Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 09:36:01

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  หมวดหมู่ทั่วไป  |  สาระน่ารู้ (Moderators: CYBERG, MIDORI)  |  จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม โดย ผู้ชายในสายลมหนาว
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม โดย ผู้ชายในสายลมหนาว  (Read 21 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 04 May 2026, 20:37:40 »

จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม โดย ผู้ชายในสายลมหนาว


จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (1)
.



สิ่งของในสมัยสุโขทัยล้วนจัดแสดงอยู่ในตึกประพาสพิพิธภัณฑ์
ยกเว้นแต่ศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์
จึงถูกแยกไปจัดแสดงในบริเวณทางเข้าของพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
ห้องที่จัดแสดง timeline ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

มันสำคัญจนกระทั่งเป็นวัตถุ 1 ใน 9 ชิ้นที่หากใครต้องการที่จะทำจำลอง
ต้องมีการขอนุญาติจากทางราชการ โดยต้องมีขนาดไม่เท่ากับชิ้นงานจริง
นอกจากนี้คณะกรรมการ UNESCO ได้จดทะเบียนศิลาจารึกหลักที่ 1
เป็นหนึ่งในมรดกความทรงจำของโลก (Memory of the World)

ซึ่งแตกต่างจากที่เรารู้จักกันทั่วไปว่า มีแต่สถานที่เท่านั้นที่เป็นมรดกโลกได้
ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 193 รายการจาก 87 ประเทศ โดยประเทศไทยยังมีอีก 2 ชิ้น
คือเอกสารราชการสมัยปฏิรูปการปกครองช่วงรัชกาลที่ 5 กว่า 500,000 แผ่น
ปัจจุบันเก็บรักษาที่หอสมุด อาคารถาวรวัตถุ วัดมหาธาตุยุวราษฎร์รังสฤษดิ์

และชิ้นล่าสุดที่หลายคนอาจจะได้ยินข่าวก็คือ จารึกต่างๆ ในวัดโพธิ์นั่นเอง

แต่ก่อนหน้าที่ศิลาจารึกหลักที่ 1 จะได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกนั้น
มันได้ฝ่าฟันวิกฤติการณ์ที่สำคัญ นั่นก็คือ คำถามจากนักวิชาการว่า
ศิลาจารึกหลักที่ 1 นั้น เป็นสิ่งที่ทำขึ้นในสมัยสุโขทัยจริงหรือไม่
หากคำตอบนั้นคือไม่ใช่ สิ่งที่เราเคยเรียนมาทั้งหมดอาจหายไปในพริบตา
.

ศิลาจารึก หลักที่ 1
ปีที่จารึก พ.ศ. 1835 ผู้จารึก พ่อขุนรามคำแหง
ลักษณะ หลักสี่เหลี่ยมด้านเท่า ทรงกระโจม จำนวน 4 ด้าน 127 บรรทัด
ปีที่พบจารึก พ.ศ. 2376

สถานที่พบ เนินปราสาท ต. เมืองเก่า อ. เมือง จ. สุโขทัย
ผู้พบ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ปัจจุบันอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร




พ.ศ. 2376 สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎขณะทรงผนวชเป็นพระภิกษุ
ได้ออกเสด็จจาริกธุดงค์ไปยังหัวเมืองเหนือ เมื่อถึงเมืองเก่าสุโขทัย
ทรงพบศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร
และพระแท่นมนังศิลาบาตร ที่เนินปราสาทเก่าสุโขทัย

ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าโบราณวัตถุเหล่านี้เป็นโบราณวัตถุที่สำคัญ
จึงโปรดเกล้าให้นำลงมาเก็บรักษาไว้ที่วัดราชาธิวาส
พ.ศ. 2479 เมื่อทรงย้ายไปประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร
จึงโปรดให้ย้ายไปไว้ที่วัดบวร พระองค์ทรงเริ่มอ่านศิลาจารึกหลักนี้

แม้ภาษาไทยจะวิวัฒนาการมาหลายร้อยปี แต่ก็น่าจะพอแกะได้บางส่วน
แต่ปัญหาก็คือวิธีการของพ่อขุนรามคำแหงนั้นเขียนอักษรบนบรรทัดเดียวกัน
ครั้นเสด็จเสวยราชย์แล้วโปรดเกล้าให้ย้ายจารึกไปไว้ที่วัดพระแก้ว
ตรงศาลาราย ข้างด้านเหนือพระอุโบสถ หลังที่สองนับจากตะวันตก

หลังจากนั้นพระองค์ไม่มีเวลาที่จะถอดข้อความได้ทั้งหมด
แต่ทรงโปรดเกล้าให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
เป็นแม่กองคณะนักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกันคัดตัวอักษรลงแผ่นกระดาษ

พ.ศ. 2398 ทรงพระราชทานสำเนาแก่ Sir John Bowring เอกอัครราชทูตอังกฤษ
และได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ The Kingdom and People of Siam
และสำเนาให้แก่ราชฑูตฝรั่งเศสอีกชุดหนึ่งด้วย

จุดนี้เองที่เป็นการเริ่มข้อสงสัยถึงความจริงแท้ของหลักศิลาจารึกหลักนี้
เมื่อนักวิชาการรุ่นหลังมองว่า มันถูกใช้เพื่อสร้างหลักฐานทางการเมือง
เป็นความพยายามที่จะแสดงความศิวิไลซ์ให้ชาวตะวันตกเห็นว่า
สยามมีอารยะธรรมสืบย้อนไปได้ถึงกว่า 600 ปี

.

Create Date : 25 กันยายน 2558
Last Update : 1 ตุลาคม 2558 16:18:41 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (1)
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nontree&month=25-09-2015&group=19&gblog=70

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 04 May 2026, 20:38:21 »


จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (2)
.



หลังจากนั้นก็มีการพยายามถอดความในศิลาจารึกหลักที่ 1 เรื่อยมา
และมีการตีพิมพ์คำอ่านครั้งแรกในหนังสือวชิรญาณ ตอนที่ 36
เดือนกันยายน พ.ศ. 2440 ชื่อเรื่องว่า อภินิหารการประจักษ์
เนื้อหาเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ต่างๆ เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฏได้ทรงจาริกไปหัวเมืองเหนือ
โดยมีคำแปลของหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 อยู่ในภาคผนวกท้ายเล่ม

พ.ศ. 2451 รัชกาลที่ 6 ขณะดำรงพระยศเป็นสยามมงกุฎราชกุมาร
ทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง หลังจากเสด็จประพาสเมืองเหนือ
โดยทรงอ่านคำแปลของศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นหนังสือนำชม

ทรงพยายามที่จะกำหนดรูปแบบและอายุให้กับโบราณสถานที่ทรงพบเห็น
โดยจะเสด็จไปตามที่บอกไว้ในจารึก
เมื่อพบโบราณสถานใดที่คล้ายกับลักษณะที่บรรยายไว้
ในจารึกก็สรุปว่า โบราณวัตถุสถานนั้น สร้างขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง

เช่น เมื่อเสด็จไปถึงกลางเมืองก็พบวัดที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดมหาธาตุ
ทรงพบวิหารใหญ่ พระพุทธรูป และพระอัฏฐารศ
ก็ทรงสันนิษฐานทันทีว่า วัดนี้สร้างโดยพ่อขุนรามคำแหงอย่างแน่นอน

พ.ศ. 2457 เมื่อสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ขณะทรงดำรงตำแหน่งสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร
ทรงรวมเรื่องศิลาจารึกเกี่ยวกับสุโขทัยไว้ในหนังสือชุดประชุมพงศาวดาร



พ.ศ. 2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว
โปรดเกล้าให้ย้ายศิลาจารึกหลักที่ 1 มารวมกับศิลาจารึกหลักอื่นๆ
เก็บไว้ที่ตึกถาวรวัตถุหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์
อันเป็นที่ทำการแรกของหอสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร

หอสมุดวชิรญาณได้จ้าง ศ. Goerge Coedes เป็นบรรณารักษ์ใหญ่
คณะกรรมการได้มอบหมายให้ท่านเป็นผู้อ่านแปลศิลาจารึกภาษาต่างๆ
ที่หอพระสมุดได้รวบรวมเอาไว้ และได้พิมพ์คำอ่านศิลาจารึกต่างๆ
รวมทั้งหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เมื่อ พ.ศ. 2467

ในงานทำบุญฉลองครบอายุ 4 รอบ ของพระยาราชนุกูล
(อวบ เปาโรหิตย์) เรียกหนังสือนี้ว่า ประชุมจารึกสยามภาคที่ 1
เป็นครั้งแรกที่การเผยแพร่เนื้อหาคำแปลจากหลักศิลาจารึกครบทุกด้าน
และมีการปรับปรุงแก้ไขคำแปลนั้นต่อๆ มาโดยนักวิชากรรุ่นหลัง

พ.ศ. 2468 มีการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในสมัยรัชกาลที่ 7
จึงได้ย้ายศิลาจารึกหลักที่ 1 ไปจัดแสดงที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
พ.ศ. 2509 ย้ายกลับไปเก็บในตึกถาวรวัตถุเช่นเดิม
พ.ศ. 2512 ย้ายมาจัดแสดงที่ห้องสุโขทัย ตึกประพาสพิพิธภัณฑ์

พ.ศ. 2525 ในคราวฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี
มีการปรับปรุงการจัดแสดง จึงได้นำศิลาจารึกหลักที่ 1
มาจัดแสดงที่ห้องประวัติศาสตร์ชาติไทย พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน



หลัง พ.ศ. 2500 มีนักวิชาการต่างชาติตั้งคำถามถึงความแท้ของศิลาจารึก
นำไปสู่ความสงสัยของนักวิชาการไทยแสง มนวิทูร และปรีดา ศรีชลาลัย
เป็นคนไทยกลุ่มแรกๆ ที่ตั้งข้อสังเกตว่ารัชกาลที่ 4 อาจจะเป็นคนทรงแต่ง

แต่ก็ไม่ได้มีการสรุปอย่างจริงจัง และเป็นเพียงการรับรู้ในวงแคบๆ
เพราะการถกเถียงในเรื่องนี้สุ่มเสี่ยงต่อการหมื่นพระบรมเดชานุภาพ

พ.ศ. 2519 เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง เมื่อ ม.จ. จันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี
ทรงมีผลงานหนังสือ ชื่อ นำเที่ยวศิลาจารึกสุโขทัย ตีพิมพ์ที่ ม. ฮาวาย
โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า จารึกนี้สร้างขึ้นพระยาลิไท
ไม่ใช่พ่อขุนรามคำแหง เพื่อใช้ประโยชน์จากจารึกทางการเมือง

ซึ่งในปัจจุบัน เราก็ยอมรับกันแล้วว่า ศิลาจารึกนั้นเขียนขึ้นสองสมัย
ด้วยความต่างระหว่างเนื้อหา และรูปแบบทางการเขียน
เมื่อนักวิชาการที่เป็นราชนิกุลทรงออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้
ก็คงไม่มีใครกล้ากล่าวหา เรื่องความไม่จงรักภักดีอย่างแน่นอน

จึงเป็นการจุดกระแสให้นักวิชาการกล่าวถึงเรื่องศิลาจารึกหลักที่ 1
ซึ่งแบ่งได้ออกเป็นสองผ่าย คือฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นของใหม่
และฝ่ายที่เชื่อว่าศิลาจารึกนี้เขียนขึ้นในสมัยสุโขทัย

.

Create Date : 28 กันยายน 2558
Last Update : 30 กันยายน 2558 10:38:36 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (2)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=09-2015&date=28&group=19&gblog=71

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #2 on: 04 May 2026, 20:39:10 »


จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (3)
.



พ.ศ. 2530 Michael Vickery เป็นคนแรกที่เสนอข้อสงสัยอย่างเป็นทางการ
ในการประชุมนานาชาติไทยศึกษา ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย
ในหัวข้อเรื่อง ศิลาจารึกพ่อขุนราม เป็นของเก่าหรือสร้างใหม่ในภายหลัง
ที่เขามั่นใจมากว่าศิลาจารึกนี้ถูกสลักขึ้นภายหลังพ่อขุนรามคำแหงนานมาก

โดยเปรียบเทียบตัวอักษร คำศัพท์ เนื้อหา ฯลฯ กับศิลาจารึกสุโขทัยหลักอื่นๆ

1. ภาษาในศิลาจารึกมีเสียงวรรณยุกต์ตรงกับภาษาปัจจุบันมากกว่าหลักอื่น
ซึ่งหมายความว่า จารึกหลักนี้ใกล้เคียงภาษากลางมากกว่าหลักอื่น
2. จารึกหลักที่ 1 มีคำไทยแท้มากเกินไปจนผิดสังเกต
ผิดจากจารึกร่วมสมัยที่มีอิทธิพลมาจากภาษาขอม

3. ศิลาจารึก เรียก กำแพงสุโขทัยว่า ตรีบูร ซึ่งหมายถึง กำแพงสามชั้น
ทั้งที่ในยุคพ่อขุนรามคำแหงมีกำแพงเพียงชั้นเดียว
กำแพงชั้นนอกที่ก่ออิฐสร้างขั้นสมัยหลังเมื่ออาวุธปืนใหญ่แบบตะวันตก
สมัยพ่อขุนรามคำแหงจึงไม่อาจรู้ได้ว่า จะมีกำแพงสามชั้น

4. ศิลาจารึกเขียน สระ อิ อี อึ อื อุ อู แบบฝรั่ง คือเขียนบรรทัดเดียวกัน
ทั้งที่จารึกอื่นๆทั้งหมดเขียนแบบวางตำแหน่งสระทั้งบนและล่าง
จารึกหลักที่หนึ่งจึงน่าจะเขียนเมื่อได้รับอิทธิพลจากอักษรตะวันตกแล้ว

5. การพัฒนาของการใช้ ฃ. ฃวด กับ ฅ. ฅน ซึ่งเป็นเสียงโฆษะ
แต่จะค่อยๆหายไปเพราะภาษาไทยไม่นิยมเสียงโฆษะ(เสียงก้อง)
แต่จะเป็น ข. ไข่ และ ค. ควา ย แทน เพราะ เป็นเสียงอโฆษะ(ไม่ก้อง)
แต่ศิลาจารึกใช้ ฃ.ฃวด และ ฅ.ฅน อย่างไม่มีกฎเกณฑ์

6. เนื้อหาของศิลาจารึกก็เป็นปริศนา
เพราะเล่าเรื่องที่โน้มไปทางการเมือง ขณะที่ศิลาเรื่องอื่นเป็นกรอบศาสนา

7. เรื่องพนมเบี้ย ก็เป็นเรื่องของยุครัตนโกสินทร์มากกว่ายุคสุโขทัย
เพราะในจารึกอื่นกล่าวถึงเบี้ย ในลักษณะที่ใช้เป็นเงินตรา



พ.ศ. 2529 – 2531 อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ได้วิจัยเนื้อหาในหลักศิลาจารึก
และได้ตีพิมพ์รายงานวิจัยที่มีชื่อว่า จารึกพ่อขุนรามคำแหง การวิเคราะห์เชิงศิลปะ
ในเดือน มกราคม พ.ศ. 2532 โดยให้ข้อพิจารณาในประเด็นหลักๆ ได้แก่

1. จารึกหลักที่ 1 เอาสระและพยัญชนะมาไว้ในบรรทัดเดียวกัน
ขณะที่จารึกหลักอื่น ๆ วางสระและ วรรณยุกต์บนล่าง
เป็นลักษณะของการเรียงพิมพ์ซึ่งเป็นอิทธิพลของฝรั่ง
และคล้ายกับตัวอักษรอริยกะ ที่พระองค์คิดค้นขึ้นในขณะทรงผนวช

2. จารึกหลักที่ 1 มีขนาดเล็กผิดปรกติแตกต่างจากศิลาจารึกที่อายุใกล้เคียงกัน
คือ จารึกปราสาทพระขรรค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งมีขนาดเกือบ 2 เมตร
หรือศิลาจารึหลักที่ 2 และหลักที่ 4 ก็มีขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน

3. คําว่า รามคําแหง ไม่ปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักอื่น ๆ เลย
มีแต่ในหลักที่ 1 เท่านั้น ในขณะที่หลัก อื่นๆ เรียกว่า พระญารามราช พระร่วง
คำนี้ยังคล้ายกับตําแหน่ง พระรามคำแหง ในพระอัยการนาทหารหัวเมือง
ของกฎหมายตราสามดวง ที่ตราขึ้นใช้ในสมัยรัตนโกสินทร์

4. ในจารึกกล่าวว่าสุโขทัยนั้นตรีบูรได้สามพันสี่ร้อยวา (3400*2 = 6800 ม.)
เมื่อกรมศิลปากรเข้าไปบูรณะ วัดได้ความยาวของกําแพงชั้นใน 6100 เมตร
ชั้นกลาง 6500 เมตร และชั้นนอก 6800 เมตร แต่กำแพงชั้นกลางและชั้นนอก
สร้างในสมัยอยุธยา ดังนั้นพ่อขุนรามคำแหงทราบเรื่อง 6800 เมตร ได้อย่างไร

5. พระพุทธรูปหลายองค์ที่กล่าวถึงในจารึกหลักที่ 1 ดูตามรูปแบบศิลปะแล้ว
ไมมีอะไรเกี่ยวข้องกับสมัยสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปฝีมือช่างสมัยอยุธยา

6. ชื่อช้างมาสเมืองของขุนสามชนคล้ายกับช้างของรัชกาลที่ 2 ที่ชื่อ มิ่งเมือง
และช้างของพ่อขุนรามคําแหงที่ชื่อ รูจาคีรีก็คล้ายกับชื่อ คีรีเมฆ เทพคีรีจันคีรี
ในพระราชนิพนธ์ ช้างเผือกของรัชกาลที่ 4 แต่ในศิลาจารึกหลักที่ 2
ช้างของมหาเถรศรีศรัทธาชื่อ อีแดงเพลิง ซึ่งดูเป็นคำไทยโบราณมากกว่า



7. คําที่ใช้ในจารึกหลักที่ 1 เป็นคําที่นิยมในสมัยรัตนโกสินทร์แล้ว
เช่น ตระพังโพยสี คือการขุดสระให้เป็นสีมา มีอุโบสถอยู่กลางน้ํา
อันเป็นแบบของพุทธศาสนานิกายสิงหลภิกขุ และไม่ปรากฏคำนี้อยู่ในที่อื่นเลย
ยกเว้นในพระราชพงศาวดารฉบับกรุงสยาม ซึ่งเป็นเอกสารชั้นหลัง

8. การเขียนคำว่ามะม่วง ให้เป็น หมากม่วง เป็นความจงใจเพื่อให้ดูเก่า
ความจริงในสมัยสุโขทัยใช้คำว่า ไม้ม่วง แต่คําว่า หมากม่วงนี้
กลับปรากฏในเรื่องนางนพมาศ ซึ่งน่าจะเขียนจะขึ้นสมัยรัชกาลที่ 3

9. การเผาเทียนเล่นไฟ ก็ดูจะสอดคล้องกับหนังสือเรื่องนางนพมาศ
หรือการพนมดอกไม้ คือการจัดดอกไมเป็นพุ่ม เป็นลักษณะการจัดดอกไม้
ของวัดบวรนิเวศ และ เป็นคําเฉพาะที่ไม่มีในจารึกหลักอื่น ๆ

10. เรื่องเจ้าเมืองบ่เก็บจังกอบก็เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับการค้าเสรี
ที่สยามโดยอังกฤษบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาเบาริ่งเพื่อปรับลดภาษี
11. การรับฟังเรื่องราวร้องทุกข์ของราษฎรโดยการเอากระดิ่งไปแขวนไว้
ก็ตรงกับเรื่องราวการรับฎีกาโดยตรงจากราษฎรที่มีขึ้นในรัชกาลที่ 4

12. การกล่าวถึงสถานที่ต่างๆ เพียงกว้างๆ เช่น พิหารทองตั้งอยู่กลางเมือง
ถ้าเป็นจารึกร่วมสมัยจริง เหตุใดจึงไม่มีการระบุชื่อวัดหรือสถานที่โดยตรง

ดังนั้น อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ เชื่อว่าศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นการแต่งขึ้น
โดยนำเนื้อหามาจากศิลาจารึกวัดศรีชุมของพระมหาธรรมราชาลิไท
เช่น พระราชประวัติของพ่อขุนรามคำแหงในตอนชนช้างกับขุนสามชน
เหมือนกับเรื่องพระมหาเถรศรีศรัทธาเคยได้ชนช้างกับขุนจังมาก่อน

มีการดัดแปลงบางพยัญชนะ และวิธีการเขียนตัวอักษรเป็นชั้นๆ บนล่าง
มาเป็นการเขียนไว้บนบรรทัดเดียวเหมือนกับภาษาตะวันตก
แสดงให้เห็นว่าผู้แต่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องภาษาเป็นอย่างดี

.

Create Date : 30 กันยายน 2558
Last Update : 30 กันยายน 2558 15:29:27 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (3)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=09-2015&date=30&group=19&gblog=72

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #3 on: 04 May 2026, 20:39:57 »


จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (4)
.



งานวิจัยนี้ถูกนำไปสู่การอภิปรายที่สยามสมาคมเรื่อง ศิลาจารึกหลักที่ 1
ในวันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2532 ณ ห้องประชุมใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด
สำนักงานใหญ่ ถ. สีลม กรุงเทพฯ มีพระดำรัสเปิดโดย
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา ฯ ในฐานะประธานในที่ประชุม

อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ ได้ข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมจากบทความเดิมว่า

ศิลาจารึกหลักที่ 1 นี้ รัชกาลที่ 4 เป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น
มีการชี้เค้าเงื่อนไว้ในหนังสืออภินิหารการประจักษ์
ที่นิพนธ์โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
ในปีพุทธศักราช 2411 เป็นหนังสือที่กล่าวถึงบุญบารมีของรัชกาลที่ 4

ที่ทรงพบแท่นศิลาที่ชาวเมืองนับถือว่าเป็นของขลังไม่มีใครเข้าไปใกล้
แต่พระองค์เสด็จขึ้นประทับบนแท่นศิลานั้น รับสั่งว่า
"อยู่ทำไมกลางป่า ไปอยู่บางกอกด้วยกันจะได้ฟังเทศน์จำศีล"
เมื่อพระองค์เสด็จกลับจึงโปรดเกล้าฯให้ชะลอมาก่อเป็นแท่นไว้ที่วัดสมอราย

มีเรื่องเทพยดามาทูลว่า ต่อไปพระองค์จะได้ขึ้นครองราชย์สมบัติ
คล้ายกับพระยาลิไทที่เคยเป็นองค์รัชทายาท แต่ไม่ได้ขึ้นครองราชย์ในทันที
ทั้งสองพระองค์จะได้มีโอกาสศึกษาพระไตรปิฏกอย่างลึกซึ่งเสียก่อน
ดังเนื้อหาในจารึกหลักที่ 4 วัดป่ามะม่วงภาษาเขมรที่ถูกลงมาพร้อมพระแท่น

แต่ในหนังสือเล่มนี้กลับไม่มีการกล่าวถึง การนำจารึกหลักที่ 1 ลงมาด้วย
ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะหลงลืมที่จะกล่าวถึงเรื่องสำคัญเช่นนี้



สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ทรงเลือกแปล
โดยยกเอามาแต่เฉพาะบางเหตุการณ์ เริ่มที่มหาศักราช 1214 ศกปีมะโรง
พ่อขุนรามคำแหงให้ปลูกไม้ตาล 14 ปีเข้า จึงให้ช่างถากขดานหินกลางไม้ตาลนี้
และในวันอุโบสถก็โปรดให้พระเถระผู้ใหญ่สวดธรรมแก่เหล่าอุบาสก
หามิใช่วันอุโบสถพระองค์เองก็เสด็จขึ้นประทับออกว่าราชการ

ตรงกับพระราชดำริของเจ้าฟ้ามงกุฎเมื่อเสด็จสุโขทัยที่ตรัสกับแท่นศิลาว่า
"ให้ไปบางกอกด้วยกัน จะได้ฟังเทศน์ถือศีล" น่าจะสันนิษฐานได้อีกว่า
พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่าหากเมื่อพระองค์เสวยราชสมบัติขึ้นเมื่อใด
ก็คงใช้แท่นศิลานี้เป็นบัลลังค์ แต่ก็มิได้แสดงให้เป็นที่ประจักษ์เท่านั้น

หนังสือแสดงวิธีการเปลี่ยนมหาศักราชมาเป็น พ.ศ. โดยการบวกด้วย 621
ซึ่ง อ. พิริยะนำได้ลองเปลี่ยนพุทธศักราชนั้นมาเป็นคริสต์ศักราชพบว่า

ม.ศ. 1214 ที่พ่อขุนรามคำแหงทรงปลูกต้นตาลก็จะตรงกับปี พ.ศ.1835
แต่หากเปลี่ยนจาก พ.ศ. เป็น ค.ศ. ตรงๆ ปีนั้น คือสองปีก่อนที่เจ้าฟ้ามงกุฎ
จะเสด็จไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดบวร
อีก 14 ปีต่อมาจึงโปรดเกล้าฯให้ช่างถากกระดานศิลา (พระแท่นมนังคศิลา)
ก็จะตรงกับปี ศ.ศ.1849 คือสองปีก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์

แต่เนื้อหาต่อไปเรื่องที่พ่อขุนรามคำแหงให้ขุดเอาพระธาตุ กลับกล่าวว่า
เป็นปีศักราช 1209 ปีกุน แต่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ระบุว่าเป็นศักราช
1207 ปีกุน เป็นเจตนาที่จะแสดงให้เห็นว่ามีความแตกต่างของเวลาสองปี



ดังนั้นถ้าเอาสองปีมาเพิ่มเข้าไป

ม.ศ. 1835 ปีที่พ่อขุนรามคำแหงปลูกต้นตาล +2
ตรงกับ ค.ศ 1837 ที่เจ้าฟ้ามงกุฎจะเสด็จไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดบวร
ม.ศ. 1849 ปีที่พ่อขุนรามคำแหงโปรดเกล้าฯให้ช่างถากกระดานศิลา +2
ตรงกับ ค.ศ. 1851 ที่เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จขึ้นครองราชย์พอดี

ม.ศ. 1209 ที่พ่อขุนรามคำแหงให้ขุดเอาพระธาตุออกไปให้คนทั้งหลายเห็น
แล้วเอาลงไปฝังไว้กลางเมืองศรีสัชนาลัย หากบวก 623 จะตรงกับ ค.ศ.
ที่เจ้าฟ้ามงกุฎโปรดเกล้าฯให้ขุดศิลานิมิตแล้วทรงให้ผูกนิมิตใหม่

ม.ศ 1205 เมื่อพ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์ลายสือไทยนั้น หากบวก 623
จะตรงกับปีที่เจ้าฟ้ามงกุฎทรงมีพระราชศรัทธาที่จะนำเอาพระวินัยมอญ
มาเป็นข้อปฏิบัติในธรรมยุตนิกาย และอาจจะทรงริเริ่มประดิษฐ์อักษรอริยกะ

สรุปได้ว่า ศิลาจารึกหลักนี้น่าจะจารขึ้นในช่วง พ.ศ. 2376 – 2398
หรือระหว่างปีที่พระองค์ทรงค้นพบจนถึงพระราชทานแก่เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง
ดังนั้น ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าไม่สามารถนำศิลาจารึกหลักนี้
มาใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยสุโขทัยได้



.

Create Date : 02 ตุลาคม 2558
Last Update : 5 ตุลาคม 2558 15:10:28 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (4)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=02&group=19&gblog=73

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #4 on: 04 May 2026, 20:40:55 »


จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (5)
.



อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ ได้อรรถาธิบายว่า

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ชิ้นนี้เป็นกุศโลบายที่พระองค์จะนำไปใช้
ในการเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีที่มีมาแต่เดิมไปสู่โลกทัศน์ใหม่
ซึ่งรับกับอารยธรรมตะวันตก จารึกหลักที่ 1 จึงเป็นการสร้างภูมิหลัง
เพื่อเป็นหลักประกันแก่ความเปลี่ยนแปลงที่พระองค์ทรงกระทำ

เช่น การที่พระองค์ทรงประดิษฐ์อักษรอริยกะ ที่อาจจะมีพระราชประสงค์
อันนำไปสู่การที่จะเปลี่ยนระบบวิธีเขียนภาษาไทยให้อยู่ในบรรทัดเดียวกัน
เพื่อสามารถที่จะใช้กับเครื่องพิมพ์ได้สะดวกยิ่งขึ้น

หรือการที่จะลดค่าระวางปากเรือจากวาละ 1700 ให้เหลือว่าละ 1000 บาท
เพื่อส่งเสริมการค้า ก็จะเป็นการขัดผลประโยชน์ของขุนนาง ที่แต่เดิมผูกขาด
แต่ในสมัยสุโขทัย ใครใคร่ค้าช้างค้า ใคใคร่ค้าม้าค้า

เจ้าเมืองบ่อเอาจังกอบในไพร่ ก็เป็นเรื่องของสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
เป็นการชี้นำว่า การค้าเสรีนั้นมีมาแต่ในสมัยสุโขทัย

ในสมัยพระองค์ทรงโปรดให้ไพร่สามารถถวายฎีกาโดยมาตีกลองวินิจฉัยเภรี
ก็มีอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า ไพร่ฟ้าหน้าใสไปสั่นกระดิ่งถวายฎีกา

พระองค์ต้องการที่จะปรับปรุงพระราชพิธีสำหรับบ้านเมือง
เช่นการถือน้ำพิพัฒน์สัตยา พระองค์เองก็เสวยน้ำพิพัฒน์สัตยานั้นด้วย
ก็แสดงให้เห็นในข้อความว่า ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุนถือบ้านถือเมือง

พระองค์ก็ยังทรงให้ความสำคัญแก่เทพารักษ์ผู้พิทักษ์รักษาบ้านเมือง
เช่น การนับถือพระขพุงที่สุโขทัย และพระสยามเทวาธิราช
ซึ่งทรงสถาปนาขึ้นเพื่อพิทักษ์รักษากรุงสยามในลักษณะเดียวกัน

เมื่อพระองค์ทรงโปรดเกล้าให้ราษฎรมาเฝ้าชมพระบารมี
ก็มีเรื่อง ที่ชาวเมืองสุโขทัยมาดูพ่อขุนรามคำแหงท่านเผ่าเทียนเล่นไฟ



ม.จ. สุภัทรดิศ ดิศกุล เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย
และได้เชิญ ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร ผู้เชี่ยวด้านอักษรไทย
และ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรีในฐานะเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

ใจความสรุป คือ ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้เสนอว่า
กระบวนการวิจัยของ อ. พิริยะนั้นยังไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ
เช่น หากกล่าวว่าถ้อยคำบางคำในศิลาจารึกนั้นตรงกับเอกสารสมัยหลัง
แล้วจะเป็นของใหม่ ลิลิตยวนพ่ายก็สามารถกลายเป็นของใหม่ได้เช่นกัน

ในทางตรงข้าม หากจะสรุปว่า ถ้อยคำใดในศิลาจารึกหลักที่ 1
ที่ไม่ได้ถูกใช้ในปัจจุบัน จะสรุปว่าถ้อยคำนั้นไม่มีในสมัยสุโขทัยก็ไม่ได้
ดังนั้นตรรกะทั้งสองด้านนี้ย่อมสวนทางกันอยู่ในตัวของมันเอง

ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร ได้นำเสนอหลักฐานทางเอกสารที่สำคัญ
ที่ยืนยันถึงการประดิษฐ์อักษรไทย คือหนังสือจินดามณีฉบับประเจ้าบรมโกศ
ปรากฏข้อความว่า พระร่วงทรงประดิษฐ์อักษรไทยในปี พ.ศ. 1826

ซึ่งเป็นสิ่งที่บอกชัดว่าแม้ไม่มีศิลาจารึกหลักที่ 1 คนสมัยอยุธยาก็รับรู้ว่า
พระร่วงหรือหรือ พ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรไทย

การเอาพยัญชนะมาวางไว้บรรทัดเดียวกัน ไม่ได้เอาอย่างฝรั่ง
แต่เป็นการเขียนที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย แม้ในสมัยพระยาลิไท
สระ อี ก็มีการใช้ในบรรทัดเดียวกัน เช่นเดียวกันกับจารึกวัดพระยืน เชียงใหม่

จารึกหลักที่ 1 ไม่ได้เล็กกว่าหลักอื่นๆ ในสมัยเดียวกัน
เพราะแม้จะสูงเพียง 111 ซ.ม.และหลักที่ 4 พระยาลิไทจะสูง 200 ซ.ม.
แต่ศิลาจารึกหลักที่ 1 กว้างถึง 35 ซ.ม.ในขณะที่หลักที่ 4 กว้าง 30 ซ.ม.
แต่จารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่พบในประเทศลาวก็มีขนาดเล็กกว่า

ขนาดจึงไม่ใช่ประเด็น



ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี ได้โต้แย้งถึงข้อสังเกตที่ว่า ทำไมในศิลาจารึก
ถึงกล่าวถึงชื่อที่ไม่ควรปรากฏในสมัยสุโขทัย เช่น ตำแหน่งพระสังฆราช
ชื่อเมืองนครศรีธรรมราช การทรงช้างเผือก ชื่อของพ่อขุนรามคำแหง
ซึ่งทั้งหมดนี้ ม.ร.ว. ศุภวัฒย์ เกษมศรี สามารถอธิบายได้ทั้งสิ้น

ทั้งสองฝ่ายได้เสนอความคิดของตน ไม่มีข้อสรุปจากการอภิปราย

.

Create Date : 05 ตุลาคม 2558
Last Update : 5 ตุลาคม 2558 14:48:00 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (5)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=05&group=19&gblog=74

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #5 on: 04 May 2026, 20:41:42 »


จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (6)
.



สมเด็จเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาจึงได้มีพระดำรัสปืดการอภิปรายว่า
ข้าพเจ้าไม่กลัว เพราะคิดว่าถ้ามีคนที่สงสัยอะไร
ก็น่าที่จะให้โอกาสเขาอธิบายความเห็นของเขาด้วยเหตุด้วยผลของเขา
ซึ่งเราก็สามารถมาพิจารณาได้ภายหลัง ถึงอย่างไรก็ดี เราไม่ควรยึดถืออะไรนัก

ทุกอย่างในโลกนี้ก็ไม่เที่ยง ถ้าหลักที่ 1 นี้เป็นของปลอม อะไรก็จะมาลบ
การที่เรามีภาษาของเรา ซึ่งมีตัวเขียนของเราที่ใครสร้างขึ้นก็ตาม
มีสถาปัตยกรรมของเรา และอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นของเราไม่ได้

ทรงมอบหมายให้นักวิทยาศาสตร์ประจำกรมศิลปากร และกรมทรัพยากรธรณี
ทำการวิจัยเรื่อง การพิสูจน์ศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์
โดยนำศิลาจารึกที่ทำด้วยหินทรายแป้ง ชนิดเดียวกับศิลาจารึกหลักที่ 1
คือ หลักจารึกนครชุม ศิลาจารึกวัดมหาธาตุ ศิลาจารึกภาษามคธ และภาษาไทย
กล่าวถึงชีผ้าขาวเพสสันดร และพระแท่นมนังคศิลาบาตร มาเปรียบเทียบกัน

พ.ศ. 2534 ก็มีการรายงานผลว่าผู้วิจัยได้ใช้แว่นขยายรังสีอัลตร้าไวโอเลต
และรังสีอินฟราเรด กล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน เป็นเครื่องมือสำคัญ

เมื่อเปรียบเทียบวิเคราะห์หลาย ๆ จุดบนตัวอย่างแต่ละตัวอย่าง
แล้วหาค่าเฉลี่ยพบว่า ความแตกต่างขององค์ประกอบที่ผิว
กับส่วนที่อยู่ข้างในของศิลาจารึกทั้ง 3 หลักมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน

จึงสรุปผลการพิสูจน์ว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 ผ่านกระบวนการสึกกร่อน
มาเป็นเวลาหลายร้อยปี ใกล้เคียงกับศิลาจารึกหลักที่ 3 วัดศรีชุม
และหลักที่ 45 ศิลาจารึกวัดมหาธาตุ จึงเป็นอันยุติว่า
ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นของดั้งเดิม มิใช่ทำขึ้นใหม่



แต่ใช่ว่าทุกคนจะเห็นด้วย ชัชวาล ปุญปัน ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เผยแพร่บทความโต้แย้ง ใจความโดยสรุปว่า

1. ยังไม่มีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่จะสามารถวัดอายุว่า
มนุษย์ได้นำก้อนหินก้อนนั้นมาแกะสลักเมื่อใดได้โดยตรง
2. การทดสอบนี้มีข้อจำกัด ที่ไม่สามารถจะสุ่มตัวอย่างได้อย่างเพียงพอ
เพราะคงไม่มีใครกล้ากะเทาะศิลาจารึกหลักที่ 1 ออกมาหลายตำแหน่ง

3. ศิลาจารึกหลักที่ 1 คงตั้งอยู่กลางแจ้งมาตลอด เพราะสุโขทัยสมัยนั้น
ยังเป็นป่ารก หากจมดินอยู่จะไม่สามารถค้นพบได้ ต่างจากหลักอื่นซึ่งพบในสมัยหลัง
สภาพนั้นตั้งอยู่ในวิหาร จารึกหลักที่ 1 จึงมีความแตกต่างจากหลักอื่นๆ
แล้วจะนำมาเปรียบเทียบการผุผังด้วยกันได้อย่างไร

4. วิธีจะการหาร่องรอยของการผุพังอยู่กับที่แบบในงานวิจัยนี้
ที่ขาดไปก็คือไม่สามารถหาหินทรายแป้งแบบเดียวกับจารึกหลักที่ 1
แต่จารึกในสมัยรัชกาลที่ 4 ตั้งอยู่ในสภาพเช่นเดียวกันมาเปรียบเทียบได้

ดังนั้นจึงมีคำถามว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหินทรายแป้งแบบเดียวกัน
แต่ถูกจารึกในสมัยรัชกาลที่ 4 อาจจะมีสภาพการผุผังเหมือนกันก็ได้



ฝ่ายที่เชื่อว่าจารึกไม่ได้ทำขึ้นในสมัยสุโขทัยก็ก็ยังคงมีการตั้งข้อสังเกตอยู่

เช่น ไมเคิล ไรท์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องเนื้อหาและการใช้ภาษา ก็สรุปยืนยันว่า จารึกหลักที่ 1
จะเป็นอื่นใดไม่ได้ นอกจากฝีมือปัญญาชนชาวสยามในคริสตวรรษที่ 19
ซึ่งช่ำชองพุทธศาสนาและยังคุ้นกับความคิดของนักปราชญ์ก้าวหน้าในยุโรป



นอกจากนี้ก็ยังมีสายกลาง อย่าง อ. ศรีศักดิ์ วัลลิโคดม นักวิชาการอิสระ
ก็ไม่เชื่อว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่น่าจะสร้างในสมัยพระยาลิไท
เพราะเป็นจารึกทางการเมืองพื่อใช้อ้างความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์สมบัติ
โดยอ้างไปถึงสมัยพ่อขุนรามคำแหง หรือเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี



อีกท่านที่เป็นสายกลาง คือ อ. พิเศษ เจียจันทรพงษ์
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑกรมศิลปากร
มีความเห็นว่า ไม่ได้ทําในสมัยพ่อขุนรามคําแหง และไม่ได้ทําในสมัยรัชกาลที่ 4 ด้วย

เพราะข้อความ 17 บรรทัดแรกของจารึกเขียนว่า กูชื่อนั้น พ่อกูชื่อนี้
แต่บรรทัดที่ 18 กลับจารึกว่า "เมื่อชั่วพ่อขุนรามคําแหง เมืองสุโขทัยนี้ดี"
หมายถึง พ่อตายแล้ว แสดงว่าเขียน หลังสมัยพ่อขุนรามคําแหงแน่นอน
และแม้แต่ 17 บรรทัดแรกก็อาจไม่ได้จารึกสมัยพ่อขุนรามคําแหงก็ได้
เพราะการใช้สรรพนาม กู เพื่อเป็นการเล่าเรื่องก็เป็นวิธีเล่าเรื่องแบบหนึ่ง

เป็นไปไม่ได้ว่าในสมัยสุโขทัยมีการใช้สระผสมแล้ว เช่น สระ เอือ
จนกระทั่งสมัยใกล้สมัยรัชกาลที่ 4 จึงมีการใช้ สระเอือ เช่นคำว่า เมือง

แต่ก็ไม่เชื่อว่าจะเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพราะไม่มีทางที่คนในสมัยนั้น
จะมีความรู้ทางประวัติศาสตร์มากพอที่จะเล่าเรื่องต่างๆ โดยไม่ขัดแย้งในภายหลัง
เมื่อเรามารู้จักหรือเห็นภาพสุโขทัยจากหลักฐานและข้อค้นพบภายหลัง
จนสามารถสร้างภาพให้แก่เมืองสุโขทัยได้อย่างถูกต้อง

เช่น ในจารึกบอกว่ามีลานเหมือนสนามหลวง
อาจจะใช้สำหรับประกอบพิธีอยู่ระหว่างประตูเมืองกับศูนย์กลางของเมือง
แต่ลานนี้เลิกใช้ไปหลังจากนั้น100 ปี และสร้างวัดคร่อมแทน
กว่าท่านจะเสด็จไปที่กรุงสุโขทัยก็ไม่หลงเหลือร่องรอยอะไร

และยังมีอีกหลายเรื่องที่เราเพิ่งมาค้นพบภายหลังด้วยหลักฐานใหม่ ๆ
หากรัชกาลที่ 4 ทรงทำหลักศิลาจารึกหลักนี้ขึ้นมาจริง ก็น่าสงสัยว่า
ท่านทราบเรื่องเหล่านี้มาก่อนได้อย่างไร อย่างไรก็ตามอาจมีผู้ทักท้วงว่า
ท่านศึกษามาก รู้มาก อาจจะรู้มาก่อนแล้วก็เป็นได้

.

Create Date : 07 ตุลาคม 2558
Last Update : 8 ตุลาคม 2558 15:47:08 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (6)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=07&group=19&gblog=75

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #6 on: 04 May 2026, 20:42:29 »


จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (7)
.



30 สิงหาคม 2546 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
(UNESCO)ได้ประชุมกันที่เมือง Gdansk ประกาศจดทะเบียนจารึกหลักที่ 1
ภายใต้โครงการมรดกความทรงจำของโลก (Memory of the World Project)
เป็นการจุดสู่กระแสสังคมเรื่องความจริงแท้ศิลาจารึกหลักที่ 1 อีกครั้ง
การเสอนข่าวย่อมไม่มีอะไรดีไปกว่า การยกบทความของ อ. พิระยะ มาเล่นใหม่

12 กรกฎาคม 2547 ประชาชนและนักเรียนนักศึกษาชาวสุโขทัยกว่า 5000 คน
จัดการชุมนุมเดินขบวนรอบเมืองสุโขทัย ต่อต้าน ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์
และนายไมเคิล ไรท์ ที่ออกมานำเสนอประเด็นทางวิชาการ
ว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 นั้น ไม่ได้สร้างขึ้นโดยพ่อขุนรามคำแหง

ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการหมิ่นพระปรีชาสามารถ ทำลายศรัทธาของประชาชน
จากนั้นได้เดินทางไปยังลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีการปราศรัยโจมตีนักวิชาการดังกล่าว
พร้อมจัดพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง จี้ให้ยุติความเคลื่อนไหว

14 ก.ค. 2547 รายการถึงลูกถึงคนได้นำเสนอเรื่องปัญหาหลักศิลาจารึก หลักที่ 1
ผู้ร่วมรายการ ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร อ.ธวัช ปุณโณทก อ. ศรีศักร วัลลิโภดม
และสมศักดิ์ คำทองคง ประธานคณะทำงานเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามคำแหง

โดยสรุป พิธีกรเอาประเด็นที่ อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ ตั้งข้อสังเกตมาถามผู้ร่วมรายการ
แน่นอนว่า อ. ประเสริฐ ณ นคร และ อ. ธวัช ปุณโณทก เป็นฝ่ายที่เชื่อว่า จริง
ในขณะที่ อ. ศรีศักร วัลลิโภดม ออกตัวว่าไม่มีความรู้ แต่น่าจะเป็นพระยาลิไท
และสมศักดิ์ คำทองคง มาให้สัมภาษณ์ในฐานะคนสุโขทัยที่โดนลบหลู่ความเชื่อ



ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบ แต่แน่นอนว่า
หากมีใครออกมาจุดกระแสหรือตั้งกระทู้ ก็จะมีการถกเถียงกันเช่นเดิม
กรกฎาคม 2558 ในมติชนออนไลน์มีคอลัมม์เขียนโดย อ. รุ่งโรงจน์ อภิรมย์อนุกูล
เรื่อง ไม่เห็นด้วยกับ จารึกพ่อขุนรามคำแหงคือวรรณกรรมกรุงรัตนโกสินทร์

ใจความโดยสรุป คือการกล่าวถึงที่มาของการค้นพบศิลาจารึกหลักที่1
และกล่าวสรรเสริญถึงความกล้าหาญของ อ. พิริยะไกรฤกษ์
ที่พยายามค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อมาพิสูจน์แนวความคิดของตนเอง
ไม่ยังเคยมีใครที่จะมีค้นคว้าสืบหาหลักฐานได้เท่านี้มาก่อน

แต่ก็มีข้อเห็นแย้งว่า

ในสมัยที่รัชกาลที่ 4 พบเพียงจารึกแค่ศิลาจารึกหลักที่ 1 และหลักที่ 4
เป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะแต่งเรื่องโดยใช้จารึกหลักที่ 2 ที่พบในภายหลัง

ในสมัยของพระองค์ ไม่เอกสารชิ้นใดกล่าวถึงพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เลย
พระองค์นำพระนามนี้มาจากที่ใดเพื่อมาใส่เป็นชื่อในศิลาจารึกหลักที่ 1



คัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์ที่เป็นหนึ่งในหลักฐานในสมัยรัชกาลที่ 4
กล่าวว่าพญารามราชเสวยราชย์ก่อนพญาบานเมือง
แต่ในศิลาจารึกหลักที่ 1 กลับเล่าตรงข้ามว่า พระยาบานเมืองเป็นพี่
เสวยราชย์ก่อนพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกยืนยันในสมัยหลัง
ตามลำดับกษัตริย์ในจารึกปู่ขุนจิดขุนจอด ซึ่งพบในรัชกาลปัจจุบัน

ทำไมจารึกเสียเวลาเล่าประวัติของ พ่อขุนรามคำแหงเป็นลูกเต้าเหล่าใคร
ซึ่งผิดปกติกว่าจารึกหลักอื่น ที่เป็นเรื่องการอุทิศสิ่งของให้พุทธศาสนา
ความจริง จารึกพระเจ้ามเหนทรวรรมัน จารึกวัดป่ามะม่วง
และจารึกวัดพระยืน ก็มีการกล่าวถึงประวัติผู้สั่งให้สร้างจารึกเช่นกัน

รูปแบบอักษร มีพยัญชนะและสระอยู่ในบรรทัดเดียวกัน คล้ายอักษรอริยกะ
แต่จารึกวัดบางสนุก พบที่อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เมื่อปี พ.ศ. 2484
ก็มีอักขวิธีและรูปแบบตัวอักษรเหมือนกับในศิลาจารึกหลักที่ 1
เป็นไปไม่ได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเคยทอดพระเนตรจารึกหลักนี้

รูปแบบอักษรอริยกะที่ ทรงประดิษฐ์นั้น ใช้สำหรับการเขียนภาษาบาลี
จำเป็นที่จะต้องมีพยัญชนะตัวซ้อนเพื่อให้ทราบว่าตัวใดเป็นตัวสะกด
ถ้าจารึกหลักที่ 1 เป็นของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จริง
ทำไมไม่มีระบบพยัญชนะตัวซ้อนในจารึกหลักนี้

หากนำจารึกหลักที่ 1 มาเทียบกับจารึกสมัยพระยาลิไท
จะพบว่ามีความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของการเขียนภาษา



คำบางคำเหมือนกับเอกสารในสมัยหลัง เรื่องก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด
เพราะเอกสารสมัยอยุธยาบางชิ้นก็มีคำบางคำในเอกสารสมัยรัตนโกสินทร์
การที่ศัพท์และวลีบางวลีในจารึกหลักที่ 1 เหมือนกับจารึกหลักอื่น
ก็ไม่ใช่การคัดลอก เพราะสมัยพระองค์มีแค่จารึกวัดป่ามะม่วง ภาษเขมร

พระองค์จะมาคัดลอกคงไม่ได้ แต่การพบคำที่เหมือนกับจารึกหลักอื่น
เป็นการยืนยันว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นของจริง เพราะไม่มีความขัดแย้ง

ถ้าเราจะยืนยันว่าจารึกหลักนี้เป็นของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 จริง
ทำไมเราไม่เปรียบเทียบกับพระราชนิพนธ์ของพระองค์
ซึ่งยังคงเหลือมาถึงปัจจุบันเป็นอย่างมาก ซึ่งมันก็พบว่าสำนวนภาษา
ในจารึกกับพระราชนิพนธ์ของพระองค์ไม่มีอะไรที่เหมือนกัน

ในศิลาจารึกหลักนี้มีการใช้ ตัว “ฃ” “ฅ” ซึ่งนักภาษาศาสตร์ได้ตรวจพบว่า
คำที่ใช้อักขระ 2 ตัวดังกล่าวเหมือนกับในภาษาไทขาว แสดงให้เห็นว่า
สมัยสุโขทัยยังสามารถแยกเสียงระหว่าง “ข” กับ “ฃ” และ “ค” กับ “ฅ” ได้
ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ก็แยกสองเสียงนี้ไม่ได้แล้ว พระองค์จะใช้สองคำนี้อย่างไร

จารึกหลักนี้เป็นหลักศิลาและใช้เส้นจารที่ใหญ่ ผิดกับจารึกวัดพระเชตุพน
และวัดราชประดิษฐ์ที่เป็นของรัตนโกสินทร์ที่ใช้แผ่นหินและเส้นจารที่เล็ก

.

Create Date : 09 ตุลาคม 2558
Last Update : 23 พฤษภาคม 2559 11:05:35 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (7)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=09&group=19&gblog=76

.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #7 on: 04 May 2026, 20:43:17 »


จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (จบ)
.



การที่อ้างว่าเนื้อความในจารึกหลักที่ 1 เหมือนกับเนื้อความในคัมภีร์ทางศาสนา
เช่น คัมภีร์โลกบัญญัติ เป็นต้น เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด
เพราะคัมภีร์ทางศาสนาที่อ้างนั้นล้วนก็มีอายุเก่ากว่าพ.ศ. 1800

การเปรียบเทียบเรื่องพ่อขุนรามคำแหงแขวนกระดิ่งกับเรื่องรัชกาลที่ 3
ตั้งกลองพระวินิจฉัยเภรี ในคัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกา ก็กล่าวว่า
ครั้งแผ่นพญาเอฬารทมิฬ แขวนกระดิ่งให้ประชาชนมาสั่นร้องทุกข์เหมือนกัน

“เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทางเพื่อนจูงวัวไปค้า ใครจักใคร่ช้างค้า
เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเปิดการค้าเสรี เพราะผลของสัญญาเบาว์ริงค์
ถ้าจารึกหลักนี้ทำในสมัยที่พระองค์ทรงอยู่ในสมณเพศ เรายังผูกขาดทางค้า
แล้วพระองค์ทรงทราบได้อย่างไรว่าอนาคตข้างหน้า ต้องมีการค้าเสรี

จารึกนครชุมของพระมหาธรรมราชาพญาลิไท ก็มีข้อความว่า
ไพร่ฟ้าข้าไทย ขี่เรือไปค้าขี่ม้าไปขาย
มาตราที่ 62 ของพระอัยการผัวเมียก็มีการกล่าวถึงการเดินทางไปค้าขาย
ถึงเชียงใหม่ ไปเมืองจีน ดังนั้นแค่จูงวัวไปค้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประการใด

พระแท่นมนังคศิลาบาตรที่พบพร้อมกับศิลาจารึกมีลวดลายสลักที่ค่อนข้างใหม่
อ. รุ่งโรจน์ ในฐานะผู้เขียนกล่าวว่า ไม่มีเวลาศึกษา แต่สุโขทัยไม่ใด้หมดความสำคัญ
หลังรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง กิจกรรมที่เกิดขึ้นที่เนินปราสาทก็ยังคงมีสืบต่อมา
ดังนั้นพระแท่นมนังคศิลาบาตรองค์นี้ก็อาจจะไม่ใช่เป็นของพ่อขุนรามคำแหงก็ได้
จารึกหลักที่ 1 ก็ไม่บอกว่าพระแท่นมนังคศิลาคือ แท่นไหน ใช่แท่นนี้หรือก็ไม่รู้



การที่กล่าวว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 แปลจารึกพระราชทานเบาว์ริงค์
เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า สยามประเทศมีอารยธรรมที่เก่าแก่
เพื่อไม่ให้ตะวันตกอ้างสิทธิการยึดครอง เรื่องนี้ขอถามย้อนกลับไปว่า
ประเทศจีนมีอารยธรรมที่เก่าแก่มาก ตะวันตกก็ไม่เห็นกลัวเกรงอะไร

พระเจ้าเสียนฝงฮ่องเต้ยังต้องหนีกองทัพตะวันตก แบบไม่คิดชีวิต
อินเดียเก่าแก่ถึงราชวงศ์โมริยะอังกฤษก็ยังยึดครองได้
แล้วจะภาษาอะไรกับจารึกที่บอกว่าสยามประเทศเก่าเพียง 700 ปีเท่านั้น
แล้วทำไมพระองค์จึงไม่อ่านจารึกหลักให้หมด

และเมื่อพระองค์ทรงเล่าพระราชประวัติปฐมวงศ์ของราชวงศ์จักรี
ว่ามีความสัมพันธ์กับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
แล้วทำไมพระองค์จึงไม่ทรงทำจารึกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
หรือไม่พระองค์ไม่ทำจารึกของพระอุตตรเถระและพระโสณเถระ
เพื่อให้รับกับข้อพระวินิจฉัยเรื่องพระเจ้าอโศกส่งสมณทูตมายังดินแดนสยาม

ถ้าทั้งหมดที่ผมกล่าวมานี้ จะมีท่านใดตอบว่า พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4
ทรงเห็นหมดแล้ว และนำหลักฐานไปฝังไว้ เรื่องก็จนใจ
ให้ท่านผู้อ่านตัดสินเองเถิด หรือว่าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเป็นจอมปราชญ์

ถ้าอย่างนั้นก็ควรถวายรางวัลโนเบล ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาประวัติศาสตร์
จารึก ภาษาศาสตร์ แต่พระองค์จะทรงมีเวลาว่างพออย่างนั้นหรือ
ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาก็สุดแล้ววิจารณญาณของท่านผู้อ่านละกัน"



เมื่อได้อ่านทุกความเห็นจนถึงบรรทัดนี้ ทุกคนคงได้มีข้อยุติในใจว่า
ศิลาจารึกหลักที่ 1 นี้เป็นของจริงหรือไม่ ในมุมมองของผมคิดว่า
ฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นของใหม่ ได้แต่ตั้งคำถาม โดยใช้พิรุธของภาษาเป็นเกณฑ์
ซึ่งไม่น่าจะใช่สิ่งที่เราควรทำ เพราะไม่อาจใช้บริบทปัจจุบันไปอธิบายได้

แม้ฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นสมัยสุโขทัย ก็พยายามที่จะตอบให้ได้ทุกคำถาม
เช่นเรื่อง คำว่ากำแพงตรีบูร อ. ประเสริฐก็อธิบายว่า ไม่ได้แปลว่า 3 ชั้น
แต่เป็นคำเปรียบเปรย ถึงความแข็งแกร่งของกำแพงเมือง
เพราะมีเอกสารที่กล่าวว่า อยุธยานี้ตรีบูร หรือเชียงใหม่ก็ใช้คำๆ นี้

แต่ฝ่ายที่ไม่เชื่อกลับไม่ยอมแก้ต่างกับอีกฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญ
คือเรื่องจารึกวัดบางสนุก จารึกที่ถ้ำในประเทศลาว หรือจารึกวัดป่าแดง
ที่เป็นอักษรไทยรูปแบบเดียวกับศิลาจารึกหลักที่ 1 ใครจะเป็นผู้เขียนขึ้น
เพราะทุกหลักล้วนเป็นของสมัยหลัง ไม่เก่าไปกว่าศิลาจารึกหลักที่ 1

ถ้าจะสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดในหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 จะได้เป็นว่า
ไทยพยายามที่จะปลดแอกจาการเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรพระนคร
ด้วยการกบฏต่อขอมสบาดโขลญลำโพง หลังจากนั้น 2 รัชกาล
พ่อขุนรามคำแหงต้องการที่จะรวมอาณาจักรให้เป็นหนึ่งเดียว

ต้องมีการแสดงให้เห็นว่าเวลานี้ ไทยไม่ใช่ข้าของชนชาติขอมอีกต่อไป
ด้วยการการประดิษฐ์อักษรเป็นของตนเอง โดยใช้พื้นฐานจากตัวขอมหวัด
ที่เคยเป็นภาษาราชการภายใต้การปกครองของขอมมาปรับใช้
โดยการนำมาเรียงให้อยู่ในบรรทัดเดียวกัน เพื่อให้ความแตกต่าง



แต่เมื่อสิ้นรัชกาลของพระองค์ สุโขทัยก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ
จนกระทั่งพระยาลิไทสามารถรวบรวมแผ่นดินได้ใหม่อีกครั้ง
มีการปรับปรุงโดยเพิ่มพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์บางตัวเข้าไป
และมีการนำสระและวรรณยุกต์กลับมาไว้บนและล่างเหมือนอักษรขอม

เพราะการเรียงคำเป็นแถวเดียวกันนั้นเป็นสิ่งที่ขัดกับความเคยชิน
ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 และหลักอื่นๆ

และนั่นได้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ภาษาไทยเป็นหนึ่งในภาษา
ที่เขียนได้ยากที่สุดในโลก นอกจากนี้เรายังได้ละทิ้งอีกสิ่งสำคัญ
นั่นก็คือการเขียนแล้วให้อ่านออกเสียงได้ในสมัยพ่อขุนรามทิ้งไป
ทำให้ในปัจจุบันคำ 1 คำ นั้นต้องพิจารณาบริบทก่อนการออกเสียง

เช่นคำว่า ตากลม สามารถออกเสียงได้ทั้ง ตา-กลม และตาก-ลม
ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อขุนรามคำแหงทรงคิดแก้ปัญหาไว้แล้วถึง 700 ปีก่อน
นอกเหนือไปจากเราอาจประหยัดกระดาษและเขียนได้ง่ายกว่านี้
เพราะอักษรทุกตัวในสมัยพ่อขุนรามคำแหงนั้นมีความสูงเท่ากัน

หากต้องการที่จะเชื่อว่า จารึกหลักที่ 1 นั้นเป็นของจริงหรือของปลอม
เราควรถกเถียงกันด้วยเหตุและผล เพราะมิฉะนั้นจะเป็นอย่างกรณี
ที่ชาวสุโขทัยไปประท้วง อ. พิริยะ ไกรฤกษ์ แต่อาจารย์กลับตอบนิ่มๆ ว่า

แล้วพวกคุณทุกคนที่มาประท้วงผม เคยอ่านศิลาจารึกหลักนี้แล้วหรือยัง

.

Create Date : 12 ตุลาคม 2558
Last Update : 12 ตุลาคม 2558 14:14:51 น.

.


ที่มา : จารึกสุโขทัยหลักที่ 1 : ของจริงหรือของปลอม (จบ)
https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nontree&month=10-2015&date=12&group=19&gblog=77

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.083 seconds with 17 queries.