Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 11:34:49

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  ภาพประทับใจ  |  ผนังเก่าเล่าเรื่อง (Moderator: ผนังเก่าเล่าเรื่อง)  |  ฉากยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 ในพระนิพนธ์ “กรมดำรง” เรื่องเล่าวีรกรรมสมเด็จพระนเรศ
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ฉากยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 ในพระนิพนธ์ “กรมดำรง” เรื่องเล่าวีรกรรมสมเด็จพระนเรศ  (Read 209 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 16 April 2026, 16:32:41 »

ฉากยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 ในพระนิพนธ์ “กรมดำรง” เรื่องเล่าวีรกรรมสมเด็จพระนเรศ


ประวัติศาสตร์
ฉากยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 ในพระนิพนธ์ “กรมดำรง” เรื่องเล่าวีรกรรมสมเด็จพระนเรศ


จิตรกรรมฝาผนังพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอน ยุทธหัตถี ภายในพระวิหารวัดสุวรรณดาราราม จ. พระนครศรีอยุทธยา

.
ผู้เขียน   ธนกฤต ก้องเวหา
เผยแพร่   วันพฤหัสที่ 16 เมษายน พ.ศ.2569
.

เหตุการณ์สำคัญอย่างฉากยุทธหัตถี หรือการ “ชนช้าง” ระหว่างสมเด็จพระนเรศกับพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี ถูกนำเสนอในสื่อสมัยใหม่รูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ แอนิเมชัน อย่างละเอียดดุจตาเห็น ส่วนใหญ่ตั้งต้นมาจากแหล่งอ้างอิงสำคัญชิ้นหนึ่ง
เอกสารชิ้นนั้นคือ “พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย

ปิยวัฒน์ สีแตงสุก เสนอไว้ในหนังสือ “นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง” (มติชน : 2566) ว่า เนื้อหาในพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มาจากการที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเลือกเรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศในพระนิพนธ์ต่าง ๆ ของพระองค์เองมาปรับ โดยมีสงครามยุทธหัตถีเป็นฉากสำคัญ เป็นฉากที่ผู้คนจดจำได้ดีที่สุดเมื่อพูดถึงพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศ



สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2527)

ในพระนิพนธ์ มูลเหตุของสงครามสืบเนื่องมาจากสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2133 สมเด็จพระนเรศก็เสด็จขึ้นครองราชสมบัติต่อด้วยพระชันษา 35 ปี พระเจ้ากรุงหงสาวดีนันทบุเรงทรงเห็นว่า อยุธยาเพิ่งผลัดแผ่นดิน จึงส่งกองทัพเข้ามาบุกตี มีพระมหาอุปราชาพระราชโอรสนำทัพ แต่ก็พ่ายแพ้กลับไป

กองทัพพม่ากลับมาอีกครั้งใน พ.ศ. 2135 พระมหาอุปราชาเสด็จมาเป็นจอมทัพอีกเช่นเคย มาถึงเมืองกาญจนบุรี สมเด็จพระนเรศกับสมเด็จพระเอกาทศรถก็เสด็จออกจากพระนคร และประจันหน้าทัพพม่าที่ตำบลหนองสาหร่าย เมืองสุพรรณบุรี ทัพหน้าอยุธยานำโดยพระยาศรีไสยณรงค์ถูกตีแตก สมเด็จพระนเรศจึงมีพระราชบัญชาให้เปลี่ยนกระบวนรบ โอบข้างข้าศึกที่กำลังไล่ตีกองทัพอยุธยาที่ถอยมา ความว่า

“…สมเด็จพระนเรศวรสงบทัพหลวงรออยู่จนเวลาเช้า 1 นาฬิกา เห็นข้าศึกไล่ตามมาไม่เป็นกระบวนสมคะเน ก็ตรัสสั่งให้บอกสัญญากองทัพทั้งปวงให้ยกออกตีโอบข้าศึก และในขณะนั้นส่วนพระองค์ก็เสด็จขึ้นทรงข้างชะนะงาเหมือนกันกับสมเด็จพระเอกาทศรถ นำกองทัพหลวงเข้าตีโอบกองทัพหน้าข้าศึกในทันที…

ช้างพระที่นั่งที่สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถทรงไป เป็นช้างชะนะงากำลังตกน้ำมันทั้งสองช้าง ครั้นเห็นช้างข้าศึกกลับหน้าพากันหนีก็ออกแล่นไล่ไปโดยเมาน้ำมัน…”

ทั้งสองพระองค์กับทหารติดตามไม่กี่นายจึงไปอยู่ท่ามกลางวงล้อมของทัพหงสาวดี เป็นที่มาของฉากยุทธหัตถี ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้อย่างละเอียด



“สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” จิตรกรรมฝาผนัง จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี

หลังจากช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศกับสมเด็จพระเอกาทศรถพาทั้ง 2 พระองค์ไปอยู่ในท่ามกลางหมู่ข้าศึก มีเพียงจตุลังคบาทกับทหารรักษาพระองค์ตามติดไป ทหารที่เหลือติดพันการรบตามช้างพระที่นั่งไม่ทัน ต่างรบพุ่งกันโกลาหลจนฝุ่นฟุ้งตลบจนมืดมัวไปทั่วทิศ ทรงบรรยายเหตุการณ์ต่อมาว่า [ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

“…จนเวลาฝุ่นจางทอดพระเนตรไปเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชาธารยืนพักช้างอยู่ในร่มไม้กับช้างท้าวพระยาอีกหลายตัว จึงทรงทราบว่าช้างพระที่นั่งพาไล่เข้าไปจนถึงกองทัพหลวงของข้าศึกซึ่งมิได้แตกฉาน

แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระสติมั่นไม่หวั่นหวาด คิดเห็นในทันที่ว่าทางทีจะเอาชัยชะนะได้ยังมีอยู่อย่างเดียว ก็ขับช้างพระที่นั่งตรงไปยังหน้าช้างพระมหาอุปราชา แล้วร้องตรัสไปโดยฐานที่คุ้นเคยกันมาแต่ก่อนว่า ‘เจ้าพี่ จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ทำไม เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด กษัตริย์ภายหน้าที่จะชนช้างได้อย่างเราจะไม่มีแล้ว’…

เมื่อ (พระมหาอุปราชา) ได้ฟังสมเด็จพระนเรศวรท้าชนช้างจะไม่รับก็ละอาย จึงทรงช้างพลายพัทธกอซึ่งเป็นช้างชนะงา ขับตรงออกมาชนกับเจ้าพระยาไชยานุภาพช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวร ฝ่ายเจ้าพระยาไชยานุภาพกำลังคลั่งน้ำมัน เห็นช้างข้าศึกตรงออกมาก็เข้าโถมแทงทันทีไม่ยับยั้ง เสียทีพลายพัทธกอได้ล่างแบกรุนเอาเจ้าพระยาไชยานุภาพเบนจะขวางตัว พระมหาอุปราชาได้ทีก็ฟันด้วยพระแสงของ้าว แต่สมเด็จพระนเรศวรเบี่ยงพระองค์หลบทัน ถูกแต่ชายพระมาลาหนังซึ่งทรงในวันนั้นบิ่นไป

พอเจ้าพระยาไชยานุภาพสะบัดหลุดแล้วกลับชนได้ล่างแบกถนัด รุนเอาพลายพัทธกอหันเบนไป สมเด็จพระนเรศวรก็จ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาที่ไหล่ขวาขาด ซบสิ้นพระชนม์อยู่กับคอช้าง

ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้ชนช้างกับเจ้าเมืองจาปะโร ฟันเจ้าเมืองจาปะโรตายเหมือนกัน

พวกท้าวพระยาเมืองหงสาวดีเห็นพระมหาอุปราชาเสียทีถูกฟัน ต่างก็กรูกันเข้ามาช่วยแก้ไข เอาปืนระดมยิงถูกสมเด็จพระนเรศวรที่พระหัตถ์ถึงบาดเจ็บ และถูกนายมหานุภาพควาญช้างพระที่นั่ง กับหมื่นภักดีศวรกลางช้างสมเด็จพระเอกาทศรถตายทั้งสองคน

ขณะนั้นพอรี้พลกองทัพหลวงและกองทัพเจ้าพระยามหาเสนา พระยาสีหราชเดโชชัย ตามไปถึงทันเข้าก็เข้ารบพุ่ง แก้กันเอาสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถถอยออกมาพ้นจากกองทัพข้าศึกได้ ขณะนั้นการรบพุ่งคงหยุดลงเอง เพราะพวกเมืองหงสาวดีกำลังตกใจด้วยจอมพลสิ้นพระชนม์ ไม่มีใครจะบัญชาการศึก ก็คิดแต่จะพาพระศพกลับไป…”

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีพระอรรถาธิบายต่อไปว่า แม้สมเด็จพระนเรศชนะศึกมาหลายครั้ง แต่ชัยชนะในสงครามยุทธหัตถีถือเป็นพระเกียรติยศสูงสุด เพราะเป็นคติดึกดำบรรพ์ว่า การชนช้างเป็นยอดความสามารถของนักรบ สมเด็จพระนเรศจึงถือเป็นวีรกษัตริย์สมบูรณ์เมื่อประสบชัยชนะในศึกนี้



จิตรกรรมโคลงภาพพระราชพงศาวดารตอน “สงครามยุทธหัตถีระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” เขียนโดย หลวงพิศณุกรรม (เล็ก) ในสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากหนังสือ “จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก เล่ม 2”)

แม้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จะทรงยกพงศาวดารพม่าที่เล่าต่างออกไปว่า พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์เพราะโดนกระสุนปืนจากทหารอยุธยา แต่ก็ทรงยืนยันความถูกต้องในหลักฐานไทย เรื่องราวข้างต้นจึงเป็น “ต้นแบบ” ของฉากยุทธหัตถีที่ปรากฏผ่านการนำเสนอทุกรูปแบบในสังคมไทย

คำท้าชนช้างที่ว่า “เจ้าพี่ จะยืนช้างอยู่ในร่มไม้ไปทำไม เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกัน…” ตอกย้ำมุมมองของบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยว่า ทรงให้ความสำคัญกับการทำยุทธหัตถีเพียงใด เพราะเผยให้เห็นว่า  สมเด็จพระนเรศทรงให้ความยกย่องนับถือพระมหาอุปราชา ผู้เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์เหมือนกับพระองค์ และอาจรู้จักมักคุ้นกันมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ครั้งทรงเป็นองค์ประกันอยู่กรุงหงสาวดี

ปิยวัฒน์ให้ทัศนะว่า ประโยคดังกล่าวทำให้ “ภาพของสมเด็จพระนเรศวรเป็นทั้งนักรบที่มีความแข็งกร้าวและผู้ที่มีความเคารพต่อศัตรูอย่างสูงสุดเสมอ เป็นคุณสมบัติสำคัญที่มักพบเห็นด้ในเรื่องเล่าของกษัตริย์ผู้มากไปด้วยคุณงามความดี”

เป็นเหตุผลสำคัญให้ฉากยุทธหัตถีใน พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  คือเรื่องเล่าหลักอันทรงพลังว่าด้วยพระราชวีรกรรมในศึกยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม : 

ปฐมบทเมื่อกองทัพไทย ริเริ่มใช้ “สมเด็จพระนเรศ” เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพ
สงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศมีพระราชดำรัสกับช้างทรงว่าอย่างไร?
การค้นพบหลักฐาน “เจดีย์ยุทธหัตถี” ที่ใช้ยืนยันตำนานพระนเรศวรชนช้างเป็นเรื่อง “จริง”!

..........................

อ้างอิง : 

ปิยวัฒน์ สีแตงสุก. (2566). นเรศวรนิพนธ์: การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง. กรุงเทพฯ : มติชน.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2547). พระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 เมษายน 2569... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/history/article_163365

.

อ่านเพิ่มเติม :

ปฐมบทเมื่อกองทัพไทย ริเริ่มใช้ “สมเด็จพระนเรศ” เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพ
https://www.silpa-mag.com/history/article_163240


สงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศมีพระราชดำรัสกับช้างทรงว่าอย่างไร?
https://www.silpa-mag.com/history/article_159912


การค้นพบหลักฐาน “เจดีย์ยุทธหัตถี” ที่ใช้ยืนยันตำนานพระนเรศวรชนช้างเป็นเรื่อง “จริง”!
https://www.silpa-mag.com/history/article_22125

.


ที่มา : ฉากยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 ในพระนิพนธ์ “กรมดำรง” เรื่องเล่าวีรกรรมสมเด็จพระนเรศ
https://www.silpa-mag.com/history/article_163365

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.037 seconds with 17 queries.