Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
07 March 2026, 12:50:58

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,256 Posts in 14,500 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  ภาพประทับใจ  |  ผนังเก่าเล่าเรื่อง (Moderator: ผนังเก่าเล่าเรื่อง)  |  เรื่องเล่าในอดีต โดย นพ.ศานติ วิบูลย์มงคล (จาก เรือนไทย.คอม)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: เรื่องเล่าในอดีต โดย นพ.ศานติ วิบูลย์มงคล (จาก เรือนไทย.คอม)  (Read 24 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,067


View Profile
« on: 04 March 2026, 20:04:13 »

เรื่องเล่าในอดีต โดย นพ.ศานติ วิบูลย์มงคล (จาก เรือนไทย.คอม)


เรื่องเล่าในอดีต โดย นพ.ศานติ วิบูลย์มงคล (จาก เรือนไทย.คอม)

.
เป็นเรื่องราวของครอบครัว "วิบูลย์มงคล" ตั้งแต่ก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 เป็นต้นมา (ในกระทู้ เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก)
.

ศานติ (นพ.ศานติ วิบูลย์มงคล)
อดีตศัลยแพทย์ช่องอกเส้นเลือด (เกษียณ) ปัจจุบันเป็นช่างไม้

.
ในกระทู้ เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก
https://www.reurnthai.com/index.php?topic=5510.75
.

อ่านที่คุณเทาชมพูเล่าถึงสมัยก่อน ทำให้ผมย้อนคิดไปถึงสมัยเรียนชั้นประถมตอนสงครามโลกครั้งที่สองเริ่ม  ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่เมืองไทย ๖ หรือ ๗ แห่งในเวลาใกล้เคียงกับที่โจมตี Pearl Harbor พ่อผมเป็นห่วงเพราะแม่ผมเป็นฝรั่ง ไม่แน่ใจว่าญี่ปุ่นจะจับฝรั่งที่อยู่เมืองไทยเข้าค่ายเชลยหรือไม่ พลอากาศโทเพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์แนะนำให้พ่อส่งครอบครัวไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ของท่านที่เรือนแพที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อให้ไกลหูไกลตาทหารญี่ปุ่นหน่อย แม่พาผมกันน้องๆพร้อมพี่เลี้ยงขึ้นเรือแดงไปสิงห์บุรี จำได้ว่าแม่นั่งชิดกราบเรือข้างซ้าย ไปได้สักครึ่งทางมีคนในเรือบอกว่าเรือทหารญี่ปุ่นกำลังสวนทางมา มีคนไทยใจดีบอกแม่ผมว่าให้มานั่งกลางเรือจะดีกว่า สักพักมีเรือยนตร์ปักธงอาทิตย์อุทัยมีทหารเต็มลำสวนมาทางด้านที่เดิมแม่นั่งอยู่  ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงแม่จะไม่ขยับที่ก็คงไม่มีเรื่อง  แต่ทุกวันนี้เวลาคิดถึงน้ำใจชาวบ้านไทยที่อุตส่่าห์ตั้งใจป้องกันฝรั่งแปลกหน้าให้พ้นภัย ก็อดตื้นตันใจไม่ได้

พักอยู่กับคุณปู่คุณย่าได้วันสองวันก็พอดีหาบ้านเช่าได้ แม่เอาผมไปฝากโรงเรียนข้างบ้าน จัดว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาให้กับเด็กชาวกรุงอย่างผมมาก เรียนเซ็นต์คาเบรียล ป.๒ นั่งม้ายาวๆแถวละสี่คน มีโต๊ะให้ใช้เขียน ใช้ปากกาจิ้มหมืก ถ้าภาษาอังกฤษก็ต้องใช้ปากกาคอแร้งจะได้เขียนเส้นหนักเส้นเบาได้ ถ้าภาษาไทยก็ต้องใช้ปากกาเบอร์ ๕ ที่ปลายตัด ต้องมีหมึกสีแดงไว้ขีดเส้นคู่สองเส้นใต้คำตอบวิชาเลขคณิต นั่งผัน verb พร้อมๆกันทั้งชั้น  แต่พอไปสิงห์บุรี นั่งพับเพียบกับพื้น มีโต๊ะยาวใช้เขียน ใช้กระดานชะนวน ดินสอหิน ลบง่ายดี ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาอังกฤษเลย

ครูให้การบ้านคัดไทย วันรุ่งขึ้นเอากระดานชนวนยื่นให้ครู ครูเอ็ดลั่นห้องว่า “บอกให้คัดเป็นการบ้าน ไม่ใช่ให้คนใช้เขียนให้”  ผมไม่เข้าใจว่าทำไมครูถึงเกิดโมโหขึ้นมา  ต่อมาสักพักครูบอกให้นักเรียนคัดไทยในห้อง  ครูมายืนดูผมคัด ได้ยินครูรำพึงว่า “เออ เขียนเองจริง” หลังจากนั้นไม่โดนเอ็ดอีกเลย ตกลงที่มาสเตอร์ รร. เซ็นต์คาเบรียลเคี่ยวเข็นเรื่องการคัดไทยเลยมาได้ผลที่สิงห์บุรี  (เด็กเซ็นต์คาเบรียลสมัยนั้นเรียกครูว่า มะเซ่อ เช่น มะเซ่อเสงี่ยม คิดว่าเป็นคำเพี้ยนมาจาก master)

อยู่สิงห์บุรีได้ไม่นานก็กลับกรุงเทพฯ เพราะพ่อเห็นว่าปลอดภัย ญี่ปุ่นไม่ได้จับฝรั่งขังค่ายเชลย

.

พูดถึงเด็กไทยว่ายน้ำเก่งชวนให้นึกถึงที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง สมัยเด็กพ่ออยู่เรือนแพที่แปดริ้วจนอายุได้สิบกว่าขวบแล้วถึงมากรุงเทพฯ (เอาไว้เล่าวันหลัง) ตอนอยู่แปดริ้ว ปู่ผมเป็นแพททย์แผนโบราณแต่เสียชีวิตตั้งแต่พ่อยังเล็ก เล่ากันว่าเพราะแกะฝีที่หน้า เหลือแต่ย่าทำขนมขายเลี้ยงครอบครัว ลูก ๕ คน  พ่อบอกว่าบ้านเป็นแพอยู่ข้างแม่น้ำ ผมคิดว่าคงเป็นแม่น้ำบางปะกง ลงเล่นน้ำแทบทุกวัน มีซุงไม้ผูกเป็นแพล่องลงตามแม่น้ำเป็นประจำ เด็กชอบดำน้ำลอดแพไปโผล่อีกข้าง วันหนึ่งพ่อกับเพื่อนดำน้ำจะลอดแพอีก ไม่รู้ว่าแพกว้างกว่าปกติหรือเกิดหลงทางใต้แพ แต่หาทางออกไม่ได้ เกือบจมน้ำตาย หลังจากนั้นทุกครั้งที่เป็นไข้หรือเจ็บหนักจะเพ้อว่าติดอยู่ใต้แพแทบทุกครั้ง

.

เล่าเรื่องพ่อต่อ  วันหนึ่งมีญาติซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง ชื่อ หลวงปฏิบัติอากร (แป๋ะ สุวรรณทรัพย์) มาเยี่ยมย่าผม บอกย่าว่า “เด็กคู่นี้โตขึ้นทุกวัน น่าจะส่งไปเรียนหนังสือที่บางกอก ขืนอยู่อย่างนี้ ต่อไปจะไม่ทันเขา และจะได้เป็นที่พื่งต่อไปภายหน้า” แนะนำให้ไปอยู่กับญาติห่างๆ ชื่อหลวงรักษานิติศาสตร์ (เพิ่ม ชวานนท์) เป็นทนายมีชื่อ บ้านอยู่ถนนพระสุเมรุ มีซอยไปลงคลองบางลำพู พ่อกับลุงก็เลยมาอยู่เป็นเด็กในบ้าน โดยท่านเป็นผู้ปกครอง คุณหลวงรักษาฯส่งให้เรียน รร.วัดบวรฯ แล้วต่อมาเข้า รร.วัดเทพศิรินทร์ ในบ้านยังมีเด็กโตอีกหลายคน รวมทั้ง น.ต. หลวงเปรื่อง ประจนศึก ร.น. ซึ่งกำลังเรียน รร.นายเรือ อยู่ นับว่าคุณหลวงรักษาฯ เป็นผู้ปกครองกับเลี้ยงดูเด็กหลายคนให้ได้มีการศึกษา ได้ดีไปหลายคน ตอนค่ำพ่อมีหน้าที่อ่านหนังสือพิมพ์กับอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับศาลหรือคดีให้ฟังระหว่างที่คุณหลวงเอนหลังสูบยาฝิ่นอยู่ สมัยนั้นการสูบยาฝิ่นไม่ผิดกฎหมาย แต่ต้องสูบในโรงยา (คงเป็นเพราะรัฐบาลต้องการควบคุมการสูบฝิ่น) แต่คุณหลวงไม่ต้องการสูบในโรงยาเพราะอยู่บ้านสบายกว่า ตกลงเลยเป็นหน้าที่ของพ่อที่จะไปซื้อยาจากโรงยา แล้วหลบตำรวจที่เฝ้าโรงยาเอากลับมาบ้าน (หมดอายุความแล้ว ๕๕๕) พ่อได้ดีก็เพราะหลวงรักษาฯ มีอยู่ตอนหนึ่งพ่อหนีโรงเรียนทั้งอาทิตย์ คุณหลวงจับได้ เฆี่ยน ๗ ที (วันละที) แล้วบอกว่าถ้าจับได้อีกจะเพิ่มเป็นเท่าตัว พ่อบอกว่าเข็ด

ตอนจะจบ ม.๘ (สมัยนั้น เท่ากับ ม.๖ สมัยนี้) คุณหลวงแนะนำให้ลองสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวง สมัยนั้นในหลวงให้ทุนไปเรียนนอกได้ปีละหนึ่งคน คนที่สอบได้ที่หนึ่งจะไปเรียนอเมริกา อังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส ก็ได้ จะเรียนทางไหนก็ต้องไปหาคนสนับสนุนเอาเอง เช่นอยากไปเรียนทางทหารก็ต้องไปติดต่อกับกระทรวงกลาโหมขอให้เขารับอยู่ในสังกัดของกระทรวง พ่อบอกว่าไปสอบได้ที่ดีแต่ไม่ดีพอ (ดูเหมือนผู้ที่ได้รับทุนคือ พลอากาศโทเพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์) เลยเรียน ม.๘ ซ้ำ นั่งทำโจทย์อยู่ในห้องพักครูอยู่ตลอดปี (เท่าที่ผมจำได้พ่อบอกว่าเขามีระเบียบว่าถ้าอายุไม่เกินขอบเขตกับคะแนนครั้งแรกดี มีสิทธิ์สอบในปีต่อไปได้) พอปีต่อไปก็สอบชิงทุนอีก ได้ที่ดีขึ้นแต่ก็ดีไม่พอ (ผมคิดว่าปีนั้นศาสตราจารย์ จำรัส ฉายะพงษ์ ได้ทุน) เลยเริ่มเรียน ม.๘ เป็นปีที่สาม พอดีกรมอากาศยาน กองทัพบกประกาศให้ทุนไปเรียนวิศวกรรม ๓ ทุน พ่อมานึกดูก็เห็นว่าไม่ว่าจะเรียนซ้ำกี่ปี ก็คงจะมีคนเก่งกว่าอยู่เรื่อยไป เลยไปสอบชิงทุนกรมอากาศยาน (สมัยนั้นยังไม่ได้แยกมาเป็นกองทัพอากาศ) โชคดีติดหนึ่งในสาม อีกสองคนคือ มรว.สุกสม เกษมสันต์ กับ ศาสตราจารย์หมอ อวย เกตุสิงห์ มีการตรวจร่างกาย แพทย์ที่ทำการตรวจเป็นห่วงว่าอาจารย์หมออวยผอมไปกลัวจะแข็งแรงไม่พอ อาจารย์เลยต้องเปลี่ยนวิถึชีวิตไปรับทุน Humboldt ของเยอรมันในระยะต่อมา  ตกลงไปเรียนอเมริกาทุนกรมอากาศยานกันเพียงสองคน ต่อมา พล อ.โท เพิ่ม ย้ายสังกัดจากกระทรวงกลาโหมมาขึ้นกับกรมอากาศยาน แล้วเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันสามคน  สมัยนั้นเขาส่งให้เรียน high school อีกสองปีก่อนให้เข้ามหาวิทยาลัย แต่ มรว.สุกสม กับ พ่อ มีครูดีช่วยบอกไปทางผู้ดูแลนักเรียนไทยที่วอชิงตันว่าไม่น่าต้องเรียนถึงสองปี ปีเดียวก็พอ ม่ายงั้นพ่อคงเป็นนักเรียน ม.๘ อาชีพแน่


ตอนพ่อผมไปเรียนนอกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ มีนักเรียนไทยเรียนอยู่ ๒๓ คน (ดูจาก  Report on the Government Students and His Majesty the King’s Own Students in the U.S.A. -- Oct. 1926 - September 1927)  ลอกชื่อมาเป็นภาษาอังกฤษเพื่อกันเขียนภาษาไทยผิด กับ เผื่อมีใครสนใจว่าสมัยก่อนที่เรายังไม่ได้ถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง (อย่างที่ทำกันสมัยนี้) ว่านักเรียนไทยเขาสะกดชื่อกันอย่างไร เพราะสมัยนั้นนิยมเขียนให้อ่านแล้วรู้ว่ารากศัพท์เดิม (บาลี สันสกฤต) เป็นอย่างไร

Ministry of Agriculture
   Nai Lumchiag Salikorn
   Nai Prayote Purnasri
Department of Aviation
   Nai Mont Sinhseni
   M.C. Visishta Svasti
Ministry of Commerce and Communications
   M.R. Chittin Kasemsri
   Nai Varakich Banhara
Ministry of Finance
   Nai Chirt Yamabhaya
Government Electrical Department
   Nai Kosaiya Sukhavanija
Ministry of the Interior
   Nai Chamras Chayabongse
   Nai Khao na Pomphejara
   Nai Sunh Vasudhara
   Nai Thanad Navanugraha
Ministry of Justice
   Nai Banyong Makara Bhiromya
Ministry of Public Instruction
   Mau Pyn Muangman
   Mau Waht Yemprayura
Department of Royal State Railways   
   Nai Chalem Sukhakit
   M.C. Smargom
Ministry of War
   Nai Bun Mar Prabandhayodhin
   M.L. Chuan Chuen Kambhu
   Nai Perm Limpisvasti
   M.L. Sukshom Kashemsanta
   Nai Vichian Vibulyamonkal (นายวิเชียร วิบูลย์มงคล)
   M.L. Camron Sudasna
   M.C. Swasti-Pradisdh
Privy Purse Department
   M.C. Akas Rabibongs
   M.C. Nondiyavat Svasti
   M.C. Jotisi Devakul
   M.C. Chakrabandhu
   M.C. Prasobsukh

นอกจากนั้นยังมีนักเรียนทุนส่วนตัวที่อยู่ในการดูแลของผู้ดูแลนักเรียนไทย

Private Students Under the Care of Students’ Department
   Boonrod Jayakora
   Boon Chuay Indrambarya
   Miss Chamnong Viravaidya
   Luang Choola
   M.L. Dej Sudasna
   See Sirisinha
   Miss Swai Bunyarat

ผมคิดว่านักเรียนไทยแทบทุกคนเมื่อมาถึงสหรัฐฯ ก็เข้าเรียนชั้นมัธยมปลายอีกก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย โดยมากเขาส่งเข้าโรงเรียนประจำเอกชนที่มีชื่อ (private school) เช่น Wilbraham Academy (Chirt Yamabhaya), Williston Academy (Chamras Chayabongse), Swavely School (Banyong Makara Bhiromya, M.C. Smargom), Peddie School (M.L. Sukshom Kashemsanta, M.C. Chakrabandhu), Mercersburg Academy (Vichian Vibulyamongola), Tabor Academy (M.R. Chittin Kasemsri) โรงเรียนพวกนี้ยังอยู่ เปลี่ยนเป็น co-ed ตามกาลไปบางแห่ง ค่าเล่าเรียนสูงลิ่ว  มีหลายคนที่ตอนพักฤดูร้อนเขาไปเรียนพิเศษที่ค่ายชื่อ Camp Red Cloud มีการติวในวิชาที่อ่อน เช่น อังกฤษ ประวัติศาสตร์ หรือ ฟิสิคส์ (อดเที่ยว หรือ ถึงมีเวลาก็คงไม่มีเงิน)  ดั้งเดิมกรมอากาศยานกำหนดให้ มรว.สุกสม กับพ่อผม เรียน high school สองปีก่อนเข้ามหาวิทยาลัย แต่พอไปติวที่ Camp Red Cloud เขาให้ลองสอบเข้ามหาวิทยาลัย (College Board Examination) ทั้งสองได้คะแนนดีมาก ครูเลยเสนอว่าควรให้เข้ามหาวิทยาลัยเลย ส่วนจำรัส ฉายะพงษ์คะแนนดี แต่ครูเป็นห่วงเรื่องสุขภาพเกรงว่าจะแข็งแรงไม่พอเรียนมหาวิทยาลัย เลยเรียนที่ Williston Academy อีกปี

มรว.สุกสม กับพ่อผม เข้าเรียน MIT ปี ๒๔๗๐ หลักสูตร์วิศวกรรมอากาศยาน แต่สมัยนั้น MIT ยังไม่ออกปริญญาทาง Aeronautical Engineering อาจารย์เลยแนะนำวิชาให้เรียนเพื่อจะได้ปริญญาทาง Mechanical Engineering  ในขณะเดียวกัน เพิ่ม ลิมปิสวัสดื์ ซึ่งได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนที่อังกฤษย้ายมาเรียนที่ MIT  พ่อเล่าให้ฟังว่าเลือกเรียนกันคนละสาขา มรว. สุกสม เรียนทาง Electronics  ส่วน เพิ่ม เรียนทางออกแบบเครื่องยนตร์อากาศยาน พ่อเรียนทางออกแบบเครื่องบิน  ระหว่างเล่นฟุตบอลล์ เพิ่ม กับ พ่อคุยกันเรื่องเรียน ปรากฎว่าต่างคนต่างไม่ชอบวิชาของตน อยากจะสลับเรียนกัน พอดีกับที่คุณพระเวชยันตรังสฤษดิ์ ซึ่งเป็นแม่กองเทฆนิค กรมช่างอากาศไปที่บอสตัน ท่านเลยสั่งให้พ่อเรียนทางออกแบบเครื่องยนตร์ ให้อาว์เพิ่มเรียนทางออกแบบเครื่องบิน ระหว่างหน้าร้อนทั้งสามคนทำงานในโรงสร้างเครื่องบินต่างแห่งกัน ตอนจบได้ปริญญาตรี ทั้งสามคนเริ่มเรียนปริญญาโทได้ ๑ เทอม กรมอากาศยานมีคำสั่งให้คนที่ได้คะแนนสูงสุดทำปริญญาโทต่อ อีกสองคนให้ฝึกงานในโรงงานสร้างเครื่องบิน สร้างเครื่องยนตร์ เป็นเวลา ๑ ปี อาว์เพิ่มได้คะแนนสูงที่สุด เลยทำปริญญาโทต่อ พ่อไปทำงานที่บริษัท Curtis-Wright บริษัทสร้างเครื่องบินสร้างใบพัด

ระหว่างที่รับราชการอยู่ในกรมช่างอากาศจนกระทั้งลาออกมาทำงานบริษัทตอนหลังสงคราม บริษัท Curtis-Wright ส่งวารสารของบริษัทมาให้เป็นประจำ เมื่อพ่อเสียไปแล้ววารสารก็ยังคงมา ผมเลยเขียนจดหมายไปถึงบรรณาธิการของวารสารบอกให้เขาเลิกส่งเพราะพ่อเสียแล้ว ต่อมาอีกสักเดือนมีจดหมายจากอเมริกามาหลายฉบับ จากประธานแผนกใบพัด ประธานแผนกเครื่องยนตร์ ฯลฯ มาถึงแม่เพื่อแสดงความเสียใจ ผมถามแม่ว่ารู้จักคนใหญ่คนโตบริษัท Curtis-Wright ด้วยเหรอ แม่บอกว่าพวกนี้เริ่มทำงานบริษัทพร้อมๆกับที่พ่อไปฝึกงาน ก็ติดต่อกันมาตลอด บางทีมาเมืองไทยพ่อก็ต้อนรับ แม่ก็พาภริยาเที่ยว

แม่ผมเก่ง สมัยก่อนตอนที่โรงยาฝิ่นยังไม่ผิดกฎหมาย ฝรั่งอยากดูประดับความรู้ แม่ก็พาไปดู แต่แวะ สน.ลุมพินีก่อน ขอนายร้อยเวรให้มีจ่าตำรวจนำทางเข้าโรงยาแถวถนนพระราม ๔  ผมเคยขอไปด้วยแต่แม่ไม่ยอม บอกว่าอายุน้อยไป (๑๕ - ๑๖) พออายุมากขึ้นก็อดดูเพราะโดนปิดไปหมดแล้ว  แม่บอกว่าไม่มีอะไรน่าดู เป็นโรงยาว ยกพื้นสองข้าง มีผนังกั้นเป็นช่องๆ คนสูบก็นอนครึ่งหลับครึ่งตื่น หนุนหัวด้วยหมอนเครื่องเคลือบดินเผา มีหญิงแก่ๆคอยเอาธูปจึ้ให้ฝิ่นติดไฟ  บอกว่าดูแล้วน่าเวทนา

พูดถึงสมัยเรียน พ่อเล่าให้ฟังว่าเป็นช่วงที่สมเด็จพระราชาบิดากรมหลวงสงขลาฯ ทรงศึกษาการสาธารณะสุขอยู่ที่ฮาร์วาร์ดพอดี เวลามีการเลี้ยงนักเรียนไทยที่อพาร์ตเมนต์ของท่าน ทรงสั่งห้ามพูดภาษาไทยกัน ต้องพูดภาษาอังกฤษ พ่อบอกว่าไม่แน่ใจว่าทรงห้ามเพราะต้องการให้ฝึกอังกฤษกันในระหว่างคนไทยด้วยกัน หรือทรงสงสารนักเรียนหลายๆคนที่ใช้ราชาศัพท์ไม่คล่อง ไม่อยากให้ขายหน้าเชื้อพระวงศ์ที่ร่วมอยู่ด้วย  พ่อเล่าว่าตอนนั้น ร.๙ ยังเพิ่งเริ่มคลาน สมเด็จพระราชบิดาเลยเอาเชือกผูกข้อพระบาทไว้กับขาโต๊ะ จะได้ไปไม่ได้ไกล กลัวนักเรียนจะสะดุด

ไปค้นเจอรูปเก่าๆ หนุ่มสามคนบนเรือเดินสมุทร์ ผมว่าคงตอนสามคนไปเรียนเมืองนอกด้วยกัน จากซ้ายไปขวาของผู้อ่าน คือ  พ่อผม  มรว.สุกสม เกษมสันต์ กับ จำรัส ฉายะพงษ์



.

เทาชมพู
คุณพ่อหล่อระดับพระเอกหนังสมัยนั้นเชียวค่ะ




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,067


View Profile
« Reply #1 on: 04 March 2026, 20:06:04 »


ศานติ

Nai Lumchiag Salikorn นายลำเจียก สาลีกร  มีชื่อในกระทรวงเกษตร ดูเหมือนจะเป็นอธิบดีกรม
Nai Prayote Purnasri  นายประโยชน์ บูรณศิริ
Nai Chamras Chayabongse  นายจำรัส ฉายะพงษ์ อดีตนายกสภามหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (http://202.28.17.19/historicalhall/index.php/joomla-overview/what-is-new-in-1-5/2010-11-04-02-19-21)
Mau Pyn Muangman   หลวงพิณพากย์พิทยเภท  อดีตหัวหน้าแผนกรังสีวิทยา ศิริราช คณบดีแพทยศาสตร์ ศิริราช  คุณพ่อของ ศาสตราจารย์ นพ.เทพนม
Miss Chamnong Viravaidya  จำนงค์ วีระไวทยะ คุณหญิงพิณพากย์พิทยเภท อดีตหัวหน้า รร.พยาบาลศิริราช  ดูเหมือนจะเป็นป้าหรือน้าของ ดร.มีชัย
See Sirisinha ศาสตราจารย์ สี สิริสิงห  คุณพ่อของ ศาสตราจารย์ สถิตย์

นักเรียนในหัวข้อ Privy Purse ซึ่งเป็นหม่อมเจ้าทุกคน เข้าใจว่าภาษาไทยแปลว่า พระคลังข้างที่ คือได้ทุนจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์

เรื่องหล่อ ใจผมว่า จำรัส ฉายะพงษ์ หล่อที่สุด แม่บอกว่ามีสาวๆติดนับไม่ถ้วน (จำรัส เป็นคนแนะนำให้แม่ผมรู้จักกับพ่อ) มรว.สุกสม ก็หล่อดี พ่อผมท่าทางตื่นหน่อยๆ มาลองคิดดู จะเอาอะไรมาก เด็กต่างจังหวัด ไม่เจนเวทีเท่าอีกสองคน เอารูปไปเทียบกับรูปตอนกลับจากนอกต่างกันมาก สงสัยแม่ผมคงมีส่วนช่วยให้สังคมเป็นมากขึ้น

.

เทาชมพู
เห็นรูปคุณพ่อแล้ว อยากเห็นคุณแม่บ้างค่ะ
คุณพ่อคงพาคุณแม่กลับมาประเทศไทยเมื่อเรียนจบ      ชีวิตความเป็นอยู่ในยุคคุณแม่เป็นอย่างไร คุณแม่ต้องปรับตัวมากไหม  อาจารย์หมอศานติคงพอจะจำได้นะคะ
ถ้าไม่เป็นส่วนตัวเกินไป ก็อยากให้เล่าสู่กันฟังบ้าง

.

ศานติ

คุณเทาชมพูถามเลยอดเล่าต่อไม่ได้ สนุกดีเหมือนกัน แต่กลัวคนอ่านเบื่อหรือรำคาญ

แม่ผมเกิดแคว้น Alsace ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีชื่อทางปลูกกับผลิตเหล้าองุ่นขาว  ตาผมเป็นชาวไร่องุ่นเหมือนกับชาวไร่แถบนั้น ป้าผมบอกว่าคุณตาของผมชิมผลิตภัณฑ์ของไร่ของตัวเองบ่อยไปหน่อย ยายรำคาญทนไม่ได้ เลยพาลูกสามคน หญิงสอง ชายหนึ่ง อายุ ๒ ถึง ๔ ขวบ อพยพไปอยู่อเมริกา แถวชิคาโก ไม่ทราบว่าหาเลี้ยงครอบครัวยังไง ตาผมส่งเงินมาช่วยหรือเปล่าไม่ทราบ อยู่อเมริกา ๑๓ ปี แม่บอกว่าจวนจะได้สัญชาติอเมริกันอยู่แล้ว (สงสัยว่าสมัย ๑๙๐๐ กว่าๆ อาจต้องรอนานกว่าสมัยนี้)  แล้วยายเกิดไปเชื่อฝีปากชายฮังกาเรี่ยน ทั้งแม่ทั้งลูกสามคนเลยย้ายกลับไปยุโรประหว่างกลางสงครามโลกที่ ๑ พอไปถึงฮังการีปรากฎว่าอ้ายเสือนั่นมีเมียแล้ว ยายก็เลยไม่ยุ่งด้วย ตกลงทั้งสี่คนเคว้งคว้างอยู่ในกรุงบูดาเพสต์ กลายเป็นคนไร้ถิ่น แม่บอกว่าต้องไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจทุกอาทิตย์

ไม่ทราบว่าอยู่ที่นั่นนานเท่าไหร่ แต่โรคไตที่ยายเป็นอยู่กำเริบขึ้นมาจนเสียชีวิต (มีไตอยู่ข้างเดียว อีกข้างโดนตัดไปตอนอยู่อเมริกา) ทิ้งลูก ๑๕ ถึง ๑๗ ขวบไว้ ป้าผมซึ่งเป็นคนโตมีจดหมายไปหาพ่อ บอกว่าลูกสาวสองคนเคว้งอยู่บูดาเพสต์ ตาส่งเงินมาให้กลับ Alsace เหลือลุงผม อายุ ๑๖ ค้างอยู่ (ลุงไม่รู้ว่าทำไมพ่อไม่ส่งเงินมาให้ทั้งสามคนกลับ Alsace ลุงแน่ใจว่าถ้าพ่อรู้ว่าอยู่กันทั้งสามคน คงส่งมาให้เพราะลุงเป็นลูกรักของพ่อ คิดว่าป้าคงไม่บอกพ่อ กินแหนงแคลงใจไปจนตาย) ลุงบอกว่าหากินโดยกวาดหิมะถนนในเมืองบูดาเพสต์  จนกระทั่งไปรู้ว่าถ้าอาสาสมัครเข้ากองทัพเยอรมัน เขาจะส่งกลับบ้านอาทิตย์หนึ่งก่อนประจำการ เลยโกหกว่าอายุ ๑๘ เพิ่อสมัครเป็นทหารฝ่ายเยอรมัน (ตอนนั้นแคว้น Alsace ตกอยู่ในมือเยอรมันแล้ว) เรื่องลุงขอพักไว้ก่อน เก็บไว้เล่าวันหลัง สนุกดีเหมือนกัน

แม่กลับไป Alsace ไปอยู่กับพ่อของตัว เข้าโรงเรียนมัธยม โดยเหตุที่ตอนนั้นเยอรมันเข้าครองแคว้น Alsace แล้ว หนังสือเรียนก็เปลี่ยนเป็นภาษาเยอรมันหมด  ทั้งป้าทั้งแม่คงปวดหัว อยู่อเมริกาตั้งแต่สามสี่ขวบ คงพูดอังกฤษแบบอเมริกัน ไม่รู้ว่าในบ้านพูดฝรั่งเศสกันแค่ไหน แต่พอกลับมาบ้านเดิมกลับต้องหันไปใช้เยอรมัน  (อาจไม่ยากเท่าที่คิดเพราะภาษาพื้นเมืองของ Alsace เพี้ยนไปทางเยอรมันมากกว่าฝรั่งเศส)  จบมัธยมแล้วเรียนพยาบาล จบพยาบาลแล้วเป็นพยาบาลสาธารณสุขดูแลเด็กในเมืองเล็กๆย่านนั้น มีจักรยานใส่ตาชั่งเด็กไว้ข้างท้าย มีสมุดจดข้อมูลเด็ก ขขึ้นเขาลงเขาไปตามเมืองต่างๆ ผมเคยสงสัยว่าน่องขาของแม่ทำไมยังกับน่องนักฟุตบอล์ พอมีโอกาสกลับไปเยี่ยมสำนักงานพยาบาลที่แม่เคยประจำอยู่ถึงรู้ว่าย่านนั้นถนนขึ้นเขาลงห้วยมากมาย จักรยานคงไม่มีเกียร์ด้วย เลยได้ออกกำลังขาทุกวัน

ต่อมารัฐบาลฝรั่งเศสคิดจะเริ่มสังคมสงเคราะห์ (Social Welfare) เลยส่งแม่กลับไปอเมริกา ไปเรียนวิชานึ้ที่ Simmons College เมืองบอสตัน พอดีเป็นช่วงที่พ่อเรียนอยู่ที่นั่นด้วย วันหนึ่งแม่เต้นรำอยู่กับ จำรัส ฉายะพงษ์ ไปได้รอบวงทีอาว์จำรัสก็โบกมือให้ใครคนหนึ่งที่หลบมุมมืดอยู่ แม่ถามว่า “ใคร” อาว์จำรัสบอกว่า “เพื่อน”  “อ้าวทำไมเขาหลบอยู่”  “เขาเต้นรำไม่เป็น”  ‘แนะนำให้รู้จักซี จะได้สอนให้เต้น”  ที่หลบอยู่ปรากฎว่าเป็นพ่อผม

สมัยนั้นการมีคู่รักต่างชาติคงมีน้อยมาก พ่อผมนับถือพี่ชายชื่อ ถนอม มาก เขียนจดหมายมาบอกว่า “ ไม่อยากจะปิดบังพี่ น้องชักเกิดชอบผู้หญิงฝรั่งเศสขึ้นบ้างแล้ว เขามาเรียน Social Work วิชาเกี่ยวกับการดูแลทุกข์สุขของคนทำงาน ไม่ใช่นางพยาบาลโดยตรง ทำงานติดต่อกับทั้งคนเจ็บกับคนดี พูดได้สามภาษา เยอรมัน ฝรั่งเศส และอังกฤษ บางทีไทยด้วย บอกแล้วก็บอกให้หมด เขาไม่ใ่ช่คนสวย แต่เป็นคนดี มีความรู้ สุภาพเรียบร้อย แถมน่ารัก”  อีกฉะบับ ตอนแม่จบแล้ว  “ …. แต่เราต้องจากกัน เขาเรียนสำเร็จแล้วก็กลับบ้านเขา พี่ชายโปรดอย่าดุว่าน้อง ……”

เมื่อพ่อจบมหาวิทยาลัยแล้วก็ทำงานในโรงงานสร้างเครื่องบินอีกหนึ่งปี แล้วเดินทางกลับแวะดูโรงงานสร้างเครื่องบินในอังกฤษ กับฝรั่งเศส แล้วและไป Alsace ไปเยี่ยมแฟนเก่า จากนั้นก็กลับเมืองไทย อยู่เมืองไทยได้ประมาณ ๖ เดีอนมีจดหมายไปหาแฟนเก่า่ ชวนให้มาเมืองไทย แม่ก็ใจป้ำ ลาราชการที่ฝรั่งเศส ๑ ปี บอกเพื่อนสนิทคนดียวว่าจะไป Siam ให้เขาสัญญาว่าจะไม่บอกใคร ถ้าไปแล้วอยู่ไม่ได้ก็จะกลับไป Alsace ดำเนินชีวิตต่อไปคล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมสงสัยว่าจริงๆแล้วจะทำได้หรือเปล่า ถ้าคนถามว่า หายหน้าไปไหนตั้ง ๖ เดือน จะตอบว่ายังไง แต่แม่ไม่คิดจะกลับ อยู่เมืองไทย ๑๘ ปีถึงกลับไปเยี่ยมบ้านเป็นครั้งแรก

ผมเห็นรูปเก่าๆแล้วอดคิดไม่ได้ว่าเป็นคนอดทนเหลือเกิน ดูเหมือนจะเป็นฝรั่งคนที่สามที่แต่งงานกับคนไทย สมัยนั้นจดหมายจ่าหน้าแค่ชื่อ กับ Bangkok, Siam ไมต้องมีที่อยู่ ก็มาถึง ตอนแรกที่กลับมาจากนอกพ่อเช่าบ้านอยู่ถนนบ้านแขก แถวบางลำพู ดูรูปเก่าๆแล้วสงสารแม่เพราะสิ่งแวดล้อมต่างกับ Alsace เหลือเกิน ซ้ำพูดไทยไม่ได้ มีเพื่อนก็เฉพาะอาว์จำรัส กับอาว์เพิ่ม ที่เรียนมาด้วยกัน มีจดหมายที่แม่เล่าให้ป้าที่ยุโรปฟังว่า ตอนเย็นเตรียมกางเกงจีนเสื้อคอกลมไว้ พอพ่อกลับจากงานก็อาบน้ำ เปลี่ยนจากเครื่องแบบทหารมานุ่งกางเกงจีน ท่าทีจะอยู่ถนนนบ้านแขกประมาณ ๑ ปี แล้วถึงย้ายไปบ้านพักนายทหารที่กรมช่างอากาศ บางซื่อ  คิดว่าสิ่งแวดล้อมการกินอยู่คงดีขึ้นมาก มีคนพูดอังกฤษได้อยู่ใกล้ๆ บ้านก็น่าอยู่มากขึ้นเยอะ พ่อเดินไปทำงานได้  ผมเกิดตอนอยู่ถนนบ้านแขก แต่น้องสองคนเกิดตอนอยู่บางซื่อ

เขียนมามากมาย เบื่อก็ลบได้ครับ มีรูปเก่าๆแนบมาดูเล่น

มี ๑) รูปสามเกลอเรียนวิศวกรรมอากาศยาน วิเชียร วิบูลมงคล  มรว.สุกสม เกษมสันต์  เพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์  ๒) แม่กับพ่อที่บอสตัน  ๓) แม่นั่งอยู่ที่ถนนบ้านแขก ดูท่าทีคงคิดถึง Alsace  ๔) พ่อแต่งชุดทหารบก สมัยนั้นกรมอากาศยานยังขึ้นกับกองทัพบก เท่ดีเหมือนกัน แต่ไม่มีม้าจะขี่  ไม่ทราบว่าจะไปงานศพใคร  เบื้องหลังดูทีว่าเป็นกรมโรงงานทหารอากาศ

เขียนมามากมาย เบื่อก็ลบได้ครับ มีรูปเก่าๆแนบมาดูเล่น









.
.



(หมายเหตุ : ร.ท วิเชียร วิบูลย์มงคล บิดาของ นพ.ศานติ วิบูลย์มงคล)

.

ประกอบ
กระทู้สนุกมากครับท่านอาจารย์หมอศานติ   ยังไม่เบื่อเลยครับ   ยังอยากอ่านอยากดูอีก ทั้งเรื่องราวการปรับตัวของคุณแม่คุณหมอและรูปถ่าย  สมัยนั้นผู้หญิงฝรั่งที่แต่งงานแล้วยอมมาอยู่เมืองไทยกับสามีนี่น่านับถือมากจริงๆ เพราะโอกาสที่จะติดต่อหรือกลับไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องก็น้อยมากๆ สภาพความเป็นอยู่ก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  ไม่แกร่งจริงทำไม่ได้   ขนาดสมัยนี้ผู้ชายไทยที่แต่งงานกับสุภาพสตรีฝรั่งก็ยังหายาก และที่ภรรยาตามมาอยู่เมืองไทยด้วยยิ่งหายากขึ้นไปอีก

นี่ถ้าคุณหมอกลับมาเป็นหนุ่มๆ ยุคนี้ ในฐานะลูกครึ่ง อาจจะต้องกลายเป็นนายแบบหรือดารา ไม่ได้เป็นหมอแน่ๆ 

.

เทาชมพู
กระทู้จากประสบการณ์ของแท้ สนุกมากค่ะ       เห็นรูปคุณพ่อของอาจารย์หมอในชุดนายทหาร ดิฉันก็ว่าท่านยังหล่อกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่ดี
ชอบรูปนั่งหลังพิงกัน   เหมือนในหนังฮอลลีวู้ด

อาจารย์บอกว่า "ดูเหมือนจะเป็นฝรั่งคนที่สามที่แต่งงานกับคนไทย"   คงจะหมายถึงแหม่มที่มาแต่งงานกับสามัญชน  จำได้ไหมคะว่าสองคนก่อนหน้านี้เป็นใคร   
ดิฉันรู้แต่หม่อมแคทยาของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ     หม่อมเอลิซาเบธของสมเด็จกรมพระยาชัยนาทนเรนทร  และหม่อมลุดมิลา ทองใหญ่ ณ อยุธยาของ ม.จ.ทองทีฆายุ ทองใหญ่

.
.



« Last Edit: 04 March 2026, 20:08:12 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,067


View Profile
« Reply #2 on: 04 March 2026, 20:10:14 »


ศานติ

ดูท่าทีมีคนสนใจรูปเก่าๆ เลยขออนุญาตแถม

รูปแรกผมคิดว่าถ่ายตอนมาอยู่บางกอกใหม่ๆ ยืนอยู่หน้าบ้านเช่า ที่ถนนบ้านแขก

รูปที่สอง ถ่ายที่สถานีรถไฟลพบุรี ตอนนั้นคุณลุงถนอมเป็นนายอำเภออยู่ที่นั่น คิดว่าพ่อคงพาแม่ไปแนะนำ ไม่ทราบว่าทำไมไม่แต่งกายพลเรือน

รูปที่สาม ที่สี่ คิดว่าแม่ถ่ายส่งไปให้ป้าที่อยู่เบลเยี่ยม ว่าบ้านหน้าตายังไง ดูท่าทีรูปที่อยู่ข้างฝาคงเอามาจาก Alsace ไว้เป็นที่ระลึก









.

เทาชมพู
ดูหน้าตาคุณแม่ก็มีความสุขดี  ทั้งๆไกลบ้านมากมาย ไกลญาติพี่น้อง
บ้านไม้แบบนี้ในกรุงเทพฯคงจะเหลืออยู่ตามตรอกซอกซอยลึกๆ  มองไม่เห็นจากถนนใหญ่    แต่ในสมัยโน้นคงจะมีอยู่มาก  เป็นบ้านที่ไมต้องมีพัดลม  ไม่ต้องติดเหล็กดัด  มีตุ่มน้ำฝนอยู่มุมบ้าน  รับน้ำฝนจากรางสังกะสี  ห้องรับแขกแบบนี้ในสมัยนั้นถือว่าโก้ทีเดียวละค่ะ

.

รูปแรก นอกชานบ้านที่ถนนบ้านแขก ดูท่าทีก็น่าอยู่เหมือนกัน

รูปที่สอง ผมว่าถ่ายที่เขาดิน สมัยนั้นพี่เลี้ยงผมยังนุ่งโจงกะเบน  เป็นประโยชน์เวลาพาผมไปตลาด มีอะไรให้เกาะระหว่างที่เขาก้มลงเลือกผลไม้จากแผงลอย

Skate น้ำแข็งไม่มี ก็เอาแบบมีลูกล้อแทน

รูปที่สี่ผิดลำดับไปหน่อย เป็นอพาร์ตเมนต์แม่ที่บอสตัน สมัยนั้นเขานิยมเอาธง (pennant) ของมหาวิทยาลัยต่างๆไว้ข้างฝา  สมัยเด็กพ่อพาครอบครัวไปกินข้างกลางวันที่ AUA ในวังสราญรมย์ตอนวันอาทิตย์ เห็นมีธงจาก ม.ทั่วอเมริกาติดอยู่ข้างฝา









.

เพ็ญชมพู
อ้างจาก: ศานติ
(รูปที่สอง ผมว่าถ่ายที่เขาดิน สมัยนั้นพี่เลี้ยงผมยังนุ่งโจงกะเบน  เป็นประโยชน์เวลาพาผมไปตลาด มีอะไรให้เกาะระหว่างที่เขาก้มลงเลือกผลไม้จากแผงลอย)
.

น่าจะเป็นที่ลพบุรี





.

ศานติ
จริงด้วยครับ ต้องเป็นที่ลพบุรีแน่ เพิ่งสังเกตว่าแม่แต่งชุดดียวกับที่ยืนที่สถานีรถไฟ

.

เหลือสองรูปครับ

พ่อยืนหน้าบ้านที่ถนนบ้านแขก นุ่งผ้าม่วง เสื้อคอดั้ง คงจะไปงานสำคัญ

รูปสุดท้ายเป็นหลักฐานว่าทำไมแม่ถึงเอาพ่ออยู่หมัด ผมเพิ่งไปค้นเจอ ส่งไปให้ลูกสาว เขาเอาไปแปะใน Facebook มีคนวิจารณ์เรื่องน่องแม่ สำหรับท่านที่สนใจ ปืนเป็น Colt .38 Super Automatic พ่อซื้อผ่านกองทัพอากาศ ดูเหมือนจะราคา ๘๐ บาท





.

เทาชมพู
สนใจชีวิตของคุณแม่ในประเทศไทยค่ะ      อาจารย์พอจะจำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยได้ไหม เกี่ยวกับการปรับตัวของท่าน เช่นการกินอาหารไทย และทำอาหารให้ลูกๆ     เสื้อผ้าท่านตัดเย็บเองหรือเปล่า     

นอกจากนั้น แหม่มในประเทศไทยสมัยนั้นทำงานนอกบ้าน หรือว่าอยู่เป็นแม่บ้านอย่างเดียว
ท่านพูดภาษาไทยได้คล่องหรือยัง  เมื่อลูกๆโตพอจะสื่อสารกับท่านได้

.
.

ศานติ

แม่ผมเก่งตรงที่ปรับตัวได้ แต่ในขณะดียวกันก็เอาวิธีการแบบฝรั่งที่ไม่ขัดกับธรรมเนียมไทยมาใช้ ผมคิดว่าพ่อย้ายมาอยู่ในกรมช่างอากาศหลังจากแม่มาอยู่ด้วยสักปีได้ ดูจากรูปท่าทีเขาเพิ่งสร้างบ้านพักนายทหารเสร็จ มีบ้านสัก ๑๕ หลังได้ นายทหารที่ยศสูงที่สุดคือ หลวงอทึกเทวเดช ผบ. กองทัพอากาศ  รองลงมาเป็นบ้านอาว์เพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์ เจ้ากรมช่างอากาศ แม่ผมโชคดีที่คนไทยชอบฝรั่ง ไม่เหมือนบางชาติ ภริยานายทหารนับถือกับเอื้อเฟื้อ อาจเพราะเป็นฝรั่ง อาจเป็นเพราะเห็นเป็นพยาบาลด้วยก็ได้ ผมจำได้ว่าเพื่อนข้างบ้านภริยานายทหารคนหนึ่งไอเป็นเลือดออกมาบ่อยๆ พอแม่รู้ก็จะไปเยี่ยมเพราะเคยทำงานในโรงพยาบาลวัณโรค รู้วิธีพยาบาล ไม่กลัวติดเชื้อ บางทีอยู่หลายชม. แต่กำชับพวกผมหนักหนาว่าห้ามไปบ้านนั้น

น้องสาวแฝดสองคนเกิดตอนอยู่ในกรมช่างอากาศแล้ว  หมอบุญเจือ ปุญโสนี เป็นคนทำคลอดผมที่ศิริราช แล้วท่านย้ายมา รพ.พระมงกุฎฯ แม่ก็ตามไปคลอดที่นั่น เพราะนับถือท่าน พอดีมีสิทธิ์ใช้ รพ.ด้วย ตอนนั้นมีพี่เลี้ยงเป็นคนราชบุรีมาอยู่กับแม่เกือบ ๑๒ ปี ช่วยแบ่งเบาภาระเลี้ยงลูกสามคน จ่ายตลาด ทำกับข้าว ทำสวน  แม่พูดไทยได้แต่ไม่ถึงขนาดคุยเรื่องการเมืองได้ ถ้ามีฝรั่งถามว่าพูดไทยได้ไหม มักจะตอบว่า ได้ แต่เป็น kitchen Thai  รู้พอสั่งงานในบ้านในครัวได้ พ่อแม่พูดอังกฤษกัน แรกๆผมคนเดียวที่พูดอังกฤษกับแม่ น่้องสองคนไม่ยอมพูด วันหนึ่งแม่จะไปเยี่ยมเพื่อนที่พวกผมเรียก Aunt Mary  คุณแม่ของ เทียน กรรณสูตร์  จะพาผมไปคนเดียว น้องๆจะไปด้วย แม่บอกว่า “You can’t go.  You don’t speak English.” ตั้งแต่นั้นมาเลยยอมพูด ตอนเริ่มวัยรุ่นเวลานั่งกินข้าวด้วยกัน ก็ยังพูดอังกฤษกับแม่ พูดไทยกับพ่อ เพราะเขินเวลาพูดอังกฤษกับพ่อ วันหนึ่งแม่ทนไม่ได้อาจเป็นเพราะเข้าใจเรื่องที่คุยกันอยู่ได้ไม่เต็มที่ ทุบโต๊ะปังระหว่างกินข้าวเย็น “From now on, everyone speaks English in my presence.” เลยปรับนิสัยกันทั้งบ้าน

สมัยนั้นเรียน รร.เซ็นต์คาเบรียล ตอนเข้าเรียน ป.๑ ผมพอรู้ ABC พอสะกดได้บางคำ เรียนได้ไม่กี่วันก็กลับมาบ้านอวดความรู้ใหม่ให้แม่ อ่าน ABC ให้แม่ฟัง แต่ออกเสียง อา เบ เซ แทนที่จเะออกเสียง เอ บี ซี   แม่ร้องลั่นว่า That’s not English. That’s French.  รุ่งเช้าลากผมไปหาบาดหลวงอธิการ รร. ชื่ออะไรจำไม่ได้ จำได้แต่ว่า ใส่ชุดสีขาวยาวคลุมข้อเท้า กระดุมตั้งแต่คอถึงเท้าหลายสิบเม็ด หนวดยาวถึงหน้าอก มีเม็ดข้าวสุกประปรายในหนวด ผมทึ่งเม็ดข้าวสุกมากแทบจะไม่ได้ยินว่าแม่พูดอะไร จับได้ใจความว่า อา เบ เซ ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาฝรั่งเศส ไม่ต้องการให้สอนเด็กผิดๆแบบนั้น

ตอนอยู่ ป.๒ หรือ ป. ๓  เป็นหัวหน้าชั้น การบ้านภาษาอังกฤษมีการผัน verb แบบ I have, we have, you/thou have, he/she/it has  ไม่เข้าใจว่าผันไปทำไม ไม่รู้ว่ามีความสำคัญเพราะพูดเป็นอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเขาท่องกันทำไม นอกจากนั้นแล้ว ไม่เข้าใจ he/she/it หรือ you/thou ว่ามันเรื่องอะไรต้องมี / ด้วย คำว่า thou ก็ไม่เคยเห็นใครใช้ อะไรก็ไม่รู้ การบ้านเลยไม่ค่อยได้ทำ ทุกเช้ามาสเตอร์ถามว่าใครไม่ได้ทำการบ้านบ้าง ต้องสารภาพตอนนั้น เพราะถ้าจับได้ตอนหลังโทษจะหนักกว่า แล้วให้ผมพาเข้าแถวไปหาบระเดิ้อเทฟัน อธิการสมัยนั้น ถามว่ามาทำไม? ไม่ทำการบ้านครับ อธิการก็ล้วงหลังตู้สูงๆ มีไม้เรียวทำด้วยไม้ไผ่สองสามอันซ่อนไว้ เลือกเอามาอันหนึ่ง จับไม้เรียวดัดไปดัดมาต่อหน้านักเรียนเพื่อดูว่าเหมาะที่จะใช้หรือเปล่า แล้วเฆี่ยนก้นคนละที เสร็จแล้วหันมาถามผมว่าทำการบ้านหรือเปล่า บางวันทำบางวันไม่ทำ ถ้าไม่ทำก็ได้รับคำสอนว่า หัวหน้าชั้นต้องเป็นตัวอย่างให้นักเรียนในชั้น ดังนั้นต้องเฆี่ยนสองที ตอนโตแล้วอดคิดไม่ได้ว่าคนลงอาญานั้นเพลิดเพลินกับการลงอาญามากไปหรือเปล่า

สมัยนั้นห้องเรียน ป.๑ ถึง ป.๓ อยู่ข้างป่าช้าถนนบ้านญวน บางทีมีงานศพก็อดดูไม่ได้ แล้วมักจะมีเด็กทึ่อยู่ถนนนั้นรู้ว่าใครตาย จำได้ว่าเป็นเด็กตายใกล้หรือก่อนคลอดหลายราย เลิกเรียนแล้วไม่อยากเดินไกลเพื่อไปรับน้องที่เซ็นต์ฟรัง ปลายถนนบ้านญวน ก็เดินออกทางป่าช้า แต่ต้องรีบเพราะกลัวผี ผมอยู่ ป.๓ น้องสองคนอยู่ ป.๑ เดินไปขึ้นรถราง คนละ ๒ สตางค์ไปลงหน้า รร.ราชินีบน แล้วต่อรถรางที่ไปบางซื่อ ไปลงหน้ากรมช่างอากาศ คนละ ๓ สตางค์ ชั้นสอง  จะนั่งชั้นหนึ่งก็ต่อเมื่อไปไหนกับแม่ (ชั้นหนึ่งอยู่หน้ารถราง สั้นกว่าชั้นสองครึ่งหนึ่ง มีผนังโหว่ๆกั้นระหว่างชั้นหนึ่งกับสอง เวลาถึงปลายทางพนักงานจะยกผนังไปกั้นอีกที่ แล้วย้ายเบาสีขาวขอบน้ำเงินของชั้นหนึ่งไปไว้หน้ารถรางด้วย)

โดยเหตุที่แม่เป็นพยาบาลเลยกังวลเรื่องการกินอาหารที่ไม่สะอาด ไม่ต้องการให้ซื้อของกินที่โรงเรียน (น้องกินอาหาร รร. ที่เด็กประจำกิน ส่วนผมพี่เลี้ยงเอาปิ่นโตไปส่งทุกเที่ยง) ที่แม่กลัวมากคือกลัวพวกผมกินไอติมแท่งชนิดที่พ่อค้าทำเอง เป็นห่วงมากกลัวน้ำที่เอามาทำไม่สะอาด ว่าที่จริงก็น่ากลัวเหมือนกัน จำได้ว่าบางทีไม้ไผ่ที่เอามาใช้กับไอติมแท่งบางทีมีกลิ่นเน่าแบบไม้ที่ลอยคลองมานาน  แม่กันไม่ให้ซื้อของกินโดยจำกัดเงิน วันหนึ่งให้แค่ ๑๐ สตางค์ (ไป ๕ สตางค์ กลับ ๕ สตางค)์ พอดีกับค่ารถราง ไม่มีเหลือเลย ผมกับน้องสองคนแก้ปัญหาเรื่องเงินขาดแคลนโดยการเดินตามทางรถรางจากหน้าเซ็นต์คาเบรียลไปถึงหน้า รร.ราชินีบน แล้วเดินต่อไปสี่แยกเกียกกาย ระหว่างทางก็ชื้อของกินเล่นแบบแม่ไม่ยอมให้กินไปเรื่อย เหลือไว้คนละสองสตางค์เผื่อต้องขึ้นรถรางช่วงปลาย (สี่แยกเกียกกายไปถึงหน้ากรมช่างอากาศ) เพราะเดินไม่ไหว ผมว่าทำอยู่หลายเดือน ไม่เป็นไทฟอยด์หรืออหิวาห์อย่างที่แม่กลัวไว้  โดนจับได้เพราะวันหนึ่งฝนตกต้องไปหลบฝนใกล้ รพ.วชิระ ระหว่างนั่งกินข้าวเย็น ปากโพล่งไปเล่าว่าติดฝนแถว รพ.วชิระ พ่อถามว่าทำไมถึงต้องไปติดฝนที่นั่น ความเลยแตก ต้องสารภาพ จำไม่ได้ว่าเลิกเดินกลับบ้านกันหรือเปล่า

แม่ผมทานอาหารไทยได้ ชอบด้วย พี่เลี้ยงชื่อลำเจียก มาทะ ทำทุกอย่าง ตั้งแต่เอาผมขึ้นเอวเดินจากข้างในสุดของบริเวณที่พักนายทหารจนถึงถนนเตชะวนิช ไปตลาดบางซื่อวันจ่ายกับข้าว จนถึงซักผ้า หุงข้าว สมัยนั้นบ้านเราจ่ายกับข้าวทุกวัน แต่แม่ซื้อตู้เย็น GE เงินผ่อนจากการไฟฟ้า ทุกเดือนจะมีพนักงานแต่งเครื่องแบบสีน้ำตาล คอตั้ง ปลายแขนยาวมีขีดสีดำสามสี่ขีด คล้ายนายตรวจรถราง (คิดว่าคงการไฟฟ้าด้วยกัน) มาเก็บเงินผ่อนส่งสำหรับตู้เย็น จำได้ว่าคนเดียวตลอด เขาจะถามถึงเรื่องตู้เย็นว่าเรียบร้อยหรือเปล่า พูดคุยกันเรื่องครอบครัวหน่อยแล้วก็กลับ รู้สึกว่าเป็นการแก้เหงาดี แม่รู้ว่าวันไหนเขาจะมาก็ทำความสะอาดตู้เย็นไว้ก่อนหน้าวันสองวัน ปล่อยให้น้ำแข็งรอบช่องน้ำแข็งละลายหมด สมัยนี้ตู้เย็นมักไม่ต้อง defrost แบบนั้น  โดยเหตุที่มีตู้เย็นเลยไม่ต้องจ่ายกับข้าวทุกวัน คิดว่าแม่คงเป็นคนประหยัดมาก จำได้ว่าลำเจียกกลับจากจ่ายตลาดทุกทีก็มานั่งคิดบัญชีกับแม่ ว่าอะไรราคาเท่าไหร่ เหลือเงินเท่าไหร่ นับว่าลำเจียกเองก็พิเศษมาก อยู่ได้สิบกว่าปี ผมว่าจะหาได้น้อยคนที่ทำได้ถึงขนาดนั้นเป็นเวลานานเท่านั้น 

วันไหนที่พ่อไม่ทานข้าวเย็นที่บ้าน แม่ก็มักจะทำอาหารฝรั่งให้ลูกๆกับตัวเอง เพราะพ่อไม่ชอบเท่าไหร่ จำได้ว่าแม่เคยปลูกต้นกระเจี๋ยบ แล้วเก็บลูก(หรือดอก?)เอามาทำ jam กินกับขนมปังตอนเช้า สมัยนั้นถั่วลิสงบดละเอีียด (peanut butter) หาไม่ได้ แม่ก็ทำเองโดยไปซื้อเครื่องบดมือหมุน แล้วยังใช้ทำไส้กรอกได้อีก  กรุงเทพมีร้านเยอรมันขายไส้กรอก แต่เงินเดือนนายร้อยของพ่อเป็นอุปสรรคใหญ่ ต้องกินไส้กรอกทำเองแทน เนยแบบ cottage cheese ก็ทำเองเป็นครั้งเป็นคราว

แม่เย็บผ้าได้ นิตติ้งได้ เลยมี sweater ใส่หน้าหนาว แต่ทำจากเส้นฝ้ายไม่ใช่ขนสัตว์ ชาวบ้านเห็นแม่ถักเสื้อหนาวก็คิดว่าแปลก เพราะไม่รู้ว่าใช้ cotton yarn ไม่ใช่ wool  ข้อเสียของการที่แม่เย็บผ้าได้ ก็คือผมต้องนุ่งชุดแบบเด็กๆจนเข้า ป.๑ เพื่อนๆเขานุ่งกางเกงขาสั้นแล้ว แต่ผมยังใส่ sun suit ที่แม่เย็บเอง (คล้ายชุดว่ายน้ำแบบ  one-piece มีกระดุมแป๋บระหว่างขา ไม่มีขา) แม่คงไม่รู้ว่าพออายุ ๖ ขวบก็ชักอายเพื่อนๆที่เขามีกางเกงขาสั้นใส่ อ้ายเราใส่ชุดแบบเด็กแดง

พอญี่ปุ่นขึ้นบก กรมช่างอากาศก็โดนทิ้งระเบิด ครั้งแรกที่โดนระเบิด พ่อแม่เลี้ยงอาหารเย็นขอบคุณหมอสงวน โรจน์วงศ์ ที่ตัดต่อมทอนซิลให้ทั้งสามคน ทานข้าวยังไม่ทันเสร็จก็มียามวิ่งตะโกนว่า เครื่องบินมาๆ ให้ลงหลุมหลบภัย ความจริงไม่เป็นหลุมแต่เป็นคล้ายอุโมงค์ทำด้วยซุงเสริมดิน (ที่บางซื่อขุดลงไปไม่ถึงเมตรก็เจอน้ำแล้ว)  พวกนายทหารปรึกษากันว่า ไม่น่าจะมีการทิ้งระเบิดจริงเพราะเดือนมืด นักบินจะมองอะไรเห็น  ที่ไหนได้ ปรากฎว่าเขาทิ้งพลุ (flare) ติดร่ม สว่างยังกับกลางวัน กว่าร่มจะถึงพื้นก็กินเวลามากพอดู โชคดีที่คนทิ้งลูกระเบิดไม่แม่น ลูกสุดท้ายตกในคลองข้างทางรถไฟนอกกรมช่างอากาศ ถ้ามีอีกลูกผมว่าคงแย่เพราะหลุมหลบภัยอยู่ในแนวลูกระเบิดพอดี  เมื่อกลับไปในบ้านไปพบว่ามีก้อนโคลนขนาดหัวคนผ่านหลังคาครัวลงไปเต็มหม้อแกงเผ็ดพอดี หลังจากนั้นกรมช่างอากาศก็ย้ายไปโคราชทั้งกรม

สมัยพวกผมเล็กๆแม่ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน ยกเว้นอาสาสมัครโรงเรียนสอนคนตาบอด ดูเหมือนจะไปช่วยทุกอาทิตย์ ไปสนิทสนมกับ Genevieve Caulfield ชาวอเมริกันตาบอดมาแต่อายุสองขวบ ที่มาตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดในเมืองไทย แม่เล่าว่าแรกๆไม่มีคนสนใจ อ้างว่าเมืองไทยไม่ค่อยมีคนตาบอด ที่แท้แล้วมีเหมือนประเทศอื่น แต่ครอบครัวมักจะปิดบังเพราะกลัวขายหน้า ต่อมามีเชื้อพระวงศ์คนหนึ่งที่พระบิดามีความคิดทันสมัย ส่งให้เข้าเรียนที่รร.นี้  แหม่ม Caulfield มีความเห็นว่าอันนี้แหละที่เป็น turning point ของ รร. ชาวบ้านเริ่มเห็นประโยชน์ของโรงเรียน มีความเห็นว่าถ้าคนใหญ่คนโตไม่อาย เรื่องอะไรตัวจะอาย จำนวนนักเรียนจึงเพิ่มขึ้น

แถมรูปเก่าๆสักสามรูป  รูปแรกตลกดี ไม่มี bath tub แบบฝรั่งไว้นอนแช่ ก็นั่ง tub ไทยก็ได้ สองคนยังได้

รูปที่สองเป็นรูปของคุณป้าของพ่อผม ซึ่งเป็นคุณแม่ของหลวงปฏิบัติอากร คนที่บอกย่าผมให้ส่งลูกไปเรียนบางกอก contrast ระหว่างพี่สาวย่ากับแม่มากเหลือเกิน

รูปที่สามเป็นรูปบ้านที่กรมช่างอากาศ ตอนน้ำเริ่มท่วม พ.ศ. ๒๔๘๕ ?? จำได้ว่าขึ้นสูงกว่านั้นมาก พ่อเล่าให้ฟังว่ายอมให้คนใต้บังคับเอาเครื่องมือของกรมช่างอากาศกลับไปใช้ที่บ้านได้ ม่ายงั้นไม่มีทางมีเรือใช้มาทำงาน







.
.

เทาชมพู
อ้างจาก: ศานติ
(สมัยนั้นเรียน รร.เซ็นต์คาเบรียล ตอนเข้าเรียน ป.๑ ผมพอรู้ ABC พอสะกดได้บางคำ เรียนได้ไม่กี่วันก็กลับมาบ้านอวดความรู้ใหม่ให้แม่ อ่าน ABC ให้แม่ฟัง แต่ออกเสียง อา เบ เซ แทนที่จเะออกเสียง เอ บี ซี   แม่ร้องลั่นว่า That’s not English. That’s French.  รุ่งเช้าลากผมไปหาบาดหลวงอธิการ รร. ชื่ออะไรจำไม่ได้ จำได้แต่ว่า ใส่ชุดสีขาวยาวคลุมข้อเท้า กระดุมตั้งแต่คอถึงเท้าหลายสิบเม็ด หนวดยาวถึงหน้าอก มีเม็ดข้าวสุกประปรายในหนวด ผมทึ่งเม็ดข้าวสุกมากแทบจะไม่ได้ยินว่าแม่พูดอะไร จับได้ใจความว่า อา เบ เซ ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาฝรั่งเศส ไม่ต้องการให้สอนเด็กผิดๆแบบนั้น)
.

ถ้าเป็นร.ร.เซนต์คาเบรียล  ก็น่าจะเป็นคุณพ่อฮีแลร์ละกระมัง       ท่านเป็นอาจารย์ของคุณพ่อดิฉัน   และเป็นอาจารย์ของคุณ Navarat.C เมื่อเข้าชั้นประถมต้นด้วย



.

เทาชมพู
ดูจากรูปที่หนึ่ง คุณพ่อคุณแม่ของอาจารย์คงอยู่ในประเทศไทยกันอย่างมีความสุขมาก     รูปที่สอง ไม่รู้ว่าเด็กที่คุณป้าอุ้มอยู่คืออาจารย์ศานติเองหรือเปล่า
ส่วนรูปที่สาม ชอบบ้านไม้แบบนี้จริงๆ    บ้านของราชการสมัยโน้นกว้างขวางไม่ใช่เล่น   เนื้อที่ก็กว้าง โปร่งน่าสบาย  แค่ดูรูปในอดีตก็แทบจะสัมผัสสายลมที่พัดผ่านบ้านทั้งวันได้ทีเดียว

เชิญเล่าต่อค่ะ
อาจารย์บอกว่าคุณแม่อยู่เมืองไทยถึง 18 ปี  จึงไปอเมริกาอีกครั้ง   ไปเยี่ยมญาติพี่น้องหรือคะ   เอาลูกๆไปด้วยหรือเปล่า

.
.

ศานติ

แนบรูปเครื่องแบบเซ็นต์คาเบรียลมาให้ดู  เสิ้อคอตั้ง ผ้าแบบเสื้อนอก หนา สีขาว ลงแป้ง ปัก ซคบ ที่กระเป๋า พร้อมเลยประจำตัว (เด็ก รร.อื่นล้อว่า ซคบ หมายความว่า ซังคะบ้วย สมัยนั้นแปลว่า ไม่ได้ความ) หมวกกะโล่ต้องเอาแปรงสีฟันเก่าๆชุบน้ำแต้มสีแท่งกลมๆทาให้ขาวสะอาดทุกอาทิตย์  ถุงเท้ายาวถึงใต้เข่า แต่ไม่เท่าไหร่ก็กองอยู่ที่ข้อเท้าแล้ว กางเกงสีน้ำเงินเขัม เด็กเซ็นต์คาเบรียลทุกคนไม่ใช้วิธียัดเสื้อชั้นในเข้าในกางเกงจากเอวลงไป แต่ใช้ล้วงจากขาขึ้นไปดึงชายเสื้อลง ถ้าเด็กเล็กพี่เลี้ยงจะล้วงจากใต้ขากางเกงขึ้นไปดึงชายเสื้อ เวลาพัก ๑๐ โมงเช้าหรือเที่ยงก่อนเข้าห้องจะเห็นเด็กยืนกันหน้าห้องเป็นแถว ก้มลงล้วงดึงชายเสื้อจากข้างล่าง ไม่แน่ใจว่าเพราะเสื้อนอกขัดขวางการยัดเสื้อในลงกางเกง หรือเพราะพี่เลี้ยงทำให้เลยเป็นนิสัย บางคนนิสัยติดตัวไปจนนุ่งกางเกงขายาว เวลาเลิกเรียนอธิการจะยืนที่ประตูรั้วที่ถนนสามเสน นักเรียนต้องเปิดหมวกลาตอนเดินออก รร.

เห็นรูปบาดหลวงที่คุณเทาชมพูแนบมาชวนให้นึกถึงสมัยอยู่ ป.๒ หรือ ป.๓ แม่ไปรู้มาจากไหนไม่ทราบว่า รร.อัสสัมชันกับเซ็นต์คาเบรียล มีค่ายที่ศรีราชาตอนปิดเทอมหน้าร้อน เลยได้ความคิดว่าส่งผมไปค่ายสักสองอาทิตย์จะทำให้อดทนขึ้น ในขณะเดียวกันก็หมดห่วงไปชั่วคราว ว่าที่จริงก็สนุกดี ลืมคิดถึงบ้าน เพราะมีเด็กหลายรุ่นตั้งแต่ไม่ถึง ๑๐ ขวบจนถึง ม.ปลาย  คิดว่ามีเด็กเกือบ ๓๐ คน จำไม่ได้ว่าวันหนึ่งๆทำอะไรบ้างแต่ไม่เบื่อ เดินตามทางรถไฟบันทุกซุงไปเกาะลอยหลายหน

ตอนกลางคืนพวกบาดหลวงมักออกไปล่าสัตว์กัน โดยคนเฝ้าไร่เป็นคนนำทาง ใช้ตะเกียงแกสติดที่หน้าผากไว้ส่องสัตว์ จำได้ว่าเคยยิงเม่นหนหนึ่ง เอามาย่างกินกัน อีกคราวได้เก้ง ตอนโตแล้วมานึกว่าไม่ใช่ฝรั่งทุกคนที่ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้เหมือนแม่ โดยไม่ทำอะไรที่ขัดกับวัฒนธรรมหรือขนบธรรมเนียมพื้นบ้าน ทำให้เป็นที่ตำหนิได้

ผมอดคิดไม่ได้ว่าคนไทยเราที่ถือศาสนาพุทธจะมีความเห็นยังไงกับการที่พระทำการล่าสัตว์ ไม่ใช่เพราะจำเป็นต้องหาอาหาร แต่เพื่อความเพลิดเพลิน นอกจากนั้นแล้วรู้ว่ามีการล้างบาปได้ ถ้าคิดต่อไปอย่างชาวบ้านจะคิด ก็อดสรุปไม่ได้ว่า เออ ฆ่าสัตว์นะผิด แต่ล้างบาปแล้วก็หายผิด คืนพรุ่งนี้ออกไปล่าใหม่ก็ได้ 

ตัวอย่างของการไม่ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมอีกอย่าง ก็การเอาเก้งที่ยิงได้เชือดคอ ผูกเท้าแขวนไว้หลายๆวัน บราเด่ิอฝรั่งเศสทำตามธรรมเนียมยุโรป ยิงสัตว์ได้ก็เชือดคอผูกเท้าแขวนให้เลือดไหลออก โดยมากเขาล่าสัตว์กันตอนฤดูใบไม่ร่วง อากาศหนาวแล้ว เอาสัตว์ห้อยไว้สามสี่วันก็ไม่เป็นไร เริ่มมีการสลายตัวของเนื้อ (auto-digestion) ทำให้เนื้อเปื่อยขึ้นมาก เช้าวันที่ยิงได้พวกเราดีใจกันใหญ่ ‘เมื่อคืนบราเดิ่อยิงเก้งมาได้ คืนนี้ได้กินแกงเก้ง’  แต่ไม่มีวี่แววเลย ‘คืนนี้ได้กินแน่’  แต่เก้งยังแขวนอยู่ใต้ต้นไม้ รออยู่สามหรือสี่วันจนมีเด็กไปเห็นว่าเก้งมีหนอนแมลงวันบนตัวเก้งมากมาย คืนนั้นมีแกงเก้ง หาเด็กกินแกงยาก

หวังว่าสมัยนี้หน่วยงานต่างประเทศคงคำนึงถึงขนบธรรมเนียมคนในประเทศเจ้าของบ้านมากขึ้น จำได้ว่าสมัยเรียน ม.๖ (ม.๔ สมัยนี้) มีมิชชันนารี่อเมริกันมาสอนศาสนาชั่วโมงศีลธรรมตอนที่เรียน รร.กรุงเทพคริสเตียน แต่ไม่มีเด็กสนใจเท่าไหร่ คุยกันไม่ฟังครู เขาเลยบอกว่าไปนั่งห้องสมุดกันดีกว่า ใครไม่สนใจฟังก็หาหนังสืออ่าน ใครสนใจก็จะพูดให้ฟัง ที่จริงผมไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่ลูกชายเขามาเรียนอนุบาลที่ รร.ของแม่ผม ผมเลยไปร่วมด้วยเพื่อเหตุผลทางการเมือง (๕๕๕) พร้อมกับเพื่อนๆสามสี่คน  นั่งเก้าอี้รอบวง ครูอเมริกันเอาแผนที่ปาเลสไตน์วางที่พื้น แล้วเริ่มอธิบายว่าพระเยซูเกิดที่ไหน ทำอะไรที่ไหน โดยใช้เท้าชี้ไปบนแผนที่ประกอบคำอธิบาย ผมว่าทั้งสี่ห้าคนไม่มีใครได้ยินหรือจำคำพูดได้เพราะมัวแต่ตะลึงนึกอยู่ว่า ‘ครูเอาตีนชี้การเดินทางของพระเยซู’  ก่อนคณะมิชชันนารี่จะส่งคนไปต่างประเทศเขาน่าจะอบรมเรื่องขนบธรรมเนียมของประเทศที่จะไป  หวังว่าสมัยนี้คงทำแล้ว  ทหารจะส่งไปอิรัค แอฟริกานิสถานฯลฯ ก็อบรมกันแล้ว



.

เทาชมพู
เด็กน้อยในชุดนักเรียน น่ารักมากค่ะ
สมัยนั้นอากาศในกรุงเทพคงเย็นสบาย  นักเรียนถึงสวมทั้งเสื้อนอก หมวกกะโล่ ถุงเท้ายาว ไปโรงเรียนได้ทุกวัน

อ่านเรื่องเก้งแล้วขอเว้นคอมเม้นท์เรื่องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพราะพุทธศาสนากับคริสตศาสนามีข้อห้ามไม่เหมือนกัน   แต่พบว่าในช่วงอาจารย์ศานติยังเล็กๆ  ศรีราชายังมีสัตว์ป่าอย่างเก้งชุกชุมอยู่ พอจะตามล่ากันได้

.
.

ศานติ

คุณเทาชมพูครับ ผมไม่ได้ขัดข้องในเรื่องศาสนายอมหรือไม่ยอมให้ฆ่าสัตว์ อันนี้เรื่องเล็กเพราะแล้วแต่ความเชื่อ แต่ข้องใจในเรื่องที่ทางสำนักงานใหญ่ของสถาบันที่ส่งคนมาเผยแพร่ศาสนาหรือมาทำการกุศลอื่นๆ ทำไมไม่อบรมให้คนที่จะไปต่างประเทศรู้ขนบธรรมเนียมพื้นบ้านของประเทศที่จะไป ทำให้แคลงใจกันเปล่าๆ

.

เทาชมพู
ดิฉันยังหาข้อมูลไม่ได้ว่าในสมัยนั้น  ทางวาติกันมีการอบรมพระบาทหลวงที่ไปสอนศาสนาในประเทศต่างๆให้เข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนความเชื่อต่างๆในประเทศนั้นหรือเปล่า    เพื่อจะให้บาทหลวงปรับตัวได้ง่ายขึ้น และเผยแผ่ศาสนาได้สะดวกขึ้น      คิดว่าน่าจะมีการอบรมกันมาบ้าง   เพราะว่าพระบาทหลวงคาธอลิคเข้ามาในสยามตั้งแต่สมัยอยุธยา     บันทึกเก่าๆที่บาทหลวงรายงานส่งไปวาติกันก็เป็นแนวทางให้บาทหลวงรุ่นหลังได้ศึกษาได้

ส่วนการล่าเก้งกวางที่ว่ามานั้น อาจมาจากความเคยชินเดิมๆของบาทหลวงท่าน  ที่เคยล่าสัตว์มาเป็นอาหารสมัยอยู่ในยุโรป      บวกกับรู้ว่าคนไทยก็ไม่ได้เก็บสัตว์ป่าเอาไว้เฉยๆ แต่ล่ามากินเหมือนกัน      ท่านก็เลยทำของท่านบ้าง     

ฟังจากอาจารย์เล่า ก็เห็นได้ว่าท่านยิงเก้งเอามากิน  ไม่ได้ยิงทิ้งเฉยๆเพื่อสนุก      แต่ท่านไม่รู้ว่าประเทศในเขตร้อนอย่างไทยเนื้อเน่าเร็วกว่าในยุโรป   ต้องแล่เนื้อมากินสดๆ ถึงจะอร่อย    เลยใช้เวลาแขวนทิ้งเอาไว้นานวันเท่ากัน ทำให้แกงเนื้อเก้งกลายเป็นแกงเนื้อเน่าไป
.

จำไม่ได้ว่ากระทู้ไหนอาจารย์พูดถึง การเขียนแบบ cursive   เด็กรุ่นนี้ไม่เคยคัดลายมือ คงนึกไม่ออก   ก็เลยไปหาตัวอย่างมาให้ดูกันค่ะ



.
.




Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,067


View Profile
« Reply #3 on: 04 March 2026, 20:13:20 »


ศานติ

เรื่อง cursive style ผมเขียนไว้ใน คุณครูคับ ข้อนี้ตอบอะไรคับ?

ของไทยตอนนี้ไม่สอนการคัดลายมือแล้วเหรอครับ ถ้าจริงก็น่าเสียดาย

.

เทาชมพู
คิดว่าชั้นอนุบาลยังมีฝึกคัดลายมืออยู่ แต่ฝึกเพื่อเขียน ก ไก่ ข ไข่ ได้ถูกต้อง  แต่เขียนแบบ cursive คงไม่มีแล้วค่ะ

.

ประกอบ
ที่อังกฤษนี่โรงเรียนยังสอนให้นักเรียนเขียนแบบ cursive  อยู่ครับ   เรียกได้ว่าบังคับกันเลย  อีตาเด็ก 7 ขวบที่อยู่กับผม เรียนโรงเรียนที่นี่ชั้น ป.3 เขียนแต่แบบ cursive อย่างเดียวครับ เพราะไม่ว่าการบ้าน หรืองานอะไร ครูจะให้เขียนแต่แบบนี้  เลยลำบากนิดหน่อยสำหรับผมเพราะอ่านยาก

.

:D :D
เคยงงกับหลายๆ ตัวค่ะ เช่น C Q S .........

ขอบคุณ อาจารย์ศานติ และอาจารย์เทาชมพู ค่ะ
ตามอ่านอย่างสนุกสนาน........ชอบรูปประกอบมากค่ะ
อยากให้บรรยากาศในอดีต กลับคืนมา..........



.

เพ็ญชมพู
อ้างจาก: :D :D


(คุณดีดีจำได้ไหม ตัวนี้ตัวอะไร)



.

siamese
อ้างจาก: เพ็ญชมพู
อ้างจาก: :D :D


ตัว G และ E เขียนติดกัน เป็นยี่ห้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ครับ

.

siamese
อ้างจาก: เทาชมพู
(สมัยนั้นเรียน รร.เซ็นต์คาเบรียล ตอนเข้าเรียน ป.๑ ผมพอรู้ ABC พอสะกดได้บางคำ เรียนได้ไม่กี่วันก็กลับมาบ้านอวดความรู้ใหม่ให้แม่ อ่าน ABC ให้แม่ฟัง แต่ออกเสียง อา เบ เซ แทนที่จเะออกเสียง เอ บี ซี   แม่ร้องลั่นว่า That’s not English. That’s French.  รุ่งเช้าลากผมไปหาบาดหลวงอธิการ รร. ชื่ออะไรจำไม่ได้ จำได้แต่ว่า ใส่ชุดสีขาวยาวคลุมข้อเท้า กระดุมตั้งแต่คอถึงเท้าหลายสิบเม็ด หนวดยาวถึงหน้าอก มีเม็ดข้าวสุกประปรายในหนวด ผมทึ่งเม็ดข้าวสุกมากแทบจะไม่ได้ยินว่าแม่พูดอะไร จับได้ใจความว่า อา เบ เซ ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาฝรั่งเศส ไม่ต้องการให้สอนเด็กผิดๆแบบนั้น
ถ้าเป็นร.ร.เซนต์คาเบรียล  ก็น่าจะเป็นคุณพ่อฮีแลร์ละกระมัง       ท่านเป็นอาจารย์ของคุณพ่อดิฉัน   และเป็นอาจารย์ของคุณ Navarat.C เมื่อเข้าชั้นประถมต้นด้วย)
.

เจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ เป็นอธิการอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญ ไม่ใช่หรือ ?

.

NAVARAT.C
ผมเข้าป๑ที่เซนต์คาเบรียล ปี๒๔๙๖ ยังเด็กมาก แต่จำได้แม่นถึงฝรั่งใส่กระโปรงขาว สูงใหญ่อย่างกับยักษ์ หน้าตาหนวดเครายาวเฟื้อย กลัวแทบฉี่ราด หรือราดกางเกงเปียกไปแล้วก็จำไม่ได้ โตแล้วมาเห็นรูปท่านอีกที อ้อ ท่านชื่อคุณพ่อฮีแลร์

.

ประกอบ
อ่านกระทู้นี้แอบคาดเดาวัยวุฒิหลายๆ ท่านได้เลย

สิ่งน่าทึ่งที่คุณพ่อฮีแลร์ทิ้งไว้อย่างหนึ่งที่ผมเคยเห็นคือตำราแบบเรียนภาษาไทยครับ  ผมเคยได้มาชุดนึงเมื่อหลายปีมาแล้ว น่าทึ่งมากที่ฝรั่งเป็นคนเขียนแบบเรียนภาษาไทย ใช้สอนนักเรียนไทยอ่าน น่าเสียดายว่าไม่ได้พกมาเมืองนอกด้วยเพราะเล่มใหญ่มาก แต่ดันไปหลงเชื่อตำราภาษาไทยปัจจุบันของกระทรวงศึกษาชุดภาษาพาทีใบบัวใบโบก พกเอามาสอนเด็กที่นี่แล้วก็ต้องเอาทิ้งไป  ไม่แปลกใจว่าทำไมเด็กไทยปัจจุบันจำนวนมากจบชั้นประถมแล้วอ่านภาษาไทยไม่ออก  ตำราภาษาไทยของกระทรวงยุคปัจจุบันห่วยแบบไม่น่าเชื่อ เริ่มต้นบทแรกก็ให้เด็กอ่านคำที่มีทั้งตัวสะกด ทั้งพยัญชนะโดยไม่ได้เริ่มต้นการหัดผสมเสียง หัดผันเสียงเลย กลายเป็นว่าสอนให้เด็กจำคำเป็นตัวๆ ไป ถ่าเจอคำใหม่ก็จะอ่านไม่ได้ ไม่รู้ว่าผมโง่สอนไม่เป็นเอง หรือผู้คุณทรงวุฒิที่เขียนตำราฉลาดเกินไป ใช้กลวิธีเทคนิคที่เกินภูมิปัญญาของผม   เศร้า

จะยกตัวอย่างจากหนังสือภาษาพาที สำหรับชั้น ป 1 บทที่ 1 ให้ดู บทแรกมีคำประเภท ใบโบกมีงา ใบบัวไม่มีงา  ใบโบกมีงวง  ทั้งสระที่เปลี่ยนรูปเมื่อมีตัวสะกด  ตัวสะกด และพยัญชนะผันเสียงมีครบตั้งแต่บทแรก ไม่ได้สอนทีละขั้นๆ ไป    นี่คือคำให้อ่านของบทที่ 1 ของหนังสือเรียนภาษาไทย ป 1 เล่ม 1 ครับ  คาดว่าคนเขียนตำราคงเข้าใจว่าเด็กไทยหัดอ่านกันมาตั้งแต่อนุบาลหมดแล้วกระมัง   

.

เพ็ญชมพู   
ดรุณศึกษาของ ฟ. ฮีแลร์ เริ่มใช้สอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล

คุณประกอบใช้เล่มนี้สอนเด็ก น่าจะได้ผลมากกว่า

http://www.baanbaimai.com/forum/index.php?topic=13347.0



.

เพ็ญชมพู
สอนอะไรบ้าง



.
.

ศานติ
อ้างจาก: siamese
(เจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ เป็นอธิการอยู่โรงเรียนอัสสัมชัญ ไม่ใช่หรือ ?)
.

นั่นซี ผมเคยได้ยินชื่อแต่คิดว่าตอนผมอยู่ ป.๑ ท่านเป็นอธิการที่อัสสัมชัน ตอนผมอยู่ ป.๓ มีคนชาวเอเซียเป็นอธิการ พวกเราเรียกกันว่า บราเดอร์เทฟัน ไม่ทราบสะกดอย่างไร ใส่ชุดสีดำแทนที่จะเป็นสีขาว

ที่จำติดตาก็คือพวกรูปปั้นหรือหล่อจากปูนปลาสเตอร์ที่มีอยู่เป็นแห่งๆในตึกสีแดง มีรูปหนึ่งที่ผมดูแล้วกลัว เป็นหุ่นพระเยซูบนไม้กางเขน มีตาปูตอกที่มือที่เท้า มีเลือดไหล เขาทาสีสด ดูน่ากลัว  ต่อมาอีก ๒๐ ปีผมทำงานอยู๋ใน รพ.แคทอลิคในอเมริกา โดนตามไปดูคนไข้แผนกสูติศาสตร์เพราะเขาสงสัยไส้ติ่งอักเสบ ผมไม่เคยชึ้นไปชั้นนั้นมาก่อน พอประตูลิฟเปิดก็ไปประจันหน้ากับรูปปั้นเหมือนกับที่เซ็นคาเบรียลเลย คงแม่พิมพ์เดียวกัน  สะดุ้ง กลายเป็นเด็ก ป.๑ ขึ้นมาอีกทันที

.

เทาชมพู
บราเดอร์เทฟัน สะกดอย่างนี้ค่ะ Theophun  เป็นชื่อนักบุญ   ผู้ที่บวชเป็นบาทหลวงหรือแม่ชีในนิกายโรมันคาทอลิค จะได้รับชื่อใหม่เป็นชื่อนักบุญท่านใดท่านหนึ่ง    บางทีแม่ชีก็ได้รับชื่อนักบุญผู้ชายมาเป็นชื่อตน  มาแมร์ของดิฉันก็ชื่อเทโอฟันเหมือนกัน  เรียกเร็วๆเป็นเทฟัน
 
คุณพ่อฮีแลร์ ในสมัยโน้น ไม่ได้เรียกว่า ฟาเธอร์   คุณพ่อดิฉันเรียกว่า บราเดอร์ฮีแลร์   ท่านเป็นนักบวชในคณะเซนต์คาเบรียล    เพราะฉะนั้นก็เป็นไปได้ว่าท่านเคยเข้ามาดูแลการสอนในโรงเรียนเซนต์คาเบรียลด้วย   แต่ไม่พบในประวัติ

.

เพ็ญชมพู
อ้างจาก: ศานติ
(ตอนผมอยู่ ป.๓ มีคนชาวเอเซียเป็นอธิการ พวกเราเรียกกันว่า บราเดอร์เทฟัน ไม่ทราบสะกดอย่างไร ใส่ชุดสีดำแทนที่จะเป็นสีขาว)
.

บราเดอร์เทฟัน คือ ภราดาเทโอฟาน เวนาร์ด เป็นเจษฏาธิการโรงเรียนเซนต์คาเบรียล พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๗

รายนามของเจษฎาธิการโรงเรียนเซนต์คาเบรียลตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน



.
 
NAVARAT.C
อ้างถึง
(คุณพ่อฮีแลร์ ในสมัยโน้น ไม่ได้เรียกว่า ฟาเธอร์   คุณพ่อดิฉันเรียกว่า บราเดอร์ฮีแลร์   ท่านเป็นนักบวชในคณะเซนต์คาเบรียล    เพราะฉะนั้นก็เป็นไปได้ว่าท่านเคยเข้ามาดูแลการสอนในโรงเรียนเซนต์คาเบรียลด้วย   แต่ไม่พบในประวัติ)
.

เข้ามาเล่าต่ออีกหน่อยนึงว่า ผมจำได้ว่าท่านพูดภาษาไทย สำเนียงฝรั่งหน่อยๆ แต่ชัดมาก และเป็นครั้งเดียวในชีวิตนักเรียนเซนต์กาเบรียล๔ปี ที่เห็นฝรั่งท่านนี้
ที่จำได้แม่นเพราะวันนั้นเป็นวันแรกที่ถูกพาไปมอบตัวเข้าโรงเรียน โดยเข้าไปในห้องทำงาน ท่านสนทนาด้วยแป๊บนึงก็บอกว่าไปส่งเข้าห้องเรียนได้ ผมก็อาละวาดจะกลับบ้านทันที ท่านก็ลุกขึ้นมาพร้อมไม้เรียวแล้วขู่ว่าถ้าดื้อจะถูกตีนะ ผมเห็นฝรั่งยักษ์หนวดยาวถือไม้เรียวมาก็ยิ่งแผดเสียงใหญ่ ท่านก็เลยลากมือไปแล้วหวดก้น เงื้อเสียแรงแต่แปะลงมาเฉยๆ ผมคงฉี่ราดออกมาตอนนั้นเอง

แหม หลวมตัวเข้าให้แล้ว ว่าจะไม่เล่าแล้วเชียว แต่นี่คือเหตุกาณ์ที่ผมได้รู้จักท่านฮีแลร์ที่เซนต์คาเบรียล

.

เพ็ญชมพู
อ้างจาก: NAVARAT.C
(ผมเข้าป๑ที่เซนต์คาเบรียล ปี๒๔๙๖ ยังเด็กมาก แต่จำได้แม่นถึงฝรั่งใส่กระโปรงขาว สูงใหญ่อย่างกับยักษ์ หน้าตาหนวดเครายาวเฟื้อย กลัวแทบฉี่ราด หรือราดกางเกงเปียกไปแล้วก็จำไม่ได้ โตแล้วมาเห็นรูปท่านอีกที อ้อ ท่านชื่อคุณพ่อฮีแลร์)
.

พ.ศ. ๒๔๙๖ เจษฏาธิการของโรงเรียนเซนต์คาเบรียลคือ ภารดามงฟอร์ต เดอ โรซาริโอ ไว้เคราคล้าย ๆ กับภารดาฮีแลร์

ซ้าย ภารดาฮีแลร์   ขวา ภราดามงฟอร์ต



.

NAVARAT.C
ก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่จำได้ว่ายักษ์ฝรั่งที่ตีผมมีเคราสีเทาๆ แผ่ๆแบนๆ ปลายมี ๒ แฉก

.

siamese
จะฉี่ราด หรือ เห็นเคราสองแฉก ก็ตามที ในฐานะที่เป็นเด็กอัสสัมชนิก ที่โรงเรียนอัสสัมชัญก็มีรูปหล่อ ภ. ฮีแลร์ และ ตึก ฟ.ฮีแลร์ อยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าท่านเป็นบาดหลวงในคณะเซนต์คาเบียล แต่จะไปสอนที่โรงเรียนเซนต์คาเบียลหรือเปล่าต้องหาประวัติอีกครั้งแต่ ในประวัติอัสสัมชัญไม่มีการอ้างถึงว่า ภ.ฮีแลร์ ไปสอนแต่อย่างใด ท่านมรณะที่โรงเรียนอัสสัมชัญ และร่างก็ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่อาคารหอประชุมสุวรรณสมโภช (เป็นหอประชุมอันทันสมัยที่สุด ในยุค ๒๔๙๐) และทำพิธีศพที่ศาสนวิหารอัสสัมชัญ 

.

NAVARAT.C
กระแสความนิยมในการเข้าเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับจนสถานที่ที่มีอยู่เริ่มไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการที่มากล้นนั้นได้ ทำให้มีผู้ที่ผิดหวังจากการที่ไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนอัสสัมชัญนี้ เป็นจำนวน มาก การเคลื่อนตัวจากบางรัก ซึ่งเป็นชุมชน ชาวต่างชาติจากตะวันตก และคาทอลิกขนาดใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ มาสู่การเปิดสถานศึกษาแห่งที่ 2 ของคณะเซนต์ คาเบรียลจึงเกิดขึ้น

มิติทางประวัติศาสตร์อีกส่วนหนึ่งเกี่ยวกับโรงเรียนเซนต์คาเบรียล อยู่ที่การใช้ชื่อโรงเรียนว่า เซนต์คาเบรียล แทนที่จะระบุว่าเป็น อัสสัมชัญ สามเสน เพื่อแสดงถึงความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ของทั้งสองโรงเรียน เพราะหากพิจารณาจากความนิยมในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในอัสสัมชัญขณะนั้น ซึ่งเพิ่มจาก 400 คน ในปี ค.ศ.1912 เป็นกว่า 1,000 คน ในปี ค.ศ.1915 ก็เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าชื่ออัสสัมชัญ น่าจะขายได้ และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ขณะที่นักเรียนเซนต์คาเบรียล ในช่วงปีแรกๆ มีนักเรียนเพียง 141 คน ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 220 คน, 332 คน และ 487 คน ในช่วงปีต่อๆมา

สาเหตุที่ทำให้ต้องใช้ชื่อ เซนต์คาเบรียล ในขณะนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากข้อกำหนดของกระทรวงศึกษาไทยสมัยนั้น ที่ไม่อนุญาตให้มีโรงเรียนใช้ชื่อเดียวซ้ำซ้อนกัน โรงเรียนของคณะเซนต์ คาเบรียล จึงเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น ที่เซนต์คาเบรียล สามเสน หรือมงฟอร์ต เชียงใหม่ ก่อนที่ข้อกำหนดนี้จะถูกยกเลิกไปในเวลาต่อมา จึง เกิดมีโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์, อัสสัมชัญศรีราชา และโรงเรียนอัสสัมชัญอื่นๆ ที่คณะภราดาสร้าง ขึ้นในระยะหลังจากนั้นซึ่งต่างใช้ชื่ออัสสัมชัญทั้งสิ้น

โรงเรียนพี่โรงเรียนน้องเช่นนี้ ครูบาอาจารย์เขาจะไปมาหาสู่ ทำหน้าที่แทนกันบ้างเป็นครั้งคราวไม่ได้เชียวหรือ

.

เทาชมพู
เอ แปลกจริง
ดิฉันจำชื่อบราเดอร์ฮีแลร์ได้ เพราะเคยได้ยินจากปากคุณพ่อผู้เป็นศิษย์เก่าเซนต์คาเบรียล ไม่ใช่อัสสัมชัญ      ที่จำแม่นเพราะว่าเพื่อนๆคุณพ่อที่มีลูกชาย อยากให้ลูกเข้าเซนต์คาเบรียล แต่ว่าทำเองไม่ได้ ก็มาขอฝากคุณพ่อให้พาเข้า      คุณพ่อใช้สิทธิ์ของศิษย์เก่าที่บราเดอร์ฮีแลร์รู้จักดี เอาลูกชายเพื่อนไปฝากฝังโดยตรง    เข้าร.ร.ได้หลายคน     บ้านไหนมีลูกชายหลายคน   พี่ชายเข้าได้น้องชายก็เข้าตามไปด้วย   ลูกชายเพื่อนคุณพ่อก็อยู่ในยุคเดียวกับท่านนวรัตนดอทซีนี่แหละค่ะ

คุณพ่อเอ่ยชื่อบราเดอร์ฮีแลร์อยู่หลายครั้ง ด้วยความเคารพนับถือ  ไม่เคยเอ่ยถึงบาทหลวงมงฟอร์ดหรือท่านอื่นใดในอัสสัมชัญเลยละค่ะ

.

ศานติ
จำชื่อหลวงพ่อไม่ได้ จำได้แต่เลขประจำตัวตอนอยู่ ซ.ค.

อีกอย่างที่จำได้คือที่เซ็นต์คาเบรียลมีบุคคลสามประเภท Father, Brother กับ Master   Master ได้แก่ครู อาจถือศาสนาคริสต์แต่ไม่ได้บวชเรียนมา  Father เป็นพระในนิกายแคธอลิค  จำได้คล้ายกับว่าทั้ง รร.มีคนเดียว แตไม่แน่ใจ  ส่วน Brother ผมลองค้นดู คล้ายจะตรงกับคำว่า Lay brother ดูท่าทีคล้ายจะปฏิบัติตามวินัยของพระ แต่ไม่ได้เล่าเรียนมาทางด้านศาสนา ไม่ได้ผ่านการบวชเป็นพระ อาจเป็นครู เป็นช่างไม้ เป็นหมอ ฯลฯ หรืออาชีพอื่นก็ได้  จำได้ดีก็ Brother Gregg คุมห้องขายสมุด หนังสือ เครื่องเขียน

.

เพ็ญชมพู
อักษร ฟ. ในชื่อของภารดาฮีแลร์ มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า frère ที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Brother คือ ภารดา ในภาษาไทย เป็นชื่อในทางศาสนา (ศาสนนาม) ชื่อจริงของท่านคือ ฟรังซัว ดูเวอเนท์ Fronçois Touvenet

คุณ วิกกี้ อธิบายว่า ในคริสตจักรโรมันคาทอลิก ภราดาฆราวาส เรียกโดยย่อว่า ภราดา หมายถึงบุรุษที่เป็นสมาชิกคณะนักบวชคาทอลิก แต่ไม่ได้รับศีลอนุกรมขั้นใด ๆ ดังนั้นจึงไม่อาจโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์ได้ การเรียกว่า "ภราดาฆราวาส" เพื่อให้ต่างจากผู้ได้รับศีลบวชแล้วหรือจะรับศีลบวชต่อไป แม้จะมีชื่อว่า “ฆราวาส” แต่ภราดาฆราวาสก็มีสถานะเป็นนักบวชคาทอลิก เพราะได้ถือคำปฏิญาณของนักบวชเพื่อรับใช้พระเป็นเจ้าผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่คณะนักบวชที่ตนสังกัดได้กำหนดไว้ คณะนักบวชชายแต่ละคณะอาจกำหนดบทบาทหน้าที่ของภราดาฆราวาสแตกต่างกันไป

ฟ.ฮีแลร์ จึงไม่ใช่บาทหลวง ไม่ใช่คุณพ่อ (Father)

แต่คือ ภารดาฮีแลร์

.

เทาชมพู
เห็นหนุ่มน้อยแล้ว  อยากเห็นสาวน้อยฝาแฝด  ยังเก็บรูปไว้หรือเปล่าคะ



.
.

ศานติ
ขอค้นก่อนครับ ตอนนี้มีเล่าต่อถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

พอกรุงเทพเริ่มโดนทิ้งระเบิด ก็ย้ายออกไปนอกเมืองไปอยู่กับเพื่อนแม่ ที่เราเรียกกันว่า Aunt Mary ที่ซอยแยกจากซอยพร้อมพงษ์ จำชื่อไม่ได้ พร้อมอะไรสักอย่าง สมัยนั้นนับว่าไกลออกไปมาก มีบ้านไม่กี่หลัง บางคืนก็มีการทิ้งระเบิดในเมือง แต่แถวนั้นปลอดภัย ต่อมากรมช่างอากาศย้ายไปโคราชทั้งกรม ไปตั้งอยู่ตำบลปรุใหญ่ มีบ้านทหารอากาศเรียงไปตลอดตั้งแต่วัดไหม่ วัดกองพระทราย วัดหลักร้อย จนถึงวัดสวนพริกไทย เป็นเรือนไม้ ฝาไม้ไผ่ที่เอามาผ่าแล้วแบะออกมา (ไมทราบเขาเรียกอะไร) ผนังระหว่างห้องเป็นไม้ไผ่ขัดแตะ ยกพื้นพอเดินลอดได้สบาย น่าอยู่ดีเหมือนกัน

วันแรกที่ไปถึงระหว่างที่ผู้ใหญ่เขาไปทำโน่นทำนี่ ผมก็ถือโอกาสเดินข้ามถนนไปที่ลานวัดกองพระทราย เด็กๆแถวนั้นคงไม่เคยเห็นเด็กหน้าตาเป็นฝรั่งเลยมากันหลายคน ได้เป็นเพื่อนกันแต่แรกเลย มีคนหนึ่งถามผมว่า ไปดูค้วยไหม ทีแรกสะดุ้งไม่แน่ใจว่าจะไปดูอะไร แต่ก็ตามเขาไปดูควายในไร่ ตอนนั้นต้องอาศัยไปเรียน รร.ศิริวิทยากร ในเมือง น้องอยู่ ป.๒ ผมอยู่ ป.๔  เรียนไปได้สองวันครุบอกแม่ว่าจะเลื่อนขั้นให้น้องสองคนเรียน ป.๓  แต่เลื่อนให้ผมไม่ได้เพราะเป็นชั้นประโยค อีกไม่กี่เดือนกรมช่างอากาศก็ย้าย รร.ช่างฝีมือ ชอ.มาโคราช  เด็กๆก็เลยไม่ต้องนั่งรถกุดังเข้าเมืองทุกเช้า

แรกไปถึงไม่มีใครช่วยทำกับข้าว แม่ต้องทำเอง แม่อยากจะทำอาหารไทยพวกแกงต่างๆ สมัยนั้นตำราทำกับข้าวไม่มี อาศัยบอกกันต่อๆ  แม่ทราบว่าภริยาของนายนาวาโท เขียน โสมนะพันธ์ ขื่อคุณลมัย ทำกับข้าวเก่ง เลยส่งผมไปขอจดตำรับแกงต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษ คุณลมัยก็ใจดี อุตส่าห์นั่งบอกคำบอกให้ผมแปลแล้วจดเป็นอังกฤษ เครื่องเทศไหนที่ไม่รู้ก็เอามาเป็นตัวอย่างเพราะไม่รู้ชื่ออังกฤษ  จำไม่ได้ว่าแม่ทำแกงได้อร่อยแค่ไหน เพราะพอดีมีพวกนายทหารหนุ่มๆโสด เพิ่งจบจุฬาฯ ที่เป็นนายทหารสังกัด ชอ. ๒ ที่พ่อเป็นหัวหน้าอยู่ (คนที่เคยทำงานกับพ่อเรียกพ่อว่า หัวหน้า ทุกคน แม้จนกระทั่งตอนออกจากราชการมาหลายปีแล้ว) เริ่มมากินข้าวเย็นที่บ้านแทบทุกคืน มือเย็นแม่ไม่ต้องเข้าครัวเลย สี่ห้าคนแบ่งหน้าที่กันหมด ทีจำได้มี ศุลี มหาสันทนะ  บูชิต บุนนาค  ไพโรจน์ สนิทวงศ์  ชำนาญ … กับ อีกคนที่ผมนึกชื่อไม่ออก เป็นคนทำกับข้าวเก่ง คนอื่นเป็นคนชิม แม่ไปเห็นคนชิมคนหนึ่งชิมขาไก่ทั้งขา เลยไล่ออกจากครัว  สนุกกันดี คุณบูชิต ออกยิงนกเป็ดน้ำบ่อยๆ มีมาแกงเป็นประจำ ตอนหลังที่บ้านเลี้ยงเป็ดเอง คุณบูชิตก็จัดการเรื่องเป็ดอีก ผมมีหน้าที่ทำความสะอาดตะเกียงโคมรั้ว เติมน้ำมัน กับจุดตะเกียง เดือนหนึ่งเขาจ่ายน้ำมันก๊าตให้บ้านละปีบ หน้าที่อีกอย่างก็คือเช้าวันอาทิตย์ต้องไปตลาดแต่เช้าเพื่อซื้อของพิเศษเช่น สมองหมู เอามาชุบแป้งทอด ตับหมู เอามาทอด ถ้าไปสายจะหมด  เนื้อหมูส่วนมากมีเม็ดกลมๆขาวๆขนาด ๒ - ๓ มม. ชาวบ้านว่าเนื้อเป็นเม็ดสาคู มาเรียนแพทย์แล้วถึงรู้ว่าเป็น larva (cysticerci) ของตัวตืด แต่เนื้อที่เอามากินนั้นสุกเลยปลอดภัย หลังอาหารแล้วพวกนายทหารก็นั่งคุยกัน บางคนก็ถือโอกาสฝึกภาษากับแม่  ผมเองก็สนุก อายุ ๑๐ ขวบแต่ได้นั่งฟังหนุ่มๆเขาคุยกันเรื่องเครื่องบิน เรื่องอาวุธ  ไม่เคยได้ยินเขาคุยกันเรื่องสาว  คงเพราะหายาก

ผมรู้สึกว่าคุณศุลีเป็นคนโปรดของแม่ ตัวสูงที่สุด แม่เลยตั้งชื่อว่า Daddy Long-Legs ตามคนใจดีในนวนิยายที่ขึ้นชื่อสมัยแม่เป็นสาว หลังสงครามเมื่อพ่อลาออกจากราชการ คุณศุลีก็ลาออกตามไปทำงานด้วยกัน มีอยู่พักหนึ่งที่ท่านอยู่ รพ.ศิริราชหลายเดือน แม่พาผมไปเยี่ยมที่ศัลย์ชาย ๑ หลายหน  สมัยเด็กคิดอยากเป็นวิศวกรตามพ่อ แต่มาสำนึกตัวดอนอยู่ ตอ. อาจารย์สุภาพ รังควร ให้การบ้านตรีโกณมิติ ผมนั่งทำอยู่ที่บ้าน พ่อเข้ามายืนดูแล้วอาสาช่วย ผมก็โล่งอกขึ้นเพราะพ่อสอบ College Board กับ มรว.สุกสม สองคนได้คะแนนสูงที่สุดในอเมริกาในวิชาคำนวน  คำถามแรกที่พ่อถามผมคือ  ‘Sine คือ opposite side หารด้วย hypothenuse ใช่ไหม?’  ผมใจฝ่อทันทีเพราะคนที่จะช่วยพิศูจน์สมการทำท่าจะลืมเบื้องต้นไปแล้ว  ในที่สุดสองคนช่วยกันจนพิศูจน์สมการได้ ใช้หน้ากระดาษกว่าๆ วันรุ่งขึ้นผมเอาการบ้านไปส่งอาจารย์ พูมใจมาก โจทย์ยากต้องใช้กว่าหน้ากระดาษถึงพิศูจน์ได้ ปรากฎว่า ธวัช เมฆสวรรค์ ที่นั่งอยู่หน้าผมเขาพิศุจน์ได้ภายในสี่บันทัด  ที่แม่พาผมไปเยี่ยมคุณศุลีบ่อยครั้งเลยเปลี่ยนใจอยากเป็นหมอ ไม่ต้องมานั่งพิศูจน์สมการ

สมัยแม่อยู่ฝรั่งเศสชอบไป camping ไป ski กับเพื่อนฝูงเป็นประจำ มี rucksack (back-pack ใหญ่ๆ) ที่ใช้หอบสัมภาระ แมเอา่ติดตัวมาเมืองไทยด้วย พอมีท่าทีว่าโคราชจะโดนทิ้งระเบิดก็จัดเครื่องหลังไว้ให้แบกคนละใบ เผื่อต้องหนีเข้าดง ใบหนึ่งมียาต่างๆ อีกใบมีผ้าห่ม อีกใบมีเสื้อผ้า อีกใบมีอาหารกระป๋อง วันหนึ่งแม่นอนจับไข้จากมาลาเรียอยู่ ตอนเย็นพ่อกลับบ้านแล้วกำลังหุงเข้า ผมได้ยินเสียงเครื่องบิน ตื่นเต้นมากเพราะดังกระหึ่มไปทั้งฟ้า ผมตะโกนว่าเครื่องบิน แล้วโดดลงไปที่ลานข้างบ้าน พ่อร้องลั่นว่า อย่าออกไป คงฟังรู้ว่าไม่ใช่เครื่องบินไทยแน่ แต่ผมออกไปที่ลานบ้านแล้ว เห็นเครื่องบินสี่เครื่องยนตร์มามากมาย ต่างคนต่างคว้ากระเป๋าที่แม่กำหนดไว้ วิ่งเข้าไปในสวนน้อยหน่าหลังบ้านแล้วหลบลงคู พ่อกับผมนอนหงายดูเครื่องบิน เห็นเปิดประตูใต้ท้องปล่อยระเบิดลงมาชุดละ ๗ ลูก พ่อบอกว่า เราไม่เป็นไรหรอกเพราะปล่อยเหนือหัว จะไปแย่ที่คนอื่น วันนั้นสถานีรถไฟหัวรถโดนหนัก มีระเบิดเวลาดังอยู่ตลอดคืน

ว่าที่จริงการทีกรมช่างอากาศย้ายไปโคราช พร้อมทั้งย้าย รร.ช่างฝีมือ ชอ. (ปีถัดไปดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็น รร.วิศวกรรม ชอ.) ทำให้เด็กอย่างผมหูตากว้างขึ้น ถ้าไม่ได้ไปโคราชก็คงอยู่แต่ใน รร.เครือศาสนาคริสเตียน (เซ็นต์คาเบรียล แล้ว กรุงเทพคริสเตียน) เท่านั้นไม่ได้เห็นอะไรในแง่พุทธศาสนาจนเข้า ตอ. แต่ตอนที่โคราชทุกวันเสาร์ตอนชักธงแล้ว จะมีการท่องพระพุทธชัยมงคลคาถา (พระคาถาพาหุง) ที่สมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯทรงแปลไว้  แม่ผมไม่ได้เคร่งศาสนา ถ้าไปโบสถ์ก็เฉพาะวันก่อนวันคริสมาส อาจไม่เคร่งเพราะยายผมตอนอยู่อเมริกาเป็นคนชอบลอง ปฎิบัติตามศาสนายิวสองสามปี เป็นโปรเตสตันสองสามปี ถือศึลห้าสองสามปี ในที่สุดดูเหมือนจะไปลงเอยที่ศาสนาบาฮาย พ่อก็ไม่เคร่งแต่เป็นคนตรง ระหว่างสงครามเขาแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าฝ่ายการซ่อมกรมช่างอากาศ มีการทำบุญเลี้ยงพระที่วัดใหม่ เลี้ยงพระแล้วก็นั่งรับศีล ผมหันไปเห็นว่าพ่อไม่ได้พนมมืออยู่ตอนหนึ่ง ก็กระซิบว่า ‘ป้า ทำไม่ไม่พนมมือ?’  พ่อบอกว่า ‘เดี๋ยวจะอธิบายให้’  ตอนเดินกลับบ้านพ่อก็อธิบายว่าตอนนั้นพราะกำลังให้ศีลห้า ข้อที่เกี่ยวกับการห้ามดื่มเหล้า ตนเองก็อยู่แล้วว่าคืนนั้นจะมีการเลี้ยง จะมีการดื่มเหล่้า จะรับศีลข้อนี้ก็ยังไงๆอยู่ เลยไม่พนมมือ ทุกครั้งที่กลับไปเมืองไทยเวลารุ่นเขาเลี้ยงพระ มีการรับศึลก็อดนึกถึงพ่อไม่ได้

ตอนอยู่โคราชมีเรื่องตื่นเต้นสองครั้ง ครั้งแรกตอนปิเเทอมระหว่าง ป.๔ ม.๑  ผมคงจะซนมาก แม่คงบ่นให้พ่อฟัง พ่อเลยเอาผมไปทำงานด้วย ตัวโรงงานส่วนหนึ่งอยู่ที่สนามบิน โรงซ่อมมีเครื่องบินกำลังซ่อมอยู่ ๕ - ๖ ลำ ก็มีโอกาสไปยืนดูช่างเขาทำงานกัน ปีนขึ้นไปนั่งในเครื่องก็ได้ ไม่มีใครว่าเพราะเป็นลูกหัวหน้า ซ้ำยังช่วยอธิบาย ช่วยให้ปีนขึ้นนั่ง ตอนใกล้เที่ยงชักจะหิวก็เข้าไปในห้องทำงานของพ่อซึ่งกำลังนั่งเซ็นเอกสารอยู่ พ่อบอกว่าให้รอก่อน พอดีได้ยินเสียงเครื่องบินแทกซี่มาหน้าโรงซ่อม พ่อบอกให้ผมออกไปดูว่าเครื่องอะไรมา ผมออกไปดุเห็นเครื่องบินขับไล่ที่เราเรียกว่า Hawk พับฐาน ที่นั่งเดียว ปีกสองชั้น แทกซี่อ้อมไปหลังโรงซ่อม ผมตามไปดู มีนักบินไทยปีนออกมาจากเครื่อง แต่แล้วมีฝรั่งปืนออกมาจากข้างหลังที่นั่งนักบิน แต่งชุดกากีขาสั้น ถุงเท้าถึงน่อง ตัวแดงเป็นกุ้งต้ม (มารู้ทีหลังว่าเครื่องแบบทหารอังกฤษสำหรับเขตร้อน) ไม่เห็นฝรั่งมาเกือบสองปี (แม่ไม่นับ) เลยตื่นเต้นมาก วิ่งกลับไปบอกพ่อว่ามีฝรั่งปีนออกมาจากเครื่องบินไทย พ่อบอกว่า ‘เออ เห็นแล้วก็แล้วไป ไม่ต้องเอาไปพูดให้ใครฟัง’  หลังสงครามแล้วพ่อบอกว่ามีการขนส่งพวกใต้ดินโดยเครื่องบิน แต่ตอนหลังญี่ปุ่นชักรู้ทัน มักจะบินเหนือเครื่องบินไทยเพื่อดูว่ามีใครแอบโดยสารด้วยหรือเปล่า

อีกทีได้ยินพ่อเล่าให้แม่ฟังว่า นั่งกินข้าวกลางวันที่สโมสรนายทหารที่สนามบิน มี พล.อ.โท มานพ สุริยะ นั่งอยู่ด้วย เป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นท่านเป็นนักบินลองเครื่อง เครื่องที่ซ่อมเสร็จ พล.อ.โท มานพ ก็มักจะเอาไปบิน คนบินก็ต้องไว้ใจคนซ่อม คนซ่อมก็ต้องไว้้ใจคนบิน ประกอบกับทั้งสองคนจบจากอเมริกาด้วยกัน (พล.อ.โท มานพ จบจาก West Point) ระหว่างทานอาหารมีนักบินญี่ปุ่นยศนาวาเอกเข้ามาหา (ใช้สโมสรร่วมกัน) บอก พล.อ.โท มานพ ว่าอยากชวนให้ไปดูอะไรหน่อย ไม่ทราบว่าท่านไม่ไว้ใจญี่ปุ่นหรือเห็นท่าทีไม่ค่อยดี เลยชวนพ่อไปด้วย ญี่ปุ่นพาขึ้นเครื่องบิน ดูเหมือนจะไปแถวโคกกระเทียม แล้วบินลงต่ำชี้ให้ดูลานหญ้ายาวๆท่าทางเป็น runway ถามสองคนว่านั่นอะไร ต่างก็ตีหน้าตาย พูดว่าท่าทางยังกับเป็นสนามบิน  สนามบินอะไร  ไม่ทราบแถวนี้ไม่น่าจะมีสนามบิน  ตกลงเป็นสนามบินที่เสรีไทยไปสร้างไว้ พ่อมาเล่าให้แม่ฟังบอกว่าใจไม่ดี คิดว่าจะโดนยิงทิ้งซะแล้ว

รัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นสัมพันธมิตรกันก็จริง แต่ไม่ไว้ใจกัน สนามบินที่โคราชแบ่งเป็นสองฟาก มี runway ผ่ากลาง ฝ่ายไทยมีปืนกลหนัก อยู่ข้าง runway กลางวันปืนชี้ขึ้นฟ้าเป็นทำนองว่าไว้ต่อสู้อากาศยาน แต่พอค่ำลง ลดลำกล้องลงหันปืนข้าม runway  ไปทางฝ่ายญี่ปุ่น

เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว ผมไปโคราช ไปเห็นป้ายชี้ทางไปวัดกองพระทราย สมัยเด็กอยู่นอกเมืองไปมาก สมัยนี้อยู่ในเมืองแล้ว ผมเลยขอให้คนขับเขาแวะหน้าวัด บ้านผมตอนสงครามอยู่หน้าวัดพอดี จำได้ว่ามีผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านนับถือ ชื่ออาจารย์เม้า ดูเหมือนจะเคยเป็นเจ้าอาวาส พ่อพาผมไปบ้านอาจารย์เม้าบ่อยๆ โดยมากเพื่อปฤกษาหรือพูดคุยกัน เช่นเวลาทหารกับชาวบ้านทะเลาะกัน พ่อก็ไปคุยกับอาจารย์เม้ากันไม่ให้เป็นเรื่องใหญ่โต อาจารย์มีลูกสาวคนหนึ่งอายุแก่กว่าผมปีสองปี ผมเลือกถามพระอายุมากหน่อยคนหนึ่ง (คิดว่าอายุน้อยคงไม่รู้จัก) ว่าเคยได้ยินชื่ออาจารย์เม้าไหม  โชคดีพระองค์นี้รู้จักอาจารย์เม้า บอกว่าเสียไปหลายปีแล้ว แต่ลูกสาวยังอยู่ บ้านอยู่หน้าวัดอีกฟากถนน แล้วชี้ตัวให้ดูว่านั่งอยู่หน้าร้าน ผมเลยเดินไปหา บอกว่าตอนสงครามบ้านผมอยู่ตรงนี้ เขามองหน้าผมแล้วเอ่ยชื่อเลย บอกว่ามีน้องสาวสองคนแฝด จำชื่อได้คนหนึ่งอีกคนทจำไม่ได้ เลยคุยกันอยู่พักหนึ่ง

.

visitna
กำลังสนุก ครับอาจารย์

เรื่องสงครามรุ่นหลังคงจะไม่ทันได้รู้เห็น
เคยอ่านหนังสือเรื่อง"เล่าความหลังครั้งสงคราม"ของลุงโกวิท ตั้งตรงจิตต์
ท่านเล่าว่าระเบิดลูกแรกที่ทิ้งลง กทม.คือที่หัวลำโพงและสำเพ็ง เมื่อ 8 มกราคม 2485
ครั้งนั้นตายและเจ็บกันหลายคน

.

เพ็ญชมพู

๑.

อ้างจาก: ศานติ
(เป็นเรือนไม้ ฝาไม้ไผ่ที่เอามาผ่าแล้วแบะออกมา (ไมทราบเขาเรียกอะไร) ผนังระหว่างห้องเป็นไม้ไผ่ขัดแตะ ยกพื้นพอเดินลอดได้สบาย น่าอยู่ดีเหมือนกัน)
.

เขาเรียกว่า "ฟาก" คำเดียวกับที่อยู่ในคำว่า "ตกฟาก"

ฟาก ลำไม้ไผ่เป็นต้นที่ผ่าแล้วสับให้แตกออกเป็นอันเล็ก ๆ แต่ไม่ขาดจากกัน แล้วแบคว่ำออกเป็นแผ่น โดยมากใช้ปูเป็นพื้นเรือน เรียกว่า ฟากสับ, ส่วนที่ทำเป็นซี่แล้วใช้หวายหรือเถาวัลย์ถักให้ติดกันเป็นผืน เรียกว่าฟากซี่ หรือ ซี่ฟาก.

คำเดียวกับที่อยู่ในคำว่า "ตกฟาก"

ตกฟาก เกิด, เรียกเวลาที่เด็กออกพ้นครรภ์มารดาว่า เวลาตกฟาก (พื้นเรือนโบราณโดยมากเป็นฟาก); โดยปริยายใช้ในลักษณะที่พูดคํา เถียงคําไม่หยุดปากว่า เถียงคําไม่ตกฟาก.


๒.

อ้างจาก: ศานติ
(อีกทีได้ยินพ่อเล่าให้แม่ฟังว่า นั่งกินข้าวกลางวันที่สโมสรนายทหารที่สนามบิน มี พล.อ.โท มานพ สุริยะ นั่งอยู่ด้วย เป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นท่านเป็นนักบินลองเครื่อง เครื่องที่ซ่อมเสร็จ พล.อ.โท มานพ ก็มักจะเอาไปบิน คนบินก็ต้องไว้ใจคนซ่อม คนซ่อมก็ต้องไว้้ใจคนบิน ประกอบกับทั้งสองคนจบจากอเมริกาด้วยกัน (พล.อ.โท มานพ จบจาก West Point) ระหว่างทานอาหารมีนักบินญี่ปุ่นยศนาวาเอกเข้ามาหา (ใช้สโมสรร่วมกัน) บอก พล.อ.โท มานพ ว่าอยากชวนให้ไปดูอะไรหน่อย ไม่ทราบว่าท่านไม่ไว้ใจญี่ปุ่นหรือเห็นท่าทีไม่ค่อยดี เลยชวนพ่อไปด้วย ญี่ปุ่นพาขึ้นเครื่องบิน ดูเหมือนจะไปแถวโคกกระเทียม แล้วบินลงต่ำชี้ให้ดูลานหญ้ายาวๆท่าทางเป็น runway ถามสองคนว่านั่นอะไร ต่างก็ตีหน้าตาย พูดว่าท่าทางยังกับเป็นสนามบิน  สนามบินอะไร  ไม่ทราบแถวนี้ไม่น่าจะมีสนามบิน  ตกลงเป็นสนามบินที่เสรีไทยไปสร้างไว้ พ่อมาเล่าให้แม่ฟังบอกว่าใจไม่ดี คิดว่าจะโดนยิงทิ้งซะแล้ว)
.

อ้างจาก: เพ็ญชมพู
(พันตรี ควง เล่าว่า อย่างสนามบินลับของเราก็เหมือนกัน พวกญี่ปุ่นมาประท้วงตั้งแต่เช้า เอาแผนที่ออกมากางให้ดู แล้วชี้ว่านี่สนามบินลับอยู่ทางเหนือ ความจริงท่านก็ทราบว่าเป็นสนามบินลับที่พวกเสรีไทยเขาทำขึ้น แต่ท่านบอกว่าไม่จริงกระมัง เขาก็ยืนยันว่าจริงซี เขาถ่ายรูปมาด้วย ท่านก็ว่าถ้ายังงั้นพรุ่งนี้ตั้งกรรมการผสมไปตรวจ แล้วก็ตกลงตั้งกรรมการผสมไทยญี่ปุ่นขึ้น

แล้วท่านก็วิ่งไปบอกหลวงประดิษฐ์ ฯ ว่า นี่.....อาจารย์ ต้องรีบจัดการปลูกพืชอะไรไว้นะ พรุ่งนี้กรรมการผสมจะไปตรวจ ถ้าเขาจับได้ผมไม่รู้ด้วยนะ ฝ่ายหลวงประดิษฐ์ ฯ ก็ส่งวิทยุสั่งการให้ปลูกต้นกัญชา ต้นอะไร รดน้ำกันใหญ่ พวกกรรมการผสมไปดูก็เห็นมีพืชปลูกอยู่จริง ๆ เรื่องก็เลิกกันไป)


๓.

อ้างจาก: ศานติ ที่  27 ก.พ. 13, 09:00
(พ่อกับผมนอนหงายดูเครื่องบิน เห็นเปิดประตูใต้ท้องปล่อยระเบิดลงมาชุดละ ๗ ลูก พ่อบอกว่า เราไม่เป็นไรหรอกเพราะปล่อยเหนือหัว จะไปแย่ที่คนอื่น วันนั้นสถานีรถไฟหัวรถโดนหนัก มีระเบิดเวลาดังอยู่ตลอดคืน)
.

อังศุมาลินกับแม่อรแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นเครื่องบินสามลำบินผ่านหัวไป  แม่อรพูดด้วยความกังวลว่า "ตรงนี้จะปลอดภัยแน่หรือลูก เครื่องบินอยู่บนหัวแบบนี้"  อังศุมาลินจึงอธิบายว่า "ถ้าเครื่องบินอยู่ตรงกลางหัวเราแบบนี้รับรองว่าเราไม่เป็นไรแน่ค่ะ หนูรู้มาว่าลูกระเบิดที่ถูกทิ้งลงมาจะวิ่งไปข้างหน้าเครื่องบินเสมอ"

จากบทละครเรื่องคู่กรรม เวอร์ชั่นที่กำลังฉายอยู่ที่ช่องห้า

.
.

ศานติ

ย้อนไปความคิดเห็นที่ ๙๔ หน้า ๗ บอกว่าจะเล่าเรื่องลุงต่อ

เมื่อยายผมตายที่ Budapest, Austria ระหว่างสงครามโลกที่หนึ่ง ทิ้งลูกสามคนอายุ ๑๕ ๑๖ กับ ๑๗ เป็นคนจรจัด ต้องไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจเป็นระยะ  ป้ามีจดหมายไปหาตาผมที่ Alsace ประเทศฝรั่งเศส ตาส่งเงินค่ารถไฟมาให้ลูกสาวสองคนกลับไปแคว้น Alsace  ซึ่งตอนนั้นตกอยู่ในมือเยอรมันแล้ว สองคนเข้าเรียนมัธยมที่นั่น แต่เยอรมันเผาตำราภาษาฝรั่งเศสหมดแล้ว เลยต้องเรียนเป็นภาษาเยอรมัน  แต่ส่งเงินมาไม่พอให้ลุง (อายุ ๑๖) กลับไปด้วย ลุงบอกผมว่าไม่เข้าใจว่าทำไมส่งเงินมาไม่พอ ลงสัยพี่สาวไม่บอกพ่อว่าน้องชายอยู่ด้วย เพราะถ้าพ่อรู้ต้องส่งเงินมาแน่เพราะเป็นลูกคนโปรดของพ่อ ข้องใจเคืองพี่สาวอยู่จนตาย

ลุงต้องรับจ้างกวาดหิมะหาเลี้ยงชีวิตระหว่างหน้าหนาว จนกระทั่งไปได้ข่าวว่าถ้าอาสาสมัครกองทัพเยอรมัน เขาจะส่งกลับบ้านเกิดอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ก่อนต่องเข้าประจำการ ลุงเลยไปโกหกกับเขาว่าอายุ ๑๘ เขาก็ส่งกลับ Alsace แล้วแล้วเข้าประจำการเป็นพลทหารปืนใหญ่ที่ใช้ม้าลาก ไม่ทราบว่ารับราชการอยู่นานเท่าไหร่จนเยอรมันแพ้สงคราม ได้กลับมาฝรั่งเศส ลุงบ่นว่าโดนทั้งฝ่ายเยอรมันทั้งฝ่ายฝรั่งเศสเล่นงานจนหมดตัว มีแต่เสื้อกับกางเกงนุ่งกลับบ้าน ทางฝ่ายเยอรมันยึดกระเป๋าสตางค์ นาฬิกา ของมีค่าต่างๆไปหมด พอข้ามแม่น้ำไรน์เข้าฝรั่งเศส ทางฝ่ายฝรั่งเศสก็ดึงกระดุมโลหะออกจากเสื้อนอกทหารจนหมดแล้วไล่กลับบ้าน ไปถึงบ้านป้า ป้าเห็นหน้าก็ไล่ไปนอกบ้านให้ถอดเสื้อผ้าเผาหมด อาบน้ำกลางแจ้งก่อนแล้วถึงเข้าบ้านได้ เพราะกลัวหมัดติดมากับเสื้อผ้า ซึ่งสมัยนั้นเป็นกันแพร่หลายเวลาคนอยู่กันหนาแน่น

เมื่อกลับมาก็เริ่มทำงานกับญาติห่างๆซึ่งมีร้านทำขนมปัง แต่ทนเวลาไม่ได้เพราะต้องตื่นแต่ตีสองเพื่อทำขนมปัง เลยไปสมัครเป็นทหารเรือในกองทัพเรือฝรั่งเศส ดูท่าทีเข้ากับทหารเรือฝรั่งเศสไม่ได้เพราะอยู่อเมริกามา ๑๓ ปี ตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ คนพูดอังกฤษแบบอเมริกัน พูดฝรั่งเศสก็สำเนียงชาวสวน*** ซ้ำเคยเป็นทหารเยอรมันมาอีก ทหารเรือฝรั่งเศสเรียกลุงว่า อ้าย Yankee ลุงบอกผมว่าในที่สุดทั้งทางราชการทหารเรือกับตัวลุงเองมีความเห็นพ้องกันว่า แยกทางกันเดินดีกว่า เลยปลดหรือลาออกจากราชการ โล่งอกกันไปทั้งสองฝ่าย

ลุงไปเป็นกลาสีเรือพานิชย์ขนสินค้าอยู่ระหว่างเมืองมาร์เซย์กับแอฟริกาเหนือ กลับไปกลับมาหลายเที่ยว จนมีเที่ยวหนึ่งไปออสเตรเลีย พวกลูกเรือที่เคยไปออสเตรเลียคุยให้ลุงฟังว่าออสเตรเลียเป็น Land of Opportunity พอไปถึงเมือง Sydney เลยเผ่นเข้ากลีบเมฆ บริษัทเรือต้องเสียค่าปรับ ๘๐ ปอนด์เพราะลูกเรือหนี เลยมีสินบนนำจับ ๘๐ ปอนด์ บังเอิญลุงเห็นตัวเองว่าถนัดอังกฤษมากกว่าฝรั่งเศส เลยไม่ไปอยู่ย่านที่ชาวฝรั่งเศสเขาชุมนุมกัน กลับไปอยู่ย่านที่คนพูดภาษาอังกฤษเขาอยู่กัน คนตามหารู้ว่าสัณชาติฝรั่งเศสก็เลยตามหากันย่านนั้น ทำงานอยู่ในบาร์ข้างสถานีตำรวจอยู่หลายปี พอสงครามโลกที่สองเกิดขึ้นก็มานึกขึ้นได้ว่าถ้าโดนจับก็มีหวังโดนยิงเป้าหาว่าเป็นสายลับ เพราะเคยเป็นทหารเยอรมัน เข้าประเทศโดยลักลอบ  ลุงเลยไปสารภาพกับตำรวจว่าลักลอบเข้ามา  คนออสเตรเลียก็เป็นคน practical ดี เจ้าหน้าที่บอกลุงว่า ลักลอบอยู่ออสเตรเลียมา ๒๐ กว่าปีแต่ไม่มีประวัติเคยต้องโทษ ก็แสดงว่าเป็นคนมีความประพฤติพอใช้ได้ เกณฑ์เป็นทหารบกยศพลทหารจะเหมาะกว่า ฝึกเสร็จก็จะส่งไปรบญี่ปุ่นที่ New Guiney

ระหว่างขึ้นรถไฟข้ามคืนจาก Sydney ไป Brisbane เพื่อไปขึ้นเรือบันทุกทหารมีสาวจากรัฐ Queensland นั่งไปด้วยจนถึงเมืองที่สาวอยู่ ลุงนั่งต่อไปจนไปขึ้นเรือที่ Brisbane แล้วไปรบญี่ปุ่น พอสงครามสงบก็กลับมา Sydney  แต่อดคิดถึงสาวจาก Queensland ที่นั่งรถไฟไปด้วยกันหนึ่งวันหนึ่งคืนไม่ได้ เลยต้องติดต่อ โชคดียังเป็นโสด เลยแต่งงานด้วย มีลูกสาวหนึ่งคน น่าเสียใจที่ตอนลูกสาวอายุ ๗ - ๘ ขวบ แม่สิ้นชีวิต ทางรัฐบาลฝ่ายประชาสงเคราะห์มีความเห็นว่าชายโสดไม่มีปัญญาจะเลี้ยงลูกสาวอายุขนาดนั้นได้ เลยพยายามจะพรากไป แต่ลุงสู้สุดฝีมือจนชะนะ เลี้ยงมาได้จนโต

ตอนภริยาผมมีลูกก้เขียนจดหมายไปบอกลุงกับป้า (ญาติผู้ใหญ่ที่สนิทที่สุด) เลยมีการติดต่อกับลุงทุกเดือน ลุงกับภริยาผมเลยชอบพอกัน คิดจะไปเยี่ยมที่ออสเตรเลียเพราะไม่เคยพบ แต่มานึกถึงค่าเครื่องบิน เลยตกลงว่าส่งตั๋วไปให้ลุงมาอเมริกาถูกกว่าผมสองคนไปออสเตรเลีย  ลุงซื้อตั๋ว AirFrance รอบโลก มาอยู่กับผมเดือนกว่า แล้วไป Alsace ผมก็ตามไปด้วย ไปเยี่ยมญาติที่ลุงไม่ได้เจอมา ๓๐ กว่าปี ไปเยี่ยมพี่สาวลุงที่เบลเยี่ยม (คนที่ลุงสงสัยว่าไม่บอกพ่อว่าเคว้งอยู่ Budapest) ขากลับจะผ่านสิงคโปร์ ผมถามลุงว่าถ้าเครื่องแวะที่กรุงเทพฯได้ก็สวย ไม่ทราบว่าไปรู้มายังไงว่าถ้าบิน PanAm ไปออสเตรเลีย จะต้องเปลี่ยนเครื่องที่กรุงเทพฯกินเวลา ๘ ชม. ผมเลยพาลุงไปสำนักงาน AirFrance ถามเขาว่ามีทางเปลี่ยนสายการบินได้ไหม เขาใจดี บอกว่าได้ (สมัยนี้ไม่มีทาง) เขาสลักหลังตั๋วให้เอาไปเปลี่ยนเป็นตั๋ว PanAm ลุงบินไป Frankfurt แล้วจะขึ้นเครื่องไปกรุงเทพฯ บังเอิญเครื่องออกสาย ๔ ชม. เลยจะมีเวลาที่กทม.แค่ ๔ ชม. น้องสาวที่กรุงเทพฯไปหาที่ดอนเมือง ปรากฎว่าเขาเอาผู้โดยสารไปไว้ห้อง VIP ทั้งลำ น้องสาวก็เก่ง ไปหาหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของ ทอ. อธิบายให้เขาฟังว่าลุงอายุมากแล้ว ไม่ได้เจอกันมาสิบกว่าปีแล้ว อยู่ในห้อง VIP  ขออนุญาตเข้าไปพบเป็นพิเศษ เขาก็ใจดียอมให้เยี่ยมได้ น้องถามลุงว่าถ้าแวะ กทม.ได้ อยากแวะไหม ลุงบอกว่าดี น้องเลยไปเคาวนเตอร์ PanAm ไปขอเขาว่าอยากให้ลุงแวะ กทม. (ทั้งๆที่ตั๋วแวะที่ไหนไม่ได้แล้ว) เขาบอกว่าได้ (ไม่รู้ว่าทำไมเส้นใหญ่นัก อาจเป็นเพราะเคยบิน PanAm อยู่หลายปี) นอกจากนั้นแล้วเขายังไปดึงกระเป๋าเดินทางของลุกออกจากเครื่องด้วย ลุงเลยได้เที่ยวกรุงเทพฯ อีกอาทิตย์หนึ่ง

*** ขยายความเรื่องภาษาหน่อย  ไม่ทราบว่าผมเข้าใจผิดหรือเปล่า แต่ที่ดูจากแม่กับจากคนอื่น ถ้าพูดภาษาฝรั่งเศสแล้วไม่ใช่สำเนียงคนปารีส คนพูดจะถ่อมตัวหรือมีปมด้อย ทุกครั้งที่มีฝรั่งถามแม่ เช่น "So you must speak French?" แม่จะตอบ "Yes, but it's peasant French."  ถ้าพูดไทยคงว่า ใช่ แต่ภาษาฝรั่งเศสแบบชาวชนบท

ตอนแม่มาอยู่ใหม่ๆทางสถานทูตฝรั่งเศสก็คงรู้จักเพราะคนในสังกัดน้อย แต่แล้วแม่ก็ไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับทางสถานทูตอีกเลย เพื่อนๆที่เป็นคนต่างชาติก็มักจะเป็นคนไทยกับอเมริกันบ้าง ยิ่งระยะหลังสงครามยิ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอีกเลย ตอนผมจะมีโอกาสไปยุโรปเมื่ออายุ ๑๗ แม่พาไปสถานทูตฝรั่งเศสเพื่อขอวีซ่า ระหว่างนั่งรอ เห็นมีเจ้าพนักงานหลังเคาว์นเตอร์ที่เป็นคนเอเซีย อาจเขมร แต่ไม่ใช่คนไทย พูดฝรั่งเศสคล่อง ผมเลยถามแม่ว่า ภาษาฝรั่งเศสเขาดีแค่ไหน แม่ทำนิ้วหัวแม่มือจดนิ้วชี้เป็นวงกลม แล้วบอกว่า หาที่ติไม่ได้ เขาสำเนียงชาวปารีส  (It's perfect.  It's Parisienne French) ถามแม่ว่า แล้วจะพูดภาษาฝรั่งเศสกับเขาไหม เพราะอยากจะเอาแม่ไปอวดว่าพูดได้เหมือนกัน แม่บอกว่า ยังไม่แน่ พอถึงเวลาพูดจริงๆ กลับพูดภาษาอังกฤษ  เลยอดเอาแม่ไปอวด แม่คงกระดากที่เขาพูดแบบชาวปารีส  คิดดูผมว่าคนไทยไม่เป็นแบบนั้น ไม่ว่าสำเนียง คนเหนือ คนใต้ หรือ อิสาน ก็ไม่เห็นมีใครออกตัวว่าพูดไม่เหมือนชาวกรุง

.

เทาชมพู
อ่านแล้วรู้สึกว่าคุณลุงน่าจะรบเก่ง หรือไม่ก็ดวงดีมาก  แคล้วคลาดจากสมรภูมิสงครามมาได้ทั้งๆอายุยังน้อยมาก  ดูจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลยนะคะ

เรื่องสำเนียงฝรั่งเศส  อาจจะเป็นเรื่องถือกันในบรรดาชาวฝรั่งเศสละมังคะ  จำได้ว่าตอนเรียนที่อักษรฯ ดร.จิตเกษม สีบุญเรืองกลับมาจากฝรั่งเศสหลังจากไปประจำอยู่หลายปี     ท่านกวดขันนิสิตไม่ให้เผลอออกเสียง an ว่า อัง  ต้องเป็น ออง  อย่าง dans ออกเสียงว่า ดอง ไม่ใช่ ดัง    ถ้าออกเสียงว่า ดัง ละก็เป็นสำเนียงหัวเมือง   ก่อนจะรู้จากอาจารย์ นิสิตก็เผลอ "ดัง" กันไปพักใหญ่แล้ว

.

ศานติ

ลองแนบเอกสารเก่าๆมา คิดว่าคงมีคนเคยเห็นกันน้อย

ตอนพ่อผมเสีย ผมไปกองทัพอากาศที่ดอนเมืองเพื่อติดต่อเรื่องเบี้ยบำนาญ ฯลฯ เจ้าหน้าที่เขาถามว่ามีใบสมรสเป็นหลักฐานว่าแม่เป็นภริยาจริงหรือไม่ ผมไม่เคยเห็น เลยกลับไปถามแม่ บอกว่ามีแล้วไปค้นมาให้ ผมเห็นแล้วอดทึ่งไม่ได้ นั่งอ่านดูแล้ววันที่มานั่งคิด ประการแรก ผมเกิด มกราคม ๒๔๗๗ แต่ใบสำคัญลงวันที่ เดือนสิงหาคม ๒๔๗๗  แต่แล้วมานึกได้ว่าสมัยนั้นปีใหม่เริ่ม ๑ เมษายน ดังนั้นมกราคมก็หลังสิงหาคม แล้วมานั่งนับนิ้วต่อ เอ๋ะเรานี่คลอดก่อนกำหนด (premature) หลายเดือน ไปถามแม่ พูดจาอ้อมแอ้มถามแม่ว่าวันที่มันยังไงอยู่ ผิดหรือเปล่า แม่หัวเราะที่ผมเกรงใจไม่กล้าถาม บอกว่าสมัยนั้นการจดทะเบียนสมรสยังไม่แพร่หลาย อยู่ด้วยกันก็เป็นสามีภริยากัน

แม่เล่าให้ฟังว่า พ่อกับแม่นั่งดูหนังอยู่กับอาว์เพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์ กับ อาว์จำรัส ฉายะพงษ์ ที่โรงหนังเฉลิมกรุง แม่ก็บอกข่าวดีให้ทั้งสองคนรู้ว่าตั้งครรภ์ ก็คงจะมีการแสดงความยินดีกัน แล้วหันกลับมาคิดเรื่องปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ถ้าไทยกับฝรั่งเศสมีเรื่องกันขึ้นมา แล้วแม่แต่งกับคนไทย ถูกต้องทางกฎหมายไทย แต่ทางฝรั่งเศสไม่ยอมรู้เห็นด้วย กลัวจะยุ่งยากทีหลัง ยิ่งคิดถึงฐานะของเด็กด้วยยิ่งยุ่ง เลยตกลงกันว่าเพื่อความแน่นอนต้องทำให้ถูกต้องกับกฎหมายของทั้งสองประเทศ  ตกลงเลยไปที่กรมพระนครบาล กระทรวงมหาดไทย เพื่อจดทะเบียนต่อหน้าผู้แทนทั้งสองรัฐบาล

ดูจากเอกสารแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ทำไว้เฉพาะจดทะเบียนสมรส แต่ใช้ทำสัญญาต่างๆได้ ผมลองถ่ายรูปส่งมาให้ดูเล่น ไม่ทราบว่าจะดีพออ่านได้หรือเปล่า  ที่อยู่ของคู่สัญญากับพยานก็สั้นดี ไม่ต้องมีซอย ไม่ต้องมีเลขบ้านที่มี / ที่ตัวเลข ไม่มีระหัสไปรษณีย์  แม่บอกว่าสมัยนั้นเคยมีเพื่อนส่งจดหมายมาโดยจ่าหน้าซองใช้ชื่อแรกแม่ นามสกุลก่อนแต่งงาน กับคำว่า Wichian พ่วงหลัง แล้ว Bangkok, Siam ก็มาถึง





.

มีอีกสองหน้า





.

ประกอบ
ก่อนหน้านี้จินตนาการว่าท่านอาจารย์หมอศานติน่าจะอายุซัก  60 ปลายๆ  พออ่านเรื่องเล่าคุณพ่อคุณแม่ท่านผมเลยปรับมาว่าน่าจะ 70 ต้นๆ ที่แท้จะ 80 แล้วแต่ยังใช้อินเตอร์เน็ตคล่อง ทึ่งจริงๆ  กับซายานวรัตนนี่คิดไม่ออกเลยท่านไหนอาวุโสกว่ากัน  ยิงฟันยิ้ม

.

NAVARAT.C
ซายานวรัตนเด็กกว่าครับ แต่อาว์เพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์ของท่านเป็นบิดาของเพื่อนผม ดูเหมือนจะเป็นบุตรคนสุดท้องชื่อว่าสีหนาท ลิมปิสวัสดิ์
พล.อ.ท. มานพ สุริยะ นักบินเจ๊ทรุ่นแรกของไทยที่ท่านเล่าในกระทู้โน้น ก็เป็นบิดาของเพื่อนชื่อ ร.ศ.นพนิตย์ สุริยะ

อ่านที่ท่านเล่าแล้ว รู้สึกว่าสังคมไทยสมัยก่อนเล็กๆดี รู้จักกันเกือบหมด

.

ประกอบ
ผมแกล้งแซวนิดเดียว ท่านซายานวรัตนรีบเข้ามาแก้ข่าวเลย  ผมจำได้ครับ แห่ะๆ ท่านนวรัตนเข้าไปเป็นลูกศิษย์คุณพ่อฮีแลร์ช่วงก่อนกึ่งพุทธกาลเล็กน้อย ดังนั้นต้องเด็กกว่าแน่ๆ 
.

.

เรื่องเล่าจาก...เมื่อคุณตา คุณยายยังเด็ก โดย ศานติ (หน้า 6)
https://www.reurnthai.com/index.php?topic=5510.75

.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.126 seconds with 16 queries.