Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
06 May 2026, 09:43:15

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,914 Posts in 14,763 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคสอง ๖ - ๑๐
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคสอง ๖ - ๑๐  (Read 909 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« on: 20 March 2026, 16:25:22 »

ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) มาลัย ชูพินิจ ภาคสอง ๖ - ๑๐




แม้ว่าขบวนเรือเสด็จจะไปถึงกำแพงเพชรเอาเมื่อพลบค่ำ ท่ามกลางความมืดและความชื้นของละอองฝนซึ่งยังอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ท่ามกลางการตกตะลึงจังงังของชาวตลาดและชาวบ้านท้ายเมืองที่จู่ ๆ เจ้าชีวิตของเขาก็ปรากฏขึ้นอย่างกระทันหัน ภายหลังที่รอคอยมาเป็นเวลาแรมเดือน ทั่วจังหวัดและตำบลใกล้เคียงก็รู้​กันทั่ว ก่อนวันที่สามจะผ่านพ้นไป

รื่นจะไม่ลืมวันนั้นเลย แม้อีกหลายสิบปีจะล่วงไปและวัยจะร่วงโรยแล้ว ๒๕ สิงหาคม ๒๔๔๙ จะประทับแน่นอยู่ในความทรงจำของเขาต่อไปชั่วชีวิตอวสาน มิใช่เพราะมันเป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลวงโดยใกล้ชิดเป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อเสด็จขึ้นทอดพระเนตรวัดพระบรมธาตุในตอนบ่ายอย่างเดียว หากความตื้นตันใจต่อภาพของประชาชนทั้งชาวปากคลอง หนองปลิง ลานดอกไม้ แม้กระทั่งชนบทและตำบลที่ห่างไกลเข้าไปในป่าลึกและดงสูง ที่มาชุมนุมรับเสด็จรอชมบารมีเจ้าเหนือหัวของเขาแน่นขนัดไปหมดทั้งลานวัดอีกด้วย

ตลอดเวลา สายตาเขาจับอยู่ที่ขบวนเสด็จ แต่ใจจดจ่ออยู่กับผู้คนเหล่านั้น พร้อมด้วยข้าวตอกดอกไม้หรือพระพิมพ์อยู่ในพาน พร้อมด้วยธูปเทียนจุดชาอยู่ข้างหน้า ครั้นแล้วก็รู้สึกนัยน์ตาพร่าพราวไปด้วยฝ้าน้ำตาซึ่งซึมออกมาโดยไม่รู้สึก เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหลายคนในจำนวนนั้น อยู่ด้วยชีวิตมหาวิบากของปากคลองร่วมกันกับเขามาแต่ต้น และหลายสิบหลายร้อยคนล้วนแต่เปลกหน้าและต่างถิ่นมาจากที่อื่นทั้งสิ้น บางคนเป็นพวกลาวพวนที่เขาชักชวนให้อพยพมาจากแม่ลาด หลายคนเป็นชาวเวียงจันทน์ที่อพยพจากนครนายกมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่​พรานกระต่าย ก่อนท่านพระครูที่วัดจะเกลี้ยกล่อมให้ตามท่านมาอยู่ปากคลองด้วยศรัทธา แต่ส่วนใหญ่และหลายร้อยคนมาจากตำบลอื่น เพราะตื่นข่าวที่เขาพยายามแพร่ออกไป

“ความประสงค์ของเจ้าเมืองท่านสมประสงค์ ปากคลองกลับเป็นตำบลที่แน่นไปด้วยผู้คนสำหรับรับเสด็จ” เขาคิดแล้วคิดอีกอยู่ในใจ “แต่มันไม่ใช่เลือดเนื้อของปากคลอง เดี๋ยวต่างคนต่างก็จะแยกย้ายกันกลับไป ภายหลังในหลวงเสด็จกลับ ปากคลองก็จะเป็นอย่างเก่าเงียบเหงาว้าเหว่ มีแต่ความทรงจำเป็นเจ้าเรือน”

แต่การเสด็จประพาสวัดพระบรมธาตุ และคลองสวนหมากของพระพุทธเจ้าหลวงครั้งนั้นเอง เหมือนมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ มีความหมายที่จะชุบชีวิตซึ่งร่อยหรอประดุจดวงไฟที่หรี่จะดับมิดับแหล่ของตำบลนั้นให้สว่างโพลงยืนยงคงทนต่อไป ต่อหน้าโรคระบาด อุทกภัยและทุพพิกขภัยอย่างที่ไม่มีอำนาจอันใดจะมาทำลายให้ดับสูญไปได้

ก่อนที่ปีนั้นจะล่วงไป หลายครอบครัวในเมืองก็ข้ามฟากมาตั้งรกรากอยู่ที่คลองสวนหมากเหนือ อีกหลายครอบครัวจากปากอ่าวและสุโขทัยอพยพมาตั้งภูมิลำเนาลงที่คลองสวนหมากใต้ ผู้คนจากอีกหลายตำบลและจังหวัด ต่างก็ทยอยตาม​ขึ้นไปและลงมาเป็นลำดับ

ศรัทธาและขวัญคนเราเป็นของประหลาด คลองสวนหมากซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา เชื่อถือกันว่าเป็นตำบลอุบาทว์ ป่าช้า และหลุมศพสำหรับคนต่างถิ่น สิ้นเสนียดจัญไรกันที หลังจากที่พระบาทของพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จดำเนินผ่านมา แม่เฒ่าแคล้วเองถึงกับลั่นวาจาว่า

“แต่นี้ไปกูไม่ตายแล้ว อ้ายทิดเอ๊ย!” แกบอกรื่น

ความหมายของกิริยาวาจาที่คนอื่น ๆ แสดงออกมา ก็เช่นเดียวกัน รื่นรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าการเสด็จประพาสของพระพุทธเจ้าหลวง เริ่มชีวิตและยุคใหม่ของคลองสวนหมากนับจากอึดใจแรกที่พระองค์เสด็จถึง แม้กระนั้นเขาก็บอกไม่ได้ว่า อะไรเป็นเหตุให้ป้าแคล้วลั่นวาจาประโยคนั้นออกมา – วาจาซึ่งความหมายของมันจะเป็นคำขวัญประจำชีวิต ของทุกครอบครัวชาวปากคลองต่อมาชั่วกาลอวสาน

จนกระทั่งนานและนานต่อมา เมื่อสายตายิ่งมองไกล และปริมณฑลของความคิดจิตใจที่ได้รับจากความสันทัดจัดเจนกว้างขึ้น รื่นจึงนึกขึ้นได้

“ถูกของป้าแก” เขาเคยบอกสุดใจและทุกคนเมื่อรื้อฟื้นถึงเรื่องนี้ “ความกลัวเป็นความอ่อนแอของบ้านนี้ กลัวผี​ป่า กลัวโรคห่า กลัวเสนียดจัญไร กลัวกันไปเสียทั้งนั้น จนกระทั่งสิ่งที่ไม่รู้กันว่าเป็นอะไร ความกลัวทำให้พวกเราตายไปตั้งแต่ความตายยังมาไม่ถึง ชั่วชีวิตหนึ่งตายไม่รู้ว่ากี่หนต่อกี่หน การเสด็จของพระพุทธเจ้าหลวงครั้งนั้น ทำให้ความกลัวต่าง ๆ หมดไป เมื่อคนเราหมดกลัวก็หมดตาย แม้วาระสุดท้ายจะมาถึง”

อีกครั้งหนึ่งในชีวิตของคลองสวนหมาก กุฏิทุกวัดเต็มไปด้วยพระ หมู่บ้านทุกหมู่แน่นไปด้วยเหย้าเรือนผู้คน คลองสวนหมากถูกยกฐานะขึ้นเป็นตำบล และพร้อมด้วยฐานะใหม่ของมัน ตำแหน่งกำนันก็ไม่พ้นรื่นไปได้สมดั่งคำละเมียดว่าไว้ และสมตามความคาดหมายของชาวปากคลองทั้งหลาย

รื่นถอนใจ เมื่อแจ้งให้ทุกคนทางบ้านทราบข่าวนี้ในวันแรกที่เขานำมันกลับมาจากศาลากลางจังหวัด

“อดคิดถึงผู้ใหญ่พูนไม่ได้” เขาบอก “แกจะดีใจสักแค่ไหน ถ้ายังมีชีวิตอยู่ได้รับตำแหน่งนี้ มันเป็นความฝันชั่วชีวิตแก”

เขาไม่เคยลืมชายใจดีผู้ให้โอกาสแก่เขาเป็นคนแรกในการที่ได้รับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขชาวคลองสวนหมากต่อมาจนบัดนี้ ความสนใจของรื่นอาจจะมีต่ออนาคตของครอบครัวเป็นธรรมดา แม้กระนั้นมันก็ยังไม่ยิ่งใหญ่กว่าลึกซึ้งกว่าความสนใจที่​เขามีต่อบรรดามิตรสหายซึ่งเป็นลูกบ้านที่ ได้ร่วมเกิดร่วมตายกับชีวิตของบ้านนั้นมาเป็นเวลาช้านาน ในปัจจุบันส่วนใหญ่อาจจะแปลกหน้ามาจากถิ่นอื่น แต่ถ้าพื้นดินของปากคลองดีพอสำหรับเขาและชาวคลองสวนหมากแต่ดั้งเดิมจะฝังรากแก้ว ของชีวิตลงได้ มันย่อมจะดีพอสำหรับคนรุ่นใหม่ทั่วไป รื่นรู้ว่าทำนองเดียวกันกับเขา เมื่อเวลาล่วงนานไป บุคคลเหล่านั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งและทุกส่วนของปากคลองไปเอง ทั้งเลือดเนื้อ ร่างกายและชีวิตจิตใจ แผ่นดินที่มีความหมายที่จะยึดเหนี่ยวและครอบงำความรู้สึกอันลึกซึ้งของมนุษย์ไว้เช่นนั้นเอง คลองสวนหมากก็มีความหมายอย่างนั้นและยิ่งกว่านั้น

ภาระในการติดต่อพ่อค้าไม้ ภายหลังที่เขาหยุดค้าขายมาชั่วระยะหนึ่งเป็นอุปสรรคซึ่งทำให้รื่นรู้สึกไม่ได้ว่าเหมือนเริ่มจับงานใหม่ หลายคนล้มหายตายจากไป เพราะภัยพิบัติจากฝีดาษปีเดียวกัน และหลายครอบครัวก็อพยพไปอยู่ที่อื่น ถึงกระนั้นรื่นก็พยายามรวบรวมขึ้นเป็นแพจนได้ พ่อค้าใหม่เกิดขึ้นอีกหลายราย ทั้งในเมืองและหนองปลิง แต่จำนวนไม้กระยาเลยและเบญจพรรณก็ยังไม่พอกับความต้องการของตลาดปากน้ำโพ เขาเริ่มสำนึกว่า สนามของการค้าไม้ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาปราศจากการแข่งขัน นับวันนับแต่จะเต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบ ​รื่นมองเห็นการณ์ข้างหน้า ซึ่งบรรดาไม้ชั้นสองรองลงมาจากสักจะหร่อยหรอลงจากป่า และบรรดาไม้ที่ไม่เคยมีใครเหลียวแลกระท้อและยาง ซึ่งสูงสล้างแน่นขนัดเต็มไปทั้งสองฝั่งแม่ปิง จะมีความหมายขึ้นเป็นลำดับ เขาเริ่มจับตาดูบรรดาไม้เหล่านี้ และที่ใดตำบลใดซึ่งพอจะเจรจาตกลงไว้ได้กับชาวบ้านที่ได้อาศัยตักยาง ผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยปริยาย สำหรับประเพณีสมัยนั้น ก็จัดการลงมือทันที สายตาที่มองไกลและการตัดสินใจครั้งนั้นเอง เป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างสำคัญ ในการวินิจฉัยโชคชะตาอนาคตของเขาในกาลต่อมา

พะโป้ ซึ่งแว่วข่าวนี้ถึงกับสั่นศีรษะปรารภกับบรรดาผู้ที่พบปะสนทนาด้วยว่า “เคราะห์ดีที่เราเดินกันคนละทางและอยู่กันคนละสนาม ฉันได้สักโดยเฉพาะ และเขาได้ไม้เบญจพรรณทั่วไป มิฉะนั้นฉันจะหนักใจมากทีเดียวที่ต้องเจอะคู่แข่งขันอย่างนั้น บอกมาแต่แรกแล้วว่าคนๆ นี้เกิดมาสำหรับจะเป็นหัวหน้าคน เขาจะเป็นใหญ่ต่อไป มิใช่แต่ปากคลองหากทั้งกำแพง”

มันเป็นอภินันทนาการอันยิ่งใหญ่ที่ราชาป่าไม้ผู้นั้นจะได้เคยมอบให้แก่ใคร รื่นได้แต่หน้าแดงแล้วก็หัวเราะโดยมิได้ปริปากแต่อย่างไร เมื่อมีผู้มาเล่าให้ฟัง

​เขารู้ว่าคู่แข่งขันที่แท้จริงของเขา ถ้าหากการค้าไม้จะก้าวหน้ารุ่งเรืองต่อไป มิใช่พะโป้มิใช่พ่อค้าใหม่หรือคนพื้นเมืองนั้นหากบริษัทของนายเสถียรคู่ปรับเก่า ซึ่งอาจจะสงบเงียบมาชั่วคราว นับแต่ละเมียดขึ้นมาดูแลการงานที่สาขาใหม่ ความจริงที่ว่าละเมียดรับผิดชอบในกิจธุระทุกอย่างในจังหวัดนี้ อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งของความสงบนั้น และฐานะที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ของเขาอาจจะเป็นประการต่อไป แต่ถึงกระนั้น รื่นในฐานะที่รู้จักและเข้าใจนายเสถียรดีก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ในทันใด ที่ปรากฏว่าปีกหางของเขากล้าแข็งขึ้นมา หน้ากากที่ต่างสวมเข้าหากัน ก็คงจะเผยออก และความสัมพันธ์ใด ๆ ที่ละเมียดและเขามีอยู่ต่อกันก็คงไม่สามารถจะระงับควันของสงครามใหม่ ซึ่งคุกรุ่นมาเป็นเวลาหลายปีแล้วได้

รื่นเกือบไม่มีเวลาพบปะละเมียดเลย หลังจากพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสกำแพงเพชร และการค้าไม้ของเขาเริ่มต้นอีกครั้ง แต่ทุกคราวที่ผ่านในระยะห่างทั้งในงานประจำปีที่หลักเมืองและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่วัดเสด็จ เขาอดสังเกตเห็นไม่ได้ว่า หล่อนยิ่งดูเคร่งเครียดและซูบซีดลงไป ในขณะที่สามียังคงร่าเริงแจ่มใส เต็มไปด้วยความมั่นใจ และกว้างขวางอยู่ในหมู่ข้าราชการตามเคย ต่อจากนั้นมาอีกไม่ช้าไม่​นานเขาก็ได้ข่าวว่าทั้งนายเสถียรและละเมียดล่องกลับปากน้ำโพ บ้างว่าเขาพาภรรยาลงไปรักษาตัวที่กรุงเทพ ฯ ด้วยโรคซึ่งไม่มีใครทราบชัดว่าเป็นอะไร และบ้างก็ว่าหล่อนและเขาลงไปเยี่ยมญาติที่กรุงเก่า จนกระทั่งเขากลับมาอีกครั้งแต่ลำพังคนเดียวในแล้งต่อมา มิตรสหายที่ในเมืองจึงได้รับการยืนยันว่า ละเมียดป่วยหนักต้องรับการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดีที่กรุงเทพฯ

“แต่อาการทุเลาลงมากแล้ว” นายเสถียรบอกพวกเพื่อน ๆ ที่จวนเก่า ต่อมาข่าวนี้ก็ต่อปากข้ามฟากมาถึงรื่นโดยเด็กรับใช้คนหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวเมืองนั้น “เห็นจะไม่ใช่อะไร นอกจากตรากตรำการเดินทางเกินไปแล้วก็ผิดอากาศที่นี่ หมอบอกว่าเลือดไม่ดี หัวใจไม่ดีต้องการพักผ่อนนานหน่อย ไม่มีอะไรน่าวิตก”

รื่นต้อนรับข่าวนั้นด้วยความรู้สึกอันสับสนไปชั่วขณะหนึ่ง กึ่งยินดี กึ่งปวดร้าว เมื่อได้คิดว่าเขาไม่มีโอกาสที่จะได้เป็นประโยชน์แก่หล่อนเลยยามเจ็บไข้ได้ป่วย ปวดร้าวและสะเทือนใจเหนือสิ่งอื่นใด ก็เพราะความสำนึกว่าละเมียดอาจต้องการเขาสักเพียงใดในยามเช่นนั้น ขณะเดียวกันเขาเองไม่มีทางจะทำอะไรได้ เหมือนผู้ร้ายหรืออ้ายมหาโจรที่เลาะอยู่ตามขอบรั้ว คอยลักเขากินขโมยเขากินฝ่ายเดียว แต่เมื่อวัน​และเดือนล่วงไป งานการใหม่ทุ่มเทเข้ามาทับถมงานเก่า ความคิดของเขาที่พลุ่งพล่านจดจ่ออยู่ในเรื่องนี้ก็ถูกผลักถอยไปอยู่ในอนุสติ

ท้ายน้ำปลายปีนั้นเอง ข่าวที่ได้รับจากต่วนด่ำทำให้ภาพของความหวังในอนาคตที่เขาวาดไว้แจ่มใสขึ้นอีก เมื่อพ่อค้าใหญ่ใจกว้างผู้นั้นรายงานความเคลื่อนไหวของตลาดการค้าไม้ในกรุงเทพ ฯ ขึ้นมาให้รื่นทราบ

“––กำนันคิดถูกที่เตรียมดู ๆ ป่าไม้ยางไว้” เป็นใจความตอนหนึ่งในจดหมายที่ต่วนด่ำเขียนมา เพราะอีกไม่ช้าหรอกมันจะแทนไม้กว้าวและตะแบก ซึ่งระหว่างปีสองปีที่แล้วมานี้ ลดจำนวนลงเป็นลำดับ โรงเลื่อยจักรศรีราชาของเจ้าคุณสุรศักดิ์ท่านเริ่มทดลองส่งออกสู่ท้องตลาด ก็ดูมีผู้นิยมใช้ ประการหนึ่งเพราะราคามันถูก อีกประการหนึ่งได้หน้าไม้และขนาดตามความต้องการ แต่ประการสำคัญ เห็นจะเป็นด้วยมีคนใช้เป็นตัวไม้ในร่มได้ดี เนื้อไม้ก็บริสุทธิ์ ไม่เคยมีตำหนิเหมือนอย่างไม้อื่น ถึงจะทำฝาก็ได้ ทาสีแล้วใครดูไม่ออกหรอกว่ายางหรือตะแบก กรุงเทพฯ เวลานี้กำลังเจริญขึ้นทุกที ต่างกว่า ๑๐ ปีที่แล้วมามาก ว่าง ๆ ฉันอยากให้กำนันลงไปเที่ยวเล่นบ้างจะได้มีโอกาสติดต่อพ่อค้าอื่น ๆ ซึ่งอาจจะเป็น​ประโยชน์แก่กำนันต่อไปภายหน้า”

เมื่อเขาปรึกษาสุดใจ หล่อนก็เห็นด้วย กรุงเทพ ฯ เป็นความฝันของหล่อนมาช้านานนักหนา หลังจากปล่อยแพแล้วรื่นจะมีเวลาว่างอีกนาน ก่อนการเดินทางเข้าป่า นอกจากนี้ ลูกคนเล็กเล่าก็โตพอที่จะเดินทางไกลได้แล้วโดยไม่ต้องกังวลถึงสุขภาพของแก

“จำปาเองก็เห็นรบเร้าพี่เรืองมานานหนักหนาว่าอยากจะไปนมัสการพระปฐมสักที” หล่อนเสริม “ฉันคิดว่ามีเขาไปด้วยก็ดีจะได้เป็นเพื่อนกัน เวลาพี่รื่นมีธุระไปไหนมาไหนกับต่วนด่ำ ระวังแต่ป้าแกจะด่าที่ทิ้งไว้คนเดียวกับพวกหลาน ๆ จอมทะโมนที่บ้านเถอะ”

รื่นหัวเราะ “ไม่เป็นไร ไปก็ไป อ้ายแววกะอ้ายพันอยู่อีกถึง ๒ คนเห็นจะพอช่วยกันดูแลบ้านหรอก” เขาว่าพลางหันไปหาจำปา “เอ็งจะอธิษฐานอะไรเมื่อไปถึงพระปฐมแล้ว ?”

“ฉัน–– ฉัน––” จำปาตะกุกตะกักไปด้วยความตื่นเต้น “ฉันอยากนมัสการเฉย ๆ เท่านั้น”

“แฮะ – แอ้ ! รู้หรอกว่าจะขอลูกให้อ้ายเรืองมันสักคน” รื่นยิงฟันขาว

​ทั้งสองผัวเมียหลบตา หน้าม้านเลือดซ่านขึ้นสู่หน้าผากเป็นจุด ๆ ไปตาม ๆ กัน ลูกไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เป็นยอดปรารถนาอีกประการหนึ่งในชีวิตของเรือง ซึ่งจำปาไม่สามารถจะให้เขาได้ ทั้ง ๆ ที่อยู่กินร่วมกันมาเป็นเวลาร่วม ๑๐ ปีแล้ว

“มันไม่ใช่หมงใช่หมันอะไรหรอกเรือง” รื่นหัวเราะต่อไป “แล้วก็ไม่ใช่ความผิดของจำปามันด้วย ลูกของมันคนแรกพิสูจน์อยู่แล้ว ข้าคิดว่าเอ็งนั้นแหละจะเป็นฝ่ายใช้การไม่ได้ พระท่านจะไปช่วยอะไรได้ ในเมื่อเอ็งไม่ช่วยตัวเอง”

“พี่รื่นละก้อ !” สุดใจดุพลางหัวเราะพลาง “คนออกอายจะมุดแผ่นดินอยู่แล้ว ยังขับอยู่ได้”

“จริง ๆ” สามีส่งท้าย “พยายามเป็นนายโรงหน่อยเถอะโว้ยเรือง อย่ามัวแต่เป็นตัวเสนา เชื่อข้าเอ็งจะได้ลูก !”

ตลอดสัปดาห์ต่อมา รื่นจัดการซื้อของลงเรือว่าจ้างคนถ่อเพิ่มขึ้นอีก ๒ คน แทนเขาและเรือง เมื่อส่งแววกับพันขึ้นบ้านแล้ว อีก ๓ วัน เขาก็พาสุดใจกับลูกจำปากับเรืองล่องลงกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟเป็นครั้งแรกในชีวิต.

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #1 on: 20 March 2026, 16:26:17 »




​เจริญกรุง–– ถนนใหม่–– ภายใต้ท้องฟ้าโปร่งของราตรีที่อบอุ่นดูผิดแปลกไปจากครั้งสุดท้าย ที่เขาลงมาเที่ยวหลายอนที่เคยเปลี่ยวและมืด กลายเป็นห้องแถวและตึกรามสามยอด สะพานเหล็ก สว่างไสวไปด้วยไฟฟ้า แม้หลายระยะจะยังตามไฟโคมน้ำมันอยู่ แถวต้นหูกวางบน ๒ ฝั่งจากเชิงสะพานมอญ ถึงสามแยกต้นประดู่เติบโตขึ้นอย่างผิดตา กิ่งก้านของมันแผ่สาขาครึ้ม ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในป่าแห่งชีวิตของพระมหานครอันโอ่อ่า

หยุดยืนอยู่ครู่หนึ่งที่เชิงสะพานเหล็ก ท่ามกลางเสียงอื้ออึงซึ่งดังมาจากบ่อนโป และผู้คนที่ผ่านไปมาไม่ขาดสาย รื่นอดรู้สึกไม่ได้ว่ากรุงเทพพระมหานครไม่อยู่ในสภาพเดิมอีกต่อไป กรุงเทพ ฯ กำลังขยายตัว มิใช่เพราะอำนาจของหวย ของถั่วและโป ซึ่งกำลังเจริญอยู่อย่างสุดเหวี่ยงเรียกร้อง หากทำนองเดียวกับชีวิตมนุษย์ ซึ่งไม่เคยหยุดนิ่ง มันจะต้องก้าวไปข้างหน้า มิฉะนั้นก็ถอยกลับไปสู่อดีต มันจะต้องขยับขยายเพื่อแสวงหาเนื้อที่หายใจ มิฉะนั้นก็เหี่ยวแห้งยุบแฟบลงไป แต่​กรุงเทพฯ มิได้มีความหมายเช่นนั้น กรุงเทพฯ พร้อมด้วยป้อมปราการบนกำแพงเมือง อันเป็นอนุสาวรีย์แห่งความหลัง พร้อมด้วยบริษัทห้างร้านของฝรั่งที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ พร้อมด้วยการค้า ซึ่งขยายวงกว้างออกไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีหยุดยั้ง เขาไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรทำให้เชื่อมั่นมากมายถึงเพียงนั้น มันอาจจะเกิดจากมโนภาพอันเป็นพรประจำตัวของมนุษย์ และมันก็อาจเกิดจากศรัทธาต่อแผ่นดินถิ่นที่อยู่ของคนเรา –– ศรัทธาเดียวกันอย่างที่เขามีต่อคลองสวนหมาก แม้โดยความหมายและขนาดจะห่างไกลจากกันราวฟ้าและดิน มันก็แยกจากกันไม่พ้น ในฐานที่อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน

ชายชราคนหนึ่งหน้าเป็นมันไปด้วยเหงื่อ เสื้อกุยเฮงชุ่ม เดินผ่านออกมาจากบ่อนโปแล้วก็ผ่านเขาไปด้วยกิริยาแช่มช้าและเลื่อนลอย ไม่มีใครบอกได้ว่าจำนวนเงินที่แกทิ้งไว้เบื้องล่างกี่ตำลึง กี่ชั่ง และกี่ร้อยล้วนแต่ผลจากน้ำพักน้ำแรง หลังขดหลังแข็งอยู่กับงานไร่ งานนา หรืองานสวน ไม่มีใครบอกได้อีกเหมือนกันว่าอวสานของแกจะไปลงเอยที่ไหน ตั้งต้นชีวิตใหม่ด้วยการซ้ำรอยงานเก่าที่แกจากมา แน่นอนกว่า มั่นคงกว่าต่อไป หรือสิ้นอาลัยตายอยากในชีวิต คิดสั้นทำลายตน​เอง ดังที่หลายคนเคยปฏิบัติมาแล้วแต่หนหลังอย่างน่าเศร้า

เขาออกเดินต่อไป ผ่านหญิงชายชาวกรุงกลุ่มหนึ่งซึ่งหัวเราะริกกระซิกกระซี้เหมือนขบขันอะไรมาใหม่ ๆ อ๋อ, ส่วนใหญ่ของชาวกรุงอยู่ในชีวิตชาวสวรรค์เช่นนี้เอง รื่นคิดถึงสุดใจ ถึงจำปา และเรืองผู้คงจะกำลังอยู่ในที่หนึ่งที่ใด ในลานพระปฐมเจดีย์ ขณะที่เขามีธุระการงานติดพันอยู่กับต่วนด่ำที่นี่ พระปฐมเจดีย์เป็นปูชนียสถานแห่งหนึ่ง ซึ่งหล่อนร่ำร้องมาช้านานว่าจะขอไปนมัสการสักครั้ง พระพุทธบาทท่าเรือเป็นแห่งต่อไป เขาตั้งใจหนักหนาว่า ถ้าเวลาให้และโอกาสอำนวยถึงพระแท่นศิลาอาสน์ และพระแท่นดงรังก็คงจะพาหล่อนไปให้ถึงจนได้

สุดใจเป็นผู้หญิงที่แปลก, รื่นคิด, ชีวิตในกรุงเทพฯ เป็นสิ่งที่หล่อนปรารถนาจะได้พบเห็นมานานแล้ว แต่เพียงคืนแรกเท่านั้น หล่อนก็สั่นหน้าเวียนศีรษะและนอนไม่หลับเพราะเสียงที่เซ็งแซ่ โหวกเหวกมาจากโรงหวยหลังที่พัก และจากเพื่อนร่วมโรงแรมทั่วไป

“ขืนอยู่ถึงเจ็ดวัน ฉันตายแน่พี่รื่น” หล่อนบอกเขา

วันรุ่งขึ้นหล่อนตื่นแต่เช้า ให้เขาพาเข้าสำเพ็ง จัดแจงซื้อขันลงหินตลับหมาก และของฝากพวกทางบ้านแล้วก็เตรียม​การเดินทางไปนมัสการพระปฐมกับจำปาและเรืองในวันต่อมา

“อธิษฐานแทนข้าด้วยสุดใจ” รื่นบอกเมื่อไปส่งหล่อนที่สถานีรถไฟ “ถึงเอ็งก็เหมือนกันจำปา”

“พี่รื่นจะให้ข้าอธิษฐานอย่างไร ?”

“ชาติหน้าขอให้ได้เป็นจันทโครบตัวจริง แทนพระเอกยี่เกของเอ็ง” รื่นหัวเราะ

แม้โดยเจตนาและความหมายจะเป็นการสัพยอกหยอกล้อเท่านั้น จำปาก็อดหน้าตาแดงก่ำขึ้นมาไม่ได้ ความรู้สึกใด ๆ ที่เคยมีต่อเขามาแต่ก่อน อาจจะผ่อนคลายความรุนแรงลงไป แต่มันก็ยังไม่ไปไหน คงอยู่ในอนุสติสำหรับจะคุโพลงขึ้นมา เหมือนถ่านไฟที่กรุ่นอยู่ถูกลมเป่า เปล่า, เรืองไม่เคยเฉลียวใจอะไรจนนิดเดียวถึงความสัมพันธ์อันแท้จริง ซึ่งเป็นมาระหว่างชายหญิงคู่นั้นในกาลก่อน เขาได้แต่มองดูหน้าหล่อนหัวเราะหึ ๆ ด้วยอารมณ์ดีตามเคย แล้วก็เสริมต่อด้วยเห็นขันว่า

“งั้นข้าจะขอเป็นนายโจรใหญ่ !”

และสุดใจชำเลืองสบตาของสามีแล้วก็ได้แต่จะถอนใจหันหน้ากลับไป

เขาคงจะพยายามซ่อนความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ในตาคู่นั้นจากฉัน รื่นคิด ออกเดินต่อไปช้าๆ และปราศจากความมุ่งหมาย ​สุดใจไม่เคยลืมเรื่องเก่าระหว่างเขากับจำปาได้ ภาพบนทับร้างกลางไร่เก่า อาจจะรางเลือนไปจากความทรงจำของหล่อนเพราะกาลเวลา แม้กระนั้นรื่นก็รู้ว่าจำปายิ่งกว่าละเมียด ที่สุดใจนึกถึงในฐานะของผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่อยู่ในชีวิตของเขา แต่เพราะว่ารู้จักสุดใจ เขารู้ด้วยว่าแม่เพื่อนสาวคนนั้นเป็นคนหนึ่งและคนเดียวที่หล่อนพร้อมจะให้อภัย แม้มันจะหมายถึงการเป็นเจ้าของครอบครองของรักที่สุดสิ่งเดียวกันในชีวิต

ด้วยความคิดที่กำลังเพลินอยู่กับความทรงจำในอดีต และชีวิตต่าง ๆ ซึ่งแวดล้อมอยู่รอบกายเช่นนั้นเองรื่นก้าวข้ามถนน ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าม้า เสียงระฆังสัญญาณและเสียงคนขับร้องเตือน จนกระทั่งรถม้าคันนั้นใกล้เกินไปเสียแล้ว เขารู้สึกเหมือนถูกกระแทกด้วยท่อนซุง ซึ่งคัดกลิ้งลงมาจากตลิ่ง เมื่อไหล่ขวาสัมผัสกับอกม้าที่กำลังวิ่ง กระเด็นกลิ้งออกไปหลายวา แล้วม้าเทศซึ่งคงจะตกใจเหมือนกันก็ผงะยกสองเท้าหน้าผกกลับนั่นเอง ที่ทำให้ร่างของรื่นพ้นจากถูกลูกล้อทับไปนิดเดียว และนั่นเองที่ช่วยชีวิต อย่างน้อยที่สุดก็แข้งขาแขนแมนของเขาไว้ได้จากพิการหรือบาดเจ็บสาหัสต่อไป

ชั่วขณะหนึ่งเขานอนนิ่งจนคนบนรถตกใจ ต่อมาก็พลิกตัวลุกขึ้นนั่งชันเข่า สลัดศีรษะซึ่งมึนไปเพราะความกระเทือน​จากการล้ม สุดท้ายจึงได้เงยหน้ากวาดสายตาดูผู้คนที่นั่งและยืนก้มดูเขาอยู่โดยรอบด้วยนัยน์ตาอันพร่า

“ต๊าย รื่น” หูที่อื้อของเขาได้ยินเสียงนั้นแว่วมาแต่ไกล

อย่างเดียวที่เขาจะตอบได้ก็เพียงสั่นศีรษะ พยายามตะเกียกตะกายจะลุกขึ้นยืน รื่นรู้สึกว่ามือหลายมือยื่นออกมาช่วย จับแขน และประคองเขา ครั้นแล้วจึงได้แลเห็นหน้านั้นเป็นครั้งแรก นัยน์ตาที่ยังพร่า และศีรษะที่ยังมึนทำให้เขาคิดเห็นเป็นของแปลกที่จะเป็นไปได้ จนกระทั่งได้ยินเสียงหล่อนอีกครั้ง จึงได้แน่ใจว่ามิใช่เกิดจากภาพเพ้อหรือความฝัน

“เป็นอะไรบ้างหรือเปล่า รื่น?” เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอีก เต็มไปด้วยความกระตือรือร้น เต็มไปด้วยความวิตกกังวล

“เปล่า ขัดยอกไปนิดหน่อยเท่านั้นครับ คุณเมียด เขาหัวเราะ แล้วก็ทรุดลงไปนั่งอยู่กับพื้นถนนอีก

“โธ่ นั่นรื่นเจ็บนี่ ช่วยฉันถี่ตาโต๊ะ” หล่อนหันไปบอกชายชราผู้ยืนอยู่ข้าง ๆ ทั้งสองคนบ่าวนายช่วยกันพยุงเขาลุกขึ้นอีกครั้ง และพร้อมด้วยความช่วยเหลือจากผู้คนที่สนใจทุกอย่างในความพินาศของมนุษย์มุงล้อมอยู่รอบข้าง ในที่สุด​รื่นก็ขึ้นไปนั่งอยู่บนรถคันนั้นได้ ทันใดนั้นเองพลตระเวนคนหนึ่งก็ปราดมาถึง

“เกิดอะไรกันขึ้น รถชนใคร ?” เขาร้องถาม

“เปล่า ผมชนรถ” รื่นตอบ ต่อมารถม้าก็เคลื่อนที่

“เจ็บตรงไหนรื่น” ละเมียดถามด้วยความร้อนใจ “มากไหม ?”

“ไม่เป็นอะไรจริงๆ คุณละเมียด ขามันยังชาอยู่เท่านั้น เดี๋ยวก็คงหาย” เขามองดูถนนที่รถกำลังบ่ายหน้าไป “นี่คุณละเมียดจะพาผมไปไหน ?”

“บ้านฉัน ทำปฐมพยาบาลเสียก่อน แล้วจะได้บอกฉันว่าไปยังไงมายังไง ถึงได้มาเดินเก้ ๆ กัง อยู่แถวสะพานเหล็กให้รถชน”

“แต่ผมไม่เป็นอะไรนี่ ที่มาสะพานเหล็กก็ไม่ใช่เข้าบ่อนถั่วโรงโป แต่เพราะมันอยู่ใกล้ ๆ กับที่พักของผม”

“รื่นพักที่ไหน ?”

“หน้าโรงหวยนั่นไงครับ”

“กับใคร ?”

“สุดใจ จำปา และก็เรือง แต่เวลานี้เขาลงไปนมัสการพระปฐมเจดีย์กันเมื่อเช้า ผมติดธุระกับต่วนด่ำทางนี้เพิ่งกลับจาก​บางอ้อ รู้สึกเหงาก็ออกมาเดินเล่นเท่านั้นเอง” พูดแล้วก็ก้มลงลูบคลำที่เข่าอีก “ขัดยอกนิดเดียวเท่านั้น”

“ดีละ ฉันจะได้ทาน้ำมันให้”

“โธ่, ผมไม่ใช่คนเจ็บคนไข้สักหน่อยเดียว”

“แต่ฉันเป็นคนทำให้รื่นเจ็บ ไปเถอะจะได้คุยกันด้วย ฉันอยากรู้เรื่องทางกำแพงเหลือทน หนังสือของเสถียรแต่ละฉบับไม่เห็นมีอะไร นอกจากเรื่องไม้––ไม้ แล้วก็ไม้ มีทุกข์สุขของใครต่อใครที่ฉันต้องการรู้กลับไม่เอ่ยถึง”

อีกครู่หนึ่งต่อมา รถม้าคันนั้นก็เลี้ยวขึ้นสะพานผ่านฟ้า และต่อมาไม่ถึงอึดใจก็หยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านสองชั้นหลังใหญ่ข้างวัดปรินายก

“ถึงแล้ว” ละเมียดหันไปบอกเขา “นี่แหละบ้านฉัน”

หล่อนก้าวลงไปก่อน เปิดประตูเล็กแล้วก็หันกลับมาสั่งคนรถ

“จอดคอยอยู่ที่นี่แหละตาโต๊ะ ประเดี๋ยวจะได้ไปส่งนายรื่น”

บริเวณบ้านอันกว้างดูเงียบเชียบและค่อนข้างมืด นอกจากแสงไฟที่หน้ามุขดวงหนึ่ง และบุคคลเดียวที่เขาเห็นก็ได้แก่หญิงชราซึ่งออกมาเปิดประตูห้องรับแขก และเปิดไฟขึ้น

​“คอยฉันประเดี๋ยวนะรื่น” หล่อนชี้ให้เขานั่งที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง แล้วก็หายไปข้างใน

สายตาของเขากวาดไปทั่วบริเวณห้อง ที่โล่และหอกดาบ ซึ่งไขว้ประดับไว้เหนือผนังด้านหนึ่ง ต่อไปจึงจับอยู่ที่รูปหมู่ประจำตระกูล แล้วก็ภาพขนาดครึ่งตัวของคุณพ่อหล่อน ซึ่งถ่ายในวัยหนุ่มแต่ก็ยังทิ้งเค้าไว้ให้เขาจำได้ดีว่า เป็นคนเดียวกับชายชราที่เขาช่วยชีวิตไว้จากพวกปล้น เหนือตำบลลาน ดอกไม้ในคืนนั้น–––คืนที่ละเมียดก้าวเข้ามาสู่ชีวิตของเขาเป็นครั้งแรก

เสียงฝีเท้าเบา ๆ ของหล่อนเข้าประตูมา ทำให้เขาหันกลับไปดู ครั้นแล้วก็เสียวปลาบเข้าหัวใจไปด้วยความรู้สึกเก่า ๆ เมื่อสังเกตเห็นถนัดถึงความสดใสของใบหน้า และความเปล่งปลั่งของผิวพรรณ แตกต่างกันกว่าครั้งหลังที่สุด ที่เขาพบหล่อน ก่อนละเมียดจะลงมารักษาตัว ชั่วเวลาที่ลับกายเข้าไปข้างในไม่กี่นาที ละเมียดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่ หล่อนนุ่งผ้าลายสีหมากสุก และสวมเสื้อมัสลินขาวอย่างเรียบ ๆ รื่นอดสังเกตต่อไปไม่ได้ว่าแป้งที่ผัดหน้ายังติดใบหูอยู่นิดหนึ่งด้วยความหลงหูหลงตา ไม่มีปัญหาเลยว่าหล่อนยินดีเพียงใดในการที่ได้พบเขา เท่า ๆ กับที่รื่นลิงโลดนับแต่เงยหน้า จากท่านั่งอยู่กลางถนนขึ้นไปแลเห็นหล่อน

​“เลิกขาข้างนั้นขึ้นดูทีหรือ รื่น ?” ละเมียดนั่งลงตรงหน้าเก้าอี้ที่เขานั่งพร้อมด้วยขวดน้ำมันในมือ แสร้งทำไม่สนใจต่อสายตาของเขาที่แลจับดวงหน้าหล่อนอยู่ตลอดเวลา

“บอกคุณละเมียดแล้วว่าไม่เป็นอะไรสักนิดเดียว” เขาค้านทั้ง ๆ ที่ตายังจับอยู่กับสีชมพูอ่อนของแก้มหล่อนซึ่งอยู่ใต้จอนผมอันดำสนิท

“โธ่ อย่าดื้อไปหน่อยเลย รื่น” หล่อนดุ “ทำยังกะเป็นคนอื่นคนไกล”

ทั้งๆ ที่ต่อหน้าการคัดค้านด้วยความไม่เต็มใจของเขาละเมียดก็พยายามเลิกขากางเกงทาน้ำมันทั่วถึงเข่าจนได้

“เห็นไหมว่าฟกช้ำดำเขียวไปทั้งขา” หล่อนบอก “เข่าก็ถลอกปอกเปิก กำลังคิดอะไรอยู่นะรื่น จึงไม่ได้ยินเสียงร้องเตือนของฉัน ?”

“นาน ๆ เข้ากรุงที บ้านนอกก็เป็นบ้านนอกงั้นเอง” เขาหัวเราะ

“เคราะห์ดีที่ตาโต๊ะรั้งบังเหียนเบี่ยงเสียทัน ไม่งั้น––ไม่งั้น”

“คุณละเมียดก็ได้เสียเงินทำศพผมเท่านั้นเอง”

“เหลวไหล ! รอไว้พรุ่งนี้เถอะรื่นจะไม่พูดเล่นเห็นขัน​ตลกคะนองได้อย่างนี้หรอก ฉันคิดว่าจะลุกไปไหนมาไหนไม่ได้ด้วยซ้ำไป––”

“งั้นผมก็คงอดตายเพราะพวกนั้น จะยังไม่กลับจากพระปฐมจนกว่าจะถึงมะรืน” เขาพึมพำดึงขากางเกงลงเสียอย่างเก่า “ไม่คิดเลยว่าจู่ ๆ จะมาเจอะคุณเมียดโดยวิธีนั้น คุณเมียดลงมาเสียนาน โดยไม่บอกไม่เล่าไม่เคยส่งข่าวให้รู้บ้าง– ยังกะจะไม่มีโอกาสเจอะกันอีก”

“เราเกือบจะไม่พบกันอีกรื่น ถ้าไม่ได้เจ้าคุณแพทย์ท่านช่วยไว้” หล่อนบอก สีกุหลาบซึ่งเรื่ออยู่ที่แก้มหายไปชั่วขณะหนึ่ง

“คุณเมียดเป็นโรคอะไร ?” นัยน์ตาของเขาสอดส่ายไปทั่วใบหน้าหล่อน

“ท่านบอกแต่ว่าโรคภายใน หัวใจอ่อน เลือดจาง รักษาทุกอย่างตามที่สมุฏฐานชวนให้สงสัย ประเดี๋ยวซีดลงไป เกือบไม่มีอะไรนอกจากหนังหุ้มกระดูก ประเดี๋ยวค่อยดีขึ้น ครั้งหนึ่งจวนอยู่จวนไป ไข้สูงเพ้อไม่ได้สติจะเป็นเพราะไข้ป่ากำเริบอีกหรืออย่างไรไม่ทราบได้ แต่ก็เกือบไม่มีใครคิดว่าฉันจะมีชีวิตอยู่ต่อมา ครั้นแล้วมันก็กลับทุเลาหายวันหายคืน กลับสมบูรณ์ไปด้วยเลือดฝาดและเนื้อหนังอย่างที่รื่นเห็นอยู่นี่แหละ ​เจ้าคุณท่านว่ามันอาจจะหายขาด แต่มันก็อาจจะกลับมาอีก แล้วแต่บุญวาสนา––” หล่อนถอนใจแล้วก็หัวเราะน้อย ๆ “ไปนึกถึงมันทำไมรื่น ใครบ้างที่ชีวิตจีรังยั่งยืนค้ำฟ้า”

อึดใจหนึ่งเต็ม ๆ รื่นพูดไม่ออกด้วยตื้นตันใจ นัยน์ตาทั้งคู่พร่าไปหมด เพราะฝ้าน้ำตาที่จะซึมออกมาเสียให้ได้ แต่ ในที่สุดก็พยายามบังคับความรู้สึกไว้อยู่

“ตลอดเวลาเหล่านั้น คุณเมียดอยู่ในบ้านนี้แต่ลำพังคนเดียวเท่านั้นเอง” เขาพึมพำ

“เปล่ารื่น ฉันมีตาโต๊ะกับยายชื่นสองคนอยู่เป็นเพื่อนด้วย” หล่อนอธิบาย “ช้า ๆ นาน ๆ เขาว่างงานก็ลงมาแวะเยี่ยมเสียที แต่บ้านนี้บ้านเก่าแก่ของฉัน เราอยู่กันไม่กี่คนมานานแล้ว ตั้งแต่ครั้งคุณพ่อคุณแม่ยังมีชีวิตอยู่จนเคยชิน เมื่อสิ้นบุญคุณพ่อคุณแม่ ฉันแต่งกับเสถียรเขาไป สองคนตายายก็ดูแลบ้านนี้แทนต่อมา ฉันคิดว่าถึงเขาจะหาที่อยู่ใหม่ให้ฉัน ก็คงไม่สมัครใจแน่....”

“แต่ดูมันเงียบเหลือเกิน แล้วก็เปลี่ยว”

“ฉันชอบเงียบ ๆ และอยู่แต่ลำพังคนเดียว” หล่อนว่า “มันทำให้คนเรามีเวลาคิดถึงตัวเองและคนอื่น ๆ”

รื่นได้แต่จ้องหน้าหล่อนอยู่เฉย ๆ ไม่กล้าที่จะเอ่ยปาก​ถามออกไป ฉะนั้นก็ได้แต่จะภาวนาอยู่ในใจว่าในบรรดาผู้ที่หล่อนคิดถึงจะมีเขารวมอยู่ด้วย เขาพยายามนึกวาดภาพละเมียดยามเจ็บหนัก ปราศจากคนรัก ปราศจากสามีและผู้ใดจะเฝ้าพิทักษ์รักษา นอกจากสองตายายข้าเก่าผู้ภักดีเท่านั้นจะอดตาหลับขับตานอนคอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ ช่างเป็นชีวิตที่แห้งแล้งอะไรเช่นนั้น สำหรับฐานะภรรยาของพ่อค้าใหญ่ ซึ่งตามสายตาของคนหัวเมืองทั่วไป มองเห็นแต่ในด้านที่เป็นสุขและหรูหรา

อาการนิ่งของเขา ทำให้หล่อนเงยหน้าหันมาชำเลืองดูอย่างประหลาดใจ

“คิดถึงอะไรหรือรื่น ?”

“ครับ ละเมียด”

“อะไร ? ใคร ?”

“คุณเมียด”

หล่อนหัวเราะเบา ๆ สีเรื่อของกลีบกุหลาบกลับมาสู่แก้มทั้งสองอีก ท่ามกลางแสงไฟที่สว่างอยู่กลางเพดาน

“คิดถึงฉัน ?” หล่อนทวนคำ เดือนจะทายออกว่าเขาจะพูดอะไรต่อไป

“คิดถึงคุณเมียดในบ้านนี้ ไม่มีใครนอกจากสองตายาย​นั่นจะเป็นเพื่อน คิดถึงคุณเมียดในบ้านใหม่ไม่มีใครนอกจากเขาเอาใจ ใช้แต่งานไม่มีการพักผ่อน ไม่มีโอกาสจะเป็นสุข ไม่มีแม้แต่ลูกจะอุ้มชูชมเชย – –” ใบหน้าของรื่นหมองคล้ำลงไป นัยน์ตาทั้งคู่ตกต่ำ “คุณเมียดจะทำอย่างไรกับชีวิตข้างหน้าของคุณเมียดต่อไป”

“อ๋อ ไม่ใช่มีลูกกับเขาแน่ แต่กลับไปปากน้ำโพหรือกำแพง ตามแต่งานจะบังคับ” สีหน้าของหล่อนรื่น น้ำเสียงของหล่อนใส”

เขาได้ฟังก็ลุกขึ้นทันที ยืนหันหลังให้หล่อน เหมือนจะเตรียมตัวจากไป

“ปากน้ำโพ ! กำแพง !” เขาพึมพำ “กลับไปหาชีวิตเก่าที่จะทำให้คุณเมียดกลับมาเจ็บต่อไปมีประโยชน์อะไรกัน ? เปล่าเลยจนอย่างเดียว”

“แต่ชีวิตเหล่านั้นเป็นชีวิตที่ฉันปรารถนา เพราะว่าไม่ใช่ลูกของเขา ไม่ใช่ความร่ำรวย หรูหรา ไม่ใช่หน้าตาอะไรหรอกรื่นที่เป็นความสุขของฉัน มันยิ่งกว่านั้น มันงานอย่างเดียวกับที่ทำให้รื่นเป็นความสุขเหมือนกัน เพียงแต่งานของขึ้นอยู่ที่คลองสวนหมาก เขตกำแพง ส่วนของฉันตลอดลำน้ำแม่ปิง เท่าที่กิจการของเขาจะไปถึง”

​เขาหันกลับมาช้า ๆ อย่างงงงันอัศจรรย์ใจ

“ผม – – ผมไม่เข้าใจ”

“แล้วต่อไป รื่นจะเข้าใจ ในวันหนึ่งข้างหน้า” ขณะนั้นละเมียดลุกขึ้นเดินไปยืนอยู่ข้าง ๆ เขา “บอกได้แต่ว่าพร้อมด้วยกัน บริษัทนั้นจะเป็นประโยชน์แก่อนาคตของชาวบ้านบนลำน้ำปิงทั่วไป ปราศจากฉันมันจะกลายเป็นศัตรูของทุกคน รวมทั้งรื่นเอง”

เขานิ่งอยู่นาน คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันอย่างเต็มไปด้วยความครุ่นคิด ครั้นแล้วมันก็คลายออก

“ผมคิดว่าพอจะเข้าใจ คุณเมียดปรารภมาหลายหนแล้วในเรื่องนี้ พร้อมทั้งมีงานเป็นข้อพิสูจน์อีกด้วย” เขาบอก เพ่งสายตาข้ามศีรษะหล่อนไปจับอยู่ที่ภาพหมู่ขนาดใหญ่ข้างฝาผนัง “ก็เป็นการประหลาดที่เรามาอยู่ที่นี่ ต่อหน้าเขาแล้วก็พูดถึงงานที่คุณเมียดจะทำต่อไป ตรงข้ามกับความตั้งใจของเขา”

ละเมียดหันไปมองตาม พลางถอนใจ

“ถูกแล้ว นั่นคือเสถียร ครอบครัวของเราถ่ายร่วมกันเมื่อยังอยู่อยุธยา” หล่อนอธิบาย “แต่ใจฉันไม่รู้สึกแสลงอย่างที่รื่นเข้าใจดอก ที่ทำงานให้เขาเช่นนั้น อย่างที่ฉันเคยบอกแล้ว เขาต้องการอำนาจมากกว่าสิ่งใด เงินเป็นเพียง​ปัญหาที่สองและความรักเป็นเรื่องสุดท้าย ตราบใดที่ฉันหา อำนาจให้เขาได้ เรื่องอื่นยังไม่ต้องกังวลถึง”

“แต่วันหนึ่งเมื่อมันถึงที่สุด และรู้สึกว่าอำนาจที่คุณเมียดหาป้อนเขาได้ เป็นแต่เพียงเครื่องล่อใจแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์ของคนอื่น ไม่ใช่เพื่อเขา และไม่สมปรารถนาในความร่ำรวย ซึ่งเป็นบั้นปลายของผู้ใช้อำนาจทุกคน คุณเมียดจะเป็นอย่างไร ?”

หล่อนถอนใจอีก พลางหันกลับมาเงยหน้าขึ้นมองดูเขา แล้วก็ยิ้มอย่างเศร้าๆ

“ฉันเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน แต่เวลานั้นมาถึงเมื่อไร ฉันก็พร้อมแล้วจะเผชิญด้วยความสุขใจว่าได้ทำตนให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ที่ฉันมีโอกาสคลุกคลี ใช้ชีวิตร่วมด้วยมาเป็นเวลานาน นอกจากนั้นมันมิใช่การทรยศต่อนายเสถียรเขา เพียงแต่วิธีดำเนินงานของเราต่างกัน เขาต้องการรวยเร็วและคนเดียว ฉะนั้นจึงไม่ยอมให้อะไรมาขวางหน้า ฉันต้องการเฉลี่ยความร่ำรวยนั้นให้แก่ทุกคนที่เกี่ยวข้องด้วย ฉะนั้นจึงต้องการเวลา และความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วยความสมัครใจยินดี ตราบใดที่ฉันยังได้รับความไว้วางใจจากบริษัทให้ดำเนินงานนั้น ฉันจะดำเนินตามวิธีของฉัน––”

​“เป็นอันว่าในที่สุด คุณเมียดก็ตกลงใจแน่ที่จะกลับไปสู่ชีวิตเก่าเหล่านั้นอีก” เขาพึมพำ

“เพราะมันหนีไม่พ้นรื่น อยู่ในเลือดเสียแล้ว” ละเมียดมองหน้าเขาตาไม่กระพริบ “อยู่ในเลือดเสียแล้ว”

มือทั้งสองของเขาเอื้อมออกไปกุมมือทั้งสองของหล่อนไว้บีบเบาๆ

“คุณเมียดเป็นผู้หญิงที่หาจากไหนอีกไม่ได้ในโลกนี้ – ไม่มีผู้หญิงคนไหนอีกเหมือนคุณเมียด”

แต่เมื่อรู้สึกว่าศีรษะเขาก้มลงมาทำท่าเหมือนจะจูบผมหล่อน ละเมียดก็ขยับตัวถอยห่างออกไปก้าวหนึ่ง

“อย่ารื่น!”

เขาได้ฟังก็ถอนใจยาว ปล่อยมือทั้งสองทันทีสีหน้าสลดลง

“ผมเห็นแล้วว่าขณะที่ผมหรือคิดถึงคุณเมียดอยู่ตลอดเวลา รักคุณเมียดอย่างไม่มีจืดจาง คุณเมียดกลับลืมเรื่องราวเหล่านั้นได้จริงๆ”

“ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะลืมผู้ชายคนแรกที่เขามอบตัวให้ด้วยความสมัครใจได้ ––”

“งั้นคุณเมียด ––” รื่นขยับตัวจะก้าวตามไปอีก

​แต่หล่อนโบกมือห้ามไว้ เอียงศีรษะไปทางประตูหน้ามุข

“ต้องไม่ใช่ที่นี่” หล่อนกระซิบ “ถึงจะมีแต่ตาโต๊ะกับยายชื่น ซึ่งฉันจะเชื่อถือได้ ฉันก็ไม่ต้องการให้แกคิดหรือมองฉันผิดแปลกไปกว่าฉันคนเก่า แกไม่มีวันจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างรื่นกะฉันเลย”

“งั้นที่ไหน ?”

“รื่นว่าสุดใจกับพวกนั้นจะไม่กลับจากนครปฐมจนกว่าจะถึงมะรืน ?”

“ครับ”

“คืนพรุ่งนี้ รื่นติดธุระหรือนัดหมายกับใครไว้หรือเปล่า ?”

“เปล่าเลย”

“คอยฉันอยู่ที่ ๆ พัก สามทุ่มจะไปหา”

“ครับ”

“เราจะได้มีโอกาสคุยกันนาน ๆ ระวังแต่อาการระบมของรื่นเถอะจะแย่”

“อ๋อ ข้อนั้นผมรับรอง” รื่นยืนยันเสียงห้าว “ไม่มีวันเสียละ ถึงจะต้องตัดขาทิ้งทั้งสองข้าง”

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #2 on: 20 March 2026, 16:27:08 »




​อุบัติเหตุอันเกิดจากรถตู้ตกรางขวางหน้าอยู่ที่สถานีงิ้วราย เป็นเหตุให้ขบวนรถจากนครปฐมเที่ยวสุดท้ายเสียเวลามาถึงสถานีบางกอกน้อยเอาต่อเมื่อเวลาใกล้เที่ยงคืน แม้กระนั้นสามยอดก็ยังสว่างไสว เมื่อสุดใจ จำปา และเรืองข้ามฟากไปถึงที่พักหน้าโรงหวย สามยอดไม่มีเวลาหลับ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีเวลาตื่น ไม่ว่าจะเป็นกลางคืนหรือกลางวัน ๒๔ ชั่วโมงใน ๑ วัน ๓๐ วันใน ๑ เดือน ๑๒ เดือนใน ๑ ปี ชั่วชีวิตของสามยอดสมัยนั้นไม่มีเวลาหลับ นับแต่ชีวิตหวย ถั่ว และโป เริ่มต้น ถนนใหม่ทั้งสายอาจจะว่างเปล่า เงียบเหงา และมืดสนิท แต่ไม่ใช่ระหว่างสามยอดและสะพานเหล็ก เที่ยงคืนเป็นเวลาที่ทุกคนซึ่งหากินอยู่ในย่านนั้นยังตื่น บรรดาผีเสื้อราตรียืนชะม้อยชะม้ายอยู่ในเงามืดตามซอกตามมุม สายตาอันกระหายหิวของฉลามร้ายยังสอดส่ายหาเหยื่อ และทุกหูคอยสดับตรับฟังจีนแบกป้ายขานหวย สำหรับหัวใจจะลิงโลดหรือหดหู่ ผู้คนทุกสารทิศมาที่นั่นด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะรวยด้วยกัน การหลับนอนไม่สำคัญ กาลเวลาดูเกือบไม่มีความหมายอะไร

​จีนเจ้าของที่พักผู้เกือบไม่เคยลุกจากโต๊ะเลย นอกจากเวลาจำเป็นเงยหน้าขึ้นดูอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นเรืองหิ้วกระเป๋าและชะลอมผลไม้ซึ่งซื้อมากลางทางพะรุงพะรังเข้าไป ในขณะที่สุดใจและจำปายังต่อล้อต่อเถียงอยู่กับคนขับรถม้าเช่า ซึ่งเกี่ยงจะเอาค่าโดยสารเพิ่ม

“มาทังลายหลึก ๆ ต. เรือจ้างออกเลี้ยว!” เขาร้องทักเรืองพลางถอนใจ “ตั้งแต่ลื้อไป ต. เรือจ้างออกติก ๆ กังอยู่ไล่ทุกคึง”

เรืองหัวเราะ “แล้วพี่รื่นแทงตัวอะไร”

จีนเจ้าของที่พักผู้อัธยาศัยดีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

“อีเป็งการะเกก ขี่ม้าเทกแทงอย่างอื่ง มี่แทงหวย” หันไปมองสุดใจและจำปา ซึ่งยังเกี่ยง าคา อยู่กับคนขับรถม้า “ทะเลาะกังทำลาย?”

เรืองยังไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน จนกระทั่งฟังดูชักจะขึ้นเสียงดังทั้งสองฝ่ายและใครต่อใครเข้ามาล้อมดูอยู่โดยรอบ จึงวางกระเป๋ากับชะลอมฝากจีนเจ้าของที่พักไว้ออกไปยืนอยู่ข้างหลังสุดใจ

“อะไรกันล่ะ ?”

​ “อ้ายแป๊ะนี่มันจะเอาอีกสองสลึง บอกว่าดึกแล้วก็ไกล” จำปาบอก

“อ๊ะ ก็ตกลงราคากันบาทนึงแพงพออยู่แล้ว ไงมาเพิ่มอีกล่ะ?”

“อั๊วขับไกน่า จากท่าช้างพาลื้ออ้อมทุ่งพระเมรุสองรอบ อีกสองสลึงมี่แพง” ตาแป๊ะยืนยัน

“ตกลงกันมาบาทเดียวเท่านั้น อั๊วไม่ให้อีก” จำปาเถียงไม่ลดละ

การโต้เถียงคงจะกินเวลาไปอีกนาน แม้เรืองจะออกไปช่วยยืนยันเป็น ๓ แรง ถ้าจีนเจ้าของที่พักไม่ออกไปไกล่เกลี่ย ส่งภาษาโล้งเล้งกับตาแป๊ะขับรถอยู่สองสามคำ แกก็ลงแส้ม้า ส่ายหน้าพ้นจากบริเวณนั้นไป

“เจ๊กบ้า!” จำปาบ่น

“คงนั้ง มี่ใช่คงนี้” จีนเจ้าของที่พักอัธยาศัยดีหันมาบอก

ขณะนั้นเองที่สุดใจเหลือบไปเห็นหญิงผู้นั้นลงบันไดมา แม้ว่าหล่อนจะแต่งตัวอย่างธรรมดา และใบหน้าซ่อนอยู่ภายใต้แพรเพลาะคลุมศีรษะ ลักษณะและกิริยาเดินก็ดูคลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะเคยเห็นมาก่อนจนกระทั่งหล่อนก้าวออกไปสู่​ถนน และหายไปในความมืดภายนอกจึงได้หันไปหาจีนเจ้าของที่พัก

“ใครกัน เถ้าแก่ ?”

จีนผู้อัธยาศัยดีตีหน้าตื่น หันไปรอบตัว

“อั๊วมิเห็งใค ?” เขาตอบอย่างซื่อและเซ่อที่สุด

“ก็ผู้หญิงที่ออกไปตะกี้น่ะ ?”

“อั๊วเห็งแต่ลื้อกะอาเจ๊สองคนเข้ามาแฮ่––”

เป็นการเปล่าประโยชน์ที่จะขอความเข้าใจจากจีนผู้นั้น ทั้ง ๆ ที่หล่อนมั่นใจว่าเขารู้ความหมายคำถามของหล่อนดี ไม่มีเจ้าของที่พักเดินทางคนใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในย่านโรงหวย และสะพานเหล็ก จะปราศจากการสังเกตคนเข้าและออกที่พักของเขาได้ ถ้ารักจะเป็นเจ้าของที่พักเดินทางต่อไป และเพราะว่าคนเราอาจจะละม้ายคล้ายคลึงกันได้ มิฉะนั้นอุปาทานก็เป็นไปเองในสถานที่อันสับสนเช่นนั้น ในไม่ช้าภาพและเหตุการณ์ดังกล่าวก็อันตรธานไปจากความสนใจของหล่อน

ทุกห้องข้างบนดับไฟ ทุกประตูปิดสนิท นอกจากห้องของหล่อนและรื่น สุดใจหันไปบุ้ยใบ้กับเรืองและจำปาซึ่งกำลังไขกุญแจห้องถัดไป ด้วยเกรงสามีจะตื่น ขณะนั้นรื่นนอนหงาย หลังมือก่ายหน้าผากอยู่บนเตียง แต่เพียงก้าวแรก​ที่หล่อนข้ามพ้นธรณีประตูเข้าไปเท่านั้น เขาก็ร้องถามว่า

“ทำไมมาจนป่านนี้ ? มืด ๆ ค่ำ ๆ ไม่ดีเลย”

“รถขบวนของเรามาติดรถตกรางที่งิ้วรายจ้ะ พี่รื่น” สุดใจอธิบาย “ต้องคอยรถไฟจากทางนี้ ต้องถ่ายมาขึ้นรถคันใหม่ ยังไม่ได้อาบน้ำอาบท่ากันเลย เคราะห์ดีที่กินข้าวกันมาแต่เย็น ไม่งั้นก็เห็นจะอดกันแย่” หล่อนถอดเสื้อชั้นนอกออกพาดไว้กับพนักเก้าอี้ นั่งลงที่ม้ายาวแล้วก็ถอนใจ “โฮ้ย คนหรือยังกะมดกะปลวก หายใจหายคอแทบไม่ออก แต่ก็อิ่มใจ ทำไมพี่รื่นจนป่านนี้ ? ประตูหลังก็ไม่ปิด ทำดีไปเถอะ เดี๋ยวได้หมดตัว”

เขาลดมือลงจากหน้าผาก อ้าปากหาวแล้วก็ลุกขึ้นนั่ง หนังตาหรี่จะปิดเสียให้ได้ด้วยความงัวเงีย

“มันนอนไม่หลับ ร้อนรึยังกะอยู่ในเตาอบ แล้วก็คิดถึงเอ็ง” เขาอ้าปากหาวอีก

“อย่ามาปากดีหน่อยเลย” สุดใจอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเป็นอภินันทนาการอันเคยฟังเสียจนชินหู “ง่วงก็นอนเสียเถอะฉันจะไปอาบน้ำ”

๒๐ นาทีต่อมา ขณะที่กลับจากห้องน้ำ รื่นก็หลับสนิทแล้ว เสียงกรนสนั่นแข่งกันกับเรืองซึ่งอยู่คนละฝาห้องกั้น ​สุดใจนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง สางผมพลางชำเลืองดูภาพนั้นจากกระจก แล้วก็อดรู้สึกปลาบเข้าหัวใจไม่ได้ว่า ธุระการงานระหว่างหล่อนไม่อยู่จะทำให้เขาเหน็ดเหนื่อยสักเพียงไหน ชีวิตของเขาและหล่อนทั้งชีวิตดูจะไม่มีอะไร นอกจากงาน –– งาน และงานต่อเนื่องกันไป แม้ในการลงมาเที่ยว เพื่อพักผ่อนหย่อนใจครั้งนี้ก็หนีไม่พ้นงาน กำลังจ้องดูใบหน้าอันแสดงถึงความเหน็ดเหนื่อยและเคราซึ่งเขียวเหมือนไม่ได้โกนมาสัก ๓ วันนั่นเอง รื่นก็พลิกตัวลืมตาขึ้นแลสบกันกับตาหล่อนในกระจก

“ยังไม่นอนอีกหรือสุดใจ ?” เขาถามเสียงงัวเงียต่อมาก็หรี่ตาหลับต่อไปใหม่

สุดใจลุกขึ้นจากหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เดินไปนั่งลงที่ขอบเตียง แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ใส่กลอนประตูและปิดไฟ แต่ยังไม่ทันได้ลุกขึ้น สายตาก็เหลือบไปเห็นผมเส้นหนึ่งติดอยู่ที่หมอน หล่อนหยิบขึ้นมาส่องดูกับแสงไฟ สีและกลิ่นของมันบอกว่ามิใช่ของหล่อน มิใช่ของจำปาผู้เคยเข้ามานอนคลุกคลีอยู่ด้วยกัน ระหว่างรื่นและเรืองออกไปธุระข้างนอก ดำสนิทและอ่อนสลวยหอมกรุ่นไปด้วยน้ำดอกไม้เทศ ซึ่งหล่อนและจำปาไม่เคยใช้ ไฟดวงนั้นก็พร่าไปเพราะหยาดน้ำตาที่ซึมออก​มาคลอหน่วย ในที่สุดก็ปล่อยให้มันหลุดมือลอยลงไปคลุกคลีอยู่กับฝุ่นที่พื้นห้องพร้อมด้วยยิ้มเศร้าๆ ที่ริมฝีปาก

ของผู้หญิงคนนั้นหล่อนคิด ของผู้หญิงงามเมืองที่หากินด้วยความปรารถนาของผู้ชาย แม้ในเวลาที่เมียของตนไม่อยู่เพียงวันสองวัน ซึ่งหลีกทางกันกับหล่อนที่เชิงบันไดข้างล่าง หล่อนถอนใจ ลุกขึ้นไปใส่กลอนประตู ดับไฟแล้วก็ล้มตัวลงนอนข้าง ๆ เขา แต่ก็ไม่หลับ กลิ่นเดียวกันกับที่หล่อนได้รับจากผมเส้นนั้นติดอยู่ที่หมอน แม้จะอ่อนก็รุนแรงแทบสำลักสำหรับความรู้สึกของสุดใจ หล่อนพลิกตัวกระสับกระส่ายเพื่อจะหลีกให้พ้นจากมัน แต่ก็เป็นการสุดวิสัย ที่ใดศีรษะรื่นหนุนหล่อนจะห่างไปไม่ได้ ไม่ว่าจะซ้ำกับรอยเก่าของใครหรืออะไร ตราบใดที่หัวใจหล่อนยังเป็นของเขา มีอะไรบ้างที่ผู้หญิงเราซึ่งอยู่ในความรักจะให้อภัยไม่ได้ เสียสละไม่ได้ หล่อนรู้ว่ารื่นนอกใจหล่อน แม้จะกับหญิงเสเพลเช่นนั้น มันอาจจะเป็นของธรรมดาสามัญสำหรับผู้ชายทั่วไป แต่สุดใจก็อดแสดงไม่ได้ เมื่อคิดถึงความรักและลูกซึ่งหล่อนได้มอบให้แก่เขาและเกิดกับเขา เปล่าหล่อนมิได้เสียใจอย่างจริงจังอะไร วัยของคนเรา เกินเสียแล้วสำหรับความรู้สึกอันอ่อนไหว เต็มไปด้วยความหึงและหวงแหนเช่นนั้น

​ฉันจะไม่พูดกับเขาเลยถึงเรื่องนี้ หล่อนคิดอีก พลิกตัวหันหน้าหนีจากเขา ขณะนั้นเองรื่นก็ตื่น

“เป็นอะไรไป สุดใจ ?” คราวนี้ไม่มีอาการงัวเงียอยู่ในเสียงนั้นเลย

“เปล่าจ้ะ มันนอนไม่หลับเอง” หล่อนบอก “ร้อน แล้วก็กลิ่นน้ำอบใหม่ที่พี่รื่นใช้”

เงียบกันไปสักครู่ท่ามกลางอาการเต้นแรงของหัวใจ หล่อนคิดว่าปลงตกแล้วที่จะไม่ระแคะระคายอะไรให้เป็นที่เฉลียวใจแก่เขา แต่ถึงคราวเข้าจริงกลับอดแสดงออกมาไม่ได้ จากอาการเงียบนั้น และถอนใจแรงของเขา หล่อนรู้ว่า ณ ที่เดียวกับที่หล่อนนอนอยู่ เมื่อสักครู่เป็นที่นอนของอีกร่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ภรรยาของเขา ฉะนั้นเปล่าประโยชน์ที่จะปิดบังกันซ่อนเร้นกันอีกต่อไป

“ใครกันจ๊ะ พี่รื่น ?”

“ใคร ?”

“ผู้หญิงที่ลงไปเมื่อตะกี้น่ะ เอาผ้าคลุมผมยังกะแขก”

“แปลก ! ข้าไม่เคยเห็นใครแต่งตัวอย่างนั้นผ่านหน้าห้องไป ข้าไม่ได้หลับเลยจนงีบเดียว”

สุดใจเดือดดาลขึ้นมาทันที

​“ฉันไม่ได้ว่าไป ฉันว่าเข้ามาที่นี่ – – ห้องนี้ พี่รื่นถึงไม่ได้หลับได้นอนจนงีบเดียว” หล่อนหยุดเว้นระยะเหมือนจะให้โอกาสเขาแก้ตัว แต่รื่นไม่ปริปากจนคำเดียว ในที่สุดสุดใจก็ได้แต่ร้องไห้ – – ร้องเงียบ ๆ อยู่แต่ในใจ อาการสะอื้นเบา ๆ ของหล่อนเวลาพูดเท่านั้นแสดงให้เขารู้ “โธ่ ตายอดตายอยากอะไรนักหนา พี่รื่นถึงกับคว้าผู้หญิงพรรค์นั้น นอนร่วมที่นอนเดียวกับฉันเสียด้วย อดไม่ได้จริง ๆ ละก้อ ทำไมไม่พากันไปที่อื่น อย่าให้รู้ให้เห็นฉันจะไม่ว่าเลย”

สามีไม่ตอบว่ากระไร เสียงหัวใจที่เต้นแรงของเขาอยู่ข้างหู บอกให้รู้ว่ายังตื่นอยู่เต็มที่

“บอกฉันตรง ๆ ได้ไหมพี่รื่นว่า ไปยังไงมายังไงกัน ถึงได้ให้มันสะเออะขึ้นมาที่นี่ ?” ในที่สุดหล่อนเอ่ยอีก เสียงอ่อนลงไป “ใครหามาให้? หรือไปคว้ามาเองจากไหน ?”

“เขาตรงเข้ามาหาข้าในนี้ แล้วเขาก็กลับออกไป”

“อ้อ เท่านั้นเอง!”

“โธ่ สุดใจ เอ็งรู้แล้วว่าเรื่องพรรค์นั้นเป็นอย่างไร ทำไมจะต้องให้อธิบายอีก”

“ฉันรู้แต่ว่าพี่รื่นยังกะคนไม่มีหัวใจ........”

“อย่าอึงไปน่าดึกแล้ว อายเขา”

​“แล้วฉันก็ยังเชื่ออยู่ได้ทุกคราว ที่พี่รื่นบอกว่ารักฉันคนเดียว”

“ข้ารักเอ็งจริง ๆ นะสุดใจ”

“รักทำไมถึงทำยังงั้น ?”

“ทำยังไง?”

“หมั่นไส้ ! ก็อีแขกเมื่อกี้น่ะซี

เสียงถอนใจยาวดังมาจากเขา

“อย่าไปเอาใจใส่กับคนพรรค์นั้น เปรียบกันไม่ได้หรอกกับผู้หญิงอย่างเอ็ง คืนเดียวก็จากกันไป ไม่เหมือนเอ็งกับข้า ชั่วชีวิตแยกจากกันไม่ได้ ลูกเต้าหรือตั้งโขยงเป็นพยานอยู่”

หล่อนรู้ว่าผลที่สุดมันก็ลงเอยเช่นนั้น เหตุการณ์อันใด ร้ายหรือดีก็ตาม จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตรักของหล่อนและเขา ในที่สุดมันก็จะลงเอยอย่างเมื่อเริ่มต้น หล่อนรู้ เชื่อและมั่นใจ โดยไม่มีเหตุผลว่าทุกอย่างที่เขาพูดเป็นความจริงทุกประการ ไม่ว่าอุปสรรคอันใดจะขวางหน้า ไม่ว่าความผันแปรใด ๆ จะเกิดขึ้น หล่อนและรื่นไม่มีวันจะแยกกันออก พร้อม ๆ กับความสำนึกนั้น ทั้ง ๆ ที่อาการสะอื้นยังเครืออยู่ในวาจาตัดพ้อต่อว่า ทั้ง ๆ ที่น้ำตายังคลอหน่วย และลำแขนอันแข็งแรงทั้งคู่ของ​เขาโอบอยู่รอบกาย นัยน์ตาของสุดใจก็หรี่หลับปล่อยความรู้สึก ให้ล่องลอยไปในความเวิ้งว้างว่างเปล่า ก่อนวาจาที่แผ่วจะทันขาดหายไปในลำคอและน้ำตาจะแห้งผาก

ก้าวออกมาจากที่พักแรมแห่งนั้น ด้วยอาการกลั้นใจเหมือนคนสำลักน้ำ ละเมียดถอนใจยาวด้วยความโล่งอกเมื่อเท้าสัมผัสกับพื้นถนนภายนอก และลมเย็นพัดมาต้องหน้าที่ยังร้อนผ่าวไปด้วยความอัปยศอดสู หล่อนรู้ว่า ชั่วขณะที่ความอ่อนแอโจมเข้าจับหัวใจ และเรือนกายตกอยู่ในการครอบงำของความปรารถนาอันแรงกล้า หล่อนได้ปล่อยตัวให้กับการตกลงใจ ซึ่งเสี่ยงอันตรายที่สุดต่อกาลอวสานของฐานะและอนาคต หล่อนรู้ว่าหล่อนไม่ควรจะพบกับเขาที่บ้าน แม้กระนั้นบ้านก็ยังเป็นสถานที่มิดชิดปิดบังยิ่งกว่าที่พักเดินทาง ซึ่งเปิดเผยต่อสายตาของคนทั้งหลาย อะไรเป็นเหตุให้หล่อนตัดสินใจเช่นนั้น ? เหนือสิ่งอื่นใด อะไรเป็นเหตุให้หล่อนยินยอมมาพบกับเขาอีกสองต่อสองในเวลาวิกาล และสถานที่เช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเหตุการณ์อันใดบ้างจะเกิดขึ้นภายหลังที่พยายามหักห้ามหัวใจหลีกเลี่ยงมาได้เป็นเวลาช้านาน

บางทีฉันจะอ่อนแอเกินไป หล่อนคิด บางทีก็เห็นจะเป็นเพราะฉันรักเขามากเหลือเกิน ความห่างเหินเป็นมูลเหตุ​หนึ่งแห่งความปรารถนา และความว้าเหว่ตลอดเวลาที่นอนเจ็บอยู่แต่ลำพังมาเป็นเวลาช้านาน เปิดโอกาสให้แก่ความคิดฟุ้งซ่าน เปล่า ! หล่อนไม่เสียใจเลยในการที่มาพบรื่นครั้งนี้ ความรักมิใช่สิ่งที่คนเราควรจะเสียใจในการให้ และชีวิตก็มิใช่สิ่งที่คนเราจะเสียใจในการรับท่ามกลางชั่วโมงมืดของกาลเวลา แต่เจิดจ้าอยู่ในหัวใจหล่อนมิได้คิดถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งนั้น นอกจากโลกที่หล่อนและเขาอยู่ด้วยกันแต่ลำพัง ท่ามกลางเสียงยวดยานที่ผ่านไปมาในถนน และผู้คนซึ่งป้วนเปี้ยนอยู่ตามหน้าโรงหวย โลกซึ่งทุกสิ่งสวยสดงดงาม ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำถึงชีวิตในอดีตหรือภาวะในปัจจุบัน โลกซึ่งปราศจากข้อผูกพันจากขนบประเพณีใด จนกระทั่งเสียงของสุดใจ จำปาและเรืองจากข้างล่างดังขึ้นมาทำลายโลกนั้นสลายไปในพริบตา––

หล่อนผละจากอ้อมแขนของเขากระโดดลุกขึ้นนั่งห้อยเท้าอยู่ที่ขอบเตียง เหมือนยังไม่แน่ใจว่าเสียงนั้นจะเป็นเจ้าของอาสน์และหัวใจที่หล่อนล่วงล้ำเข้ามาแน่ แต่กังวานแปร่งของชาวปากคลองและกำแพงซึ่งเจนแก่ความทรงจำยืนยันว่าไม่ผิด

“ไหนรื่นว่าเขาจะกลับพรุ่งนี้ ?” หล่อนกระซิบหยิบเครื่องแต่งกายขึ้นสวมอย่างเร่งร้อน จนแทบจะลืมเสื้อชั้นใน

​“เขาคงจะเปลี่ยนใจใหม่” รื่นพลอยวุ่นวายไปด้วยเหมือนกัน “สุดใจบอกกับผมอย่างนั้นจริงๆ”

เขาพยายามจะเข้ามาช่วยหล่อนหยิบโน่นจับนี่ ละเมียดโบกมือห้ามไว้

“จะทำให้โอ้เอ้เสียเวลาไปเปล่าๆ” หล่อนบอก หยิบแพรเพลาะขึ้นคลุมผม “นอนอยู่นิ่งๆ บนเตียงนั่นดีกว่า”

สายตาอันร้อนผ่าวของเขาจ้องจับอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งหล่อนสวมรองเท้าแตะเตรียมจะออกจากประตูไป จึงได้ลุกโขยกเขยกผวามากอดไว้อีกครั้งหนึ่ง

“จยุ๊! รื่น” ละเมียดห้าม

“เมื่อไหร่ผมจะได้พบคุณเมียดอีก” เขากระซิบถาม ขณะที่ก้มลงจูบที่ขมับหล่อน

“แล้วแต่เวลา อย่าให้ฉันรับรอง”

เขาพยายามจะจูบหล่อนอีกครั้ง ท่ามกลางความรู้สึกอาลัยและหวาดหวั่นซึ่งต่อสู้กันอยู่ภายใน แต่ละเมียดหลบลอดจากช่องแขนของเขาออกไปที่ประตู หล่อนยืนอยู่นิดหนึ่งที่นั่น ชะโงกหน้ามองดูทางเดินอันมืด ซึ่งไปสิ้นสุดลงตรงหัวบันได หันกลับมาชำเลืองดูเขาอีกครั้งต่อจากนั้นก็หายวับไป เหมือนซินเดอริลลาในเทพนิยายหรือความฝัน

​หล่อนไม่แน่ใจว่า ภายใต้แพรเพลาะผืนนั้น สุดใจจะจำหล่อนได้หรือไม่ในขณะที่ผ่าน แต่อย่างหนึ่งซึ่งแน่นอนก็คือ ไม่เคยมีครั้งใดในชีวิตที่หัวใจจะได้รับทุกข์ทรมานเพราะความหวาดกลัวและอับอายขายหน้าเหมือนในขณะนั้น

เขาคงจะจำฉันไม่ได้ หล่อนพยายามปลอบใจตนเอง ตลอดทางที่ผ่านเงามืดของต้นไม้มาตามท้องถนน รู้สึกตนต่ำช้าไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงหากินที่เตร็ดเตร่อยู่แถวสะพานเหล็ก ถึงกระนั้นความตื่นเต้นที่ได้รับมาใหม่ ๆ ก็ยังไม่หายไปไหน สัมผัสของเขายังผ่าวอยู่ในหัวใจ เสียงพึมพำของเขายังก้องอยู่ในความทรงจำ ความรู้สึกผิดชอบอันได้รับจากการอบรมเตือนหล่อนว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่แล้วมาผิดทั้งนั้น แต่มันก็ช่วยไม่ได้ หนีความจริงไม่พ้นว่า ไม่มีอะไรจะมาห้ามไม่ให้หล่อนปฏิบัติซ้ำอีกถ้าโอกาสเปิดให้

อย่างไรเสียสุดใจก็คงจำหล่อนไม่ได้ ในเครื่องแต่งกายอย่างนั้น ในแสงสว่างสลัวรางอย่างนั้น และในสถานที่เช่นนั้น โลหิตฉีดขึ้นสู่ขมับและหน้าผากร้อนผ่าวไปอีก เมื่อคิดว่าภรรยาชาวบ้านนอกของรื่น จะคิดถึงหล่อนเช่นไร ? ผู้หญิงต่ำๆ คนหนึ่งซึ่งขายร่างกายและความพอใจให้แก่ผู้ชายที่อยู่ในอารมณ์ว้าเหว่! ผู้หญิงเสเพลที่หาค่าอะไรไม่ได้! ผู้หญิงที่​เป็นสาธารณสมบัติสำหรับชายหนึ่งชายใด จะหยิบฉวยเอามาตามความพอใจจากข้างถนน! หล่อนรู้สึกเกลียดตนเอง เกลียดรื่น เกลียดจนกระทั่งตาโต๊ะที่พารถม้าคันนั้นไปชนเขา ฉะนั้นจึงเป็นชนวนนำมาสู่เหตุการณ์ครั้งนี้

เสียงระฆังดังขึ้นข้างหน้า ต่อมารถม้าคันหนึ่งก็ผ่านหล่อนไป พร้อมด้วยไฟตะเกียงริบหรี่ติดอยู่สองข้างภาพของคนขับตะคุ่มอยู่ท่ามกลางความมืดของท้องถนนตอนนั้น ชาย ๒ คนซึ่งนั่งอยู่ข้างใน กระแอมไอด้วยฤทธิ์มึนเมาจากการกินเลี้ยง ณ บ้านหนึ่งแห่งใด ความกระทันหันของมันทำให้ละเอียด สะดุ้งขึ้นทั้งตัว ตาโต๊ะ! เป็นความคิดแรกที่ผุดขึ้นในความรู้สึกของหล่อน แล้วก็ถอนใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ชายชราผู้นั้นคงหลับสนิทอยู่ในบ้านเล็กของแกตามคำกำชับกำชาของหล่อนก่อนจะออกจากบ้านมา อย่างไรก็ดี รถม้าคันนั้นทำให้ละเอียดหวาดหวั่นโดยไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้ หล่อนมิได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นหรือเหลียวไปดู เขาคงจะคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงพวกนั้น ละเมียดคิดอีก ความรู้สึกเดือดพล่านอยู่ภายในไม่มีใครเลยที่จะคิดไปเป็นอื่น ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะมาเดินอยู่ในถนนเวลาดึกดื่นค่อนคืนแต่ลำพังคนเดียวเช่นนี้ หล่อนเดินต่อไปอย่างเร่งร้อน ผ่านสำราญราษฎร์ วัดสระเกศ และมหาด​ไทยอุทิศ แต่เมื่อใกล้บ้านเข้าไปความคิดต่าง ๆ ก็กล้มรุม ทุ่มเทกลับมาอีก

นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันยอมพบเขาสองต่อสองเช่นนั้นหล่อนพยายามตัดสินใจซ้ำ ๆ ซาก ๆ ความปรีดาปราโมทย์ชั่วขณะหนึ่งยามเดียวไม่มีอะไร นอกจากหมายถึงความทุกข์ทรมานของการคิดถึงซึ่งกันและกันต่อไปด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างตัดไม่ขาด แต่การตัดสินใจมีประโยชน์อะไร ในเมื่อคนเราตกอยู่ในอำนาจของความรักซึ่งสุดวิสัยที่จะปฏิเสธ สุดวิสัยที่จะลืมเสีย

ชั่วขณะหนึ่ง เมื่อถึงประตูบ้านละเมียดไขกุญแจบานเล็กเปิดเข้าไป ครั้นแล้วก็ยืนหันหลังพิงนิ่งอยู่นาน เริ่มสำนึกถึงความอ่อนเพลียในการเดิน ภายหลังที่ความตื่นเต้นและความหมกมุ่นครุ่นคิดเหล่านั้นผ่านไป หล่อนรู้สึกเหมือนประตูนั้นกั้นไว้ระหว่างโลกภายนอกที่ผ่านมาแล้วกับโลกภายในที่หล่อนจะต้องเผชิญต่อไปในกาลข้างหน้า อวสานกันทีสำหรับชีวิตโสเภณีตามที่พักคนเดินทาง

หล่อนเดินต่อไปยังหน้ามุขซึ่งมืด ขณะนั้นบ้านทั้งบ้านเงียบสงัด โล่งใจที่ไม่มีใครตื่นสำหรับจะทำให้หล่อนรู้สึกอึดอัดต่อสายตาอันเต็มไปด้วยความประหลาดอัศจรรย์ใจในการกลับยาม​วิกาลของหล่อน กลิ่นราตรีและจำปีที่ข้างรั้วลอยตามลงมาหอมตลบ ละเมียดรู้สึกได้รับความสงบเป็นครั้งแรกในคืนนั้น หล่อนหันกลับไปชำเลืองดูรอบ ๆ กายอีกครั้งเหมือนจะให้แน่ใจว่าไม่มีใครตื่นแน่ที่เรือนคนใช้ ต่อมาก็ไขประตูห้องชั้นล่างเปิดเข้าไปพลางถอนใจยาว

ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงอยู่เหมือนเมื่อหล่อนจากไป หล่อนมิได้เฉลียวใจจนนิดเดียวว่าอะไรเกิดขึ้นบ้างระหว่าง ๒ – ๓ ชั่วโมงที่หล่อนไม่อยู่ จนกระทั่งขึ้นบันไดไปถึงชั้นบนและเปิดประตูห้องนอนเข้าไป เปิดไฟสว่าง ขณะนั้นเองก็ตกตะลึงจังงังยืนตัวแข็งอยู่กับที่เหมือนถูกผีหลอก !

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #3 on: 20 March 2026, 16:27:56 »




ที่ขอบเตียงนอนของหล่อน ซึ่งตั้งอยู่ติดฝาผนังตรงกันข้าม สามีของหล่อนนั่งอยู่ นัยน์ตาทั้งคู่เงยขึ้นชำเลืองดูอย่างเหม่อ ๆ และเลื่อนลอยจากใต้คิ้วอันดกดำ นัยน์ตาทั้งคู่นั้นแดงเหมือนอดนอนมาหลายคืนหรือกำลังพิษไข้ขึ้นสูง แต่ละเมียดรู้ได้ว่ามันไม่ใช่ จากกลิ่นที่ฟุ้งอยู่ในห้องนั้น จากขวด​เปล่าที่กลิ้งอยู่บนพรมน้ำมันและแก้วอันตั้งอยู่บนโต๊ะเล็กหน้าเตียง อึดใจหนึ่งเต็ม ๆ เขาคงมองดูหล่อนอยู่เช่นนั้น ครั้นแล้วคางสี่เหลี่ยมก็ยื่นออก ขากรรไกรทั้งคู่ขบกันแน่น ยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบหนวดซึ่งเริ่มหงอกประปราย

“อ้อ กลับแล้ว !” เสียงของเขาห้าวและปร่าเหมือนพูดมาจากคนละโลก

“ฉัน – – – ฉันคิดว่าเสถียร – –“ ละเมียดก้าวเข้าไป หายตะลึง เอื้อมมือกลับมาปิดประตูเสีย สีหน้าหล่อนสงบ แต่เสียงยังอดสั่นไม่ได้ “ยังอยู่เหนือ”

“เปล่า ลงมาธุระที่กรุงเก่า แล้วก็ต่อเรือมาถึงที่นี่ เมื่อยามกว่า ๆ” นัยน์ตาอันแดงก่ำของเขาชำเลืองดูหล่อนจากศีรษะถึงเท้า ริมฝีปากอันหนาของเขาเผยอจากกันนิด ๆ “เพิ่งรู้ว่าเจ้าคุณแพทย์ยังรักษาละเมียดอยู่ – – รักษากันถึงหกทุ่มสองยาม”

ความระแวงเต็มตัวปรากฏอยู่ในเสียงของเขา การตอบอะไรออกไปโดยมิได้ระมัดระวังอย่างกระทันหัน มีแต่จะเร่งเร้าความสงสัยยิ่งขึ้น หล่อนหัวเราะเบา ๆ เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้งหัวเตียง แล้วก็เปลื้องแพรเพลาะออกจากศีรษะใส่ไว้ในลิ้นชัก

​“เสถียร จะให้ฉันสั่งตาโต๊ะกะยายชื่นแกว่าอย่างไรเมื่อมีใครมาหา ?” หล่อนมิได้หันหน้ามาเผชิญเขา แต่กระจกเงาตรงหน้าบอกปฏิกิริยาจากเขาอยู่ทุกอิริยาบถ “เล่นไพ่อยู่ที่วังเจ้านายองค์หนึ่งองค์ใดงั้นรึ? ฉันคิดว่านานทีปีหนเสถียรคงจะไม่ขัดข้อง หรือสำคัญผิดคิดเห็นฉันเป็นนักเลงพนันไป”

“ฉันไม่เคยตั้งข้อรังเกียจ หรือหวงห้ามในเรื่องนั้นการเล่นไพ่เพื่อการสมาคมกับการพนันต่างกัน แต่ทำไมมันจะต้องเป็นกลางคืน ? ทำไมจะต้องหกทุ่มสองยาม ? แล้วก็ทำยังกะเป็นเรื่องลับซับซ้อนเสียเต็มประดา รถม้ามีไม่ขี่ กลับสมัครเดิน ไปไหนมาไหนทุกคราวเคยเอาตาโต๊ะหรือยายชื่นติดตัวไปรับใช้ คราวนี้ยังไงกลับไปคนเดียว ?”

ละเมียดหันกลับมาช้าๆ ความอิดโรยปรากฏอยู่บนสีหน้า ความอ่อนใจปรากฏอยู่ในน้ำเสียง

“เสถียร จะให้ฉันเป็นคนพิการไม่ได้เดินเหินเสียบ้างอย่างไร เสถียรจะให้ฉันเอาตาโต๊ะหรือยายชื่นไปทรมานนั่งหลับสัปหงกอยู่ในที่ยังงั้นทำไมกัน ในเมื่อบ้านทั้งบ้านไม่มีใครอยู่ งานที่จะทำหรือออกแยะไป ?”

นัยน์ตาของเขาลดลงต่ำ ขากรรไกรทั้งคู่คลายออก แล้วก็ถอนใจ ละเมียดรู้อย่างผู้หญิงที่ฉลาดทั่วไปรู้ว่าความอ่อน​แอของคู่ต่อสู้ตนอยู่ที่ไหน หล่อนรู้ว่าชั่วขณะหนึ่งภัยซึ่งหล่อนหวาดกลัวหนักหนาผ่านไปแล้ว และถ้าหล่อนเดินแต้มให้ดีชีวิตนี้ยังจะเป็นที่อภิรมย์ชมชื่นไปอีกนาน หล่อนเดินเข้าไปหาเขาช้า ๆ ก้มลงหยิบขวดเหล้าซึ่งกลิ้งอยู่กับพื้นตรงหน้าตั้งไว้บนโต๊ะ แล้วก็นั่งลงบนเตียงข้าง ๆ เขา ยกมือขึ้นแตะที่หน้าผากอันร้อนผ่าวแล้วก็เลื่อนลงมากุมมืออันเย็นชืดไว้ ความเคลื่อนไหวเหล่านั้น ทำให้เสถียรเงยหน้าขึ้นดูอย่างอัศจรรย์ใจ

“เท่านั้นเองหรือที่ทำให้เสถียรกลุ้ม ทำให้เสถียรต้องกินเหล้าคอยตัดพ้อต่อว่าฉันไม่เป็นอันหลับอันนอน” เสียงของหล่อนทุ้ม ๆ นุ่มนวลและปลอบโยน ขณะที่ช่วยเขาเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว “แต่ไหนแต่ไรมา ฉันเคยคิดแต่ว่าเสถียรเป็นผัวที่ไว้วางใจเมียของตน”

“ถึงเดี๋ยวนี้ฉันก็เป็นคนอย่างนั้น” เขาคัดค้านเสียงอ่อนลง ปล่อยตัวให้อยู่ในเงื้อมมือหล่อนเหมือนเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่ว่าจะเปลี่ยนเครื่องแต่กายหรือเช็ดหน้าตาเนื้อตัวต่อมา “เพราะฉันเป็นคนรักเมีย เธอไม่รู้หรอกละเมียดว่าฉันรักเธอเพียงไร” เขาเอนกายลงพิงหมอน ซึ่งภรรยาสอดให้ตาจับอยู่กับใบหน้าของหล่อนตลอดเวลา “ไม่มีผู้ชายคนไหนเลยจะกล้ามอบชีวิตทั้งชีวิตไว้ในมือเมียของตัว อย่างที่ฉันได้​มอบให้กับเธอ งานเหล่านั้นเป็นชีวิตของฉัน บริษัทนั้นเป็นหัวใจของฉัน ถึงกระนั้นก็ยังไม่สำคัญเท่ากับความรักที่ฉันมีต่อเธอ”

“ฉันเข้าใจเสถียร” หล่อนพึมพำหลบตาลงต่ำ

“เปล่า เธอไม่เข้าใจอย่างนั้น ละเมียดเคยเข้าใจแต่ว่า ผู้ชายอย่างฉันไม่เคยรู้จักว่า ความรัก คืออะไร นอกจากใบหน้าที่สะสวย เนื้อตัวที่เต่งตั่ง ตามแต่อารมณ์ และความปรารถนา จะคุโพลงขึ้นมาเมื่อไหร่” มือของเขาลูบไล้ไปมาตามหน้าตา และเนื้อตัวหล่อน ประกอบกับคำอธิบายละมุนละไม อ่อนโยน และเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยปรากฏแต่ก่อนมา “ละเมียดเคยเข้าใจแต่ว่า เวลารักขึ้นมาทีไร ฉันจะกลายเป็นสัตว์ไปทันที ละเมียดไม่มีวันจะรู้ว่า ฉันต้องรับทุกข์ทรมานต่อมาเพียงใด เสียน้ำตาไปเพียงใดเพราะความเสียใจจากการกระทำของฉันเหล่านั้น แต่เล็กมาละเมียดรู้จักฉันแต่ว่าเป็นคนที่ต้องการอะไรจะเอาให้ได้ ฉันปรารถนาที่จะเป็นใหญ่กว่าใครในสนามของฉัน เพราะฉะนั้นอำนาจจึงเป็นสิ่งแรกที่ฉันต้องการ เงินไม่สำคัญอะไร ในที่สุดมันต้องตามมาเอง มันเป็นความจริง เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นความจริง แต่เหนือสิ่งเหล่านั้นฉันก็ต้องการความรักด้วย––ความรักที่ละเมียดไม่เคยให้ฉันได้ ปราศจาก​ความรักเสียแล้วอำนาจมีประโยชน์อะไร ? เงินมีประโยชน์อะไร ? ชีวิตนี้มีประโยชน์อะไร ?”

ก็เป็นการประหลาดที่หล่อนจะได้ยินวาจาเหล่านั้นจากปากผู้ชายอย่างเสถียร เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เคยรู้จักและอยู่กินด้วยกันมา ละเมียดมิได้สงสัยเลยในความหมายอันสุจริตของวาจาเหล่านั้น เขาอาจจะเคยเป็นอันธพาลในบางขณะเหี้ยมเกรียมในบางเวลา แต่วาจาสัตย์มิใช่ความบกพร่องของชายผู้นี้ แม้กระนั้นหล่อนก็ไม่เคยคิดว่าความละเอียดอ่อนประณีตจะมีอยู่ในหัวใจของเขาโดยทั่วไป และในความรักโดยเฉพาะ พร้อม ๆ กับความสำนึกนั้น ความหวาดหวั่นก็หวิววาบเข้าสู่หัวใจอีก มิใช่เกิดจากความกลัวเขาหรือใคร หากหัวใจของตนเอง

“ฉัน––ฉันพยายามเป็นเมียที่ดีของเสถียรตลอดมา” หล่อนตะกุกตะกัก พยายามจะลุกมาเสียจากเตียง แต่สามีคงยึดแขนไว้

“อย่าเพิ่งไป ผ้าผ่อนเดี๋ยวค่อยผลัดก็ได้” เขาบอก “เท่านั้นเองที่ละเมียดเคยให้แก่ฉัน ––– พยายามเป็นเมียที่ดีที่สุดตลอดมา” นัยน์ตาอันแดงก่ำของเขาอิดโรย “พยายามมอบเนื้อตัวให้แก่ฉันตามแต่จะต้องการ ตามแต่จะปรารถนา ไม่​ว่าจะเต็มใจหรือฝืนใจ ฉันไม่ใช่เจ้าผัวที่มืดมัวเกินไปถึงกับจะไม่รู้ข้อนั้น ละเมียด เนื้อตัวเธอเย็นชืดไปทุกคราวที่ฉันกอด กิริยาบอกความขยะแขยงไปทุกคราวที่ฉันจูบ, จริง, มันไม่แจ้งชัดออกมา แต่ฉันรู้ดีจากอาการเหล่านั้น ว่าตลอดเวลาที่เธอเป็นของฉัน เป็นเมียฉัน หัวใจเธอเป็นของคนอื่น ใคร ละเมียด ?” เขาผุดลุกขึ้นนั่งอย่างอย่างกระทันหัน มือทั้งสองจับไหล่หล่อนไว้ จ้องหน้าเขม็ง ตาอันแดงก่ำเป็นประกาย “ใคร ?”

หล่อนเงยหน้าอันสงบขึ้นสบตาเขาอย่างเสงี่ยม มิได้อุทธรณ์อะไรจากความเจ็บที่ไหล่ มิได้แสดงความสะทกสะท้านต่อกิริยาหุนหันพลันแล่นของเขา

“เสถียรเมา เหล้าพูด !” หล่อนพึมพำ

“เปล่า ฉันไม่เมา เหล้าเพียงเท่านี้ไม่ทำให้ฉันเสียสติไปได้” เขาคำรามอยู่ในคอ “เหล้าทำให้ความคิดฉันคม หูตาก็สว่างขึ้น มันบอกฉันว่า ละเมียดตื่นเต้นเพราะได้รับความสุขอะไรมา มันบอกฉันว่าคืนนี้ละเมียดสวยขึ้นกว่าเมื่อยังเป็นสาวอยู่เป็นไหน ๆ ละเมียดไม่ใช่คนเจ็บไข้ได้ป่วยอีกต่อไปไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ระรื่นชื่นบานอย่างนี้จะเจ็บไข้”

“เสถียรอิจฉาจนกระทั่งความสุขที่ฉันจะได้รับเล็ก ๆ ​น้อย ๆ หลังจากล้มเจ็บมาเป็นเวลานาน”

“ฉันอิจฉาทั้งนั้นที่อยู่ในตัวของละเมียด” เขาดึงหล่อนเข้าไปกอดไว้กับทรวงอก ด้วยกิริยาอันดุดันก้มลงจูบทั่วดวงหน้า อันแหงนหงายของหล่อนโดยแรง แล้วจาระไนเป็นอย่าง ๆ ไป “ผมนี่ของฉัน หน้าผากนี้ของฉัน แก้มก็ของฉัน ใบหูนี่ก็เหมือนกัน แล้วก็คอนั่น แล้วก็ไหล่ ฉันอิจฉาแม้จนกระทั่งลมหายใจ แม้จนกระทั่งรอยเท้าที่ละเมียดเหยียบ – – ไม่ต้องการให้อ้ายคนไหนมาซ้ำ!”

ต่อหน้าอารมณ์อันพลุ่งพล่าน และวาจาที่พล่ามของเขา ละเมียดมิได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปทางหนึ่งทางใดที่จะแสดงว่าขัดขืนหรือโอนอ่อนผ่อนตาม หล่อนคงนอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขนของเขาเช่นนั้นอย่างทุกคราวมา ตาทั้งคู่มิได้กระพริบ สีหน้าก็มิได้เปลี่ยน แม้นกระทั่งเสื้อมัสลิน และต่อมาผ้าลายจะถูกกระชากออกจากร่างโยนไปติดอยู่ที่พนักเตียง และเขาจะโยนหล่อนลงบนที่นอนอย่างค่อนข้างแรง ก่อนกระโดดลุกลงจากเตียงไปเพื่อดับไฟ

ทันใดนั้นเอง เสถียรก็หยุดเหมือนถูกยึดมือไว้ เขาหันกลับมาช้าๆ สีหน้าที่เคร่งเครียดคลายลง เดินตรงกลับมาที่เตียงด้วยกิริยาของคนที่อยู่ในความฝัน มองดูร่างซึ่งขาวโพลน​อยู่ท่ามกลางที่นอนนั้น แล้วก็ถอนใจก้มลงหยิบผ้าลายและเสื้อมัสลินตัวนั้นโยนให้หล่อน แล้วก็นั่งลงหันหลังให้

“ใส่เสีย !” เสียงของเขากร้าว “ฉันจะไม่รบกวนละเมียดอีกต่อไป ฉันจะไม่เป็นสัตว์ที่ละเมียดรังเกียจและขยะแขยงนับแต่นี้”

และในใจเขาก็คิด เหมือนผีตาย – – เหมือนไม้ท่อนหาชีวิตและความรู้สึกไม่ได้ จนกระทั่งนัยน์ตาก็ไม่เคยกระพริบ เมื่อฉันทำอะไรต่อ เสถียรรู้อยู่แก่ใจว่านัยน์ตานั้นบอกอะไรเขาบ้าง มันเหมือนกำแพงด่านที่สกัดกั้นเขาไว้ระหว่างหล่อนและเขา เต็มไปด้วยความปวดร้าว เต็มไปด้วยความผิดหวัง และขมขื่น และอย่างบุคคลที่ตื่นจากการหลับเพราะหลงงมงายในการเลือกทางเดินมาตลอดชีวิต เขาคิดว่านี่เป็นคืนสุดท้ายที่เขาจะกลับไปสู่ชีวิตเก่าๆ เหล่านั้น ความรักของละเมียดเป็นสิ่งที่เขาต้องการยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในโลก เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสามารถจะเอาชนะได้ และรู้ด้วยว่า มันมิใช่สิ่งที่เขาจะได้มาด้วยอำนาจใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ยศฐาบรรดาศักดิ์ ความสุขสบาย หรือการใช้กำลังบังคับ การได้หล่อนมาง่ายเกินไปตามขนบประเพณี อย่างทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยได้ ทำให้เสถียรไม่เคยนึกถึงหล่อนในฐานะอื่นใด นอกจากสมบัติ​หรือเครื่องเล่นชิ้นหนึ่ง ซึ่งสุดแต่เขาจะทำอะไรตามใจชอบ จนกระทั่งอย่างแช่มช้าแต่แน่นอน มันก็ผุดขึ้นในความสำนึกของเขา อย่างที่มันจะต้องผุดแก่ความสำนึกของมนุษย์ทั่วไปว่า การเล้าโลมอันมิได้รับการตอบแทนหมายถึงอะไร มันอาจจะ เป็นเวลานานหนักหนาที่เขาจะได้คิดว่า ความรักมิใช่หมายถึงเพียงสมปรารถนาของอารมณ์ที่มีต่อร่างอันอรชรอ่อนช้อยในอ้อมแขนอันร้อนผ่าว มิใช่หมายเพียงอากัปกิริยาใด ๆ ที่คนเราแสดงต่อกัน ความรักหมายความยิ่งกว่านั้น ดูดดื่มซึมซาบยิ่งกว่านั้น ลึกซึ้งและสูงส่งยิ่งกว่านั้น และคนเราอาจจะรักกันได้ แม้มิต้องประกอบไปด้วยพฤติการณ์อันน่าเกลียดที่ทำให้เขากลายเป็นสัตว์ไปตามสายตาและความรู้สึกของหล่อน

เขาถอนใจอีก แล้วก็ลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะ จัดแจงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอย่างแช่มช้า นาฬิกาแมงดาจากฝาผนังตี ๓ ครั้ง อีก ๓ ชั่วโมงก็จะสว่าง ไม่มีอะไรที่เขาจะต้องเร่งรีบ เวลาไม่มีความหมายสำหรับเขาอีกต่อไป เมื่อครั้งหนึ่งตกลงใจเด็ดขาดแน่นอน จากกระจกบานใหญ่เขาชำเลืองเห็นหล่อน ซึ่งบัดนี้สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ยืนเกาะเสาเตียงนิ่งอยู่ มองดูเขาอย่างพิศวง

“เสถียรจะไปไหน ?” เสียงของหล่อนเกือบเป็นกระซิบ ​แต่ท่ามกลางอากาศชื้นของยามดึกดื่นภายนอก และความเงียบที่ปกคลุมอยู่ภายใน เขารู้สึกเหมือนเสียงฟ้าร้องสะดุ้งขึ้นทั้งตัว

“ที่หนึ่งที่ใดที่ฉันจะซุกหัวนอนได้ด้วยความเป็นตัวของฉันเอง” เขาบอกโดยมิได้หันหน้าไป

“ทำไมไม่นอนเสียที่นี่ ? ดึกดื่นป่านนี้แล้ว” หล่อนว่า “อย่าทำให้ตาโต๊ะกะยายชื่น และเพื่อนบ้านอื่น ๆ มีเรื่องที่จะพูดถึงกันมากมายไปหน่อยเลย”

เขามิได้ตอบประการใด หยิบหมวกบ๊อสซาลิโนซึ่งแขวนไว้ที่ขอข้างฝา แล้วก็เดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางที่ข้างประตู ขณะนั้นเองละเมียดก็ปราดไปขวางหน้าเขาไว้

“ก้าวแรกที่เสถียรล่วงพ้นจากธรณีประตูนี้ออกไป ฉันจะไม่ยกโทษให้เลยเป็นอันขาด”

กิริยาอันองอาจของหล่อน และน้ำเสียงที่ดุดัน ทำให้เขางงงันอยู่กับที่ ไม่สามารถจะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดลงไปได้

“ฉันไม่มีสิทธิ์อะไรในบ้านนี้ นี่เป็นบ้านของละเมียด” เขาตะกุกตะกัก

“แต่ฉันเป็นเมียของเสถียร ถ้าที่ไหนจะเป็นที่นอน​ของเธอ ทุกคนเขาจะต้องสมมติเป็นที่นี่ – –”

“ก็ให้เขาสมมติกันไป ฉันไม่ใช่เด็กอมมือ หรือผู้ชายที่บัดซบพอสำหรับจะเป็นหุ่นให้ละเมียดเชิดเล่น” เขาก้าวเข้ามาหาหล่อนอีก “หลีกทาง ฉันจะออกไป!”

ชั่วอึดใจหนึ่งเต็ม ๆ หล่อนและเขามองหน้ากัน ฝ่ายหนึ่งอย่างปราศจากสะทกสะท้านและมั่นใจ อีกฝ่ายหนึ่งอย่างลังเล ครั้นแล้วละเมียดก็หัวเราะเบา ๆ ก้าวหลีกออกไปยืนกอดอกอยู่ทางหนึ่ง

“ตามใจ ถ้าเสถียรโง่พอที่จะทำในสิ่งที่คนโง่ทำ” หล่อนบอก

“หมายความว่ากระไร ?” เขาเสยหมวกใบนั้นขึ้นไปเอียงอยู่กลางศีรษะที่เถิก

“หมายความว่า ถ้าเพียงความวุ่นวายชั่วขณะของอารมณ์เสถียรจะทำให้เราต้องเลิกกัน อย่างที่ฉันเข้าใจในเจตนาของเสถียรที่รั้นจะออกไปจากบ้านในอารมณ์นั้นให้ได้ พวกที่กรุงเก่าจะว่าอย่างไร ? เจ้านายที่นี่จะว่าอย่างไร ? บริษัทพร้อมด้วยงานชั่วชีวิตของเสถียร ที่เราได้ช่วยกันสร้างมาเป็นเวลาหลายปีจะแหลกสลาย อะไรทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความหวังของเสถียรจะอันตรธาน ความพยายามใด ๆ ที่ฉันจะช่วยให้​เสถียรบรรลุถึงความหวังนั้นจะไม่มีเหลือ แม้แต่จะให้อภัย”

เขาก้าวเข้าไปหาหล่อนอีก เหงื่ออันเย็นเฉียบซึม ออกมาเกาะอยู่ที่หน้าผากอันกว้าง ร่างที่สูงของเขาคุ้มนิด ๆ เมื่อก้มลงพินิจพิจารณาใบหน้าหล่อน เหมือนจะพยายามค้นหาความจริง

“เธอหมายอย่างนั้นจริง ๆ หรือละเมียด ?” เสียงของเขาตื่นเต้นเหมือนกับเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง “เธอหมายความว่าหลังจากความรักอย่างสัตว์ป่า ไพร่สถุลที่ฉันแสดงต่อเธอตลอดมา เวลานี้โอกาสที่จะได้รับอภัยยังมีอยู่ ? เธอจะให้ฉันได้แก้ตัวใหม่ ? เธอจะให้เวลาฉันได้เรียนในการที่จะเป็นคนหนึ่งคนใดที่เธอพอจะรักได้ ฉันหมายถึงรักที่เธออาจจะมีต่อใครคนนั้น เธอจะให้โอกาสฉันได้พยายามอย่างดีที่สุดของมัน–”

ความกระตือรือร้นอย่างนั้น ตื้นตันขึ้นมาในคอหอยโดยไม่รู้เหตุผล ละเมียดยืนนิ่งอยู่กับที่เหมือนถูกมนต์สะกด พูดไม่ออก ได้แต่ก้มศีรษะ ต่อมาเมื่อเขาโยนหมวกกลับไปที่ขอ วางกระเป๋าลง และก้าวเข้ามาคู้เข่าลงต่อหน้า ยกแขนทั้งคู่ขึ้นโอบสะเอวหล่อนไว้ หล่อนก็หลับตาปล่อยแขนทั้งสองลงมาทอดนิ่งอยู่กับบ่าของเขา

“เธอคนเดียวเท่านั้นละเมียด ที่จะทำให้ฉันขึ้นสวรรค์​หรือลงนรกได้” เสถียรพึมพำ “บอกฉันหน่อยว่าเธอยกโทษ ให้ฉันแล้ว และอย่างน้อยที่สุดเธอจะพยายามรักฉันสักนิด”

“ไม่มีอะไรที่ฉันจะยกโทษให้เสถียรไม่ได้” หล่อนพึมพำ หล่อนมิได้ให้คำมั่นสัญญาหรือรับปากเขาว่าหล่อนจะพยายาม เพราะความรักที่มอบให้แก่รื่นไม่มีทางจะแบ่งแยกหรือชดเชยกันได้ แต่จะให้สัญญาหรือไม่ให้ หล่อนรู้ นับแต่วาระนั้นเป็นต้นไปว่า หล่อนจะต้องพยายามตามสัญชาตญาณแห่งมารดา ซึ่งมีอยู่ในผู้หญิงทุกคน หล่อนรู้นับแต่เห็นเขาคู้เข่าลงตรงหน้าเหมือนทารกผู้ขาดที่พึ่งในพริบตาแรกว่าหล่อนจะต้องรับภาระใหม่ โดยไม่มีทางสลัดปฏิเสธได้ – – ภาระในการให้ความสว่างของทางรักแก่ชายผู้นี้ หล่อนรู้ว่า ชั่วหรือดีก็ตาม โชคชะตาจะบังคับให้หล่อนตกอยู่ในภาวะของผู้หญิงสองรักสองใจต่อไปตลอดกาล

แม้ระหว่างที่นอนฟังเขาพรรณนาถึงอนาคตของชีวิตและการงานต่อมาจนเวลาเกือบใกล้สว่างของคืนนั้น ความคิดของละเมียดก็ไม่พ้นจากปัญหาข้างต้นไปได้ สัมปทานป่าไม้ใหญ่ ๆ อยู่ในกำมือแล้ว ป่ายางตามสองฝั่งแม่ปิงกำลังอยู่ในความคิดของเขาต่อไป อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเมื่อใครพูดถึงพ่อค้าไม้ใหญ่ในแควนั้น นอกจากพะโป้แล้ว มันจะต้องเป็นเขา

​“ฉันรู้ว่าละเมียดไม่ชอบชีวิตในกรุงเทพฯ กรุงเก่าหรือปากน้ำโพ” เขาบอกหล่อนในตอนหนึ่ง “เราจะหาที่เหมาะ ๆ สักแปลง ปลูกบ้านขนาดใหญ่ขึ้นสักหลัง บนฝั่งแม่ปิงตามเชิงเขาหรือชายป่าแห่งใด แล้วแต่ใจละเมียดจะชอบ แล้ววันหนึ่งเราก็คงจะมีลูกด้วยกัน”

มันมิใช่ครั้งแรกที่เขาปรารภถึงเรื่องลูก ซึ่งผูกจิตผูกใจเขามาแต่ไหนแต่ไร และผิดหวังตลอดมา ถึงกระนั้นละเมียดก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเป็นของแปลก ที่เขาจะมาเอ่ยขึ้นในยามเช่นนั้น หล่อนไม่เคยเอ่ยคัดค้านหรือสอดคล้อง จนกระทั่งบางคราว เขาต้องเอ่ยถามหรือเอื้อมมือมาสะกิดเตือนด้วยอยาก จะรู้ว่าหลับหรือยัง”

“ถ้าเบื่อฟังก็บอกนะเมียด” เขามักจะหัวเราะเบา ๆ “ฉันจะได้หยุดพูด”

“ต่อไปเถอะ เสถียร ฉันกำลังนั่งอยู่” หล่อนมักจะตอบ นัยน์ตาที่ปรือจับอยู่กับช่องหน้าต่าง ซึ่งสว่างขึ้นทุกขณะ เพราะแสงเงินแสงทองเรืองเรื่อขึ้นสู่ขอบฟ้าภายนอกและบอกออกไปทุกคราว ความรู้สึกก็อดเสียวปลาบขึ้นมาไม่ได้เหมือนพรายกระซิบอยู่ที่หูว่า ผู้หญิงสองใจ – – ผู้หญิงทรยศ! พูดอย่างหนึ่ง ในขณะที่หมายถึงอีกอย่างหนึ่ง – –

​ต่อมา ขณะที่ท้องฟ้ายิ่งสางภายในห้องอันมืดสลัวสว่างขึ้นเป็นลำดับ และกลิ่นจำปีภายนอกโชยตามลมเข้ามาไม่วาย เสียงของเสถียรจึงเริ่มเครือแผ่วหายไปในลำคอ ละเมียดรอฟังอยู่ จนแน่ใจว่าเขาหลับสนิท จึงลุกขึ้นค่อย ๆ คลี่ผ้าห่มออกคลุมอกให้ เสียงหายใจของเขาสม่ำเสมอ ยิ้มอย่างบริสุทธิ์และเป็นสุขปรากฏอยู่เหนือริมฝีปากทั้งสองข้างอย่างที่หล่อนไม่เคยเห็นแต่ก่อนมา หน้าอันเคยมีแต่ความปรารถนาและเคร่งเครียด อ่อนโยนราวกับเด็ก ๆ ที่รู้ตัวว่าอยู่ในความปลอดภัย

เหตุไฉนหล่อนจะพยายามรักเขาไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ในฐานผู้หญิงสองใจ และเมียผู้ทรยศ ? หล่อนพยายามจะปลดเปลื้องความคิดนั้นออกไปในขณะที่ล้มตัวลงนอนใหม่ หนังตาทั้งคู่หรี่หลับ แต่ใจคิดต่อไป หล่อนพยายามจะแยกระหว่างหน้าที่ของภรรยา และฐานะของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีความรัก ครั้นแล้วก็ได้สำนึกแน่แก่ใจในวินาทีสุดท้าย ก่อนเข้าสู่ภวังค์ว่า ขณะที่ความสงสารอาจเผื่อแผ่กันได้ จนกระทั่งในการเสียสละ ไม่มีใครเลยจะครอบครองความรักของหล่อนได้ –– นอกจากรื่น !

.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,725


View Profile
« Reply #4 on: 20 March 2026, 16:28:41 »


๑๐

เรือนไม้สักหลังใหญ่ปรากฏขึ้นในบริเวณเนื้อที่ซึ่งหักร้างถางพงลงใหม่ ๆ อย่างไพศาลตรงกันข้ามกับปากทางเข้าเมืองเก่า เหนือเรือนจำและโรงพักตำรวจภูธรขึ้นไปในแล้งต่อมา ด้วยความปรารถนาของละเมียดที่จะใช้เป็นทั้งที่ทำการและบ้านพักให้ห่างไกลออกไปจากที่ทำการชั่วคราวในบริเวณจวนเก่า ซึ่งวันหนึ่งในชีวิตของคนเราเกือบไม่มีโอกาสจะอยู่แต่ลำพังได้ หล่อนให้คำอธิบายตอบความพิศวงของบรรดามิตรสหายเก่า ๆ แต่เพียงสั้น ๆ และสุภาพว่า ที่ทำการซึ่งอยู่ในอาณาเขตแวดล้อมไปด้วยเจ้าขุนมูลนายเช่นนั้น ไม่เป็นการสะดวกแก่การติดต่อของบรรดาพ่อค้าไม้และชาวบ้านป่า ซึ่งรู้สึกที่เหมือนว่าจะย่างเข้าไปในรั้วในวัง นอกจากนั้นบริเวณบ้านที่กว้างขวางเป็นที่ปรารถนาของหล่อนมาแต่ไหนแต่ไร สำหรับจะได้ตกแต่งประดับประดาตามแต่สายตาจะเห็น และรสนิยมจะชอบ

มันเป็นเรือนชั้นเดียว ระเบียงรอบ ใต้ถุนสูงอย่างที่ทำการและบ้านเรือนบนฝั่งแม่ปิงทั่วไป ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้อง​เผชิญกับอุทกภัยเมื่อใด คูนใหญ่ต้นหนึ่งเหลือไว้ริมระเบียงหลังบ้านซึ่งหันลงสู่แม่น้ำ จากระเบียงตอนนั้นจะเห็นยอดพระบรมธาตุขาวสะอาดทาบขอบฟ้าอยู่คนละฝั่งแม่น้ำข้าม และสีครามของทิวเขาท่ากระดานตระหง่านอยู่เหนือยอดมะพร้าวของปากคลอง ทุกคราวที่ออกไปหยุดยืนมองดูทิวเขานั้นหล่อนก็มักจะถอนใจ รู้สึกมันไม่ต่างอะไรกับจุดหมายปลายทางในชีวิตหล่อน ใกล้แต่ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว ขณะหนึ่งเหมือนอยู่แค่ช่วงมือเดียวจะเอื้อมถึง อีกขณะหนึ่งเหมือนมันจะห่างออกไปไกลร้อยโยชน์พันโยชน์

เสถียรอาจจะมอบความไว้วางใจในหน้าที่การงานของเขาทั้งหมดให้แก่หล่อนตามที่ลั่นวาจาไว้ มันทำให้เรื่องราวทั้งหลายแหล่ซึ่งต้องการแก้ไข ต้องการปรับปรุงง่ายเข้า บรรดาหนี้สินไม่ว่ารายน้อยรายใหญ่ที่ทำกันไว้สมัยเขาและหลวงราชบริการร่วมมือกันจัดการถูกปลดเปลื้องให้หมดไป ศรัทธาของพวกต้นไม้และพ่อค้าย่อยที่เคยเสื่อมไปชั่วคราวกลับมาใหม่ แต่ตราบใดที่กิจการยังเป็นบริษัท ตราบใดที่หลวงราชบริการยังมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานถือหุ้นใหญ่เป็นที่สองรองลงไปจากสามีหล่อน ละเมียดยังมองเห็นอุปสรรคอีกมากมายที่จะต้องแก้และฟาดฟันลงไป ถ้าหล่อนปรารถนาจะบรรลุจุดหมายปลาย​ทางนั้น

หล่อนรู้ว่างานหลายอย่างที่หล่อนวินิจฉัยและปฏิบัติลงไป ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของเขา หลวงราชคัดค้านเมื่อคราวหล่อนตกลงกับผู้ใหญ่แม้นที่เกาะขี้เหล็กเกี่ยวกับสัมปทานป่าไม้วังพระธาตุเพียงด้วยวาจา เขาส่ายหน้าเมื่อหล่อนจัดการกับสัมปทานป่าแม่ระกาเช่นเดียวกัน เขาไม่เห็นด้วยในการที่ละเมียดคืนควายและเกวียนลากไม้ที่บริษัทรับมาจากพวกตัดไม้รายหนึ่ง ซึ่งรับเงินล่วงหน้าไป และตัด ไม้มาส่งไม่ครบตามจำนวนในสัญญา ไม่ว่าหล่อนจะทำอะไรลงไปก่อนเขาจะต้องไม่เห็นด้วย ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ไม่โดยโจ่งแจ้งเปิดเผยก็โดยสีหน้าและนัยน์ตา จนกระทั่งหล่อนแน่ใจว่าเขาขาดความไว้เนื้อเชื่อใจหล่อน ก็เพราะหล่อนเป็นผู้หญิง เมื่อปรารภเรื่องนี้ขึ้นกับเสถียรเขาก็ได้แต่จะหัวเราะ

“เขาเป็นคนยังงั้นเอง ไปถือสาทำไม ตราบใดที่ละเมียดทำตามหลักการที่เคยตกลงกันไว้” เขามักจะบอกแก่หลวงราชบริการซึ่งเอ่ยถึงปัญหาเดียวกัน ด้วยเสียงกะปอกกะแปด เขามักจะยกมือขึ้นตบหลังอย่างเพื่อนสนิทสนมกันมานานและบอกว่า

“อย่าลืมว่า ในการประชุมใหญ่ละเมียดเขาได้รับ​เลือกเป็นผู้จัดการแทนผมตามข้อบังคับของบริษัท เขามีอำนาจทุกอย่างที่จะทำอะไรลงไปตามที่เขาเห็นควร คุณหลวงมีข้อขัดข้องอะไร น่าจะสอบถามหรือให้คำปรึกษาเขาได้ตามแต่เห็นสมควร”

“ไม่มีประโยชน์อะไร ในเมื่อผมให้ความเห็นอย่าง คุณละเมียดทำไปอีกอย่าง” หลวงราชบริการส่ายหน้า “คุณเมียดกะคุณเสถียรน่าจะรู้ว่าในฐานที่ผมอยู่ที่นี่มานาน รู้จักนิสัยคนพวกนั้นมามาก ควรจะฟังผมบ้าง เมื่อผมบอกว่า ถ้าไม่ผูกให้มั่นคั้นให้อยู่ วันหนึ่งจะไปรู้สึกเสียใจภายหลังว่า การตกลงแต่เพียงวาจาไม่พอสำหรับพวกนี้ และความปรานีในเรื่องอย่างนั้น มีแต่จะกลายเป็นความอ่อนแอเปิดช่องให้แกบิดพลิ้วกันไม่มีที่สิ้นสุด”

“คุณหลวงลองพูดกับเขาดูบ้างหรือยัง ?”

“อ๋อ หลายครั้งทีเดียว”

“แล้วเขาว่าอย่างไร ?”

หลวงราชบริการถอนใจ ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อที่ศีรษะซึ่งเถิกจนเป็นนิสัย

“รู้จักใจคนพวกนั้นดี เป็นเหตุผลทั้งหมดที่คุณเมียดให้” เสียงของเขาขบขันกึ่ง ๆ ประชดกลาย ๆ “รู้จักใจ ! ​เฮอะ – คุณเมียดเชื่อเจ้ากำนันรื่น ยิ่งกว่าจะเชื่อผม เจ้านั่นแหละร้าย คอยดูกันต่อไป เกิดอะไรขึ้นหน่อยคุณเถียรจะว่าผมไม่เตือน”

เสถียรได้ฟังมองหน้านายอำเภอสหาย นิ่งอยู่หน่อยหนึ่งแล้วก็หัวเราะ

“ครั้งหนึ่งผมเคยรู้สึกอย่างคุณหลวงเหมือนกัน” เขาบอก “คน ๆ นั้นร้ายที่สุดสำหรับจะเป็นศัตรู แต่ผมยังต้องการเขาอยู่ในฐานเพื่อน เพื่อประโยชน์ของเราร่วมกัน”

“คุณเถียรเคยคิดถึงมันในฐานอื่นบ้างหรือเปล่า ?”

“ผมไม่เข้าใจ”

“งั้นก็ไม่มีประโยชน์ที่เราจะถกเรื่องนี้กันต่อไป เอาไว้ให้เหตุการณ์มันพิสูจน์เองดีกว่า” มองหน้าคู่สนทนาก่อนที่จะอำลากลับ ต่อมาก็ยักไหล่ “อย่าลืมว่าผมเตือนแล้ว ไม่ใช่ในฐานหุ้นส่วนบริษัท แต่ในฐานเพื่อน”

เมื่อเล่าให้ละเมียดฟังระหว่างนั่งกินอาหารอยู่ด้วยกันเย็นวันนั้น หล่อนหันมามองดูเขาอย่างอัศจรรย์ใจ ขณะที่ถามว่า “แล้วเสถียรตอบแกว่าอย่างไร ?”

“ใครจะไปตอบถูก หมอพูดยังกะปริศนาตาเถรอดเพลยังงั้น” สามีหัวเราะลั่น “ที่ฉันแน่ใจอย่างหนึ่งก็คือ หลวง​ราชยังคงไม่ชอบหน้ารื่นอยู่นั่นเอง ฉันเกรงว่า ความจำของแกจะแก่กล้ากว่าฉันมาก ที่จริงก็ไม่อยากจะเอ่ยถึงเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว ถึงขั้นละเมียดก็คงรู้จากคนเก่า ๆ ที่นี่ว่า เมื่อเป็นหัวหน้าป่าไม้ของพะโป้อยู่ที่นี่ ฉันเคยมีเรื่องกับกำนันรื่นแทบจะฆ่ากันตาย หลวงราชเขาเอาใจช่วยอย่างเต็มที่ในเรื่องนั้น แต่เมื่อมันผ่านไปแล้ว ฉันก็ไม่เคยคิดถึงอีก บางทีฉันอาจจะผิดและรื่นอาจจะถูก เราเลิกทุ่มเถียงกันแล้วในเรื่องนั้น แต่หลวงราชบริการไม่เคยลืม – –”

“คุณหลวงปกครองคนเหมือนกับปกครองควาย” ละเมียดลงมือตักอาหาร แต่ยังคงวางช้อนไว้ในจานข้าว สีหน้าของหล่อนเต็มไปด้วยความรู้สึก “หนี้สินนิด ๆ หน่อย ๆ ที่บริษัทเราติดค้างพวกลากไม้ไว้โดยไม่จำเป็นก็เพราะคิดเสียว่า ราษฎรที่ไหนจะกล้ามาทวงนายอำเภอ คุณหลวงลืมไปว่า อาหารมื้อหนึ่งของเราสำหรับคนเหล่านั้นหมายถึงทั้งวัน และเงินชั่งหนึ่งตำลึงเศษ หมายถึงการครองชีวิตของครอบครัวเขา

สามีพยักหน้าเนิบ ๆ “ฉันเข้าใจดีถึงวิธีการของแม่เมียด ฉันเชื่อว่ามันจะเป็นผลกว่าวิธีที่ฉันกะหลวงราชเขาทำกันมาแล้ว แต่หลวงราชเป็นเพื่อนเก่า เขาเป็นคนที่ริเริ่มงาน​ให้เราลงรากฐานกิจการของบริษัทลงที่นี่ได้ ฉะนั้น ถ้าแม่เมียดจะพยักพเยิดเสียบ้างในบางเรื่องบางราวแกก็คงจะสบายใจขึ้น”

“แต่ทุกเรื่องล้วนแล้วแต่เกี่ยวกับการใช้อำนาจจัดการปัญหาต่าง ๆ ทั้งนั้น” ภรรยาชี้แจง “เสถียรก็รู้แล้วว่ามันตรงกันข้ามกับวิธีของฉัน ซึ่งต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยโดยวิธีละม่อม คุณหลวงควรจะรู้ว่าคนเมืองนี้ล้วนแต่ที่เกรงบารมีนายอำเภอและเจ้าเมือง สิ่งใดที่ทำกันไปโดยถูกต้องแล้ว ไม่เคยขัดข้อง ก็ทำไมเราจะต้องไปใช้อำนาจกับคนที่เสียเปรียบกว่าทุกประการ ? ทำไมจะไปใช้พระเดชในกรณีที่ใช้พระคุณจะเป็นประโยชน์กว่า”

“ฉันไม่ได้ว่าอะไร” เสถียรถอนใจ “ฉัน–ฉันเพียงแต่ขอให้พยายามอะลุ้มอะล่วยกับแกสักหน่อยเท่านั้น ถ้ามันไม่ใช่ปัญหาสลักสำคัญอะไร”

ละเมียดก้มหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้ตอบ

“ฉันจะพยายามอย่างเสถียรบอก” หล่อนว่า “แต่เสถียรจะให้ฉันทำอย่างไรกับปัญหาสัมปทานโป่งน้ำร้อน เมื่อคุณลุงขึ้นมาจากกรุงเทพฯ ทำตามความเห็นของคุณหลวงราช หรือตามวิธีของฉัน ?”

“เอาไว้ดูกันเมื่อเจ้าคุณท่านกลับจากกรุงเทพ ฯ ดีกว่า” ​สามีบอก “เอาไว้ปรึกษาหารือกันอีกครั้งว่าตกลงกันอย่างไร ในเมื่อรู้ผลของคำสั่งทางเสนาบดีจากเจ้าคุณ”

แต่เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดกลับจากกรุงเทพๆ ถึงกำแพงเพชรในปลายเดือนต่อมา ปัญหาเรื่องสัมปทานป่าโป่งน้ำร้อนก็ยังคงเป็นปัญหาอย่างที่มันเป็นมากว่าสิบปีแล้ว อย่างเมื่อพะโป้ลองทาบทาม และอย่างเสถียรพยายามเข้าครอบครองโดยพลกำลัง เสนาบดีไม่สามารถจะสั่งการเด็ดขาดลงไปได้ การวินิจฉัยขั้นสุดท้ายตกอยู่แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้อยู่ใกล้ชิดกับท้องที่ ท่านบอกแก่ละเมียด เสถียร และหลวงราชบริการ ในเรื่องนี้ เมื่อไปเยี่ยมเยียนเรียนถามท่าน

“งั้นเรื่องก็ง่ายเข้า ถ้าใต้เท้าจะลองเจรจากับพะโป้แก” นายอำเภอแนะ “สัมปทานป่าโป่งน้ำร้อนอาจจะเป็นเรื่องที่แกสนใจมาก่อน แต่ก็ยังไม่เคยได้รับอนุญาตเป็นทางการ เมื่อบริษัทเราเสนอขอสัมปทานขึ้นไปอีกราย ตามสิทธิเสนาบดีท่านก็อาจจะพิจารณาสั่งการลงไปตามที่เห็นเหมาะสมได้ ท่านมอบการวินิจฉัยชี้ขาดไว้ ให้ใต้เท้าก็เห็นจะเกรงใจ พะโป้เป็นใหญ่ พะโบมีเนื้อที่มากมาย นอกจากนั้นความสนใจของแกอยู่ที่ไม้สัก ส่วนโป่งน้ำร้อนเกือบล้วนแล้วไปด้วยไม้กระยาเลย ผมคิดว่าถ้าใต้เท้าจะกรุณาช่วยเหลือพวกเรา อย่างไรเสียแกก็คง​เห็นใจยอมถอนเรื่องราวกลับไป”

เจ้าคุณกำแพงได้ฟังก็ถอนใจมองหน้านายอำเภอของท่านนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงได้เอ่ย

“คุณหลวงเข้าใจผิดถนัด นี่ไม่ใช่ปัญหาระหว่างบริษัทกับพะโป้ แต่เป็นปัญหาระหว่างบริษัทและพะโป้กับคนพวกนั้น –– ผมหมายถึงชาวบ้านปากคลองทั้งเหนือและใต้ บ้านไร่ หัวยาง วังยาง ซึ่งเป็นเจ้าของป่าโป่งน้ำร้อนมาก่อน”

“พวกนั้นไม่เคยมีสิทธิ์อะไรตามกฎหมาย” เสียงและสีหน้าหลวงราชเปลี่ยนไป “ทำอะไรต่ออะไรกันมาในป่าโป่งน้ำร้อนด้วยความเคยชินเท่านั้น ทำกันมานานจนถือเป็นประเพณี”

“คุณหลวงเข้าใจว่ากฎหมายสร้างขึ้นจากอะไร ?” ท่านผู้ว่าราชการนั่งตัวตรงนัยน์ตาอันชราของท่านเป็นประกาย “ถ้าไม่จากประเพณี ? ถ้าไม่ใช่จากขนบธรรมเนียมที่คนเรายึดถือ และปฏิบัติกันมาจนเคยชิน ? ถ้าไม่ใช่จากชีวิตประจำวันที่ทำ ให้คนเราอยู่ด้วยกันมาด้วยดี ?” ท่านชำเลืองดูเสถียรซึ่งกระสับกระส่าย และละเมียดผู้อยู่ในกิริยาสงบเสงี่ยม แล้วก็หันมาเผชิญนายอำเภอของท่านอีก “จริง, ตามกฎหมายที่มีอยู่คนพวกนั้นไม่มีสิทธิ์อะไรในป่าโป่งน้ำร้อน ผมอาจจะวินิจฉัย​รายงานขึ้นไปทางกระทรวงให้อนุมัติบริษัทของคุณ หลวง นายเสถียร แม่ละเมียดหรือพะโป้เข้ายึดถือสัมปทานได้ แต่อะไรบ้าง จะเกิดขึ้นแก่คนพวกนั้นนอกจากความเดือดร้อน อย่างที่เคยได้รับกันมาแต่คราวก่อน เมื่อนายเสถียรสำคัญผิดคิดว่าสัมปทานของพะโป้กินอาณาเขตลงมาถึงฝั่งใต้ปากคลอง จริงอีกเหมือนกัน คนพวกนั้นจะไม่มีปากเสียงอะไรเลยเมื่อว่าผมวินิจฉัยให้สัมปทานแก่คนหนึ่งคนใดไป แต่ผมทนดูคนพวกนั้นเดือดร้อนไม่ได้ นั่นไม่ใช่การปกครองที่ดี นั่นไม่ใช่แม้แต่วิธีที่นายอำเภอ หรือเจ้าเมืองจะปฏิบัติแก่ราษฎรในท้องที่ของตัว––”

ความเคลื่อนไหวในขณะที่หล่อนเปลี่ยนอิริยาบถของละเมียดสะดุดตาท่าน เป็นเหตุให้กังวานเสียงซึ่งดังขึ้นทุกทีของท่านเจ้าคุณค่อยคลายลงจนกระทั่งแผ่วหายไปในลำคอ ท่านยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับขมับและหน้าผากพลางพึมพำ

“เสียใจที่ลุงทำอย่างนั้นไม่ได้แม่เมียด”

“ค่ะ ดิฉันเข้าใจ” หล่อนพยายามยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ลองบอกทีหรือว่าลุงควรจะทำอย่างไร เมื่อรู้จักกันอยู่แล้วว่าข้อเท็จจริงมีอย่างนี้ ?”

“ดิฉัน––ดิฉันไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรถูกเพราะเป็นคู่กรณี” ละเมียดอีกอัก “แต่ดิฉันคิดว่าคุณลุงคงมีความตั้งใจ​อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว เมื่อเสนาบดีท่านมอบอำนาจวินิจฉัยมาให้”

“ถูกของแม่เมียด ลุงตกลงใจไว้แล้วเหมือนกัน ลุงมีอำนาจที่วินิจฉัยปัญหานั้น แต่ลุงจะไม่ใช้มัน ลุงจะมอบการตัดสินใจไว้ให้แก่เจ้าของปัญหาเขาตัดสินของเขาเอง”

สายตาทั้ง ๓ คู่เงยขึ้นดูท่านเป็นจังหวะเดียวกันอย่างประหลาดใจ

ท่านเจ้าคุณคงพูดต่อไปเนิบๆ เชื่องช้า เหมือนปรารภกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งอยู่ในความทรงจำของท่าน

“ลุงหมายถึงคนพวกนั้น – – พวกปากคลอง เจ้าของป่าโป่งน้ำร้อนมาแต่ครั้งปู่ย่าตายาย มิใช่โดยกฎหมายก็โดยประเพณี และความเคยชิน – – ว่าเขาปรารถนาจะจัดการอย่างไรกับชีวิตในอนาคตของเขา”

“ใต้เท้าหมายความว่าถ้า พวกนั้นต้องการให้พะโป้ได้สัมปทานพวกเราก็อด” หลวงราชมองดูท่านอย่างงงงัน

“ผมหมายยิ่งกว่านั้น” ท่านผู้ว่าราชการสบตานายอำเภอของท่านเขม็ง “ผมเกรงว่าถ้าเขาไม่ต้องการให้สัมปทานได้แก่ใคร ป่าโป่งน้ำร้อนก็จะต้องอยู่ในภาวะและลักษณะเดิมของมันต่อไป––”

.

.

ที่มา : ทุ่งมหาราช โดย– เรียมเอง (นามแฝง) ภาคสอง ๖ - ๑๐
https://vajirayana.org/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.102 seconds with 19 queries.