการ “แต่งงาน” ถึงจะหาย”
“ทำงานกับแต่งงานมันคนละเรื่องยาย”
“เอ็งมันชอบอ้อมค้อมเลี้ยวไปเลี้ยวมา ถ้าไม่กล้าขอหนูแนนแต่งงาน ยายจะขอให้เอง”
แนนอึ้ง เขิน ไม่ทันตั้งตัว เหยี่ยวจะบอกว่าไม่ได้รักแนน แต่ชะงัก เมื่อเห็นสายตาจดจ้องรอฟังของเธอ เหยี่ยวไม่กล้าปฏิเสธแนนตรง ๆ เพราะสงสาร จึงเปลี่ยนใจมาตักขนมกินเอา ๆ เพื่อตัดบทการสนทนาแนนลอบมอง แอบผิดหวังนิด ๆ ที่ไม่ได้ฟังคำตอบจากเหยี่ยว
เหยี่ยวกับแนนช่วยกันล้างจานในครัว จู่ๆ แนนก็ถามขึ้นมา
“จำตอนที่เราเจอกันครั้งแรกได้มั้ย ?”
แนนยิ้ม ๆ เมื่อนึกถึงอดีต ตอนที่สงครามพาเธอเข้ามาแนะนำตัวกับลูกน้องตำรวจ ทุกคนมอง
เธอ อย่างไม่ค่อยยอมรับที่ผู้หญิงมาทำงานด้วย
เหยี่ยวเห็นสายตาและท่าทางเหล่าตำรวจที่มีต่อแนน จึงเดินเข้าไปแนะนำตัวกับเธออย่างเป็นกันเอง แนนยิ้มประทับใจ
“วันแรกที่เราเข้าไปรายงานตัว เหยี่ยวเป็นคนเดียวที่ยอมรับเราร่วมทีมให้โอกาสผู้หญิงอย่างเราแสดงความสามารถ”
เหยี่ยวจำเหตุการณ์ในอดีตนั้นได้เป็นอย่างดี ขณะจูงจักรยานเดินคู่กับแนนคนละคัน บนถนนริมแม่น้ำสวย
“เราเชื่อว่าผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชาย แนนแสดงความสามารถให้เห็น ทำให้ตำรวจคนอื่นยอมรับ คดีเครือข่ายค้ายาที่สปาของบุษบัน แนนก็เอาตัวรอดได้อย่างไม่น่าเชื่อ”
คำพูดของเหยี่ยว ทำให้แนนฉุกคิดถึงเหตุการณ์ในวันที่เธอถูกยิง
“วันนั้นเราถูกยิง วิถีกระสุนจากปืนของบุษบันพุ่งตรงมาหาเรา แต่เรากลับไม่เป็นอะไร”
“อาจมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองแนนอยู่ก็ได้”
“เรียกว่า “คนดีผีคุ้ม” รึเปล่า ?”
เหยี่ยวนึกถึงน้ำรินขึ้นมาทันที
เหยี่ยวหยิบกระสุนที่วางอยู่กับตุ๊กตาหมีสีฟ้าขึ้นมาดูอีกครั้ง
“ปืนของบุษบันไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้อง เราส่งไปตรวจรอยนิ้วมือแฝง เผื่อจะเจอตัวคนร้ายอื่น”
เหยี่ยวมองกระสุนในมือ อย่างต้องการคำตอบ
“กระสุนชนิดเดียวกับปืนของบุษบัน ? หรือน้ำจะเข้าไปช่วยแนน ?”
จู่ๆ น้ำรินก็เห็นภาพในอดีตเพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง
บุษบันกอดน้ำรินเป็นการขอบคุณ นับดาวเดินเข้ามาหาทั้งคู่
“อ้าว จะรักกันแค่สองคนเองเหรอ ขาดเราไปได้ยังไงจ๊ะ”
น้ำรินหน้านิ่ว พยายามนึกถึงหน้าของนับดาว
“ผู้หญิงคนนั้น ทุกครั้งที่ฉันทำความดี มันจะทำให้ความทรงจำของฉันกลับมา ฉันเห็นผู้หญิงที่เป็นเพื่อนสนิทของฉันอีกคน ถ้าฉันหาเค้าเจอ ฉันต้องรู้แน่ๆ ว่าตัวเองเป็นใคร แล้วฉันจะหาเค้าเจอได้ยังไง?”
ผียายปริกรีบบอก
“จิตเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างความคิดกับปัญญาญาณสื่อสารได้ แต่ไม่มีตัวตนแท้จริง”
น้ำรินนิ่งคิด “ฉันต้องใช้จิตตามหาผู้หญิงคนนั้นใช่มั้ย ? ถ้าฉันนั่งสมาธิฝึกจิตให้เข้มแข็ง ฉันก็จะกำหนดจิตให้ทำอะไรก็ได้ไปไหนก็ได้”
น้ำรินมั่นใจ คิดเองเออเอง แล้วรีบหลับตานั่งสมาธิทันที
ผียายปริกอ้าปากจะห้าม แต่ก็รีบเอามือปิดปากตัวเองไว้ เหมือนคนสองอารมณ์ อยากบอก แต่พูดไม่ได้
ภพธรยืนจิบไวน์อยู่ตรงระเบียง ทอดสายตาเคร่งเครียดมองไปยังวิวสวยยามค่ำคืน นับดาวเดินเข้ามาสวมกอดจากด้านหลัง
“เครือข่ายสปาของบุษบันถูกสำนักงานสืบฯ บุกทลายอีกแล้ว”
ภพธรขยับตัวออกจากการอ้อมแขนของนับดาวอย่างหงุดหงิด
“ฝีมือไอ้สงคราม ให้คนตามสืบประวัติฉัน เทียวไปบ้านธาราทุกวันจนฉันขยับตัวทำอะไรไม่ได้ มันคือมารขัดขวางการแก้แค้น”
ภพธรกำแก้วไวน์แน่นด้วยความโกรธ นับดาวกุมมือภพธรอย่างนุ่มนวล ค่อย ๆ เอาแก้วไวน์ออกจากมือภพธรมาถือไว้เอง
“ผบ.สงครามเป็นเหมือนขาเทียมของนังธารา ถ้าไม่มีผู้การคนนี้ นังธาราก็จะเดินไม่ได้ตลอดชีวิต”
ภพธรสบตาแล้วยิ้มร้าย รู้ว่านับดาวคิดจะทำอะไร
ธารากดรีโมทรถเข็นเคลื่อนเข้ามาในห้องนั่งเล่น เห็นโทรทัศน์ถูกเปิดทิ้งไว้ จึงพูดขึ้นโดยไม่หันไปมองเพราะนึกว่าสงครามยังคงนั่งดูโทรทัศน์อยู่
“ฉันบอกว่าคุณไม่ต้องมา คุณยังมาที่นี่ทุกวัน ทำเหมือนเป็นยามของบ้านนี้ ฉันควรจะทำยังไงกับคุณดีคะสงคราม”
แต่พอหันไปมองก็ชะงัก เมื่อเห็นว่าสงครามนั่งหลับพิงโซฟาอยู่หน้าโทรทัศน์
ธาราเคลื่อนรถเข็นเข้าไปใกล้สงคราม กำลังจะปลุกไล่ให้ตื่น แต่จู่ ๆ ก็ไม่กล้าปลุก เมื่อเห็นสีหน้าอ่อนเพลียเหนื่อยล้าของสงคราม พลางนึกถึงอดีตที่ผ่านมาไม่กี่วัน
ธาราเห็นภาพตัวเองเคลื่อนรถเข็นเข้ามาในห้องโถง แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นสงครามกำลังติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มุมหนึ่ง หันกล้องมาตามทางเดิน
“เพื่อความสบายใจ ขอให้ผมมั่นใจว่าคุณปลอดภัย”
แววตาธาราอ่อนลง เอาผ้าคลุมไหล่ของตัวเองมาห่มให้สงครามแทน
“ขอบคุณครับ”
ธาราตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นสงครามลืมตามายิ้มให้เธอ
“คุณยังเป็นธารา ผู้หญิงอ่อนโยนใจดีเสมอ”
“ฉันแค่ไม่อยากให้คุณหนาวตาย”
ธาราดึงผ้าคลุมไหล่คืนมาจากสงครามแล้วทำหน้าเชิด
“เหนื่อยมั้ย ? เหนื่อยที่ต้องทำเป็นเข้มแข็งตลอดเวลาบ้างมั้ย ?”
ธาราอึ้งไป เมื่อถูกสงครามพูดแทงใจดำ
“เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง คุณไม่จำเป็นต้องแบกโลกนี้ไว้คนเดียว”
สงครามสบตาธาราด้วยความอาทร ห่วงใย ธาราสับสน กดรีโมทรถเข็นจะเลี่ยงออกไป แต่สงครามคว้ารถเข็นเอาไว้ทัน
“ถ้าอยากออกไปเดินเล่นข้างนอก ผมจะพาไป”
.
อ่านต่อหน้า 4
ภพรัก ตอนที่ 10 (ต่อ)
ธาราไม่ค่อยสบายใจที่สงครามเข็นรถเข็นพาเธอออกมา ราวกับถูกบังคับทางอ้อม แต่เมื่อธาราหันไปเห็นแสงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ก็ตะลึงจนลืมความหงุดหงิด สงครามย่อตัวลงข้างธารา แล้วพูดอย่างจริงใจ
“จิตที่มีความสุขจะดึงดูดแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาหา จิตนั้นอาจเป็นพลังดึงดูดให้ลูกสาวคุณกลับมา”
ธาราเริ่มมีความหวังขึ้นอีกครั้ง ก่อนมองสงครามด้วยความเกรงใจ
“คุณทำงานหนักแล้วยังต้องแบ่งเวลามาดูแลฉันอีก ขอบคุณนะคะ”
“ผมเต็มใจทำเพื่อคุณ ไม่มีคำว่ารบกวนสำหรับเรา ชีวิตคนไม่แน่นอนถ้าวันหนึ่งผมเป็นอะไรไปผมอยากให้คุณเข้มแข็งและมีความสุขเหมือนคืนนี้”
ธาราใจหายวาบ รีบเอามือป้องปากสงครามอย่างลืมตัว ทั้งคู่ต่างชะงัก มองหน้ากัน สงครามกุมมือเธอที่ป้องปากเขาไว้อย่างนิ่มนวล ธารารู้สึกตัว รีบถอนมือออกจากการเกาะกุม เมินหน้าหนีไปชมดาวบนท้องฟ้า เพื่อเลี่ยงสายตาสงคราม
สงครามยิ้มในหน้า ดีใจที่อย่างน้อยธาราก็ยังเป็นห่วงเขา
เหยี่ยวก้มลงกราบหลวงตาเคี้ยงด้วยความศรัทธา
“ หลวงตามีวิธีตามหาวิญญาณที่เราอยากเจอมั้ยครับ จู่ๆ เธอก็หายไป ผมมั่นใจว่าเธอกำลังตามหาร่างของตัวเองอยู่”
หลวงตาเคี้ยงส่ายหน้า “ยึดไว้ถือไว้ก็เป็นทุกข์ แค่ปล่อยวางก็พ้นทุกข์”
“ถ้าผมตายโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่าร่างของตัวเองอยู่ที่ไหน ผมคงต้องหาคำตอบให้ได้ ก่อนจะไปภพภูมิอื่นเหมือนกัน”
“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ กรรมคือการกระทำที่เป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดคนที่มีกรรมร่วมกับเรามาเจอกัน เราหลีกเลี่ยงการพบเจอ หรือเรียกร้องอยากจะเจอคนๆ นั้นไม่ได้ ถ้ายังไม่ถึงเวลา”
เหยี่ยวพนมมือฟังคำสอนของหลวงตาเคี้ยง แล้วครุ่นคิดตาม
เหยี่ยวเดินมาตามทางเดินในวัด ครุ่นคิดถึงคำพูดของหลวงตาเคี้ยง
“ที่โยมรู้สึกคุ้นเคยกับผู้หญิงคนนั้น อาจเป็นเพราะมีวาสนาต่อกัน ผูกพันเป็นสายใยเชื่อมโยงระหว่างจิตต่อจิต เมื่อข้ามภพชาติมาเจอกันใหม่ จึงรู้สึกคุ้นเคยกันอย่างน่าอัศจรรย์”
เหยี่ยวพึมพำกับตัวเอง “วาสนา ?”
ขณะที่น้ำรินก็นึกถึงคำพูดของผียายปริก
“หล่อนบังกระสุนให้หมวดเหยี่ยวไม่ได้ เพราะตอนนั้นจิตหล่อนเต็มไปด้วยความหวงแหนเป็นเจ้าของ เป็นรักที่ไม่บริสุทธิ์ใจ แต่ที่หล่อนบังกระสุนให้หมวดแนนได้ เพราะหล่อนอยากเสียสละทำให้คนอื่นมีความสุข อานุภาพของรักบริสุทธิ์จึงทำให้หล่อนมีพลัง”
“รักบริสุทธิ์ ?”
เหยี่ยวเริ่มรู้สึกหมดหวังที่จะตามหาน้ำริน
“น้ำ เราจะมีวาสนาได้เจอกัน เมื่อถึงเวลาที่ถูกลิขิตไว้เท่านั้นเหรอ ?”
น้ำรินพยายามทบทวนสิ่งที่ผียายปริกพูด ด้วยความรู้สึกสับสน
“ฉันควบคุมจิตได้ เพราะฉันรักเหยี่ยวอย่างบริสุทธิ์ใจงั้นเหรอ ?”
เหยี่ยวกับน้ำรินถอนออกมาพร้อมกัน พอหันขวับมาเจอกัน ต่างคนต่างก็ตกใจ
น้ำรินนึกได้ก่อนว่ากำลังหลบหน้าเหยี่ยวอยู่ รีบวิ่งหนีทันที เหยี่ยววิ่งตัดหน้ามาขวางไว้ ท่าทางจริงจัง เอาเรื่อง น้ำรินจะเลี่ยงไปทางอื่น แต่เหยี่ยวกลับตีแขนตัวเองเพี้ยะ ๆ หลายที
“ทำบ้าอะไรของคุณ”
“เพื่อความมั่นใจว่าไม่ได้ฝัน ผมจะได้รั้งคุณไม่ให้หนีไปไหนอีก”
น้ำรินอึ้ง พูดไม่ออก สัมผัสได้ถึงความผูกพันและห่วงใยที่เหยี่ยวมีต่อเธอ แต่ยังทำใจแข็ง
“คุณมีหน้าที่ที่ต้องทำ ฉันก็ต้องตามหาร่างของฉัน”
“ผมจะช่วยคุณ”
“เอาเวลาว่างไปดูแลหมวดแนนแฟนคุณเถอะ”
“คุณขอร้องให้ผมช่วยแต่แรก ผมก็ต้องช่วยจนกว่าจะเจอร่างของคุณเพื่อให้คุณกลับเข้าร่างไปหาพี่ธรคนรัก”
ทั้งสองอึ้งมองกัน เจ็บปวดหัวใจเพราะคิดว่าอีกฝ่ายมีคนรักแล้ว เหยี่ยวไม่รู้จะหาใช้วิธีไหนรั้งน้ำรินไว้ จึงแสร้งออกอุบายด้วยการยกยายนวลมาอ้าง ว่ากำลังซึมเศร้าเพราะคิดถึงน้ำริน ยังไม่ทันพูดจบ น้ำรินก็เดินผละออกไปเลย เหยี่ยวงง เรียกตามแทบไม่ทัน
“ปล่อยให้คนแก่ซึมเศร้าอยู่บ้านคนเดียวได้ไง ใจร้ายที่สุด”
น้ำรินเดินลิ่ว รีบกลับไปหายายนวลอย่างร้อนใจ เป็นห่วง เหยี่ยวยิ้มดีใจที่หลอกน้ำรินสำเร็จ แล้วรีบตามไป
สงครามยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ขณะฟังดารณีรายงาน
“สิบกว่าปีก่อน หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่านุติพ่อของภพธรฆ่าตัวตายเพราะปัญหาส่วนตัว แต่ดิฉันสืบทราบว่าบริษัทรินธาราเข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทของนุติ ก่อนที่นุติจะกระโดดตึกฆ่าตัวตายเพียงวันเดียว”
สงครามหันกลับมา สีหน้าเคร่งเครียดใช้ความคิด
“ธาราเป็นคนเด็ดขาดในการทำธุรกิจ ผมจะไม่แปลกใจเลย ถ้าเธอคำนึงถึงผลประโยชน์มากกว่าความเป็นเพื่อน”
ดารณีรายงานต่อ
“หลังนุติเสียชีวิต คุณธารารับอุปการะภพธรจนเรียนจบ ให้ภพธรช่วยบริหารงานบริษัท และยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย”
“ถ้าคุณรู้ว่าพ่อฆ่าตัวตายเพราะถูกเพื่อนโกง คุณจะยังทำงานกับคนๆ นั้นด้วยความภักดี และอยากแต่งงานกับลูกสาวของเค้าไปตลอดชีวิตมั้ย ?”
สีหน้าดารณีบ่งบอกว่าคงทำไม่ได้ สงครามเคร่งขรึม วิเคราะห์ด้วยสัญชาตญาณ แต่ยังทำอะไรไม่ได้
น้ำรินก้าวเข้ามาในบ้านโดยมีเหยี่ยวตามมาติด ๆ แต่ในบ้านเงียบเชียบ เหมือนไม่มีคนอยู่ ครู่หนึ่งยายนวลก็ยกถาดใส่กับข้าวเดินออกมาจากครัวอย่างร่าเริง อารมณ์ดี
“กลับมาทันดินเนอร์พอดีเลยนะเจ้าเหยี่ยว หนูน้ำก็มาด้วยเหรอ หายไปไหนตั้งหลายวัน”
น้ำรินชำเลืองมองเหยี่ยว อึกอัก ไม่รู้จะตอบยังไง
“มาทานข้าวกันดีกว่า ยายหิ๊ว หิว เจ้าเหยี่ยวรีบตักข้าวสิ มัวรออะไร ?”
เหยี่ยวรีบเปิดหม้อหุงข้าวบนโต๊ะ ยายนวลหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอารมณ์ดี น้ำรินค้อนเหยี่ยวขวับ จับได้ว่าเขาโกหกเรื่องที่บอกว่ายายนวลซึมเศร้า
“มีแต่กับข้าวของโปรดเจ้าเหยี่ยว ไม่รู้หนูน้ำทานได้รึเปล่า พอหนูน้ำไม่อยู่ เจ้าเหยี่ยวก็ใส่บาตร กินกุ้งกับปลาเนี่ยทุกมื้อทุกวัน กินจนครีบจะขึ้นตัว หัวจะมีอุจาระอยู่แล้ว”
น้ำรินอมยิ้มดีใจ รู้ว่าเหยี่ยวกินกับข้าวที่เธอชอบเพราะคิดถึงเธอจริง ๆ
“คิดยังไงถึงพาหนูน้ำกลับมาที่บ้านอีก” ยายนวลคาดคั้นถามเหยี่ยวเมื่ออยู่กันตามลำพัง
“ก็น้ำเคยพักอยู่กับเรา”
“ชีวิตเอ็งจะวุ่นวาย ถ้าหนูน้ำยังอยู่ที่นี่ ยายมั่นใจว่าหนูน้ำคือสาเหตุที่ทำให้เอ็งไม่ยอมขอหนู
แนนแต่งงาน”
เหยี่ยวนิ่งไป เพราะมันเป็นอย่างที่ยายนวลพูดจริง ๆ
“ผมกับแนนเป็นแค่เพื่อนกัน ตอนนี้ผมอยากทำงานมากกว่าคิดเรื่องแต่งงาน น้ำจะกลับไปหาคนรักและครอบครัวหลังจากปิดคดี เรื่องวุ่นวายก็จะไม่มีอีกแล้ว”
น้ำเสียงเหยี่ยวเศร้าลง ไม่อยากให้ถึงวันที่จากน้ำริน ยายนวลกลุ้มใจ รู้ว่าเหยี่ยวรักน้ำรินมากและยากจะตัดใจ
น้ำรินกำลังมองหาอะไรบางอย่างในห้องนอนเหยี่ยวแต่หาไม่เจอ
“หาไอ้นี่อยู่ใช่ปะ ?”
น้ำรินหันหลังกลับไป เหยี่ยวเอาตุ๊กตาหมีสีฟ้าที่ถือซ่อนไว้ด้านหลังออกมายื่นให้ น้ำรินมองตุ๊กตาหมีสีฟ้าด้วยความดีใจ ก่อนจะทำสมาธิ แล้วยื่นมือไปจับ
ทันทีที่น้ำรินจับตุ๊กตาหมีได้ เหยี่ยวก็ใช้มืออีกข้างมากุมมือเธอไว้
“ผมจับมือคุณได้”
จู่ๆ ตุ๊กตาก็หลุดจากมือน้ำรินลงกับพื้น ร่างน้ำรินกลายเป็นอากาศธาตุ
“จิตของฉัน ทำให้คุณสัมผัสฉันได้ แต่มันยังไม่มั่นคง”
“ถ้างั้น คุณคงอธิบายเรื่องนี้ได้”
เหยี่ยวเปิดลิ้นชัก หยิบกระสุนปืนในลิ้นชักมา น้ำรินลังเล ก่อนหันไปหาเหยี่ยวอย่างยอมรับความจริง
“ฉันช่วยหมวดแนนเอง”
เหยี่ยวตื่นเต้น “แสดงว่าคุณมีพลังมากพอที่จะขวางกระสุนให้แนนได้”
น้ำรินสบตาเหยี่ยว ไม่กล้าบอกว่าเพราะพลังแห่งรักบริสุทธิ์ที่เธอมีต่อเขา
“ฉันเป็นดวงจิต ไม่ใช่เทวดาจะได้มีอิทธิฤทธิ์”
“ผมจะพยายามเชื่อว่าคุณฟลุคช่วยแนนได้ แต่อย่าบอกนะว่าคุณบังเอิญเข้าไปในสปาของบุษบัน”
เหยี่ยวจ้องด้วยสายตาคาดคั้น น้ำรินอึกอัก แล้วจำใจตอบ
“ฉันแอบตามคุณกับหมวดแนนไปที่สปา เพราะฉันจำได้ว่าเคยรู้จักบุษบัน ความทรงจำในอดีตบอกว่าฉันเคยให้บุษบันยืมเงิน ฉันอาจจะเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติดนั่น”
เหยี่ยวหน้าเครียด “เป็นไปไม่ได้”
“แต่ทุกความทรงจำของฉันเกี่ยวข้องกับคนที่ทำผิดกฎหมายทั้งนั้น”
“ผมไม่เชื่อว่าคุณเป็นคนเลว เราจะพิสูจน์เรื่องนี้ด้วยการหาร่างของคุณให้เจอ”
น้ำรินหวั่นใจ กลัวความจริงจะทำให้เธอรับตัวเองไม่ได้
.
อ่านต่อตอนที่ 11
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,132
Re: อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
«
Reply #10 on:
19 June 2026, 22:11:27 »
ภพรัก ตอนที่ 11
https://mgronline.com/drama/detail/9570000140654
.
ภพรัก ตอนที่ 11
เผยแพร่: 7 ธ.ค. 2557 08:35 โดย: MGR Online
.
ภพรัก ตอนที่ 11
ธาราถือปากกา อ่านเอกสารในแฟ้มที่ภพธรเอามาให้เซ็นอย่างละเอียด ภพธรกับนับดาวสบตาร้าย อย่างรู้กัน
ธาราวางปากกา ปิดแฟ้มแล้วเลื่อนคืนให้ภพธร ไม่ยอมเซ็น
“อาคงเซ็นให้ไม่ได้ วัสดุที่ผู้รับเหมาเลือกใช้ยังไม่ได้มาตรฐาน ฝ่ายอาคารยังไม่มีการคุยเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมกับชาวบ้านเลย ระงับการก่อสร้างไว้ก่อน”
ภพธรตกใจ “ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้คุณอาไม่เคยมีปัญหา”
“ตอนนี้อาอยากให้บริษัทยึดหลักการทำงานที่มี “คุณธรรม” และ “คุณภาพ” มากกว่าผลกำไร”
ภพธรกับนับดาวพายามพูดเกลี้ยกล่อม
“ไม่พอใจก็เปลี่ยนผู้รับเหมา รีบแก้ไขตามที่อาสั่ง”
ธารายกน้ำชาขึ้นจิบ เป็นการตัดบท ภพธรเม้มริมฝีปากแน่น พยายามระงับอารมณ์ไม่พอใจไว้อย่างสุดกลั้น
ภพธรระเบิดความอัดอั้นออกมาทันทีที่ก้าวพ้นคฤหาสน์
“จู่ ๆ เกิดนึกถึงคุณธรรมและศีลธรรมบ้าบออะไรขึ้นมา”
นับดาวครุ่นคิด “หรือมันจะรู้ว่าเราแอบฮั้วกับผู้รับเหมา”
“ไม่มีทาง คนใกล้ตายมันก็แค่อยากลบล้างความเลวที่ตัวเองเคยก่อไว้ พิการขนาดนี้ยังจะมีพิษสงได้อีก”
“ถ้าไม่มีผบ.สงคราม ความตายของนังธาราก็อยู่แค่เอื้อม”
นับดาวยิ้มเหี้ยมอย่างมีแผนร้าย
สงครามกับเหยี่ยวเดินคุยกันออกมาจากสำนักงานสืบสวน
“เร่งขยายผลเรื่องเครือข่ายของบุษบันให้เร็วที่สุด น่าจะมีคนเกี่ยวข้องมากกว่านี้”
เหยี่ยวทำความเคารพ แล้วจะเดินไปอีกทาง แต่สงครามเอ่ยทัก
“ติดรถไปด้วยกันสิ เดี๋ยวผมแวะไปส่งที่บ้าน”
เหยี่ยวมองสงคราม อย่างสองจิตสองใจ
พยาบาลกำลังช่วยทำกายภาพบำบัดยกขาขึ้นลงให้ ธาราสาวใช้เข้ามาถามธาราอย่างนอบน้อม ว่าให้เตรียมมื้อเที่ยงให้สงครามหรือเปล่า
“เค้ามาทานมื้อเที่ยงกับฉันทุกวัน ยังต้องถามอีกเหรอ ?”
สาวใช้ก้มศีรษะรับคำแล้วจะเลี่ยงไป ธารารีบบอกทันที
“บอกแม่ครัวให้ทำแกงส้มผักรวมเพิ่มอีกอย่าง ผู้การสงครามไม่ชอบทานแกงกะทิ”
สาวใช้พยักหน้ารับคำ รีบเข้าครัวไป ธาราชำเลืองมองนาฬิกาสีหน้าเรียบ รอสงครามมาทานข้าวด้วยกัน
สงครามชำเลืองมองเหยี่ยวที่นั่งตัวเกร็งอยู่ที่นั่งข้างคนขับ สีหน้าซีดเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะความสะเทือนใจจากอุบัติเหตุของพ่อแม่
“ยายสบายดีมั้ย ? ตั้งแต่งานศพวิหค ฉันไม่มีโอกาสไปเยี่ยมยายนวลเลย”
“ผมจะบอกยายให้ครับ”
เหยี่ยวตอบอย่างอึดอัด ไม่ค่อยอยากพูดถึงพ่อ จึงเมินหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างข้างประตู
พลางเหลือบเห็นรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งขับตามรถมาติด ๆ ท่าทางมีพิรุธ
มอเตอร์ไซค์คันเดิมเร่งความเร็ว แซงขึ้นมานำหน้ารถของสงคราม ก่อนที่คนซ้อนจะชักปืนออกมายิงเข้าใส่รถของสงครามไม่ยั้ง
สงครามหักพวงมาลัยซ้ายขวาหลบกระสุน เหยี่ยวกระชากปืนออกมา โผล่ตัวออกนอกรถแล้วยิงสวนใส่มือปืนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ทั้งสอง
มือปืนปาดมอเตอร์ไซค์ซ้ายขวาหลบกระสุนแล้วยิงตอบโต้อย่างดุเดือด ก่อนจะรีบบิดมอเตอร์ไซค์หนีออกไป
เหยี่ยวกลับมานั่งลงพร้อมเปลี่ยนแม็กใส่กระสุนปืนใหม่
“มันกล้าท้าทาย ก็จัดให้”
สงครามพูดพร้อมกับเหยียบคันเร่ง ไล่ตามมอเตอร์ไซค์มือปืนไปทันที
มอเตอร์ไซค์มือปืนร้ายบิดหนีมาตามทางบนสะพาน รถสงครามวิ่งตามมาอย่างไม่ลดละ พอมอเตอร์ไซค์บิดข้ามไปแล้ว ปรากฏมีรถกระบะคันหนึ่งแล่นออกมาขวางสะพานด้านหนึ่งไว้มิด
สงครามที่ตามมา รีบเหยียบเบรคกะทันหัน พลางจะถอยรถกลับ ทันใดนั้น รถกระบะอีกคันก็พุ่งเข้ามาขวางปิดสะพานอีกด้านไว้ ทำให้สงครามกับเหยี่ยวหนีไปไหนไม่ได้
มือปืนหลายคนลงมาจากรถกระบะทั้งสองคัน เหยี่ยวกับสงครามโผตัวลงจากรถ แล้วก็หน้าเสียเมื่อพบว่าตนตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของมือปืน
เหล่ามือปืนจากหัวสะพานและท้ายสะพานยิงกระหน่ำเข้าใส่ เหยี่ยวกับสงครามกลิ้งตัวเข้าหลบบริเวณข้างรถสงคราม พร้อมกับยิงตอบโต้เหล่ามือปืนที่พุ่งเข้ามาจากหัวสะพานและท้ายสะพาน
เหยี่ยวยกวิทยุสื่อสารขึ้นมาพูดน้ำเสียงร้อนรน
“ขอกำลังเสริมที่ กม.4 ด่วน ย้ำ ขอกำลังเสริมด่วน”
จากนั้นก็กลิ้งตัวออกไปด้านหนึ่ง สงครามกลิ้งออกไปอีกด้าน ก่อนทั้งสองจะลุกขึ้นยิงเข้าใส่มือปืนอีกหลายคนที่ยืนซุ่มยิงอยู่ล้มลงระนาว
เหยี่ยววิ่งอ้อมไปหาสงคราม แล้วกระชากแขนให้วิ่งไปด้วยกัน ขณะเหล่ามือปืนสาดกระสุนไล่หลังทั้งคู่
เหยี่ยวและสงครามวิ่งหนีห่ากระสุนมาอย่างไม่คิดชีวิต เหยี่ยวหันไปเห็นมอเตอร์ไซค์มือปืน กำลังเล็งปืนมายังสงครามกับเขา
“โดดครับผู้การ”
พลางล็อกตัวสงครามกระโดดออกนอกราวสะพานพร้อมกันตกลงในแม่น้ำตูมใหญ่
“ตามไป” เสียงมือปืนสั่งการ
เหยี่ยวกับสงครามว่ายน้ำมาขึ้นฝั่ง เหยี่ยวพยุงสงครามขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
“พวกมือปืนต้องตามเรามาแน่ รีบหาที่หลบก่อนเถอะครับ”
เหยี่ยวหันมาบอก สงครามพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นทั้งคู่ก็แอบเข้ามาหลบในโรงเลื่อยระแวดระวัง
เหยี่ยวยกวิทยุสื่อสารขึ้นมาพูดแต่วิทยุตกน้ำไม่ทำงานแล้ว พลันประตูโรงเลื่อยก็ถูกเปิดอย่างแรงทั้งคู่รีบชะงักหันไปมองตามเสียง
เหล่ามือปืนเดินกรูเข้ามาพร้อมปืนในมือ เหยี่ยวกับสงครามตกใจ รู้ว่าอันตรายกำลังจะมาถึงตัว
“ผู้การหลบตรงนี้ก่อน ผมจะล่อพวกมันไปอีกทาง”
เหยี่ยวหันมาบอก แต่สงครามกลับแย้งว่า “เราต้องไปด้วยกัน”
“รวมกันเราอยู่ใช้ไม่ได้ผลกับพวกสุนัขลอบกัด เราต้องแยกกันเล่นงานพวกมัน”
พูดพลางกระชับปืนมั่นในมือแล้ววิ่งออกไปอย่างไม่รอช้า สงครามมองตามอย่างเป็นห่วง
เหยี่ยววิ่งผ่านหน้าเหล่ามือปืนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดหันไปกราดยิงตาม แต่กระสุนพลาดไปอย่างเฉียดฉิว จากนั้นก็ยิงกระหน่ำสวนเข้าใส่ จนมือปืนตายไปหลายคน
เหยี่ยวฉวยจังหวะตวัดขาเตะปืนในมือมือปืนกระเด็น พลางยกปากกระบอกปืนจ่อไป
“เจ้านายแกเป็นใคร”
มือปืนยิ้มเหี้ยมไม่ตอบ ดีดตัวลุกขึ้น เตะปืนในมือเหยี่ยวกระเด็นออกไป แต่ก็ถูกเหยี่ยวยกเท้าขึ้นเตะสวนกลับ จนเซเสียหลักไปเช่นกัน
ทางด้านสงครามก็ถือปืนจะตามไปช่วยเหยี่ยว แต่เหล่ามือปืนเข้ามาเห็นพอดี จึงกราดยิงเข้าใส่
สงครามกระโจนหลบกระสุน กลิ้งไปตามพื้นก่อนจะยิงตอบโต้สู้กับเหล่ามือปืนล้มทั้งยืน
.
อ่านต่อหน้า 2
ภพรัก ตอนที่ 11 (ต่อ)
มือปืนคนหนึ่ง วาดปืนในมือเหยียดตรงไปยังเหยี่ยวที่ยืนหันหลังให้ สงครามเข้ามาอีกทางรีบยกปืนยิงไปทางมือปืน
“หมวด ระวัง”
เหยี่ยวหันมาเห็นมือปืนอีกคนวาดปืนตรงมาทางด้านหลังสงครามเช่นกัน
“ผู้การ หลบ”
เหยี่ยวกับสงครามต่างเอี้ยวตัวหลบวูบ เหยี่ยวยิงเข้าใส่มือปืนที่อยู่ข้างหลังสงคราม ขณะที่สงครามก็ยิงเข้าใส่มือปืนที่อยู่ข้างหลังเหยี่ยว มือปืนที่อยู่ด้านหลังเหยี่ยวกับสงครามโดนยิงจนล้มลงทั้งคู่ แต่ทว่ามือปืนที่อยู่ด้านหลังสงคราม ยกปืนขึ้นมายิงใส่อีกนัด
เหยี่ยวร้องอย่างตกใจ สงครามสะดุ้งเฮือก
รถตำรวจแล่นเข้ามาในบ้าน ธารากับพยาบาลมองออกไปด้วยความแปลกใจ แนนกับตำรวจอีกสองนายเดินเข้ามา ท่าทางเคร่งเครียด
“มีเรื่องอะไรเหรอหมวดแนน ?“ ธาราถามอย่างร้อนใจ
“ผู้การสงครามถูกมือปืนดักทำร้ายระหว่างเดินทางมาบ้านคุณธาราค่ะ”
แนนยังพูดไม่ทันจบดี ธาราก็น้ำตาคลอเบ้า ใจเต้นระรัวอย่างไม่คิดฝันว่าจะมีวันนี้ เกิดความรู้สึกกลัวการสูญเสียที่ไม่มีวันย้อนกลับมาได้
เหยี่ยวกับนกน้อยยืนมองพยาบาลพันแผลถูกยิงที่แขนซ้ายให้สงครามจนเสร็จ
“โชคดีที่ผู้การโดนยิงแค่เฉี่ยวๆ”
เหยี่ยวพูดอย่างโล่งใจ
“เกือบเป็นผีเฝ้าโรงเลื่อยแล้วเหมือนกัน”
สงคราม คิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ตอนที่เหยี่ยวหมุนตัวกระหน่ำยิงมือปืน จนล้มคว่ำแน่นิ่ง จากนั้นนกน้อยก็นำกำลังตำรวจกรูเข้ามา
เหยี่ยว สงคราม นกน้อย กำลังจะเดินกลับออกจากโรงพยาบาล เหยี่ยวนึกขึ้นได้ รีบหันมาถามนกน้อย
“มือปืนรอดกี่คน”
“บาดเจ็บสาหัสคนเดียว ที่เหลือไปรายงานตัวในนรกแล้ว”
สงครามรีบสั่งการต่อ “จัดตำรวจเฝ้ามือปืนคนนี้ตลอด 24 ชั่วโมง มันฟื้นเมื่อไหร่ผมจะสอบปากคำมันเอง”
“พอจะรู้มั้ยครับว่าใครอยากฆ่าผู้การ ?”
เหยี่ยวถามอย่างข้องใจ สงครามหน้าเครียด เพราะอยากรู้เช่นกัน
ภพธรเหวี่ยงแก้วไวน์ในมือทิ้งจนแตกกระจาย โมโหที่นับดาวทำงานพลาด
“ฉันอยากอยู่คนเดียว”
ภพธรเสียงเย็น พลางหันหลังให้ ไม่อยากแม้แต่จะมองหน้า นับดาวอึ้งกับท่าทางเกรี้ยวกราดของภพธร ทั้งเสียใจและไม่พอใจ แต่ก็ยอมออกไปโดยดี
ภพธรแค้นใจที่ฆ่าสงครามไม่สำเร็จ
น้ำรินจ้องตุ๊กตาหมีสีฟ้าที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ราวกับกำลังทำสมาธิ แต่ตุ๊กตาหมีก็ยังไม่ขยับเขยื้อน เสียงหัวเราะของเหยี่ยวดังขึ้น น้ำรินหันขวับไปเห็นขายืนขำเธออยู่มุมหนึ่ง พอเห็นท่าทางน้ำรินเบื่อ ๆ ไม่รู้จะทำอะไร เหยี่ยวก็รีบบอก
“มีวิธีแก้เบื่อให้คุณ สนใจมั้ย ?”
น้ำรินมองเหยี่ยว ดวงตาเป็นประกาย
เหยี่ยวเอากล่องจิ๊กซอว์ออกมาจากใต้เตียง แล้วเปิดกล่องออกมาให้น้ำรินดู เป็นรูปวิวทิวทัศน์เมื่อครั้งที่ทั้งคู่เคยเจอกันในวัยเด็ก น้ำรินมองภาพจิ๊กซอว์ รู้สึกคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาด
“ผมเอารูปนี้ไปทำจิ๊กซอว์ เพราะมันเป็นสถานที่ที่ครอบครัวเราไปเที่ยวกันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเกิดอุบัติเหตุ”
น้ำรินสังเกตได้ว่าน้ำเสียงเหยี่ยวเหมือนจะฝืนความรู้สึกเจ็บปวดไว้ลึก ๆ
“มันคือจิ๊กซอว์ที่ผมพยายามต่อมาหลายปี แต่ยังไม่สำเร็จ”
“เพราะใจคุณทนรับความเจ็บปวดเรื่องการสูญเสียพ่อแม่ไม่ได้ คุณก็เลยไม่กล้าทำให้ภาพนี้สมบูรณ์
ฉันจะช่วยคุณหาจิ๊กซอว์ส่วนที่ขาดหายไปเองค่ะ”
น้ำรินเริ่มหันมองหาชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่จะต่อเข้าไปทันที
เหยี่ยวหยิบชิ้นส่วนจิ๊กซอว์อันใหม่มาทาบรูปภาพ แต่ไม่เสมอกัน น้ำรินจึงบอกให้ลองขยับหมุน แล้ววางลงไปใหม่ ปรากฏว่าวางได้พอดี ทั้งคู่หันมาหากันด้วยความดีใจ สายตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความผูกพันที่ยากจะอธิบาย
ธารานั่งมองดอกแก้วช่อเล็ก ๆ ในมือ ด้วยความคิดถึงสงคราม
“เป็นห่วงผมเหรอ ?”
ธาราเงยหน้าขึ้น เห็นสงครามดันประตูห้องที่แง้มอยู่ เดินเข้ามา ที่แขนซ้ายยังมีผ่าพันแผลพันอยู่
“เจ็บตัวแล้วทำไมไม่นอนพักที่บ้าน”
“รู้ว่ามีคนเป็นห่วง เจ็บ แต่ก็คุ้ม เพราะมันทำให้คุณยอมเสียน้ำตาเพื่อผม หมวดแนนบอกผมหมดแล้วว่าคุณเป็นห่วงผมมาก”
“ฉันก็แค่ตกใจ”
สงครามยิ้ม “ผมสนใจการกระทำของคุณ มากกว่าคำพูดที่ไม่ตรงกับใจ”
ธาราตัดบทเอาดื้อๆ “คุณมีศัตรูที่ไหน ทำไมมันอยากฆ่าคุณ”
สงครามนิ่งไป ไม่อยากพูดถึง ธาราถามต่อทันที
“คนที่ทำร้ายคุณ คือคนที่คิดจะฆ่าฉันใช่มั้ย ? ฉันเป็นต้นเหตุทำให้คุณตกอยู่ในอันตราย”
“ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ผมก็จะปกป้องคุณให้ปลอดภัย ชีวิตผมไม่มีใครอีกแล้ว นอกจากคุณ”
สงครามพูดอย่างจริงจัง สายตามั่นคงเด็ดเดี่ยว ธาราอึ้ง จนพูดไม่ออก ซาบซึ้งกับความรักที่สงครามมีต่อเธอไม่เคยเปลี่ยนแปลง
นับดาวยื่นแฟ้มเอกสารให้ธาราอย่างอ่าน แล้วรีบรายงานอย่างพยายามเอาใจ แต่ธารากลับติงว่าเป็นหน้าที่ของภพธร
“เธอทำงานเกินหน้าที่ของตัวเองรึเปล่า ?”
นับดาวไม่พอใจ แต่ต้องปั้นหน้านอบน้อม รู้สึกผิด “ดาวแค่อยากช่วยพี่ธร”
ธารามองนับดาว พอจะดูออกว่านับดาวชอบภพธรมานานแล้ว
“น้ำรินกับเธอเป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เธอเป็นเพื่อนรักที่น้ำรินช่วยจ่ายค่าใช้จ่าย ให้เงินหยิบยืมค่าเทอมอยู่บ่อยครั้ง”
“ดาวไม่เคยลืมค่ะ ถ้าไม่มีน้ำ ดาวก็คงเรียนไม่จบ และไม่ได้เข้ามาทำงานในบริษัทของคุณอาธารา”
นับดาวพูดเหมือนสำนึกบุญคุณ แต่ลึก ๆ ไม่พอใจเพราะเหมือนถูกธาราพูดลำเลิก
“อาดีใจที่น้ำรินมีเพื่อนรักอย่างนับดาว เพื่อน คือคนที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และไม่ทรยศหักหลังกัน”
นับดาวนิ่ง สายตาเยือกเย็น พลางนึกถึงอดีต สมัยที่ยังเป็นนักศึกษา และน้ำรินชวนให้มาทำรายงานที่โรงแรมของธารา นับดาวมองอย่างตื่นตาตื่นใจ น้ำรินปราดตาดูก็รู้ความรู้สึกนับดาว
“ลืมไปว่าเธอโตในแฟลตหลังตลาด คงไม่คุ้นเคยกับที่กว้างๆ สวยๆ แบบนี้ ฉันวิ่งเล่นที่นี่มาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะจ้ะ”
น้ำรินพูดแล้วเดินจากออกไป นับดาวมองตาม ด้วยแววตาไม่ค่อยพอใจน้ำริน จากนั้นก็นึกถึงภาพและเหตุการณ์ที่เธอถูกน้ำรินเหยียดหยามมาตลอด นับดาวอิจฉาที่ตกเป็นรองน้ำรินทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องของภพธร ที่นับดาวแอบชอบ
นับดาวมองธาราด้วยแววตาใสซื่อ ยิ้มแย้ม และนอบน้อม
“น้ำรินคือเพื่อนที่ดีที่สุดของดาว เราจะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป จนกว่าความตายจะพรากความเป็นเพื่อนของเราจากกัน”
ยิ่งคิด ธารายิ่งรู้สึกใจหาย เป็นห่วงน้ำริน นับดาวสังเกตสีหน้า ก็แสร้งพูดอย่างห่วงใย
“อย่าเพิ่งท้อนะคะ ดาวเชื่อว่าอีกไม่นานน้ำจะต้องกลับมา”
นับดาวกุมมือธาราอย่างปลอบใจ แต่สีหน้าร้ายลึก มีเลศนัย
น้ำรินกำลังช่วยเหยี่ยวต่อจิ๊กซอว์ จู่ ๆ ก็รู้สึกใจหาย สังหรณ์ใจไม่ดี
“ฉันเป็นห่วงแม่”
เหยี่ยวตื่นเต้น “คุณจำแม่ได้แล้วเหรอ ?”
“แค่รู้สึกว่าแม่อยู่กับคนที่ไม่น่าไว้ใจ”
น้ำรินถอนใจยาว สีหน้าเครียด พลางคิดถึงคำเตือนของผียายปริก
“เหลือเวลาอีกแค่ 9 วันพระ ถ้ายังตามหาร่างไม่เจอ หล่อนก็จะกลับเข้าร่างไม่ได้อีกเลย”
น้ำรินมองเหยี่ยวอย่างไม่สบายใจ เพราะไม่กล้าบอกเขาเรื่องนี้
ธาราทำกายภาพบำบัดกับพยาบาลอย่างตั้งใจ แล้วรู้สึกเหมือนใครคนหนึ่งวูบผ่านประตูไปอย่างรวดเร็ว แต่พอหันหลังไปมองแต่ไม่เห็นใคร จึงหันกลับมาอย่างไม่คิดอะไร พลันก็มีเสียงแก้วตกแตกดังมาจากด้านนอก
ธารากับพยาบาลชะงัก ตกใจ พยาบาลรีบเดินออกไปดู
ธารากดรีโมทเคลื่อนรถเข็นไปตามทาง พลางมองหาที่มาของเสียงแก้วแตกเมื่อครู่ด้วยความสงสัย
จู่ ๆ ก็รู้สึกได้ว่ามีคนเดินตามมา จึงหยุดรถเข็น หันขวับกลับไปมองทางด้านหลังทันที
“ใครน่ะ”
มีดปอกผลไม้ที่อยู่ในมือนับดาว หันปลายแหลมเข้ามาหา ธาราเห็นมีด ก็สะดุ้งตกใจ จังหวะนั้นพยาบาลก็เข้ามารายงาน
“เสียงแก้วแตกในห้องรับแขกค่ะ ฉันเรียกแม่บ้านไปเก็บกวาดแล้ว”
ธาราหันมาบอกกับนับดาว “อานึกว่าเธอกลับไปแล้ว”
“ดาวปอกผลไม้ให้คุณอาก่อนไปทำงานค่ะ”
ธารามองปลายคมมีดในมือนับดาวอย่างไม่สบายใจ นับดาวแกล้งตกใจ รีบหันมีดเก็บมาที่ตัว
“ขอโทษค่ะ ดาวรีบจนหยิบมีดติดมือมาด้วย”
“รอบคอบหน่อย ของมีคมมันอันตราย”
นับดาวแสร้งก้มหน้ารับคำอย่างรู้สึกผิด พลางส่งจานผลไม้ให้พยาบาล แล้วเดินหันหลังออกไป ในมือกำมีดแน่น พลางยิ้มอย่างสะใจ ที่ทำให้ธาราตกใจได้
น้ำรินมองหาชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่จะเอามาต่อชิ้นต่อไป เหยี่ยวหยิบจิ๊กซอว์ชิ้นที่น้ำรินสนใจขึ้นมา พลางรอให้เธอตัดสินใจว่าจะให้วางจิ๊กซอว์ลงตรงส่วนไหน
น้ำรินชี้ให้เหยี่ยววางชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ลงไปตรงมุมหนึ่ง แต่พอเขากำลังจะวาง น้ำรินก็เปลี่ยนใจ ชี้ให้วางอีกมุม
เหยี่ยววางจิ๊กซอว์ชิ้นต่อไปลงในภาพได้พอดี ทั้งคู่ยิ้มดีใจที่เห็นจิ๊กซอว์เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
ยายนวลยืนอยู่ตรงประตูที่แง้มอยู่ แอบฟังเสียงของเหยี่ยวกับน้ำรินด้วยความไม่สบายใจ พลางคิดทำอะไรสักอย่างเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม
.
อ่านต่อหน้า 3
ภพรัก ตอนที่ 11 (ต่อ)
จิ๊กซอว์ถูกต่อจนเกือบเสร็จสมบูรณ์ เหลืออีกชิ้นเดียวเท่านั้น
เหยี่ยวมองภาพจิ๊กซอว์อย่างใช้ความคิด แล้วนึกถึงตอนที่เขาโยนตัวจิ๊กซอว์ในมือลงกล่อง แต่จิ๊กซอว์ตัวนั้นกลับกระเด็นหายไป ทั้งคู่จึงก้มมองหา ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นจิ๊กซอว์ซ่อนอยู่ตรงขาเตียง
น้ำรินยื่นมือไปหยิบจิ๊กซอว์ชิ้นนั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่เหยี่ยวยื่นมือมาหยิบจิ๊กซอว์ชิ้นเดียวกันพอดี ทำให้เหยี่ยวกุมมือน้ำรินขึ้นมาพร้อมกับจิ๊กซอว์
“คุณสัมผัสฉันได้อีกแล้ว ?”
“สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องดีของเราสองคน”
เหยี่ยวประคองมือน้ำรินที่จับจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย วางลงไปบนช่องวางของภาพจิ๊กซอว์ ช้า ๆ
จิ๊กซอว์ถูกต่อเสร็จสมบูรณ์ เป็นภาพวิวทิวทัศน์ที่ทั้งคู่เคยพบกันในวัยเด็ก น้ำรินนิ่งมองภาพจิ๊กซอว์ รู้สึกคุ้น ๆ
“ภาพนี้คือวิวที่คุณบอกว่าไปเที่ยวครั้งสุดท้ายกับครอบครัว”
เหยี่ยวพยักหน้า “ใช่ ผมยังจำไม่มีวันลืม”
“จำเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังได้ด้วย ?”
“ฉันไม่เคยลืมเรื่องของคุณ”
พอนึกขึ้นได้ว่าหลุดปากบอกความในใจออกไป น้ำรินก็รีบแก้ตัว
“ฉันไม่ใช่คนขี้ลืม”
“ ขอบคุณที่ช่วยต่อจิ๊กซอว์ของผมจนเสร็จ คุณทำให้ชีวิตที่ขาดหายไปของผมกลับคืนมา”
“ฉันดีใจที่เห็นคุณมีความสุข”
“ผมมีความสุขที่มีคุณ”
เหยี่ยวยิ้มหวานซึ้ง น้ำรินหลบสายตาเขิน มองมือเหยี่ยวที่ยังกุมมือเธอไว้ด้วยความสงสัย
“จะไม่บอกสาเหตุที่เหยี่ยวสัมผัสตัวฉันได้เหรอ ?”
น้ำรินอดใจไม่ได้ เมื่อเจอหน้าผียายปริกก็รีถามทันที แต่ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบ เสียงเหยี่ยวก็ดังแทรกขึ้นมา
“น้ำ คุณอยู่ไหน ?”
“ความรักเรียกหาอีกแล้ว”
ผียายปริกพูดล้อๆ
แนนคุยโทรศัพท์กับยายนวลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“วันนี้หนูไม่ได้เข้าเวร ยายมีอะไรเหรอคะ ?”
น้ำรินเดินตามเหยี่ยวเข้ามาในร้านเสื้อผ้าสตรี ท่าทางไม่ค่อยเต็มใจ
“ฉันช่วยคุณต่อจิ๊กซอว์จนไม่ได้นอนทั้งคืน ยังจะพาฉันมาช่วยซื้อของให้หมวดแนนแฟนคุณอีกเหรอ”
“ซื้อให้แฟน แต่แนนไม่ใช่แฟนผม”
น้ำรินขมวดคิ้ว “คุณมีคนอื่นนอกจากหมวดแนนเหรอ ?”
“ใช่ ก็คุณไง”
เหยี่ยวพูดหน้าตาเฉย เล่นเอาน้ำรินตั้งตัวไม่ทัน
“วันนี้ผมจะให้ของขวัญที่คุณช่วยต่อจิ๊กซอว์ ด้วยการเป็นแฟนคุณหนึ่งวัน”
“ความจริง ฉันควรเป็นคนเลือกของขวัญเอง”
“ผมรู้ใจคุณ”
น้ำรินเขิน เหยี่ยวเดินเนียนไปเลือกเสื้อผ้าสวยหลายชุดในร้าน แล้วชูให้เธอดู
“วันนี้อยากใส่ชุดไหน ? “
น้ำรินค้อนเหยี่ยวที่มัดมือชก แต่ข้างในลึก ๆ ก็แอบดีใจ
หลวงตาเคี้ยงมองถุงกระดาษใส่เสื้อผ้าที่เหยี่ยวเอามาถวายอย่างสุดเอือม
“ผมต้องรีบถวาย รีบไปธุระครับ”
เหยี่ยวรีบบอก
“ถวายด้วยใจ อยู่ตรงไหนก็ได้บุญ ออกไปนั่งนอกกุฏิก็ได้นะ ลมเย้นเย็น”
“ตรงนี้ก็เย็นแล้วครับ”
เหยี่ยวกับน้ำรินประเคนถุงกระดาษวางลงบนผ้า หลวงตาเคี้ยงสวดให้พร พลางหรี่ตามองเหยี่ยว แล้วเร่งบทสวดให้เร็วขึ้นด้วยความกลัว
น้ำรินเงยหน้าขึ้นมาในชุดใหม่ที่เพิ่งซื้อมาถวาย เหยี่ยวมอง แล้วยิ้มถูกใจ ก่อนจะสะดุ้งโหยง เมื่อโดนน้ำมนต์จากหลวงตาเคี้ยงเต็มๆ
“อิ่มบุญอิ่มใจก็ไปที่ชอบ ๆ กันนะโยม แต่ไม่ต้องชอบที่นี่หรอก สาธุ”
หลวงตาเคี้ยงวางไม้รดน้ำมนต์ แล้วลุกเดินเข้าห้องปิดประตูลงกลอนทันที
นับดาวกระแทกตัวนั่งลงตรงข้ามโต๊ะทำงานภพธรอย่างหงุดหงิด
“นังธาราให้พี่ธรดูแลทุกอย่างในเครือรินธารา แต่อำนาจการตัดสินใจขึ้นอยู่กับมันคนเดียว งานของเราก็สะดุดทำอะไรก็ไม่สะดวก”
“ชีวิตที่ทรมานเพราะร่างกายพิการ ทุกข์ใจเพราะคิดถึงลูก ทำให้มันเจ็บปวดยิ่งกว่าตายทั้งเป็น”
“แต่เป้าหมายการล้างแค้นของเราไม่ใช่แค่นี้”
ภพธรนิ่ง เริ่มหงุดหงิดเพราะความเซ้าซี้ของนับดาว
“หรือพี่ธรกำลังใจอ่อน เพราะอาลัยอาวรณ์นังน้ำริน พี่ธรคงไม่ลืมว่าน้ำรินกับแม่ของมันทำร้ายครอบครัวเรายังไง ดาวจะอาฆาตพวกมันจนกว่าจะแก้แค้นสำเร็จ”
ภพธรก้มหน้าทำงานต่อ เพื่อยุติการสนทนา นับดาวนั่งจ้องด้วยความหึงหวงและน้อยใจ แต่ไม่กล้าโวยวาย
เหยี่ยวพาน้ำรินมาเดินเที่ยวตลาดน้ำ ที่มีกลิ่นอายกาลเก่าตลบอลอวลไปทั่วบริเวณ พ่อค้าแม่ค้าในชุดแต่งกายแบบเก่าๆ ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และเป็นกันเอง
น้ำรินตื่นตากับบรรยากาศตรงหน้า ราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วทั้งคู่ก็เดินเที่ยวดูกันอย่างมีความสุข
จากนั้นทั้งคู่ก็พากันเดินมายังท้องทุ่งนาเขียวขจี ผสานกับรวงข้าวเหลืองอ่อนฝูงควายกินหญ้าและแช่ตัวดับร้อนในบ่อโคลนอย่างสบายอารมณ์ บ่งบอกถึงความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำตามวิถีไทย
น้ำรินหันมองธรรมชาติรอบตัว แล้วยิ้มอย่างสุขใจ
“ฉันเพิ่งรู้สึกว่าธรรมชาติสวยงามกว่าสิ่งที่ฉาบหน้าด้วยวัตถุ แสง สี”
เหยี่ยวพยักหน้ายิ้มๆ “เราหลีกเลี่ยงความจอมปลอมในสังคมไม่ได้ นอกจากอยู่กับมันให้เป็น”
“เมื่อก่อนฉันคงเป็นคนหลงวัตถุ อยู่กับสิ่งฉาบฉวยจนเคยตัว”
“ยายเคยบอกว่า เวลาสำคัญที่สุดคือปัจจุบัน เพราะเราได้เป็นเจ้าของเวลาอย่างแท้จริง คนสำคัญที่สุด คือคนที่อยู่ต่อหน้าเรา เพราะไม่รู้อนาคตจะมีโอกาสได้เจอกันอีกรึเปล่า”
น้ำรินสบตาเหยี่ยวแล้วงรู้สึกใจหาย ไม่อยากให้ถึงวันนั้น
“ขอบคุณที่ให้ของขวัญพิเศษนี้กับฉัน นอกจากแม่ ก็มีคุณที่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นใจ”
“ความสุขของคุณ คือความสุขของผมเหมือนกัน”
เหยี่ยวยิ้มให้น้ำรินอย่างอบอุ่น น้ำรินยิ้มตอบ เขิน ๆ สายตาลึกลับที่แอบมองเหยี่ยวกับน้ำรินอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ กำลังจ้องมองทั้งสองยิ้มให้กันและกัน บรรยากาศอึมครึม ดูน่ากลัว
แนนเปิดประตูฝั่งข้างคนขับ ช่วยประคองยายนวลลงมาจากรถ
“ยายจะซื้อของไปทำบุญวันพระพรุ่งนี้เหรอคะ”
ยายนวลยิ้มเจ้าเล่ห์ “เด็ดกว่างานบุญ คืองานอภิมหามงคล”
แนนงง ๆ ไม่เข้าใจ แต่ก็ช่วยประคองยายนวลเดินเข้าไปร้านสังฆภัณฑ์
เหยี่ยวกับน้ำรินนั่งอยู่ที่ปลายสะพานปลาริมทะเล จู่ๆ ก็มีมือดำทะมึนลึกลับโผล่ขึ้นมาจากน้ำ แล้วกระชากแขนน้ำรินอย่างแรง จนเสียหลักตกลงไปในน้ำ
“น้ำ”
เหยี่ยวรีบกระโดดตามลงน้ำไปอย่างไม่รอช้า
น้ำรินดำดิ่งลึกลงไปในน้ำ สองมือไขว่คว้าหาที่ยึด ด้วยความตกใจ เหยี่ยวรีบแหวกว่ายลงไปช่วย พยายามคว้าตัวน้ำริน แต่ก็คว้าได้เพียงอากาศธาตุ
จู่ ๆ ก็มีเงาดำมืดพุ่งเข้ามากระชากตัวน้ำรินเอาไว้ พร้อมๆ กับเสียงหัวเราะของชลชาติดังกึกก้องในน้ำ เหยี่ยวและน้ำรินตกใจมองหาต้นเสียงกันเลิกลั่ก
ชลชาติยืนอยู่ใต้น้ำ พร้อมกับยื่นมือไปบีบหมับที่คอ น้ำรินดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด
ธาราสะดุ้ง ลืมตาขึ้นมาจากการนั่งทำสมาธิ รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี จนพยาบาลต้องหยิบหนังสือสวดมนต์มาให้ท่อง
เหยี่ยวว่ายน้ำเข้าไปช่วยน้ำริน แต่กลับถูกชลชาติยื่นมืออีกข้างมาบีบคอไว้ พร้อมทั้งจ้องน้ำรินด้วยสายตาเกรี้ยวกราด ดุร้าย
“ภูตผีมีจะมีอิทธิฤทธิ์ในวันพระวันโกน ดวงจิตอ่อนแออย่างมึงไม่มีทางสู้กูได้”
ชลชาติบีบคอทั้งคู่แน่นขึ้น เหยี่ยวกับน้ำรินดิ้นรนด้วยความทรมาน ร่างน้ำรินเหมือนไฟติด ๆ ดับ ๆ เริ่มอ่อนแรงลง แต่ทั้งสองยังคงพยายามเอื้อมมือ ไขว่คว้าหากัน
ชลชาติหัวเราะเยาะรอคอยเวลาตายของทั้งคู่ ดวงจิตน้ำรินใกล้จะสูญสลายเข้าไปทุกที
พลันเสียงสวดมนต์ของธารา ก็ดังแว่วเข้ามาในจิตของของน้ำริน เหยี่ยว และชลชาติ
“...สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ”
ร่างน้ำรินจางลง จางลง กำลังจะแตกดับ เหยี่ยวตกใจมาก พลางฮึดเฮือกสุดท้าย คว้ามือเธอไว้ได้ แล้วกระชากตัวน้ำรินเข้ามากอดไว้แนบแน่น เพื่อปกป้องผู้หญิงที่เขารัก
พลันบังเกิดพลังรักอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ เป็นแสงสีทองพุ่งเข้าใส่ชลชาติ จนกระเด็นหายวับไป
.
อ่านต่อหน้า 4
ภพรัก ตอนที่ 11 (ต่อ)
เหยี่ยววางร่างไม่ได้สติของน้ำรินลงอย่างทะนุถนอม ด้วยความเป็นห่วง แต่เธอยังคงนอนแน่นนิ่ง ไม่รู้สึกตัว
เหยี่ยวนึกถึงรอยยิ้มของน้ำริน ก็ยิ่งใจเสีย กลัวเธอเป็นอันตราย
“น้ำ คุณจะตายไม่ได้นะ”
พลางโผเข้าไปหา แล้วกอดเธอไว้แนบอก
“ฟื้นขึ้นมาสิน้ำกลับมาเติมเต็มชีวิตที่ขาดหายไปของผม กลับมามีความสุขด้วยกัน คุณจะตายไม่ได้นะน้ำ ผมขอสั่งไม่ให้คุณตาย”
น้ำรินค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ “ดวงจิตฉันยังไม่แตกสลายใช่มั้ย”
เหยี่ยวโผเข้ากอดน้ำรินด้วยความดีใจ
“คุณยังมีชีวิต คุณยังอยู่กับผม ผมจะกอดคุณไว้อย่างนี้ จนกว่าคุณจะดีขึ้น”
น้ำรินหลับตาพริ้ม รับรู้ถึงความอบอุ่นของเหยี่ยว ที่ตั้งใจส่งผ่านความเข้มแข็งของเขาไปสู่ตัวเธอให้มากที่สุด
น้ำรินนั่งพิงหมอน ยิ้มมองตุ๊กตาหมีสีฟ้าอยู่บนเตียง เหยี่ยวเอามือจับที่คอตัวเอง
“ผีที่ตามจองเวรคุณมันทำร้ายผมได้ เพราะสร้อยพระผมหายไป หายไปไหนได้ยังไง? ดีขึ้นแล้วใช่มั้ย ?”
เหยี่ยวนั่งลงข้างเตียง ยื่นมือไปกุมมือน้ำรินด้วยความเป็นห่วง แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศธาตุเหมือนเดิม
“วันนี้เราสัมผัสกันได้หลายครั้ง แต่ทำไมเป็นแบบนี้อีกแล้ว”
“มันแปลกตั้งแต่เราเจอกันครั้งแรกแล้วมั้ง ตอนอยู่ในน้ำ ฉันได้ยินเสียงสวดมนต์ของแม่”
“ผมก็ได้ยินเหมือนกัน เสียงคุ้นหูมาก”
เหยี่ยวนั่งนิ่ง พลางครุ่นคิดอย่างสงสัย
ภายในห้องประชุม ภพธรนั่งอยู่บริเวณหัวโต๊ะเป็นตัวแทนของธารา มีนับดาวอยู่ข้าง ๆ ทั้งหมดกำลังประชุมเรื่องเกี่ยวกับโครงการใหม่
“คุณอาธารามอบหมายให้ผมดูแลโปรเจ็กต์ร่วมทุนจากต่างประเทศ และจัดงานเลี้ยงต้อนรับมิสเตอร์หลิว ตัวแทนบริษัทร่วมทุนของเรา”
กรรมการหลายคนพยักหน้ารับรู้และเห็นด้วย
“มิสเตอร์หลิวจะเดินทางมาเมื่อไหร่ ?”
ขณะเดียวกันดารณี ก็กำลังประชุมลูกน้องทุกคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“อีกสองวัน พ่อค้ายาเสพติดต่างชาติจะเดินทางเข้ามาในเมืองไทย คนๆ นี้พัวพันกับคดีค้ายาเสพติดข้ามชาติ ที่ตำรวจหลายประเทศกำลังจับตามอง”
สงครามรีบพูดเสริม สีหน้าเคร่งเครียด “มีความเป็นไปได้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับคดีค้ายาเสพติดในสปาของบุษบัน”
ผู้ติดตาม 2 คนเข็นกระเป๋าสัมภาระ เดินนำมิสเตอร์หลิวออกมาจากช่องผู้โดยสารขาเข้า เหยี่ยวกับนกน้อยก้าวออกมาจากมุมหนึ่งหยุดมอง และเดินตามไปห่าง ๆ ตามที่ได้รับคำสั่งจากสงคราม
เหยี่ยวกับนกน้อยตามมาที่หน้าสนามบิน เห็นรถลิมูซีนกำลังขับออกไป ทั้งสองรีบตามออกไปทันที
รถลิมูซีนเลี้ยวเข้าไปจอดหน้าโรงแรมเครือรินธารา พนักงานโรงแรมเข้ามาเปิดประตูให้มิสเตอร์หลิวอย่างนอบน้อม
นกน้อยจอดรถอยู่มุมหนึ่งหน้าโรงแรม เหยี่ยวมองตามหลังมิสเตอร์หลิวเข้าไป พร้อมกับกดมือถือรายงานสงครามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เป้าหมายของเราเข้าพักที่โรงแรมของคุณธารา ผมให้คนของเราคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง”
“มีความคืบหน้าอะไร ให้รีบรายงานผมทันที”
เหยี่ยวจูงจักรยานออกมา กำลังจะกลับบ้าน เจอแนนที่เดินสวนมาพอดี
“วันก่อนเราพายายไปซื้อของ ไม่เห็นเหยี่ยวเลย”
“มีธุระนิดหน่อย”
“ปกติเหยี่ยวไม่เคยมีความลับกับเรา”
แนนพูดอย่างน้อยใจ เหยี่ยวรีบอธิบาย
“เรายังรู้สึกกับแนนเหมือนเดิม”
เหยี่ยวหมายถึงรู้สึกเหมือนเพื่อน แต่แนน ที่เข้าใจว่าหมายถึง “รัก” ก็แอบยิ้มหัวใจพองโต
“รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ จะได้พร้อมสำหรับงานสำคัญ”
“งานอะไร”
เหยี่ยวย้อนถาม แต่แนนกลับตอบเลี่ยงๆ “พรุ่งนี้เหยี่ยวก็รู้เอง”
นกน้อยกำลังตำน้ำพริกอยู่ในครัวที่บ้านเหยี่ยว พลางหันมาถามหามะนาว ยายนวลคว้ามะนาวบนโต๊ะแล้วโยนให้ แต่นกน้อยรับแล้วทำหลุดมือ มะนาวกลิ้งออกประตูไปหยุดที่เท้าของน้ำริน ที่รีบถือมาส่งให้ยายนวล
ยายนวลหันมาบอกนกน้อย ปลาทู และปูอัดว่ามีคนเก็บมะนาวมาให้แล้ว ทุกคนหันมามองหน้ากัน แล้วก็ขนลุกซู่ แล้วก็รีบเดินออกไปทันที
เหยี่ยวเดินเข้ามา ก็ประหลาดใจที่เห็นอาหารเต็มบ้าน ยายนวลรีบแก้ตัวอย่างมีพิรุธ
“ทำบุญเลี้ยงพระนิดๆหน่อยๆ ไม่ใช่วันสำคัญหรือโอกาสพิเศษอะไรร๊อก จริง จริ๊ง”
เหยี่ยวกับน้ำรินหันมามองหน้ากันงงๆ
“วันสำคัญ? หมวดแนนต้องเกี่ยวกับที่ยายนวลทำกับข้าวเลี้ยงพระพรุ่งนี้แน่ๆ เลย" น้ำรินตั้งข้อสังเกตกับเหยี่ยว เมื่ออยู่กันตามลำพัง
“อยากรู้ไปทำไม ถ้าเราอยู่กับปัจจุบัน วันไหนๆ ก็สำคัญเหมือนกันหมด”
จากนั้นก็แกล้งพูดแหย่น้ำริน จนเธอโมโห รวมพลังจิตแล้วหยิบหมอนข้างขึ้นฟาด แต่กลับถูกเหยี่ยวกระชากหมอนข้างมาหาตัว น้ำรินก็ล้มลงตามเข้ามาชิดเหยี่ยว ทั้งสองคนสบตากันหัวใจวาบหวาม เสียงหัวใจเต้นจนได้ยินชัด
เหยี่ยวเคลิ้มจนเผลอเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ น้ำรินก็หลับตาพริ้ม แต่จู่ๆ ยายนวลก็เปิดประตูเข้ามาขัดจังหวะพอดี
“ลืมบอกว่าพรุ่งนี้ตื่นเช้าๆ มาทำบุญกับยายนะ นอนได้แล้ว หนูน้ำก็เหมือนกัน ดึกๆ ดื่นๆคุยกันสองต่อสองมันไม่งาม ถ้าอยากคุยก็คุยในเวลาราชการ หัดเกรงใจหนูแนนเค้าบ้าง”
ยายนวลรีบพูดกันท่า แล้วเดินออกไป บรรยากาศในห้องอึดอัดขึ้นมาทันที ต่างคนต่างพูดไม่ออก
น้ำรินเสพูดทำลายความเงียบ
“ถ้าวันไหนๆ ก็เหมือนกัน ฉันก็จะอยู่กับปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับวันนี้ให้มากที่สุด เพราะเราอาจจะไม่มีพรุ่งนี้ด้วยกัน”
พูดจบก็รีบเดินออกไป เหยี่ยวลุกตามไป จนมาเจอน้ำรินนั่งร้องไห้น้ำตาคลออยู่ใต้ต้นไม้หลังบ้าน
“ฉันไม่อยากร้องไห้ให้คุณเห็น เผื่อว่าเป็นวันสุดท้ายของเรา ฉันไม่อยากให้คุณจำหน้าฉันแบบนี้”
เหยี่ยวลงนั่งข้างๆ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีดวงจันทร์เต็มดวง
“คุณคิดว่านกที่เห็นท้องฟ้าทุกวัน จะลืมฟ้าวันที่ฝนตกเหรอ ฟ้ามืด ฟ้าร้อง ฟ้าสดใส ฟ้ามีพายุ หรือฟ้าแบบไหนๆ ก็คือท้องฟ้า”
“แล้วถ้านกตาบอด นกจะจำฟ้าได้มั้ย”
“บางทีเราก็ไม่ได้จำทุกอย่างไว้ที่สมอง”
เหยี่ยวพุดพร้อมกับจับมือไปที่หัวใจ
“เพราะสมองอาจจะลืม แต่ใจไม่มีวันลืม”
น้ำรินมองเหยี่ยวอย่างซึ้งใจจนน้ำตาไหลออกมาอีก เหยี่ยวเผลอตัวไปเช็ดน้ำตาให้ แต่เช็ดไม่ได้
“ ถ้าจะเช็ดน้ำตา ก็ต้องหาร่างคุณให้เจอก่อนสินะ”
“แล้วถ้าไม่เจอล่ะ”
น้ำรินกับเหยี่ยวประสานสายตากัน ทั้งสองรู้ถึงความปวดร้าวที่อยู่ในหัวใจของทั้งคู่
“ต้องเจอสิ”
เหยี่ยวลุกขึ้นไปดึงเชือกสีแดงเส้นเล็กบางๆที่ยายนวลใช้ผูกดามต้นไม้ในกระถาง ออกมาผูกปมเป็นห่วงไว้ที่ปลายเชือกทั้งสองข้าง น้ำรินลุกขึ้นมาดูด้วยความสนใจ
เหยี่ยวส่งห่วงเชือกที่ปลายข้างหนึ่งให้ น้ำรินเพ่งสมาธินิดหนึ่ง ทำให้สามารถรับปลายเชือกมาถือไว้อย่างงงๆ
“ตำนานจีนเล่าว่า มีตาแก่คนหนึ่งชื่อ เฒ่าจันทรา มีหน้าที่ผูกด้ายแดงล่องหน ที่นิ้วก้อยของคนสองคนที่เป็นเนื้อคู่ เวลา สถานที่ หรือ เหตุการณ์อะไรก็พรากคนทั้งสองไม่ได้”
จากนั้นก็เอาห่วงเชือกสีแดงฝั่งตัวเอง คล้องที่นิ้วก้อยมือซ้าย
“ด้ายแดงเส้นนี้ ไม่ว่าจะถูกดึงให้ตึง หรือผูกเป็นปมยุ่งเหยิงยังไง มันก็ไม่มีวันขาด”
เหยี่ยวดึงเบาๆ แต่เชือกกลับขาด เพราะความเปื่อย ทั้งคู่ใจหายวาบ
“ความรักที่เป็นไปไม่ได้ ต่อให้มีด้ายแดงเป็นพันเส้น ก็ผูกเราไว้ไม่ได้”
น้ำรินหน้าเศร้า ยายนวลได้ยินสิ่งที่ทั้งคู่พูดทั้งหมด ถึงกับส่ายหน้าหนักใจ
น้ำรินน้ำตาซึม เหยี่ยวทำท่าเหมือนโอบเธอไว้ น้ำรินเอียงหัวมาซบที่อกเหยี่ยว ทั้งคู่เศร้าโศกเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกที
เหยี่ยวเดินออกมากับน้ำริน พลางมองยายนวล นกน้อย ปลาทู ปูอัด ที่แต่งตัวสวยหล่อเต็มที่ กำลังจัดอาหาร และของทำบุญที่มุมหนึ่งบริเวณบ้านด้วยแววตางงๆ
“ไม่ใช่สงกรานต์หรือปีใหม่ ต้องแต่งชุดผ้าไหมใส่สูทกันเลยเหรอ”
ยายนวลไม่ตอบ แต่รีบพูดตัดบท
“เอ ทำไมหลวงตาเคี้ยงยังไม่มาซะที เดี๋ยวไม่ทันฤกษ์กันพอดี”
เหยี่ยวหัวเราะ “เค้าเรียกว่าไม่ทันเพลจ้ะยาย ฤกษ์เค้าใช้กับงานมงคล”
ยายนวลรีบหัวเราะกลบเกลื่อน
“วัยรุ่นก็งี้ หลงๆลืมๆ เฮ้ย ได้ยินเสียงแว่วๆ ที่หน้าบ้าน หลวงตาเคี้ยงมาแล้วแน่ๆ เลย ออกไปรับเร็วไอ้ปลาทูปูอัด”
ปลาทูกับปูอัด และยายนวลรีบเดินไป เหยี่ยวกับน้ำรินมองตามไปขำๆ
น้ำรินนั่งอยู่ข้างเหยี่ยว เห็นห่วงด้ายสีแดงที่นิ้วก้อยของเหยี่ยวก็แอบอมยิ้ม เหยี่ยวเห็นน้ำรินมอง ก็แกล้งชูนิ้วก้อยให้เห็นชัดๆ จากนั้นก็ส่งสายตามองกัน แล้วก็เขินกันเอง
หลวงตาเคี้ยงเดินเข้ามาพอดี ทุกคนรีบกราบ
“ได้ฤกษ์แล้วเริ่มพิธีได้”
เหยี่ยวมองอย่างงงๆ “พิธีอะไรครับหลวงตา”
ยายนวลรีบบอก “พิธีหมั้นของเอ็งกับหนูแนนไงล่ะ”
แนนในชุดผ้าซิ่นกับเสื้อลูกไม้หวานๆ แต่งหน้าทำผมสวย เดินเข้ามา เหยี่ยวมองอย่างประหลาดใจ
แนนเห็นอาการอ้าปากค้าง นึกว่าตะลึงในความสวยของเธอ ก็ก้มหน้าเขิน ก่อนที่จะคลานเข้าไปราบหลวงตาเคี้ยง และไหว้ยายนวล
“แนน นี่ไปนัดหมายอะไรกันตอนไหน ยังไง ทำไมไม่บอก”
ทุกคนเหมือนรู้เรื่องกันมาก่อนแล้วมีแต่เหยี่ยวกับน้ำรินที่งุนงง
“อย่าทำให้ยายเสียหน้านะ”
ยายนวลแยกออกมาพูดกับเหยี่ยวตามลำพังด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขณะที่เหยี่ยวดูไม่ค่อยพอใจนัก
“แต่ผมไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย”
“ก็เห็นพูดกันมานานสองนาน ไม่จัดการอะไรซักที ยายก็เลยขอฤกษ์จากหลวงตาเคี้ยง แล้วขอให้ท่านทำพิธีหมั้นให้เอ็งสองคน”
“ผมไม่หมั้น” เหยี่ยวเสียงแข็ง
“เหยี่ยว ชั่วชีวิตที่อยู่ด้วยกันมา ยายเคยขอร้องอะไรเอ็งมั้ยครั้งนี้ทำเพื่อยายสักครั้งเถอะ ถ้าไม่เห็นแก่ยาย ก็เห็นแก่หน้าหนูแนนบ้างสิ จู่ๆ เอ็งจะปฏิเสธได้ยังไง งานก็จัดแล้ว เค้าทำผิดอะไร ชีวิตเค้าก็มีแต่เอ็ง ยังไงวันนี้เอ็งก็ต้องหมั้น ต่อไปหนูแนนเข้านอกออกในบ้านเราจะได้ไม่มีใครว่าเอาได้”
เหยี่ยวถอนหายใจอย่างอึดอัด “ยายกำลังสร้างความลำบากใจให้ผม”
“ถือว่าครั้งนี้ทำเพื่อยาย ถ้าวันนี้เอ็งไม่ยอมหมั้นกับหนูแนน ถือว่าเราขาดกัน”
ยายนวลพูดอย่างเด็ดขาด เหยี่ยวถึงกับชะงัก
.
อ่านต่อตอนที่ 12
.
Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
Offline
Posts: 13,132
Re: อ่านละครเรื่อง ภพรัก (mgronline.com)
«
Reply #11 on:
19 June 2026, 22:13:46 »
ภพรัก ตอนที่ 12 จบบริบูรณ์
https://mgronline.com/drama/detail/9570000140892
.
ภพรัก ตอนที่ 12 จบบริบูรณ์
เผยแพร่: 7 ธ.ค. 2557 22:35 โดย: MGR Online
.
ภพรัก ตอนที่ 12 อวสาน
ยายนวลหยิบกล่องใส่แหวนส่งให้เหยี่ยว
“เอ้านี่ แหวนหมั้นของสกุณาแม่เอ็ง สวมให้หนูแนนซะสิ”
เหยี่ยวกับน้ำรินนิ่งอึ้ง ขณะที่แนนยื่นมือซ้ายมาให้เหยี่ยว ท่าทางเขินๆ เหยี่ยวจำใจหยิบแหวนจากกล่อง แนนเห็นด้ายแดงที่นิ้วก้อยมือซ้าย
“ด้ายอะไร เราเอาออกให้นะ”
ขาดคำ ก็ดึงด้ายแดงออกจากนิ้ว เหยี่ยวอ้าปากค้าง ไม่รู้จะห้ามยังไง น้ำรินเจ็บปวดใจ น้ำตาคลอเบ้า
เหยี่ยวจำใจสวมแหวนให้แนน ยายนวลยิ้มอย่างมีความสุข
น้ำรินลุกขึ้น แล้วรีบออกไปจากศาลา เหยี่ยวหันมาเห็นน้ำรินวิ่งออกไป ก็รีบลุกตามไป
แนนหน้าซีด ทุกคนเงียบกริบ
น้ำรินเดินซึม เช็ดน้ำตาออกมาจากในบ้าน พอเหยี่ยววิ่งตามออกมา เธอก็ฝืนปาดน้ำตา แล้วหันไปปั้นหน้ายิ้มกับเหยี่ยวทั้งที่หัวใจแตกเป็นเสี่ยงๆ
“ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ คุณกับหมวดแนนเหมาะสมกันมาก ขอให้มีความสุขนะคะ”
“คุณก็รู้ว่าผมทำเพื่อความสบายใจของยาย ผมไม่รู้สึกอะไรกับเค้า”
น้ำรินฝืนยิ้ม “แต่เค้าเป็นตัวจริงของคุณ ฉันต่างหากที่ไม่มีอยู่จริง ซักวันฉันอาจจะหายไปจากโลกนี้”
“อย่าพูดอย่างงั้น อีกไม่นาน ผมก็จะหาร่างของคุณเจอแล้วคุณก็จะกลับมามีชีวิตเหมือนคนอื่นๆ”
น้ำรินยิ้มเศร้า “เจอแล้วยังไงคะ คุณมีคู่หมั้นของคุณ ฉันก็มีคู่หมั้นของฉัน ถ้าฉันโชคดีมีวันนั้นจริงๆ ฉันก็ต้องกลับไปหาเค้า”
เหยี่ยวรู้สึกเหมือนโดนของมีคมบาดเข้ากลางใจ พอน้ำรินหันหลังจะเดินจากไป เขาก็รีบรั้งมือไว้ไม่ยอมให้หนีไปอีก แต่มือของเหยี่ยวผ่านมือของน้ำรินไปเฉยๆ
“ฉันจะไม่หนีคุณไปไหน แต่ไม่ว่าจะวันนี้หรือวันหน้าเราก็ต้องจากกัน เรื่องราวระหว่างเรามันเป็นไปไม่ได้ คุณกับฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อกันและกัน”
น้ำรินกับเหยี่ยวมองตากันด้วยความเศร้า ปวดร้าวใจทั้งสองฝ่าย
“เหยี่ยว ทำอะไรอยู่”
เหยี่ยวและน้ำรินหันไปมอง ก็เห็นแนนเดินตามมาหา
“ยายให้มาตามไปช่วยประเคนอาหารให้หลวงตาแน่ะ ถึงเวลาแล้ว”
คำว่า “ถึงเวลาแล้ว” ทำให้เหยี่ยวและน้ำรินยิ่งใจหาย เมื่อเห็นชัดว่าเส้นทางของทั้งสองถึงเวลาต้องแยกออกจากกัน น้ำรินกลั้นน้ำตา ฝืนพูดอย่างเข้มแข็ง
“ไปเถอะค่ะ อย่าให้คนของคุณต้องรอนานเลย”
เหยี่ยวละล้าละลัง แต่ในที่สุดก็จำใจต้องเดินกลับไปหาแนน น้ำรินมองตามภาพบาดตาบาดใจ น้ำตาร่วงพรูอย่างกลั้นไม่อยู่
เหยี่ยวเองก็ขมขื่นใจไม่แพ้กัน แต่พอหันกลับมามองน้ำรินด้วยความเป็นห่วง เธอก็หายไปแล้ว
“อาไม่อนุมัติให้เปิดศูนย์ความบันเทิงครบวงจรที่สมุย”
ธาราที่นั่งบนรถเข็น ยื่นคำขาดต่อหน้าภพธรและนับดาว
“แต่ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว มิสเตอร์หลิวที่ร่วมลงทุนก็อยากให้เปิดเร็วที่สุด”
“การทำธุรกิจต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมไม่ใช่ฉกฉวยเอาแต่ได้ จนไม่เห็นความเดือดร้อนของชุมชนรอบข้าง”
ธาราเลื่อนรถเข็นออกไปอีกทาง ภพธรกับนับดาวมองตามด้วยสายตาเกลียดชังและเคียดแค้น
ภพธรกับนับดาวออกจากบ้าน อย่างเคร่งเครียด
“ทุกอย่างเสร็จหมดแล้วแต่ไม่ยอมให้เปิด หรือมันรู้ว่าเรากับมิสเตอร์หลิวแอบซ่อนคาสิโนเถื่อนไว้ค้ายากับผู้หญิงที่นั่น”
“ไม่มีทาง มันไม่สนใจโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น”
ภพธรมองไปที่เก้าอี้นั่งที่อยู่ริมทางเดิน ภาพในอดีตปรากฏขึ้นตามความทรงจำ
ภพธรเห็นภาพตัวเองถือแฟ้มโครงการออกมาจากบ้าน หน้าเครียด น้ำรินที่นั่งรออยู่ที่เก้าอี้ข้างทางเดินรีบผุดลุกขึ้นมาหา
“คุณแม่ไม่อนุมัติโครงการเหรอคะ”
ภพธรแสร้งถอนหายใจ “ ติดขัดเรื่องเงินลงทุนนิดหน่อย คุณอาไม่ยอมอนุมัติตามที่พี่ขอ ลดค่าใช้จ่ายลงเกือบครึ่ง คุณอาไม่เข้าใจเรื่อง “ศูนย์บันเทิงครบวงจร” แต่พี่มั่นใจว่ามันเป็นโครงการที่ดีแน่ๆ”
น้ำรินหยุดคิด แล้วตัดสินใจ
“น้ำเชื่อพี่ธรค่ะ ถ้าคุณแม่ไม่ให้ น้ำให้เองค่ะ น้ำมีเงินมรดกของคุณพ่อ น้ำยกให้พี่ธรเอาไปทำอะไรก็ได้เพื่ออนาคตของเรา”
“ขอบคุณน้องน้ำที่เชื่อพี่ พี่จะไม่ทำให้น้ำผิดหวัง”
ภพธรโอบน้ำริน แล้วเปลี่ยนจากรอยยิ้มใจดีเป็นเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ
“เงินก้อนนั้นของน้ำรินจะสร้างแต่บาปกรรมชั่วช้าให้นังธารา มันต้องตกนรกไม่ต้องผุดต้องเกิด ยังไงซะโครงการที่สมุยก็ต้องเกิด”
ภพธรยิ้มเหี้ยม
“ดาวจะคอนเฟิร์มนัดกับมิสเตอร์หลิวตามกำหนดเดิม เพื่อคุยรายละเอียดนะคะ”
ภพธรกับนับดาวยิ้มอย่างมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง
แนนเดินตามหลังเหยี่ยวเข้ามาในสำนักงานสืบฯ
“โกรธเรารึเปล่าที่ไม่ได้บอกเรื่องงานหมั้น เราไม่าขัดใจยายนวล”
“ไม่เป็นไร เพื่อความสบายใจของแนนกับยาย เรายินดีทำทุกอย่าง”
เหยี่ยวยิ้มให้ แล้วเดินต่อไปที่ห้องทำงานของหน่วยสืบฯ แนนมองตาม รู้สึกได้ถึงความผิดปกติในอารมณ์ของเหยี่ยว
น้ำรินวางเศษเชือกสีแดงที่เคยผูกติดนิ้วก้อยของเหยี่ยวลงบนใบไม้ แล้ววางใบไม้ลอยบนผิวน้ำ ก่อนจะวักน้ำให้ใบไม้ลอยไปตามกระแสน้ำ
“ถ้าเราเอาความทรงจำกับความทุกข์ทิ้งไปกับน้ำได้ก็ดีสิ”
ผียายปริกพายเรือผ่านมาจอดตรงหน้าน้ำริน
“ถ้าทำง่ายอย่างงั้น านนี้แม่น้ำคงโดนความทุกข์ทับถมจนกลายเป็นภูเขาไปแล้ว มนุษย์หาเรื่องทุกข์ใจใส่ตัวเก่งจะตาย หิวก็ทุกข์ อิ่มก็ทุกข์”
“ทำไงถึงจะไม่ทุกข์เหมือนปริกล่ะ”
ผียายปริกตอบยิ้มๆ “ถ้ามีปัญญาก็ไม่ทุกข์”
“เกี่ยวอะไรกับปัญญา”
ผียายปริกไม่ตอบ แต่กลับย้อนถาม
“ความทุกข์ของหล่อนคืออะไร”
“เรื่องที่ฉันยังไม่อยากตาย เรื่องที่ฉันอยากกลับไปหาครอบครัวของฉัน แล้วก็....”
น้ำรินไม่กล้าพูดต่อถึงความทุกข์ใหญ่ที่อยู่ในใจ
“เรื่องที่หล่อนไม่มีวันได้สมหวังกับหมวดเหยี่ยว”
ผียายปริกพูดแทงใจดำ น้ำรินนั่ง
“แล้วรู้มั้ยว่าทุกข์ของหล่อนเกิดขึ้นได้ยังไง เพราะตัณหา ความยึดมั่นถือมั่น ความอยากไม่อยากได้ ความอยากไม่อยากมี ความอยากไม่อยากเป็นของหล่อนนี่แหละที่ก่อทุกข์”
น้ำรินคิดตาม
“ฉันบอกได้แค่นี้ ที่เหลือหล่อนต้องใช้ปัญญาคิดเอาเองว่าจะดับทุกข์ยังไง”
พุดจบ ผียายปริกก็พายเรือจากไป
ในงานเลี้ยงของโรงแรมในเครือธารา ที่จัดขึ้นที่บริเวณริมสระน้ำ ภายในงานมีกรรมการบริษัททั้งไทยและเทศ รวมถึงแขกเหรื่อในชุดราตรีโก้หรู กำลังยืนคุยกันพลางจิบค็อกเทลไปด้วย
เหยี่ยวปลอมตัวเป็นมือกีตาร์ คอยจับตามองไปทั่วงาน
ภพธรกับนับดาวพามิสเตอร์หลิวเข้ามา มีลูกน้องของมิสเตอร์หลิวใส่สูทดำตามหลัง 4 คน คนที่อยู่ใกล้ที่สุดถือกระเป๋าสีดำมาด้วย
เหยี่ยวจับตามองกระเป๋าในมือของลูกน้องมิสเตอร์หลิวอย่างไม่ยอมให้คลาดสายตา
ภพธรแนะนำมิสเตอร์หลิวให้รู้จักกับผู้ถือหุ้น
“มิสเตอร์หลิว หุ้นส่วนรายใหญ่ของศูนย์บันเทิงครบวงจรที่รินธารารีสอร์ท สมุยครับ”
มิสเตอร์หลิวกับผู้ถือหุ้นจับมือ ยิ้มแย้มทักทายกัน จากนั้นนับดาวก็พามิสเตอร์หลิวเดินไปอีกทาง เหยี่ยวที่แอบดูอยู่ตลอด รีบเดินตาม แต่ชนเข้ากับภพธรที่เดินเข้ามาขวางทางพอดี ภพธรเขม้นมองเหยี่ยวอย่างสงสัย
“เดี๋ยว ลูกกระสุนปืนของนายตกรึเปล่า”
ภพธรมองที่พื้น เหยี่ยวตกใจแต่ยังทำนิ่งมีสติ ค่อยๆ หันไปมองตามสายตาของภพธร เห็นปิ๊กกีตาร์ตกอยู่ที่พื้น
“สำหรับมือกีตาร์ ไม่มีปิ๊กก็เหมือนยิงปืนไม่มีกระสุน จริงมั้ย”
เหยี่ยวรีบก้มเก็บ พลางถอนหายใจโล่งอก พร้อมๆ กับที่ภพธรเดินไปอย่างไม่สนใจ
ลูกน้องมิสเตอร์หลิวยืนเฝ้าทางอยู่ 2 คน อีกคนทำหน้าที่เปิดกระเป๋าแล้วหยิบหลอดฉีดยาเล็กๆ ลักษณะเหมือนปากกาขึ้นมา มิสเตอร์หลิวนั่งกระสับกระส่ายบนเก้าอี้ หงายแขนรอ เหงื่อผุดพรายเต็มหน้า ดวงตาพร่ามัว
เหยี่ยวค่อยๆ โผล่หน้าขึ้นมาที่อีกมุมหนึ่ง ใช้กล้องขนาดเล็กเก็บภาพขณะที่ลูกน้องมิสเตอร์หลิวฉีดยาเข้าที่แขน
ลูกน้องฉีดยาเสร็จก็วางสำลี มิสเตอร์หลิวพับแขนแล้วหลับตาเบาๆ อาการเหงื่อออก กระสับกระส่ายดูสงบไป
เหยี่ยวที่ซุ่มดูอยู่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด “ยาเสพติดตัวใหม่ ...”อโรม่า” ? “
มิสเตอร์หลิวกับลูกน้องเดินไปอีกทางหนึ่ง ทิ้งกระเป๋าสีดำไว้บนโต๊ะโดยมีคนเฝ้าอยู่คนเดียว เหยี่ยวรีบเข้าไปที่ด้านหลัง แล้วล็อกคอจนคนเฝ้าสลบไป จากนั้นก็ลากไปซ่อนที่มุม แล้วรีบไปเปิดดูกระเป๋าสีดำ พบว่ามีเข็มฉีดยาอยู่หลายอัน พลางหยิบขึ้นมาดู แล้วนิ่วหน้าด้วยความสงสัย
“อินซูลิน? “
พลันก็มีเสียงคนเดินผ่านมา เหยี่ยวรีบหลบเข้ามุม ภพธรกับนับดาวเดินคุยกันผ่านมาที่ทางเดิน แล้วคุยกันเสียงดังพอให้เหยี่ยวที่หลบอยู่ได้ยิน
“มิสเตอร์หลิวเป็นเบาหวานต้องฉีดอินซูลิน ไม่อย่างนั้นจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจนช็อกค่ะ”
“ให้พยาบาลประจำเรือคอยดูแลด้วย พี่ต้องการให้มิสเตอร์หลิวประทับใจ เพราะเรายังต้องทำธุรกิจด้วยกันอีกนาน”
นับดาวกับภพธรเดินผ่านไป เหยี่ยวกำลังจะออกจากที่ซ่อน แต่ลูกน้องของมิสเตอร์หลิวเดินขึ้นมาพอดี เขาจึงต้องรีบหลบ รอจนลูกน้องเดินกลับไป เหยี่ยวจึงโผล่ออกไป แต่คาดไม่ถึงว่าลูกน้องที่สลบไป กลับฟื้นขึ้นมายืนมองด้วยความโกรธ เหยี่ยวเสยหมัดข้าที่ปลายคางของลูกน้อง แต่มันหลบได้ แล้วฉวยจังหวะคว้ามีดที่พื้นขึ้นมา จ้วงแทงเหยี่ยวที่กำลังเสียหลัก เต็มแรง
แต่ยังมีดยังไม่ทันถึงตัว น้ำรินก็โผล่มาปัดมีดในมือตกไป ลูกน้อง มองมือตัวเองอย่างงงๆ ว่ามีดหลุดกระเด็นไปได้ยังไง
เหยี่ยวตั้งหลักได้ก็เตะเสยเข้าปลายคางของลูกน้อง สลบกลางอากาศไปทันที แล้วรีบลากตัวมันไปซ่อนไว้
เหยี่ยวกับน้ำรินนั่งคุยกันตามลำพัง ท่าทางดูหงอยเหงากับเรื่องที่เกิดขึ้น
“หมวดแนนไม่มาด้วยเหรอ”
เหยี่ยวส่ายหน้า “เปล่า ผมมาคนเดียว คนอื่นรออยู่ด้านนอก”
“ก็ดี ฉันจะได้ไม่ห่วง”
เหยี่ยวประหลาดใจ “คุณเป็นห่วงแนน?”
น้ำรินพยักหน้าอย่างจริงใจ “เพราะหมวดแนนจะต้องเป็นคนดูแลคุณไปชั่วชีวิต”
“น้ำ ผมเสียใจ ผมไม่คิดว่ายายนวลจะจัดงานหมั้นเร็วขนาดนี้ ยายน่าจะปรึกษาผมก่อน”
น้ำรินยิ้มเศร้า
“ก่อนหรือหลังก็ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ เฒ่าจันทราผูกด้ายแดงล่องหนไว้ให้ คุณกับหมวดแนนเป็นคู่กัน ต่อให้ฉันหรือใครก็แยกคุณออกจากกันไม่ได้ ส่วนฉันมีด้ายแดงที่ผูกไว้กับคู่หมั้นของฉัน สักวันฉันต้องได้กลับไปหาเค้า”
น้ำรินกับเหยี่ยวมองหน้ากัน สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความเศร้ากับเหตุการณ์ที่ต้องเจอ
ลูกน้องหิ้วกระเป๋าทรงเหลี่ยมใบใหญ่มาเปิดให้มิสเตอร์หลิวตรวจดู ภายในกระเป๋ามียาเสพติดที่บรรจุอยู่ในแพคเกจเครื่องหอมอโรม่าอยู่เต็ม
มิสเตอร์หลิวคุยกับลูกน้องเบาๆ เป็นภาษาจีน
“ดูแลอโรม่าให้ดี เราต้องส่งมอบวันนี้”
ลูกน้องรับคำ น้ำรินยืนมองอย่างสนใจ แล้วเดินกลับมาหาเหยี่ยวที่ซ่อนตัวดูอยู่ใกล้ๆ
“พวกมันเตรียมส่งยาให้ลูกค้าในคืนนี้ แล้วเท่าที่ฉันดู มันเป็นยาเสพติดตัวเดียวกันกับที่เจอในสปา
บุษบัน”
“แสดงว่าลูกค้าของมิสเตอร์หลิวต้องอยู่ในงานนี้ ว่าแต่มันเป็นใคร คุณฟังภาษาจีนที่พวกมันคุยกันรู้เรื่องด้วยเหรอ”
น้ำรินตื่นเต้น “จริงด้วย ฉันไม่ยักกะรู้ตัว ฉันฟังภาษาจีนออกเหรอ?”
มิสเตอร์หลิวเดินกลับเข้าไปในงาน ส่วนลูกน้องอีกสองคนหิ้วกระเป๋าใส่ยาเสพติดแยกไปอีกทาง
เหยี่ยวรีบขยับตัวไปทางหนึ่ง แล้วหันไปสั่งน้ำริน
“คุณคอยตามดูมิสเตอร์หลิวว่าคุยกับใครบ้าง ส่วนผมจะตามไปดูว่าลูกน้องมันเอายาเสพติดไปไหน”
น้ำรินพยักหน้า แล้วทั้งสองคนก็แยกกันไป
น้ำรินกวาดตามองไปรอบๆ งานเลี้ยง เห็นมิสเตอร์หลิวเดินเข้าไปในที่นั่งมุมหนึ่งที่กั้นเป็นที่นั่งส่วน
วีไอพี มีฉากกั้นไม่ให้เห็นคนที่อยู่ด้านใน โดยมีลูกน้องคนสนิทยืนเฝ้า
มิสเตอร์หลิวนั่งตรงข้ามกับภพธร ที่หันหลังให้น้ำริน เธอจึงยังไม่มีโอกาสได้เห็นหน้า
ภพธรเปิดกระเป๋าเอกสาร ที่ใส่ธนบัตรมาเต็ม
“ Five million baht.”
มิสเตอร์หลิวหยิบปึกธนบัตรขึ้นมาดู ภพธรมองอย่างพอใจ
“I wanna see the Aroma.”
มิสเตอร์หลิวหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องที่ยืนเฝ้าอยู่ ลูกน้องคำนับแล้วเดินไป น้ำรินมองที่หลังภพธร ด้วยความรู้สึกคุ้นเสียง พลางรีบจะเดินไปดูหน้า แต่ลูกน้องคนที่โดนเหยี่ยวน็อกคว่ำ วิ่งเข้ามาขัดจังหวะ พลางพูดกับมิสเตอร์หลิวเป็นภาษาจีน
มิสเตอร์หลิวสั่งลูกน้องกลับไปด้วยสีหน้าเข้ม เสียงดุเหี้ยม ลูกน้องรับคำแล้ววิ่งไป
น้ำรินตกใจมากรีบวิ่งตามออกไป จังหวะนั้นนับดาวก็เดินเข้ามากระซิบบอกภพธร
“พี่ธรคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ ตำรวจบุกเข้ามาในงาน”
ภพธรมองมิสเตอร์หลิว ด้วยแววตาเอาเรื่อง พร้อมกับหาทางออกเอาตัวรอดให้กับตัวเอง
เหยี่ยวที่สู้กับลูกน้องมิสเตอร์หลิว 2 คน เกือบจะพลาดท่าถูกยิง แต่ว่ากลิ้งตัวหลบได้ทัน พร้อมกับดึงปืนออกมาจากตัวลูกน้องคนหนึ่ง ลูกน้องอีก 2 คน วิ่งเข้ามาสมทบ ประเคนลูกปืนใส่เหยี่ยวไม่ยั้ง
ผู้คนในงานที่ริมสระน้ำได้ยินเสียงปืนก็ร้องกรี๊ด วิ่งหาที่หลบกันวุ่น
เหยี่ยวยิงเข้าที่ไหล่ของลูกน้องคนหนึ่ง อีกคนย่องมาข้างหลัง จ่อปืนมาทางเขา น้ำรินหันมาเห็น ก็รวมพลังจิตคว้าเก้าอี้ไปฟาดลูกน้องจนล้ม ลูกกระสุนพุ่งออกจากปืนไปอีกทาง
ลูกน้องอีกสองคนวิ่งเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าใส่ยาเสพติด ชักปืนเตรียมยิงใส่เหยี่ยวแต่แล้วก็ต้องชะงัก เพราะดารณีกับตำรวจกรูกันเข้ามา และรวบตัวไว้ได้
เหยี่ยวหิ้วกระเป๋าใส่ยาเสพติดมาส่งให้ดารณี
“ยาเสพติดอโรม่า หัวหน้าของมันล่ะ”
ภพธรกับนับดาวกำลังดูเจ้าหน้าที่พยาบาลกำลังปั้มหัวใจมิสเตอร์หลิวที่นอนอยู่บนพื้น แขกในงานล้อมวงดูอยู่ด้วย
เหยี่ยวกับดารณีแหวกกลุ่มแขกเข้ามาดู
“เกิดอะไรขึ้น”
ดารณีแกะปากกาฉีดอินซูลินออกมาจากมือของมิสเตอร์หลิวที่กำไว้แน่น นับดาวรีบบอก
“มิสเตอร์หลิวกำลังจะหนี แต่เกิดภาวะน้ำตาลขึ้นสูง ตกใจฉีดอินซูลินให้ตัวเองจนหมดหลอด ก็เลยช็อกหัวใจหยุดเต้นค่ะ”
ภพธรรีบพูดต่อหน้าตาเฉย
“พ่อค้ายาเสพติด ปล้นชีวิตไปจากคนอื่น พอถึงเวลากฎแห่งกรรมทำงานต่อให้มีเงินล้นฟ้า ก็หนีบาปที่ทำไว้ไม่พ้น”
เหยี่ยวกับดารณีมองหน้ากัน ไม่ค่อยไว้ใจภพธรกับนับดาวเท่าไรนัก
“ภพธรทำเหมือนไม่รู้เห็นอะไรกับเรื่องนี้เลย”
เหยี่ยวแอบมาคุยกับดารณี ขณะที่หน่วยกู้ชีพกำลังนำร่างมิสเตอร์หลิวใส่เปลออกไป พร้อมกับที่ตำรวจควบคุมตัวลูกน้องตามไป
“เราต้องจับตาดูกันต่อไป เพราะคู่ค้าของมิสเตอร์หลิวอาจจะเป็นใครก็ได้ในงานเลี้ยงวันนี้”
ภพธรกับนับดาวดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
“มิสเตอร์หลิวตายไปซะคน จะไม่มีใครซัดทอดเราได้”
“พี่ธรฉลาดมากที่ฉีดอินซูลินเกินขนาดให้มิสเตอร์หลิว”
“ต่อไปเราคงต้องระวังตัว ตำรวจเริ่มระแวงเรามากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
พูดพลางก็เดินนำนับดาวออกไป ขณะที่น้ำริน ที่กำลังเดินตามหาเหยี่ยวในบริเวณนั้น พอเดินสวนกับภพธรก็ถึงกับชะงักงัน เหมือนความทรงจำในอดีตกลับมาอีกครั้ง
น้ำรินมองเห็นเหตุการณ์ตอนที่ภพธรสวมสร้อย P N ที่คอของเธอ
แต่แล้วภาพทรงจำก็สะดุดเพียงเท่านั้น เมื่อเสียงของนับดาวดังแทรกขึ้นมา
“กลับกันเถอะค่ะพี่ธร ดาวเหนื่อย”
น้ำรินรำพึงเบาๆ “พี่ธร?”
พลางมองตามภพธรที่เดินออกไปพร้อมนับดาว
น้ำรินที่นั่งอยู่ที่กลางห้อง ครุ่นคิดในเรื่องทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้น ภาพความทรงจำในอดีตกลับเข้ามาอีกครั้ง
น้ำรินเห็นภาพตัวเอง ที่หันไปมองภพธรที่ใส่สร้อยให้เธอ
“ขอบคุณค่ะพี่ธร”
น้ำรินเห็นหน้าภพธรแบบเต็มๆ ทำให้รู้แล้วว่าเขาเป็นคู่หมั้นของเธอ
“น้ำอยู่ในใจของพี่เสมอนะ”
ทั้งสองกุมมือกันไว้ราวกับเป็นคู่รักที่รักกันมาก
“แต่งงานกับพี่นะจ๊ะ น้ำ”
น้ำรินยิ้มพลางสวมกอดเขา แทนคำตอบทั้งหมด
จากนั้นน้ำรินก็รีบบอกเหยี่ยวอย่างตื่นเต้น
“คุณ ฉันเจอคู่หมั้นของฉันแล้วในงานเลี้ยงเมื่อกี้ เค้าชื่อ “ภพธร” คนที่เป็นหลานคุณธารา”
เหยี่ยวขมวดคิ้ว “ภพธร ? แต่ภพธรเป็นคู่หมั้นของลูกสาวคุณธารานะ”
น้ำรินกับเหยี่ยวมองหน้ากัน
“งั้นก็แปลว่า คุณคือลูกสาวของคุณธารา”
น้ำรินช็อกตกใจ
“คุณธารา ในที่สุดความฝันที่จะได้พบแม่ของฉันก็เป็นจริงแล้ว นี่ฉันเจอกับแม่ โดยที่ไม่รู้เลยสักนิดว่าคุณธาราเป็นแม่ของฉัน”
พูดพลางก็น้ำตาคลอออกมา
“แม่จ๋า หนูจะได้เจอแม่แล้ว หนูจะได้กอดแม่ให้สมกับความคิดถึง”
เหยี่ยวทำท่าเหมือนจะเช็ดน้ำตา แต่ชะงักเพราะนึกได้ว่าสัมผัสตัวเธอไม่ได้ น้ำรินเอนมาเหมือนจะซบที่ไหล่ของเหยี่ยว เขาก็ทำท่าโอบเธอไว้ แม้จะรู้สึกดีที่น้ำรินจำทุกอย่างได้แล้ว แต่ในใจลึกๆก็เศร้าเพราะเวลาแห่งการลาจากใกล้เข้ามาทุกที
“ปริกรู้มาตลอดว่าคุณธาราคือแม่ของฉัน ? ปริกรู้ว่าคุณภพธรเป็นคู่หมั้นของฉัน ?”
น้ำรินถามตรงๆ เมื่ออยู่กันตามลำพัง ผียายปริกพยักหน้าหงึกๆ
“รู้แล้วทำไมไม่บอก”
“กรรมใครกรรมมัน บางเรื่องฉันเข้าไปยุ่งได้ แต่บางเรื่องก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของกฏแห่งกรรม จะมีคนสักกี่คนที่มีโอกาสแก้ไขสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดในอดีต”
น้ำรินหน้าสลด “ปริกหมายความว่า ที่ดวงจิตฉันยังล่องลอยอยู่แบบนี้ ก็เพื่อแก้ไขสิ่งที่ตัวเองทำผิดมาใช่มั้ย”
“ลองนึกทบทวนดูสิ ทุกครั้งที่หล่อนเข้าไปทำความดี ช่วยคลี่คลายในเรื่องต่างๆ ทั้งคดียอดชัด, นกยูง, บุษบัน มันทำให้หล่อนจำเรื่องราวในอดีตได้เพิ่มขึ้น”
น้ำรินชะงักเมื่อคิดตามทีผี่ยายปริกพูด
“การที่ตอนนี้ฉันจำเรื่องทั้งหมดได้แล้ว ก็เพราะฉันแก้ไขความผิดไปหมดแล้ว ฉันกำลังจะกลับไปเข้าร่างได้แล้วใช่มั้ย?”
“กลับเข้าร่าง หรือไม่ก็ไปสู่สุขคติ” ผียายปริกพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อะไรนะ ปริกอธิบายให้ชัดกว่านี้ได้มั้ย”
“บอกได้แค่ เหลือเวลาตามหาร่างของหล่อนอีก 4 วันพระเท่านั้น ถ้าหาไม่เจอ หล่อนก็จะไม่มีโอกาสกลับเข้าร่างตลอดไป”
น้ำรินเครียด รู้ว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกที
ดารณีกำลังรายงานผลการจับกุมที่งานเลี้ยงของโรงแรมต่อสงคราม
“เรากำลังสอบสวนสมุนของมิสเตอร์หลิว ถ้าโชคดีเราอาจจะได้ตัวหัวหน้าเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติคนไทย”
เหยี่ยวฟังอย่างใจลอย สงครามสังเกตเห็น และชำเลืองมองหลายครั้ง แต่เหยี่ยวยังไม่รู้สึกตัว
“แขกในงานเลี้ยงทยอยมาให้การแล้ว ขาดก็แต่คนที่เราอยากสอบปากคำมากที่สุด นั่นก็คือ ภพธรกับ นับดาว”
“ภพธร”
เหยี่ยวพึมพำเบาๆ พลางคิดไปถึงคำพูดของน้ำริน
สงครามหันไปมองเหยี่ยว ที่เดินมาด้วยกันด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจ
“ตั้งแต่ทำงานกันมา คุณไม่เคยใช้เวลางานไปคิดเรื่องส่วนตัว มีเรื่องอะไรสำคัญกว่างานงั้นเหรอ”
เหยี่ยวถอนหายใจ “ก็ไม่เชิงเรื่องส่วนตัวซะทีเดียว ผมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณธารา”
“เกี่ยวกับธารา? เรื่องอะไร”
“คุณธารามีลูกสาวคนนึงใช่มั้ยครับ”
สงครามพยักหน้า “ ใช่ แต่หายตัวไปไม่ติดต่อกับทางบ้านมาเป็นเดือนแล้ว คุณมีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับน้ำรินเหรอ”
เหยี่ยวรู้สึกเหมือนได้เจอจิ๊กซอว์ตัวที่ขาดหายไป
“ลูกสาวคุณธาราชื่อ “น้ำริน” เหรอครับ”
“ถามทำไม เคยรู้จักกับน้ำรินมาก่อนเหรอ”
“ผมคิดว่ารู้เบาะแสการหายตัวไปของน้ำรินแล้ว ผู้การไปกับผมหน่อยครับ”
เหยี่ยวเดินนำสงคราม ที่ตามไปด้วยสีหน้าสงสัย
สงครามขับรถพาเหยี่ยวมาจอดที่ริมถนน
“พาผมมาที่นี่ทำไม” สงครามไม่วายข้องใจ
“เพราะที่นี่เป็นจุดที่ผมเจอกับ....”
เหยี่ยวอยากพูดคำว่า เป็นจุดที่เจอน้ำรินครั้งแรก แต่คิดได้ว่าพูดไป สงครามต้องไม่เชื่อ
“ผมสงสัยว่าปริศนาการหายตัวไปของน้ำริน เริ่มต้นขึ้นที่นี่”
สงครามกับเหยี่ยวก็เดินลงไปจากรถ ผ่านต้นไม้ใหญ่ไปที่ริมบึงตรงจุดรถคว่ำ แต่ทั้งสองไม่ทันเห็นว่าใต้ร่มไม้นั้นมีชายแต่งตัวสกปรก ท่าทางเหมือนคนเมายานอนอยู่
ชายจรจัดลืมตามองสงครามกับเหยี่ยวแล้วก็ล้มตัวลงนอนต่อ
เหยี่ยวกับสงครามก้าวเข้ามาเดินสำรวจรอบๆ บริเวณริมน้ำ
“ที่นี่เคยเกิดอุบัติเหตุรถตกน้ำ และมีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายในบึงนี้”
เหยี่ยวชี้ไปที่บึงน้ำ วิญญาณชลชาติยืนฟังอยู่พอดี ด้วยสีหน้าและแววตาเอาเรื่อง
“สีของรถคู่กรณี เป็นสีเดียวกับรถของน้ำริน”
ชลชาติจ้องไปที่เหยี่ยวด้วยแววตาเกลียดชังและเคียดแค้น “อีฆาตกรมันฆ่ากู”
“เรามีภาพวงจรปิด รถของน้ำรินมุ่งหน้ามาทางนี้แล้วก็หายไป”
สงครามหันมาบอก พลางมองหน้าเหยี่ยวอย่างสงสัย
“หมวดรู้จักน้ำริน? เคยพบกับน้ำรินใช่มั้ย?”
เหยี่ยวอึกอัก “ผมยังตอบผู้การตอนนี้ไม่ได้ เพราะพูดไปผู้การก็ไม่เชื่อ แต่ผมมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า
น้ำรินเกิดอุบัติเหตุรถชนตรงนี้”
“ถ้าอย่างงั้น รถกับตัวน้ำรินหายไปไหน”
“ผมไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนนี้น้ำรินยังมีชีวิตอยู่”
สงครามขมวดคิ้ว “หมวดพูดเหมือนเคยพบน้ำรินหลังเกิดอุบัติเหตุ”
สงครามจ้องหน้าเหยี่ยวอย่างค้นหา คำตอบ
“กล้ามาเหยียบถิ่นกู มึงต้องอยู่เป็นเพื่อนกูที่นี่”
ชลชาติระเบิดหัวเราะเสียงก้อง ก่อนที่วิญญาณจะสลายกลายเป็นก้อนควันดำลอยไป
เหยี่ยวเดินนำสงครามกลับไปหารถ แล้วค่อยๆ เล่าให้ฟัง
“ผมไม่รู้จะอธิบายยังไง เอาเป็นว่าผมเคยได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากน้ำริน เราต้องรีบหาตัวเธอให้เจอเร็วที่สุด”
“ทำไมคุณไม่เคยแจ้งเรื่องนี้กับผม”
เหยี่ยวอึกอัก “เอ้อ เพราะผมเพิ่งได้รับข่าวจากเธอครับ”
สงครามมองเหยี่ยวอย่างไม่ค่อยเชื่อนัก
“ผมเชื่อว่าภพธรมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”
สงครามฟังแล้วคิดตาม เพราะเขาเองก็สงสัยเหมือนกัน
“ภพธรเป็นเด็กที่ธารารับมาเลี้ยง ไว้ใจถึงกับจะให้น้ำรินแต่งงานด้วย แต่น้ำรินหายตัวไปก่อนวันแต่งงานไม่กี่วัน ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกันแน่”
ระหว่างที่สงครามกับเหยี่ยวกำลังครุ่นคิด คนเมายาที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ก็ลืมตาโพลง แล้วลุกขึ้นเดินเข้ามาหยุดที่ด้านหลังเหยี่ยว สายตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น อาฆาต เส้นเลือดขึ้นปูดโปนบนขมับ ตาขาวแดงก่ำน่ากลัว มีไอบางๆ สีดำแห่งความชั่วร้ายคุกรุ่นลอยอยู่รอบตัว
พอเหยี่ยวหันไป มันก็ล็อกคอแล้วรัดอย่างแรง สงครามตรงเข้าช่วยดึงแขน แต่มันสะบัดทีเดียว สงครามกระเด็นไปกระแทกกับกับพื้นถนนอย่างแรง เหยี่ยวเริ่มหายใจไม่ออก พยายามแกะมือที่รัดคออยู่ ดวงตาของมันถลนแดงฉานน่ากลัว
“ที่นี่เป็นถิ่นของกู มึงต้องตาย ฮ่าๆ”
มันหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง สงครามพุ่งเข้ามาดึงตัวอย่างแรง
“ กูจะปล่อยก็ต่อเมื่อได้วิญญาณมันไปอยู่กับกู อีนั่นจะได้รู้ว่าความเจ็บปวดเวลาเสียของรักเป็นยังไง”
คนเมายาหัวเราะลั่น ใบหน้าของชลชาติทับซ้อนกับหน้าของมัน พลางระเบิดหัวเราะอย่างสะใจ
สงครามประสานมือเข้าด้วยกันแล้วทุบเข้าที่ท้ายทอยเต็มแรง หมายจะทำให้สลบ แต่มันกลับไม่สะดุ้งสะเทือน ซ้ำยังปล่อยมือหนึ่งจากคอเหยี่ยว แล้วหันไปปัดสงคราม จนกระเด็นไกลไปถึงต้นไม้
ยายนวลถือถุงใส่พวงมาลัยเข้ามาในบ้าน น้ำรินที่นั่งชะเง้อรอเหยี่ยวอย่างกระวนกระวายรีบถาม
“ยายจ๋า หมวดเหยี่ยวทำไมยังไม่กลับบ้าน เค้าโทรมาบ้างมั้ยจ๊ะ”
ยายนวลชักสีหน้าไม่ค่อยพอใจนิดๆ
“ก็แล้วทำไมจะต้องรีบกลับ คนมีคู่หมั้นก็อยากจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสอง โดยไม่ต้องมีใครกวน”
น้ำรินไม่สนใจที่โดนยายนวลพูดกระทบ เพราะรู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาแปลกๆ
“หนูรู้สึกไม่ค่อยดี เป็นห่วงยังไงไม่รู้”
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่หนูแนนเถอะ เราเป็นคนนอก ไม่ต้องไปห่วงแทนเค้า”
เหยี่ยวกับสงครามโดนคนมายา ที่โดนวิญญาณชลชาติเข้าสิงทำร้าย จนแทบจะหมดแรง จังหวะเดียวกับที่น้ำริน รู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจอย่างไม่รู้สาเหตุ
“ฉันเป็นอะไร ? ต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ”
พอหันไปเห็นยายนวลกำลังไหว้พระ น้ำรินก็รีบพนมมือไหว้ตาม
“ถ้าความดีที่ลูกเคยทำไว้ยังคงมีเหลืออยู่บ้าง ขอให้คุณพระช่วยคุ้มครองคนที่ลูกรักด้วยเถอะ”
คนเมายาที่โดนชลชาติสิง ปราดเข้ามากระชากร่างสงครามที่วิ่งอยู่ด้านหลังเหยี่ยว จนกระดุมเสื้อเม็ดบนขาด เผยให้เห็นสร้อยคอพระที่ใส่ ที่โผล่ออกมาจากภายในเสื้อ พร้อมกับส่องแสงเรืองรองออกมา
วิญญาณชลชาติกระจายสลายออกไป ร่างคนเมายาทรุดหมดสติลง
สงครามกับเหยี่ยวหนีรอดออกไปได้จากบริเวณนั้น
เมื่อกลับมาถึงที่สำนักงานสืบสวน เหยี่ยวก็รีบถามสงครามทันที
“ แล้วนี่คุณธาราสงสัยอะไรภพธรบ้างรึเปล่าครับ”
สงครามส่ายหน้า “เราไม่มีหลักฐาน พูดอะไรมากไม่ได้”
“คนอย่างภพธร น้ำนิ่งไหลลึก ถ้าไม่เตือนไว้บ้างอาจจะสายเกินแก้”
น้ำรินเท้าคางมองหมีสีฟ้า หน้าตาเศร้าๆ ก่อนที่ใช้พลังจับตุ๊กตาหมีขึ้นมา พลางเห็นนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง จู่ๆ ก็มีภาพวาบขึ้นมาในความทรงจำ
“นาฬิกาฝาแฝด น้ำก็มีแบบนี้เรือนนึง แม่ลูกสุดที่รักไว้ใส่คู่กันนะคะแม่”
ขณะเดียวกันธาราก็นั่งมองนาฬิกา แล้วคิดถึงน้ำริน ราวกับกำลังเชื่อมโยงความรู้สึกถึงกัน
พลันน้ำรินก็มาปรากฏตัวที่หน้าคฤหาสน์ธาราได้อย่างน่าอัศจรรย์ พลางมองไปรอบๆ บริเวณอย่างคุ้นเคย ก่อนจะเดินตรงเข้าไปในบ้าน พอเห็นรูปคู่ของเธอกับธารา น้ำรินก็น้ำตาเอ่อล้นออกมาด้วยความดีใจ
“ฉันกลับมาบ้านแล้ว แม่จ๋า น้ำกลับมาแล้ว แม่อยู่ไหน”
น้ำรินมองทุกอย่างรอบตัว ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ค่อยๆ กระจ่างชัด น้ำตาของเธอไหลพราก ก่อนที่จะเดินขึ้นบันไดมามาถึงชั้นบน เดินตรงไปยังห้องนอน ขยับจะเปิดประตูออก พร้อมกับที่มองเห็นภาพธารากำลังแปรงผมให้เธอด้วยความรักและผูกพันอย่างที่สุด
พอเดินเข้ามาในห้อง น้ำรินก็ถึงกับชะงักเมื่อเห็นธารานั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ในมือถือแปรงอันเดิมที่เคยแปรงผมให้เธอ แล้วจ้องมองด้วยแววตาเศร้าหมอง จนพยาบาลที่เอายาเข้ามาให้ออกปากถาม
“คุณธาราคิดถึงลูกสาวอีกแล้วเหรอคะ”
น้ำรินตามเข้ามาช้า ๆ
“ก่อนเกิดเรื่อง เค้านั่งอยู่ตรงนี้ ให้ฉันแปรงผมก่อนนอนเหมือนทุกๆ วัน”
ธาราสะเทือนใจจนน้ำตาจะไหล แต่เก็บกลั้นไว้ พลางมองออกไปข้างนอก เพราะไม่อยากแสดงความอ่อนแอต่อหน้าพยาบาล
“ถึงวันนี้จะไม่มีน้ำรินอยู่ที่นี่ แต่ในความรู้สึกของฉัน น้ำรินยังคงอยู่ข้างๆ ฉันเสมอ”
พยาบาลยิ้ม ก่อนจะค่อยๆ เดินเลี่ยงออกไปเงียบ ๆ
ธารายกนาฬิกาที่แขนขึ้นมาดูอีก เป็นจังหวะเดียวกับที่น้ำรินยื่นแขนข้างที่ใส่นาฬิกาออกไปเทียบ นาฬิกาแฝดเริ่มเดินอีกครั้ง ทั้งคู่ต่างแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
น้ำรินพยายามจะไขว่คว้ากอดแม่
“น้ำอยู่ที่ไหน ลูกได้ยินเสียงแม่รึเปล่า”
“น้ำอยู่ตรงนี้ค่ะแม่ อยู่ตรงหน้าแม่แล้ว”
“แม่คิดถึงน้ำเหลือเกิน”
ธาราเงยหน้าขึ้นมองมาทางน้ำริน ทั้งที่ความจริงเธอมองไม่เห็น
“แม่ แม่เห็นน้ำมั้ยคะ น้ำอยู่ตรงนี้แล้ว”
ธาราน้ำตาไหลพราก
“น้ำอยู่ไหน แม่ยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้เจอน้ำอีกครั้ง แม่ยอมแลกชีวิตของแม่เพื่อให้น้ำปลอดภัย
ทุกวันนี้แม่ยังจำเสียงน้ำที่บอกรักแม่ได้ แม่รู้สึกว่าลูกอยู่เคียงข้างแม่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าในความจริงแล้ว แม่จะไม่มีหนูอยู่”
ธาราน้ำตาร่วง
“แม่ได้ยินน้ำมั้ย น้ำอยู่ตรงนี้ น้ำบอกรักแม่แต่แม่ไม่ได้ยิน น้ำอยู่ตรงนี้ค่ะแม่”
น้ำรินทรุดลงร้องไห้ตรงหน้าธารา
เหยี่ยวเดินเข้ามาในบ้าน มองหาน้ำรินแต่ไม่เจอ พลันก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังแว่วมาเบาๆ จึงเหลียวมองไปทางหลังบ้าน แล้วเดินออกไปดู เห็นน้ำรินกำลังนั่งร้องไห้ โศกเศร้าเสียใจอย่างหนัก เหยี่ยวยืนงง ทำอะไรไม่ถูก
ทางด้านธาราก็นั่งเหม่อลอย ซึมเศร้าอยู่ที่ริมสระน้ำ ครู่หนึ่งสงครามก็เดินมาหาธารา พลางถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆค่ะ ก็แค่รู้สึกไม่สบายใจเรื่องยายน้ำ คุณจำนาฬิกาที่น้ำรินให้ฉันเป็นของขวัญวันเกิดได้มั้ยคะ”
สงครามพยักหน้า “นาฬิกาตาย แต่คุณไม่ยอมเอาไปซ่อม เพราะอยากเก็บไว้คิดถึงลูก”
“วันนี้อยู่ดีๆ มันก็เดิน แล้วมันก็หยุดเดินอีก ฉันเป็นแม่ ฉันรู้สึกว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับลูกแน่ๆ
ฉันจะให้ภพธรไปตามหาน้ำรินอีกครั้ง”
พอพูดถึงภพธร สงครามก็ลองถามหยั่งเชิง
“ถามจริงๆ คุณคิดยังไงถึงให้ภพธรแต่งงานกับลูกสาว”
ธาราชะงัก อึ้ง ด้วยความรู้สึกผิดกัดกินใจ
แล้วภาพเหตุการณ์ในอดีตก็ย้อนกลับมา
ธาราที่นั่งอยู่ในห้องทำงานเลื่อนเอกสารไปตรงหน้า
“เซ็นซะ สัญญานี้ จะรวมกิจการเข้ากับรินธารากรุ๊ป ถึงเป็นเงินไม่มาก แต่คุณก็เอาไปใช้ลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ ได้”
นุติมองหน้าธาราอย่างลำบากใจมาก
“ไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเราเลยเหรอธารา สามีคุณเป็นเพื่อนสนิทผม ถ้าเค้ารู้ว่าคุณทำกับผมแบบนี้.เค้าต้องไม่ยอม”
ธาราพูดเสียงดัง “เค้าต้องเข้าใจค่ะ มันเป็นวิถีของธุรกิจ ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก บริษัทคุณไปไม่รอดแล้ว ถ้าไม่ใช่ฉัน.ก็ต้องเป็นคนอื่น”
นุติกัดกรามกรอดด้วยความแค้น แต่ทำอะไรไม่ได้ จึงต้องยอมเซ็นเอกสาร ธารายิ้มอย่างพอใจ
“สองวันหลังจากนั้น นุติก็ฆ่าตัวตาย”
ธาราเล่าด้วยความสะเทือนใจ
“ฉันรับภพธรมาเลี้ยงเพื่อมนุษยธรรม ภพธรเป็นคนดี ฉลาด หัวไว ฉันหวังให้เป็นทายาทดูแลกิจการและน้ำรินแทนฉันในอนาคต”
“แต่ผมกลับคิดว่า การเลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้ ไม่ได้แปลว่ามันจะรู้บุญคุณคนเลี้ยงเสมอไป”
ธารามองหน้าสงคราม
“ถ้าคุณจะพูดให้ฉันระแวง บอกเลยว่าไม่สำเร็จ ฉันเลี้ยงภพธรมาฉันรู้ว่าเค้าเป็นคนยังไง”
จบประโยคก็เข็นรถเข้าบ้านไป สงครามมองตามด้วยความหนักใจและเป็นห่วง
เหยี่ยวกับน้ำรินนั่ง คุยกันอยู่ที่ริมน้ำบรรยากาศดี น้ำรินยังคงสะเทือนใจกับเรื่องที่ไปพบธาราผู้เป็นแม่ แต่ไม่สามารถสื่อสารกันได้
“สรุปว่าเธอชื่อน้ำริน เป็นลูกของคุณธาราที่หายไป”
น้ำรินพยักหน้าพร้อมกับสะอื้น “ฉันพยายามบอกแม่ว่าฉันกลับมาแล้ว แต่แม่ไม่ได้ยิน”
“โลกนี้มีผมเห็นดวงจิตคุณอยู่คนเดียว เราจะทำยังไงต่อไปดี มันต้องมีทางสิ”
“วันนี้คุณหายไปไหนมา”
“ผมไปสืบหาร่างคุณ ตรงที่เราเจอกันครั้งแรก แต่ยังไม่พบเบาะแสอะไร นอกจาก..”.
ภาพของวิญญาณชลชาติที่แฝงอยู่ในหน้าคนเมายา แว่บเข้ามาในความทรงจำ เหยี่ยวปลี่ยนใจไม่อยากพูดให้น้ำรินไม่สบายใจ
“ไม่มีอะไรหรอก นอกจากหลักฐานเดิมๆ น่ะ”
เช้ารุ่งขึ้น เหยี่ยวพาน้ำรินไปหาหลวงตาเคี้ยงที่วัด
“หมวดมีอะไรกับหลวงตาเรอะ”
เหยี่ยวส่ายหน้า “ผมไม่มีหรอกครับ แต่คนข้างๆเค้ามี”
หลวงตาเคี้ยงระแวงทันที “คนข้างๆ แน่ใจรึว่าคน”
เหยี่ยวยิ้มขำ รู้ว่าหลวงตาเคี้ยงกลัวผี
“ถ้ายังไง บอกโยมให้นั่งรอที่หน้าประตูก็ได้นะ หลวงตาสวดดัง ได้ยินถึง”
เหยี่ยวพยักหน้า น้ำรินถอยออกไปทางประตู
เหยี่ยวยื่นชุดสังฆทานให้หลวงตาเคี้ยง
“เค้าอยากทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และขอให้สิ่งที่ปรารถนาได้ประสบความสำเร็จครับ”
“บุญต้องสะสมไม่ใช่ว่าขอปุ๊บแล้วได้ปั้บ แต่เอาเถอะ พนมมือ ว่าตามหลวงตา”
เหยี่ยวกับน้ำรินพนมมือ แล้วสวดมนต์ตามไป
เหยี่ยวกับน้ำรินเดินเข้ามามองบ้านธารา
“คุณว่าวิธีนี้จะเวิร์คเหรอ” น้ำรินถามอย่างลังเล
“ไม่ลองก็ไม่รู้”
พูดพลางเอื้อมมือไปกดกริ่ง
เหยี่ยวนั่งคุยกับธารา โดยมีน้ำรินนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งคู่
“ลูกสาวฉันเป็นดวงจิต ไม่มีร่างกายอย่างงั้นเหรอ”
“ครับ”
ธารามองเหยี่ยวด้วยสายตาไม่เชื่อถือ “แล้วยังไง”
“เธอกำลังตามหาร่างของเธออยู่ ถ้าหาเจอ เธอก็จะกลับมาหาคุณได้”
“แล้วตอนนี้ดวงจิตที่คุณว่าอยู่ที่ไหน”
“ที่นี่”
ธาราชะงัก มองไปรอบๆ ตัว “ที่นี่งั้นเหรอ?”
“เธอต้องการพบคุณ”
ธาราจ้องหน้าเหยี่ยว “คุณรู้ได้ยังไง ในเมื่อลูกของฉันเป็นดวงจิต”
“ผมเป็นคนเดียวที่มองเห็นดวงจิตของน้ำรินครับ”
ธารามองเหยี่ยวด้วยแววตาโกรธ เพราะคิดว่ากำลังเล่นตลกอะไรกับเธอ
“คุณธาราต้องเชื่อผมนะครับ คือมันอาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่มีผมคนเดียวที่มองเห็นน้ำริน เธอไม่เหลือใครอีกแล้ว”
ธารานิ่งมองไปรอบๆ แต่ยังไม่ปักใจเชื่อ
“บอกแม่สิว่าฉันคิดถึงแม่มาก” น้ำรินเอียงหน้ามาบอกเหยี่ยว
“น้ำรินบอกว่าคิดถึงคุณมาก”
“น้ำคิดถึงฉัน”
เหยี่ยวกับน้ำรินรับคำพร้อมกัน ธาราทนไม่ได้ ระเบิดอารมณ์เสียงดังลั่น
“หมวดบ้าไปแล้วเหรอ ถึงขาฉันจะพิการ แต่สติปัญญาฉันไม่ได้พิการนะ หมวดต้องการอะไรถึงมาเล่นตลกกับฉันแบบนี้ คุณเห็นความทุกข์ของฉันเป็นเรื่องล้อเล่นงั้นเหรอ”
เหยี่ยวพยายายามอธิบาย
“ผมรู้ว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่มันเป็นเรื่องจริง น้ำรินอยู่ที่นี่ ข้างๆ ผม”
“พอแล้ว ฉันไม่อยากได้ยินคำพูดเหลวไหลไร้สาระจากหมวดอีกแล้ว ออกไป ออกไปก่อนที่ฉันจะรายงานผู้บังคับบัญชาของคุณ ฉันบอกว่าให้ออกไป”
น้ำรินเดินเข้ามามองปฏิทินแขวนบนผนัง สีหน้าสลดลง
“เวลาของฉันใกล้จะหมดแล้ว ฉันเหลือเวลาอีกสี่วันพระที่ต้องตามหาร่างให้เจอ ไม่อย่างนั้น ฉันก็จะกลายเป็นวิญญาณตลอดไป”
เหยี่ยวตกใจ “ทำไมไม่เคยบอกเรื่องนี้กับผม”
“ฉันไม่รู้ว่ามันสำคัญสำหรับคุณ”
“คุณสำคัญสำหรับผมที่สุด”
เหยี่ยวพูดอย่างจริงใจ ทั้งคู่สบตากัน สื่อความรักและความผูกพันทางสายตา
“ถึงต้องแลกด้วยชีวิต ผมจะต้องช่วยคุณให้ได้ ผมจะไม่ยอมให้คุณ กลายเป็นวิญญาณเด็ดขาด ผมอยากเห็นคุณมีความสุข...”
เหยี่ยวพูดแล้วชะงักไป น้ำรินยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“กับภพธร คู่หมั้นของคุณ”
น้ำรินหุบยิ้ม และเจ็บในใจขึ้นมาทันที เหยี่ยวก็อยู่ในอาการไม่ต่างกัน เมื่อคิดว่าต่างคนต่างรอเวลาเพื่อจะจากกันในไม่ช้า
เหยี่ยวกับจ่านกน้อย นั่งอยู่ในรถ พร้อมกับส่องกล้องทางไกลไปที่หน้าบริษัทรินธารากรุ๊ป โดยไม่ทันสังเกตว่ามีสายตาลึกลับซุ่มดูอยู่ห่างๆ
น้ำรินนั่งอยู่เบาะหลัง ยื่นหน้ามาถาม
“คุณมาทำอะไรที่นี่”
“วันนี้เราจะเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของภพธรอยู่ที่นี่ทั้งวัน”
น้ำรินถึงกับชะงักเมื่อได้ยินชื่อภพธร พลางครุ่นคิดเหมือนกำลังจะทำอะไรบางอย่าง พอนกน้อยเปิดประตูรถลงไป เธอก็รีบลงตาม แล้วเดินเข้าไปที่บริษัทธารากรุ๊ป โดยไม่เฉลียวใจว่ามีใครบางคนเดินตามหลังไปด้วย
ที่แท้สายตาลึกลับที่จ้องมอง และเดินตามน้ำริน ก็คือผียายปริกนั่นเอง
“หล่อนมาทำอะไรที่นี่”
“มาหาพี่ธร”
พูดจบก็เดินไป ผียายปริกบ่นอุบอิบๆ แต่ก็เดินตาม
น้ำรินเดินมาหยุดมองที่ป้ายบอร์ดบริหารของบริษัท เห็นชื่อภพธรในตำแหน่ง MD. และธาราในตำแหน่งประธาน
“เชื่อฉันเถอะ ต่อให้หล่อนเจอหน้าพี่ธรแบบจั๋งๆ หล่อนก็ไม่รู้สึกเสียวซ่านหัวใจหรอก”
ผียายปริกที่ตามมารีบบอก
“ไม่จริงหรอก พี่ธรเป็นคู่หมั้นฉัน เค้าอาจจะได้ยินสิ่งที่ฉันพูด หมวดเหยี่ยวยังได้ยินเสียงฉันเลย”
พูดจบก็หันไปเห็นภพธรเดินมาพอดี น้ำรินเดินออกไป ผียายปริกเจื้อยแจ้วต่อ โดยไม่รู้ว่าน้ำรินเดินไปแล้ว
“คนที่จะได้ยินหล่อนไม่ใช่เป็นแค่คู่หมั้นธรรมดา แต่ต้องเป็นคู่แท้ของหล่อน อ้าว ไปไหนแล้ว”
พลางหันซ้ายหันขวา แต่ก็หาน้ำรินไม่เจอแล้ว
น้ำรินตามมาแต่ไม่ทัน เพราะภพธรขึ้นรถออกไปแล้ว เธอถอนหายใจอย่างผิดหวัง พอหันมาอีกที ก็เจอนับดาวที่หอบเอกสารเดินออกมามองตามรถภพธร แววตามีเลศนัย น้ำรินมองนับดาวอย่างจำได้
เหยี่ยวซุ่มดูอยู่หน้าบริษัท เห็นรถของภพธรแล่นออกไป ก็รีบให้นกน้อยขับตามไปทันที
น้ำรินนั่งมาในรถกับนับดาว ที่ขับรถเข้ามาจอดที่หน้าคอนโดของภพธร จากนั้นก็เดินตามมาติดๆ โดยที่นับดาวไม่รู้ตัว
นับดาวเดินเข้าไปในคอนโด เข้าไปหยิบจดหมายจากตู้จดหมาย
“เป็นเลขาพี่ธร เธอต้องรู้จักฉันแน่ๆ นี่เธอ ได้ยินฉันมั้ย”
นับดาวกดลิฟต์แล้วเดินเข้าไป น้ำรินรีบเดินทะลุประตูลิฟต์ตามเข้าไป
นับดาวไขกุญแจเข้าห้องภพธร แล้วรีบปิดประตู พลางวางปึกจดหมายในมือที่โต๊ะข้างหน้าแล้วเดินเข้าไปในห้อง
น้ำรินเดินทะลุประตูเข้ามาอ่านหน้าซองจดหมาย เห็นเป็นชื่อภพธร
“ภพธร ที่นี่เป็นคอนโดพี่ธรล่ะสิ เลขามาทำไมที่คอนโดของเจ้านาย? ถ้าจะเอาเอกสารมาให้เซ็น ก็เอาไปให้เซ็นที่ทำงานก็ได้”
นับดาวเดินเข้าไปในห้องนอน น้ำรินเดินสำรวจดูรอบๆ ห้อง
ภพธรขับรถแล้วมองกระจกหลัง แล้วรู้สึกเอะใจ จึงมองที่กระจกส่องหลัง เห็นรถนกน้อยตามอยู่ห่างๆแล้วค่อยเบี่ยงหลบไปหลังรถคันอื่น
ภพธรรู้ตัวว่ามีรถตาม ก็เร่งความเร็วรถขึ้น นกน้อยเร่งความเร็วและแซงรถคันอื่นไปจนใกล้รถของภพธรโดยมีรถอีกคันคั่นกลาง
“เส้นนี้ออกนอกเมือง ถ้าเราโชคดี อาจจะได้เจอคลังยาเสพติดของมัน”
ขาดคำเหยี่ยว ภพธรก็หักเลี้ยวตรงที่กลับรถอย่างรวดเร็ว นกน้อยเบรกไม่ทัน
“ไปกลับรถข้างหน้าเลยจ่า ด่วน”
เหยี่ยวหันมองรถภพธรอย่างไม่อยากให้คลาดสายตา ในขณะที่นกน้อยรีบกลับรถตามรถภพธรไป
น้ำรินเดินเข้ามาในห้องนอนภพธร สิ่งแรกที่สะดุดสายตาคือรูปถ่ายนับดาวกับภพธรที่อยู่บนโต๊ะ
ข้างเตียง
นับดาวเดินออกมาจากห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดอยู่กับบ้านเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็เดินไปกดเปิดเพลงที่เครื่องเสียง หน้าตามีความสุขมาก
น้ำรินมองตามอย่างไม่เข้าใจ
นับดาวหยิบโทรศัพท์ออกมาหาภพธร แต่เป็นระบบฝากเสียง
“พี่ธรคะ เย็นนี้อยากกินอะไร ดาวติดต่อพี่ไม่ได้ ถ้างั้นดาวจะทำไก่อบซอสมะนาวของโปรดพี่ธรให้ทานนะคะ”
น้ำรินยืนเท้าเอวมอง
“นี่เธอ ทำตัวเป็นเมียเค้ามากกว่าเลขาอีกนะ”
นับดาวเริ่มเตรียมกับข้าวให้ภพธรอย่างมีความสุข ท่ามกลางสายตาไม่เข้าใจของน้ำริน
ธาราถือธูปหนึ่งดอกไหว้อัฐิของนุติ แล้วมองรูปด้วยความเสียใจ
“ถึงเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ฉันก็ยังเสียใจที่เป็นต้นเหตุ ทำให้เกิดเรื่องร้ายแรงกับเธอและครอบครัว”
ธาราเอื้อมมือไปปักที่กระถางธูป สงครามส่งช่อดอกกุหลาบสีขาวให้ ธารานำมาวางไว้ที่ข้างกระถางแล้วพูดกับรูปนุติ
“ฉันขอโทษนะนุติ”
ธาราพูดกับสงคราม ขณะที่กำลังเข็นรถเธอมาตามทางเดินที่ทอดยาว
“สิ่งที่ฉันพยายามชดใช้ให้ภพธร มันเทียบไม่ได้กับการที่เค้าต้องเสียพ่อไป แต่ฉันมั่นใจว่าภพธรรู้ถึงความตั้งใจของฉัน “
“ถึงมั่นใจก็อย่าประมาท”
“หมาแมวยังซื่อสัตย์กับเจ้าของ แล้วนี่คนทั้งคน จะไม่รู้จักบุญคุณเชียวเหรอ คุณเลิกสงสัยเค้าได้แล้ว”
สงครามพูดอย่างจริงจัง
“ตราบใดที่ชีวิตคุณยังอยู่ในอันตราย ผมเลิกสงสัยใครไม่ได้ ดอกแก้วของผมจะต้องอยู่ในที่ๆ สูงและปลอดภัยที่สุด”
พอสงครามกับธาราออกไป ภพธรก็ก้าวออกมาจากที่ซ่อน เดินเข้าไปตรงหน้าที่เก็บอัฐิของนุติ พลางมองรูปพ่อด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตั้งใจแรงกล้าและความแค้นที่ฝังลึก
เหยี่ยวกับนกน้อยย่องเข้ามาแอบซุ่มดูอยู่ไกลๆ แต่บังเอิญเสียงวิทยุสื่อสารดังขึ้น นกน้อยรีบปิดเสียง
ภพธรยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าที่เก็บอัฐิ พลางปรายหางตามองไปทางที่ซ่อนของเหยี่ยวและนกน้อยแว้บนึง ก่อนจะก้มลงกราบลาที่เก็บอัฐิของนุติ แล้วเดินออกไป เหมือนไม่รู้ว่ามีคนแอบตาม
ภพธรปักธูปลงบนกระถาง แล้วก้มกราบพระ เหยี่ยวกับนกน้อยแอบดูอยู่ที่หน้าต่างของโบสถ์ แล้วพบว่ามีภพธรนั่งอยู่คนเดียว
พลันเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ภพธรกดรับสาย
“ยืนยันตามนัดหมาย ผมจะรอที่เดิม”
ภพธรกดวางสาย แล้วหลับตาลงนั่งสมาธิ เหยี่ยวกับนกน้อยหันมาสบตากัน แล้วค่อยๆหลบเดินห่างออกมา
“ทำบาปในที่บุญ นัดซื้อขายยาเสพติดในโบสถ์ ยังกับจะให้พระเป็นพยานความชั่ว”
นกน้อยส่ายหน้าอย่างรับไม่ได้
“คนสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้ ดูภายนอกอาจจะเป็นคนดี แต่ความจริงแล้วชั่วร้ายสุดๆ สงสารก็แต่ผู้หญิงที่ไปหลงเชื่อ”
เหยี่ยวคิดถึงน้ำรินอย่างเป็นห่วง
“ผู้หญิงคนไหนเหรอครับ”
“อ๋อ พูดถึงทั่วไปๆ น่ะ เรารอแถวนี้แหละ เดี๋ยวอีกฝ่ายคงมา”
ทั้งคู่ซุ่มรออยู่เป็นชั่วโมงก็ยังไม่มีใครมา เหยี่ยวรู้สึกผิดสังเกต รีบตรงไปยังประตูโบสถ์ทันที พอเข้าไปกลับเจอพระภิกษุ 1 รูป กำลังทำความสะอาด
“ผู้ชายที่นั่งสมาธิไปไหนแล้วครับ”
“ออกไปแล้วล่ะโยม”
เหยี่ยวกับนกน้อยงง
“แต่ผมนั่งอยู่หน้าประตูตลอด ทำไมไม่เห็นล่ะครับ”
“อ๋อ เค้าออกไปทางประตูหลังพระประธาน”
เหยี่ยวส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด
ภพธรเอื้อมเข้ามาคว้าช่อกุหลาบขาว ที่วางอยู่ที่เก็บอัฐินุติ จากนั้นก็นั่งเรือไปอีกฟากของแม่น้ำไปขึ้นที่ท่าน้ำของสถานพยาบาลที่อยู่ริมแม่น้ำ
ภพธรก้าวลงจากเรือ ถือช่อกุหลาบขาวเข้าไปในสถานพยาบาล ตรงมาที่หน้าห้องพัก พยาบาลเดินออกมาพอดี
“คุณหมอมารอคุณภพธรตามนัด แต่ถูกตามตัวเข้าห้องผ่าตัดด่วนก็เลย ออกไปแล้วค่ะ”
“ไม่เป็นไร ผมติดธุระออกมาไม่ได้ คุณช่วยส่งรายละเอียดอาการคนไข้ กับค่าใช้จ่ายเข้าอีเมล์ผมด้วย”
พยาบาลรับคำ แล้วเดินไป ภพธรเปิดประตูเข้าไปในห้อง
ภพธรถือช่อดอกกุหลาบขาวเข้ามาในห้องคนไข้ แล้ววางลงข้างๆ ร่างหนึ่ง ที่ห่มผ้าสีขาว นอนหลับอยู่อย่างสงบบนเตียง พลางพูดด้วยน้ำเสียงและสายตาที่อ่อนโยน แต่ดูเหมือนมีอาการทางจิตนิดๆ
“พี่เอาดอกกุหลาบสีขาวที่เธอชอบมาฝาก เธอคงไม่ถือที่มันเคยเป็นดอกไม้ที่ใช้ไหว้คนตาย เพราะเธอเองก็ไม่ต่างกันซักเท่าไหร่”
ร่างน้ำรินที่นอนอยู่บนเตียง หลับตานิ่ง ภพธรลูบผมเธอด้วยความนุ่มนวลรักใคร่ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าแววตาเป็นเคียดแค้น
“วันนี้แม่ของน้องน้ำไปเยี่ยมพ่อพี่ด้วย คุณอาธาราบอกว่าเสียใจที่เป็นต้นเหตุทำให้พ่อพี่ตาย แต่มันโกหก มันไม่เคยเสียใจ พี่ถึงต้องทำให้มันเสียคนที่มันรักบ้าง มันจะได้รู้รสชาติของความสูญเสีย ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต ถึงจะ
สาสม พี่ไม่ได้เกลียดเธอเลยนะน้ำริน แต่เธอผิดที่เกิดมาเป็นลูกนังธารา”
ภพธรยกหมอนไปที่หน้าน้ำริน แล้วกดหมอนแน่นขึ้นเรื่อยๆ
สัญญาณหัวใจและชีพจรเต้นผิดปกติทันที
ภายในใจของภพธรสับสน เพราะใจหนึ่งก็แค้น แต่อีกใจหนึ่งก็สงสาร ไม่อยากทำร้ายน้ำริน
พลางนึกถึงเหตุการณ์ช่วงที่นุติเสียชีวิต ภพธรยืนมองรูปพ่อแล้วร้องไห้
“พ่อครับ ผมอยู่ยังไงคนเดียว”
มือเล็กๆของน้ำรินสอดเข้ามาจับมือเขาไว้แน่น
“พี่ธรอยู่กับน้ำนะคะ น้ำจะดูแลพี่ธรเอง น้ำสัญญา”
ภพธรมองน้ำรินอย่างซึ้งใจ
ภพธรน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาเต็มเบ้า จากนั้นก็เหวี่ยงหมอนทิ้งไปทันที
“ทำไมเธอไม่ตายซะ ตั้งแต่ตอนที่พี่ทำให้เธอเกิดอุบัติเหตุ ถึงตอนนี้พี่ไม่รู้จะทำยังไงกับเธอ พี่ทนเห็นเธอตายต่อหน้าไม่ได้”
ภพธรดึงมือน้ำรินขึ้นมา แล้วซบหน้าลงบนมือน้ำตาคลอ
สงครามนั่งนวดเท้าให้ธารา ที่ชักเริ่มสงสารเขาขึ้นมาแล้ว
“ถามจริงๆเถอะค่ะ ทั้งๆ ที่ฉันวีนเหวี่ยงใส่คุณสารพัด คุณยังจะดีกับฉันอีกเหรอคะ”
“ผมไม่ได้เพิ่งรู้จักคุณแค่วันนี้ แต่รู้จักคุณมาทั้งชีวิตผม แค่ลม ทำให้ภูเขาสั่นคลอนไม่ได้หรอก”
สงครามมองด้วยสายตามีความหมาย แล้วก็ก้มหน้าก้มตานวดเท้าต่อ ธารารู้สึกอบอุ่นหัวใจ
ทางด้านน้ำรินก็ยืนกอดอกดูนับดาวทำตัวเสมือนเป็นเจ้าของห้อง อย่างสงสัยและหวาดระแวง
ภพธรเลี้ยวรถเข้ามาจอดในอาคารที่จอดรถของคอนโด พลันก็มีเสียงเตือนว่ามีอีเมลล์เข้ามา จึงรีบหยิบมือถือขึ้นมาโหลดอ่าน ปรากฎภาพใบวางบิลค่าใช้จ่ายของสถานพยาบาล
จังหวะเดียวกับที่นับดาวเปิดอีเมลล์ที่คอมพิวเตอร์ในห้องพอดี
“บิลค่าใช้จ่ายของสถานพยาบาล ?”
.
อ่านต่อหน้า 2
ภพรัก ตอนที่ 12 อวสาน (ต่อ)
ภพธรเดินมาที่หน้าลิฟต์ พลางอ่านรายงานอาการของน้ำริน กับดูรายละเอียดค่าใช้จ่ายในมือถือ จากนั้นก็เดินเข้าลิฟต์ไป
นับดาวกวาดตาอ่านรายงานในคอมพิวเตอร์ แล้วก็ถลึงตาด้วยความโกรธจัด
“นังน้ำรินยังไม่ตาย”
ภพธรเปิดประตูเข้ามาในห้อง น้ำรินเดินออกมาจากห้องนอน ก็ยิ้มอย่างดีใจ
“พี่ธร”
นับดาววิ่งถลาออกมาจากห้องทำงาน
“พี่ธร”
นับดาวกอดแล้วหอมแก้มภพธรซ้ายขวาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
น้ำรินยืนมองด้วยอาการตะลึง อึ้ง และช็อก
ภพธรเดินเข้ามาในห้องทำงาน ไปนั่งที่โต๊ะทำงาน นับดาวอ้อมหลังไปกอดคอไว้ด้วยท่าที่สนิทสนม น้ำรินยืนมองที่มุมห้อง รู้สึกรับไม่ได้กับท่าทางสนิทสนมของนับดาว
ภพธรกดเปิดคอมพิวเตอร์ นับดาวรีบทำเสียงอ้อน
“อะไรคะ กลับมาก็ทำงานต่อเลยเหรอ พักหน่อยเถอะค่ะ ดาวแช่เบียร์เย็นๆไว้ ดื่มซักแก้วแล้วค่อยอาบน้ำดีมั้ยคะ “
ภพธรปลดมือนับดาวออกจากคอ นับดาวชะงักกับการโดนผลักออกเป็นครั้งที่สอง
“ไปพักผ่อนตามสบายเถอะ พี่ขอโอนเงินก่อน”
“บัญชีใครคะ ให้ดาวโอนให้ก็ได้”
ภพธรเสียงแข็งขึ้นมาทันที “ไม่ต้อง พี่ทำเอง”
“งั้นดาวนวดให้”
ภพธรปัดมือออก นับดาวก็หมดความอดทนกับอาการผลักไสของภพธร แล้วระเบิดอารมณ์โวยวายเสียงดังลั่น จนน้ำรินเองก็ตกใจ
“ดาว อย่าเพิ่งหาเรื่องได้มั้ย พี่เหนื่อย”
“แล้วไม่คิดว่าดาวเหนื่อยบ้างเหรอคะ ดาวต้องเอาอกเอาใจ คอยรับใช้พี่ทุกอย่าง ตั้งแต่ที่ทำงานยันบนเตียง”
น้ำรินช็อก แม้ว่าจะคาดคิดไว้ก่อนแล้วก็ตาม
“พี่เบื่อดาวแล้วใช่มั้ย พี่ยังรัก ยังคิดถึงนังน้ำรินมากใช่มั้ย”
ภพธรพยายามปราม “ดาว อย่างี่เง่าน่า”
“ดาวไม่ได้งี่เง่า พี่ธรนั่นแหละที่ไม่เหมือนเดิม พี่ไม่เคยมีความลับกับดาว”
นับดาวหลุดปาก ภพธรก็ชะงักระแวงทันที
“ความลับอะไร พี่ถามว่าความลับอะไร”
นับดาวรู้สึกตัวก็รีบบ่ายเบี่ยง
“ไม่รู้ค่ะ ดาวแค่สงสัย เพราะพี่ไปไหน ไปทำอะไรก็ไม่เคยบอกดาวสักครั้ง “
ภพธรเสียงแข็งขึ้นมาทันที
“แล้วทำไมพี่ต้องรายงานดาวด้วย ดาวเป็นใคร พี่เป็นใครอย่าลืมตัวลามปามให้มันมากนัก”
นับดาวโกรธจนน้ำตาไหล
“ใช่ซิ ดาวไม่ใช่น้ำรินนี่ ขนาดมันเป็นผู้หญิงเอาแต่ใจ ชอบกดหัวใช้คนอื่น ไม่เคยดูแลสนใจพี่ธรเลย พี่ก็ยังรักมัน”
น้ำรินฟังนับดาวพูดถึงตัวเองแล้วก็อึ้ง ภพธรรำคาญ รีบเดินออกไปจากห้องทำงาน แต่นับดาวยังคงตามตอแย ก่นด่าน้ำรินด้วยความเจ็บแค้น
“ดาวต่างหากที่ทำทุกอย่างเพื่อพี่ แต่พี่กลับไปรักนังผู้หญิงเห็นแก่ตัวนั่น ดาวเกลียดมัน เกลียดๆ ดาวเกลียดมัน ได้ยินมั้ย พี่ธรรักมันมากแค่ไหน ดาวก็จะเกลียดมันเป็นร้อยเท่าพันเท่า”
นับดาวพูดใส่หน้า ภพธรตาลุกวาว ดึงนับดาวเข้ามาประจัญหน้าใกล้ๆ
“น้ำรินไม่ใช่ผู้หญิงเห็นแก่ตัว เค้าเป็นคนดีกว่าที่เธอคิด เธอจะเกลียดชังน้ำรินเท่าไหร่ พี่ไม่สน แต่ถ้าเธอยังขืนพูดถึงน้ำรินในทางไม่ดีอีกแม้แต่คำเดียว ชาตินี้เราไม่ต้องเจอกันอีก”
พูดจบก็ผลักนับดาวออกแล้วเดินเข้าห้องนอนไป น้ำรินซึ้งใจที่ภพธรปกป้องเธอ
นับดาวหายใจแรงด้วยความโกรธแค้นหนักขึ้นกว่าเดิม
“ก็ได้ แต่โลกนี้จะต้องไม่มีคนชื่อน้ำรินอีกต่อไป”
“นับดาว ผู้หญิงคนนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการที่ร่างฉันหายไป ดีไม่ดีอาจจะเป็นคนร้ายเองก็ได้”
น้ำรินบอกกับเหยี่ยว ขณะเดินคุยกันมาตามทาง
“ความเกลียดชังก็เป็นเหตุจูงใจอย่างนึง แล้วพี่ธรของคุณว่ายังไง”
แม้จะสงสัยภพธร แต่เหยี่ยวก็ไม่อยากถามออกไปชัดๆ
“พี่ธรพยายามปกป้องฉัน นับดาวก็เลยยิ่งคลั่ง เกลียดฉันเข้าไปใหญ่”
“พรุ่งนี้ผมจะลองตามเรื่องผู้หญิงคนนี้ดู เราเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ทำอะไรได้ก็ต้องรีบทำ”
ทั้งสองมองหน้ากัน ด้วยรู้ว่าเวลาใกล้หมดเต็มที
“ฉันอยากลองไปหาแม่อีกซักครั้ง คุณไปกับฉันได้มั้ย”
“ผมไม่มีวันปล่อยมือจากคุณ ผมจะไปกับคุณทุกที่”
เหยี่ยวมองตาน้ำริน สายตาเศร้า บ่งบอกถึงความรักหมดหัวใจ พลางดึงเธอเข้ามากอดไว้แนบอก น้ำรินรู้สึกเศร้าจนน้ำตาไหลออกมา
ในใจของทั้งคู่เต็มไปด้วยความขมขื่นด้วยรู้ว่าไม่นานต้องจากกัน
เหยี่ยวกับน้ำรินยืนกอดอกมองสายน้ำที่อยู่เบื้องหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลใจเรื่องที่จะไปหาธาราอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น เพราะเกรงว่าธาราจะไม่เชื่อเรื่องที่เกิดขึ้น
“มีช่วงเวลาพิเศษของคุณกับแม่ที่รู้กันแค่สองคนมั้ยล่ะ”
เหยี่ยวถามอย่างจริงจัง น้ำรินหยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบ
“แม่ฉันเป็นเวิร์คกิ้งวูแมน ทำงานตลอดเวลา แต่ถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็จะทุ่มเทให้ลูกทันที แม่ไม่เคยพลาดงานวันแม่ที่โรงเรียนเลย ฉันเป็นคนเดียวในโรงเรียนที่มีแม่มาร่วมงานวันพ่อ แล้วฉันก็ได้กราบแม่แทนพ่อ เพราะแม่เป็นทั้งพ่อและแม่ของฉัน”
เหยี่ยวหน้าสลด
“วันพ่อกับวันแม่เป็นวันที่เศร้าที่สุดสำหรับผม เพราะผมไม่มีทั้งสองอย่าง ผมแทบจะจำไม่ได้แล้วว่าความรู้สึกตอนโดนแม่กอดเป็นยังไง”
เหยี่ยวกอดตัวเองแน่นขึ้น ด้วยความโหยหาความอบอุ่น น้ำรินหันไปมอง ก่อนตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง
“ขอโทษนะ ที่ฉันเป็นแค่ดวงจิต คงทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยไม่ได้”
น้ำรินกอดเหยี่ยวด้วยหัวใจ จนเขารู้สึกประหลาดใจ เพราะแม้ว่าร่างกายจะไม่ได้สัมผัสกันอย่างแท้จริง แต่ก็สัมผัสได้ถึงความรักของเธอที่มีต่อเขา
“ขอบคุณนะครับ ผมจะไม่ลืมความรู้สึกนี้เลย”
เหยี่ยวจูงจักรยานออกมาจากบ้าน น้ำรินเดินตามมาด้วย
ยายนวล นกน้อย ปลาทู ปูอัดยืนรอหลวงตาเคี้ยงบิณฑบาต เหยี่ยวจึงชวนน้ำรินเข้ามาสมทบ
ครู่หนึ่งหลวงตาเคี้ยงก็เดินมา เหยี่ยวรีบพนมมือ “นิมนต์ครับหลวงตา”
หลวงตาเคี้ยงเดินมารับบาตร เหยี่ยวจับทัพพีขึ้นมาตักข้าว แล้วหันมากระซิบกับน้ำรินเบาๆ
“ใส่บาตรด้วยกันสิน้ำ”
“ได้เหรอ”
เหยี่ยวพยักหน้า แล้วเว้นที่ให้น้ำจับทัพพีด้านบน แล้วก็ตักบาตรด้วยกัน
หลวงตาเคี้ยงกระซิบถามเหยี่ยว “น้ำคือผู้หญิงคนนั้นเหรอ”
เหยี่ยวพยักหน้า หลวงตาเคี้ยงหายใจเฮือกด้วยความกลัว แต่พยายามข่มไว้ ครั้นพอให้พรเสร็จก็รีบเปิดไปทันที
เหยี่ยวรีบขึ้นจักรยาน โดยมีน้ำรินขึ้นซ้อนท้าย
“ผมไปก่อนนะยาย”
“จะไปไหน รอก่อนสิ หนูแนนกำลังมา”
เหยี่ยวไม่สนใจ ขี่จักรยานไปเลย ยายนวลส่ายหน้าอย่างระอา นกน้อยมองตามเหยี่ยวอย่างรู้สึกเอะใจสงสัย ก่อนที่จะมาแอบคุยกับปลาทู และปูอัด ว่าเหยี่ยวมีท่าทีชอบกล เหมือนพยายามหลบหน้าแนน เพราะไม่เต็มใจหมั้น
แนนยืนฟังอยู่ด้านหลัง สีหน้าไม่สบายใจ ยายนวลออกมาจากบ้านก็รีบทัก
“อ้าว แนน มาแล้วเหรอ”
นกน้อย ปลาทู ปูอัดตกใจ
แนนคิดมากกับสิ่งที่ได้ยิน จึงออกมาคิดอะไรเงียบๆ คนเดียว ยายนวลตามออกมาด้วยความเป็นห่วง แล้วพยายามพูดปลอบใจ
“มันคงเขินมั้ง คนเคยเป็นเพื่อนสนิท พอเปลี่ยนสถานะเป็นคู่หมั้นก็เลยไม่คุ้น ให้เวลามันปรับตัวหน่อย เดี๋ยวก็ดีไปเองแหละ “
แนนรู้สึกดีขึ้นนิดหนึ่ง แต่ลึกๆในใจก็ยังคงไม่สบายใจ
ธาราเข็นรถตัวเองเข้ามาในบ้าน สีหน้าไม่พอใจกับเรื่องที่เหยี่ยวเล่าให้ฟัง เหยี่ยวกับน้ำรินรีบตามเข้ามา
“ถ้าจะมาพบฉันด้วยเรื่องไร้สาระ ก็ออกไปซะเถอะ ฉันคิดว่าเราคุยกันเข้าใจไปตั้งแต่คราวที่แล้วนะ”
“ผมขอโอกาสอธิบายอีกสักครั้งเถอะครับ มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับลูกสาวของคุณธารานะครับ”
พลางหันไปกระซิบกับน้ำริน “คงต้องเริ่มเรื่องที่คุณกับแม่รู้กันแค่สองคนแล้ว”
น้ำรินมองซ้ายมองขวา แล้วรีบบอกกับเหยี่ยว
“บอกแม่ว่า แม่เคยช่วยฉันเลือกการ์ดแต่งงานตรงนั้น”
พอเหยี่ยวหันมาบอก ธาราก็ชะงักไปทันที เหยี่ยวรีบบอกต่อตามที่น้ำรินบอก
“คุณบอกน้ำรินว่า นี่เป็นบทเรียนแรกของหงส์ที่จะอยู่เหนือมังกร”
จากนั้นน้ำรินก็พูดให้ฟังอีกหลายเรื่อง ธาราอึ้ง มองเหยี่ยวด้วยสายตาค้นหา
“เธอรู้ได้ยังไง”
“เพราะดวงจิตของน้ำรินบอกผม เธอยืนอยู่ข้างๆ ผมตอนนี้”
ธารานิ่งแววตาเครียด เดาอารมณ์ไม่ถูกว่ากำลังเชื่อหรือกำลังโกรธกันแน่
“บอกแม่เรื่องนาฬิกาแฝด”
พลางชูนาฬิกาให้ดู เหยี่ยวแปลกใจเมื่อเห็นนาฬิกาของน้ำรินเหมือนกับนาฬิกาของธารา
“นาฬิกาของคุณเป็นนาฬิกาแฝด นาฬิกาเรือนนี้น้ำรินเป็นคนซื้อให้คุณ เพราะต้องการให้ใส่ติดตัว เพื่อจะได้ระลึกถึงกันเสมอ”
ธารานั่งนิ่ง “ใครๆ ก็รู้ว่าลูกฉันซื้อนาฬิกาให้เป็นของขวัญวันเกิด มันไม่ใช่ความลับ”
น้ำรินอ้ำอึ้งไม่รู้จะทำไง พยายามหาทางทำให้แม่เชื่ออยู่
“คุณเล่าให้แม่ฟังอีกรอบสิ คราวนี้เอาตั้งแต่วันที่คุณเจอฉันเลยนะ เล่าให้ละเอียดยิบเลย”
เหยี่ยวถอนหายใจ หันหน้ามาอ้าปากจะเล่า แต่ธาราพูดขัดขึ้นมาก่อน
“พอแล้ว ฉันไม่อยากได้ยินเรื่องเหลวไหลไร้สาระอะไรอีกแล้ว ออกไป ออกจากบ้านฉัน”
เหยี่ยวหันไปมองน้ำรินเหมือนกำลังพยายามหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ธาราน้ำตาคลอด้วยความเครียด
เหยี่ยวถอนหายใจยาว ตัดสินใจยกมือไหว้ธาราแล้วเดินออกไป
น้ำรินมองธารา ร้องไห้ แล้วรีบเดินตามเหยี่ยวไป ธาราบีบมือจับรถเข็นแน่น กลั้นน้ำตาสุดกำลัง
ภพธรที่แอบฟังอยู่ ได้ยินทุกอย่าง เริ่มระแวงว่าเหยี่ยวจะรู้อะไรเกี่ยวกับน้ำรินบ้าง
ธารานั่งอยู่ที่บริเวณริมหน้าต่าง มองลงมายังเบื้องล่างเห็นเพียงเหยี่ยวยืนอยู่คนเดียว แต่เหมือนว่าเธอกำลังมองไปที่น้ำริน พลางถอนหายใจยาว สับสนในความคิด เพราะเรื่องที่เหยี่ยวเล่ามันยากที่จะเชื่อถือได้
น้ำรินพูดเศร้าๆ
“ฉันหมดหวังแล้ว ชาตินี้ฉันอาจจะไม่มีโอกาสพบกับแม่อีกแล้วก็ได้”
“เรายังมีเวลาอีกตั้งเดือนนึงที่จะหาร่างคุณให้เจอ”
น้ำรินส่ายหน้า “ฉันไม่อยากฝันอะไรลมๆแล้งๆอีกแล้ว”
เหยี่ยวเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “มานี่ ผมจะพาคุณไปดูอะไร”
พูดจบก็รีบจูงมือพาน้ำรินไป
เหยี่ยวพาน้ำรินมารับกรอบรูปจิ๊กซอว์ที่สั่งทำไว้ที่ร้าน จากนั้นก็พามาเปิดดูกันที่ริมแม่น้ำ
“คุณรู้มั้ยว่าผมใช้เวลาต่อจิ๊กซอว์รูปนี้กี่ปี”
“ปีนึง สองปี”
เหยี่ยวส่ายหน้า แล้วพูดเสียงมั่นคง
“สิบปี เพราะรูปนี้เป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่ครอบครัวผมได้อยู่ด้วยกันผมต่อมันช้าๆ เพื่อให้ตัวเองได้อยู่กับความฝันที่มีพ่อกับแม่อยู่ด้วย ในความฝันผมได้เล่นน้ำทะเล ได้วาดรูปบนทราย กับน้องคนนั้น”
น้ำรินมองเหยี่ยวอย่างเข้าใจและเห็นใจ
“เอ๊ะ เดี๋ยว น้องคนนั้น”
ภาพในอดีตหวนคืนกลับมาในความทรงจำของน้ำริน เป็นภาพปะติดปะต่อเหมือนฟิล์มขาดที่เอามาร้อยเข้าด้วยกัน
น้ำรินมองหน้าเหยี่ยวแล้วหันกลับไปมองรูปอีกอย่างตื่นเต้น
“เด็กผู้หญิงคนนั้นคือฉันเอง”
เหยี่ยวตกใจ และตื่นเต้น “ฮะ? เด็กผู้หญิงคนนั้นคือคุณเองเหรอ”
“ใช่ ฉันจำได้ วันนั้นแม่ไปทำงานที่ทะเล แล้วก็พาฉันไปด้วย คุณคือพี่ชายใจดีที่สอนฉันวาดรูป”
น้ำรินหันมาทางเหยี่ยวแล้วพบว่าหน้าของเหยี่ยวอยู่ชิดกับเธอ ดวงตาหวานฉ่ำ
“คุณจะทำอะไร”
น้ำรินตกใจเขิน เหยี่ยวยิ้มกรุ้มกริ่ม
“วันนั้นคุณขโมยหอมแก้มผม ผมก็จะเอาคืนน่ะสิ”
“ฉันเนี่ยนะ หอมแก้มคุณ”
น้ำรินคิดถึงภาพเหตุการณ์ในวันนั้น แล้วก็เขินจนวางหน้าไม่ถูก
“จริงด้วยสิ น่าอายจังเลย”
“ไม่เห็นต้องอายเลย ให้ผมหอมคืนทีนึงก็หายกันแล้ว”
น้ำรินยิ่งเขินหนัก “มันหอมกันได้ที่ไหนล่ะฉันเป็นแค่ดวงจิตนี่นา”
“ก็แปะโป้งไว้ก่อน คุณกลับเข้าร่างได้เมื่อไหร่ ผมจะทวงหนี้ทันที”
น้ำรินหน้าเศร้าทันที “มันคงไม่มีวันนั้นหรอก คุณอย่าหวังอะไรที่มันไม่มีวันเป็นจริงเลยค่ะ”
“คุณยังมีความหวัง คุณเชื่อผมสิ ผมมั่นใจว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ จะต้องสำเร็จ เราจะหาร่างของคุณพบแน่ๆ “
น้ำรินกับเหยี่ยวมองตากันส่งผ่านความหวังให้กันและกัน
เหยี่ยวถือกรอบรูปมือหนึ้ง ส่วนอีกมือ จูงมือน้ำรินกลับมาถึงบ้าน ขณะที่แนนกำลังรีดเสื้อของเหยี่ยว ที่ราวข้างๆ แขวนเสื้อเหยี่ยวเรียงไว้เต็มราว
เหยี่ยวกับน้ำรินอึ้งไปทันที
“แนน มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
ยายนวลเดินออกมาจากบ้าน แล้วรีบตอบแทน
“มารอตั้งแต่เช้า เก็บบ้านเก็บช่องรอเอ็งทั้งวัน ไปไหนมา กลับซะมืดเชียว วันหยุดทั้งทีแทนที่จะอยู่กับคู่หมั้น”
เหยี่ยวกับน้ำรินมองหน้ากันอย่างอึดอัด แนนรีบบอกว่าไม่เป็นไร พลางปิดเตารีด แล้วเดินเข้าไปในครัว เพื่อเตรียมอาหาร
เหยี่ยวกับน้ำรินยิ่งอึดอัดใจ ยายนวลรีบดันตัวเหยี่ยวให้ตามไปทันที
“ยืนเฉยอยู่ทำไมล่ะ ไปช่วยหนูแนนสิ เอาใจเค้าด้วยล่ะ ผู้หญิงดีๆแบบนี้หาไม่ได้แล้วนะโว้ย”
เหยี่ยวจำใจเดินเข้าไปหาแนนในครัว น้ำรินลำบากใจ คิดถึงตัวเองแล้วสะท้อนใจพูดอะไรไม่ออก
“วันนี้ฉันรู้สึกว่าลูกอยู่กับฉัน น้ำรินอาจจะอยู่ตรงนั้นจริงๆ ก็ได้”
ธาราพูดกับสงครามอย่างสับสน
“คุณคิดไปเองรึเปล่า”
“ฉันไม่ได้คิด แต่ฉันรู้สึกได้ มันเป็นความรู้สึกของคนเป็นแม่ ที่มีต่อลูก”
สงครามมองธาราอย่างสงสารและเห็นใจ “คุณรู้สึกเพราะใจคุณเชื่อ”
“สิ่งที่เจอวันนี้มันทำให้ฉันสับสน ใจนึงก็อยากให้มันเป็นเรื่องจริง แต่อีกใจก็บอกว่ามันเป็นไปไม่ได้”
“ค่อยๆ คิด ใช้สติ แล้วคุณจะรู้ว่าอะไรจริง ไม่จริง”
ธาราพยายามกลั้นไม่ร้องไห้ แต่พอสงครามเข้ามาแตะที่ไหล่เบาๆ อย่างต้องการส่งผ่านกำลังใจ น้ำตาก็ร่วงพรูออกมาทันที
ภพธรยืนมองไปนอกหน้าต่าง สีหน้าเคร่งเครียด
“ทำไมหมวดเหยี่ยวต้องเข้ามายุ่งเรื่องน้ำริน หรือมันจะรู้อะไรแล้วแกล้งทำมาเป็นหยั่งเชิงกับนังธารา”
นับดาวเดินเข้ามาข้างหลังพูดด้วยเสียงอ่อนหวาน อาสาจะไปสืบเรื่องให้
ภพธรยิ้มรับด้วยความพอใจ นับดาวเดินออกไป แววตาและสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นร้ายเลือดเย็นทันที
นับดาวเดินเข้าไปในสถานพยาบาลด้วยมาดนิ่ง สีหน้าเยือกเย็นมาก พยาบาลเดินออกมาต้อนรับ
“มาเยี่ยมใครคะ”
นับดาวชักปืนพกออกมาจากกระเป๋า ทุบที่ซอกคอของพยาบาล จนสลบร่วงไปที่พื้น แล้วเดินบุกเข้าไป ด้วยสีหน้าโหดเหี้ยมเลือดเย็น
นับดาวเปิดประตูห้องเข้าไป เจอร่างน้ำรินที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ก็ถึงกับผงะ สีหน้าขมขื่น น้ำตาเอ่อขึ้นมาเต็มด้วยความโกรธ และแค้นสุดขีด
“พี่ธรเอาแกมาซ่อนเอาไว้ที่นี่ พี่ธรยังรักแก เพราะอย่างงี้พี่ธรถึงไม่รักฉัน พี่ธรยังตัดใจจากแกไม่ได้ ทั้งๆ ที่คนอย่างแก มีดีก็แค่สวยรวย แต่ชอบโขกสับคนที่ต่ำต้อยแล้วเหยียบซ้ำให้จมดิน”
นับดาวจิกผมน้ำรินขึ้นมา
“ชอบจิกหัวใช้นักใช่มั้ย โดนบ้างแล้วรู้สึกยังไง”
จากนั้นก็กระชากผมน้ำรินตามอารมณ์โกรธแค้น ก่อนที่จะผลักหัวกลับไปที่เตียงโครมใหญ่ พลางมองด้วยความแค้นใจ
“เวลาฉันโดนแกจิกหัวใช้ต่อหน้าพี่ธรกับเพื่อนๆ ฉันเจ็บ ฉันอาย พอแกดีกับฉัน ฉันยิ่งเกลียดแก เพราะฉันรู้ว่าแกทำเป็นดีเพื่อสร้างภาพให้เป็นนางฟ้านางสวรรค์ในสายตาพี่ธร แต่ความจริงแกคือนางมารที่มาจากนรก”
น้ำตาแห่งความแค้นหลั่งไหลออกมาโดยนับดาวไม่รู้ตัว ความแค้นที่ถูกฝังแน่นในจิตใจปะทุออกมา
“นังคนเห็นแก่ตัว กระทั่งนอนเป็นผีตายซาก แกก็ยังแย่งพี่ธรของฉันไปได้ ฉันเกลียดแก นังน้ำริน
ได้ยินมั้ยว่าฉันเกลียดแกเกลียดๆ ในเมื่อตายยากนัก คราวนี้แกจะต้องตายอย่างเจ็บปวดทรมานเป็นร้อยเท่าพันเท่า”
นับดาวตาขวางเหมือนคนเสียสติ หยิบไฟแช็คออกมาจากกระเป๋า ดวงตาลุกโชนราวกับไฟด้วยความแค้น
ไฟแช็คลนที่ผ้าม่านในห้องคนไข้จนไฟลุกพรึ่บ นับดาวหัวเราะอย่างสะใจ มองผ้าม่านที่ไฟเริ่มลุกลามแล้วหันไปมองน้ำริน ที่ยังนอนไม่ได้สติบนเตียงคนไข้
“เอาสิ ลุกขึ้นมาสิ ฉันอยากรู้แกจะหนีไปไหนได้อีก แกไม่รอดแล้วนังน้ำริน ฉันอยากรู้นักว่าพอร่างของแกดำเป็นตอตะโก พี่ธรจะยังรักแกอีกมั้ย”
สีหน้าของนับดาว เต็มไปด้วยความเหี้ยมโหด ก่อนจะระเบิดหัวเราะเสียงดังราวกับคนเสียสติ
ขณะที่ธาราที่กำลังนอนหลับอยู่บนโซฟา พลันก็รู้สึกเหมือนมีมือหนึ่งแตะที่มือเธอเบาๆ
ธาราลืมตาขึ้นมา มองน้ำรินด้วยความประหลาดใจ ดีใจ
“น้ำ น้ำกลับมาหาแม่แล้ว”
ธาราดึงน้ำรินเข้ามากอด แล้วสะดุ้งเพราะตัวน้ำรินร้อนจี๋ น้ำรินถอยห่างออกมา แล้วเริ่มร้องไห้ สีหน้าเต็มไปด้วยความทรมาน
“แม่ช่วยหนูด้วย”
ไฟลุกท่วมขึ้นมารอบตัวน้ำริน ธาราตกใจมาก
น้ำรินร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด อยู่ในกองไฟ
ธารานอนหลับอยู่บนโซฟาลืมตาโพลงขึ้นด้วยความตกใจ รู้สึกสังหรณ์ใจว่ากำลังมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับน้ำริน
เหยี่ยวเปิดประตูผางเข้าไปอย่างรวดเร็ว เห็นน้ำรินที่นั่งซุกอยู่ที่มุมห้อง กำลังลูบเนื้อตัวทุรนทุรายด้วยความรู้สึกเจ็บปวดทรมาน เหมือนโดนไฟแผดเผาร่าง
“น้ำ คุณเป็นอะไร คุณจะตายไม่ได้นะ มันยังไม่ถึงเวลา”
น้ำรินทำท่าเหมือนจะหมดสติ ร่างของเธอจางลงๆเรื่อยๆ เหยี่ยวตกใจมาก
“น้ำ ลุกขึ้น ห้ามตาย ห้ามหายไปไหน นี่เป็นคำสั่ง ได้ยินมั้ย ชีวิตนี้ผมสูญเสียคนรักไปมากพอแล้ว คุณอย่าตายนะ”
น้ำรินร่างซีดจางลงไปเรื่อยๆ
“น้ำ อย่าเพิ่งไป คุณทิ้งผมไปแบบนี้ไม่ได้ ผมยังไม่ได้บอกคุณเลยว่า ผมรู้สึกยังไงกับคุณ”
ร่างของน้ำรินเลือนหายไปจนกลายเป็นความว่างเปล่า เหยี่ยวช็อก ไม่อยากเชื่อว่าน้ำรินจากไปแล้ว
น้ำตาลูกผู้ชายไหลรินออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักเป็นเรื่องทรมาน
เรื่องที่จะบังคับมิให้พลัดพรากก็เป็นสิ่งสุดวิสัย
ทุกคนจะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่พอใจ
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง”
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เหยี่ยวเหม่อมองแม่น้ำ คิดถึงภาพความหลังของเขากับน้ำริน
“ผีขี้วีน ขี้งอน เจ้ากี้เจ้าการ มาทำให้วุ่นวายแล้วหายไปเฉยๆ อย่างนี้ได้ยังไง ผมยังไม่ได้บอกคุณเลย ว่าผมรักคุณมากแค่ไหน”
แต่พอหันหลังกลับมา ก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นน้ำรินนอนหมดสติอยู่ที่พื้นใกล้ๆ
“น้ำ คุณกลับมาแล้ว?”
เหยี่ยวรีบเข้าไปหาน้ำริน ประคองร่างเธอขึ้นมา “ฟื้นสิน้ำ อย่าตายนะ ผมขอร้อง”
เปลือกตาของน้ำรินขยับนิดๆ แล้วค่อยๆลุกขึ้นมานั่ง
ทั้งคู่โผเข้ากอดกัน
“ผมคิดว่าจะไม่ได้เจอคุณแล้ว”
“ฉันคิดว่าจะไม่ได้กลับมาหาคุณแล้ว”
เหยี่ยวยิ้มทั้งน้ำตา “แล้วคุณไปอยู่ที่ไหนมา”
“ฉันไม่รู้ มันว่างเปล่า จู่ๆ ความรู้สึกก็วูบดับไป แล้วก็กลับมาอยู่ที่นี่”
“สัญญานะว่าจะไม่ทิ้งกันไปไหนอีก”
ทั้งสองกอดกันแนบแน่นด้วยความรัก และความหวาดกลัวที่จะพลัดพรากจากกันอีก
ครู่หนึ่งเหยี่ยวก็รู้สึกตัว แล้วรีบถาม “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น”
“ฉันก็ไม่รู้ อยู่ๆ ฉันก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อนเหมือนโดนไฟเผา”
น้ำรินคิดถึงความร้อนและทรมานด้วยความหวาดกลัว เผลอเอามือลูบเนื้อตัวโดยไม่รู้ตัว
“แล้วตอนนี้ยังร้อนอยู่มั้ย”
“ไม่แล้ว ทุกครั้งที่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับคุณ ฉันจะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ แต่นี่มันไม่ใช่ ฉันเจ็บปวดทรมานร้อนไหม้ไปทั้งตัว “
เหยี่ยวคิดตามที่น้ำรินพูด “หรือมีใครทำอันตรายร่างของคุณ”
“ร่างของฉัน ?”
น้ำรินเดินนำเหยี่ยวลิ่วๆ มาที่ศาลาวัด แล้วบอกให้เหยี่ยวยืนรอ ส่วนตัวเองรีบเดินเช้าไปหาผียายปริก
“ฉันไม่เข้าใจ เวลาฉันรู้สึกใจไม่ดี วูบวาบ หนาวๆร้อนๆ ทีไร ก็จะมีเรื่องกับคนที่ฉันรักทุกที แล้วคราวนี้ฉันรู้สึกร้อนเหมือนโดนไฟเผาทั้งตัว แต่กลับไม่มีใครเป็นอะไร”
“แน่ใจเหรอว่าไม่มีใครเป็นอะไร”
น้ำรินพยักหน้า “ทั้งเหยี่ยวทั้งแม่ปลอดภัยดี”
“สองคนนั้นคือคนที่หล่อนรัก แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่หล่อนรักที่สุด มนุษย์ย่อมรักตัวเองมากที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่หล่อนรักมากที่สุด ไม่ใช่ตัวหล่อนเองหรอกรึ”
น้ำรินอึ้ง ช็อก “ร่างของฉัน มีใครทำอะไรร่างของฉันใช่มั้ยปริก”
“เป็นไปได้ว่าร่างของหล่อนอาจจะถูกทำลาย”
“ผีปริกไม่ใช่หมอดู เรายังไม่เห็นด้วยตา ไม่มีหลักฐาน ก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อว่าร่างคุณโดนทำลายไปแล้ว” เหยี่ยวพยายามพูดปลอบใจ ขณะที่เดินคุยมากับน้ำรินหลังจากออกจากวัด
“คุณก็คิดแบบตำรวจเอะอะก็ต้องมีพยานหลักฐาน แต่โลกนี้ก็มีบางเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ อย่างเรื่องดวงจิตของฉันไง”
“แต่ถ้าร่างคุณโดนทำลายไปแล้ว ดวงจิตคุณก็น่าจะสลายไปด้วยไม่ใช่เหรอ”
น้ำรินหน้าสลด “ไม่รู้สิ ตอนนี้ฉันอาจจะกลายเป็นผีเต็มตัวแล้วก็ได้”
“ผมเข้าใจว่าตอนนี้คุณกำลังเศร้า แต่ความเศร้าต้องไม่ทำให้เรายอมแพ้ ความเศร้าสอนให้เราลุกขึ้นสู้.คุณต้องเลือกว่าจะนั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ หรือจะเดินไปด้วยกัน”
เหยี่ยวยื่นมือไปตรงหน้า น้ำรินพยักหน้าแล้ววางมือบนมือเหยี่ยว ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเขา
“เพื่อพิสูจน์ว่าคุณยังไม่ตาย ผมจะหาร่างคุณให้พบให้ได้”
นับดาวเปิดประตูเข้ามา มองซ้ายมองขวาด้วยกลัวความผิดที่ตัวเองไปทำมา เกรงว่าภพธรจะจับได้
แสงไฟจากระเบียงห้องส่องเข้ามา ทำให้ภายในห้องสลัวๆ พลันก็มีเสียงเหล็กกระทบกับของแข็ง
นับดาวตกใจ พอหันไปมอง ก็เห็นเงาของภพธรที่เงื้อเหล็กเจาะน้ำแข็งขึ้นสูง
ภพธรเดินย่างสามขุมเข้ามาหา นับดาวถอยกรูด พลางเบิกตาโพลงด้วยความกลัว
ภพธรเอื้อมมือไปกดสวิชต์ไฟที่ผนังด้านหลังนับดาว
“ตกใจอะไร”
นับดาวตกใจจนพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มแหยๆ
“เปล่าค่ะ ทำไมพี่ธรอยู่มืดๆ ไม่เปิดไฟล่ะคะ”
ภพธรหัวเราะในคอเบาๆ “กลายเป็นคนขวัญอ่อนไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
พลางเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ หยิบน้ำแข็งใส่แก้วน้ำ แล้วเดินออกไปที่ระเบียง นับดาวพยายามรวบรวมสติที่กระเจิงแล้วเดินตามออกไปที่ระเบียง
“ไปไหนมา”
นับดาวพยายามฝืนทำหน้าและน้ำเสียงปกติ
“ไปส่งเพื่อนไปเมืองนอกค่ะ”
ภพธรแสร้งทำเป็นประหลาดใจ “เพื่อนเหรอ ?”
พลางหันมามองหน้านับดาวอย่างจับสังเกต
“ตั้งแต่รู้จัก มีแค่น้ำรินคนเดียวที่เธอคบเป็นเพื่อน เพื่อนชื่ออะไร”
“บอกไปพี่ธรก็ไม่รู้จักหรอกค่ะ”
ภพธรเดินเข้ามาหา นับดาวกลัวแต่พยายามฝืนทำหน้าปกติ แต่กำแน่นจนเกร็ง
“เดี๋ยวนี้หัดมีความลับกับพี่เหรอ”
“พี่ก็รู้ว่าดาวไม่เคยมีความลับกับพี่”
ภพธรยิ้มเจ้าเล่ห์ “วันหลังพาเพื่อนมาแนะนำให้รู้จักบ้างสิ”
“คงไม่ได้ค่ะ เพราะเค้าไปแล้ว ไม่กลับมาแล้วค่ะ”
ภพธรกับนับดาวมองหน้ากันแบบหยั่งเชิงซึ่งกันและกัน
ธารานอนไม่หลับ กระสับกระส่าย พลิกไปพลิกมา แล้วก็ลุกขึ้น เปิดลิ้นชักหัวเตียง หยิบนาฬิกาแฝดออกมาดู น้ำตาไหลด้วยความคิดถึงและเป็นห่วงน้ำริน
“น้ำริน แม่กลัวเหลือเกิน กลัวว่าเราจะต้องจากกันชั่วชีวิต”
ฟากน้ำรินก็นั่งมองนาฬิกาแฝดของตัวเอง ด้วยแววตาเศร้า
“เวลาของน้ำใกล้จะหมดแล้ว น้ำไม่รู้ว่าร่างของน้ำยังอยู่รึเปล่า น้ำกลัวว่าจะไม่ได้เจอแม่อีก”
น้ำรินร้องไห้ด้วยความคิดถึงแม่
“แต่ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหน น้ำก็จะกลับไปหาแม่ให้ได้ แม่อย่าเพิ่งหมดหวัง ในตัวน้ำนะคะน้ำรักแม่”
ธารารำพึงรำพันด้วยความเศร้า และเป็นห่วงลูก
“แม่จะส่งความรักของแม่ไปคุ้มครองลูก ขอให้ลูกปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง เราจะต้องพบกันอีกครั้งนะลูก”
น้ำรินเดินออกมาจากห้องนอน เห็นยาแก้ปวดบนโต๊ะที่อยู่ข้างถ้วยข้าวต้มก็สงสัย
“ยาอะไร คุณไม่สบายเหรอ”
“ปวดหัว เป็นไข้นิดหน่อย”
“งั้นรีบกินข้าวสิ จะได้กินยา”
เหยี่ยวพูดอ้อนให้เธอป้อนข้าวให้ น้ำรินแกล้งถอนหายใจแรงๆ แล้วรวมพลังจิต จับช้อนค่อยๆ ตักข้าวต้มด้วยความยากลำบาก แต่กำลังจะป้อนข้าวเข้าปากเหยี่ยว แนนก็เดินเข้ามาพอดี น้ำรินตกใจทำช้อนร่วงทันที
แนนงงที่ช้อนร่วงลงพื้น เหยี่ยวเห็นสายตาแนนก็รีบโกหก
“มาเงียบๆ ตกใจช้อนร่วงเลย”
“ยายนวลโทรมาบอกเราว่าเหยี่ยวเป็นไข้ เราก็เลยรีบลางานมาดูแลเหยี่ยว”
แนนเก็บช้อนที่พื้น แล้วเดินเข้าไปหยิบช้อนคันใหม่จากในครัว เหยี่ยวมองหน้าน้ำรินอย่างเป็นห่วง
ขณะที่เธอรู้สึกเจ็บปวดใจ จนไม่อยากสบตาเขา
แนนเดินกลับมานั่งที่โซฟา แล้วใช้ช้อนตักข้าว ป้อนเหยี่ยว น้ำรินมองแนนด้วยความอิจฉา
เหยี่ยวละล้าละลังเต็มที มองแนนที มองน้ำรินที น้ำรินเจ็บปวดใจจนทนไม่ไหว ลุกขึ้นยืน จะเดินไป
เหยี่ยวมองตามอย่างร้อนใจ ด้วยห่วงความรู้สึกน้ำริน
“น้ำ”
แนนเข้าใจว่าเหยี่ยวขอน้ำดื่ม “หิวน้ำเหรอ รอแป๊บนะ”
พอแนนลุกไป เหยี่ยวก็รีบลุกขึ้นมาดักหน้าน้ำริน
“คุณจะไปไหน”
น้ำรินไม่ตอบ รีบเดินทะลุประตูห้องนอนไป พร้อมๆ กับน้ำตาแห่งความน้อยใจทะลักออกมาทันที
เหยี่ยวมองไปที่ห้องนอนด้วยความเป็นห่วงน้ำริน แนนยกแก้วน้ำยืนให้เหยี่ยว ที่รับมาดื่มอย่างเสียไม่ได้ แนนยื่นมือไปปลดกระดุมเสื้อ จะเช็ดตัวให้ เหยี่ยวเผลอผลักแนนออกไปแรงๆ
“บอกว่าไม่ต้อง ก็ไม่ต้อง เราดูแลตัวเองได้”
“แต่เรากำลังจะเป็นคู่ชีวิตกัน เราต้องดูแลกันสิ”
เหยี่ยวตัดสินใจพูดตรงๆ “แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่ บอกตรงๆ ว่าเราไม่ชินกับการที่มีคนเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัว แนนกลับไปเถอะ”
แนนอึ้ง ความน้อยใจแล่นขึ้นมาจนน้ำตาคลอ แต่ก็ฝืนกลั้นไว้แล้วพูดเบาๆ
“ขอโทษที่เราทำให้อึดอัดใจ”
พูดจบก็เดินออกไป เหยี่ยวมองตามแล้วถอนใจยาว
แนนไปถึงหน้าประตู น้ำตาก็รื้นขึ้นมาทันที จากนั้นก็เดินซึมๆออกมาที่จักรยานของตัวเองที่จอดไว้หน้าบ้าน แล้วก็มองกลับเข้าไปในบ้าน ด้วยความหวังว่าเหยี่ยวจะตามออกมา แต่ก็เปล่า
แนนถอนหายใจด้วยความผิดหวัง พยายามข่มความรู้สึกเศร้า ไม่ร้องไห้ แล้วขี่จักรยานกลับไปอย่างเหงาๆ เศร้าๆ
เหยี่ยวเปิดประตูเข้ามาในห้องนอน เห็นน้ำรินร้องไห้ก็อึดอัดใจ ก็ได้อต่ยืนเก้ๆกังๆ เพราะไม่รู้จะปลอบยังไง
“แนนกลับไปแล้ว”
น้ำริน เช็ดน้ำตา “ทำไมรีบกลับ เค้าน่าจะอยู่ดูแลคุณก่อน”
“แต่ผมไม่อยากให้เค้าดูแล”
น้ำรินฝืนยิ้มทั้งที่น้ำตาปริ่ม
“ทำไมล่ะ ฉันออกจะดีใจที่เค้าเป็นห่วงเป็นใยคุณ เค้ารักคุณ เค้าต้องดูแลคุณได้ดีกว่าฉัน ชาตินี้ทั้งชาติฉันอาจจะทำไม่ได้ เพราะร่างฉันอาจจะโดนทำลายไปแล้ว ฉันไม่มีร่างกาย ไม่มีเลือดเนื้อแบบเค้า”
น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็หยดลงมาทันที เหยี่ยวเห็นน้ำตาของน้ำรินแล้วหัวใจอ่อนยวบ
“ผมจะเร่งหาร่างของคุณให้เจอให้เร็วที่สุด เพราะถ้าไม่ใช่คุณ ผมก็ไม่ต้องการใคร”
“แต่หมวดแนนเป็นคู่หมั้นของคุณ”
เหยี่ยวพยักหน้าเศร้าๆ
“ใช่ ผมหนีความรับผิดชอบของตัวเองไม่ได้ แต่ผมก็หนีความต้องการของหัวใจตัวเองไม่ได้เหมือนกันวันข้างหน้าจะเป็นยังไงไม่รู้ แต่นาทีเรายังอยู่ด้วยกันนะ”
น้ำรินพยักหน้าทั้งน้ำตา เหยี่ยวยื่นหน้าไปเหมือนเอาริมฝีปากไปสัมผัสที่หน้าผากของน้ำริน แล้วทั้งสองก็หลับตานิ่งอยู่กับนาทีนั้นที่เต็มไปด้วยความรักและความเศร้า
ภายในคลังสินค้า ที่มีคนเฝ้าอยู่หลายชั้นกว่าจะถึงห้องที่เก็บกล่องและหีบเก็บยาเสพติด
ตรงกลางห้องมีโต๊ะ มีกล่องใหญ่หลายใบเปิดอ้าอยู่ ภายในกล่องมียาเสพติดอโรม่าบรรจุอยู่เต็มลูกน้องของภพธร 4 คนกำลังตรวจนับ
ภพธรกับนับดาวเดินเข้าไปที่โต๊ะ ภพธรหยิบกล่องอโรม่าขึ้นมาดู นับดาวรีบรายงาน
“เราจะเริ่มส่งยาได้เร็วๆ นี้ค่ะ”
ภพธรพยักหน้าอย่างพอใจ
“ทำงานได้ดีมาก ถ้าไม่มีเธอ ชีวิตของพี่คงจะเหนื่อยกว่านี้หลายเท่า”
นับดาวยิ้มดีใจ “พี่ธรพูดจริงหรือแค่เคาะกะลาให้สุนัขดีใจคะ”
“ทำไมเปรียบตัวเองเป็นสุนัขล่ะ อย่างดาวต้องเป็นงูเห่า สวยสง่า เต็มไปด้วยพิษร้าย และเลือดเย็น
แว้งกัดได้ทุกคน”
ภพธรเชือดเฉือนด้วยแววตาและคำพูด ทำเอาวันสันหลังหวะอย่างนับดาวแทบหยุดหายใจ แต่ก็ยังยิ้มเยือกเย็น ทำใจดีสู้เสือ
“งูเป็นสัตว์เลือดเย็น แต่ก็มีความรู้สึก มีหัวใจ ใครทำให้มันเจ็บ มันจะจำ และอาฆาตไปชั่วชีวิต”
ภพธรยิ้มร้าย “พี่จะจำไว้ เผื่อวันไหนคิดจะตีงู จะได้ตีให้มันหลังหัก”
“ แล้วพี่ไม่กลัวมันกลับมาแว้งกัดเหรอคะ”
ภพธรยิ้ม แต่แววตาดุดัน น้ำเสียงเหี้ยม “คิดว่าคนอย่างพี่กลัวงูเหรอ”
จากนั้นก็เดินออกไป นับดาวมองตามด้วยสายตาทั้งรักทั้งแค้น
เหยี่ยวกับน้ำรินเดินเข้ามาในวัดที่เก็บอัฐิของพ่อภพธร แต่ยังไม่อยากบอกน้ำรินว่าเขากำลังสงสัย
ภพธรอยู่
“ผมสัญญาว่าจะทำทุกวิถีทางให้ได้ร่างคุณกลับมา ใครมีเบาะแสอะไรผมก็ตามหมด นอกจากภพธรจะมาที่นี่ สายของผมบอกว่าเมื่อวันก่อนนับดาวก็มาเหมือนกัน วัดอาจจะมีอะไรบางอย่างซุกซ่อนอยู่”
เหยี่ยวกับน้ำรินเดินตรงเข้าไปหาชายกลางคนที่หน้าศาลา
“เคยเห็นผู้หญิงกับผู้ชายในรูปมั้ย”
เหยี่ยวส่งรูปภพธรกับนับดาวให้ชายคนนั้นดู
“ผู้ชายมาไหว้พ่อที่ตรงโน้นบ่อยๆ ไหว้เสร็จแล้วก็เดินออกไปทางเนินด้านโน้น”
“แล้วผู้หญิงล่ะ”
“เคยเห็นครั้งนึงครับ ถามหาเหมือนคุณเปี๊ยบเลย พอผมบอกก็เดินออกไปทางเนินเหมือนกัน”
น้ำรินฟังแล้วนึกสงสัย “หลังเนินมีอะไร?”
เหยี่ยวรีบถามต่อทันที “เค้ามาที่นี่เมื่อไหร่ จำได้มั้ย”
“เมื่อวานซืนครับ เออใช่ วันนั้นมีไฟไหม้บ้านริมน้ำด้วย”
“ไฟไหม้ ?”
เหยี่ยวกับน้ำรินนึกสังหรณ์ใจ
เหยี่ยวยืนคุยกับตำรวจหน่วยพิสูจน์หลักฐาน น้ำรินยืนฟังอยู่ด้วย
“บ้านหลังนี้จดทะเบียนเป็นสถานพยาบาลนะครับ ข้าวของที่โดนไฟไหม้ก็เป็นอุปกรณ์การแพทย์ซะส่วนใหญ่”
“เป็นสถานพยาบาลก็น่าจะมีคนไข้ มีคนได้รับบาดเจ็บมั้ย”
“มีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายครับ”
เหยี่ยวหันไปมองหน้าน้ำริน ที่ปะติดปะต่อเรื่องแล้วตกใจ
“หรือว่าคนไข้คนนั้นก็คือฉัน”
พลันก็รู้สึกขนลุกวาบไปทั้งตัว
นับดาววางรูปถ่ายลงตรงหน้า ภพธรขมวดคิ้ว แล้วดูรูปเหยี่ยว ที่กำลังเดินสำรวจอยู่ในวัด
“ที่พี่ธรให้ดาวส่งคนไปตามดูหมวดเหยี่ยวว่ารู้อะไรเกี่ยวกับพี่ธรบ้าง”
นับดาวพยายามจับสีหน้า แต่ภพธรทำหน้านิ่ง
“หมวดไปที่วัดที่เก็บคุณพ่อพี่ธร แล้วก็นั่งเรือไปที่สถานพยาบาลที่อยู่ในคลอง พี่ธรเคยไปที่นั่นมั้ยคะ”
นับดาวจับตามองภพธรอย่างจับผิด แต่ภพธรจ้องหน้ากลับ จนนับดาวอึดอัด
“ทำไมพี่จะต้องไปที่นั่น?”
นับดาวอึกอัก “ไม่มีอะไร ดาวก็ถามเล่นๆ”
ภพธรตบโต๊ะ ตวาดเสียงดัง
“ถามเล่นๆ? เธอคิดว่าพี่เป็นเพื่อนเล่นของเธอเหรอ”
“เปล่าค่ะ ดาวขอโทษค่ะ”
ภพธรเปลี่ยนเป็นสีหน้าเฉยชา นับดาวมองอย่างพยายามเดาอารมณ์
“ให้ดาวรายงานต่อมั้ยคะ หรือจะให้ดาวออกไปก่อน”
“มีอะไรก็ว่าไปสิ ค้างๆ คาๆ น่ารำคาญ”
นับดาวเครียด แต่พยายามข่มใจ วางรูปลงไปอีกชุดหนึ่งตรงหน้าภพธร เป็นรูปเหยี่ยวตอนคุยกับตำรวจที่บริเวณสถานพยาบาลที่โดนไฟไหม้ และรูปเหยี่ยวกำลังเดินตรวจดูสถานพยาบาล
“เมื่อหลายวันก่อนมีไฟไหม้ที่นี่ ได้ยินว่ามีคนตายด้วยค่ะ”
นับดาวลอบจับตามองภพธร ตาไม่กระพริบ
“สงสัยเป็นคนไข้ เพราะถ้าเป็นหมอหรือพยาบาลก็คงหนีออกมาได้ทัน”
นับดาวยิ้มสะใจ แต่ก็ปั้นเสียงและสีหน้าสงสาร
“น่าสงสาร”
ภพธรยิ้มเหี้ยม “สงสารใคร คนไข้น่ะเหรอ เธอเป็นคนขี้สงสารตั้งแต่เมื่อไหร่ พี่นึกว่าคนที่ชื่อนับดาวเป็นคนเลือดเย็นซะอีก”
“แหม ดาวก็เป็นผู้หญิง มีความรู้สึกรักเป็นเกลียดเป็นเหมือนกันนะคะ”
พูดพลางเดินไปกอดภพธรจากด้านหลัง แล้วกระซิบที่ข้างหู
“เพียงแต่ถ้าคนที่ดาวรักมาก ทำให้ดาวเจ็บ ดาวก็จะแค้นมากเป็นพิเศษ”
“ความแค้นก็เหมือนยาพิษ ถ้าทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ ยาพิษก็จะทำลายตัวเอง จนความตายก็ช่วยให้พ้นจากความทรมานไม่ได้”
นับดาวมองอย่างหวาดๆ ระคนเคียดแค้น ภพธรหน้านิ่งๆ อย่างเดาอารมณ์ไม่ได้ ว่าเขารู้เรื่องที่นับดาวลอบเข้าไปทำลายร่างน้ำรินหรือไม่
ลูกน้องภพธรกำลังขนยาเสพติดจากรถเข้าไปในโกดัง สายสืบซุ่มอยู่ไกลๆ รีบยกมือถือขึ้นมาถ่ายรูปทันที
เหยี่ยวรีบเดินเข้ามาที่หน้าประตูห้องประชุม จนเกือบชนกับแนนที่รีบมาเช่นกัน ทั้งคู่มองหน้ากันเก้อๆ
จากนั้นก็เข้าไปนั่งที่โต๊ะประชุม ร่วมกับดารณี นกน้อย และตำรวจอื่นๆ
สงครามพูดต่อหน้าที่ประชุม
“จากคดีสปาของบุษบัน ฉันสั่งให้สายสืบดำเนินการสืบต่อ เพื่อสืบหาบุคคลและสถานที่ๆ อาจจะเกี่ยวข้องทั้งหมด”
ดารณีกดคอมพิวเตอร์ โชว์ภาพหน้าคลังสินค้าเครื่องสำอางบนจอขนาดใหญ่ แล้วรายงานต่อ
“เมื่อสองวันก่อน สายสืบเพิ่งส่งภาพความผิดปกติของคลังสินค้าแห่งนี้มาให้เรา พบว่ามีความเคลื่อนไหวน่าผิดสังเกต”
สงครามพูดเสริม
“น่าจะมีการขนย้ายยาเสพติดเข้ามาหลายครั้ง สายของเราที่ปลอมตัวเป็นผู้ซื้อ ระบุว่าจะมีการนัดส่ง
ยาเสพติดเร็วๆ นี้ “
เหยี่ยวดูรูปแล้วเห็นว่าในมือของลูกสมุนมีแพ็คเกจยาเสพติด
“ยาเสพติดอโรม่า”
ภพธรดูแพ็คเกจยาเสพติดแล้ววางลงในกล่องที่บรรจุด้วยวัสดุกันกระแทกอย่างดี จากนั้นก็ประกาศลั่น
“ของล็อตนี้มูลค่ามหาศาล ดูแลความเรียบร้อยให้ดีด้วย อย่าทำให้อะไรแตกหักเสียหาย ไม่งั้น...”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ลูกน้องคนหนึ่งทำแพ็คเกจอโรม่าร่วงหล่นแตก ผงยาเสพติดกระจายเต็มพื้น
ลูกน้องหน้าซีด ปากสั่น เสียงสั่น
“ขอโทษครับบอส ผมจะไม่ทำพลาดอีก”
ภพธรเดินเข้าไปจับคอลูกน้องคนนั้น ด้วยสีหน้ายิ้มอย่างมีเมตตา
“แน่นอน แกจะไม่ทำพลาดอีก เพราะแกไม่มีโอกาส”
พูดพลางจับหัวลูกน้องกระแทกกับโต๊ะอย่างแรงหลายครั้งจนเลือดกลบปากและจมูก หมดสติพับไป
หัวหน้าคนงานกับลูกน้องคนอื่นในโกดังมองภพธรด้วยความกลัว
“เอามันไปเก็บ”
หัวหน้าคนงานหันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้องคนอื่นลากลูกน้องที่สลบออกไป
“สินค้าของฉันมีค่ามากกว่าชีวิตพวกแก ถ้าทำดี ฉันมีรางวัล แต่ถ้าพลาด โทษสถานเดียวคือความตาย”
สายตาของภพธรเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมเลือดเย็น จนลูกน้องทุกคนผวา
ดารณีนำกำลังตำรวจลงจากรถตำรวจ เข้าล้อมโกดัง พลางสั่งการทางวิทยุสื่อสาร
“ทุกฝ่ายเริ่มปฏิบัติการ ทีมฉันจะเข้าด้านหน้า ทีมหมวดแนนไปด้านข้าง “
ลูกน้องภพธรตั้งท่าจะยิงต่อสู้ แต่แนนกับตำรวจอีกจำนวนหนึ่งโผล่มาจากด้านหลัง ตบปืนแล้วแย่งอาวุธไป
นกน้อยซิ่งรถเข้ามาจอดอย่างเร็ว เหยี่ยวรีบลงจากรถ ตามด้วยน้ำริน เสียงวิทยุจากดารณีดังต่อเนื่อง
“ทีมหมวดเหยี่ยวไปด้านหลัง”
“ฉันจะเข้าไปเปิดประตูให้เองค่ะ”
น้ำรินหันมาบอก เหยี่ยวพยักหน้ารับ
น้ำรินเดินทะลุผนังโกดังเข้ามา พร้อมๆ กับที่ลูกน้องคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงาน
“หัวหน้าครับ ตำรวจมาเพียบเลยครับ”
น้ำรินขมวดคิ้ว “หัวหน้า?”
หัวหน้าคนงานรีบสั่งการ “รีบรายงานบอสใหญ่”
น้ำรินยิ่งสงสัยหนัก “บอสใหญ่ ?”
หัวหน้าคนงานเดินไปหาภพธรที่ยืนหันหลังให้ น้ำรินเดินตามไป จู่ๆหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ด้วยความรู้สึกคุ้นตากับแผ่นหลังของภพธร
ดารณีให้สัญญาณตำรวจใช้ท่อนเหล็กขนาดใหญ่ทุบประตู แล้วดันเข้ามาอย่างแรง พวกลูกน้องที่อยู่ข้างในโกดังระดมยิงใส่ตำรวจ
ทีมของแนนเข้ามาจากอีกทาง เปิดฉากยิงต่อสู้
ภพธรวิ่งออกไปทางด้านหลังคลังสินค้า ก่อนที่น้ำรินจะเดินวนเข้ามาเห็นหน้าเขา
น้ำรินวิ่งไล่ตามภพธรไป
ภพธรเปิดประตูด้านหลังแล้ววิ่งหนีไป น้ำรินวิ่งตามมา เจอกับเหยี่ยวและนกน้อยที่วิ่งลัดเลาะมาทางด้านข้างพอดี
“หัวหน้าใหญ่ของพวกมันหนีไปทางโน้นแล้ว”
เหยี่ยวมองไปทางที่น้ำรินชี้ ลูกน้องภพธรเปิดประตูด้านหลังออกมา นกน้อยรีบเข้าไปจัดการอัด
เหยี่ยวรีบวิ่งไปทางที่ภพธรวิ่งหนีไป จนไล่หลังมาทัน
“หยุด”
ภพธรชักปืน หันกลับมายิงใส่ เหยี่ยวรีบกระโดดหลบกระสุนหลังตู้คอนเทนเนอร์ ภพธรยิงซ้ำอีก แล้ววิ่งไป เหยี่ยวโผล่ออกมาจากที่ซ่อน แล้วจะไล่ตาม ภพธรหันมายิงใส่อีก เหยี่ยวต้องหลบเข้าไปที่เดิม พลางจะยิงตอบโต้ แต่กระสุนหมด
ภพธรเดินเข้าใกล้เหยี่ยว จ่อปืนหวังปลิดชีพ แนนวิ่งเข้ามาขวางหน้า พร้อมกับเล็งปืนใส่ภพธร
“หยุดนะ วางอาวุธ”
เหยี่ยวออกมาจากที่กำบัง แนนเผลอเหลือบตาไปมองเหยี่ยว จังหวะนั้นภพธรก็ตวัดขาเตะปืนของแนนหลุดมือ แล้วถีบกระเด็นไปกระแทกตู้คอนเทนเนอร์ แล้วทำท่าจะยิง แต่บังเอิญมีรถวิ่งเข้ามาอย่างเร็ว
ประตูรถเปิดออกนับดาวใส่หมวกปิดมิดชิด สวมแว่นตาดำเป็นคนขับ ภพธรรีบกระโดดขึ้นรถอย่างรวดเร็ว
เหยี่ยวกับแนนขยับจะวิ่งตามรถออกไป ภพธรยื่นมือออกมา โยนระเบิดเข้าใส่ทั้งคู่ เหยี่ยวกับแนนรีบ กระโดดหลบ ระเบิดเสียงดังสนั่น รถยนต์คันนั้นหนีรอดไปได้
รถยนต์คันนั้นแล่นเข้ามาจอดอย่างรวดเร็ว นับดาวถอดแว่นออก ภพธรหันมามอง
“ถ้าไม่ได้เธอ พี่คงแย่”
“ดาวไม่มีวันให้พี่ธรโดนจับหรอกค่ะ เพราะพี่ธรสำคัญสำหรับดาวเสมอ”
“ขอบใจ”
พูดจบก็ เดินลงจากรถอย่างไม่ใยดี นับดาวมองตามไปทันที
ภพธรถอนใจหงุดหงิดที่ทุกอย่างพลาดไปหมด เงินต้องหายไปหลายล้านเพราะโดนตำรวจจับยาเสพติดได้ นับดาวเดินเข้ามาสวมกอดเขาทางด้านหลังเหมือนต้องการปลอบใจ
“ช่างมันเถอะค่ะ เรายังโชคดีที่ไม่โดนจับ”
“โชคดีบ้าอะไรล่ะ”
ภพธรผลักนับดาวออกจากตัวอย่างฉุนเฉียว จนเธอเซเสียหลัก แต่พยายามระงับอารมณ์
“ทุกอย่างพังหมดแล้ว เพราะไอ้สงครามกับไอ้หมวดนั่น”
นับดาวขยับเข้าไปสวมกอดภพธรอีกครั้ง
“อย่างน้อยพี่ธรก็ปลอดภัยกลับมา ดาวเป็นห่วงพี่ธรมากนะคะ”
“พี่เหนื่อย อยากพักผ่อน”
ภพธรผละตัวออกไปอย่างไม่สนใจใยดี นับดาวจิกตามองตามด้วยความเจ็บใจ
ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐาน ยาเสพติด และผู้ต้องหาขึ้นรถ ขณะที่เหยี่ยวยืนคุยกับดารณี
“ผลงานคราวนี้ถือเป็นการทลายคลังยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดในรอบปี”
เหยี่ยวส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด “เสียดายที่หัวหน้าเครือข่ายหนีไปได้”
“หมวดเห็นหน้ามันมั้ย”
“เห็นครับ แต่ไม่ชัด”
ดารณีพยักหน้า “หลักฐานที่เราได้มา จะพาเราไปหามันเอง”
เหยี่ยวเดินไปหาแนนที่กำลังคุมตำรวจขนของกลางขึ้นรถ
“แนน ขอบใจมากที่มาช่วย”
แนนยิ้มปลื้มใจ “ไม่ต้องขอบใจหรอก ลืมไปแล้วเหรอว่าเราเป็นอะไรกัน”
เหยี่ยวถอนหายใจอย่างอึดอัด ก่อนที่จะตัดสินใจพูด
“นั่นแหละที่เราอยากจะพูด ต่อไปนี้ เราห่างกันซักพักดีกว่านะ”
แนนตกใจ อึ้ง “ทำไม”
“เรามีเรื่องสำคัญต้องทำ แต่ไม่ต้องกังวล ถึงยังไงเราก็ต้องกลับมารับผิดชอบเรื่องราวระหว่างเรา”
“เหยี่ยวมีเรื่องสำคัญอะไรที่ต้องทำ?”
“เราบอกไม่ได้”
เหยี่ยวเดินออกไปหาน้ำรินที่ยืนรออยู่ห่างๆ แนนมองตามไปอย่างไม่เข้าใจ
เหยี่ยวมองน้ำรินที่หลับไม่รู้เรื่อง แล้วครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต ตอนที่แนนพุ่งเข้ามาซ้อนร่างน้ำรินเพื่อบังกระสุนให้เขา จนตัวเองถูกยิง
เหยี่ยวยังจดจำเหตุการณ์ในครั้งนั้นอย่างไม่มีวันลืม พลางมองแหวนหมั้นที่นิ้วนางข้างซ้ายของตน สลับกับมองน้ำริน ด้วยความรู้สึกลำบากใจระหว่างความรักกับความรับผิดชอบในการหมั้น จากนั้นก็ตัดสินใจบางอย่าง
เช้ารุ่งขึ้น ขณะที่ยายนวลกำลังเตรียมของสำหรับทำบุญอยู่กับปลาทู และปูอัด เหยี่ยวก็ตัดสินใจพูดกับยายนวลตรงๆ
“ผมอยากคุยกับยายเรื่องน้ำริน”
ปลาทูกับปูอัดทำหน้างง เพราะไม่รู้จักน้ำริน ขณะที่ยายนวลแกล้งทำฝาหม้อตกเพื่อตัดบทสนทนา ก่อนจะรีบคว้าตะกร้าหวายใส่ดอกไม้เดินนำไปวัดทันที
ปลาทู ปูอัด รีบคว้าปิ่นโตและข้าวของวิ่งตามไป เหยี่ยวก้าวตามไปติดๆ ด้วยความตั้งใจที่จะคุยกับยายนวลให้รู้เรื่อง
หลวงตาเคี้ยงให้ศีลให้พรหลังจากถวายภัตตาหารเช้าเสร็จแล้ว พอหันไปเห็นเหยี่ยวนั่งซึมๆ ก็อดถามไม่ได้
“วันนี้โยมเหยี่ยวเงียบไปนะ”
แต่ยังไม่ทันที่เหยี่ยวจะพูดอะไร ยายนวลก็รีบพูดแทรกทันที
“ไหน ๆ ก็มาแล้ว หลวงตาช่วยหาฤกษ์แต่งงานให้เจ้าเหยี่ยวกับหนูแนนหน่อยสิ พรุ่งนี้มะรืนนี้ได้ยิ่งดี
กลัวไม่ทันอุ้มหลาน”
เหยี่ยวรีบโพล่ออกมาทันที
“ผมไม่แต่งกับใครทั้งนั้น จนกว่าจะคุยกับยายรู้เรื่อง”
“เอ็งนั่นแหละที่พูดไม่รู้เรื่อง”
พูดจบก็ยายนวลลุกออกไปดื้อ ๆ เหยี่ยวถอนหายใจ
“ผมรักน้ำริน”
เหยี่ยวพูดออกมาตรงๆ ขณะที่นั่งอยู่กับยายนวลตามลำพังภายในโบสถ์ ยายนวลชะงักคาดไม่ถึงว่าหลานชายจะพูดตรงแบบนี้
“ผมหมั้นกับแนนเพราะความต้องการของยาย ไม่ใช่ความรัก”
“บางครั้งเราก็ต้องแยกระหว่างความรักกับความเหมาะสม”
เหยี่ยวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ชีวิตที่อยู่อย่างไร้รัก มันจะมีความหมายอะไรครับยาย”
“แล้วรักที่ไม่คู่ควร มันให้ความสุขกับเอ็งตรงไหน ?”
“ความสุขของผมคือการได้รัก ไม่ใช่การคาดหวัง ถึงความรักของผมกับน้ำรินจะไม่มีวันเป็นไปได้ ผมก็ไม่มีทางรู้สึกกับแนนเกินเพื่อน”
เหยี่ยวยืนยันอย่างหนักแน่น ยายนวลนั่งเงียบ จนเขาคาดเดาความรู้สึกไม่ออก
.
อ่านต่อหน้า 3
ภพรัก ตอนที่ 12 อวสาน (ต่อ)
นับดาววางแฟ้มเอกสารหลายแฟ้มลงบนโต๊ะรับแขก ก่อนจะนั่งลงข้างภพธรอย่างหัวเสีย พลางกระแทกเสียงอย่างขัดใจที่หลายโปรเจ็กต์ไม่ผ่านการอนุมัติจากธารา
ภพธรถอนหายใจ
“ตั้งแต่ยาเสพติดล็อตใหญ่ถูกไอ้สงครามยึดไป ดาวก็รู้ว่าพี่ต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อกลบเรื่องนี้ไม่ให้มาถึงตัว”
“ดาวพยายามแล้ว แต่เหมือนนังธารามันรู้ทัน ทำให้เรายักยอกเงินไม่ได้เหมือนแต่ก่อน”
“พยายามไม่มากพอต่างหาก”
ภพธรตวาดเสียงดัง นับดาวไม่พอใจกับท่าทางที่ภพธรแสดงกับเธอ จึงพูดเหมือนลำเลิกบุญคุณ ที่เธอช่วยเปลี่ยนยากล่อมประสาทให้น้ำรินกินในวันที่รถเกิดอุบัติเหตุ
“ดาวช่วยพี่ธรแก้แค้นนังธารา ช่วยพี่ธรพรากคนที่นังธารารักไปอย่างไม่มีวันกลับ”
ภพธรนึกถึงตอนที่ได้รับรายงานจากลูกน้อง ที่ขับตามรถน้ำรินไปห่าง ๆ
“รถของคุณน้ำรินกำลังมุ่งหน้าไปทางถนนวงแหวนรอบนอกครับ”
“ตามไปเรื่อย ๆ อย่าให้รู้ตัว”
หลังจากที่น้ำรินกับชลชาติแข่งรถกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทำให้รถของชลชาติพุ่งตกลงไปในน้ำ และตายคาที่
ลูกน้องภพธรทั้งสองลงจากรถ รีบวิ่งไปยังริมน้ำ ใกล้กับจุดที่รถของน้ำรินชนต้นไม้ และประตูฝั่งคนขับเปิดอ้าอยู่ โดยไม่มีร่างน้ำรินอยู่ในรถ
ลูกน้องรีบโทรรายงานภพธร “คุณน้ำรินจมน้ำไปแล้วครับ”
น้ำรินยื่นขึ้นมาแตะริมฝั่ง ก่อนจะค่อย ๆ โผล่ขึ้นมาจากน้ำ พร้อมๆ กับที่สายตาจ้องมองลูกน้องภพธรทั้งสองที่ยืนอยู่เหนือร่างเธออย่างลางเลือน ก่อนที่จะหมดสติ ลูกน้องทั้งสองมองด้วยความตกใจ รีบยกสายรายงานภพธร
“เธอยังไม่ตาย เอาไงดีครับนาย ?”
ภพธรรีบสั่งการ
“เอารถออกมา กลบเกลื่อนหลักฐานให้หมด ทำเหมือนไม่มีรถคันนั้น”
“แล้วคุณน้ำรินล่ะครับ จะให้ทำยังไง?”
ภพธรยืนมองร่างน้ำรินที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงสถานพยาบาลแห่งหนึ่งด้วยสายตาเหี้ยม เย็นชา รอบตัว
เธอระโยงระยางไปด้วยอุปกรณ์แพทย์ช่วยชีวิตมากมาย ก่อนจะหันขวับไปหาหมอและพยาบาล ที่ถูกบังคับมาอย่างไม่เต็มใจ
“ดูแลผู้หญิงคนนี้ให้ดี ปิดเรื่องนี้ให้สนิท ไม่งั้นครอบครัวพวกแกจะไม่ปลอดภัย”
หมอและพยาบาลพยักหน้ารับคำด้วยความหวาดกลัว
นับดาวเขย่าตัวภพธรอย่างหึงหวงและไม่พอใจ
“ถ้านังน้ำรินตายจริง ดาวจะดีใจมาก แต่ดาวจะไม่มีวันหยุดเกลียดมัน ต่อให้นังน้ำรินกลายเป็นผี ดาวก็จะสาปแช่งให้มันตกนรกหมกไหม้”
นับดาวพูดด้วยสายตาโกรธเกลียด และแค้นใจลึก ๆ ที่ภพธรแอบเก็บร่างน้ำรินไว้
“นับดาวที่พี่รู้จักไม่เคยเป็นคนแบบนี้”
“ความรักหรือการทรยศหักหลังเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเปลี่ยนไป ถ้าดาวจะเปลี่ยน ก็เป็นเพราะความรักที่มีให้กับพี่ธรมากไงคะ”
นับดาวยิ้มเย็น ก่อนเดินหันหลังจากไป ภพธรเริ่มหมดความอดทนกับนับดาว
น้ำรินเดินเข้ามาในห้องนอนของตัวเอง เห็นธารานั่งมองรูปที่ถ่ายคู่กัน ด้วยแววตาเศร้า น้ำตาคลอ รู้สึกผิดที่ไม่มีเคยมีเวลาให้ลูก น้ำรินน้ำตาไหล เข้าใจความรู้สึกของแม่
ธารานึกถึงคำพูดเหยี่ยว พลางเลื่อนรถเข็นไปหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองเงาตัวเองในกระจกด้วยความสับสน
น้ำรินเดินตามมาหยุดอยู่ด้านหลัง แต่ธารามองไม่เห็นเงาน้ำรินในกระจก
“ลูกตายแล้วเหรอ ?”
น้ำรินส่ายหน้าเศร้าๆ “น้ำยังไม่ตายค่ะแม่ แต่เวลาของน้ำเหลืออีกไม่มากแล้ว น้ำอยากอยู่กับแม่ น้ำยังไม่อยากตาย”
วินาทีนั้น จู่ ๆ สายตาธาราก็มองเห็นเงาของน้ำรินปรากฏขึ้นในกระจก แต่ก็เลือนลางเต็มที
“น้ำ”
ธาราเรียกชื่อลูกสาวด้วยความตกใจ ระคนดีใจ
“แม่มองเห็นน้ำใช่มั้ยคะ น้ำอยู่ตรงนี้ไงคะแม่”
ธารากระพริบตาเหมือนไม่แน่ใจก่อนเพ่งมองกระจกอีกที แต่กลับไม่เห็นเงาน้ำรินแล้ว หัวอกแม่โหยหา คิดถึงลูกใจจะขาด น้ำตาไหลพรั่งพรู น้ำรินทรุดตัวนั่งลงข้างๆ แล้วก็ร้องไห้คิดถึงแม่เช่นกัน
เหยี่ยวเดินเข้ามาในบ้าน พร้อมๆ กับมองหาน้ำริน กระทั่งเห็นเธอนั่งเศร้าอยู่คนเดียว ส่วนน้ำรินที่เข้าใจว่าเหยี่ยวหายหน้าไปอยู่กับแนน จึงเลี่ยงไปคุยเรื่องอื่น
“วันนี้แม่มองเห็นฉัน แต่สักพักก็มองไม่เห็น”
“คงเป็นเพราะพลังแห่งความรักที่คุณกับแม่มีต่อกัน อย่างน้อยก็ยังมีความหวังที่แม่จะเห็นคุณ”
“แต่เวลาของฉันกำลังจะหมดแล้ว”
เหยี่ยวมองหน้าน้ำริน แล้วใจหายวาบ
“ผ่านวันพระนี้ไป ก็เหลืออีกแค่วันพระเดียว ถ้าฉันกลับเข้าร่างไม่ได้ ฉันก็จะกลายเป็นวิญญาณ เป็นคนที่ตายแล้ว เราคงต้องยอมรับความจริง ยอมรับสิ่งที่ถูกลิขิตแล้ว”
“ผมจะเป็นคนลิขิตชีวิตให้คุณเอง”
เหยี่ยวพูดพร้อมสบตาน้ำริน ด้วยสายตาจริงจัง
“ผมจะตามหาร่างคุณให้เจอ และจะหาวิธีทำให้คุณกลับเข้าร่างให้ได้”
เหยี่ยวยืนยันอย่างหนักแน่น
เหยี่ยวเข้ามาหาข้อมูลในหอสมุดแห่งชาติ เกี่ยวกับเรื่องของ “วิญญาณ”, “การเกิดใหม่”, “การละทิ้งสังขาร...” , “ดวงจิตและการกลับคืน...” ที่มีอยู่มากมาย จากนั้นก็ไล่อ่านรายชื่อหนังสืออย่างเคร่งเครียด
จากนั้นก็เลือกหนังสือมาอ่านเล่มแล้วเล่มเล่า จนวางซ้อนกันกองโตบนโต๊ะ พลางรู้สึกท้อแท้ หมดหนทาง
จากนั้นเหยี่ยวก็มาขอคำปรึกษาจากหลวงพ่อเคี้ยงที่วัด
“หอพระธรรมมีแต่หนังสือธรรมะ และเส้นทางตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่มีหนังสือสอนเรื่องการฝืนกฎธรรมชาติหรอกโยม”
เหยี่ยวถอนหายใจอย่างทดท้อ
“ผมไม่มีทางช่วยวิญญาณพเนจรกลับเข้าร่างได้จริงเหรอครับ”
“หมดหนี้กรรมก็พ้นกรรม กฎแห่งกรรมคือกฎของธรรมชาติ”
จากนั้นก็พูดเปรียบเทียบชีวิตกับใบไม้
“ธรรมชาติของใบไม้จะร่วงหล่นตามกาลเวลา คงจะดี ถ้าทำให้มันกลับไปอยู่บนต้นเหมือนเดิมได้ สดใสอยู่ที่เดิมก่อนจะร่วง ก็แค่หยิบไปวางไว้ตรงที่เดิมเนอะ”
เหยี่ยวมองใบไม้ในมือหลวงตาเคี้ยง แล้วครุ่นคิดตาม
“อยากให้เหมือนเดิมก็เอากลับไปไว้ที่เดิม น้ำรินจะกลับเข้าร่างได้ ก็ต้องกลับไปที่ที่ดวงจิตของเธอหลุดจากร่าง”
เมื่อคิดได้ ก็กระโดดกอดหลวงตาเคี้ยงด้วยความดีใจ แล้วรีบกลับบ้านทันที
น้ำรินยิ้มปลื้ม เมื่อรู้เรื่องจากเหยี่ยว ที่แอบหาทางช่วยเธอมาตลอด 2-3 วันที่หายหน้าไป
“ตอนนี้เหลือแค่ตามหาร่างของคุณให้เจอ”
น้ำรินหน้าสลด “สารภาพตามตรงว่าฉันรู้สึกหมดหวังที่จะได้เจอร่างตัวเอง”
“แต่ผมเชื่อว่าเราจะต้องทำได้”
เหยี่ยวพูดอย่างมั่นใจ
นับดาวเดินวางท่าเข้ามาในบริษัท พร้อมๆ กับที่พนักงานหญิงเดินมาตามว่าธาราเรียกให้ไปพบ
“อาธาราเข้าบริษัทด้วยเหรอ ?”
ธาราวางแฟ้มบัญชีลงบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะพูดกับนับดาวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ
“บัญชีเบิกจ่ายที่เธอรับผิดชอบ มียอดไม่ตรงกับที่แจ้งไว้ จะอธิบายว่าไง ?”
นับดาวรีบหยิบแฟ้มเอกสารเปิดอ่าน แล้วก็หน้าเสีย พลางชำเลืองมองภพธร ที่นั่งอยู่ในห้องด้วยอย่างขอความช่วยเหลือ
“ให้นับดาวเอากลับไปตรวจสอบก่อนครับ เผื่อจะมีผิดพลาดตรงไหน”
“ตัวเลขผิดพลาดนิดเดียวทำให้ธุรกิจเจ๊งมานับไม่ถ้วนแล้ว นับดาวทำงานกับรินธารากรุ๊ปมาหลายปี ทำไมจะไม่รู้”
นับดาวหน้าซีด “ขอโทษค่ะ ดาวรับรองว่าคราวหน้าจะไม่ทำงานพลาดอีก”
ธาราผ่อนลมหายใจอย่างหงุดหงิด ภพธรโบกมือบอกให้นับดาวเลี่ยงออกไปก่อน แล้วก็แอบยิ้มร้าย
“จู่ ๆ อาธาราก็เจอบัญชีที่ดาวพยายามยักยอกให้พี่ธร มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต้องมีคนแกล้งดาว”
นับดางพูดอย่างมั่นใจ เมื่อนั่งคุยกับภพฑรตามลำพัง
“ใจเย็นก่อนสิ พี่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ อาธาราถึงกลับมาทำงานตอนนี้”
“หรืออาธาราจะรู้เรื่องของเรา”
นับดาวเริ่มจิตตก กลัวถูกจับได้
“อย่าเพิ่งร้อนตัว ช่วงนี้ดาวก็ระวังหน่อยแล้วกัน อย่าพลาดให้ถูกจับได้อีก”
ภพธรลูบแขนนับดาวอย่างนิ่มนวลเป็นการปลอบใจ นับดาวสีหน้าเครียด ยังคงคาใจไม่หาย
สงครามเข็นพาธาราเข้ามาในบ้าน สีหน้าเป็นห่วงเป็นใย ที่รู้ว่าธารากลับไปทำงานแล้ว
“การทำงานคือการพักผ่อนของฉันค่ะ ต้องขอบใจภพธรที่แนะนำให้ฉันออกไปทำงาน ดีกว่าอุดอู้อยู่บ้านคนเดียว”
สงครามนิ่งไป เพราะไม่ไว้ใจภพธร จังหวะนั้นเองแม่บ้านก็เดินเข้ามา พลางยื่นกล่องพัสดุขนาดเล็กให้ธารา
“มีกล่องพัสดุเขียนชื่อคุณธาราค่ะ ไม่รู้ใครเอามาวางไว้หน้าประตูรั้ว”
“ขอผมดูหน่อย”
สงครามรับกล่องพัสดุไปดูอย่างระมัดระวัง ขณะที่ธาราแปลกใจ
สงครามแกะกล่องพัสดุออก เห็นชามะลิกล่องหนึ่งอยู่ในกล่อง สงครามหยิบกล่องชาขึ้นมาสำรวจอย่างละเอียด
“กล่องชาเคยถูกเปิดใช้แล้ว”
ธารานั่งนึก “เหมือนกล่องชาที่แม่บ้านบอกว่าหายไป ใครส่งมาให้ฉัน ?”
“ผมจะเอาชากล่องนี้ไปตรวจหาสารพิษและรอยนิ้วมือ บางทีเราอาจจะเจอเบาะแสของคนที่ลอบทำร้ายคุณ”
เหยี่ยววางตู้ปลา ที่ช่วยกันจัดกับน้ำรินแทนที่อ่างแก้วบนโต๊ะทำงาน ก่อนจะหยิบตุ๊กตาหมีสีฟ้ามานั่งพิงตู้ปลาอย่างรู้ใจเธอ
น้ำรินมองตู้ปลา ตุ๊กตาหมี และกรอบรูปจิ๊กซอว์ ที่มีความหมายสำหรับเธอและเหยี่ยว แล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“คิดยังไงถึงตั้งชื่อปลาทองว่าเซมเบ้” เหยี่ยวหันมาถาม
“อยากให้คุณอารมณ์ดี มีรอยยิ้มแบบนี้ไง เวลาที่ฉันไม่อยู่ คุณจะได้หัวเราะทุกครั้งที่เรียกชื่อมัน”
“ไม่มีอะไรมาแทนที่คุณได้”
สีหน้าน้ำรินสลดลง ”ฉันจะกลับเข้าร่างได้หรือไม่ สุดท้ายเราก็ต้องจากกันอยู่ดี”
“ผมอยู่กับปัจจุบัน ที่ยังมีคุณตรงนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมจะไม่ลืมคุณ ไม่ลืมผู้หญิงที่ชื่อน้ำริน”
น้ำรินเงยหน้ามองเหยี่ยว รู้สึกตื้นตันใจ ทั้งคู่สบตากันหวานซึ้ง ราวกับต้องการส่งผ่านความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในแววตานั้นไปถึงกันและกัน
เหยี่ยวเดินเข้ามาในห้องทำงาน ที่สำนักงานสืบฯ พลางมองกล่องขนมทองหยอดวางอยู่บนโต๊ะอย่างแปลกใจ แนนรีบบอกว่าเธอเป็นคนซื้อมาฝาก จากนั้นก็ชำเลืองมอง เห็นเหยี่ยวนั่งลงอ่านเอกสารบนโต๊ะทำงาน ไม่สนใจขนมที่เธอซื้อมาฝากเลยสักนิด
แนนได้แต่นั่งเศร้า
ในที่สุดแนนก็ก่อนตัดสินใจถามสิ่งที่อึดอัดใจมาหลายวัน เมื่ออยู่กับเหยี่ยวตามลำพัง
“โกรธอะไรเรารึเปล่า ?”
เหยี่ยวส่ายหน้า “เปล่า”
“แต่ท่าทางเหยี่ยวไม่อยากคุยกับเรา”
เหยี่ยวกำลังจะอธิบาย แต่นกน้อยเข้ามาขัดจังหวะ บอกว่าสงครามเรียกไปพบ เหยี่ยวรีบเดินไป แนนมองตามด้วยสายตาเศร้าและน้อยใจ
สงครามพูดกับเหยี่ยวแบบไม่อ้อมค้อม
“หมวดเคยถามผมเรื่องลูกสาวของธารา และพูดเหมือนเธอยังมีชีวิตอยู่”
“น้ำริน ? ทำไมเหรอครับ ?”
สงครามเลื่อนกล่องชาดอกมะลิในซองพลาสติกใสบนโต๊ะให้เหยี่ยวดู
“มีคนส่งชากล่องที่หายไปมาให้ธารา ผมให้ดารณีเอาไปตรวจสอบพบว่ามีสารพิษผสมอยู่ในชาที่ธาราเคยดื่ม”
“ไม่พบรอยนิ้วมือคนร้ายเหรอครับ”
สงครามส่ายหน้า หนักใจ
“คนร้ายต้องเป็นคนใกล้ตัวธาราหรือน้ำริน แต่ถ้าไม่มีหลักฐานเพียงพอ เราก็กล่าวหาใครไม่ได้”
“ผู้การจะให้ผมทำอะไรครับ ?”
น้ำรินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาบอกเหยี่ยว
“ฉันเคยมีโรคประจำตัวที่ต้องกินยาเป็นประจำ จำได้แค่ก่อนเกิดอุบัติเหตุ พี่ธรโทรมาเตือนให้ฉันกินยา”
เหยี่ยวหน้าเครียด น้ำรินพอจะเดาความคิดออก จึบรีบพูดค้าน
“พี่ธรเป็นห่วงฉัน เค้าไม่มีทางคิดร้ายกับฉัน”
“สิ่งที่ตาคุณเห็นอาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป ผมพูดตามประสบการณ์การทำงาน และจำเป็นต้องสงสัยทุกคนที่อยู่ใกล้ตัวคุณกับคุณธารา”
“งั้นคุณก็ควรสงสัยนับดาวด้วย”
เหยี่ยวครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด
เหยี่ยวเปิดคอมพิวเตอร์ เห็นภาพบริเวณสถานพยาบาลริมน้ำที่ถูกไฟไหม้ ก่อนจะหันไปบอกกับสงคราม
“นี่คือสถานพยาบาลเอกชนที่ถูกไฟไหม้เมื่อสัปดาห์ก่อน”
“หมวดสงสัยว่าน้ำรินเคยอยู่ที่นี่งั้นเหรอ ?”
เหยี่ยวส่ายหน้า “ผมยังอธิบายผู้การตอนนี้ไม่ได้ แต่ผมมั่นใจว่าน้ำรินถูกพาตัวมาไว้ที่นี่หลังเกิดอุบัติเหตุ”สงครามมองเหยี่ยวอย่างค้นหา
“ผมตรวจสอบประวัติสถานพยาบาลนี้ พบว่ามีหมอทางระบบประสาทมือดีคนหนึ่งดูแลอยู่ แต่หมอหายตัวไปตั้งแต่ที่นี่ถูกไฟไหม้”
สงครามรีบถามต่อ “มีผู้เสียชีวิตมั้ย ?”
“ผู้เสียชีวิตหนึ่งรายเป็นพยาบาลครับ ชาวบ้านแถวนี้บอกว่าเคยเห็นหมอกับพยาบาลเข้าออกที่นี่ประจำ แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนไข้”
“อะไรทำให้หมวดคิดว่าที่นี่เกี่ยวข้องกับน้ำริน ?”
เหยี่ยวกับสงครามยืนอยู่หน้าสุสานที่เก็บร่างของพ่อภพธร ก่อนที่เหยี่ยวจะรีบบอกว่า
“ภพธรกับนับดาวเคยมาที่นี่ และไปสถานพยาบาลริมน้ำวันที่เกิดเหตุไฟไหม้”
สงครามสบตาเหยี่ยว หน้าเครียดขึ้นมาทันที
“หมวดกำลังสงสัยสองคนนั้น ?”
“ผมไม่มีหลักฐาน”
“ถ้าเจอตัวหมอที่หายไปในวันเกิดเหตุ เราอาจได้คำตอบของเรื่องนี้”
เหยี่ยวพยักหน้าเห็นด้วยกับสงคราม
เหยี่ยวกลับมา เห็นยายนวลนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจ
“หนูแนนมารอเอ็งทั้งวัน”
“ผมบอกยายแล้วว่ามีงานด่วน”
ยายนวลจ้องหน้าเหยี่ยวอย่างเอาเรื่อง
“ไม่ต้องเอางานมาอ้าง ข้ารู้ว่าเอ็งพยายามหลบหน้าหนูแนน”
น้ำรินเดินมาหยุดอยู่มุมหนึ่ง แอบได้ยินทั้งคู่คุยกัน
“อีกไม่นานเอ็งกับหนูแนนก็ต้องแต่งงานกัน ทำไมถึงไม่หาเวลาดูแลคู่หมั้นตัวเองบ้าง”
“แนนไม่ใช่คนอ่อนแอ”
“เอ็งก็เลยเลือกดูแลหนูน้ำ ทั้งที่เค้าไม่ใช่คู่หมั้นของเอ็งงั้นเหรอ”
เหยี่ยวถอนหายใจ “เราคุยกันเรื่องนี้แล้วนะยาย ถ้าไม่เข้าใจ ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไง”
ขาดคำก็เดินหนีไป ยายนวลถอนใจแรงอย่างหนักใจ น้ำรินไม่สบายใจ ที่ตัวเองเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้
“ยายทำทุกอย่างเพราะรักคุณ อยากให้คุณมีคู่ครองที่เหมาะสม”
น้ำรีบตัดสินใจพูดกับเหยี่ยวตรงๆ
“แล้วความสุขของผมล่ะ ?”
เหยี่ยวพูดพลางลุกขึ้นมาประจัญหน้ากับน้ำริน แววตาบ่งบอกถึงความรักที่มีให้แก่เธอ
น้ำรินสบตาเหยี่ยว ด้วยความรู้สึกเจียมตัว
“เมื่อถึงเวลา เราควรเลือกสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าถูกใจ”
“สิ่งเดียวที่ผมต้องทำตอนนี้คือการตามหาร่างคุณให้เจอ และพาดวงจิตของคุณกลับเข้าร่างให้ได้”
น้ำรินซาบซึ้งในสิ่งที่เหยี่ยวพยายามทำให้เธอ
ธารากำลังนั่งอ่านเอกสารในแฟ้ม พลางเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลแนบมากับแฟ้มเอกสาร จึงรีบเปิดซองเอกสารออกดูด้วยความแปลกใจ ก่อนจะพบว่าสิ่งที่อยู่ในซอง คือเอกสารบัญชีธนาคารของนับดาว
จากนั้นก็รีบกดมือถือโทร. บอกสงคราม
“ผมจะตรวจสอบต้นทางที่โอนเงินเข้าและปลายทางที่โอนเงินออกให้ก็แล้วกัน”
สงครามกดวางสาย ก่อนหันไปบอกเหยี่ยว
“มีคนส่งข้อมูลเดินบัญชีธนาคารของนับดาวมาให้ธารา ยอดเงินจำนวนมหาศาล”
“นับดาวเป็นแค่พนักงานบริษัท จะมีเงินเยอะขนาดนั้นได้ไง”
“นั่นคือสิ่งที่ธาราต้องการคำตอบ”
“แล้วเรื่องที่ผู้การสงสัยล่ะครับ” เหยี่ยวย้อนถาม
“ใครเป็นคนส่งข้อมูลมาให้ธารา”
ภพธรยืนมองร่างของน้ำริน ที่นอนนิ่งไร้การตอบสนองอยู่ในบ้านเก่าของนุติด้วยสายตานิ่งเรียบ
“น้ำปลอดภัยแล้ว นี่เป็นบ้านเก่าของพ่อพี่เอง จะไม่มีใครตามหาร่างของน้ำเจอ และไม่มีใครทำอันตรายน้ำได้ พี่สัญญา”
ที่แท้ภพธรนั่นเองที่เป็นคนช่วยนำร่างของน้ำรินออกมาจากสถานพยาบาล ก่อนที่จะโดนไฟไหม้
ภพธรใช้มือข้างหนึ่งลูบไล้เส้นผมของน้ำรินด้วยความรักทะนุถนอม สักพักแววตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้น
“พี่ควรจะเกลียดน้ำ เหมือนที่พี่รู้สึกเกลียดนังธารา พี่ควรจะแค้นที่แม่ของน้ำทำให้พ่อพี่ตาย แต่พี่ก็ทำไม่ได้ ทำไมพี่ถึงฆ่าน้ำน้ำไม่ได้ เพราะอะไร ?”
ภพธรสับสน เจ็บปวดกับความรู้สึกทั้งรักทั้งแค้นภายในใจตัวเอง จากนั้นก็เดินออกมาจากห้อง ตรงไปหาหมอที่ยืนอยู่มุมหนึ่ง ด้วยท่าทางหวาดกลัว พร้อมกับกำชับเสียงเข้ม
“ความลับของผู้หญิงคนนี้ หมายถึงชีวิตของหมอและครอบครัว”
ธารานอนหลับสนิทอยู่บนเตียง น้ำรินเข้ามาในห้อง แล้วนั่งลงตรงปลายเตียง มองแม่ด้วยสายตาเศร้า
“แม่คะ เวลาของน้ำใกล้หมดแล้ว น้ำเป็นลูกอกตัญญูที่ไม่สามารถอยู่ดูแลแม่ได้ ยกโทษให้น้ำด้วยนะคะ”
จากนั้นก็ก้มลงกราบเท้าแม่อย่างเศร้าสร้อย พลันธาราก็รู้สึกตัวตื่น
“น้ำ น้ำใช่มั้ย”
ธาราเห็นภาพน้ำรินเป็นเพียงเงาเลือนราง ขณะเดียวกัน ก็ใช้แขนดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง
น้ำรินตื่นเต้น “แม่มองเห็นน้ำแล้วเหรอคะ”
ธารามองไปรอบๆ ตัวเอง แม้ไม่เห็น แต่รู้สึกได้ถึงความผูกพันที่น้ำรินส่งมาให้
“แม่รู้สึกว่าน้ำอยู่ใกล้มาก ใกล้จนแม่สัมผัสได้ แม่อยากกอดลูกเหลือเกิน”
“น้ำก็อยากให้แม่กอด อยากซึมซับพลังและความเข้มแข็งของแม่”
ธาราหันมองรอบห้องอย่างเศร้าๆ เพราะไม่เห็นเงาของน้ำรินแล้ว
“ถึงแม่จะมองไม่เห็นลูก แต่แม่ก็มั่นใจในพลังความรักที่แม่มีให้ลูก รักของแม่จะเป็นเกราะคุ้มภัยและพาลูกกลับบ้านนะน้ำริน”
ธารากับน้ำรินน้ำตาซึม ต่างส่งผ่านความผูกพันที่มีให้กันแม้จะมองไม่เห็น
ธารา ภพธร นับดาว และกรรมการบริษัทเข้ามาพร้อมกันในห้องประชุม ธาราชำเลืองมองนับดาวแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวเปิดประชุม
“เรื่องด่วนที่ฉันเรียกประชุมในวันนี้ เกี่ยวข้องกับการฮั้วประมูลบริษัทรับเหมาก่อสร้าง และการทุจริต
สเป็กวัสดุก่อสร้างในโครงการของเรา”
เลขาเดินแจกเอกสารที่ถ่ายเอกสารเตรียมมาให้ทุกคน เหล่ากรรมการบริษัทรับไปอ่าน แล้วก็ทำหน้าเครียด นับดาวลอบสบตาภพธร รู้สึกใจคอไม่ดี
“มีหลักฐานหลายฉบับ ระบุว่านับดาวได้ค่าตอบแทนจากการเสนอชื่อบริษัทผู้รับเหมา และได้รับเปอร์เซ็นต์จากการเปลี่ยนสเป็กวัสดุก่อสร้าง”
ธาราและเหล่ากรรมการบริษัทหันมองนับดาวเป็นตาเดียว
“ไม่จริงค่ะ ดาวไม่ได้ทำ ดาวถูกใส่ร้าย”
ธาราไม่ฟังเสียง “ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎของบริษัทใช่มั้ยภพธร”
นับดาวส่งสายตาให้ภพธรให้ช่วย
“เราจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ นับดาวคงต้องพักงานจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้ทำผิด”
นับดาวตกใจ พยายามขอความเห็นใจจากธาราทางสายตา
ธาราสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่สนใจสายตาอ้อนวอนของนับดาวแม้แต่น้อย
นับดาวโวยวายใส่ภพธรอย่างคุมสติไม่อยู่
“ทำไมพี่ธรไม่ช่วยดาว ทำไมปล่อยให้ดาวเดือดร้อนคนเดียว ถ้ามีหลักฐานว่าดาวเป็นคนผิด ดาวก็ต้องติดคุกข้อหาฉ้อโกงบริษัท ดาวไม่อยากติดคุก”
ภพธรกุมมือนับดาวขึ้นมาปลอบใจ
“พี่สัญญาว่าจะไม่ทิ้งดาว พี่จะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยดาว แต่ช่วงนี้ดาวต้องนิ่งให้มากที่สุด”
ท่าทางนับดาวเริ่มเย็นลง แต่ยังไม่คลายกังวล
ธารานั่งปรับทุกข์กับสงคราม เพราะไม่คิดว่านับดาว ที่เป็นเพื่อนสนิทของน้ำรินและเป็นคนที่เธอไว้ใจ
จะกล้าทำเรื่องแบบนี้ พร้อมกับก่นโทษตัวเอง
“คงเป็นกรรมที่ฉันเคยทำกับคนอื่นมาก่อน ฉันทำร้ายคนมากมายเพื่อผลประโยชน์ สุดท้ายก็ถูกคนใกล้ตัวทรยศหักหลัง”
“คุณชดใช้กรรมมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่คนอื่นต้องชดใช้บ้าง”
ธารานึกขึ้นได้ จึงรีบถามสงครามด้วยความสงสัย
“ทำไมคุณให้ฉันยื้อเรื่องตรวจสอบการทุจริตของนับดาว แทนที่จะให้รีบดำเนินคดีตามกฎหมาย”
“นายยอดชัด, บุษบัน, มิสเตอร์หลิว ผู้ต้องหาจากคดีค้ายาเสพติดคือบุคคลที่โอนเงินเข้าบัญชีนับดาว และนับดาวก็เคยโอนเงินไปให้คงคา มือปืนที่มีหลักฐานว่าลอบทำร้ายคุณ”
ทางด้านน้ำรินที่รู้เรื่องจากเหยี่ยว ก็ตกใจเป็นห่วงธารา
“ฉันกลัวว่าแม่จะไม่ปลอดภัย”
“ผู้การสงครามไม่มีทางปล่อยให้คุณธาราเป็นอันตรายหรอก”
“นับดาวอยู่เบื้องหลังการลอบทำร้ายฉันกับแม่ และเป็นหัวหน้าเครือข่ายค้ายาเสพติดระดับประเทศ”
“ลำพังนับดาวคนเดียวคงทำงานใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้ ต้องมีคนอื่นร่วมมือกับนับดาว”
เหยี่ยวพูดอย่างมั่นใจ
“คุณควรเชื่อฉันแต่แรกว่าเป็นฝีมือนับดาว”
“ผมเชื่อหลักฐานที่พิสูจน์ได้ ตอนนี้นับดาวพัวพันหลายคดี ตำรวจต้องทำงานอย่างรอบคอบและผิดพลาดไม่ได้”
เหยี่ยวถอนหายใจอย่างหนักใจ จากนั้นก็เดินเลี่ยงออกมาหน้าบ้าน เปิดอ่านข้อความที่ดารณีส่งมาทางมือถือ
“สำนักงานสืบฯ ได้เบอร์โทรศัพท์มือถือของหมอที่ดูแลสถานพยาบาลริมน้ำนั้นแล้ว กำลังตามสัญญาณมือถืออยู่”
เหยี่ยวเริ่มยิ้มอย่างมีความหวัง
น้ำรินนั่งมองปลาทองในตู้ปลา สายตาเศร้า
“พรุ่งนี้เป็นวันพระสุดท้าย ฉันไม่รู้ว่าจะได้กลับเข้าร่างหรือกลายเป็นวิญญาณ ฝากดูแลเหยี่ยวด้วยนะเซมเบ้ ทำให้เขายิ้มทุกครั้งที่มองแก ทำให้เขาหัวเราะทุกครั้งที่เรียกชื่อแก”
“มีแต่คุณเท่านั้นที่ทำให้ผมยิ้มและหัวเราะได้ตลอดเวลา”
น้ำรินตกใจ เพราะไม่รู้ว่าเหยี่ยวเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
“ยังมีชีวิตก็ยังมีหวัง ยังไม่หมดเวลาก็ยังมีเวลา ทุกวินาทีที่เราได้อยู่ด้วยกัน คือสิ่งมีค่า อย่ามองข้ามความสุขตรงนั้น”
น้ำรินน้ำตาซึม “คุณช่วยเหลือฉันมาตลอด จนฉันไม่รู้จะตอบแทนยังไง”
“กลับมามีชีวิตและทำให้ผมยิ้มทุกวันสิ”
“ฉันก็อยากมีชีวิต อยากกลับมาหาคุณ”
“ผมจะรอคุณเสมอ และจะไม่มีวันลืมคุณ”
น้ำรินยิ้มตื้นตัน โผกอดเหยี่ยวอย่างลืมตัว แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเธอสามารถกอดเขาได้แนบแน่น
“ฉันอยากกอดคุณมากที่สุด และฉันทำได้”
“มันไม่ใช่การกอดลาครั้งสุดท้าย แต่เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ พรุ่งนี้คุณจะต้องได้กลับเข้าร่างของคุณ”
เหยี่ยวกอดน้ำรินไว้แนบอกด้วยความรักสุดหัวใจ
นับดาวขับรถมาจอดมุมหนึ่งมองภพธรขับรถเข้าไปในคฤหาสน์ของธาราด้วยสายตาไม่ไว้ใจ
ภพธรลงจากรถ กำลังจะก้าวเข้าไปในคฤหาสน์ พร้อมๆ กับเสียงมือถือดังขึ้น เมื่อเห็นชื่อนับดาวเป็นคนโทร. ก็รีบกดรับสาย
“มาหานังธาราทำไมแต่เช้า? คิดจะทรยศดาวใช่มั้ย”
“ดาวพูดเรื่องอะไร พี่งงไปหมดแล้ว ที่พี่มาเนี่ย ก็จะมาจัดการนังธาราให้ดาว”
“ไม่จริง ดาวรู้ว่าพี่ธรแอบเก็บร่างนังน้ำรินไว้ พอดาวตามไปเผา พี่ธรก็ช่วยนังน้ำรินออกมาอีก ตอนนี้ดาวหมดประโยชน์แล้ว พี่ธรคงคิดจะกลับไปหานังน้ำริน อย่าหวังว่าดาวจะปล่อยให้พี่ธรมีความสุข”
นับดาวพูดอย่างเคียดแค้น ภพธรครุ่นคิดสักพัก หาทางแก้ตัว
“พี่เก็บร่างน้ำรินไว้ก็เพื่องานของเราสองคนเท่านั้น”
“ดาวไม่เห็นประโยชน์อะไร นอกจากพี่ธรจะยังรักนังน้ำริน ดาวกุมความลับทุกอย่างของพี่ธรไว้ และเมื่อถึงคราวจำเป็น ดาวก็คงต้องใช้มัน”
นับดาวขู่จริงจัง ภพธรหน้าเสีย คิดหาทางทำให้เธอตายใจ
“เอาล่ะ เพื่อพิสูจน์ความรักและความจริงใจที่พี่มีต่อดาว เราจะไปทำลายร่างน้ำรินด้วยกัน พี่จะส่งที่อยู่ไปให้ ดาวรีบพาคนของเราไปรอที่นั่น ขอเวลาพี่จัดการนังธาราก่อน อีกสักพักพี่จะตามไป”
จากนั้นก็กดวางสาย ด้วยสายตานิ่ง
เหยี่ยวจอดจักรยานถามชาวบ้านคนหนึ่งริมถนนแคบ ๆ ในหมู่บ้านเก่าย่านชานเมือง
“เข้าไปประมาณห้าร้อยเมตร ก็น่าจะเจอแล้วล่ะ”
“ขอบคุณมากครับลุง”
เหยี่ยวรีบปั่นจักรยานไปตามทางที่ชาวบ้านบอกทันที ก่อนที่จะจอดรถจักรยานพิงกำแพงบ้าน เห็นประตูรั้วหน้าบ้านปิดล็อกกุญแจแน่นหนา ประตู หน้าต่างในบ้านปิดเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ข้างใน จึงตัดสินใจปีนกำแพงเข้าไปในบ้าน
เหยี่ยวปีนหน้าต่างเข้ามา เห็นร่างน้ำรินนอนอยู่บนเตียง ก็ถึงกับตะลึง
“น้ำริน คุณยังมีชีวิต คุณยังไม่ตาย”
เหยี่ยวก้าวเข้าไปมองร่างน้ำรินบนเตียงใกล้ ๆ ตื่นเต้นระคนดีใจ หมอเปิดประตูเข้ามาในห้อง ถึงกับตกใจเมื่อเห็นเหยี่ยว
“คุณเข้ามาในนี้ได้ยังไง”
“ผมเป็นตำรวจ”
หมอกลัวความผิด พยายามจะหนี แต่กลับถูกเหยี่ยวล็อกตัวไว้ทัน
“ใครพาผู้หญิงคนนี้มาไว้ที่นี่”
ธารานั่งมองนาฬิกาแฝดที่ข้อมือ รู้สึกสังหรณ์ใจ ครู่หนึ่งแม่บ้านก็เปิดประตูเข้ามา
“คุณภพธรมารอพบคุณธาราได้สักพักแล้วค่ะ”
น้ำรินที่นั่งอยู่ข้างๆ นึกแปลกใจว่าภพธรมาทำไม
ภพธรพูดกับธาราด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ผมมีเรื่องสำคัญต้องบอกให้คุณอารู้ ผมทนเก็บความลับไว้ไม่ได้อีกแล้ว ผมเคยนอกใจน้ำริน”
ธาราตกใจ ขณะที่น้ำรินรู้อยู่แล้ว
“ผมพลาด เพราะความเมา ผมไม่ได้ตั้งใจ แต่นับดาวใช้เรื่องนั้นข่มขู่และแบล็กเมล์ผมมาตลอด”
ธารานิ่ง ตั้งใจฟัง ภพธรเริ่มต้นเล่า
“นับดาวเป็นคนเริ่มวางยาพิษให้คุณอาดื่ม นับดาวเป็นคนวางแผนกำจัดน้ำรินและคุณอา เพื่อจะได้ทรัพย์สมบัติของคุณอา และใช้รินธารากรุ๊ปเป็นช่องทางค้ายาเสพติด ผมรู้สึกผิดกับคุณอาและน้องน้ำมาตลอด ผมทำร้ายครอบครัวผู้มีพระคุณอย่างไม่น่าให้อภัย ผมขอโทษครับคุณอา ผมขอโทษ”
ภพธรทรุดลงร่ำไห้ด้วยความรู้สึกผิดอย่างที่สุด ธาราจ้องมองอย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก
“แล้วทำไมเธอเพิ่งจะรู้สึกผิด?”
“เพราะนับดาวกำลังจะทำเรื่องที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ซึ่งผมยอมรับไม่ได้ น้ำริน นับดาวจะทำร้ายน้ำริน”
ธาราจ้องมองภพธร ก่อนนึกขึ้นได้
“ยายน้ำ? ธรรู้ใช่มั้ยว่าน้องอยู่ที่ไหน”
“ผมรู้ วันนี้ผมจะพาคุณอาไปที่ที่นับดาวซ่อนร่างน้ำรินไว้”
น้ำรินยิ้มดีใจ มีความหวังที่จะได้เจอร่างของตัวเอง
หมอเดินนำเหยี่ยวที่อุ้มร่างน้ำรินออกมาจากห้อง แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเจอนับดาวกับลูกน้อง 3 คน ยืนอยู่หน้าประตู
นับดาวรีบหันไปสั่งลูกน้องทันที
“จัดการ เอาร่างนังน้ำรินกลับมา”
ลูกน้องทั้งสองกรูเข้าไปล้อมเหยี่ยว ส่วนหมอฉวยจังหวะวิ่งหนีออกไปทางหลังบ้าน
นับดาวคว้าปืนพกออกมา รีบตามหมอไป
เหยี่ยวมองไปรอบๆ ตัว ที่ถูกลูกน้องนับดาวล้อมไว้ เหมือนไม่มีทางรอดแล้ว
ภพธรนั่งข้างคนขับ หันไปบอกทางสงคราม
“ขับตรงไปก่อนเรื่อย ๆ ครับ”
สงครามขับรถไปด้วยท่าทางนิ่งขรึม ยังไม่ค่อยไว้ใจภพธร ธารที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังกับน้ำริน ชะเง้อมองทางด้วยความร้อนใจ หวังที่จะได้เจอร่างของลูกสาว
เหยี่ยววางร่างน้ำรินลงบนโซฟา ขณะลูกน้องทั้งสองพุ่งเข้าเล่นงาน แต่สุดท้ายทั้งหมดหลับถูกเหยี่ยวจัดการจนสะบักสะบอม เหยี่ยวอาศัยจังหวะนั้น รีบอุ้มร่างน้ำรินออกไปทันที
นับดาวไล่ตามหมอมาทางหลังบ้าน หมอหมดหนทางหนีเพราะรั้วถูกปิดมิดชิดและแน่นหนา
นับดาวยิ้มเหี้ยม ก่อนที่เสียงปืนจะดังขึ้นมาหลายนัดติดกัน
เหยี่ยวอุ้มร่างน้ำรินหันมองรอบ ๆ คิดหาทางว่าจะพาน้ำรินออกไปได้ยังไง พลันก็เหลือบไปเห็นรถนับดาวจอดอยู่ พร้อมกุญแจรถเสียบค้างไว้
เหยี่ยวมองร่างน้ำรินที่อยู่ในอ้อมกอดตัวเองอย่างลังเลเพราะไม่กล้าขับรถ
“หยุดนะ”
นับดาวถือปืนวิ่งใกล้เข้ามา เหยี่ยวก้มลงไปมองหน้าน้ำรินที่อุ้มอยู่
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะต้องพาร่างคุณกลับไปไว้ที่เดิม เพื่อให้ดวงจิตของคุณกลับเข้าร่างให้ได้”
ด้วยพลังแห่งรักที่มีต่อน้ำริน ทำให้เหยี่ยวตัดสินใจเปิดประตูด้านหลัง แล้ววางร่างของเธอไว้บนเบาะ ก่อนจะกระโดดไปนั่งที่คนขับรีบสตาร์ทรถ ขับออกไปทันที
นับดาวยิงปืนตามไล่หลัง แต่เหยี่ยวกลับเลี้ยวรถหนีไปได้ทัน
ในเวลาเดียวกันนั้น แนน นกน้อย ดารณี ก็นำกำลังตำรวจสามคันรถพุ่งเข้ามาจอดล้อมบ้านนุติไว้ ตำรวจกรูกันลงจากรถมาล้อมกรอบนับดาวและลูกน้องอย่างรวดเร็ว
นับดาวหน้าซีด ตกใจ
สงครามกับภพธรช่วยกันพาธาราลงจากรถไปนั่งรถเข็น เห็นนับดาวกับลูกน้องถูกล็อกกุญแจมือ
ตำรวจหลายนายกระจายกันสำรวจรอบบ้าน
“เจอร่างของน้ำรินมั้ย ?” สงครามหันมาถามแนนอย่างร้อนใจ
“คุณน้ำรินถูกพาตัวมาไว้ที่นี่ แต่หมวดเหยี่ยวเพิ่งพาเธอออกไป”
ภพธรหน้าเครียดด้วยความไม่พอใจ แนนรีบรายงานต่อ
“เราคลาดกับหมวดเหยี่ยวนิดเดียว พยายามโทรเข้ามือถือก็ไม่ติด คิดว่าคงพาคุณน้ำรินไปโรง พยาบาล”
น้ำรินพยายามใช้สมาธิแล้วหลับตา ฉับพลันดวงจิตของเธอก็ค่อยๆ สลายไปอย่างรวดเร็ว
นับดาวที่ถูกควบคุมตัวไปขึ้นรถตำรวจ หันมาเห็นภพธร ก็ร้องขอความช่วยเหลือ
“พี่ธรช่วยดาวด้วย อย่าทิ้งดาวนะคะ”
แต่ภพธรกลับมองนับดาวด้วยสายตาเรียบเฉย เหมือนไม่เคยมีความรู้สึกอะไรต่อกัน
นับดาวใจหาย รู้ได้ทันทีว่าทุกอย่างเป็นแผนของภพธรที่จะกำจัดเธอ สายตาจึงแปรเปลี่ยนเป็นความแค้น ก่อนที่จะถูกพาตัวขึ้นรถตำรวจไป
ธารากลุ้มใจเป็นห่วงน้ำริน สงครามแอบชำเลืองมองภพธร ด้วยความรู้สึกไว้ใจ
ดวงจิตของน้ำรินปรากฏขึ้นตรงเบาะข้างคนขับ พลางหันไปมองร่างตัวเองด้วยความตื่นเต้น
“คุณตามหาร่างของฉันจนเจอแล้ว ฉันยังไม่ตายจริงๆ”
เหยี่ยวหันมาเห็นดวงจิตน้ำริน ก็ตกใจจนเกือบเสียหลัก แต่ก็ประคองรถวิ่งไปได้อย่างปกติ พลันผียายปริกก็ปรากฏตัวตามมา พร้อมกับรีบบอกน้ำริน
“บอกหมวดเหยี่ยวสุดเลิฟของหล่อน ให้รีบไปจุดที่หล่อนเกิดอุบัติเหตุก่อนจะไม่ทันเวลา หล่อนต้องรีบไปเข้าร่างที่นั่น”
เหยี่ยววางร่างน้ำรินลงบนพื้นหญ้าริมบึง บริเวณจุดที่น้ำรินเกิดอุบัติเหตุ ผียายปริกรีบบอกน้ำริน
“เพ่งสมาธิไปที่ร่างของหล่อน ผสานจิตกับกายให้เป็นหนึ่งเดียวกัน”
จู่ๆ ชลชาติก็ปรากฏตัวด้วยสายตาดุกร้าว อาฆาตแค้นน้ำริน
“กูจะไม่ยอมให้มึงมีชีวิต นังฆาตกร”
น้ำรินตกใจ เหยี่ยวตกตะลึง ถึงไม่เห็นแต่ก็รู้ว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่
ชลชาติพุ่งเข้าหาน้ำริน หวังจะทำร้ายด้วยความความแค้น ผียายปริกพุ่งเข้าไปขัดขวางชลชาติจนเกิดประกายแสงเปรี้ยงปร้าง
“ฉันจะถ่วงเวลามันไว้ หล่อนรีบกลับเข้าร่างได้แล้ว”
“วิญญาณทุกดวงมีอำนาจเหมือนกันในวันพระ แรงอาฆาตแค้นของกูจะทำลายพวกมึง”
ชลชาติวาดมือเข้าใส่ บังเกิดเป็นพลังสีแดงกระแทกผียายปริกจนกระเด็นไป จากนั้นก็พุ่งเข้ามาบีบคอดวงจิตน้ำรินด้วยความแค้น
“วันสุดท้ายของมึง คือวันที่ต้องชดใช้ชีวิตให้กู”
เหยี่ยวปรี่เข้าไปช่วยน้ำริน แต่กลับถูกชลชาติบีบคอด้วยอีกคน ทั้งคู่ดิ้นทุรนทุรายในกำมือของชลชาติ
ผียายปริกปรากฏตัวด้านหลังชลชาติพร้อมเชือกแสงสีขาว ก่อนจะตวัดเชือกรัดคอชลชาติไว้
“ปล่อยพวกเค้าเดี๋ยวนี้”
ชลชาติระเบิดพลังรัศมีสีแดงเพลิง ทำให้ผียายปริก เหยี่ยว น้ำริน กระเด็นไปคนละทาง
“วันนี้เวลานี้ เวลาของไอ้สัมภเวสีหมดแล้ว นรกที่กำลังไล่ล่าวิญญาณกำลังจะปรากฏเพื่อเอาวิญญาณผีเร่ร่อนกลับไปแล้ว” ขาดคำที่ผียายปริกบอกกับน้ำริน
พื้นรอบ ๆ ก็เกิดเป็นรอยแยกแตกตรงเข้ามา แสงสีแดงฉายขึ้นมาจากรอยแยก วูบไหวเหมือนเปลวไฟ
น้ำรินหยุดคิดนิดหนึ่ง
“นรกไล่ล่าวิญญาณผีเร่ร่อน? ปริกก็เร่ร่อนนะ วิญญาณปริกไม่ปลอดภัยเหมือนกัน”
“มีเกิดย่อมมีดับ ไหนๆ จะดับก็ขอดับแบบมีคุณค่าซะหน่อยก็แล้วกัน”
ชลชาติสายตาแข็งกร้าว ยังฮึดด้วยแรงอาฆาต เคลื่อนที่เร็วจะเข้าไปทำร้ายน้ำริน
พลันรอบๆ กายของน้ำรินกับเหยี่ยว ปรากฏเป็นลมพายุหมุนวน กำลังพุ่งเข้าไปยังทั้งคู่
“ ไม่ต้องกลัวนะ ผมไม่ยอมให้คุณต้องเป็นอันตรายเด็ดขาด”
เหยี่ยวหันมาบอกนี้รินด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ชลชาติพุ่งเข้ามาหาน้ำริน เหยี่ยวแม้มองไม่เห็น แต่เห็นแสงสีแดงฉานเรืองรองพุ่งเข้ามาหาน้ำริน
จึงตัดสินใจเอาร่างตัวเองบังร่างน้ำรินที่ยังไม่มีดวงจิตไว้
ผียายปริกรวบรวมพลังทั้งหมด พุ่งเข้าไปยื้อยุดฉุดกระชากวิญญาณชลชาติ จะพาลงไปในรอยแยกนั้นด้วยกัน ท่ามกลางสายตาของน้ำรินกับเหยี่ยว
ในที่สุดผียายปริกก็ลากวิญญาณชลชาติลงไปในรอยแยกสำเร็จ บังเกิดเป็นเปลวไฟแผดเผากระจ่างจ้า
รอยแยกบนพื้นที่แตกระแหงอยู่ ค่อยๆ กลับปิดติดกลายเป็นพื้นปกติทีละน้อยๆ แต่ยังปิดไม่สนิท
น้ำรินตะลึงน้ำตาไหล เสียใจกับการเสียสละของผียายปริก
“ฉันทำให้วิญญาณของปริกดับสลาย ฉันขอโทษ”
Wคุณต้องรีบกลับเข้าร่าง อย่าทำให้การเสียสละของปริกไร้ค่า”
น้ำรินมองร่างที่นอนไม่ได้สติของตนเองอย่างตัดสินใจ
ดวงจิตน้ำรินก้าวเข้าไปนอนทับบนร่างน้ำริน เหยี่ยวมองอย่างตื่นเต้น และลุ้น
“น้ำริน คุณกลับเข้าร่างได้แล้ว อีกไม่นานคุณจะกลับมามีชีวิตเหมือนเดิมแล้ว”
วิญญาณชลชาติตะเกียกตะกายขึ้นมาจากรอยแยกที่ยังไม่ปิดไม่สนิท ร่างไหม้เกรียม ดวงตาแดงฉาน
“กูไม่ยอมให้มึงมีชีวิต มึงต้องตกนรกไปพร้อมกู”
เหยี่ยวหันไปเห็นแสงสีแดงเป็นประกายวาบ กำลังจะพุ่งเข้ามาทำร้ายร่างน้ำริน ก็โผเข้าไปกอดร่างไว้ ไม่ยอมให้ชลชาติทำร้าย
ชลชาติวาดมือฟาดเหยี่ยว บังเกิดแสงสีแดงกระแทกร่างจนลอยหวือกระเด็นตกน้ำไป
ร่างเหยี่ยวที่หมดสติตกลงมาในน้ำ และกำลังจะจมดิ่งลงก้นบึง ชลชาติย่างสามขุมไปยังร่างน้ำรินที่นอนแน่นิ่ง ไม่รู้สึกตัว แววตาแดงฉานเป็นสีเลือด
พลันผียายปริกก็พุ่งขึ้นมาจากรอยแยกที่เหลืออยู่ กระชากร่างชลชาติลงไปในรอยแยกอีกครั้ง รอยแยก กลับกลายเป็นพื้นปกติเช่นเดิม
น้ำรินกลับเข้าร่างได้ แต่ยังสลบไสลไม่รู้สึกตัว ขณะที่ร่างของเหยี่ยวกำลังจมดิ่งลงไปยังพื้นบึงเรื่อยๆ
ร่างของเหยี่ยวที่เปียกโชกอยู่บนเตียงเข็นครอบหน้ากากออกซิเจน ร่างของน้ำรินอยู่บนอีกเตียง ถูกเข็นมาด้วยกัน ก่อนที่ทั้งสองเตียงจะถูกเข็นแยกไปคนละทาง
ร่างของน้ำรินยังนอนนิ่งสนิท ทั้งสัญญาณชีพจรและการเต้นของหัวใจปกติ ครู่หนึ่งเปลือกตาก็กระตุก
ร่างเหยี่ยวกระตุกไปตามแรงช็อตของเครื่องกระตุ้นหัวใจ เส้นชีพจรยังคงเป็นเส้นตรง และอัตราการเต้นหัวใจยังเป็นศูนย์
สงครามกับธารานั่งรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินอย่างร้อนใจ ครู่หนึ่งหมอก็ผลักประตูออกมา
“หมอตรวจร่างกายคุณน้ำรินแล้ว เป็นปกติ แต่หมอไม่เข้าใจว่าทำไมถึงยังไม่ฟื้น อาจจะมีปัญหาที่สมองหมอขอตรวจให้ละเอียดอีกทีนะครับ”
“ฉันขอเข้าไปดูลูกได้มั้ยคะ”
“รอข้างนอกดีกว่าครับ”
พูดจบหมอหัก็นหลังกลับเข้าไป พอดีกับหมออีกคนหนึ่งที่ดูแลเหยี่ยว เดินสวนออกมารับอุปกรณ์ช่วยชีวิต ที่พยาบาลกำลังเข็นเข้าไปในห้อง สงครามรีบถาม
“หมวดเหยี่ยวเป็นยังไงบ้างครับ”
“สมองของคนไข้ขาดออกซิเจนมานาน อาการไม่น่าไว้ใจแต่หมอกำลังพยายามอย่างเต็มความ สามารถครับ”
ธารากลัดกลุ้มจนอยู่ไม่ติด “น้ำริน อย่าตายนะลูก”
สงครามต้องกุมมือธาราไว้แน่น
“ทำใจดีๆไว้ คุณได้ลูกกลับมาแล้ว น้ำรินต้องรอด แต่หมวดเหยี่ยวนี่สิ”
สงครามถอนหายใจหนักๆ ด้วยความกังวล เป็นห่วงเหยี่ยว
หมอและพยาบาลยังคงปั๊มหัวใจสลับกับการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ และฉีดยากระตุ้นหัวใจเข้าเส้น
ใบหน้าเหยี่ยวยังคงนิ่ง ซีดขาวจนน่ากลัว
ก่อนที่กราฟชีพจรจะกระตุกขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย
น้ำรินค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้น แต่ภาพตรงหน้ายังคงเบลอๆ ไม่กระจ่างจัด
สัญญาณชีพจรของเหยี่ยวขึ้นลงตามแรงช็อตหัวใจด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้ากลับเป็นเส้นตรงเหมือนเดิม ก่อนที่เสียงสัญญาณเตือนจากมอนิเตอร์ดังยาว
หมอกับพยาบาลโกลาหล เพราะคนไข้ใกล้จะเสียชีวิตแล้ว
น้ำรินค่อยๆหลับตาลงไปคล้ายหมดสติอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอดเหมือนรวบรวมพลังครั้งสุดท้าย แล้วในที่สุด สติก็กลับคืนมา
เสียงชีพจรและกราฟชีวิตของเหยี่ยวระบุว่าหัวใจไม่เต้นแล้ว หมอกำลังดูนาฬิกาเพื่อจะขานเวลาเสียชีวิต ทันใดนั้นเสียงชีพจรของเหยี่ยวกลับดังขึ้นมาอีกครั้ง
ถึงม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้เกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา....
-สุนทรภู่-
แนน ยายนวล และนกน้อย ยืนมองเหยี่ยวผ่านประตูกระจกหน้าห้องไอซียู ด้วยความเป็นห่วง
สายตาแนนที่มองเหยี่ยวเต็มไปด้วยความรักความเป็นห่วงอย่างสุดซึ้ง
“โลกนี้จะมีใครรักเหยี่ยวได้เท่าหนูแนนอีกมั้ย ยายว่าผู้หญิงที่เหมาะสมกับหลานยายมากที่สุดก็คือหนูแนนนี่แหละ”
ยายนวลลูบแขนแนนด้วยความรักใคร่เอ็นดู
สงครามเข็นรถของธารา ไปห้องพักของน้ำริน นกน้อยพายายนวลเดินมาอีกทาง สงครามเห็นยายนวลก็รีบทักและพนมมือไหว้ ธารายกมือไหว้ตาม
“เหยี่ยวเป็นยังไงบ้างครับ”
“ยังไม่ฟื้น หมอยังให้อยู่ในห้องไอซียู ดูอาการคืนนี้ค่ะ”
ธารารีบแนะนำตัวกับยายนวล
“ดิฉันชื่อธาราค่ะ หมวดเหยี่ยวช่วยชีวิตลูกสาวดิฉันไว้ ขอบพระคุณเหลือเกินค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เหยี่ยวเป็นตำรวจ มีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้วค่ะ เรื่องบาดเจ็บก็เป็นธรรมดาของอาชีพที่มีความเสี่ยง”
“ดิฉันขอรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายของหมวดเหยี่ยวเพื่อเป็นการขอบคุณนะคะ
ดิฉันจะกราบขอพรพระให้หมวดเหยี่ยวหายไวไวนะคะ”
ยายนวลยิ้ม “ดิฉันก็จะใส่บาตรทำบุญให้ลูกสาวคุณด้วย ลูกสาวชื่ออะไรนะคะ”
“น้ำรินค่ะ”
ยายนวลสะดุดใจกับชื่อน้ำรินทันที
น้ำรินนอนอยู่บนเตียงห้องหนึ่ง สงครามกับธารานั่งอยู่ในห้องรับรองญาติ ที่อยู่ภายในบริเวณเดียวกัน “คุณเหนื่อยมากแล้ว กลับไปนอนพักที่บ้านเถอะ พรุ่งนี้ผมจะไปรับแต่เช้า”
“ฉันจะนอนเฝ้าน้ำรินที่นี่ ทันทีที่ลูกเปิดตาขึ้นมา จะได้เห็นแม่เป็นคนแรก”
สงครามพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วจึงเดินออกไป ธารามองไปทางน้ำรินด้วยความรักอาทร
สีหน้าน้ำรินนิ่งสงบเหมือนคนนอนหลับ ขณะเดียวกันภาพในฝันกลับกระจ่างชัด
ในฝันน้ำรินเห็นใบหน้าของผียายปริก มีน้ำมีนวลเห็นเหมือนคนปกติ
“จำที่ฉันเคยบอกได้มั้ย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผล คนทุกคนจึงเกิดมาเพื่ออะไรซักอย่างเสมอฉันกับหล่อนเกิดมาเพื่ออุปถัมภ์ค้ำชูช่วยเหลือกันทุกภพทุกชาติ”
“ทุกภพทุกชาติ? ปริกกับฉันเคยเจอกันมาหลายชาติแล้วเหรอ”
ยายปริกยิ้ม แววตาอ่อนโยน และดูนบนอบน้ำรินมากกว่าเดิม
“ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูของปริก”
ที่แท้ทั้งคู่ผูกพันกันมาหลายภพหลายชาติ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
“ถ้าคุณหนูกับหมวดเหยี่ยวเกิดมาเพื่อความรักซึ่งกันและกัน ปริกกับคุณหนู มันก็คือความจงรักภักดีต่อให้เกิดมาชาติไหน คุณหนูจำปริกไม่ได้ ปริกก็จำคุณหนูได้”
ชุดของน้ำณฺนเปลี่ยนไปเป็นสมัยปลายกรุงศรีฯ และสมัยต้นรัตนโกสินทร์..
“ไม่ว่าความรักแบบไหน เกิดขึ้นจากเหตุ 2 ประการ คือด้วยการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน และด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน”
จากนั้นชุดของน้ำรินเปลี่ยนไปจนไปจบที่ชุดสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นชุดสมัยเดียวกับที่ยายปริกใส่มาตลอด
“แปลว่า เมื่อชาติก่อนฉันเคยเจอปริก เคยเจอหมวดเหยี่ยวมาแล้วอย่างงั้นเหรอ”
“คุณหนูกับหมวดเหยี่ยวเคยครองคู่ ร่วมทุกข์ร่วมสุข มีการจากพรากอันน่าอาลัยมาก่อน และที่สำคัญ..เคยทำบุญในพุทธเขตร่วมกัน ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ แรงเหวี่ยงของกรรมใหญ่ฝ่ายกุศล จึงดึงดูดให้วิญญาณตามติดกันไปเรื่อยๆ เหมือนดังด้ายแดงในตำนานของชาวจีน ที่ผูกมัดเป็นสายใยของทั้งคู่ให้ต้องพบกันและรักกัน มันคือบุพเพ สันนิวาส”
“บุพเพสันนิวาสงั้นเหรอ”
“ชะตาชีวิตของคนสองคนที่เป็นคู่แท้ก็เหมือนแม่เหล็ก ไม่ว่าจะหนีไปไหน ชีวิตนึงก็จะลากอีกชีวิตนึงเข้ามาหากันเสมอสายใยอื่นตัดได้ แต่ตัดสายใยแห่งบุญที่คู่แท้กระทำร่วมกันมาไม่มีวันขาด”
น้ำรินนิ่งคิดตามคำพูดของปริก
น้ำรินในชุดปัจจุบันเดินเข้ามาในศาลา พลางทอดสายตาออกไปในน้ำอย่างเศร้าสร้อย
“แต่ชาตินี้ฉันกับเค้าต่างก็มีคู่หมั้นหมาย รักของเราไม่มีทางเป็นไปได้”
ยายปริกเก็บดอกบัวที่ขึ้นอยู่ข้างศาลาส่งให้น้ำริน
“บุญเก่าทำให้ได้พบกัน บุญใหม่เกื้อหนุนกันให้ได้อยู่ร่วมกันในชาตินี้ ตราบใดที่มีศรัทธาร่วมยินดีในแนวความเชื่อเดียวกัน มีใจปรารถนาจะรักษาศีลมีจาคะใจอยากสละให้ และมีปัญญาพูดภาษาเดียวกัน ทั้งสี่อย่างนี้เปรียบเสมือนใยแก้วร้อยสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น ชาตินี้หรือชาติไหนก็ได้ครองรัก มิต้องพรากจากกันตลอดไป”
น้ำรินจับมือยายปริก พลางมองด้วยสายตาเศร้าอาลัยอาวรณ์
“แล้วเราล่ะ ทำไมเราต้องจากกันวันนี้ ฉันไม่อยากให้ปริกไปเลย ปริกอยู่กับฉันเถอะนะ”
พลางโผเข้ากอดปริก น้ำตาริน
“มันหมดเวลาของปริกแล้ว ปริกได้ดูแลปกป้องคุ้มครองคุณหนู หน้าที่ของปริกเสร็จสมบูรณ์แล้ว ปริกก็ต้องไป”
ยายปริกร้องไห้ แต่พยายามกลั้นน้ำตา
“อย่าเศร้าไปเลย เราพบแล้วก็จาก จากแล้วก็พบกันมาเจ็ดร้อยปีแล้ว เฉกเช่นความรักแบบอื่นๆ ที่ยังไงก็ต้องทำให้พบกัน. เราหนีกันไม่พ้นหรอ”
น้ำรินกับยายปริกต่างร่ำไห้ ทันใดนั้นก็บังเกิดแสงสว่างเรืองรองบนท้องฟ้าพุ่งเข้ามาที่ยายปริก คล้ายกำลังมารับวิญญาณนั้น
วิญญาณยายปริกสลายรวมไปกับแสงสว่างเรืองรองนั้น แล้วค่อยๆ พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า น้ำรินฝืนยิ้มทั้งน้ำตา
น้ำรินลืมตาขึ้นมา แล้วรู้สึกใจหายเมื่อคิดว่ายายปริกจากไปแล้วจริงๆ พลางมองไปรอบๆห้อง แล้วจึงเห็นธารานั่งหลับอยู่บนเก้าอี้เข็นข้างเตียง
“แม่”
ธาราได้ยินเสียงก็ลืมตาขึ้น
“น้ำริน หนูตื่นแล้ว”
น้ำรินพยายามลุก ธารารีบเลื่อนเก้าอี้เข้ามาหา
“อย่าเพิ่งลุก ร่างกายหนูยังอ่อนแอมาก”
ธารากับน้ำรินสวมกอดกันด้วยความรักและคิดถึง
“ต่อไปนี้เราจะไม่จากกันแล้วนะลูก"
.
อ่านต่อหน้า 4
ภพรัก ตอนที่ 12 อวสาน (ต่อ)
แนนมองเหยี่ยวที่นอนในห้องไอซียูอย่างกลุ้มใจ พลางมองแหวนหมั้นที่นิ้วตัวเอง แล้วนึกถึงความ สัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขา ที่นับวันก็ยิ่งดูห่างเหิน
แนนถอนหายใจยาว พยายามปัดเรื่องหนักใจในความสัมพันธ์ออกไป เพื่อเฝ้ามองดูอาการบาดเจ็บของเหยี่ยวด้วยความเป็นห่วง
ครู่หนึ่ง พยาบาลคนหนึ่งเปิดประตูออกมาจากห้องไอซียู แนนรีบวิ่งเข้าไปถาม
“หมวดเหยี่ยวเป็นอะไรคะ”
“คุณเป็นอะไรกับคนไข้คะ”
แนนอึ้งไปนิดหนึ่งก่อนตอบ “เป็นคู่หมั้นค่ะ”
“คนไข้รู้สึกตัวแล้วค่ะ ถึงยังไม่ได้สติ แต่ก็ถือว่าพ้นขีดอันตรายคุณหมออนุญาตให้ย้ายออกจากไอซียูพรุ่งนี้เช้าค่ะ”
แนนหันไปมองเหยี่ยว แล้วก็ยิ้มทั้งน้ำตา
หลังจากที่พยายาบลมาเช็คอาการเรียบร้อยแล้ว น้ำรินก็หันมาถามธารา
“คุณแม่ทราบข่าวตำรวจที่ช่วยชีวิตหนูบ้างมั้ยคะ”
“หมวดเหยี่ยวน่ะเหรอ รักษาตัวอยู่ที่นี่เหมือนกันจ้ะ”
น้ำรินตกใจ “เค้าเป็นอะไรคะ”
“เกิดอุบัติเหตุจมน้ำ ตอนนี้ยังไม่ฟื้นเลย”
“น้ำอยากไปเยี่ยมเค้า”
“รักษาตัวให้หายก่อนเถอะลูก เค้าช่วยชีวิตลูกก็แปลว่าชาติก่อนลูกกับเค้าเคยทำบุญร่วมกันมา ยังไงซะก็ต้องได้เจอกัน”
คำพูดของธาราทำให้น้ำรินรำลึกถึงคำพูดขอยายปริก
พยาบาลเข็นรถนั่งของน้ำรินมาที่หน้าลิฟต์เข้าไปที่ลิฟท์ตัวหนึ่ง พร้อมๆ กับที่พยาบาบาลอีกคนเข็นเตียงของเหยี่ยวเข้าไปที่ลิฟท์อีกตัว
จังหวะที่สวนกัน น้ำรินเกิดความรู้สึกประหลาดที่หัวใจ รู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดให้มองตามเตียงเข็นที่ผ่านไป แต่ประตูลิฟต์ปิดเสียก่อน
ร่างของเหยี่ยวที่นอนอยู่บนเตียง กระตุกมือขึ้นนิดๆ แนน ที่เข้ามาในลิฟท์พร้อมกับพยาบาลสังเกตเห็น
“เหยี่ยวขยับมือ คุณเห็นมั้ยคะเหยี่ยวฟื้นแล้ว”
พยาบาลหยิบไฟฉายเล็กๆ ขึ้นมาส่องดูม่านตาของเหยี่ยว แล้วหันมาบอก
“ยังไม่ฟื้นค่ะน่าจะเป็นเพราะกล้ามเนื้อกระตุกมากกว่า”
แนนผิดหวัง จับมือเหยี่ยวด้วยความสงสาร
หลังจากทำกายภาพบำบัดมาได้พักใหญ่ น้ำรินก็เริ่มเดินได้เป็นปกติด้วยกำลังใจที่เข้มแข็ง โดยมีธาราคอยให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด
“น้ำเดินมากอดแม่ได้แล้วค่ะ”
น้ำรินดีใจจนน้ำตาคลอ ธาราลูบผมของลูกสาว แล้วก็น้ำตาคลอไปเช่นกัน
ขณะที่เหยี่ยวยังคงนอนนิ่ง ไม่รู้สึกตัว สงครามกับแนนยืนมองอย่างหนักใจ
แนนจัดผ้าห่มให้เหยี่ยว สงครามมองไปที่แหวนหมั้นที่นิ้วของเธอ
“ผมได้ยินว่าคุณกำลังจะแต่งงานกับหมวดเหยี่ยว”
แนนมองเหยี่ยว อย่างเป็นกังวล “คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ค่ะ”
“แล้วถ้าหมวดเหยี่ยวไม่ฟื้นตลอดไป”
“ดิฉันก็จะไม่ทิ้งเหยี่ยว เพราะชีวิตฉันไม่มีใครอีกแล้ว นอกจากเหยี่ยว”
สงครามมองแนนอย่างชื่นชม ความรักของเธอที่มีต่อเหยี่ยวนั้นมั่นคง เฉกเช่นเขากับธารา
ภพธรถือช่อดอกไม้ ยืนคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่หน้าลิฟต์ สีหน้าและแววตาเครียด
“ฉันไม่ไว้ใจนังนับดาว มันพร้อมจะเปิดโปงเราทุกเวลา สั่งให้สายของเราคอยจับตาดูมันไว้ถ้าเห็นท่าไม่ดีเก็บมันซะ”
ภพธรกดวางสาย พอดีประตูลิฟต์เปิดออก สงครามออกมาจากลิฟต์ ทั้งสองชะงักมองหน้ากัน
ภพธรรีบปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม
“สวัสดีครับผู้การ”
น้ำรินฝึกเดินได้คล่องแคล่วกว่าเดิม โดยมีนักกายภาพคอยดูแลให้คำแนะนำ ธาราที่นั่งดูอยู่ข้างๆ รีบบอกด้วยความตื่นเต้น
“หมออนุญาตให้หนูกลับบ้านได้พรุ่งนี้แล้วนะ “
น้ำรินยิ้มดีใจ “ขอไปเยี่ยมคนสำคัญก่อนกลับได้มั้ยคะ น้ำอยากขอบคุณเค้าด้วยตัวเอง”
น้ำรินเดินเข้าไปในห้องเหยี่ยว ภาพที่เห็นเหยี่ยวนอนไม่ได้สติอยู่คนเดียวเหงาๆ ทำให้เธอสะเทือนใจเป็นอย่างมาก
เหยี่ยวยังนอนนิ่งน้ำรินจับมือเขามาบีบ
“ฉัน น้ำรินไงคะ ฉันกลับมาหาคุณด้วยร่างที่มีชีวิตแล้ว ฉันไม่ใช่ดวงจิตแล้วค่ะ คุณเสียสละชีวิตเพื่อฉัน คุณต้องมาเป็นแบบนี้เพราะฉัน”
น้ำรินน้ำตาคลอ แล้วเอาหน้าเข้าไปใกล้ๆ หูของเหยี่ยว
“เหยี่ยว ตื่นได้แล้ว ตื่นมามองฉันอย่างที่เคยมอง”
นิ้วของเหยี่ยวกระตุกเบาๆ แต่น้ำรินไม่ทันเห็น
แนนถือถาดใส่ที่โกนหนวด เปิดประตูเข้ามา พอห็นน้ำรินใกล้ชิดกับเหยี่ยวก็งง
“คุณเป็นใครคะ”
ภพธรกับสงครามยืนคุยกันอยู่บนดาดฟ้าโรงพยาบาลตามลำพัง
“ช่วงนี้คุณอาธาราอารมณ์ดี เพราะสุขภาพน้องน้ำดีขึ้นมากแล้ว เห็นแบบนี้ผมก็สบายใจ ที่คนที่ผมรักทั้งสองคนมีความสุข”
ภพธรแสร้งพูดให้ตัวเองดูดี สงครามมองอย่างประเมินท่าที
“ถ้าไม่เคยรู้เรื่องที่ผ่านมา ผมต้องคิดว่าคุณเป็นคู่หมั้นที่วิเศษที่สุด”
ภพธรชะงัก แต่พยายามรักษาอาการจนสงครามไม่สามารถจับผิดได้ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ผู้การมาเยี่ยมหมวดเหยี่ยวทุกวันเลยเหรอครับ”
“ไม่ทุกวันหรอก ผมกำลังยุ่งเรื่องคดีนับดาว กำลังอยู่ในช่วงสืบสวนขยายผลว่ามีใครเกี่ยวข้องอีกบ้าง”
สงครามมองหน้า ภพธรมองตอบ พร้อมกับปั้นสีหน้าเสียใจ สำนึกผิด
“ผมเจ็บใจตัวเองจริงๆ ไม่น่าหลงผิดตกเป็นเครื่องมือของนับดาวเลย”
“คุณเป็นคนฉลาด ไม่น่าเชื่อว่าจะตกเป็นเครื่องมือใครง่ายๆ”
“บางครั้งคนที่ฉลาดที่สุด อาจจะโง่ที่สุดในบางเรื่องผู้การครับ คนทุกคนอาจจะทำเรื่องผิดพลาดได้แต่ถ้าคนๆ นั้นสำนึกและเสียใจ เราก็ควรให้โอกาสเค้าแก้ไข และทำความดีไม่ใช่เหรอครับ”
ภพธรปั้นหน้าเป็นคนดีๆ สงครามยิ้ม แต่ในใจยังระแวง
แนนโกนหนวดให้เหยี่ยวอย่างระมัดระวังและเบามือ น้ำรินยืนมองอย่างสะท้อนใจที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรให้เหยี่ยวได้แบบนี้
“จริงๆต้องให้พยาบาลทำ แต่ฉันอยากฝึกไว้ ถ้าเหยี่ยวกลายเป็นเจ้าชายนิทรา ฉันจะได้ดูแลเค้าไปตลอดชีวิต”
น้ำรินรู้สึกทึ่งในความรักของแนนที่มีต่อเหยี่ยว พลางหันไปจ้องหน้าเขาด้วยความรู้สึกผูกพัน
“เหมือนคนนอนหลับ ไม่เหมือนคนป่วย มันอาจจะไม่เลวร้ายขนาดนั้นก็ได้”
แนนน้ำตาคลอ “หมอบอกว่าสมองขาดออกซิเจนนานเกินไป รอดมาได้ถือว่าปาฏิหาริย์แล้วค่ะ”
น้ำรินพยายามกลั้นน้ำตาเมื่อคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุให้ชายคนรักกลายเป็นเจ้าชายนิทรา
พลันริมฝีปากของเหยี่ยวก็ขยับ พร้อมกับปลือกตาที่ขยับเหมือนพยายามจะเปิดตา ปากก็พึมพำเบาๆ
“น้ำ”
น้ำรินกับแนนยิ้มดีใจ เหยี่ยวค่อยๆลืมตาขึ้น มองแนนแล้วมองก็มองน้ำริน
“น้ำ”
น้ำรินกับแนนพูดพร้อมกัน ด้วยความหมายที่ต่างกัน “น้ำอยู่นี่”
แนนรีบคว้าเหยือกน้ำรินน้ำใส่แก้ว เสียบหลอดแล้วส่งให้เหยี่ยวดื่มทันที น้ำรินมองเก้อๆ
เหยี่ยวดื่มน้ำ สีหน้ายังเบลอๆ งงๆ
“แนนกลับมาจากเมืองนอกแล้วเหรอ”
น้ำรินกับแนนได้ยินคำถามก็งง
“เรากลับมาตั้งสองเดือนแล้ว”
“ทำไมเราไม่รู้ กลับก่อนกำหนดล่ะสิ”
แนนส่ายหน้า “เปล่า เราเรียนจบแล้วก็กลับมา ก่อนหน้านี้เราก็เจอกันตลอด ยังทำคดีด้วยกันเลยเหยี่ยวจำไม่ได้เหรอ”
เหยี่ยวยิ่งงงหนัก “แล้วเรามาอยู่ที่โรงพยาบาลได้ยังไง”
แนนมองไปที่น้ำริน “เหยี่ยวพาคุณคนนี้หนีคนร้ายแล้วเกิดอุบัติเหตุจมน้ำ”
“คุณช่วยชีวิตฉันไว้ จำได้มั้ยคะ”
น้ำรินมองเหยี่ยวด้วยความคาดหวังว่าเขาจะจำได้
เหยี่ยวมองน้ำริน แล้วพยายามนึก แต่สายตาของเขาที่มองเธอเต็มไปด้วยความว่างเปล่า ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับน้ำรินเหลืออยู่เลย
“จำไม่ได้”
น้ำรินช็อก เสียใจ แต่ไม่ลดความพยายาม
“จำไม่ได้เลยเหรอ ลองคิดดูดีๆสิคะ คุณต้องจำฉันได้”
สัญชาตญาณของผู้หญิงทำให้แนนรู้สึกแปลกๆกับท่าทางของน้ำริน เหยี่ยวส่ายหน้า รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที แนนรีบกดเรียกพยาบาลแล้วหันมาบอกให้น้ำรินออกไปก่อน
น้ำรินมองเหยี่ยวอย่างสะเทือนใจ ก่อนที่จะออกมายืนหมดแรงอยู่ที่หน้าห้อง ช็อกและเสียใจที่เหยี่ยวจำตัวเองไม่ได้
พยาบาลเข็นรถให้น้ำรินนั่งมาส่งที่ห้องพัก ภพธรกับสงครามนั่งรออยู่กับธารา ภพธรหันมาพูดกับน้ำรินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“น้องน้ำอยากไปสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างล่างมั้ย พี่จะพาไป”
น้ำรินลังเล แต่ธารารีบตอบแทน
“ไปเถอะ แม่จะกลับบ้านแล้ว ฝากดูน้องด้วยนะภพธร”
สงครามมองธาราอย่างแคลงใจ
ภพธรเข็นรถให้น้ำรินนั่ง มาจอดที่ใต้ร่มไม้สวยๆ พลางจับมือเธอมากุมไว้
“เราจะเริ่มต้นใหม่ แต่งงานกันเมื่อไหร่ พี่จะทำให้น้องน้ำเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลก”
น้ำรินนั่งคิด ในใจคิดถึงแต่เหยี่ยว
“ฉันจะมีความสุขก็ต่อเมื่อเห็นเค้ามีความสุข”
ภพธรงง “ใคร? ใช่พี่รึเปล่า”
“คนที่น้ำรัก”
ภพธรยิ้มกว้าง เพราะคิดว่าเป็นตัวเอง
“พี่จะมีความสุขมากเมื่อเราได้แต่งงานกัน”
น้ำรินมองภพธรด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ขณะที่ภพธรมอง้ชเธอด้วยสายตาโลภ เพราะเมื่อไหร่ที่ทั้งคู่แต่งงานกัน เมื่อนั้นเขาก็จะได้ครอบครองสมบัติของธาราทั้งหมด
เหยี่ยวกำลังเข้าเครื่องซีทีสแกนหรือ MRI เพื่อตรวจสมอง
“เท่าที่ตรวจอย่างละเอียด การทำงานของสมองไม่มีอะไรผิดปกติ มีเพียงความทรงจำบางส่วนที่ขาดหายไป”
เหยี่ยวกับแนนนั่งคุยกับหมอ
“ผมจำได้ว่าครั้งสุดท้าย ผมกำลังขี่จักรยานกลับบ้าน พบการเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ที่ริมบึง หลังจากนั้น ผมจำอะไรไม่ได้อีกเลย”
“สมองเป็นอวัยวะที่ซับซ้อนมาก อาการนี้เรายังหาสาเหตุไม่ได้”
แนนรีบถามอย่างร้อนใจ “แล้วความทรงจำจะกลับมามั้ยคะ”
“ต้องให้เวลาครับ”
แนนบีบมือเหยี่ยวอย่างให้กำลังใจ
ภพธรกำลังเข็นน้ำรินกลับจากไปเดินเล่น มายืนรอลิฟต์ จังหวะเดียวกับที่พยาบาลพาเหยี่ยวจากห้องตรวจกลับห้อง โดยมีแนนมาด้วย
น้ำรินหันไปเห็นแนนดูแลเหยี่ยว แนนยิ้มให้นิดๆตามมารยาท
พยาบาลเข็นรถเหยี่ยวมาใกล้มากขึ้น น้ำรินมองเขาตาไม่กะพริบ เต็มไปด้วยความหวังว่าเหยี่ยวจะจำได้ แต่ขากลับมองผ่านเธอไปเลย
น้ำรินเสียใจ เจ็บปวดหัวใจจนแทบจะร้องไห้
ภพธรเข็นน้ำรินเข้าไปในลิฟต์ เหยี่ยวหันไปมองน้ำรินกับภพธรเหมือนมีแรงดึงดูดให้หันไปมองเองตามอัตโนมัติ
น้ำรินมองเหยี่ยวจากในลิฟต์ เป็นสายตาตัดพ้อและเศร้าสร้อย เหยี่ยวกับน้ำรินสบตากันแล้วประตูลิฟต์ก็ปิด
เหยี่ยวรู้สึกผูกพันกับผู้หญิงคนนี้อย่างประหลาด
ธารานั่งคุยกับสงครามที่บ้าน พร้อมกับบอกว่าจะวางมือให้น้ำรินดูแลงานแทน และให้ภพธรเป็นคนช่วยสอนงาน
“คุณไว้ใจภพธรแล้วเหรอ” สงครามถามอย่างคลางใจ
“ไม่ แต่ฉันคิดว่าควรให้โอกาสคนผิด”
“เค้าเคยมีส่วนทำร้ายคุณกับน้ำรินนะ”
ธาราส่ายหน้า “ต้นเหตุของเรื่องก็คือฉันฉันทำทุกอย่างโดยใช้ไฟแห่งโทสะเป็นเจ้าเรือน ฉันทำเพื่อผลประโยชน์ จนทุกคนรวมทั้งตัวเองไม่มีความสุขต่อไปนี้ ฉันจะขอเป็นน้ำ หมั่นทำดี มีสติรู้ตัว ลดละความโกรธแค้นในใจฝึกให้อภัย...ถึงมันจะยาก แต่ฉันจะพยายาม”
สงครามมองธาราด้วยความเข้าใจ ทั้งสองสื่อสารความรู้สึกผ่านทางสายตา
ยายนวล นกน้อย ปลาทู ปูอัด มาเยี่ยมเหยี่ยวที่โรงพยาบาล นกน้อยหลุดปากพูดเรื่องที่เหยี่ยวกับแนนหมั้นกันแล้ว เหยี่ยวถึงกับตกใจ
“นี่ผมกับแนนหมั้นกันแล้วเหรอ”
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ยายนวลรีบบอก
“หมั้นกันนานแล้ว หนูแนนช่วยชีวิตเอ็งตอนสู้กับคนร้าย เอ็งก็เลยรู้ว่าหนูแนนรักเอ็งจริงไม่กิงก่องแก้ว”
นกน้อยช่วยพูดเสริม “หมวดป่วยคราวนี้ หมวดแนนดูแลจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน งานการแทบไม่ได้ไปทำเลยนะ”
แนนเขินก็เลยรีบออกตัว Wพอดีเพิ่งจบคดีใหญ่ค่ะ ก็เลยเหมือนได้พักไปในตัว”
ทุกคนหน้าตาเบิกบาน ยกเว้นเหยี่ยวที่นิ่วหน้า ความรู้สึกในหัวใจบอกว่าไม่ใช่
ภพธรพาน้ำรินกลับมาที่บ้าน น้ำรินยังมีทีท่าซึมเศร้า ไม่กระตือรือร้น เพราะใจยังพะวงอยู่กับเรื่องเหยี่ยว
ธารารอต้อนรับอยู่ น้ำรินเข้าไปกอดแม่
“เป็นอะไรไป หน้าเซียวๆ”
“น้ำเหนื่อยๆ ค่ะแม่ ขอไปพักก่อนนะคะ”
น้ำรินเดินขึ้นบ้านไป ธารามองตามอย่างเป็นห่วง
ภพธรเข็นรถของธาราเดินเล่นในสวน ภพธรแสร้างทำเป็นพูดถึงน้ำรินด้วยความเป็นห่วง
“คนที่ได้รับอุบัติเหตุก็เป็นแบบนี้ครับคุณอา หลายคนที่ร่างกายหายแล้ว แต่จิตใจยังกระทบกระเทือนผมจะคอยดูแลน้องอย่างใกล้ชิด ให้น้องกลับมาเป็นปกติเร็วที่สุด ผมเสียใจมากที่ทำร้ายคนที่ผมรักมากที่สุดด้วยความหลงผิดขาดความยั้งคิด ผมขอโทษนะครับ”
ภพธรก้มลงกราบที่มือธารา น้ำตาไหล
“เธอก็เหมือนลูกของอา เมื่อลูกทำผิด แม่จะไม่ให้อภัยได้ยังไง”
ภพธรเช็ดน้ำตา ธาราพูดต่อเหมือนมีอะไรบางอย่างในใจ
“การขอโทษที่จริงใจเท่านั้น ที่สมควรที่จะได้รับการอภัย”
ธาราวางช่อกุหลาบสีขาวที่หน้าหลุมศพของนุติ
“ฉันขอโทษที่ทำเรื่องเลวร้ายกับเพื่อน อโหสิกรรมให้ฉันนะ นุติ”
ภพธรยืนอยู่ด้านหลังฟังธารา แต่สายตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและโกรธแค้น
น้ำรินถือกระเช้าผลไม้มาที่บ้าน แต่เห็นประตูบ้านปิดเงียบ เธอจึงเดินไปที่หลังบ้าน ไปนั่งที่เดิมที่เคยนั่งในคืนที่มาบ้านเหยี่ยวเป็นคืนแรก
น้ำรินถอนหายใจยาว คิดถึงความทรงจำที่เคยใช้เวลาอยู่กับเหยี่ยวที่บ้านหลังนี้
“แล้วถ้าหัวใจของคุณลืมฉัน ฉันจะทำยังไง”
เหยี่ยวเดินมาจากทางหน้าบ้าน เห็นน้ำรินนั่งก้มหน้าร้องไห้ ก็เลยเดินเข้ามาหา
“คุณ.เป็นอะไร มานั่งร้องไห้อยู่ที่นี่ทำไม”
น้ำรินเงยหน้าขึ้นมามองเหยี่ยว ความทรงจำพรั่งพรูเข้ามาในสมอง
เหยี่ยวงงกับท่าทางและสายตาของเธอ
“เป็นอะไรรึเปล่า คุณเป็นใคร มานั่งร้องไห้ตรงนี้ทำไม”
“จำฉันไม่ได้จริงๆเหรอคะ”
เหยี่ยวมองน้ำริน คิดๆ “อ๋อ ผมจำได้แล้ว”
น้ำรินยิ้มดีใจเพราะคิดว่าเหยี่ยวจำเธอได้จริงๆ
“คุณ คนที่ผมเจอที่โรงพยาบาล ที่แนนบอกว่าผมเคยช่วยชีวิตคุณไว้”
สีหน้าน้ำรินผิดหวัง
“ระหว่างฉันกับคุณ มันมีรายละเอียดมากกว่านั้น”
จากนั้นน้ำรินก็พยายามรื้อฟื้นความทรงจำ หวังให้เหยี่ยวจำเธอได้ แต่แนนกลับโผล่มาขัดจังหวะ รีบเข้ามาประคองเหยี่ยว แล้วหันมามองน้ำรินอย่างขอร้อง
“เหยี่ยวเพิ่งออกจากโรงพยาบาลวันนี้ คุณควรให้เค้าพักผ่อนเยอะๆ นะคะ”
“ฝากผลไม้ให้ยายนวลด้วยนะคะ”
น้ำรินเดินออกจากบ้านไปอย่างเศร้าๆ แนนมองตามด้วยสายตาเริ่มไม่ค่อยสบายใจ
น้ำรินยืนคุยกับนกน้อยที่หน้าสำนักงานสืบฯ ด้วยสีหน้าเศร้า และเป็นทุกข์
“เรื่องผ่านไปแล้วผมจับคนที่ฆ่าลูกผมได้แล้ว คดีก็ปิดไปแล้วผมไม่ติดใจอะไรแล้วล่ะครับ”
“แต่ฉันยังไม่สบายใจ จนกว่าจะได้ขอโทษและรับการอโหสิจากจ่าค่ะ”
“ทุกคนเกิดมาเพื่ออะไรซักอย่างครับ นกยูงลูกผมเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมที่มันอาจจะก่อเมื่อชาติที่แล้ว คนที่ฆ่ามันก็คือยอดชัดไม่ใช่คุณ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ความผิดของคุณ ผมขออโหสิกรรมให้ครับ”
การอโหสิกรรมของนกน้อยก่อให้เกิดลมพัดมาวูบหนึ่งจนผมของน้ำรินปลิว
น้ำรินหันไปทางด้านข้าง เจอเหยี่ยวยืนอยู่พอดี
“คุณอีกแล้ว ผมไปที่ไหนก็เจอคุณตลอดเลยนะ”
เหยี่ยวเดินเข้ามาในห้องทำงาน พลางหยิบแฟ้มคดีต่างๆที่ทำมาเมื่อสองเดือนก่อนบนโต๊ะมาอ่านอย่างไม่เข้าใจ น้ำรินเดินเข้ามา
“ฉันจะมาขอบคุณที่คุณเคยช่วยเหลือฉันมากมายหลายอย่าง”
เหยี่ยวขมวดคิ้ว “มากมายหลายอย่าง? เท่าที่ผมฟังมา ผมแค่เอาร่างคุณออกมาจากบ้านหลังนั้นไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ใช่แค่นั้น คุณช่วยตามหาร่างให้ฉัน คุณค้นข้อมูลจากในตู้เอกสารนี้จากในคอมพิวเตอร์ แล้วก็ไปตามหาตามโรงพยาบาลด้วย”
“เดี๋ยวๆ ยิ่งฟังยิ่งงง ในเมื่อคุณหมดสติ คุณจะรู้ได้ยังไงว่าผมตามหาร่างให้คุณ”
น้ำรินพูดช้าๆอย่างตั้งใจ
“ร่างฉันหมดสติ แต่ใจฉันเคยอยู่ที่นี่ อยู่กับคุณตรงนี้ เราหาข้อมูลด้วยกันคุณจำได้มั้ยคะ”
เหยี่ยวงง จำอะไรไม่ได้ ภาพความทรงจำลางเลือน
เหยี่ยวปวดหัวจนเซไปจนแฟ้มในมือของน้ำรินตกกระจาย แล้วก็เดินไปชนคอมพิวเตอร์จนจอดับวูบ
น้ำรินตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พยายามเข้าไปประคองเหยี่ยว พลางร้องให้คนช่วย
แนนวิ่งเข้ามาในห้องเพราะได้ยินเสียงดัง แล้วมองหน่าน้ำรินอย่างเคืองๆ
“คุณอีกแล้ว”
แนนรีบประคองเหยี่ยวออกจากห้องทำงาน โดยไม่สนใจน้ำริน
แนนมาบ่นกับยายนวลเรื่องน้ำรินที่บ้าน จากนั้นก็ขอตัวเดินเข้าไปดูเหยี่ยวในห้อง พร้อมๆ กับที่ยายนวลได้ยินเสียงคนเปิดประตูรั้ว
“ใครมา”
ยายนวลฟังเสียงเดินแล้วจำได้ “หนูน้ำ?”
เหยี่ยวนอนหลับอยู่ในห้อง แนนจัดข้าวของในห้องอย่างเบาๆ ระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงรบกวนเหยี่ยว
จากนั้นก็กรอบรูปจิ๊กซอว์ ปลาทองในอ่าง และตุ๊กตาหมีสีฟ้า ด้วยความประหลาดใจ
จากนั้นก็เหลือบไปเห็นกล่องเหล็กเล็กๆวางอยู่ พอเปิดกล่อง ก็เห็นเศษด้ายสีแดงเก่าๆถูกเก็บไว้อย่างดี
แนนหยิบเศษด้ายแดงขึ้นมาดู เห็นแหวนหมั้นในนิ้วตัวเอง ก็นึกขึ้นมาได้
“เก็บไว้ทำไม”
ขณะที่เหยี่ยวที่นอนหลับแล้วเริ่มกระสับกระส่าย แล้วก็ละเมอออกมาเบาๆ
“น้ำ”
แนนหันมามองแล้วอมยิ้ม
“นิสัยนอนละเมอไม่หายซักที ฝันว่าคอแห้งสิท่า”
เหยี่ยวกระวนกระวายทั้งที่ยังนอนหลับ
“คุณต้องไม่เป็นอะไร คุณต้องอยู่กับผม คุณจะตายไม่ได้”
แนนงงว่าเหยี่ยวพูดถึงใคร
“หยิบยาก่อนอาหารมาให้ยายด้วย”
แนนเดินออกมาจากห้องเหยี่ยว นึกว่ายายนวลใช้ตัวเอง แต่หันไปเห็นว่าน้ำรินกำลังหยิบยาของยายนวลจากที่เก็บออกมาได้อย่างถูกต้อง
“หนูหายไปนานเลย คดีที่หนูเป็นพยานจบแล้วใช่มั้ย”
น้ำรินงงๆแล้วนึกขึ้นมาได้ “อ๋อ จบแล้วค่ะ ตอนนี้หนูกลับไปอยู่บ้านแล้ว”
“ดีแล้วล่ะ ตอนนั้นยายก็กลัวว่าแนนจะรู้ว่าหนูน้ำมาอยู่กับเหยี่ยวที่นี่ เหยียบความลับซะเท้าแบบโป่ง”
แนนตะลึงเมื่อเพิ่งรู้ความจริงว่าน้ำรินเคยอยู่ที่นี่ แต่ยังไม่แสดงตัวให้คนทั้งคู่เห็น
“เหยี่ยวกำลังจะแต่งงานกับคู่หมั้น”
ยายนวลพูดตรงๆ ทำเอาน้ำรินอึ้งไป
“เมื่อไหร่คะ”
“คงเร็วที่สุด ทันทีที่อาการป่วยของเหยี่ยวดีขึ้นกว่านี้ น้ำริน หนูกลับไปใช้ชีวิตของหนูเถอะปล่อยให้เหยี่ยวใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับคนที่เค้ารักซะทีเถอะนะ”
น้ำรินสะเทือนใจ น้ำตาร่วง
“หนูไปจากเค้าแบบนี้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ เพราะหนูยังไม่ได้บอกเค้าเลยว่าหนูรู้สึกยังไงกับเค้า”
แนนอึ้งที่ได้ยินน้ำรินพูดประโยคแบบนี้
“จะบอกไปทำไม ถ้าความรู้สึกของหนูจะทำให้เกิดปัญหากับเหยี่ยวอย่าทำให้เหยี่ยวสับสนสิ เชื่อยาย เถอะ ต่อไปนี้หนูกับเหยี่ยว ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า อย่าสร้างปัญหาให้กับใครอีกเลย เพื่อความสุขของทุกๆ คน”
น้ำรินอึ้งไปกับคำพูดของยายนวล
น้ำรินหลบมานั่งเศร้าอยู่ที่ริมแม่น้ำที่เคยมากับเหยี่ยวประจำ พลางทอดสายตามองไปยังสายน้ำเบื้องหน้า แล้วก็น้ำตาคลอเมื่อคิดถึงเรื่องราวความหลังระหว่างเธอกับเขา
เหยี่ยวขี่จักรยานมาหยุดที่ริมแม่น้ำห่างออกไป น้ำรินหันไปเห็น พลางลังเลว่าจะลุกไปหาดีหรือไม่ แต่แล้วก็ทนไม่ได้ ตัดสินใจลุกไป
พลันเสียงกริ่งจักรยานดังขึ้น น้ำรินตกใจ รีบหลบ แนนที่ขี่จักรยานมาพร้อมกับเหยี่ยว มาหยุดยืนดูพระอาทิตย์ตกด้วยกัน
“หายเร็วๆ นะ เราอยากได้เหยี่ยวคนเดิมของเรากลับมา”
น้ำรินแอบมองเศร้าๆ แล้วค่อยหันหลังกลับเดินออกไป
นับดาวที่ถูกสวมกุญแจมือ ถูกตำรวจพาเข้ามานั่งที่โต๊ะ พลางมองหน้าผู้ชายที่นั่งตรงข้ามอย่างแปลกใจ
“ผมเป็นทนายที่จะมาว่าความให้คุณ”
“คุณไม่ใช่ทนายคนเดิม ?”
ทนายความพูดนิ่งๆ “มีคนจ้างผมมา”
“ใคร ?”
ภพธรเดินคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลมาตามททางเดินในสำนักงานสืบฯ
“จัดการหาทนายมือดีที่สุดไปให้นับดาวเรียบร้อยแล้วครับ”
“ไม่จริง พี่ธรจะจ้างทนายมาให้ฉันเพื่ออะไร”
ภพธรเดินเข้ามาในห้องพอดี “เพราะพี่เป็นห่วงเธอ”
นับดาวหันไปมองแล้วหัวเราะอย่างขมขื่น ภพธรพยักหน้าให้ทนายความเดินออกไปจากห้อง
“ห่วงว่าดาวจะแฉเหรอ คนรักกันไม่หักหลังกัน ดาวเคยบอกแล้ว งูเป็นสัตว์อาฆาตพยาบาทรุนแรง ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ก็ต้องล้างแค้นให้ได้”
ภพธรจ้องหน้านับดาวนิ่ง อย่างเดาความรู้สึกไม่ออก
“คิดว่ามีใครต้องกลัวเหรอ? เธอมีหลักฐานอะไรปรักปรำคนอื่น ตรงกันข้าม หลักฐานทุกชิ้นระบุว่าเธอเป็นคนทำ ห่วงตัวเองเถอะคนเราไม่มีอะไรแน่นอน ความตายเกิดขึ้นได้ทุกที่ แม้แต่ที่นี่”
นับดาวโกรธจัด จ้องหน้าภพธรด้วยความเจ็บใจสุดๆ
“คนทรยศ เอาทนายความของพี่กลับไป”
“ไม่ใช่ทนายของฉัน”
“ งั้นของใคร ?”
เสียงประตูเปิดออก นับดาวหันไปทางประตู พลางมองน้ำรินที่เข็นรถของธาราเข้ามาอย่างไม่เชื่อสายตา
“เหลือเชื่อจริงๆ ฉันฆ่าเธอสองครั้ง แต่เธอยังมายืนอยู่ตรงนี้ได้ ตายยากตายเย็น”
ธาราพูดเสียงเข้ม
“หยุดนะนับดาว รู้มั้ยว่ามันยากแค่ไหนกว่าจะทำใจให้อภัยคนที่ทำร้ายลูกตัวเอง”
“ถ้ามันยาก จะมาช่วยฉันทำไม”
“การที่ฉันพิการ ต้องจมอยู่กับความทุกข์กว่าจะได้น้ำรินกลับคืนมาทำให้ฉันได้คิด ชีวิตที่เต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่น อาฆาตพยาบาท จมอยู่กับกิเลสและความโลภ ไม่ทำให้ใครเป็นสุข เราควรมีชีวิตอยู่เพื่อให้ ให้กับคนที่ยากไร้ คนที่ด้อยโอกาส”
น้ำรินเดินเข้ามาใกล้ๆ “นับดาว ฉันเคยทำไม่ดีกับเธอไว้มาก ฉันผิดที่เอาแต่ใจ ไม่เคยคิดถึงจิตใจของคนรอบข้าง โดยเฉพาะเธอที่เป็นเพื่อนรักของฉัน ฉันขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว ให้อภัยฉันเถอะนะ”
น้ำรินและนับดาวต่างน้ำตาคลอ น้ำรินร้องไห้เพราะรู้สึกผิด แต่นับดาวร้องเพราะความแค้นใจในเรื่องอดีต
“เรื่องที่เธอเคยคิดร้าย คิดฆ่าฉัน ฉันอโหสิกรรมให้ ถือว่าเป็นการชดใช้สิ่งที่ฉันเคยทำกับเธอ ต่อไปนี้เวรกรรมระหว่างเราหมดสิ้นกัน เรากลับมาเป็นเพื่อน กลับมาทำความดีระหว่างกันเถอะนะ นับดาว”
ขาดคำ ก็บังเกิดลมพัดปลิวไสว คล้ายมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นอีกครั้ง...
จู่ๆ เหยี่ยวที่พยายามรื้อฟื้นความทรงจำกับครดีต่างๆในแฟ้ม ก็รู้สึกปวดหัว ตาพร่ามองอะไรไม่ชัด จนต้องหลับตาลง
ภาพคดีต่างๆ ประเดประดังเข้ามาอย่างสับสนวุ่นวาย
นับดาวมองหน้าน้ำรินอย่างไม่อยากจะเชื่อหู ที่คนอย่างน้ำรินจะยอมให้อภัยเธอได้ง่ายๆ ธาราพูดกับนับดาวด้วยความรู้สึกผิดเช่นกัน
“เพื่อเป็นการไถ่บาปที่เราสองคนแม่ลูกเคยทำกับเธอไว้ ฉันจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายทุกอย่างของเธอ จนกว่าคดีจะสิ้นสุด”
นับดาวอึ้ง ในใจเริ่มอ่อนลง
“คุณอากับน้ำรินเมตตาขนาดนี้ เธอควรจะรับสารภาพความผิดทุกข้อหา ศาลท่านจะได้เมตตาลดหย่อนโทษ และถ้ากลับตัวกลับใจเป็นคนดีพี่กับน้ำรินก็พร้อมจะช่วยเหลือเธอตลอดไป”
ภพธรโอบไหล่น้ำรินอย่างทะนุถนอมทั้งคำพูดของภพธรและภาพนั้นบาดตาบาดใจนับดาวยิ่งนัก
“ฉันไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพวกแก ฉันเกลียดพวกแกเกินจะให้อภัย ความเกลียดนี้จะไม่มีวันหาย ไม่ว่าชาติหน้าชาติไหน ฉันก็จะไม่ให้อภัย”
นับดาวมองหน้าทุกคนอย่างอาฆาตแล้วเดินออกไปจากห้อง
ภพธรเข็นรถให้ธารา เดินมาคู่กับน้ำรินที่ยังเป็นกังวลเรื่องนับดาว
“คนที่อยู่กับความเคียดแค้นมาตลอดชีวิต คงไม่เคยมีความสุขเลยนะคะแม่”
ภพธรขบกรามขึ้นเป็นสันนูน เพราะเขาก็คือคนที่อยู่กับความแค้นมาตลอดชีวิตเช่นกัน
น้ำรินหันไปเห็นเหยี่ยวเดินอยู่ไกลๆ ก็รีบหันมาบอกภพธร
“พี่ธรพาคุณแม่กลับก่อนนะคะ”
น้ำรินกำลังจะเดินไปทักเหยี่ยว แต่พอเห็นแนนเดินมา ก็รีบหลบ แล้วแอบฟังทั้งคู่คุยกันอยู่
“เมื่อกี้เราเห็นภาพในอดีต เห็นคดีที่เราเคยทำ”
แนนหันไปมองเหยี่ยว เริ่มรู้สึกใจไม่ดีว่าเหยี่ยวจะจำอะไรได้มากกว่านั้นหรือไม่
“เหยี่ยวจำอะไรเพิ่มขึ้นได้อีกมั้ย?”
“จำได้นิดหน่อย ไม่ปะติดปะต่อ ขาดๆ หายๆ เราอยากจำได้ เรามีความรู้สึกว่าความทรงจำเหล่านั้นเป็นช่วงวลาที่ดีที่สุดในชีวิต”
น้ำรินฟังแล้วก็รู้สึกหัวใจพองโต มีกำลังใจขึ้นมา
“มันต้องดีที่สุดอยู่แล้ว เพราะเป็นช่วงที่เราหมั้นกัน”
น้ำรินเจื่อนลงทันที เหยี่ยวพยักหน้ารับอย่างไม่ค่อยแน่ใจ
น้ำรินเดินหนีออกมาด้วยความน้อยใจ เมื่อเห็นเหยี่ยวเดินตามมา ก็รีบเดินหนีไป
น้ำรินเดินหลบมาในร้านหนังสือ แต่เหยี่ยวก็ยังเดินตามเข้ามา จนเธอต้องมุดหนีไปจนสุดมุมร้าน แล้วแกล้งหยิบหนังสือมาบังหน้า ทำทีเป็นอ่านหนังสือ พอเห็นเหยี่ยเดินออกไปก็แทบหมดแรง พลางวางหนังสือคืนบนชั้น แล้วเห็นว่าหน้าปกหนังสือที่ตัวเองหยิบมาเขียนว่า “บุพเพสันนิวาส”
น้ำรินคิดอย่างเศร้าๆ วางหนังสือคืนชั้นแล้วเดินหงอยๆออกไป
ธาราบอกกับภพธรว่าจะวางมือจากงาน ภพธรแอบยิ้มสมใจ แต่แล้วก็กลับผิดหวัง
“ตั้งใจจะให้น้ำดูแลงานทั้งหมด ช่วยสอนน้องด้วยนะภพธร”
“แต่น้ำไม่ชอบงานพวกนี้ ทำไมเราไม่ปล่อยให้น้องทำสิ่งที่ชอบ ผมจะเป็นคนดูแลน้ำและธุรกิจทั้งหมดเอง”
ธารายิ้มอย่างใจเย็น
“อาจะสบายใจกว่าถ้าได้เห็นน้ำดูแลกิจการ ตำแหน่งของเธอจะถูกส่งต่อให้น้ำริน เธอต้องพิสูจน์ตัวเอง...ช่วยน้ำรินทำงานโดยไม่มีตำแหน่งอะไรในบริษัทฯ”
ภพธรรู้สึกทันทีว่าธารายังไม่ไว้วางใจ แต่ก็รีบซ่อนความรู้สึกไม่พอใจไว้ภายใต้รอยยิ้ม
“ขอบพระคุณคุณอาที่ยังไว้ใจและเชื่อใจผม”
น้ำรินมาที่วัด พร้อมกับแนะนำตัวเองกับหลวงตาเคี้ยง เพราะตั้งใจจะมาปรึกษาเรื่องของเหยี่ยว
“หนูชื่อน้ำ เป็นดวงจิตที่อยู่กับหมวดเหยี่ยวไงคะ”
หลวงตาเคี้ยงปากสั่น
“อ๋อ รู้แล้วว่าใคร ทุกทีมาแต่เสียง แต่วันนี้มาให้เห็นหน้าค่าตากันกลางวันแสกๆ เลยเนาะ”
ปลาทูกับปูอัดที่ยืนอยู่ด้วย กลัวจนลนลาน แต่พอรู้ว่าน้ำรินเป็นคน ก็ถอนหายใจโล่งอก
น้ำรินส่ายหน้าขำๆ
จากนั้นหลวงตาเคี้ยงก็พาน้ำรินมานั่งคุยในศาลา มีปลาทูกับปูอัดคอยเสนอหน้า
“เหยี่ยวจำโยมไม่ได้ ก็ต้องมีสาเหตุ การที่เหยี่ยวเห็นดวงจิตของโยมอยู่คนเดียว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
เมื่อโยมเข้าร่างได้แล้ว แต่เหยี่ยวจำโยมไม่ได้ ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกัน ทุกเรื่องในโลกมีกรรมเป็นเครื่องกำหนด ถ้าเข้าใจเหตุก็จะเข้าใจผล ถ้าโยมคิดว่าความรักคือเหตุ แล้วรักแท้คืออะไร”
น้ำรินเดินเล่นที่ริมแม่น้ำที่เคยมากับเหยี่ยว พลางคิดถึงเรื่องราวที่ทั้งคู่เคยคุยกัน ณ ที่แห่งนี้
“ฉันกลับมาแล้วเหยี่ยว จำฉันได้ซะทีสิคะ”
น้ำรินถอนหายใจยาว พลางคิดถึงคำพูดของหลวงตาเคี้ยง
“รักแท้คืออะไร ?”
แนนยื่นกล่องจิ๊กซอว์ให้เหยี่ยว
“เราเคยอ่านเจอว่าการต่อจิ๊กซอว์จะช่วยเรื่องสมองและความจำก็เลยซื้อมาฝาก”
“ขอบใจนะ ชีวิตคนก็เหมือนจิ๊กซอว์ ต้องใช้เวลาต่อเรื่องราวทีละนิด”
เหยี่ยวพูดแล้วก็ชะงัก
“เอ๊ะ ทำไมคุ้นๆ เหมือนเราเคยพูดให้ใครฟังมาก่อน”
“คงไม่ใช่เรา เพราะเราเพิ่งได้ยินเมื่อกี้เป็นครั้งแรก”
แนนเทจิ๊กซอว์ออกจากกล่อง เหยี่ยวหยิบตัวจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งขึ้นมาดู พลันภาพของน้ำรินก็ปรากฏขึ้นในความทรงจำ
เหยี่ยวรู้สึกปวดหัวขึ้นมานิดๆ ทำจิ๊กซอว์ตัวนั้นตกลงไปที่พื้น แนนรีบก้มลงเก็บตัวจิ๊กซอว์ เป็นจังหวะเดียวกับที่เหยี่ยวก้มลงไปเก็บ มือทั้งคู่จับจิ๊กซอว์พร้อมกัน ภาพของน้ำรินปรากฏซ้อนขึ้นมา
เหยี่ยวสับสน ปวดหัว แล้วรีบลุกไป แนนมองตามอย่างไม่เข้าใจ
น้ำรินนั่งเหม่อมองแม่น้ำเศร้าๆ พอหันหลังจะกลับก็เจอเหยี่ยวยืนดูแม่น้ำอยู่ไม่ไกล
เหยี่ยวหันมาเห็นน้ำริน ก็ยิ้มให้เหมือนจำได้ น้ำรินชะงักไปเหมือนมีความหวัง
“คุณชื่อน้ำริน”
น้ำรินยิ้มดีใจ “คุณจำฉันได้”
“คุณบอกผมที่ออฟฟิศไง แต่ผมยังจำไม่ได้ว่าเคยช่วยอะไรคุณไว้บ้าง เห็นคุณบอกว่าเราสนิทกันมากเลยใช่มั้ย”
น้ำรินหน้าเจื่อนลง “ไม่เป็นไร คุณจำได้แค่นี้ ฉันก็ดีใจมากแล้ว อย่างน้อยคุณก็รู้แล้วว่าฉันชื่อน้ำริน
ชีวิตคนก็เหมือนจิ๊กซอว์ ต้องใช้เวลาต่อเรื่องราวทีละนิด สุดท้ายเราก็จะได้คำตอบ ได้จิ๊กซอว์ชีวิตที่สมบูรณ์”
เหยี่ยวงงๆ “เฮ้ย เดี๋ยว ทำไมคุณพูดเหมือนผมเป๊ะเลย”
“เพราะคุณเป็นคนบอกฉัน แล้วคุณก็บอกอีกว่า ฉันคือจิ๊กซอว์ที่ทำให้ชีวิตคุณสมบูรณ์”
“เอ อันนี้ผมจำไม่ได้แล้ว หวานๆ เลี่ยนๆ แบบนี้ แน่ใจรึว่าออกมาจากปากผม”
น้ำรินพยายามกลั้นร้องไห้ ทั้งที่หัวใจเจ็บปวด แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“คุณเคยสัญญาว่าจะไม่ลืมฉัน ฉันจะไม่ยอมแพ้หรอกนะคะ ฉันจะทำให้คุณจำเรื่องของเราให้ได้”
เหยี่ยวนั่งมองแหวนหมั้นอย่างสับสน ครู่หนึ่งยายนวลก็เดินเข้ามา
“ยาย ผมหมั้นกับแนนเพราะรักเค้าจริงๆ เหรอ”
“ก็จริงสิวะ อย่าบอกนะว่าเอ็งลืมไปแล้วว่ารักแนน”
เหยี่ยวส่ายหน้า “ไม่ลืม แต่ไม่รัก ผมรู้สึกกับแนนได้แค่เพื่อน”
“งั้นเอ็งก็รักหนูแนนซะสิ”
เหยี่ยวหน้าเศร้า “ผมคงรักใครไม่ได้ ความรักเป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่มีเหตุผลหรอกยาย ผมรู้สึกเหมือนรอใครสักคนอยู่”
เหยี่ยวทอดสายตา มองไกลออกไปนอกหน้าต่าง
แนนนั่งนิ่งครุ่นคิดเรื่องราวระหว่างตัวเองกับเหยี่ยวอย่างสับสน พร้อมๆ กับเริ่มประติดประต่อกับท่าทีแปลกๆ ของเหยี่ยวในอดีตที่เหมือนๆ กับพูดกับใครสักคน ที่เธอมองไม่เห็น
“น้ำริน เธออยู่กับเหยี่ยวมาตลอด ?”
เหยี่ยวนอนหลับอยู่บนเตียง อย่างกระสับกระส่าย ในหัวเต็มไปด้วยภาพของน้ำริน ตอนที่ถูกวิญญาณของชลชาติกระชากตัวลงมาดำดิ่งในน้ำลึก และเขาพยายามดำลงไปช่วย แต่กลับคว้าตัวเธอได้เพียงอากาศธาตุ
เหยี่ยวผุดลุกขึ้นมานั่ง แล้วจึงรู้ว่าตัวเองฝันไป จากนั้นก็หันมองปลาทองว่ายไปมาอยู่ในตู้ ตุ๊กตาหมีสีฟ้าพิงอยู่ข้างตู้ปลา กล่องเหล็กเล็กๆ ที่มีเศษด้ายแดงอยู่ข้างใน
ขณะเดียวกันน้ำรินก็นั่งน้ำตาซึม คิดถึงเรื่องที่เหยี่ยวจำเธอไม่ได้
เหยี่ยวยกเศษด้ายแดงขึ้นมามองดู
น้ำรินน้ำตาซึม เศร้าโศกเสียใจที่ความรักเป็นไปไม่ได้
“ฉันจะต้องทำให้หัวใจของคุณจำฉันให้ได้”
“คุณเคยอยู่ในห้องนี้กับผม?”
เหยี่ยวประหลาดใจ น้ำรินยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองดูแม่น้ำ หันกลับมาพูดต่อ
“คุณเดียวที่มองเห็นดวงจิตของฉัน ฉันยังไม่ตาย คุณช่วยหาร่างให้ฉัน ฉันพิสูจน์ได้ คุณไม่สงสัยเหรอคะว่าห้องคุณมีอะไรเพิ่มขึ้นหลายอย่าง ตรงนั้น เป็นที่นอนของฉัน”
แนนเดินมาที่หน้าห้องเหยี่ยว ได้ยินเสียงน้ำรินก็เลยหยุดชะงัก
น้ำรินมองหน้าเหยี่ยวก็รู้ว่าเขายังไม่เชื่อสิ่งที่เธอพูด
“ดูรอบๆ ที่นอนสิคะ”
เหยี่ยวไปดูที่ซอกที่นอน ที่มีเศษด้ายสีแดง เขารีบหยิบขึ้นมา จากนั้นก็เดินไปเปิดกล่องเหล็กบนโต๊ะ แล้วหยิบเศษด้ายแดงออกมาเทียบกัน
“มันเคยเป็นเส้นเดียวกัน คุณคล้องมันที่นิ้วของคุณและฉัน หลังจากเล่าตำนานเรื่องเฒ่าจันทราที่ผูกด้ายแดงล่องหนไว้ที่นิ้วชายหญิงที่เป็นเนื้อคู่กัน”
น้ำรินหยิบตุ๊กตาหมีสีฟ้าขึ้นมา
“คุณซื้อตุ๊กตาตัวนี้ให้ฉัน เพราะฉันชอบสีฟ้”
จากนั้นก็ชี้ไปที่ปลาในตู้ปลา
“ปลาตัวนี้คุณก็ซื้อให้ เพราะคุณคิดว่ามันหน้าเหมือนฉัน ในวันที่ฉันเศร้าสิ้นหวัง คุณชวนฉันจัดตู้ปลาให้ลืมความหม่นหมอง คุณบอกฉันว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณจะไม่ลืมฉัน ไม่ลืมผู้หญิงที่ชื่อน้ำริน”
เหยี่ยวพยายามนึก น้ำรินเล่าต่ออย่างเศร้าๆ
“สมองคุณอาจจะลืม แต่ใจไม่มีวันลืม”
เหยี่ยวอึ้ง เพราะคำพูดพวกนั้นปักเข้าที่กลางใจของเขาอย่างจัง
แนนอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน ตระหนักว่าเธอกำลังรับรู้เรื่องราวความจริงทุกอย่างแล้ว
น้ำรินเดินมาหยุดมองที่รูปจิ๊กซอว์ที่เป็นรูปวิว
“ฉันช่วยคุณต่อจิ๊กซอว์นี้จนเสร็จ คุณบอกว่าฉันเติมเต็มชีวิตที่ขาดหายไปของคุณ คุณช่วยดวงจิตของฉันไม่ให้สลายไปเพราะดวงวิญญาณร้าย”
เหยี่ยวมองสบตาน้ำริน
“คุณเอง ที่ผมฝันถึง ผมฝันว่าลงไปช่วยผู้หญิงคนนึงขึ้นจากน้ำ แต่มองไม่เห็นหน้าเธอ”
น้ำรินชะงักค้าง แสงสว่างแห่งความหวังพุ่งเข้ามาจับใจของเธอ
แนนช็อก เจ็บปวดใจมาก ทำอะไรไม่ถูก และเกินกว่าจะทนฟังต่อไปไหว
น้ำรินมองเหยี่ยวด้วยความหวัง
“เราเคยสัญญากันว่าเราจะไม่จากกัน”
เหยี่ยวพูดช้าๆอย่างไม่มั่นใจ “ผมรู้ว่าตัวเองรอใครซักคนอยู่ แต่ผมจำคุณไม่ได้จริงๆ”
น้ำรินผิดหวัง พร้อมๆ กับที่เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมากดรับสาย
“พี่ธร น้ำออกมาธุระนิดหน่อยค่ะ กำลังจะกลับอยู่พอดี พี่ธรมีธุระอะไรกับน้ำเหรอคะ ได้ค่ะ น้ำรู้จัก แล้วเจอกันค่ะ”
น้ำรินมองหน้ากับเหยี่ยว ที่ยังคงจำเธอไม่ได้
แนนเดินออกมาจากบ้านเหยี่ยว ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง รู้ตัวดีว่าถึงเวลาแล้วจะต้องออกไปจากชีวิตของเขา
ภพธรกับอยู่ในภัตตาคารหรูโรแมนติกกับน้ำริน ที่เอาแต่เหม่อลอย เพราะใจคิดถึงแต่เหยี่ยว
จู่ๆ ภพธรก็หันไปส่งสัญญาณให้บริกรเข็นรถเข็นเข้ามา ในรถเข็นตกแต่งด้วยดอกไม้ จานสีขาวใบใหญ่มีฝาสีเงินครอบมาอย่างดี
บริกรเปิดฝาครอบออก ในจานมีกล่องใส่แหวนเล็กๆ ภพธรหยิบกล่องแหวนออกมา ก่อนจะเปิดให้น้ำรินเห็นแหวนเพชรที่อยู่ในกล่อง
“ชีวิตของพี่เคยเดินทางผิดพลาดไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ด้วยความรักของน้ำทำให้พี่อยากเป็นคนดีอีกครั้ง ให้เกียรติพี่ได้ดูแลน้ำไปตลอดชีวิตนะครับ”
น้ำรินอึดอัดหนักใจ แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจปฏิเสธ
“น้ำยังแต่งงานตอนนี้ไม่ได้ น้ำรักใครไม่ได้ค่ะ น้ำขอตัวกลับนะคะ”
น้ำรินลุกเดินหนีไปทันที ภพธรเหมือนจะตามไป
“อย่าตามน้ำมานะคะ น้ำต้องการอยู่กับตัวเอง อีกไม่นานคงมีข้อสรุปในอนาคตระหว่างเรา”
ภพธรมองตามน้ำรินออกไป ก่อนที่จะตบโต๊ะด้วยความขัดใจ เพราะกำลังจะสูญเสียทรัพย์สมบัติและ
น้ำรินไปอย่างถาวร
ภพธรเดินออกมาด้วยแววตาโกรธแค้น พร้อมกับสั่งการทางมือถือไปด้วย
“น้ำรินเลือกที่จะตาย เก็บน้ำรินกับไอ้หมวดเหยี่ยว ยิงกระสุนให้เจาะกลางกบาล ส่วนนังนับดาว มะรืนนี้จะถูกย้ายไปฝากขังที่เรือนจำ จัดการเก็บมันซะระหว่างทาง ใครที่ขัดขวาง มันต้องตาย”
ภพธรสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบแต่อำมหิตเลือดเย็น แววตาร้อนแรงด้วยไฟแค้น
นับดาวที่สีหน้าอิดโรยทรุดโทรมมากใส่กุญแจมือ ถูกตำรวจคุมตัวขึ้นเบาะหลังรถ แล้วรถก็เคลื่อนออกไป
พอถึงแยก รถกลับวิ่งผ่านไป ตำรวจที่นั่งข้างคนขับงง
“ทำไมไม่เลี้ยวขวา”
นับดาวรู้สึกได้ถึงความแปลกพิกล พลางแอบมองหน้าคนขับผ่านกระจกมองหลัง ก็รู้สึกคุ้นหน้า
“ไปกลับรถข้างหน้า”
พอถึงที่กลับรถ ตำรวจขับผ่านแล้วไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเปลี่ยว ก่อนที่จะหันมายิงใส่ตำรวจคนที่นั่งข้างๆตายคาที่
นับดาวจ้องคนขับรถเขม็ง “ภพธรส่งแกมาใช่มั้ย”
คนขับไม่ตอบแต่จอดรถที่ข้างทางเปลี่ยว ก่อนที่จะหันขวับกลับมา แล้วจ่อปืนไปที่นับดาว ที่หลับตานิ่ง เหมือนกำลังยอมรับกับความตายที่กำลังจะมาเยือน
ในที่สุดแนนก็ตัดสินใจมาคุยกับน้ำรินตรงๆ
“ฉันถอนหมั้นกับเหยี่ยวแล้วค่ะ”
น้ำรินอึ้ง ตกใจ “แล้วหมวดเหยี่ยวกับยายนวลว่ายังไงคะ”
ยายนวลนั่งรออยู่ที่ศาลา ละล้าละลังคล้ายกำลังรอใครอยู่ เหยี่ยวเดินเข้ามาหาด้วยหน้าตาท่าทางไม่ค่อยสบายใจนัก
“ทำไมหนูแนนยังไม่มา ไหนบอกว่ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษาไง”
เหยี่ยวหน้าเครียดๆ แล้วนั่งลงที่ข้างๆ
“เค้าไม่มาแล้วครับ ผมเพิ่งได้รับเมล์จากแนน”
แนนคุยกับน้ำรินด้วยสีหน้าแววตาเครียดและน้ำตาคลอ เสียใจในการตัดสินใจของตัวเอง แต่ก็เชื่อมั่นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
“ฉันได้แต่หวังว่าทุกคนจะเข้าใจ ยอมรับการตัดสินใจยกเลิกงานแต่งงานระหว่างฉันกับเหยี่ยว ไม่มีอะไรเศร้าไปกว่าการต้องอยู่คนที่ไม่มีวันรักเรา เพราะเค้ามีคนอื่นอยู่เต็มหัวใจ”
“การถูกคนรักลืม เจ็บปวดไม่แพ้กันหรอกค่ะ”
แนนยิ้มเศร้า “ถึงเค้าจำคุณไม่ได้ แต่ฉันรู้ว่าหัวใจของเหยี่ยวมีแต่คุณ คิดถึงคุณ ฝันถึงคุณ ถ้าฝืนต่อไป ก็เท่ากับฉันทำร้ายคนที่ฉันรักมากที่สุด”
เหยี่ยวกับยายนวลกำลังดูวิดีโอของแนนในไอแพด
“ถึงเวลาที่ฉันต้องเลิกหลอกตัวเอง ชีวิตแต่งงานต้องประกอบด้วยความรักของคนทั้งคู่ ไม่ใช่ความรักข้างเดียวที่สุดท้ายจบลงด้วยความทุกข์ทรมานของทุกๆ คน”
ยายนวลฟังด้วยความไม่สบายใจ เหยี่ยวนิ่งขรึม
“เหยี่ยว เราทำเรื่องขอไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ และคงย้ายไปประจำที่โน่น ไม่กลับมาเมืองไทยอีกแล้ว”
ยายนวลและเหยี่ยวอึ้ง ตกใจ
แนนหันมาสบตาน้ำริน จับมือเธอไว้เหมือนต้องการคำสัญญา
“ช่วยดูแลเหยี่ยวด้วยนะคะ ดูแลเค้าแทนฉันด้วย ฉันอยากเห็นรอยยิ้มของเหยี่ยว ช่วยทำให้เค้ามีความสุขแบบที่ฉันไม่มีวันทำได้ด้วยนะคะ”
พูดจบแนนก็เดินจากไป ทิ้งให้น้ำรินมองตาม
“ลาก่อนค่ะเหยี่ยว เราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดไป”
ภาพแนนในไอแพดพยายามฝืนจะไม่ร้องไห้ แต่ก็ยากเต็มทน ในที่สุดน้ำตาของเธอก็ไหลอาบแก้ม
ยายนวลนิ่ง อย่างยอมรับความจริง ก่อนจะหันมาบอกเหยี่ยว
“เหยี่ยว บ่วงที่เกิดขึ้นในชีวิตเอ็ง เริ่มคลี่คลายไปทีละเปลาะ ทีละเปลาะแล้ว สิ่งที่เอ็งไม่เข้าใจ คงใกล้จะแจ่มชัดขึ้นซะที รีบไปเถอะเหยี่ยว”
เหยี่ยวอึดอัดใจ “ยายจะให้ผมไปตามแนนกลับมาใช่มั้ย?”
ยายนวลส่ายหน้า “เปล่า ยายผิดไปแล้วที่ทำให้คนสามคนไม่มีความสุข โดยเฉพาะเอ็ง หลานรักของยาย”
พูดพลางก็น้ำตาคลอด้วยความสำนึกผิด
“ไปเถอะ ไปตามหาคนที่เอ็งรักและรักเอ็ง ไปตามหาความทรงจำที่ดีของตัวเอง ชีวิตเป็นของเอ็ง ใช้มันให้มีความสุขนะลูก”
เหยี่ยวสวมกอดยายนวล ที่ลูบหัวเขาด้วยความรัก
ดารณีอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ กำลังตรวจสอบหลักฐานบางอย่างอยู่ แล้วนิ่วหน้าเมื่อปรากฏหลักฐาน
สำคัญส่งเข้ามาในอีเมล์ของเธอ
จากนั้นก็หอบหลักฐานเข้ามารายงานสงครามในห้อง
“เรายังไม่ได้เบาะแสนับดาวที่หายตัวไป แต่กลับมีคนส่งอีเมล์มาให้ เป็นหลักฐานที่ใช้เล่นงานภพธรได้โดยตรงเลยค่ะ”
ดารณีเปิดภาพบัญชีธนาคารต่างประเทศจากคอมพิวเตอร์ให้สงครามดู
“หลักฐานโอนเงินค้ายาเสพติดของภพธรไปต่างประเทศ”
จากนั้นก็เลื่อนไปอีกภาพ
“นี่เป็นแบบแปลนก่อสร้างคาสิโนผิดกฎหมายในรินธารารีสอร์ท เกาะสมุย อนุมัติโดยภพธร และนี่คือรายชื่อพ่อค้ายาเสพติดทุกคนที่ภพธรเคยทำธุรกิจด้วย”
“ภพธรอยู่เบื้องหลังนับดาวอย่างที่คาดไว้จริงๆ คราวนี้มันดิ้นไม่หลุดแน่”
เหยี่ยวยืนมองชิงช้าสวรรค์ในเพลินวาน สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ก่อนจะหันมาถามน้ำริน
“เราเคยมาที่นี่ด้วยกันจริงๆเหรอ”
“คุณยังบอกฉันเลยว่าถ้าฉันจำได้ว่าตัวเองเป็นใคร ก็อย่าเผลอลืมคุณ แต่กลายเป็นคุณที่ลืมฉัน”
เหยี่ยวขมวดคิ้ว “ผมพูดอย่างงั้นจริงเหรอ จำไม่ยักได้”
น้ำรินมองเหยี่ยวเศร้าๆ แล้วก็ฮึดขึ้นมาใหม่ อย่างไม่ยอมแพ้
จากนั้นเธอก็พาเหยี่ยวเข้ามาที่มุมถ่ายภาพ ช่างภาพเห็นเหยี่ยวก็จำได้ทันที
“คุณนั่นเอง สวัสดีครับ”
เหยี่ยวประหลาดใจ “คุณรู้จักผมเหรอ”
“จำได้สิครับ คราวก่อนคุณมาคนเดียว ถ่ายรูปคนเดียว แต่วันนี้พกแฟนมาด้วย”
น้ำรินยิ้มเขินๆ ขณะที่เหยี่ยวหันไปมองอย่างอึดอัด ไม่รู้จะพูดยังไง
ช่างภาพชวนให้เหยี่ยวกับน้ำรินถ่ายรูปคู่ เหยี่ยวปฏเสธ แต่น้ำรินไม่ยอม
“ฉันอยากถ่ายค่ะ รูปภาพสามารถแทนคำพูดได้ล้านคำ เพราะมันไม่ได้บันทึกแค่สิ่งที่อยู่ในรูป แต่มเรื่องราว ความรู้สึก ณ ตอนนั้นอยู่ด้วย บางทีรูปอาจจะทำให้คนบางคนรำลึกถึงความผูกพันในอดีตได้”
เหยี่ยวจำยอม พลางมองไปรอบๆ ร้าน โดยไม่มีทีท่าว่าจะจำได้เลย
เหยี่ยวนั่งรอน้ำรินอยู่ที่ฉาก น้ำรินใส่ชุดเก่าเมื่อตอนเป็นดวงจิตมานั่งข้างๆ
เหยี่ยวหน้าขรึม แต่น้ำรินยิ้มหวาน ช่างภาพชะโงกออกมาจากกล้อง
“ตอนถ่ายเดี่ยวยิ้มแฉ่ง แต่ถ่ายกับแฟนหน้าบึ้งเลยนะครับ ยิ้มหน่อยสิครับ”
น้ำรินหันมาคะยั้นคะยอ เหยี่ยวฉีกยิ้มอย่างจำใจ น้ำรินเห็นท่าทางของเหยี่ยว รอยยิ้มก็หดหายไป แววตาเต็มไปด้วยความเศร้า
เหยี่ยวมองดูภาพคู่ที่อยู่ในมือ ทั้งคู่ยิ้มแบบฝืนๆ แววตาของเหยี่ยวไร้ความรู้สึก แต่น้ำรินเต็มไปด้วยความเศร้า
น้ำรินวางภาพอีกภาพลงข้างๆ เป็นรูปเหยี่ยวยิ้มกว้างคนเดียว เพราะถ่ายน้ำรินไม่ติด
“ผมเคยถ่ายรูปที่นี่จริงๆด้วย”
“ตอนนั้นฉันบอกให้คุณเก็บรูปไว้เปรียบเทียบว่ารูปไหนคุณจะยิ้มหล่อกว่ากัน”
เหยี่ยวจิ้มที่รูปเดี่ยว
“ผมว่ารูปนี้หล่อกว่านะ ถ้าคุณบอกว่ารูปบันทึกความรู้สึกได้ ตอนนั้นผมต้องมีความรักอยู่แน่ๆเลย ดูสิหน้าอินเลิฟชัดๆ คุณจำได้มั้ยว่าผมรักใคร”
คำถามของเหยี่ยวทำให้น้ำรินสะเทือนใจจนพูดไม่ออก
“คุณจำไม่ได้จริงๆเหรอคะ”
เหยี่ยวส่ายหน้า น้ำตาของน้ำรินเอ่อขึ้นมา แม้จะพยายามกลั้นอย่างเต็มกำลัง
เหยี่ยวกับน้ำรินเดินเข้ามาในลานจอดรถ
“แปลกนะ ผมเคยเกลียดกลัวการนั่งรถมาก แต่ตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรแล้ว”
“คนเราจะสู้กับความกลัว ก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริง”
เหยี่ยวยิ้ม เมื่อนึกขึ้นได้
“เออ มีคนเคยบอกผมแบบนี้เลย เค้าบอกให้ผมนั่งรถจนกว่าจะหายกลัวไปข้างนึง”
น้ำรินยิ้มอย่างมีความหวังว่าความทรงจำของเหยี่ยวกำลังจะกลับมา
บนดาดฟ้าของอาคารสูง มือปืนที่ซุ่มดูอยู่ แนบตาที่กล้องเล็ง แล้วจ่อปืนตรงมา
ภพธรมองวิวนอกตึก สีหน้านิ่งโหด ขณะคุยกับมือปืนผ่านสมอลล์ทอล์ค
“พบเป้าหมายใช่มั้ย?”
“ล็อกเป้า พร้อมยิง รอคำสั่งยืนยัน”
ภพธรสีหน้าเครียด เหมือนกำลังตัดสินใจอีกครั้ง
ปลายนิ้วมือปืนพร้อมกระแทกลงที่ไกปืน ขณะที่ส่องกล้องไปที่เป้าหมาย
“กรุณายืนยันคำสั่ง”
ภพธรถอนหายใจยาวคล้ายตัดสินใจได้เด็ดขาด
“ยิง”
มือปืนกกระแทกไกส่งกระสุนยิงออกไปทันที
ภพธรเผลอปัดมือถือร่วง จึงก้มลงไปเก็บ กระสุนจึงพุ่งผ่านไปโดนขวดน้ำแร่อย่างหวุดหวิด
ภพธรหันไปทางต้นทางของกระสุนปืนด้วยสีหน้าตกใจ ปลายกระบอกปืนของมือปืน เล็งตรงมาที่ระเบียงของภพธร
“มึงทรยศกู”
กระสุนปืนพุ่งตามมาอีกหลายนัด ภพธรรีบกระโดดพุ่งตัวเข้าไปในห้อง ก่อนที่จะรีบวิ่งตรงไปที่ลิฟต์
พลันมือปืนออกมาจากลิฟต์มาพอดี
ภพธรรีบวิ่งไปที่บันไดหนีไฟ มือปืนวิ่งตาม พลางไล่ยิงกระหน่ำไม่ลดละ
ภพธรตัดสินใจเปิดประตูวิ่งกลับเข้าไปในอาคารอีกครั้ง
ภพธรวิ่งหนีอย่างหอบเหนื่อยมาที่ลิฟต์ พร้อมกับกดลิฟต์รัวๆ ขณะที่มือปืนยังวิ่งตามมา เขาจึงตัดสินใจวิ่งลงบันได แต่มือปืนอีกคน ที่กำลังขึ้นมา ลั่นกระสุนใส่ ภพธรเอี้ยวหลบ แล้วรีบวิ่งกลับขึ้นมาเข้าไปในอาคาร แล้วรีบลงลิฟท์ไปก่อนที่มือปืนจะไล่ตามมาทัน
ที่ด้านหน้าคอนโด สงคราม ดารณี นำกำลังตำรวจมาปิดล้อม
“กระจายกำลังล้อมไว้ จับกุมตัวภพธรให้ได้”
ภพธรที่กำลังจะวิ่งมาที่ประตู ได้ยินก็ตกใจ ถอยหลังแล้ววิ่งไปทางด้านหลังคอนโด
สงครามกับดารณีเข้ามาก็เห็นหลังภพธรวิ่งไปไวๆ จึงรีบไล่กวดไป
ภพธรซ่อนตัวอยู่หลังประตู ถือท่อนเหล็กอยู่ในมือ ฟาดเข้าใส่ สงครามรับท่อนเหล็กไว้ได้ ภพธรผลักดารณีล้มลงแล้ววิ่ง
รถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาจอด
“ขึ้นมา”
นับดาวยื่นออกมาจากกระจกฝั่งคนขับ ยิงใส่สงครามและดารณี ภพธรกระโดดขึ้นรถ สงครามและดารณีรีบหลบ แล้วยิงโต้ตอบ แต่รถแล่นออกไปแล้ว ทั้งคู่มองตามอย่างเจ็บใจ
นับดาวพาภพธรเข้ามาในบ้านนุติ ภพธรมองนับดาวอย่างซาบซึ้ง
“คิดไม่ถึงว่าเวลาคับขันที่สุด ดาวกลับเป็นคนช่วยพี่”
ภพธรดึงนับดาวมาซบที่บ่า
“พี่ธรทำร้ายดาว ทำเหมือนไม่เคยมีดาวอยู่ในหัวใจเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ถึงยังไงดาวก็ยังรักพี่ธร รักมากที่สุด ชีวิตนี้คงรักใครไม่ได้เท่านี้อีกแล้ว ดาวรักจนปล่อยให้พี่ธรต้องตกเป็นอันตรายเพราะคนอื่นไม่ได้ ดาวไม่ยอมให้พี่ธรต้องตาย ด้วยน้ำมือคนอื่น”
พลันเสียงปืนก็ดังขึ้นมา ภพธรสะดุ้งเฮือกสุดตัว สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“รักมากเท่าไหร่ก็แค้นมากเท่านั้น”
นับดาวผละออกจากตัวภพธร ที่เต็มไปด้วยเลือด ก่อนจะล้มลง
“พอกันที กับชีวิตชั่วๆ ของพี่ธร”
นับดาวลูบแก้มของภพธรอย่างอ่อนโยน เต็มไปด้วยความรัก ครู่หนึ่งก็ยืนขึ้น ปล่อยให้ร่างภพธรอยู่ตรงนั้น พลางมองศพอย่างเหม่อลอย ดวงตาแข็งกร้าวแต่ไม่มีน้ำตา จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออก
“ศูนย์รับแจ้งเหตุฯ 191 ครับ”
“ฉันมีเรื่องจะสารภาพ ฉันเพิ่งฆ่าคนตาย”
นับดาวเดินออกไป พร้อมๆ กับที่ภพธรลืมตาขึ้นมา
“เรายังไม่ตาย”
แต่เมื่อหันไปมองข้างๆ กลับเห็นศพตัวเองนอนจมกองเลือดอยู่ที่เดิม สีหน้าภพธรไม่ยอมรับว่าตัวเองกลายเป็นวิญญาณไปแล้ว
ภพธรตาเหลือกด้วยความหวาดกลัว เมื่อมองไปที่พื้นเบื้องหน้าตัวเอง ซึ่งปรากฏเป็นแผ่นดินแยกออก เกิดมีแสงแห่งเปลวไฟสีส้มฉาดฉายออกมาจากรอยแยก มือสีดำจำนวนมากโผล่ขึ้นมาจากรอยแยกนั้น ดึงวิญญาณของภพธรลงไปในรอยแยก พร้อมๆ กับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของภพธร
ฉับพลันแผ่นดินก็ปิดสนิทแนบเหมือนเก่า
ธารานุ่งขาวห่มขาวนั่งฟังแม่ชีเทศน์อยู่ที่ใต้ต้นไม้ร่มรื่น ด้วยใจสงบ
“การบริจาคเงินและสถานที่เพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมของคุณ เป็นอานิสสงส์ที่ยิ่งใหญ่ จะสร้างความสงบและชีวิตที่ดีให้กับคนได้อีกหลายคน”
“ชีวิตในอดีต...ทำให้ดิฉันรับรู้ ความโกรธอันตรายยิ่งกว่าไฟ ไฟเสมอด้วยโกรธไม่มี เราต้องดับไฟด้วยน้ำ ดับความโกรธด้วยการอภัย ต่อไปนี้ชีวิตของฉันจะเปลี่ยนไปแล้ว การให้อภัยคือทานอันยิ่งใหญ่ อานิสสงส์ของอภัยทานคือความสุขจากการเป็นผู้ให้ ที่เหนือกว่าการให้ทั้งปวง ”
น้ำรินเดินนำเหยี่ยวเข้ามาที่ชายหาด เหยี่ยวยังมีสีหน้างงๆ จากนั้นก็ค่อยๆ นึกขึ้นได้
“ที่นี่ ผมเคยมาที่นี่”
สีหน้าเศร้าสร้อยของน้ำริน ค่อยๆ จุดประกายความหวังขึ้นมาใหม่
“คุณจำได้เหรอ”
น้ำรินยิ้มดีใจ น้ำตาคลอ
“ที่นี่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย มันเป็นที่แห่งความทรงจำของคุณและฉัน คุณเคยเจอเด็กผู้หญิงคนนึงที่นี่”
“เด็กผู้หญิงคนนั้นร้องไห้เพราะโดนคลื่นซัดทราย รูปหายไป ผมก็เลยช่วยวาดให้ใหม่ที่ตรงนี้”
น้ำรินยิ้ม “ในที่สุดคุณก็จำได้แล้วคุณจำได้มั้ยคะว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นคือใคร”
แต่เหยี่ยวกลับทำท่าเหมือนจำไม่ได้
“คุณต้องจำได้สิ”
น้ำรินเริ่มใจเสีย เหยี่ยวสีหน้าครุ่นคิด...
ธาราพนมมืออธิษฐานกับพระประธานในโบสถ์
“ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม กรรมใดที่ทำแก่ผู้ใด ในชาติใดๆ ก็ตาม ขอให้เจ้ากรรมและนายเวร จงอโหสิกรรมให้กับข้าพเจ้าและครอบครัว อย่าได้จองเวรจองกรรมกันต่อไปอีกเลย แม้แต่กรรมที่ใครๆ ได้ทำกับข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น และขอยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน เพื่อข้าพเจ้ากับครอบครัวอันเป็นที่รักจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อผู้ใดอีกแล้ว”
น้ำรินยังคงมุ่งมั่นกับการพยายามรือฟื้นความทรงจำของเหยี่ยวด้วยคำพูด และเหตุการณ์ต่างๆ
เหยี่ยวนิ่งฟัง และครุ่นคิดตาม
พลันเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยง ก็ดัวงเข้ามา พร้อมกับความทรงจำของเหยี่ยว
“ผมรักคุณ”
“คุณจำได้ฉันได้แล้ว”
เหยี่ยวพยักหน้า ทั้งสองคนกอดกันแน่นด้วยความดีใจ
เหยี่ยวผละออกจากน้ำริน แล้วค่อยๆหอมแก้มเธอ
“ผมจำได้นะว่าตอนเด็กๆ คุณเคยขโมยหอมแก้ม แล้วผมบอกว่าถ้าคุณกลับเข้าร่างได้เมื่อไหร่ ผมจะทวงหนี้ทันที”
น้ำรินหัวเราะทั้งน้ำตา เหยี่ยวหอมแก้มน้ำรินอีกครั้ง ก่อนที่ทั้งคู่จะงกอดกันด้วยความรักและดีใจที่สุด
ในชีวิต
ธารามองสายตาอันเปี่ยมด้วยความเมตตาของพระประธานแล้วเกิดความปิติในใจจนน้ำตาคลออย่างไม่รู้สึกตัว พลางก้มลงกราบ แล้วสะดุ้งเบาๆ ก่อนที่จะจับที่ขาตัวเองด้วยความประหลาดใจ
“ขาของฉัน? ขาฉันมีความรู้สึกแล้ว?”
ธาราหันไปมองพระประธาน พนมมือ น้ำตาไหลอาบลงมาที่แก้ม
“ขอบคุณความเมตตาและความดีที่ยังมีอยู่บนโลกใบนี้”
หมอและพยาบาลเข็นเตียงธาราออกมาจากห้องผ่าตัด
“การผ่าตัดสำเร็จด้วยดีครับ”
เหยี่ยว น้ำริน และสงคราม ยิ้มด้วยความดีใจ
สงครามวางช่อดอกแก้วลงบนมือของธารา พลางยิ้มให้เธออย่างมีความสุข ธารายิ้มอย่างดีใจเหลือบมองดูช่อดอกแก้วในมือ
“ขอบคุณมาก สำหรับช่อดอกแก้วที่สูงที่สุด สวยที่สุด”
“ถึงตอนนี้มันอาจจะไม่ใช่ดอกไม้ที่คุณชอบที่สุด แต่ผมก็จะเก็บมาให้คุณทุกวันเหมือนเดิม”
“ฉันไม่ต้องการดอกไม้ที่สูงที่สุดหรือสวยที่สุดอีกแล้ว เพราะว่าตอนนี้ฉันมีเพื่อนรักแสนดีที่อยู่ใกล้ฉัน และจะอยู่ข้างๆ ฉันตลอดไป”
ธารากับสงครามมองตากันด้วยความรู้สึกดีๆ และความรักฉันเพื่อน
เหยี่ยวกับน้ำรินเดินเข้ามาอยู่ที่ศาลาริมน้ำ สีหน้าและแววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและผูกพันซึ่งกันและกันอย่างที่สุด
“ไม่น่าเชื่อนะว่าเราอยู่ด้วยกันไม่กี่เดือน แต่เหมือนอยู่ด้วยกันมาแล้วทั้งชีวิต”
น้ำรินยิ้มรับ “มีคนเคยบอกฉันเรื่องคู่แท้ คู่แท้ที่ตามติดข้ามภพกันมาตลอด ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ คุณเชื่อเรื่องแบบนี้มั้ย”
“เชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ก็คือวันนี้ เวลานี้ ผมดีใจที่เรารักกัน”
พลางจับมือน้ำรินไปแนบที่หัวใจ
“คุณอยู่ในหัวใจผมเสมอเพราะผมเกิดมาเพื่อรักคุณ”
น้ำรินน้ำตาคลอ ก่อนที่จะเหลือบมองที่นิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง ที่มีด้ายแดงผูกอยู่ข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างหนึ่งผูกติดกับนิ้วของเหยี่ยว
“หัวใจของเราสองคนมีด้ายแดงผูกติดกันไว้ ไม่ว่าเราจะไปเกิดในภพใดภูมิใดที่ไหนในโลก เราก็ต้องมาเจอกัน เพื่อรักกันและอยู่ด้วยกันตลอดไป”
เหยี่ยวกำมือตัวเองข้างที่คล้องด้ายแดง แล้วปล่อยมือให้แหวนเงินวงเล็กๆ ร่วงลงมาตามด้ายแดงไปที่นิ้วของน้ำริน
“แต่งงานกันนะ”
น้ำรินยิ้มทั้งน้ำตา เหยี่ยวสวมแหวนให้น้ำริน แล้วก็มองหน้ากันด้วยความรัก
“ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะรักกันตลอดไปนะน้ำริน”
น้ำรินยิ้มกอดเหยี่ยวไว้ด้วยความรักเช่นกัน
“ไม่ว่าชาติไหน ภพไหน เราจะเป็นคู่แท้ของกันและกันค่ะเหยี่ยว”
เหยี่ยวกับน้ำรินเดินจูงมือกันเหมือนกำลังจะออกมาจากศาลา เดินมาตามทางเดินไม้ที่เข้ามายังในบ้าน แต่แล้วทั้งคู่กลับได้ยินเสียงร้องไห้ของผู้หญิงคนหนึ่ง
เหยี่ยวกับน้ำรินหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย หันหลังกลับไปมอง กลับเห็นผู้หญิงสาวผมยาวคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้อยู่ที่ศาลา
ทั้งคู่เดินตรงเข้ามาหาผู้หญิงคน
“คุณ คุณเป็นอะไร”
“ทำไมมานั่งร้องไห้อยู่ที่นี่คะ”
ผู้หญิงสาวสวยคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความยินดี
“ คุณเห็นฉันเหรอคะ ?”
Love is composed of a single soul inhibiting two bodies “ความรักคือหนึ่งวิญญาณที่แบ่งอยู่ในสองร่าง” อริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีก...
.
Logged
Pages:
[
1
]
« previous
next »
SMF 2.0.4
|
SMF © 2013
,
Simple Machines
| Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.227 seconds with 17 queries.
Loading...