|
ppsan
|
 |
« on: 19 April 2026, 10:37:48 » |
|
เชียงไกรเชียงกราน ไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม "ไทยรบพม่า" ครั้งแรก
วิพากษ์ประวัติศาสตร์ 8 พฤศจิกายน 2024 ·
ซีรีย์แม่หยัว ยังคงนำเสนอสงครามเชียงกรานว่าเป็นสงครามกับพม่าบริเวณชายแดนหัวเมืองมอญ ตามพระวินิจฉัยของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในพระนิพนธ์ “ไทยรบพม่า”
แต่พิจารณาจากหลักฐานว่าด้วย เชียงไกร-เชียงกราน ที่พบในปัจจุบัน พระวินิจฉัยนี้ถูกหักล้างไปแล้ว
- กฎมณเฑียรบาลระบุว่า เมืองเชียงไกร เมืองเชียงกราน เป็นหนึ่งใน 16 เมืองประเทศราชฝ่ายเหนือที่ถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองให้กรุงศรีอยุทธยา
- จดหมายเหตุ Terceira Década da Ásia ของ ฌูเอา ดึ บาร์รุช (João de Barros) นักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกส ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2106 (ค.ศ. 1563) รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ให้ข้อมูลว่า “เชียงไกร เชียงกราน” (Chancray Chencran) เป็น 1 ใน 3 หัวเมืองสำคัญของลาว (Láos) ที่ยอมสวามภักดิ์เป็นประเทศราชของสยาม ลาวในบริบทของไทยสยามครอบคลุมล้านนาและล้านช้าง
- พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐระบุว่า สมเด็จพระไชยราชาเสด็จไปเชียงไกรเชียงกรานใน จ.ศ. 900 (พ.ศ. 2081) แต่ไม่มีบันทึกว่าเสด็จไปทำอะไร ตรวจสอบแล้วไม่ใช่สงครามที่รบกับพม่าครั้งแรก
- จดหมายเหตุ Peregrinação ของ ฟือร์เนา เม็งดึซ ปิงตู (Fernão Mendes Pinto) ระบุชัดเจนว่า สงครามที่อยุทธยาเกณฑ์ทหารอาสาโปรตุเกส 120 คนขึ้นไปรบครั้งแรกเป็นสงครามกับเชียงใหม่ที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2088 (ค.ศ. 1545) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเสด็จไปเชียงไกร-เชียงกรานของสมเด็จพระไชยราชาก่อนหน้านั้น โดมิงกูส ดึ เซยชาส (Domingos de Seixas) ทหารรับจ้างโปรตุเกสได้ออกรบในสงครามครั้งนี้
- มีความเป็นไปได้ว่า เชียงไกร-เชียงกราน อาจเป็นเมืองเดียวกับ เชียงไค-เชียงคาน ที่สันนิษฐานว่าเป็นเมืองคู่คร่อมสองฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นหัวเมืองสำคัญที่พระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้วกษัตริย์ล้านช้างเคยหนีแกวมาประทับอยู่ (ตัวเมืองเก่าอยู่ที่บริเวณเมืองชะนะคาม แขวงไซยะบุรี สปป.ลาว ฝั่งตรงข้ามกับอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย) ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวล้านช้างเป็นประเทศราชของอยุทธยาในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ . .
วิพากษ์ประวัติศาสตร์ 6 กุมภาพันธ์ 2021 · เชียงไกรเชียงกราน (Chancray Chencran) ในจดหมายเหตุ Terceira Década da Ásia ของ ฌูเวา ดึ บาร์รอส (João de Barros) นักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกส ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2106 (ค.ศ. 1563) รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

. .
วิพากษ์ประวัติศาสตร์ 6 กุมภาพันธ์ 2021 · Chancray ในแผนที่ชายฝั่งอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตีพิมพ์โดย ปีเตอร์ ฟาน เดอร์ อา (Pieter van der Aa) ที่เมืองเลเดน (Leiden) ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อ พ.ศ. 2250 (ค.ศ. 1707) ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่าอ้างอิงจากแผนที่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งบันทึกเส้นทางการเดินเรือมาเอเชียของ โลปู ซูวารึช ดึ อัลแบร์กาเรีย (Lopo Soares de Albergaria) ผู้มาดำรงตำแหน่งอุปราชโปรตุเกสแห่งอินเดียใน พ.ศ. 2058 (ค.ศ. 1515)
ที่มาภาพ : https://www.wdl.org/en/item/17564/

. .
วิพากษ์ประวัติศาสตร์ 6 กุมภาพันธ์ 2021 · เชียงไคเชียงคาน ในตำนานนิทานเชียงดงเชียงทองเชียงหวาง ฉบับวัดแสนสุขราม บ้านวัดแสน เมืองหลวงพระบาง
ที่มาภาพ : https://www.laomanuscripts.net/lo/texts/4463#15

. .
วิพากษ์ประวัติศาสตร์ 6 กุมภาพันธ์ 2021 · เชียงไกรเชียงกราน ไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม "ไทยรบพม่า" ครั้งแรก .
ความเข้าใจว่าสงครามเมืองเชียงไกรเชียงกรานเป็นสงคราม “ไทยรบพม่า” ครั้งแรกที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2081 (ค.ศ. 1538) ในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุทธยา และพระเจ้าหงสาวดีตะเบ็งชเวตี้ เกิดขึ้นมาจากอิทธิพลของ “พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า” พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่มีเนื้อหาว่า
“พระเจ้าหงสาวดีองค์ใหม่ประพฤติเป็นพาลกดขี่ข้าราชการและสมณอาณาประชาราษฎรให้ได้ความเดือดร้อนต่างๆ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เห็นว่ารามัญประเทศเกิดระส่ำระสาย ก็ยกกองทัพเมืองตองอูมาตีเมืองหงสาวดี ครั้นตีได้แล้วจึงย้ายราชธานีมาตั้งที่เมืองหงสาวดี แล้วยกกองทัพลงมาตีเมืองเมาะตะมะ อันเป็นเมืองมีอุปราชของพระเจ้าหงสาวดีครอง เป็นมณฑลใหญ่อยู่ข้างฝ่ายใต้ เมื่อได้เมืองเมาะตะมะแล้ว พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้จะจัดการรวบรวมหัวเมืองมอญในมณฑลนั้น จึงยกกองทัพมาตีเมืองเชียงกราน ซึ่งเป็นหัวเมืองปลายแดนไทย เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๐๘๑
เมืองเชียงกรานนี้ มอญเรียกว่าเมืองเดิงกรายน์ ทุกวันนี้อังกฤษเรียกว่าเมืองอัตรัน อยู่ต่อแดนไทยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ พลเมืองเป็นมอญ แต่เห็นจะเป็นเมืองขึ้นของไทยมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ทำนองพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้จะคิดเห็นว่าเป็นเมืองมอญ จึงประสงค์จะเอาไปเป็นอาณาเขต
เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้มาตีได้เมืองเชียงกราน สมเด็จพระไชยราชาธิราชครองกรุงศรีอยุธยา จึงเสด็จยกกองทัพหลวงไปรบพม่า ในหนังสือพระราชพงศาวดารมีปรากฏแต่ว่า “ถึงเดือน ๑๑ เสด็จไปเมืองเชียงกราน” เท่านี้ แต่มีจดหมายเหตุของปินโตโปรตุเกสว่า ครั้งนั้นมีพวกโปรตุเกสเข้ามาตั้งค้าขายอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ๑๓๐ คน สมเด็จพระไชยราชาธิราชเกณฑ์โปรตุเกสเข้ากองทัพไปด้วย ๑๒๐ คน ได้รบพุ่งกับพม่าที่เมืองเชียงกรานเป็นสามารถ ไทยตีกองทัพพม่าแตกพ่ายไป ได้เมืองเชียงกรานเป็นของไทยดังแต่ก่อน เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จกลับมาถึงพระนครทรงยกย่องความชอบพวกโปรตุเกสที่ได้ช่วยรบพม่าคราวนั้น จึงพระราชทานที่ให้ตั้งบ้านเรือนที่แถวบ้านดิน เหนือคลองตะเคียน แล้วพระราชทานอนุญาตให้พวกโปรตุเกสสร้างวัดวาสอนศาสนากันตามความพอใจ จึงเป็นเหตุที่จะได้มีวัดคริสตังและพวกบาทหลวงมาตั้งในเมืองไทยแต่นั้นมา” . .
แต่เมื่อตรวจสอบกับหลักฐานประวัติศาสตร์ พบว่าข้อมูลของ “พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า” มีความคลาดเคลื่อนหลายประเด็น และไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเป็นสงคราม “ไทยรบพม่า” เลย .
พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ที่ชำระในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งเป็นพงศาวดารฉบับเก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงการเสด็จไปเมืองเชียงไกรเชียงกรานของสมเด็จพระไชยราชาธิราช ให้ข้อมูลเพียงว่า
"ศักราช ๙๐๐ จ่อศ่กแรกใหพูนดินณวัทชีเชยีง ในเดอีนห่กนั้น แรกส่ถาป่นาพรพุทธเจาแลพรเจดียเถีงเดอีน ๑๑ เสดจไปเชยีงไกรเชยีงกราน เถีงเดอีน ๔ ขีน ๙ คำเพลาคำปรมารณํยามนีงเกีดล่มพํยุพัดหนักหนัา แลฅ่อเรีออ้อมแก้วแสนเมีองมานันหักแลเรีอใกรแกัวนั้นทํล้าย อ่นีงเมีอเสดจมาแตเมีองกำแพงเพชญนั้นวา พรญาน่รัายคีดเปนข่บทแลใหกุมเอาพรญาน่รัายนั้นฆาเสียในเมอีงกำแพงเพชญ"
(ศักราช ๙๐๐ จอศก แรกให้พูนดิน ณ วัดชีเชียง ในเดือนหกนั้น แรกสถาปนาพระพุทธเจ้าแลพระเจดีย์ เถิงเดือน ๑๑ เสด็จไปเชียงไกรเชียงกราน เถิงเดือน ๔ ขึ้น ๙ ค่ำ เพลาค่ำประมาณยามหนึ่ง เกิดลมพายุพัดหนักหนา แลต่อเรืออ้อมแก้วแสนเมืองมานั้นหัก แลเรือไกรแก้วนั้นทลาย อนึ่งเมื่อเสด็จมาแต่เมืองกำแพงเพชรนั้นว่า พญานารายณ์คิดเป็นขบถ แลให้กุมเอาพญานารายณ์นั้นฆ่าเสียในเมืองกำแพงเพชร)
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาฉบับอื่นที่ชำระสมัยหลังมีเนื้อหาไม่แตกต่างกัน เพียงแต่ระบุศักราชคลาดเคลื่อน บางฉบับสะกดชื่อเมืองเป็น “เชียงไตรเชียงตราน” และทุกฉบับไม่ได้ระบุสาเหตุการเสด็จไปเมืองเชียงไกรเชียงกรานของสมเด็จพระไชยราชาธิราช .
เมื่อตรวจสอบหลักฐานของพม่า พบว่าพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ไม่สามารถยกทัพมาตีเมืองเชียงไกรเชียงกรานใน พ.ศ. 2081 หลังจากพิชิตเมืองหงสาวดีและเมืองเมาะตะมะได้ตามพระวินิจฉับของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เพราะพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้เพิ่งตีเมืองหงสาวดีได้สำเร็จใน พ.ศ. 2082 (ค.ศ. 1539) และตีเมืองเมาะตะมะได้ใน พ.ศ. 2084 (ค.ศ. 1541) การจะยกทัพผ่านหัวเมืองมอญที่ยังเป็นอิสระมาตีเมืองเชียงไกรเชียงกราน ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงวินิจฉัยว่าเป็นเมืองอัตรันบริเวณด่านพระเจดีย์สามองค์ จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ .
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอ้างอิงจดหมายเหตุของปินโต หรือ จดหมายเหตุ Peregrinação ของ ฟือร์เนา เม็งดึซ ปิงตู (Fernão Mendes Pinto) นักสำรวจชาวโปรตุเกสที่เดินทางเข้ามาสยามในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช ว่าสมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงเกณฑ์ชาวโปรตุเกส 120 คนจาก 130 คนไปรบกับพม่าที่เมืองเชียงกราน แต่เมื่อตรวจสอบเนื้อหาจดหมายเหตุกลับพบว่าไม่ใช่สงครามกับพม่า แต่เป็นสงครามระหว่างอยุทธยากับเชียงใหม่ที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2088 (ค.ศ. 1545) มีเนื้อหาดังต่อไปนี้ (จำนวนไพร่พลที่ปิงตูบันทึกอาจจะมากเกินความจริง)
“มีข่าวมาถึงพระเจ้ากรุงสยาม (Rey de Siaõ) ผู้ประทับอยู่ในกรุงอโยธยา (Odiã) กับข้าราชสำนักทั้งหมดของพระองค์ว่า พระเจ้าเชียงใหม่ (Rey do Chiammay) ทรงเป็นพันธมิตรกับ Timocouhos ลาว (Laos) และแกว (Gueos) (ซึ่งเป็นสี่ชนชาติทางตะวันออกเฉียงเหนือที่ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่เหนือเมืองกำแพงเพชร (Capimper) และพิษณุโลก (Passiloco) และทั้งหมดเป็นเมืองเอกราชที่ไม่สวามิภักดิ์ต่อผู้ใด มีความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์และเป็นดินแดนที่ยิ่งใหญ่มาก) ได้ยกมาล้อมเมือง Quitirvão สังหารออกญากำแพงเพชร (Oyà Capimper) ผู้รักษาชายแดนกับผู้คนมากกว่า 30,000 คน เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงทราบ โดยที่ไม่ทรงรอช้า เสด็จออกไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำในวันนั้นทันทีโดยไม่เสด็จกลับวัง ไปตั้งค่ายอยู่กลางทุ่งโดยทุกคนต้องปฏิบัติตามด้วย พระองค์ทรงมีประกาศไปทั้งพระนครว่า ผู้ชายทุกคนที่ไม่ใช่คนแก่ชราทุพพลภาพจนไม่สามารถออกศึกได้ จะต้องพร้อมออกศึกภายใน 12 วัน ไม่เช่นนั้นจะต้องโทษถูกประณามไปชั่วลูกชั่วหลานและจะถูกริบทรัพย์สมบัติเป็นของหลวงด้วย นอกเหนือจากนี้ยังทรงเพิ่มบทลงโทษอื่นๆ ที่รุนแรง พิสดาร และน่ากลัวเกินบรรยายอีกจำนวนมาก จนทำให้ผู้คนตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว และทรงประกาศไปถึงชาวต่างประเทศที่อาศัยอยู่ในประเทศนี้ว่าจะไม่ได้รับการยกเว้น มิฉะนั้นพวกเขาจะต้องออกไปจากพระราชอาณาจักรภายใน 3 วัน ทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึงเพราะไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่
สำหรับชาวโปรตุเกสที่ได้รับความเคารพนับถือมากกว่าชาติอื่นในดินแดนนี้ พระองค์ทรงมีรับสั่งให้กรมพระคลัง (Combracalão) ผู้รักษาพระนคร มาสอบถามว่าพวกเขาสมัครใจจะตามเสด็จในครั้งนี้ด้วยหรือไม่ เนื่องจากพระองค์มีพระราชประสงค์จะตั้งพวกเขาเป็นทหารรักษาพระองค์เนื่องจากทรงทราบว่าพวกเขามีความเหมาะสมกว่าคนกลุ่มอื่น คือมีทั้งความสามารถเหมาะสมกับหน้าที่ ประกอบด้วยพรสวรรค์หลากหลาย และมีความหวังที่จะได้รับค่าตอบแทนจำนวนมาก ความเมตตา เกียรติยศ และเหนือสิ่งอื่นใดคือต้องการได้รับพระบรมราชานุญาตให้สร้างโบสถ์ในราชอาณาจักร พระองค์ทรงสามารถบีบให้พวกเราชาวโปรตุเกสที่มีอยู่ 130 คน ตกลงใจตามเสด็จพระองค์ไปถึง 120 คน
หลังจากครบกำหนด 12 วัน พระเจ้าแผ่นดินทรงเสด็จไปพร้อมกับกองทัพที่มีทหาร 400,000 คน ซึ่งมีชาวต่างประเทศหลายชนชาติอยู่ 70,000 คน ลงเรือ serós laules และเรือกัญญา (jangàs) จำนวน 3,000 ลำ เมื่อเดินทางมาได้ 9 วัน พระองค์จึงเสด็จมาถึงหมู่บ้านชายแดนชื่อ Suropisem ห่างจากเมือง Quitirvão ที่ข้าศึกล้อมอยู่ 12 ลีก ซึ่งพระองค์ทรงพำนักอยู่ที่นั้น 7 วัน เพื่อรอคอยกองทัพช้าง 4,000 เชือกที่จะเดินทางมาสมทบพระองค์ทางบก ในเวลานั้นทรงได้ข่าวว่าเมืองนั้นถูกปิดล้อมอย่างแน่นหนา ทั้งสองฝั่งแม่น้ำมีเรือข้าศึกอยู่จำนวน 2,000 ลำ ส่วนทางบกนั้นมีผู้คนมหาศาลจนไม่ทราบจำนวนแน่ชัด แต่ประเมินจากที่เห็นอาจจะมีถึง 300,000 คน ม้า 40,000 ตัว แต่ไม่มีช้างเลย ทำให้พระเจ้าแผ่นดินทรงร้อนรนมากขึ้น และทรงตรวจจำนวนไพร่พลซึ่งพบว่ามีอยู่ 500,000 คน เพราะมีคนจำนวนมากที่ถูกรวบรวมมาสมทบระหว่างทาง มีช้าง 4,000 เชือก และรถบรรทุกปืนใหญ่ 200 คัน พระองค์ทรงนำกองทัพนี้ออกจาก Suropisem เดินทางไปยัง Quitirvão โดยเดินทางเพียงวันละ 4 ลีก
ในวันที่สามจึงยกกองทัพมาถึงหุบเขา Siputay ห่างจากที่ตั้งของข้าศึก 1 ลีกครึ่ง จึงได้มีการจัดทหารและช้างเป็นกระบวนโดยนายกองค่าย มีชาวเติร์ก 2 คน และชาวโปรตุเกสชื่อ โดมิงกูส ดึ เซยชาส (Domingos de Seyxas) ซึ่งเดินทางต่อไปยัง Quitirvão แล้วไปถึงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ขณะนั้นข้าศึกได้เตรียมตัวพร้อมแล้วเพราะพวกเขาได้ไปสืบกำลังและแผนการของพระเจ้ากรุงสยามไว้แล้ว จึงได้ตั้งทัพรอพระองค์อยู่ในทุ่งโดยเชื่อมั่นในม้า 40,000 ตัวของตน ทันทีที่พวกเขาเห็นพระองค์จึงบุกเข้าสู้รบประจัญบานกัน 12 ครั้งทุกชั่วโมงกับไพร่พล 15,000 คนที่มีความฉลาดและพร้อมเพรียงจะยกไปป้องกันกองทัพม้า 40,000 ตัวที่บุกเข้ามาอยู่เบื้องหน้าพระเจ้ากรุงสยามที่มีกองทหาร 60,000 นายตั้งมั่นอยู่ ภายในเวลาไม่ถึง 15 นาทีกองทัพของพระองค์ถูกโจมตีจนแตกพ่าย เจ้านาย 3 องค์ที่อยู่ในที่นั้นสิ้นพระชนม์
พระเจ้ากรุงสยามทรงเห็นความสูญเสียในกองทัพของพระองค์ จึงไม่ทรงทำตามแผนการที่วางไว้เดิมเนื่องจากทรงถูกสถานการณ์บีบบังคับ และทรงดำเนินการอย่างชาญฉลาดโดยนำกองทัพของพระองค์มารวมกับกองทัพชาวต่างประเทศ 70,000 นายและทัพช้างอีก 4,000 เชือก หนุนเข้าไปโจมตีกองทัพข้าศึก ในการปะทะครั้งแรกมีผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วนเพราะกำลังหลักของข้าศึกเป็นทัพม้า จนต้องใช้ช้างบุกโจมตีร่วมกับใช้ปืนไฟ (arcabuzaria) ของต่างประเทศจำนวนมาก และรถปืนใหญ่จำนวน 200 คัน จนทำให้ข้าศึกพ่ายแพ้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เมื่อข้าศึกแตกกระจายจึงต่างพากันหลบหนีไป” .
เมื่อกองทัพอยุทธยาได้รับชัยชนะจึงยกทัพขยายอำนาจในล้านนาต่อไป จนในที่สุด “ราชินีแห่งกีเบม” (Rainha de Guibem) คือมหาเทวีจิรประภาแห่งเชียงใหม่ ได้ยอมถวายบรรณาการขอเป็นไมตรีกับกรุงศรีอยุทธยา การถวายบรรณาการนี้ปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่าเกิดขึ้นในวันเสาร์ แรม 4 ค่ำ เดือน 10 ปีกดสี (27 มิถุนายน พ.ศ. 2088) เข้าใจว่าสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงวินิจฉัยว่าเมือง Quitirvão (ฉบับแปลภาษาอังกฤษสะกดว่า Quitiruan) ในจดหมายเหตุของปิงตูคือเมืองเชียงกราน หากเป็นเช่นนั้นเมืองเชียงไกรเชียงกรานควรจะอยู่ในบริเวณชายแดนระหว่างอยุทธยากับล้านนา บริเวณเมืองกำแพงเพชรและเมืองพิษณุโลก มากกว่าอยู่ในหัวเมืองมอญตามพระวินิจฉัย . .
สำหรับที่ตั้งของเชียงไกรเชียงกราน พิจารณาจากคำว่า “เชียง” เป็นคำนำหน้าเมืองของกลุ่มชนที่ใช้ภาษาตระกูลไท-ลาว เช่น ล้านนา ล้านช้าง สิบสองปันนา มีการเรียกชื่อเมืองแบบเมืองคู่ที่พบในเมืองของกลุ่มชนที่ใช้ภาษาตระกูลไท-ลาวหลายแห่ง เช่น เชียงดงเชียงทอง (หลวงพระบาง) ของล้านช้าง เมืองรุมเมืองคังที่สันนิษฐานว่าเป็นไทใหญ่ เมืองรีเมืองรำของไทอาหม
กฎมณเฑียรบาลที่บัญญัติขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถระบุว่า เมืองเชียงไกรและเชียงกรานเป็น 1 ใน 16 เมืองประเทศราชฝ่ายเหนือของกรุงศรีอยุทธยา ประกอบด้วย “เมืองนครหลวง เมืองศรีสัตนาคนหุต เมืองเชียงใหม่ เมืองตองอู เมืองเชียงไกร เมืองเชียงกราน เมืองเชียงแสน เมืองเชียงรุ้ง เมืองเชียงราย เมืองแสนหวี เมืองเขมราช เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองใต้ทอง เมืองโคตรบอง เมืองเรวแกว”
เมืองเชียงไกรเชียงกรานที่เป็นประเทศราชจึงควรมีที่ตั้งอยู่รอบนอกห่างไปจากจากเมืองพญามหานครที่เป็นศูนย์อำนาจชายแดนของกรุงศรีอยุทธยาทางเหนือ คือเมืองพิษณุโลก เมืองศรีสัชนาลัย เมืองสุโขทัย เมืองกำแพงเพชร .
จดหมายเหตุ Terceira Década da Ásia ของ ฌูเอา ดึ บาร์รุช (João de Barros) นักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกส ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2106 (ค.ศ. 1563) รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ให้ข้อมูลว่า “เชียงไกรเชียงกราน” เป็น 1 ใน 3 หัวเมืองสำคัญของลาว (Láos) ที่ยอมสวามภักดิ์เป็นประเทศราชของสยาม ทั้งนี้คำว่าลาวในบริบทของไทยสยามมักใช้เรียกล้านนาและล้านช้างรวมกัน
“มีอาณาจักรของชาวลาว (Láos) สามแห่งที่ยอมสวามิภักดิ์ด้วยความเกรงกลัว แห่งแรกมีชื่อว่าเชียงใหม่ (Iangamá) ซึ่งมีเมืองหลวงชื่อเชียงใหม่ (Chiamay) ซึ่งมีหลายคนเรียกว่าอาณาจักรเชียงใหม่ (Reyno Chiamay) แห่งที่สองชื่อเชียงไกรเชียงกราน (Chancray Chencran) และแห่งที่สามชื่อล้านช้าง (Lanchaá) ทางใต้ของดินแดนนี้คืออาณาจักรกาโช (Cachó) หรือที่เราเรียกว่าโคชินไชน่า (Cauchichina) ชาวลาวเหล่านี้มีภาษาเป็นของตนเอง”
บาร์รุชไม่เคยเดินทางเข้ามาในสยาม แต่ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสยามจำนวนมากโดยเฉพาะข้อมูลภูมิศาสตร์จาก โดมิงกูส ดึ เซยชาส (Domingos de Seixas) ทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสที่อาศัยอยู่ในสยามนานถึง 25 ปี และเคยตามเสด็จกษัตริย์กรุงศรีอยุทธยาไปทำสงครามในอาณาจักรใกล้เคียง ข้อมูลนี้จึงน่าจะมีน้ำหนักพอสมควร .
นอกจากนี้ ในแผนที่ชายฝั่งอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฉบับหนึ่ง ตีพิมพ์โดย ปีเตอร์ ฟาน เดอร์ อา (Pieter van der Aa) ที่เมืองเลเดน (Leiden) ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อ พ.ศ. 2250 (ค.ศ. 1707) ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่าอ้างอิงจากแผนที่เส้นทางการเดินเรือมาเอเชียของ โลปู ซูวารึช ดึ อัลแบร์กาเรีย (Lopo Soares de Albergaria) ผู้มาดำรงตำแหน่งอุปราชโปรตุเกสแห่งอินเดียใน พ.ศ. 2058 (ค.ศ. 1515) มีการระบุตำแหน่งของเมือง Chancray อยู่ด้วย โดยเมือง Chancray อยู่ทางตะวันออกของอาณาจักรเชียงใหม่ (Iangama) ล้านช้าง (Lanchaam) และเมืองสวรรคโลก (Suruculoco) อย่างไรก็ตามแผนที่ฉบับนี้มีความคลาดเคลื่อนทางภูมิศาสตร์อยู่จำนวนมาก ซึ่งพบได้บ่อยในแผนที่เอเชียที่ชาวยุโรปทำขึ้นในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 16 จึงยากจะสรุปตำแหน่งเมืองอย่างชัดเจนได้ ตำแหน่งเมือง Chancray ในแผนที่อยู่ไกลไปทางตะวันออกใกล้กับเมืองตังเกี๋ย (Tunquin) ของเวียดนาม แต่หากเชื่อว่า Chancray ในแผนที่ฉบับนี้เป็นเมืองเชียงไกรเชียงกรานจริง ก็มีแนวโน้มที่จะอยู่ในแถบล้านช้างมากกว่าหัวเมืองมอญ
เมื่อประมวลจากหลักฐานแล้ว สรุปได้ว่าเชียงไกรเชียงกรานอยู่ในแถบหัวเมือง “ลาว” คือบริเวณล้านนาหรือล้านช้าง ไม่ใช่เมืองอัตรันในหัวเมืองมอญตามพระวินิจฉัยของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ . .
หากเชื่อว่าเมือง Quitirvão คือเมืองเชียงไกรเชียงกราน แสดงว่าเมืองนี้น่าจะเป็นประเทศราชที่อยู่บริเวณพรมแดนหัวเมืองเหนือของอยุทธยากับล้านนา โดยอาจเป็นเขตรับผิดชอบของเจ้าเมืองกำแพงเพชร ดังที่ปิงตูระบุว่าออกญากำแพงเพชรถูกสังหารเมื่อทัพเชียงใหม่ลงมายึดเมือง Quitirvão ประเด็นนี้สอดคล้องกับพระพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐที่ระบุว่า หลังจากสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จไปเชียงไกรเชียงกรานแล้วจึงเสด็จมาปราบกบฏพญานารายณ์ที่เมืองกำแพงเพชร และเมืองกำแพงเพชรเป็นเส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระไชยราชาธิราชในการตีเมืองเชียงใหม่ทั้งสองครั้งใน พ.ศ. 2088 จึงเป็นไปได้ว่าเมืองเชียงไกรเชียงกรานอยู่ในเส้นทางเดียวกับเมืองกำแพงเพชร และอาจอยู่ไม่ห่างกันมากมาก เมืองเชียงไกรเชียงกรานอาจตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำยมซึ่งมีลำน้ำเชียงไกรซึ่งแยกออกมาจากแม่น้ำน่านมาต่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชนิพนธ์ไว้ในพระราชหัตถเลขา เรื่องเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า ความว่า
“แม่น้ำที่เชียงไกรนี้ เป็นทางซึ่งไปขึ้นแม่ยมไปสุโขทัย สวรรคโลกก็ได้ ในพงศาวดารว่าเสด็จไปตีเชียงไกรเชียงกรานคงเป็นทางลำน้ำนี้ แต่เมืองจะอยู่แห่งใดถามยังไม่ได้ความ” พิจารณาจากที่เป็นเมืองประเทศราช เมืองเชียงไกรเชียงไกรน่าจะตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำยมเหนือเมืองศรีสัชนาลัย (สวรรคโลก) ขึ้นไปไม่มากก่อนจะเข้าเขตล้านนา อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานลายลักษณ์ที่อักษรว่ามีเมืองชื่อ “เชียงไกรเชียงกราน” อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างชัดเจน และยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเมือง Quitirvão คือเชียงไกรเชียงกรานจริง . .
ความเป็นไปได้อีกประการหนึ่งคือเมืองเชียงไกรเชียงกรานเป็นประเทศราชในดินแดนลาวลุ่มแม่น้ำโขง โดยอาจเป็นเมืองเดียวกับ “เชียงไคเชียงคาน” หรือที่เอกสารส่วนใหญ่เรียกว่า “เชียงคาน” ตัวเมืองเก่าอยู่ที่บริเวณเมืองชะนะคาม แขวงไซยะบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ฝั่งตรงข้ามกับอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย สันนิษฐานว่าในสมัยโบราณจะเป็นเมืองคู่ที่คร่อมสองฝั่งแม่น้ำโขง
ตำนานนิทานเชียงดงเชียงทองเชียงหวาง ฉบับวัดแสนสุขราม ระบุว่าใน พ.ศ. 2022 (ค.ศ. 1479) ชาวแกว (ญวน) จากอาณาจักรดั่ยเหวียต (大越 Đại Việt) รุกรานล้านช้าง ทำให้พระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้วแห่งล้านช้างต้องทิ้งราชธานีเชียงดงเชียงทองเสด็จหนีไปประทับที่เมือง “เชียงไคเชียงคาน” จนสวรรคตในปีเดียวกัน
“ในปีกัดไค้นั้นแล สักราชได้ ๘๔๑ ตัวนั้นแล ที่นั้นพระยาไชจักกะแผ่นแผ้วหนีไปอยู่เชียงไคเชียงคาน เท่าแกวหนีก็ลวดตายในปีนั้นหั้นแล พระยาไชเปนพระยาได้ ๔๒ เข้าลวดตาย”
เมื่อพระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้วสวรรคต เจ้าแทนคำพระโอรสจึงให้ก่อเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของพระบิดา แล้วให้สร้างพุทธรูปองค์หนึ่งและสร้างวัดอุทิศให้พระบิดา คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อว่า “วัดสบเชียงคาน” เจ้าแทนคำได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อทรงพระนามว่า พระยาสุวรรณบัลลังก์ แล้วกลับไปตั้งอยู่ที่เมืองเชียงดงเชียงทองตามเดิม .
พงศาวดารล้านช้างมักกล่าวถึงเมืองเชียงคานในฐานะเขตแดนของล้านช้าง เช่น “แต่นั้นเสนาบดีทั้งหลายฝ่ายเหนือแต่เมืองเชียงคานมาถึงเมืองชวา” หรือเมื่อแยกล้านช้างเป็นอาณาจักรเวียงจันทน์และหลวงพระบางได้มีการ “...ปันเขตรปันแดนแก่กันตั้งแต่เมืองเชียงคานไปใต้ถึงลิผีแลพวกช้างทั้ง ๖ บ่อคำทั้ง ๙ ไว้แก่เวียงจัน แต่เมืองเชียงคานขึ้นไปถึงผาได แล ๑๒ น่าด่านจุไทย แลหัวพันทั้งหก อันเปนพวกแพรขาวแพรแดงทั้งมวญไว้แก่เมืองหลวงแดน แต่นั้นมาแผ่นดินลาวเกิดเปนสองบั้น ปันเปนสองท่อน” จึงเข้าใจว่าเชียงคานอาจจะตั้งอยู่บริเวณรอยต่อเขตแดนล้านช้างกับอยุทธยา .
มีหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างอยุทธยากับล้านช้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าฟ้างุ้มและสมเด็จพระรามาธิบดี (อู่ทอง) โดยพงศาวดารล้านช้างอ้างว่าทั้งสองฝ่าย “...เป็นพี่กันมาแต่ขุนบุรมบุราณปางก่อนพุ้นมาดาย” และมีการทำสัญญาแบ่งเขตแดนกันโดยอยุทธยายอมถวายบรรณาการให้ล้านช้าง กษัตริย์ล้านช้างหลายพระองค์ เช่น พระเจ้าฟ้างุ้ม พระยาสามแสนไทไตรภูวนาถ พระไชยเชษฐาธิราช ทรงได้ธิดากษัตริย์อยุทธยาเป็นมเหสี สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในฐานะรัฐเครือญาติของทั้งสองอาณาจักรได้เป็นอย่างดี พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐระบุว่า เมื่อพระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ่วสวรรคตที่เมืองเชียงคาน สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถจึงทรงอภิเษกพญาซายขาว คือ เจ้าแทนคำผู้เป็นเจ้าเมืองซายขาวเป็นกษัตริย์ล้านช้างแทนใน พ.ศ. 2023 (ค.ศ. 1480)
“ศักราช ๘๔๒ ชวดศ่กพรญาลานชางเถีงแกกรรมแลพรราชทารใหอพีเสกพรญาซายขัาวเปนพรญาลานชางแทน”
(ศักราช ๘๔๒ (พ.ศ. ๒๐๒๓) ชวดศก พญาล้านช้างถึงแก่กรรม แลพระราชทานให้อภิเษกพญาซายขาวเป็นพญาล้านช้างแทน)
หลักฐานล้านช้างยังระบุว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถทรงถวายของมาช่วยงานพระศพพระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้วที่เมืองเชียงคาน และใน พ.ศ. 2029 (ค.ศ. 1486) ได้ทรงแต่งเครื่องราชาภิเษกไปอภิเษกพระยาหล้าแสนไท โอรสพระยาไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้วเป็นกษัตริย์ล้านช้างต่อจากพระยาสุวรรณบัลลังก์ด้วย สะท้อนให้เห็นว่าอยุทธยามีทั้งสัมพันธไมตรีและมีอำนาจเหนือล้านช้างเวลานั้น
“…แลพระเจ้าตนหลาน มาเปนเจ้าเชียงดงเชียงทองปี ๑ พระยาเชยยะ จักกพัตติแผ่นแผ้วจึงตายที่เชียงคานหั้น จึงแปงหีบเงินใส่ไว้ จึงใช้ไปเลาแก่พระยาสียดทิยา ปางนั้นพระยาไ... เปนเจ้าเมืองสียดทิยาจึงแต่งโลงคำลูก ๑ โลงไม้จันลูก ๑ พึงพันเพ ๕ ร้อย ให้ขุนสีราชโกษามาส่งชกานพระยาเชยยะจักกพัตติแผ่นแผ้วมีอายุได้ ๘๓ ปี จึงตายจึงเผาเสียที่เชียงคาน จึงสร้างวัดสบกระดุกหลัง ๑ ที่เชียงคานหั้น ขุนสีราชโกษาจึงคืนเมือคอบพระยาสียดทิยา ปีลูนนั้นพระยาสียดทิยาจึงแต่เครื่องราชภิเสกให้ขุนอิน ขุนพรหม ขุนสีราโกษาดาเครื่องทั้งมวล ขึ้นมาพร้อมกับมหาสามีเจ้าทั้ง ๒ แล ชีเมืองเจ้าทั้งหลายจึงอุสสาพิเสกเจ้าตนหล้าให้เปนเจ้าแผ่นดิน เจ้าวิชุรลกุมมานให้เปนแสนเมืองหั้นแล เมืองยดทิยาเมืองล้านช้างก่เปนอัน ๑ อันเดียวกัน แต่นั้นมาพระเจ้าตนหลาน จึงมีปัตติยานว่าเมือใดพี่เราเจ้ายดทิยา ยังไคร่ได้ไคร่ เอาอัยใดให้แต่งคนมาที่แดนเมืองหั้น เราก่จักแต่งไปส่งให้เปนต้นว่า ครั่งและยาน พายเบื้องเรายังจักเอาผาเทดผาจัน ก่จักให้ชาวค้าและเสฐีทั้งหลาย เอาไปที่แดนเมืองหันกำพูรมาให้เซาที่ชนาปีแลห้วยประหวัดหั้นกอนกำนิไปจักให้เซาที่หนองบัวหั้นกอน แมนจัก เปนคำบ้านคำเมืองก่ดี แม้นจักเปนคำซื้อคำขายก่ดี จึงให้มาต้านมาจากันที่แดนเมืองหั้น จึงใช้ชื่อว่านาสองรักเพื่อสันนั้นแล" (นิทานเรื่องขุนบูลมลาชาทิลาด ฉบับวัดทาดหลวง)
"พระยาแท่นคำเปนพระยาได้ ๗ เข้าก็ตายในปีรวายซะงา ทั้งหลายจึงเอาท้าวหล้าแสนไก ลูกพระยาไชมาแทนพี่ตนปีนั้น จุฬสักราชได้ ๘๔๘ ตัวนั้น ปีลุนชาวสียุทธยาจึงนำเครื่องราชาพิเสกสาพระยาหล้า จึงขึ้นชื่อว่าพระหล้าสีไขแต่นั้นแล" (ตำนานนิทานเชียงดงเชียงทองเชียงหวาง ฉบับวัดแสนสุขาราม) .
ด้วยเหตุที่ล้านช้างอยู่ใต้อำนาจของกรุงศรีอยุทธยาในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ จึงไม่แปลกถ้ากฎมณเฑียรบาลที่บัญญัติขึ้นในรัชกาลนั้นจะนับเมืองเชียงไคเชียงคาน (ซึ่งอาจหมายถึง เชียงไกรเชียงกราน) เป็นหนึ่งในเมืองประเทศราชของตนด้วย .
การเสด็จไปเมืองเชียงไกรเชียงกรานใน พ.ศ. 2081 ของสมเด็จพระไชยราชาธิราชอาจเป็นการทำสงครามขยายอำนาจไปยังล้านช้าง และอาจเพื่อตอบโต้ล้านช้างที่เคยมารุกราน พื้นขุนบูลมลาชาทิลาด ฉบับวัดทาดหลวง ระบุว่าในอดีตมีเชื้อสายกษัตริย์อยุทธยานามว่า “เอกราชา” หรือ “พระยาเอก” มาพึ่งบรมโพธิสมภารพระโพธิสาลราชแห่งล้านช้าง ทำให้ “พระอาทิตย์” (สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร) กษัตริย์อยุทธยาไม่พอพระทัย พระโพธิสาลราชจึงยกกองทัพใหญ่ไปถึงเวียงพระงาม (สันนิษฐานว่าคือโบราณสถานเมืองเสมา อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา) เพื่อสนับสนุนพระยาเอกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ฝ่ายอยุทธยาเห็นล้านช้างมีกำลังมากจึงกลัวไม่ออกรบ และไม่ยอมรับพระยาเอกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน กองทัพล้านช้างอยู่ที่เวียงพระงาม 10 วัน จึงกลับไปเวียงจันทน์
(ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่า "ลูกพญาใต้มี 2 คน ผู้ 1 ชื่อพระอก ผู้ 1 ชื่อพระอาทิตย์" ยกทัพไปตีเมืองลำปางใน พ.ศ. 2058 จึงเข้าใจว่าทั้งสองเป็นโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดี (พระเชษฐาธิราช) แห่งกรุงศรีอยุทธยา)
ต่อมากองทัพอยุทธยาไปถึงเมืองคุก (ตำบลเวียงคุก อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย) พระอาทิตย์ตั้งอยู่ที่สาราคำได้ 4 วันจึงถอยหนีไป กองทัพล้านช้างไล่ตามตีจนพระอาทิตย์ต้องปืนไฟกลับไปสวรรคตที่พระนคร หลักฐานอยุทธยาระบุว่าสวรรคตใน พ.ศ. 2076 (ค.ศ. 1533) อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ไม่ตรงกับพงศาวดารกรุงศรีอยุทธยาของเยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremias Van Vliet) สมัยพระเจ้าปราสาททองที่ระบุว่า สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูรสวรรคตด้วยไข้ทรพิษระหว่างทรงยกทัพกลับจากสงคราม .
ส่วนที่พงศาวดารระบุว่าสมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จเมืองกำแพงเพชรหลังจากเสด็จไปเมืองเชียงไกรเชียงกราน อาจไม่จำเป็นต้องสรุปว่าทั้งสองเมืองอยู่ใกล้เคียงกัน เพราะระยะเวลาการเสด็จไปทั้งสองเมืองห่างกันถึงประมาณ 5 เดือน พระองค์สามารถแวะไปที่เมืองกำแพงเพชรหลังจากเคลื่อนทัพกลับมาจากเชียงไคเชียงคานก็ได้ .
เรื่องเมืองเชียงไกรเชียงกรานอาจยังหาข้อสรุปถึงตำแหน่งที่ตั้งชัดเจนไม่ได้ และต้องทำการศึกษาค้นคว้าต่อไป แต่อย่างน้อยเมื่อพิจารณาจากหลักฐานที่ค้นพบในเวลานี้คงสรุปได้ว่าเชียงไกรเชียงกรานเป็นหัวเมืองในดินแดนลาว และการเสด็จไปเชียงไกรเชียงกรานของสมเด็จพระไชยราชาธิราชไม่ใช่สงคราม “ไทยรบพม่า” ครั้งแรก . .
ภาพประกอบ
- เชียงไกรเชียงกราน (Chancray Chencran) ในจดหมายเหตุ Terceira Década da Ásia ของ ฌูเวา ดึ บาร์รอส (João de Barros) นักประวัติศาสตร์ชาวโปรตุเกส ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2106 (ค.ศ. 1563) รัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
- Chancray ในแผนที่ชายฝั่งอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตีพิมพ์โดย ปีเตอร์ ฟาน เดอร์ อา (Pieter van der Aa) ที่เมืองเลเดน (Leiden) ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อ พ.ศ. 2250 (ค.ศ. 1707) ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่าอ้างอิงจากแผนที่ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งบันทึกเส้นทางการเดินเรือมาเอเชียของ โลปู ซูวารึช ดึ อัลแบร์กาเรีย (Lopo Soares de Albergaria) ผู้มาดำรงตำแหน่งอุปราชโปรตุเกสแห่งอินเดียใน พ.ศ. 2058 (ค.ศ. 1515)
- เชียงไคเชียงคาน ในตำนานนิทานเชียงดงเชียงทองเชียงหวาง ฉบับวัดแสนสุขราม บ้านวัดแสน เมืองหลวงพระบาง
-----------------------------------
บรรณานุกรม
ภาษาไทย - จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (2493). พระราชหัตถเลขาเรื่องเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า และพระราชกระแสเรื่องจัดการทหารมณฑลกรุงเทพฯ ในรัชกาลที่ 5. พระนคร: กรมศิลปากร. - ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. (2551). พงศาวดารเรื่องไทยรบพม่า. กรุงเทพฯ: มติชน. - ตรงใจ หุตางกูร. (2561). การปรับแก้เทียบศักราช และ การอธิบายความ พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). - พงษาวดารล้านช้าง. (2457). ในประชุมพงษาวดาร ภาคที่ 1. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร. - พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และเอกสารอื่น. (2553). นนทบุรี: ศรีปัญญา. - เรื่องขุนบรม พงศาวดารเมืองล้านช้าง นายสุด ศรีสมวงศ์ เจ้าหน้าที่ในหอสมุดแห่งชาติถอดจากต้นฉะบับเดิมในใบลาน. (2484). ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 70 เรื่อง เมืองนครจำปาศักดิ์. พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์. - วรพร ภู่พงศ์พันธุ์. (2562, เมษายน). “ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรอยุธยากับอาณาจักรล้านช้าง”. วารสารอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. 41(1), 150-167. - สถาบันปรีดี พนมยงค์. (2548). กฎหมายตรา 3 ดวง ฉบับพิมพ์มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุงใหม่ เล่ม 1. กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ. - อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว และเดวิด เค. วัยอาจ. (2543). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: ซิลค์เวอร์มบุคส์. .
ภาษาต่างประเทศ - Baker, C., Dhiravat na Pombejra, Kraan, A. van der and Wyatt, D. K. (Eds). (2005). Van Vliet's Siam. Chiang Mai: Silkworm Books. - de Barros, J. (1563). Terceira Década de Asia. Lisboa: Iaom de Barreira. - Harvey, G.E. (2000). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. New Dehli: Asian Educational Service. - Pinto, F.M. (1725). Peregrinação de Fernão Mendes Pinto. Lisboa: Ferreyriana - Pinto, F.M. (1891). The Voyages and Adventures of Ferdinand Mendez Pinto, the Portuguese (H. Cogan, Trans.). London: T.F. Unwin .
เอกสารตัวเขียน - พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เรื่องลำดับศักราชสมัยกรุงศรีอยุธยา (พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ). (ม.ป.ป.). [หนังสือสมุดไทยดำ]. (เลขที่ 30 หมวดจดหมายเหตุ กรุงศรีอยุธยา). เส้นหรดาล. หอสมุดแห่งชาติ. กรุงเทพฯ. .
เว็บไซต์ - ขุนบูลมลาชาทิลาด วัดทาดหลวง เมืองหลวงพระบาง สืบค้นจาก http://www.laomanuscripts.net/lo/texts/637#3, http://israyanatan.blogspot.com/2015/01/blog-post_30.html - ตำนานนิทานเชียงดงเชียงทองเชียงหวาง วัดแสนสุขาราม หลวงพระบาง. สืบค้นจาก https://www.laomanuscripts.net/en/texts/4463#3, http://israyanatan.blogspot.com/2015/01/blog-post_21.html - https://www.wdl.org/en/item/17564/
-----------------------------------
หมายเหตุ : บทความทั้งหมดเรียบเรียงโดยผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ ผู้ดูแลเพจขอสงวนสิทธิไม่อนุญาตให้นำข้อมูลที่เผยแพร่ในเพจไปแก้ไข คัดลอก ดัดแปลง ทำซ้ำ เผยแพร่ต่อ และห้ามนำไปแสวงหาผลกำไรทางพาณิชย์โดยเด็ดขาด หากมีความประสงค์จะขอบทความของเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ไปเผยแพร่ต่อด้วยวิธีการใดๆ ก็ตามต้องได้รับการยินยอมจากผู้ดูแลเพจวิพากษ์ประวัติศาสตร์ในทุกกรณี ยกเว้นแต่การแชร์ (share) ทางเฟซบุ๊กที่สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต
.
ที่มา : เชียงไกรเชียงกราน ไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม "ไทยรบพม่า" ครั้งแรก https://www.facebook.com/WipakHistory/posts/pfbid02scZAHozD1wRtPYPgrkrqUU8bYPDByCbUQDXYj8fbNP7sW7HTy583UzPvynM8w7Xvl
.
|