|
ppsan
|
 |
« on: 16 April 2026, 16:32:41 » |
|
ฉากยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 ในพระนิพนธ์ “กรมดำรง” เรื่องเล่าวีรกรรมสมเด็จพระนเรศ
ประวัติศาสตร์ ฉากยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 ในพระนิพนธ์ “กรมดำรง” เรื่องเล่าวีรกรรมสมเด็จพระนเรศ
 จิตรกรรมฝาผนังพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอน ยุทธหัตถี ภายในพระวิหารวัดสุวรรณดาราราม จ. พระนครศรีอยุทธยา
. ผู้เขียน ธนกฤต ก้องเวหา เผยแพร่ วันพฤหัสที่ 16 เมษายน พ.ศ.2569 .
เหตุการณ์สำคัญอย่างฉากยุทธหัตถี หรือการ “ชนช้าง” ระหว่างสมเด็จพระนเรศกับพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี ถูกนำเสนอในสื่อสมัยใหม่รูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ แอนิเมชัน อย่างละเอียดดุจตาเห็น ส่วนใหญ่ตั้งต้นมาจากแหล่งอ้างอิงสำคัญชิ้นหนึ่ง เอกสารชิ้นนั้นคือ “พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย
ปิยวัฒน์ สีแตงสุก เสนอไว้ในหนังสือ “นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง” (มติชน : 2566) ว่า เนื้อหาในพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มาจากการที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเลือกเรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศในพระนิพนธ์ต่าง ๆ ของพระองค์เองมาปรับ โดยมีสงครามยุทธหัตถีเป็นฉากสำคัญ เป็นฉากที่ผู้คนจดจำได้ดีที่สุดเมื่อพูดถึงพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศ
 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2527)
ในพระนิพนธ์ มูลเหตุของสงครามสืบเนื่องมาจากสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2133 สมเด็จพระนเรศก็เสด็จขึ้นครองราชสมบัติต่อด้วยพระชันษา 35 ปี พระเจ้ากรุงหงสาวดีนันทบุเรงทรงเห็นว่า อยุธยาเพิ่งผลัดแผ่นดิน จึงส่งกองทัพเข้ามาบุกตี มีพระมหาอุปราชาพระราชโอรสนำทัพ แต่ก็พ่ายแพ้กลับไป
กองทัพพม่ากลับมาอีกครั้งใน พ.ศ. 2135 พระมหาอุปราชาเสด็จมาเป็นจอมทัพอีกเช่นเคย มาถึงเมืองกาญจนบุรี สมเด็จพระนเรศกับสมเด็จพระเอกาทศรถก็เสด็จออกจากพระนคร และประจันหน้าทัพพม่าที่ตำบลหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี ทัพหน้าอยุธยานำโดยพระยาศรีไสยณรงค์ถูกตีแตก สมเด็จพระนเรศจึงมีพระราชบัญชาให้เปลี่ยนกระบวนรบ โอบข้างข้าศึกที่กำลังไล่ตีกองทัพอยุธยาที่ถอยมา ความว่า
“…สมเด็จพระนเรศวรสงบทัพหลวงรออยู่จนเวลาเช้า 1 นาฬิกา เห็นข้าศึกไล่ตามมาไม่เป็นกระบวนสมคะเน ก็ตรัสสั่งให้บอกสัญญากองทัพทั้งปวงให้ยกออกตีโอบข้าศึก และในขณะนั้นส่วนพระองค์ก็เสด็จขึ้นทรงข้างชะนะงาเหมือนกันกับสมเด็จพระเอกาทศรถ นำกองทัพหลวงเข้าตีโอบกองทัพหน้าข้าศึกในทันที…
ช้างพระที่นั่งที่สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถทรงไป เป็นช้างชะนะงากำลังตกน้ำมันทั้งสองช้าง ครั้นเห็นช้างข้าศึกกลับหน้าพากันหนีก็ออกแล่นไล่ไปโดยเมาน้ำมัน…”
ทั้งสองพระองค์กับทหารติดตามไม่กี่นายจึงไปอยู่ท่ามกลางวงล้อมของทัพหงสาวดี เป็นที่มาของฉากยุทธหัตถี ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้อย่างละเอียด
 “สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” จิตรกรรมฝาผนัง จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี
หลังจากช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศกับสมเด็จพระเอกาทศรถพาทั้ง 2 พระองค์ไปอยู่ในท่ามกลางหมู่ข้าศึก มีเพียงจตุลังคบาทกับทหารรักษาพระองค์ตามติดไป ทหารที่เหลือติดพันการรบตามช้างพระที่นั่งไม่ทัน ต่างรบพุ่งกันโกลาหลจนฝุ่นฟุ้งตลบจนมืดมัวไปทั่วทิศ ทรงบรรยายเหตุการณ์ต่อมาว่า [ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]
“…จนเวลาฝุ่นจางทอดพระเนตรไปเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชาธารยืนพักช้างอยู่ในร่มไม้กับช้างท้าวพระยาอีกหลายตัว จึงทรงทราบว่าช้างพระที่นั่งพาไล่เข้าไปจนถึงกองทัพหลวงของข้าศึกซึ่งมิได้แตกฉาน
แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระสติมั่นไม่หวั่นหวาด คิดเห็นในทันที่ว่าทางทีจะเอาชัยชะนะได้ยังมีอยู่อย่างเดียว ก็ขับช้างพระที่นั่งตรงไปยังหน้าช้างพระมหาอุปราชา แล้วร้องตรัสไปโดยฐานที่คุ้นเคยกันมาแต่ก่อนว่า ‘เจ้าพี่ จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ทำไม เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด กษัตริย์ภายหน้าที่จะชนช้างได้อย่างเราจะไม่มีแล้ว’…
เมื่อ (พระมหาอุปราชา) ได้ฟังสมเด็จพระนเรศวรท้าชนช้างจะไม่รับก็ละอาย จึงทรงช้างพลายพัทธกอซึ่งเป็นช้างชนะงา ขับตรงออกมาชนกับเจ้าพระยาไชยานุภาพช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวร ฝ่ายเจ้าพระยาไชยานุภาพกำลังคลั่งน้ำมัน เห็นช้างข้าศึกตรงออกมาก็เข้าโถมแทงทันทีไม่ยับยั้ง เสียทีพลายพัทธกอได้ล่างแบกรุนเอาเจ้าพระยาไชยานุภาพเบนจะขวางตัว พระมหาอุปราชาได้ทีก็ฟันด้วยพระแสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรเบี่ยงพระองค์หลบทัน ถูกแต่ชายพระมาลาหนังซึ่งทรงในวันนั้นบิ่นไป
พอเจ้าพระยาไชยานุภาพสะบัดหลุดแล้วกลับชนได้ล่างแบกถนัด รุนเอาพลายพัทธกอหันเบนไป สมเด็จพระนเรศวรก็จ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาที่ไหล่ขวาขาด ซบสิ้นพระชนม์อยู่กับคอช้าง
ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้ชนช้างกับเจ้าเมืองจาปะโร ฟันเจ้าเมืองจาปะโรตายเหมือนกัน
พวกท้าวพระยาเมืองหงสาวดีเห็นพระมหาอุปราชาเสียทีถูกฟัน ต่างก็กรูกันเข้ามาช่วยแก้ไข เอาปืนระดมยิงถูกสมเด็จพระนเรศวรที่พระหัตถ์ถึงบาดเจ็บ และถูกนายมหานุภาพควาญช้างพระที่นั่ง กับหมื่นภักดีศวรกลางช้างสมเด็จพระเอกาทศรถตายทั้งสองคน
ขณะนั้นพอรี้พลกองทัพหลวงและกองทัพเจ้าพระยามหาเสนา พระยาสีหราชเดโชชัย ตามไปถึงทันเข้าก็เข้ารบพุ่ง แก้กันเอาสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถถอยออกมาพ้นจากกองทัพข้าศึกได้ ขณะนั้นการรบพุ่งคงหยุดลงเอง เพราะพวกเมืองหงสาวดีกำลังตกใจด้วยจอมพลสิ้นพระชนม์ ไม่มีใครจะบัญชาการศึก ก็คิดแต่จะพาพระศพกลับไป…”
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระอรรถาธิบายต่อไปว่า แม้สมเด็จพระนเรศชนะศึกมาหลายครั้ง แต่ชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีถือเป็นพระเกียรติยศสูงสุด เพราะเป็นคติดึกดำบรรพ์ว่า การชนช้างเป็นยอดความสามารถของนักรบ สมเด็จพระนเรศจึงถือเป็นวีรกษัตริย์สมบูรณ์เมื่อประสบชัยชนะในศึกนี้
 จิตรกรรมโคลงภาพพระราชพงศาวดารตอน “สงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” เขียนโดย หลวงพิศณุกรรม (เล็ก) ในสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากหนังสือ “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก เล่ม 2”)
แม้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จะทรงยกพงศาวดารพม่าที่เล่าต่างออกไปว่า พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์เพราะโดนกระสุนปืนจากทหารอยุธยา แต่ก็ทรงยืนยันความถูกต้องในหลักฐานไทย เรื่องราวข้างต้นจึงเป็น “ต้นแบบ” ของฉากยุทธหัตถีที่ปรากฏผ่านการนำเสนอทุกรูปแบบในสังคมไทย
คำท้าชนช้างที่ว่า “เจ้าพี่ จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ไปทำไม เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกัน…” ตอกย้ำมุมมองของบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยว่า ทรงให้ความสำคัญกับการทำยุทธหัตถีเพียงใด เพราะเผยให้เห็นว่า สมเด็จพระนเรศทรงให้ความยกย่องนับถือพระมหาอุปราชา ผู้เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์เหมือนกับพระองค์ และอาจรู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ครั้งทรงเป็นองค์ประกันอยู่กรุงหงสาวดี
ปิยวัฒน์ให้ทัศนะว่า ประโยคดังกล่าวทำให้ “ภาพของสมเด็จพระนเรศวรเป็นทั้งนักรบที่มีความแข็งกร้าวและผู้ที่มีความเคารพต่อศัตรูอย่างสูงสุดเสมอ เป็นคุณสมบัติสำคัญที่มักพบเห็นด้ในเรื่องเล่าของกษัตริย์ผู้มากไปด้วยคุณงามความดี”
เป็นเหตุผลสำคัญให้ฉากยุทธหัตถีใน พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คือเรื่องเล่าหลักอันทรงพลังว่าด้วยพระราชวีรกรรมในศึกยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศนั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :
ปฐมบทเมื่อกองทัพไทย ริเริ่มใช้ “สมเด็จพระนเรศ” เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพ สงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศมีพระราชดำรัสกับช้างทรงว่าอย่างไร? การค้นพบหลักฐาน “เจดีย์ยุทธหัตถี” ที่ใช้ยืนยันตำนานพระนเรศวรชนช้างเป็นเรื่อง “จริง”!
..........................
อ้างอิง :
ปิยวัฒน์ สีแตงสุก. (2566). นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง. กรุงเทพฯ : มติชน.
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2547). พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 เมษายน 2569... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/history/article_163365
.
อ่านเพิ่มเติม :
ปฐมบทเมื่อกองทัพไทย ริเริ่มใช้ “สมเด็จพระนเรศ” เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพ https://www.silpa-mag.com/history/article_163240
สงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศมีพระราชดำรัสกับช้างทรงว่าอย่างไร? https://www.silpa-mag.com/history/article_159912
การค้นพบหลักฐาน “เจดีย์ยุทธหัตถี” ที่ใช้ยืนยันตำนานพระนเรศวรชนช้างเป็นเรื่อง “จริง”! https://www.silpa-mag.com/history/article_22125
.
ที่มา : ฉากยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 ในพระนิพนธ์ “กรมดำรง” เรื่องเล่าวีรกรรมสมเด็จพระนเรศ https://www.silpa-mag.com/history/article_163365
.
|