Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
22 June 2026, 13:42:23

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
30,321 Posts in 14,937 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 11
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 11  (Read 222 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« on: 14 May 2026, 20:31:06 »

ขุนช้าง ขุนแผน ฉบับถอดความ บทที่ 11


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 11/1 ขุนช้างลวงว่าพลายแก้วตาย
.



ขุนช้าง ขุนแผน
ตอนที่   11/1  ขุนช้างลวงว่าพลายแก้วตาย

    พิมพิลาไลย ผู้นอนเดียวเปลี่ยวใจอยู่ในห้องหอ คอยฟังข่าวกองทัพ แต่ก็มิมีข่าวคราวใดๆ ทุกหลับตื่น ทุกวันคืน หาได้นอนหลับสนิทไม่

บางครานอนฝัน ถึงกับเพ้อพูดละเมอง บางครา อยู่ๆ ก็พุ่งออกไปนอกห้อง หรือไม่ก็หัวเราะร้องเสียงดัง ต่อมาเกิดเป็นไข้อาการไม่ลดลง มีแต่ทรงกับทรุดเท่านั้น
    สายทองเข้ามาดูแลประคับประคอง ปลอบโยน แต่ก็หาได้ฟัง หรือดีขึ้นไม่

    “โอ้พ่อพลายแก้ว ไม่เห็นใจเมียแล้วกระมัง”
    แม่เฒ่าศรีประจัน เห็นลูกสาวมีอาการคุ้มคลั่ง เศร้าหมอง ซูบผอมลงหนักหนา หาหมอมารักษา

หมอต้องการสิ่งใด ก็หาให้ทุกสิ่ง ข้าไท ชายหญิง วิ่งกันสับสน วุ่นวายกันทั้งบ้าน ผ่านมาหลายคนอาการก็ไม่ดีขึ้น ทุกคนต่างก็จนใจไม่รู้ว่าเป็นอะไร

    หมอบางคนบอกว่านางไม่ตายดอก บ้างว่าสิ่งเลวร้าย ที่มองไม่เห็นทำ บ้างก็ว่าลมบาดทะยักชักหัวใจ บ้างว่าไข้เลือดระดูทำ บ้างว่าผีเรือนวิ่งเข้าออก ศรีประจันไม่รู้จะเชื่อผู้ใด สุดท้ายแกก็ด่าไล่ตะเพิดไป

    “พวกหมอระยำ พากันมานั่งกินแล้วพูดเพ้อเจ้อ อย่างสบายใจอันใด คนเจ็บร้องเสียงเหมือนวัว อ้ายหมอจะให้มารักษากลับนั่งหัวร่อหาดูแลไม่ ไสหัวไปให้พ้นเรือนกู 
 
    หาหมอมาให้เปลืองหมากพลูไปมากมาย เข้ามาทำตลกให้รำคาญจริงๆ ลูกเอ๋ยเจ้าช่างผ่ายผอมลงทุกวัน ดูซิหน้าตาซูบซีด”

    เมื่อหมอทั้งหลายอยู่ไม่ได้พากันหนีไปหมด นางศรีประจันได้แต่กอดลูกแล้วร้องไห้

    “แม่ดูแลรักษาเจ้ามาแต่ไร ก็มิได้ย่อหย่อนสักนิด ไม่รู้ว่าเจ้าเป็นโรคอันใด คิดไปแล้วน่าสงสัยหนักหนา หมอให้ยากินสิ้นทุกตำรา เสียเงินไปมากมาย

อุตส่าห์เถิดนะเจ้า กินข้าว กินปลา บ้างหนา รักษาตัวให้รอดไว้คอยท่าพลายแก้ว ตั้งแต่ยกทัพขึ้นไปไม่มีวี่แวว ข่าวคราวใดๆ เลย”

    นางประคองลูกด้วยมือทั้งสองขึ้นมา กอดปลอบประโลม

    “กินข้าวต้มฤา แม่จะต้มให้ เจ้าทำไมไม่พูดจาบ้าง เป็นเยี่ยงไร ฤามีผีใดเข้า จงบอกมาเถิดหนา ลูกของเรา ทำสิ่งใดผิดฤา พ่อพันศร ผัวข้าเข้ามาสิงฤาไรขา ถ้าใช่จะยอมเซ่นเหล้า ข้าว ปลา ด้วยไม่รู้ว่าพ่อมาถือโทษไปเลย

ขอให้ช่วยลูกได้หายขาด จะทำบุญตักบาตรส่งไปให้ จะมัวแลบลิ้นปลิ้นตาอยู่ทำไม ออพิมเป็นไข้หนักหนา มาช่วยกันให้ลูกหายเถิด”

    พิมได้ฟังแม่รำพึงรำพันรู้สึกฮึดฮัดขัดใจ

    “ผีสางอะไรที่ไหน อย่าไปโทษพ่อเลย ฉันฟังแล้วหนักอกหนักใจหนักหนา แม่อย่ารักษาฉันอีกเลย มันไม่หายดอก นับวันไปเถิดคงจะไม่รอดตาย ทำกระไรจะได้เห็นหน้าพ่อพลาย”

    จากนั้นโผเข้ากอดสายทองสะอื้น ยายศรีประจัน เห็นลูกมีกิริยา อาการผิดไปจากเดิม นั่งตัวสั่นน้ำตาไหลริน ระลึกถึงขรัวตาขึ้นมาได้ แกจึงลุกออกมานอกห้องร้องเรียกข้าไท

    “อยู่กันที่ไหนหวา”
    ไม่นานหมากพลู ได้รับการจัดเตรียมใส่พานเรียบร้อยลนลานมา จากนั้นยายศรีประจันพร้อมด้วยข้าไท ไปวัดป่าเลไลยในทันที



    ครั้นถึงก็ตรงเข้าไปหา ประเคนหมากขรัวตาขมีขมัน
    “ออพิมเป็นไข้ กระไร มิรู้ได้ พูดเพ้อเจ้อ ดังผีเข้า ผอมซูบซีด ดูเศร้าหมองหนักหนา มดหมอทั้งสุพรรณ มิอาจรักษาได้ เห็นจะไม่รอดแล้วขรัวตา กรุณาช่วยดูให้แจ้งใจเถิดท่านเจ้าขา”

    ท่านขรัวตาจู จับยามดูทันที หลังจากตรวจดูเห็นชัดเจนก็ทำนายว่า

    “ออพิมพิลาไลยนี่เคราะห์ร้ายนัก ตกลงที่นั่งนางสีดา เมื่อทศกัณฐ์ลักพาตัว ถ้าแม้นไม่จากผัวก็จะตาย

ถ้ายักย้ายแก้ไขจะไม่เป็นอะไร ขอให้ผลัดชื่อเสียเป็นวันทองเถิด โรคนั้นจะคลายหายไป จะอยู่ครอบครองทรัพย์สินทั้งปวงต่อไปได้ นางไม่ตายดอกสีกายาย”

    นางศรีประจันดีใจยิ่งนัก ที่ท่านขรัวตาจูบอกว่าจะหาย รับคำแล้วรีบกราบลา เมื่อถึงเรือนร้องว่า

    “ลูกข้าจะไม่ตาย ขรัวตาตะแกทำนายแม่น กูเชื่อท่าน”
    จากนั้นสั่งให้คนจัดข้าวปลา กล้วย อ้อย และขนมนมเนย ใส่ในภาชนะตามที่ได้จัดเตรียม เสร็จแล้วยายศรีประจันเริ่มเรียกขวัญลูก ผิดบ้าง ถูกบ้างตามแต่แกจะนึกได้

    “ขวัญเอ๋ย อย่าเที่ยวไปในป่าเขา คนเดียว อย่าหลงชมเสือ สิงห์ หมี เม่น กระแต กระเต็น ตุ่น กระต่าย อย่าหลงชม แรด ช้าง และกวาง ทราย ชะนี ค่าง นางพรายจะคอยหลอกหลอนเจ้าเอย”

    แล้วนางก็ตักข้าวปลา ซัดออกไป
    “ขอให้โรคภัยทั้งหลายจงขาดหาย ๆ เกลี้ยง”

    จากนั้นเอาด้ายดำผูกข้อมือแล้วดับเทียน เปลี่ยนชื่อพิมเป็นวันทองเป็นที่เรียบร้อย จากวันนั้นมา วันทองก็กินข้าวปลาได้ เวลานอนหลับ ไม่ละเมอฝันร้าย โรคไข้หาย มีเนื้อมีหนังขึ้นทุกวัน สร้างความสำราญ เบิกบานใจให้กับนางศรีประจันยิ่งนัก

    ฝ่ายขุนช้างเมื่อรู้ว่า วันทองหายจากไข้ พลายแก้วไปทัพ ก็ไม่มีข่าวคราวว่าร้าย หรือดี เมื่อไหร่จะได้กลับ

    “คาดว่าคงเสียทีแก่ลาว ดับลงกลิ้งจมขี้เป็นแน่ ถ้ามีฤทธิ์เดชเวทมนต์ คงตีเชียงทองได้กลับมา อย่าเลยเราไปขอวันทองมาถนอมไว้ในห้องดีกว่า จะพูดจากับนางศรีประจันแม่ของวันทองว่าออแก้วตายแล้ว”

    จากนั้นสั่งบ่าวไพร่ไปว่า
    “ไปเร็วหวา ไปหาป้ากลอยกับป้าสาย บอกแกว่ากูเชิญให้มาหาที่บ้าน”

    อ้ายบ่าวรับคำแล้วรีบวิ่งไปทันที ครั้นไปถึงบ้านยายกลอยยายสาย ก็บอกตามที่นายสั่งมา
    “นายให้เชิญไปบ้าน”

     ยายทั้งสอง ได้ยินดังนั้นรีบไปทันที พอถึงบ้านขุนช้าง ขุนช้างเข้าไปพูดจาหว่านล้อมให้ยายทั้งสองใจอ่อน

    “เสียเงินทองเท่าใด ก็ยอม ขอให้ยายทั้งสองจงปราณีตัวข้า พาไปขอวันทองให้ข้าสักครา ออแก้วผัวมันนั้นไปทัพ แตกยับกับลาวตายเป็นผี มิมีผู้ใดรอดกลับมา บัดนี้พิมพิลาไลย แม่ของนางเปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง หมอดู ทำนายว่าเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ได้ จงเอ็นดูช่วยพาข้าไปขอวันทองให้ข้าหน่อยรา”

    ยายทั้งสองไม่รู้กลอุบายของขุนช้าง หลงไหลในเงินตราที่ขุนช้างนำมาล่อ ก็รับคำของขุนช้างทันที สองยายอาบน้ำแต่งตัว ทาแป้ง หวีผม นุ่งผ้าใหม่ ขุนช้างเลือกข้าไทที่ไว้ใจได้ จากนั้นกระซิบกระซาบสั่งความ

    “กูไว้ใจ เชื่อใจเอ็งมานาน เพลานี้จะให้ทำธุระของกู ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญหนักหนา อย่าช้าเอ็งจงรีบไปที่วัดเก็บเอากระดูกผีที่ป่าช้า ใส่หม้อใหม่มาให้ดี”

    อ้ายบ่าวรีบมาที่ป่าช้า จัดหม้อกระดูกได้ไวทันการ ขุนช้างรับหม้อใหม่เข้าไปในห้อง นุ่งผ้ายกทองแล้วห่มส่าน (ผ้าขนสัตว์ปนไหม)  จับกระจกชูขึ้นดูกระบาล เห็นหัวล้านของตน รู้สึกรำคาญใจ

    “กูแค้นน่าเพ่นหัวตัวเองสักสองโปก มันโสโครกเหลือใจ เกลี้ยงหน้าเกลี้ยงหลังดูจังไรจริงๆ “

    จากนั้นจับเขม่าใส่ไปสองเพรียง(กาบหอยทะเล) เปื้อนเปรอะหน้าเหมือนทำเล่น แล้วหวีผมให้กระจายปกปิดหัวล้านแต่ก็ไม่ได้ จึงค่อยๆ เอาไม้เล็กๆ เขี่ยทีละเส้นให้เรียง ทำไปบ่นไป

    “เบื่อหน่ายเกลี่ยผมทีละเส้นเต็มที อ้ายผมหยอกหยอยมันมีน้อยกว่าที่ว่าง ผมขี้เค้า ผมน่าเกลียด กูขี้เกียจหวีจริงๆ อนิจจาข้าวของเงินทองมีมากมาย คนรับใช้มีได้มากกว่าพัน ซื้อช้างซื้อม้าได้เป็นร้อย

    ส่วนผมมีหน่อยเดียวปิดขวัญที่หัวยังไม่ได้ ถ้าซื้อผมได้กูจะซื้อเส้นงามๆ มาใส่ให้เต็มหัว นั่งตัดเล่นให้สบายใจ ถ้ารู้ว่าจะหัวล้านมาตั้งแต่เกิด กูไม่ปรารถนาจะเกิดดอก”

    ความคับแค้นมันแน่นดังไฟสุมอยู่ในอก ลุกขึ้นผลีผลามไปในห้อง จับหม้อกระดูกผูกกระดาษ ส่วนบ่าวไพร่ทั้งหมดรอรับคำสั่ง ขุนช้างเรียกบ่าวไพร่ที่ไว้ใจ ส่งหม้อกระดูกให้แล้วเดินมา เป็นเวลาตะวันเที่ยง สองยายเดินนำหน้าไม่นานถึงเรืยนศรีประจัน สองยายถามหานางศรีประจัน อีบ่าวบอกว่าอยู่ข้างใน แล้วรีบวิ่งไปบอกนายว่า

    “ขุนช้างมาหาเจ้าคะ เพลานี้หยุดยั้งอยู่ที่่ตีนบันได”
    ยายศรีประจันเปิดหน้าต่าง แลเห็นขุนช้างร้องถามไปว่า

    “เหงื่อไหลโซมหน้า พ่อมาไย จะไปไหนฤา เชิญขึ้นมาข้างบนก่อน”



    เมื่อเจ้าของเรือนเชื้อเชิญขุนช้างขึ้นเรือน ตามมาด้วยยายทั้งสอง ขุนช้างนั่งลงตาเหลือกลนลานยกมือไหว้วนกราดไป นางศรีประจันรับไหว้แทบจะไม่ทัน หันหน้ามาส่งเชี่ยนหมากให้

    “พ่อมาหลายคนมาทำอะไรฤา เป็นไฉนยายกลอย ยายสายมาด้วยเล่า”

    ขุนช้างทำครวญครางอู้อี้ยีหน้า น้ำตากระเด็นเป็นเม็ดไหลเป็นทาง เช็ดน้ำตาแล้วเอาหม้อกระดูกมาตั้งด้านหน้า

    “นี่คือกระดูกออพลายแก้ว ลาวแทงตายเสียแล้ว มีคนเอามาให้ พระยาเชียงทองมันสองใจ เข้าด้วยพวกเชียงใหม่แล้วกลับมาทำเป็นเข้าด้วยพลายแก้ว ยกทัพมาถึงกลางป่า หยุดทัพพักหลับนอนหลายครา

ครั้นเพลาพลบค่ำร่ำไร พระยาเชียงทองย่องมาแทง เข้าที่ปอดเลือดแดงไหลกระเซ็น ร้องขึ้นเสียงดังมันหนีไป ออแก้วสิ้นใจในเวลาไม่นาน พวกที่ติดตามออแก้ว กลับมาถึงกรุงก็ติดคุก หลายคนต้องทนทุกข์ทรมานหนักหนา อ้ายมากเป็นผู้ฝากหม้อกระดูกมาให้”

    จากนั้นก็ทำหน้าคลายทุกข์กล่าวต่อไปว่า
    “ออแก้วอายุสั้นเท่านี้แล้ว คิดไปแล้วก็ใจหาย ไม่เก่งกล้าพอ แต่อาสาไปตายให้แม่พิมเป็นหม้ายอยู่ผู้เดียว”

    ยายศรีประจันได้ยินคำของขุนช้างรำพันร่ำไห้ รู้สึกตกใจยิ่งนัก

    “ออแก้วตายแล้วฤา เข้าหอยังไม่ทันสักเท่าไร ต้องไปราชการกองทัพ แม่นับวันคอยท่าอยู่ทุกวัน วันทองร้องไห้มิได้หยุด ทุกคนต่างช่วยกันปลุกปลอบ ระงมไป

จะปลอบเยี่ยงไรก็ไม่หยุดได้ เคราะห์โศกโรคร้ายเข้ารุมเร้าเป็นไข้แต่ไม่ตาย ออพลายแก้วกลับตายไปเสียก่อน หัวใจเอ็งขาดไปแล้ว วันทองเอย”

    วันทองอยู่ในห้องได้ยินคำพูดของขุนช้าง และเสียงร้องไห้โฮของแม่ ก็พุ่งพรวดออกมา เห็นหน้าขุนช้างก็รู้สึกขัดใจ กระทืบตีนผางๆ ที่กลางประตู

    “ใครช่างชั่่วร้าย มาแกล้งใส่ความ ว่าผัวกูตาย กูจะด่าให้ อ้ายงูเห่าเจ้าเล่ห์ มึงทำได้ทุกอย่าง หม้อใบละสิบเบี้ยสู้ไปหามา โครตแม่มึงกูขี้คร้านด่า”

    จากนั้นวันทองก็กลับเข้าห้องไป ทอดตัวนอนร้องไห้บนที่นอน

    “โอ้พ่อพลายแก้วของเมียเอย เมียไม่เชื่ออ้ายหัวล้านดอก มันแกล้งร้องระยำตำบอน ยุยงจนเป็นเหตุให้ผัวต้องไปทัพแล้ว กลับมาพูดสอพลอ เอากระดูกที่ไหนก็ไม่รู้มาใส่หม้อแต่งเรื่อง ช่างพูดไปได้ กลิ้งกลอกไปได้ทุกเรื่อง

    คิดไปคิดมาก็น่าน้อยใจ ผัวไปแค่นี้ ก็มีคนมาแต่งเรื่องเหลวไหล มาหลอกลวง ถ้าพ่อไม่ไปคงมิมีผู้ใดทำเรื่องเยี่ียงนี้ได้ สุดปัญญาของเมียที่จะแก้ไขแล้วพ่อแก้วเอย”



    นางศรีประจันได้ฟังคำลูกสาวด่าได้แต่แก้ตัวให้ลูก

    “ช่างเป็นเรื่องน่ารำคาญนัก ใครๆ อย่าไปถือสามันเลย แต่ก่อนมันมิเคยเป็นเยี่ยงนี้ คงเป็นเพราะพิษไข้ทำให้คุ้มคลั่ง ด่าอึงคะนึงลั่นบ้าน ว่ากล่าวเยี่ยงไรก็ไม่ฟัง ขี้คร้านจะตี”

    ยายกลอยกับยายสาย เห็นว่าได้โอกาสเหมาะ จึงกระซิบกระซาบขยิบตาให้สัญญาณกันและกัน และเริ่มงานตามแผนทันที

    “นี่แนะ คุณป้าศรีประจันกฎหมายตั้งไว้แต่ไรมา ว่าใครกล้าอาสาไปทัพ ถ้าแพ้ทัพกลับมาให้ฆ่าฟัน กฎหมายนี้ยังมีอยู่

    ถ้าแม้นตัวตายลงในทัพ ลูกเมียให้จับเป็นหม้ายหลวง ส่วนไพร่ที่ไปกับกองทัพให้ส่งเข้าไปในคุก วันทองจะต้องเป็นหม้ายหลวง ช่างน่าเป็นห่วงนัก หาทางยักย้ายถ่ายเทเสียเป็นไร

ขอให้ขุนช้างเอาเป็นเมียเถิดหนา เขาจะคิดแก้ไขที่ในกรุง เงินทองจะเสียสักกี่ถุงก็จะยอมสู้ อย่าให้เกิดเรื่องใหญ่ไปเลย รีบหาทางแก้ไขแต่เนิ่นๆ เสียเถิด”

    ยายศรีประจันได้แต่นั่งตัวสั่นน้ำตาไหล ด้วยคิดว่าลูกวันทองผัวตายไปเป็นหม้าย ไม่เห็นผู้ใด หน้าไหนจะช่วยเหลือได้ ขุนช้าง ผู้มั่งคั่ง เป็นเศรษฐีใหญ่ เงินทองเสียได้ไม่พรั่นพรึง เห็นจะได้พึ่งพาในภายหน้า คิดได้ดังนี้จึงว่าไป

    “วันทองเพลานี้ผัวตายแล้ว จะอยู่นิ่งเฉยเห็นจะไม่ได้ เกิดเรื่องแล้วยากจะแก้ไขได้ แม้จะมีทางแก้ไขได้  แต่ทว่าทุ่งราบป่าเขากว้างใหญ่ หนทางยาวไกลนัก กูไม่รู้หนทางนั้น ถ้าแม้นพลายแก้วไม่ตายกลับมา เบื้องหน้าจะเกิดเนื้อความกัน”

    ยายกลอย ยายสายรีบแย้งว่า
    “พลายแก้วตายแล้วเป็นแม่นมั่น พวกไพร่ที่ไปด้วยติดคุกอยู่ทุกวัน แม้นว่าพลายแก้วนั้นรอดกลับมา ท่านไม่รู้ไม่เห็นจะเป็นไร เขาก็คงปรับไหมเอากับพวกข้า

ถ้าท่านยอมจงให้คำสัญญา รีบเข้าเข้าเถิด ช้าอยู่ไม่ได้ ภัยคืบคลานเข้ามาแล้ว ถ้าเขามาเอาตัวไป จะยุ่งยากลำบากในการแก้ไข มีหนทางจะแก้ได้ในทันที ข้างแรมปลายเดือนนี้เหมาะนัก”

    ยายศรีประจันคิดชั่วครู่แล้วก็รับคำ กล่าวนัดหมายว่า
    “แรมสามค่ำให้มาถึงบ้าน จงเร่งรีบอย่าช้า คำนี้เป็นที่แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง”

    วันทองอยู่ในห้องได้ยินคำแม่กำหนดวันยกให้ขุนช้าง รู้สึกขัดใจยิ่งนัก ลุกขึ้นเต้นเร่าๆ ร้องด่าข้าไทเสียงแจ้วๆ
    “สายทองของน้องไปข้างไหน ไปเรียกอ้ายพรมมาหาหน่อย การงานเช้าค่ำไม่นำพา โคตรแม่มึงคิดว่าประการใด”

    สายทองได้ยินเสียงน้องเรียกตนเอง และตาพรมระงมไป จึงรีบไปหาวันทอง ฝ่ายตาพรมนั้นหัวล้าน ร้องขานแล้วลุกออกมานอกห้อง นั่งลงเอี้ยมเฟี้ยมแล้วาถามว่า

    “แม่ร้องเรียกหาฉันฤา”
    วันทองชี้หน้าด่าประจาน

    “แม่มึงหัวล้านหาดีไม่ จะรู้สำนึกบ้างไหม เป็นบ่าวไพร่แต่บ้านช่องไม่นำพา ดีแต่เที่ยวโกหกพกลม มึงไม่ดูแล เอาแต่หลับตาเฝ้าประตู ให้ฝูงหมาพลัดหลงเข้ามา ให้มันมาเยี่ยวขี้ ทำเปรอะเปื้อน อ้ายขี้เรื้อนเห่าเสียงระเบ็งเซ็งแซ่ อีตัวเมียก็เห่าหอน มันน่าตบให้จมขี้หมานัก”

    ยายกลอยยายสาย ได้ยินวันทองด่าวุ่นวาย ก็นั่งหน้าบึ้ง ส่วนขุนช้างทำเป็นไม่ได้ยิน นั่งนิ่งอยู่ แต่เห็นว่าจะอึงคะนึงมากเกินไป จึงชวนยายกลอย ยายสายกลับ ยกมือไหว้นางศรีประจัน พร้อมกับกล่าวว่า

    “ตะวันบ่ายแล้ว พวกเราลาไปก่อน”
    นางศรีประจันกล่าวย้ำว่า
    “อย่าลืม ที่สัญญากันไว้ให้รีบมา”
    วันทองยังร้องด่าไม่หยุด

    “เหวย ยายมีว่าไร ไปไหน การงานเช้าค่ำไม่นำพา มีเสียงเฮฮาที่ไหน ไปนั่งพูดที่นั่น ลิ้นลมมึงดีจริงอีขี้ข้า หัวหูเหมือนกะลามะพร้าวขูด ชาติอีโกหกนกทิ้งทูด(ชื่อนกชนิดหนึ่ง) อีผักกูดต้มกระทิ”

    ยายกลอย ยายสาย ขุนช้าง ทนไม่ได้ ลุกจากหอกลางเดินเร็วจี๋ ลงบันได ออกจากบ้านนางศรีประจันทันที ยายกลอย ยายสายบ่นว่า

    “กูขายหน้า คราวหน้าจะไม่มาแล้ว โคตรเหง้าเขาขุดมาด่าจนหมดสิ้น ถึงเอาทองมากองให้ก็ไม่มาแล้ว”
    ขุนช้างรีบแก้ว่า

    “ไม่เป็นเช่นนั้นดอก วันทองบอกเป็นปริศนา หล่อนร้องบอกกับฉันสิ่งที่ได้ยินเป็นเพียงมารยา จริงๆ แล้วเป็นการขอให้เชิญแม่เทพทองมา หล่อนจึงขึ้นโคตรแม่อย่างที่ได้ยิน เป็นเพราะให้ไปตามผู้ใหญ่มา ฉันจะได้นางเป็นเมียแน่อย่าเสียใจไป ผู้หญิงอย่างวันทองหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว”
    วันทองเพลานี้อยู่ในห้วงคิดคำนึง ทบทวนเรื่องราวเหตุผล ความเป็นไป

    “โอ้พ่อพลายแก้ว ตายแน่แล้วฤาอย่างไร วันที่พ่อตาย เมียจะฝันเห็นสักนิดก็หาไม่ ลางร้ายก็ไม่ปรากฏให้เห็น บ่าวไพร่ไปด้วยกันก็ไม่เห็นมา

เขาว่านายตายไพร่ติดคุก เมียทุกข์ใจเหลือเกินกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า จนปัญหาของเมียที่จะคิดแก้ไขแล้ว ไม่รู้ว่าในอยุธยานั้นเป็นเยี่ยงไร


    ตั้งแต่เกิดเป็นวันทองมาหาได้เข้าอยุธยาสักหนไม่ วันเมื่อส่งผัวก็ได้ไป จำได้อยู่แต่ว่าคลองบางลาง ปลูกต้นโพธิ์ด้วยกันไว้ ถ้ากระไรจะดูพอรู้บ้าง

ถ้าพ่อแก้วตายไป โพธิ์ต้นนั้นก็คงตายตามเป็นแน่ คิดขึ้นมาน่าแค้นแม่ จะสืบสาวดูให้แน่ก็หาไม่ กลับหลงไหลเชื่อฟังคำของอ้ายคนจัญไร ยอมยกลูกให้ไอ้ขุนช้าง

    โอ้ว่าอนิจจาวันทองเอ๋ย เจ้าช่างยากลำบากนัก มีแต่ระกำช้ำใจไม่วายวาง ได้สร้างกรรมอันใดไว้หนอ จึงได้เป็นเช่นนี้ มีผัว ก็อยู่ด้วยเพียงสองสามวัน ก็จากกันไปไม่ได้เห็นหน้า เมื่อวันจากคลอด้วยน้ำตา กำชับไว้หนักหนาด้วยเป็นห่วงน้อง

    ใจคิดว่าจะกลับมาเป็นแน่ สั่งแล้วสั่งเล่า ออกปากฝากน้องกับสายทอง แล้วจึงจากไปไกลด้วยความจำใจ”
     สายทองย่องเข้าไปดูน้อง วันทองเห็นหน้าพี่ก็น้ำตาไหล โผกอดสายทองร้องไห้
    “น้องไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วพี่สายทอง”

.
ตอนที่ 11 ยังมีต่อ
.

Create Date : 18 กันยายน 2563
Last Update : 19 กันยายน 2563 5:24:44 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 11/1 ขุนช้างลวงว่าพลายแก้วตาย
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=09-2020&date=18&group=1&gblog=28

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 13,132


View Profile
« Reply #1 on: 14 May 2026, 20:32:27 »


ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 11/2 ขุนช้างลวงว่าพลายแก้วตาย จบตอน
.



ขุนช้าง ขุนแผน
ตอนที่   11/2  ขุนช้างลวงว่าพลายแก้วตาย (จบตอน)

    สายทองกอดคอน้องปลอบใจว่า
    “น้องเจ้าอย่าร้องไห้ไปเลย จะทำให้ใจเศร้าไปเปล่าๆ”
    สองพี่น้องกอดกันแนบหน้า ร้องไห้น้ำตานองสะอึกสะอื้น
    “โอ้แม่วันทองของพี่เอย กระไรเลยชีวิตเจ้าหามีความสุขสักนิดไม่ เป็นเพราะอ้ายขุนช้างจัญไร มันพอใจในตัวเจ้าตั้งแต่เป็นสาวรุ่น พยายามเกี้ยวพาราสีอย่างหนัก ทั้งที่วัดที่บ้าน ทุกครั้้งที่เจอ
จนกระทั่งได้แต่งงานกับพ่อพลายแก้ว มันยังไม่ลดละความพยายาม ถึงกับเพ็ดทูลเจาะจงให้ทรงใช้ หรือแม้แต่แกล้งเสแสร้งร้องไห้จะเป็นจะตาย มันก็ทำได้

    เพลานี้มันทำเรื่องเลวยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ครั้งนี้ัเอากระดูกที่ไม่รู้ว่าเป็นของผู้ใด ใส่หม้อมาให้ดู ให้หลงเชื่อว่าพ่อพลายตายไปแล้ว เห็นจะเป็นเล่ห์กลของอ้ายสอพลอ มันคิดจะมาขอวันทองกับแม่ศรีประจัน คงคิดว่ามันมีเงินทองมากมายแล้ว จะทำเยี่ยงไรก็ได้

แม่เฒ่าของเราก็คล้อยตามมัน เราพี่น้องสองคนก็จนใจที่จะฝืน นี่เวรกรรมจะทำเยี่ยงไรดี จะหลบหนีไปที่ใดได้ แม่ผัวของเจ้าก็อยู่ไกล ไม่รู้แห่งหนใดในกาญจบุรี

    อย่าเลยนะ เจ้ากับพี่ เราไปวัดป่าเลไลยดีกว่า ไปหาหลวงตาจู ท่านน่าจะรู้อะไรบ้าง รอให้แม่ศรีประจันนอนก่อน น้องรออยู่ในห้องอย่าร้องไห้ไปเลย พี่จะไปหาหมากพลูก่อน”

    สายทองจัดหมากพลูใส่ขันไว้ พอถึงเวลาพลบค่ำก็นัดแนะออกจากห้องนอน ค่อยๆ ลอบลงจากเรือน

    ครัั้นถึงวัดก็ตรงไปที่กุฎีขรัวตาทันใด เอาหมากพลูส่งให้กับเจ้าเณร เณรประเคนขรัวตา ขรัวตาป้องหน้ามอง ถามว่า

    “ใครฤา ฮ่าๆๆ อ่อ..วันทองนี่เอง กูผลัดชื่อให้ไข้ก็หาย ก็ดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ดีนี่ แต่ดูหน้าตาเหมือนไม่ค่อยสบาย เอ็งสองคนมาด้วยเหตุอันใดฤา”

    พี่น้องวันทอง และสายทองยกมือขึ้นกราบไหว้

    “ดิฉันรู้สึกร้อนใจด้วยผัวไปทัพยังไม่กลับมา มีคนบอกข่าวร้ายว่าผัวฉันตายจริงฤาเจ้าขา ขอให้ขรัวปู่ช่วยดูตามตำรา มันจะจริงเหมือนเขาว่าฤา”

    ท่านขรัวตาจูพิเคราะห์จับยามดูทันที ทำนายว่า
    “ยามสูรย์ ยามจันทร์ มั่นใจว่าไม่เป็นไร ยามตรีเนตร ใครบอกเหตุ มันโกหกอย่าเชื่อหวา

ผัวเอ็งรบชนะข้าศึกพินาศเป็นจุล ได้เมือง ได้สิ่งของ เงิน ทอง ข้าวของผู้คนเป็นไหนๆ รอสักหน่อยก็จะมา อย่าตกใจ เอ็งอย่าเชื่อใครๆ ให้วุ่นวาย”

    วันทอง และสายทองได้ฟังคำทำนายของขรัวตาจู ก็หายทุกข์โศก เช็ดน้ำตา หน้าตาสดชื่นขึ้น จากนั้นพากันกราบลากลับบ้าน พอไปถึงก็ขึ้นบ้าน ทั้งสองรู้เอิบอิ่มสบายใจ บอกเนื้อความคำนายแก่แม่ศรีประจันทุกประการ

    “ฉันออกไปหาขรัวปู่ ท่านดูแล้วทำนายว่า หาเป็นไรไม่ ออพลายแก้วไปรบได้รับชัยชนะ ได้สิ่งของต่างๆ มากมาย”
    ยายศรีประจันสั่นหัวว่า

    “กูไม่เชื่อหวา แค่ทายตามตำรา มันจะสู้ตาเห็นได้เยี่ยงไร อวดว่าดูแม่น อุแหม่ลูก ลางทีมันหาถูกสักนิดไม่ เอ็งอย่าพาซื่อเชื่อถือไปเลย ก็เห็นๆ อยู่ว่าพวกไพร่มันติดคุกกันทุกคน เขาจะมาเอาลูกไปเป็นหม้ายหลวง แล้วเจ้าจะเสียใจ ได้รับความลำบากทุกข์ทรมาน

เพราะความจน คนติดตามคอยดูแลก็จะไม่มี ผ่อนปรนเสียเถิดอย่าวุ่นวายไป ออแก้วใช่แม่ไม่รักใคร่ มันตายไปแล้วไม่กลับมาบ้านเราดอก ขุนช้างมันไม่ดีแค่หัวล้าน อย่างอื่น มันดีไปหมด”

    วันทองได้ฟังคำแม่ แทบจะคิดฆ่าตัวตาย ได้แต่ทอดตัวร้องไห้ ด้วยความน้อยใจ

    “แม่ว่าเยี่ยงนี้ก็จนใจ เห็นแก่เงินทองของเขา หมูหมา ก็จะเอามายกให้ แม้แต่คำทำนายของขรัวปู่ก็ไม่ฟัง แม่ไม่เอ็นดูวันทองแล้ว ถึงไม่อายคน ก็ควรอายผี อายุสิบหกมีผัวถึงสองคน ถึงจะบังคับ ก็จะไม่ยอมตาม เพราะผัวยังมีชีวิตอยู่

เมื่อมดหมอทักทายบอกว่าไม่ถูก ยังมีต้นโพธิ์ที่ปลูกไว้เป็นสำคัญยังอยู่ จะไปดูให้แน่แท้แก่ใจ ถ้าพลายแก้วตาย ต้นโพธิ์ก็คงตายด้วย”

    นางศรีประจันฮึดฮัดไม่พอใจ
    “อย่าพูดยืดยาวอีฉิบหาย มึงจะให้กูต้องพลอยวุ่นวาย จะรักอยู่เป็นหม้ายฤาอย่างไร อยากจะไปดูต้นโพธิ์ต้นไทร แต่หนทางมิใช่แค่คืบ กูไม่ไปดอก แม้นว่ายังดื้อ พูดไม่ฟัง กูจะยกให้ขุนช้างวันนี้เสียเลย”

    วันทองได้ยินคำแม่ว่า ได้แต่ทอดตัวร้องไห้อยู่กับที่ หมดแรงใจ แรงกาย ที่จะคิดอ่านต่อสู้ ทำการแก้ไขสิ่งใดได้อีก

    “วันทองพูดไปก็เท่านั้น แม่ไม่ฟังคำใดๆ ฆ่าลูกเสียเถิด ลูกจะไม่น้อยใจสักนิด ถ้าได้เกิดอีกชาติหน้า

หาปรารถณาเกิดเป็นลูกแม่อีกไม่ ตลอดร้อยกัป แสนกัปจากนี้ไป ไม่ขอมีแม่เช่นนี้ เห็นแก่ทรัพย์สินเงินทอง ถ้าจะเอาคนไปยกให้กับผี จงฆ่าลูกให้ตายเถิด”

    จากนั้นวันทองก็ตีอกชกตัวทอดตัวนอนไป แต่ก็ยังไม่วายตะโกนด่าสุดเสียง

    “ไอ้หัวล้านจะมาเมื่อไหร่ กูจะเอาไม้ตีมัน กูไม่อยากอยู่เป็นคนแล้ว”

    นางศรีประจันได้ฟัง ถึงกับโกรธเต้นผาง จับไม้ได้ขึ้นไปบนหอ

    “โคตร แม่มึงจะพูดจาค่อนขอดไปถึงไหน กูจะตีให้ปี้ป่น”

    ตีเข้าที่สีข้างผางใหญ่  พลิกตะแคงหยิกซ้ำ วันทอง ร้องกรี๊ดๆ แกหวดซ้ำไปมาจนรอยเป็นแนวยาว วันทอง ไม่ร้องขอโทษ ได้แต่ร้องว่า

    “ผัวตายก็จะตายตามผัว จะไม่ยอมตกเป็นเมียไอ้ขุนช้าง ไอ้หัวเกลี้ยง”

    นางศรีประจันหยิกวันทองที่ริมฝีปาก
    “อีว่ายากมึงจะลายตลอดสันหลัง เขาเป็นเศรษฐีมั่งมีเงินทอง จะตบเอาฟันมึงออกมา อีจองหอง ลิ้นแข็งกระด้าง คางแข็ง พูดจาส่อเสียด หยาบช้าสามานย์ ได้ขุนช้างเหมือนได้ขุมทอง มึงร้องไป กูจะตีให้หลังพัง”

    วันทองร้องไห้ไปด้วย เถียงไปด้วย ส่งเสียงคุ้มคลั่ง ท่ามกลางเสียงตีของผู้เป็นแม่

    “แม่อยากตีเท่าใด ก็ตีไปเถิด แม่ไม่ฟังลูก ต้นโพธิ์ที่ปลูกไว้ก็ไม่ไปดู  เยี่ยงนี้จะอยู่ไปไย พรุ่งนี้เช้า จะได้ลาแม่ไปตายแน่แท้”

    ศรีประจันได้ฟังคำของวันทองว่าจะไปตาย ก็หยุดตี จะด้วยเกิดความสงสาร หรือกลัวลูกจะผูกคอฆ่าตัวตาย ก็ตาม แต่ท่าทีของนางอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

    “อย่าร้องไห้ไปเลยนะลูกอา เจ้าจะไปดูต้นโพธิ์ก็ตามใจ พรุ่งนี้จึงไปเถิด แต่ขอให้ลูกฟังคำแม่ก่อนเถิด แม่เป็นคนอุ้มท้องวันทองมา ไม่ต้องการที่จะขัดใจลูกยาดอก”
    วันทองได้ฟังคำที่แม่พูดว่า เสียแรงมารดาเลี้ยงดูมา จึงกล่าวว่า

    “ถึงพ่อแก้วจะตายไป แล้วบังคับยกให้ไอ้หัวล้านก็จะไม่ยอม ปากมันมีแต่ขี้ฟัน ลูกจะนอนกับมันได้เยี่ยงไร เหมือนเอาลูกไปขว้างทิ้งเสียกลางป่า แม่ไม่รักลูกแล้วฤา”
    นางศรีประจันพยายามปลอบลูกเอาใจ

    “แม่ก็ไม่อยากยกให้ดอก แม่รักลูกดังแก้วตา จะขืนใจลูกไปทำไม ดึกดื่นแล้วลูกแม่อา ฟังคำแม่สักนิดเถิด อย่าร้องไห้ไปเลย”

    นางศรีประจันตัดสินใจนอนในห้องกับวันทอง พยายามใกล้ชิดปลอบโยนวันทอง โดยไม่ยอมให้ห่างกายแม้สักนิด ด้วยกลัวลูกจะฆ่าตัวตาย

    ส่วนขุนช้างผู้มีความรัก มั่นคงต่อวันทอง ไม่เหือดหาย อยู่บ้านรู้สึกไม่สบายใจ จึงลอบมาบ้านศรีประจัน ได้ยินเสียงอึงคะนึง วันทองถูกตี ร้องสนั่นลั่นบ้าน แล้วกลับเห็นพ้องกันที่จะไปดูต้นโพธิ์ที่สำคัญ ขุนช้างฟังสังเกต

ตำแหน่งแล้ว รีบกลับมาบ้าน ครั้นถึงบ้านเรียกหาพวกข้าไท สั่งให้ไปผูกเอาช้างมา ขุนช้างเตรียมจอบเสียมขึ้นหลังช้าง รีบเดินทางตัดลัดข้ามทุ่ง ข้ามป่า อย่างเร่งรีบ

    พอรุ่งเช้าถึงท่าบางลาง ปลงช้างสังเกตดูจับทางได้ ก็รีบข้ามน้ำไปทันที พบต้นโพธิ์ปลูกเรียงไว้เคียงกัน ใบนั้นเขียวชอุ่ม ขุนช้างจับต้นกลางกระชากโยกรู้สึกหนัก คาดว่าอารักษ์รักษาด้วยพลายแก้วตั้งสัตย์ปฏิญญาไว้ จอบ เสียม มีดพร้า ก็มิอาจทำอันใดได้

แต่ว่าต้นโพธิ์ยังอ่อนนัก โดนโยกหนักๆ มิอาจทนได้ ใบหดเหี่ยวเหมือนโดนไฟ ขุนช้างกับบ่าวไพร่ก็พากันกลับ

    ครั้นรุ่งสางวันทองร้องเร่งมารดา ยายศรีประจันเร้องเรียกข้า ไท

    “เร็วๆ เข้าหวา อย่าช้า ดูข้าว ปลา หมากพลู ให้พร้อม แต่งตัวกันเร็วหน่อย กูจะรีบเดินทาง เรืออยู่ไหนรีบไปถอยมา เฮ้ย พวกผู้ชายออกไปพายหัวเรือ”

    แกลุกขึ้นยืน เหน็บรั้ง ด่าฉกโคตรแม่ดังลั่นไป ไม่นานวันทองกับยายศรีประจันก็ได้ลงเรือ
    “ออกเรือเถิดหวาช้าอยู่ไย”

    ข้าไท ออกเรือพายแข็งขัน ด้วยความรีบเร่ง เกิดผิดพลาดยกพายไม่เข้ากัน เรือโคลงเคลง เกิดทุ่มเถียงกัน
    “ฟ้าผ่าเถิด ไม่เหมือนขี่ควายสักนิด แค่กระดิกพลิกขาก็รู้กัน ไปข้างนั้นข้างนี้ช่างง่ายดาย  พายเรือเหนื่อยใจจริงๆ ถ่อพายไม่ถนัดไม่ได้ดังใจเลย”

    นางศรีประจันจับไม้ถ่อเคาะเปรี้ยง นัยน์ตาลุกชันร้องด่าไปว่า
    “พวกมึงพายไม่พร้อมกัน ดีแต่โว้เว้เฮฮา เดี๋ยวกูได้ปาด้วยถ่อให้คอหัก ประเดี๋ยวเบา ประเดี๋ยวหนัก ขยักขย่อน เรือโคลงเคลง เถียงกันเสียงดังลั่นเรือ กูจะนอนสักหน่อยก็ไม่ได้”

    พวกพายเรือ รีบเร่งพายมาคืนกับวัน ถึงบางลางในเวลาไม่ช้า วาดเรือเข้าจอด ข้าไท อาบน้ำเล่นน้ำกันเสียงดังอื้ออึง

    วันทองไปถึงไม่อาบน้ำ ขึ้นบกเร่งเดินไปจนถึง เห็นใบโพธิ์หล่นกระจาย ตีอกตึงร้องหวีดวิ่งไปอย่างเร็ว ล้มราบซบหน้ากราบลงกับต้นโพธิ์



    “โอ้พ่อพลายตายแล้วฤา เมียเห็นแล้วแน่แก่ใจ ใบโพธิ์เหี่ยวสลดลงหลากตา ใบที่หล่นลงใต้ต้นยังสดๆ พ่อแก้วตายเป็นที่แน่นอนแล้ว เวรสิ่งไรมาตามทัน เขาบอกข่าวให้ยังไม่เชื่อ

เพลานี้ยากที่จะทำใจได้ พ่อมิได้กลับมาเห็นหน้ากัน นับวันจากนี้มีแต่ชอกช้ำระกำใจ เมียมีศัตรูอยู่รอบข้าง มีอ้ายขุนช้างเป็นศัตรูใหญ่

    ถ้าแม้นพ่อยังมีชีวิตอยู่ คงจะมิมีภัย เหมือนดังมีกำแพงเพชรเจ็ดชั้นกั้นกาง คงจะได้ช่วยคุ้มครองสารพัด ถึงศัตรูคิดร้ายไม่คิดกลัว เพลานี้จะได้ใครป้องกัน แม่ศรีประจัน นั้นเป็นเหมือนปลักปักขี้ควาย

    แม้ยังไม่รู้เห็นอะไรสักอย่าง ยังจะยกให้ไอ้ขุนช้างเสียง่ายๆ ชีวิตของเมียนับแต่นี้ ยังมองไม่เห็นทางรอดเลย พ่อตายไปแล้วเมียขาดที่พึ่ง อยู่ไปไอ้ขุนช้างคงจะตอแยไม่เลิก เมียจะตายตามพ่อหาอยู่ไม่”

    จากนั้นร้องไห้จนกระทั่งสลบไป ที่ตรงใต้ต้นโพธิ์กลาง กายไม่กระดิก ดูเหมือนคนใกล้ตาย แต่ยังมีลมหายใจอยู่ เหงื่อไหลโทรมกาย นาน ๆ ที ถึงจะมีเสียงถอนลมหายใจ

    ส่วนยายศรีประจัน ลูกสาวหายไปนาน รู้สึกผิดปกติ ที่ยังไม่เห็นลูกกลับมา เกิดเป็นห่วงไม่รู้ว่าเป็นประการใด อีกทั้งกลัวว่าจะผูกคอตาย

    คิดได้ดังนี้แกจึงรีบตามหาทันที มาถึงต้นโพธิ์ เห็นลูกนอนซมสลบไสลอยู่ ตกใจเข้ากอดลูก เห็นแน่นิ่งไม่ขยับกาย ใจหายร้องเรียกเสียงดัง ตกใจกอดลูกร้องร้องไห้น้ำตานองหน้า เรียกลูกตัวสั่นระรัว

    “วันทอง แม่วันทองเอย ไม่อออือออกมาเลยเจ้า อีเด็กเวรหวา มาช่วยกัน”

    พริบตาเดียว ข้าไททั้งหลายก็วิ่งมา บ้างเข้าหนุนหลัง บ้างร้องไห้ บ้างนวดขยำไล่บีบขาทั้งสอง บ้างกดหว่างคิ้่วไว้ให้ลืมตา ทำกันชุลมุนวุ่นวายเสียงดัง ทำให้นางศรีประจันต้องร้องเตือน

    “ทำกันเบาๆ หน่อย ที่ขาตะไกรทำไมไม่ทำ พวกถือมะกรูดจ้องอยู่ทำไมเปล่าๆ วันทองเป็นหนักหนา ช่วยกันหน่อยเร็วพวกเรา”

    ศรีประจันเข้าปลอบลูก ข้าไทช่วยกันประคองวันทองลงเรือ อ้ายเดื่อและฝีพายอื่นๆ รีบช่วยกัน ค้ำพายออกจากท่า ไม่นานวันทองก็ฟื้น แต่ตายังพร่ามัว นางเผยอตาเพียงเล็กน้อย น้ำตายังคงเอ่อท้นนองหน้า โศกาคร่ำครวญในระหว่างทางกลับบ้าน

    “โอ้พ่อแก้วของเมีย มิควรเลยที่จะจากไปเยี่ยงนี้ พ่อตายอยู่เชียงทอง ตัวของน้องคงได้ตายตามไปแน่ น้องนี้ชะตาชีวิตอาภัพนัก มีผัวประเดี๋ยวเดียวก็เป็นหม้าย น้องจะเอามีดกรีดคอตายตามพ่อพลาย หวังว่าเกิดในชาติหน้าคงได้พบกัน

    โอ้พ่อเจ้าประคุณของวันทอง พ่อทิ้งเรือนทิ้งเมีย ทิ้งความรัก ทิ้งทุกสิ่งที่อย่าง ไปสู่สวรรค์ เปลวไฟก็มิได้พาดผ่านตา ได้ใส่ฟืนไปสักท่อนก็ยังดี พอได้แทนคุณพ่อพลาย ได้เห็นเพียงแค่กระดูก ที่เขาใส่หม้อใหม่มา

เมียเห็นแล้วรู้สึกน่าเวทนานัก ครั้นจะว่ามิใช่ใจก็หวั่น จะสำคัญว่าจริงก็ไม่ได้ เพราะอ้ายขุนช้างมันจัญไร ถ้าเป็นคนอื่นนำมาจะพอเชื่อถือได้มากกว่านี้

    โอ้ว่าอนิจจาวันทองเอ๋ย วิบากกรรมประดังเข้ามามิขาดสาย เจ้าเกิดมาอาภัพนัก พ่อตายในวัยเด็ก อยู่มากับแม่จนมีเรือน ไม่กี่วัน ไม่ถึงเดือนก็เป็นหม้าย ขืนอยู่ต่อไปไม่พ้นได้อายเป็นแน่

อ้ายฉิบหายคงได้รบกวนจนปั่นป่วน ผัวตายในที่ไกลนัก เมียหามีที่พึ่งที่ไหนไม่ สุดที่จะคิดหาทางแก้ไข สุดใจ สุดปัญญาเมียแล้วพ่อแก้วเอย”

    นางศรีประจันรู้สึกสงสารลูกปนรำราญ น้ำตาหลั่งไหลอาบแก้ม กอดวันทองร้องไห้ในลำเรือ รำพันว่า

    “โอ้พ่อพลายมาตายไป เจ้าก็เลยได้แต่ร้องไห้เพ้อรำพันถึงผัวที่ตายไป เมียเคยปรนนิบัติ โดยไม่ขัดใจ เคยรบเร้ากินไก่ต้มปลาร้ามิได้ขาด

เมียจะตายตามผัวกลัวผีหลอก กลัวจะหายใจไม่ออกเมื่อตายไปแล้ว จะกระโดดน้ำตายตามกันไป ก็กลัวจระเข้มันจะมาคาบไป เมียจะเชือดคอตายเสียหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ทำเพราะกลัวเจ็บ

คิดจะผูกคอตาย หาเชือกมาเตรียมไว้ เชือกก็เส้นใหญ่เกินไป กลัวมันจะรัดมัดต้นคอ โอ้ ออพิมของพ่อแก้ว ตายแล้วกลัวจะไปไม่พบพ่อ จึงคิดแล้วคิดเล่ายังรีรอ คงจะรออยู่ไปจนแก่ชรา”

    แล้วแกก็ทำท่าตรึกตรอง
    “ออพลายแก้วตายแล้วหวา จะทำเยี่ยงไรดีหนอ”
    วันทองฟังแม่ละเมอพูดเพ้อเจ้อ ยิ่งโศกสะอึกสะอื้้นกว่าเดิม ศรีประจันตกใจได้สติกลับมา จากการเผลอไผลรำพันด้วยความฟั่นเฟือน นางบ่นพร่ำรำพันต่อไปว่า

    “คิดๆ ขึ้นมาน่าแค้นใจ จะมีผู้ใดเป็นเช่นนี้บ้าง ผู้อื่นเขาอยู่กับเหย้าเรือนจนแก่เฒ่า เป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนยากไม่จากกัน นี่คงเป็นกรรมบันดาลให้ทุกข์เข็ญ ให้เกิดความวิโยคโศรกศัลย์ ออแก้วมาอยู่กับวันทองได้เพียงสองวัน ยังไม่ทันจะรู้ว่าเป็นเยี่่ยงไร

กลับมีศึกเชียงทองทำให้ต้องไปทัพ พ่อพลายออกปากฝากพิมพิลาไลย ด้วยเจ้าหมายว่าจะกลับมา แม่ยังรับคำ พิมร้องไห้ วันลาจาก แม่ก็ยังจำได้”

    ทั้งแม่ลูกร้องไห้ฟูมฟายตลอดทางที่กลับมาจนเรือถึงบ้านจอดที่ท่าก็ยังไม่หยุด สายทองอยู่ในห้องได้ยินเสียงร้องไห้ พอเปิดหน้าต่างเห็นเรือจอดที่บันได จึงวิ่งไปหาน้องทันที วันทองร้องไห้บอกกับสายทอง

    “พลายแก้วตายจริงแล้วพี่ ต้นโพธิ์กลางใบแทบไม่มี ส่วนที่เหลืออีกสองต้นยังปกติดี”

    สายทองได้ฟังคำของน้อง ก็ตกใจฟุบร้องไห้ไม่เงยหน้า สองพี่น้องร้องไห้อยู่ในเรือจนกระทั่งเย็น สุดท้ายสายทองปลอบว่า

    “อย่าร้องไห้ไปเลยหนา แม่เอ๋ยขึ้นไปบนเรือนก่อนเถิด”
    จากนั้นสายทองประคองวันทองเข้าห้องนอน สายทองพูดจาด้วยใจสุดจะอาลัยว่า



    “พี่นี้มั่นใจว่า พลายแล้วหาได้ตายจริงไม่ ขรัวจูท่านดูแม่น ดูทีไรไม่เคยผิดพลาด เมื่อครั้งน้องวันทองเป็นไข้ ถ้ามิได้ขรัวจูน้องคงตายไปแล้ว

ท่านให้เปลี่ยนชื่อน้องก็หายเป็นปกติสบายดี เมื่อวานซืนน้องยังพูดคุยกับท่านว่าหายดีแล้ว

    ส่วนต้นโพธิ์ใบร่วง เห็นจะเป็นฝีมือของคนลวงบางคนก็เป็นได้ พี่เกรงว่าขุนช้างจะทำจัญไร อ้ายหัวใสหมันเอาหม้อกระดูกมา

พูดจาสอพลอหว่านล้อมกับแม่ขอน้องวันทอง แม่ก็ยินดียกให้กับมัน วันนั้นเราด่ามันไปหนักหนา ทั้งยังทุ่มเถียงเสียงอึงบ้านกับแม่

    ขอให้ไปดูต้นโพธิ์ที่ได้ทำสัตยาอธิษฐานไว้ รุ่งขึ้นอ้ายจัญไร ไม่เห็นตัว อ้ายชาติชั่วคงทำบางอย่างกับต้นโพธิ์เป็นแน่ วันนี้เมื่อตอนเย็นพี่เห็นมัน มาแอบอยู่ด้วยกันทั้งนายและบ่าว จงสงบใจไว้ก่อนเถิดแม่

เรื่องเป็นเหมือนที่พี่คิดแน่นอน มาตรแม้นพลายแก้วตาย ลางร้ายก็จะปรากฏบ้างสักสิ่ง แต่นี่กลับมิมีเลย”

    วันทองกล่าวว่า
    “สิ่งที่พี่คิดน่าจะเป็นจริงตามนั้น แต่น้องยังไม่ไว้วางใจกับเหตุการณ์ในเพลานี้ ยิ่งคิดยิ่งวิตกกังวลใจ”
    แล้ววันทองก็ยังคงสะอื้นจนกระทั่งหลับไป

    ครั้นรุ่งเช้าแสงสีขาวรอบขอบฟ้า เสียงนกร้องสลอน วันทองตื่นมา ด้วยใจยังอาวรณ์ จึงสนทนาปรับทุกข์ร้อนกับสายทองอีกครั้ง

    “ถึงพี่พลายแก้วจะตายจริงฤาไม่ จะอาลัยอะไรกับทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ในเพลานี้ ในเมื่อผัวรักไม่มีชีวิตอยู่เสียแล้ว มิได้ครอบครองผัว จะครอบครองสมบัติของเขาไปไย

น้องคิดจะเอาสิ่งของทั้งหมดทำบุญไป มาตรแม้นผัวรอดชีวิตกลับมา ข้าวของก็คงจะหาได้ใหม่ จะเอาของพลายแก้ว ทำบุญส่งไปให้ทั้งหมด วันนี้จะไปวัดป่าเลไลย์ จะได้ไล่เลียงกับท่านขรัวจู หมากพลูยังมีเหลือ ขอให้พี่ช่วยพาไปหน่อยเถิด”

    จากนัั้นวันทองไปหานางศรีประจัน บอกความตามที่ได้คิดไว้

    “เพลานี้ผัวลูกก็ตายแล้ว จะขอลาแม่ออกไปวัด เงินทองเสี้อผ้า สิ่งของสารพัน ของพลายแก้วที่เหลืออยู่ จะเอาไปทำบุญส่งไปให้เขา”
    นางศรีประจันว่า

    “ไปเถิดแม่ การทำบุญ ทำทานแม่ไม่ว่า กรวดน้ำส่งไปให้พลายแก้วด้วยหนา ของคนตายเก็บเอาไว้ไย เงินทองของขุนช้างมีมากมาย”

    วันทองได้ยินแม่พูดถึงขุนช้างก็รู้สึกขัดใจ สะบัดหน้าลุกไปจากหอกลาง เข้าห้องจัดของออกวางเป็นกองไว้ จากนั้นเรียกคนให้มาขนเอาไป วันทองกับสายทองเดินทางมินานก็ถึงวัดป่าเลไลย์ ขึ้นบันไดไปหาขรัวจู ท่านแลเห็นวันทองก็ทักว่า

    “เอ๊ะ..อะไร ร้องไห้ ร้องห่ม ขนของมาทำไมมากมายเยี่ยงนี้หวา โดนใครที่บ้านว่า หรืออย่างไร”
    สองพี่น้องยกมือขึ้นกราบไหว้ วันทองกล่าวว่า

    “ดิฉันได้ไปดูโพธิ์ที่ได้ปลูกอธิษฐานไว้ เห็นใบร่วงหล่นรู้สึกประหลาดนัก ครั้นจะว่าพลายแก้วไม่ตาย ก็เกิดความประหลาดใจหนักหนา ของที่ขนมาเป็นของพลายแก้วทั้งหมด ตั้งใจจะทำบุญอุทิศไปให้เขา มาตรแม้นผัวดิฉัน รอดกลับมา ข้าวของคงจะหาได้ใหม่”
    ขรัวจูได้ฟังก็หัวเราะ

    “จริงฤาหวา เองคิดดีแล้ว ทำบุญส่งไปให้ ผัวจะได้กลับมาไวๆ”

    ว่าแล้วขรัวจูก็หยิบผ้าอย่างดี มาห่อคัมภีร์ ห่มพระพุทธรูป ผ้าผืนอัตลัต(ผ้ายกไหม ยกดิ้นโลหะ ลายดอกห่างๆ ทอกับไหมสีแต่มีเนื้อไหมมากกว่า)ตัดเป็นธง เงินทองเก็บไว้สร้างพระ จากนั้นกล่าวกับวันทองว่า

    “ขอเอ็งจงอนุโมทนาเอาเถิดนะ อธิษฐานให้ผัวเอ็งกลับมาเร็วๆ ขอให้ได้พบปะกันพรุ่งนี้เถิดหนา”
    วันทองหัวเราะทั้งน้ำตา
    “ท่านขรัวขา ว่ากระไรเมื่อตะกี้ ถ้าผัวฉันไม่มัวยชีวี จะบนปลูกกุฎีถวายวัด”

    “จริงๆ ฤาหวาเอาให้แน่ ถ้าเป็นจริงดังคำข้าว่า จงมาแก้บนอย่าบิดพริ้วหนา หากในเดือนนี้ผัวเอ็งมิมา เอาไฟมาเผาวัดได้เลย”

    สองพี่น้องและข้าไทที่ติดตามมา ได้ฟังคำของขรัวจูทุกสิ่ง สุดท้ายเกิดการ ท้าทายเป็นที่แม่นมั่น ค่อยรู้สึกความทุกข์ คลายโศก สบายใจขึ้น จากนั้นก็ลากลับ เมื่อมาถึงเรือน เข้าหาแม่ พร้อมกับข้าไท เล่าความตามที่ได้สนทนากับท่านขรัวจู แต่นางศรีประจันร้องว่า

    “ข้าไม่เชื่อผู้ใดดอก ขรัวตาแกเห็นกับสินบน สารพัดสิ่งของที่เอ็งขนเอาไปให้ ก็พูดสอพลอให้เอ็งพอใจ กูไม่เชื่อใครสักนิดเดียว”

.
จบตอนที่ ๑๑
.

Create Date : 19 กันยายน 2563
Last Update : 19 กันยายน 2563 16:46:49 น.

.


ที่มา : ขุนช้าง ขุนแผน ตอนที่ 11/2 ขุนช้างลวงว่าพลายแก้วตาย จบตอน
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sut0000&month=09-2020&date=19&group=1&gblog=29

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.081 seconds with 20 queries.