Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
07 March 2026, 16:39:10

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
29,262 Posts in 14,502 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  หมวดหมู่ทั่วไป  |  ศาลาพักใจ  |  รายการโทรทัศน์ที่น่าดูมาก  |  เล่าเรื่อง "เลือดข้น คนจาง" ฉบับนวนิยาย
0 Members and 1 Guest are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: เล่าเรื่อง "เลือดข้น คนจาง" ฉบับนวนิยาย  (Read 80 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 12,073


View Profile
« on: 01 February 2026, 19:55:17 »

เล่าเรื่อง "เลือดข้น คนจาง" ฉบับนวนิยาย


เล่าเรื่อง "เลือดข้น คนจาง" ฉบับนวนิยาย

K. Naijarun
14 พ.ค. 2020

"เลือดข้น คนจาง" ของฤทัยวรรณ วงศ์สิรสวัสดิ์ เป็นนวนิยายที่ประพันธ์ขึ้น หลังจากสร้างเป็นบทโทรทัศน์ออกอากาศทางช่องวัน 31 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 เมื่อละครอวสานจึงได้นำเรื่องราวมาประพันธ์มารวมเล่มในรูปแบบนวนิยาย ตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2562 ที่น่าสนใจคือในการตีพิมพ์เป็นเล่มนวนิยาย ได้รับกระแสตอบรับจากผู้อ่านจำนวนมาก จนกระทั่งต้องตีพิมพ์ซ้ำในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน คือ ตีพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนเมษายน 2562

ปกจริงอยู่นะคะที่ว่านวนิยายของไทยหลาย ๆ เรื่องถูกดัดแปลงเป็นบทละครโทรทัศน์ แต่น้อยมากที่จะทำเป็นบทโทรทัศน์ก่อนแล้วจึงนำมาปรับให้เป็นรูปแบบของนวนิยาย อาจจะเพราะเรตติ้งในช่วงเวลาที่ละครออนแอร์ได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ชมจำนวนมาก มากซะจนกระทั่งในช่วงเวลานั้นเกิดปรากฏการณ์ แฮชแท็ก #ใครฆ่าประเสริฐ ติดอันดับยอดนิยมทั้งในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ดังนั้น "เลือดข้นคนจาง" แทบจะเรียกได้ว่า 'แหวกขนบ' ของการประพันธ์เลยทีเดียว

บทความนี้เราจะมาเล่าเรื่อง "เลือดข้น คนจาง" ในรูปแบบนวนิยายนะคะ เริ่มที่วาทะเปิดเรื่อง ...

"ไม่มีใครทำเราเจ็บปวดได้เท่าเราทำกันเอง"

(No one can hurt us as bad as we do.)

เลือดข้น คนจาง เป็นเรื่องราวของครอบครัวคนจีนพลัดถิ่น คือ ตระกูลจิระอนันต์ อาม่าปรานี และอากงสุกิจ จิระอนันต์ เป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ พวกเขาต่างเดินทางติดตามพ่อแม่เข้ามาตั้งหลักปักฐานในประเทศไทยตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งคู่ได้พบรักและสร้างครอบครัวด้วยกัน ต่อมาจึงมีลูกชาย 3 คน คนโตชื่อ ประเสริฐ  เมธ กรกันต์ และลูกสาวอีก 1 คน คือ ภัสสร ด้วยความที่ปรานีและสุกิจเป็นคนจีนทั้งคู่ครอบครัวนี้จึงยึดแนวปฏิบัติแบบคนจีน คือ ทำธุรกิจทำรูปแบบ 'กงสี' ธุรกิจหลักของตระกูล คือ บริหารโรงแรมจิรานันตา ที่กรุงเทพ ฯ และพัทยา กิจการเจริญรุ่งเรืองจนทำให้มีฐานะร่ำรวย ผู้บริหารหลักของโรงแรมคือ ประเสริฐ ลูกชายคนโต และภัสสร ลูกสาวคนที่ 3

เมื่ออากงสุกิจเสียชีวิต เขาได้เขียนพินัยกรรมแบ่งสมบัติตามธรรมเนียมจีนให้กับภรรยาและลูก ๆ ทุกคน หากแต่ว่าภัสสร ลูกสาวผู้เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการบริหารโรงแรมได้รับส่วนแบ่งเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับมรดกที่อากงมอบให้ลูกชาย คือ ลูกชายทุกคน ในจำนวน 3 คน ได้หุ้นส่วนโรงแรมคนละ 25% คิดเป็นเงินประมาณ 750 ล้าน หนำซ้ำ 'พีท' หลานชายคนโตของอากง ซึ่งเป็นลูกชายของประเสริฐ ก็ได้หุ้นส่วน 25% ของโรงแรมในฐานะ "ตั่วซุง" ตามธรรมเนียมจีน ที่มีแนวปฏิบัติว่าลูกชายของลูกชายคนโต มีศักดิ์เป็นลูกคนเล็กของพ่อ (อากง) ส่วนภัสสรได้ส่วนแบ่งเป็นเงินสดเพียง 200 ล้านเท่านั้น การแบ่งมรดกตามพินัยกรรมทำให้ภัสสรไม่พอใจมาก ...

เวลาผ่านไปไม่นาน ภัสสรทะเลาะกับประเสริฐอย่างรุนแรง เพราะเธออยากเป็นเจ้าของและต้องการถือหุ้นของโรงแรมจิรานันตรา จากนั้นอยู่ ๆ ประเสริฐก็ถูกยิงเสียชีวิตในห้องนอน ที่บ้านของเขา

"เพื่อน ๆ คิดว่าใครฆ่าประเสริฐคะ ??" ... พอเริ่มต้นมาแบบนี้เราก็ต้องตามหาคนร้ายใช่ไหมล่ะคะ ... การตามหาคนร้าย ผู้ประพันธ์นำเสนอด้วยกลวิธีการเขียนแบบสืบสวนสอบสวน ชนิดที่ว่าเหมือนกับคนอ่านได้สอบสวนตัวละครแต่ละตัวด้วยตนเองเลยล่ะค่ะ จุดนี้นับว่าเป็นไฮไลต์ของการนำเสนอเรื่องได้เลย

เรื่องนี้เขียนเล่าแบบเมตาฟิกชั่น (Metafiction) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลวิธีการเล่าแบบ Postmodern ให้อารมณ์เหมือนกับว่าตัวละครคุยกับเรา และกระชากเราออกจากเรื่องราวเพื่อตอกย้ำว่า "อย่าอิน" เพราะคุณกำลังอ่านเรื่องแต่งอยู่นะ !! แบบนั้นเลยล่ะค่ะ  การใช้ภาษาก็เป็นแบบภาษาร่วมสมัย มีการสนทนาผ่าน line ผ่าน IG ทำให้เนื้อหาดูน่าติดตาม

อีกไฮไลต์หนึ่งในการประพันธ์ที่น่าสนใจก็คือ การที่ผู้แต่งเลือกใช้มุมมองการเล่าเรื่องแบบบุรุษที่ 1 คือ ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า 'ผม' 'ฉัน' 'หนู' แล้วเวลาคุยกับผู้อ่าน ตัวละครในเรื่องเขาจะเรียกเราว่า 'คุณ' และเวลาที่เขาจะกล่าวถึงใครอีกคนที่อยู่นอกวงสนทนาของเรา (ตัวละครและผู้อ่าน) เขาจะใช้คำว่า 'เธอ' 'เขา' การเลือกใช้มุมมองการเล่าแบบนี้เปิดมิติการเล่าเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียว

สันการนำเสนอเรื่องราวในแต่ละบท จะเป็นการเล่าของตัวละครแต่ละตัว เช่น

บทที่ 1 "เราทำอะไรผิดหรือ" เป็นเรื่องเล่าของ ปรานี จิระอนันต์ เล่าปูพื้นครอบครัวจิระอนันต์ให้ผู้อ่านได้รู้จัก เช่น "ฉันชื่อปรานี จิระอนันต์ สามีฉันชื่อสุกิจ นามสกุลจิระอนันต์กลายเป็นชื่อซอยก็เพราะเราครอบครองที่ดินผืนใหญ่ที่สุดในซอย" บทนี้ทำให้เราเห็นภูมิหลังของตัวละคร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสืบสวนสอบสวนในบทต่อ ๆ ไป

บทที่ 2 "ไม่มีความยุติธรรมไม่มีความสงบ"  เป็นการเล่าของภัสสรถึงความน้อยเนื้อต่ำใจที่เธอเกิดมาเป็นลูกสาวในครอบครัวคนจีน ทำให้เธอถูกละเลย เช่น บทสนทนาระหว่างภัสสรกับแม่ของเธอ ที่เธอเล่าให้ผู้อ่านฟังว่า ... ฉันจ้องหน้าแม่ แม่ก็จ้องหน้าฉัน "ม้าจำได้มั้ย แต่ก่อนเวลาบ้านเรากินข้าวด้วยกัน ม้าจะคีบก้ามปูให้แต่อาเฮียสองคน ลูกสาวไม่เคยได้กินของดีหรอก..." ในที่สุดฉากชีวิตที่ฉันเก็บงำไว้ตลอดมาก็กระโจนใส่หน้าแม่ น้ำตาของฉันเริ่มไหล ...

บทที่ 3 "ฉันแค่อยากฆ่าเขา" เป็นการเล่าของคริส ภรรยาของประเสริฐ เล่าเรื่องราวของเธอ หลังจากตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าฆ่าประเสริฐเพราะจับได้ว่าประเสริฐแอบจดทะเบียนสมรสกับนิภา ภรรยาอีกคนของเขา "ฉันพูดชัดเจนแล้วนะว่าฉันไม่ได้ฆ่าประเสริฐ และพีทก็เชื่อฉัน" คริสทิ้งคำพูดในตอนท้ายบทคำให้การของเธอไว้แบบนี้

การเล่าในแต่ละบทตัวละครทุกตัวออกมาปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นคนฆ่าประเสริฐ หน้าที่ของผู้อ่านคือ "จับพิรุธ" และคาดเดาว่าใครกันที่ฆ่าประเสริฐ ...

เรื่องนี้จบลงที่การเฉลยว่าคนร้ายที่ฆ่าประเสริฐ คือ เมธ น้องชายที่ประเสริฐรักและสนิทสนมที่สุด เมธเป็นคนที่ผู้อ่านมองข้ามตลอดเพราะไม่มีบทบาทอะไรมาก เป็นคนอ่อนไหว อมทุกข์ตั้งแต่ภรรยาเก่าของเขาเสียชีวิต เมธรักและเคารพประเสริฐมาก แต่เขาพลั้งมือฆ่าประเสริฐเพราะทราบความจริงจากภาพวาดในสมุดบันทึกของอากงว่าคริสภรรยาของประเสริฐเป็นผู้วางยาฆ่าภรรยาของเขาขณะที่ท้องแก่ เพราะคริสเป็นสะใภ้ใหญ่ และอยากมีลูกก่อนเพื่อให้ลูกของเธอได้เป็นหลานคนโต เพราะเธอรู้ว่าตามธรรมเนียมจีนหากเป็นลูกชายของลูกชายคนโตจะได้รับมรดกในฐานะลูกคนเล็กของอากง

ปกหลังเรื่องราวทั้งหมดในนวนิยายจบลงในบทที่ 30 "เพราะเราต้องไปต่อ" บทนี้เล่าโดยปรานี จิระอนันต์ ในเรื่องปรานีเป็นอาม่าผู้ยอมศิโรราบให้กับระบบคิดแบบปิตาธิปไตยที่ครอบงำสตรีจนไม่เหลือสิทธิใด ๆ บทสุดท้ายปิดฉากที่ทุกคนในครอบครัวจิระอนันต์ที่เหลืออยู่ มารวมตัวกันที่บ้านของอาม่า หลังจากตลอดช่วงเวลา 1 ปี นับจากการแบ่งมรดกตามพินัยกรรมของอากง เกิดเรื่องราวบาดหมางมากมายของคนในตระกูล แต่วันนี้ทุกคนต่างให้อภัยกัน พยายามทำความเข้าใจกัน อาม่าเปิดรับธรรมเนียมร่วมสมัยใหม่ ๆ ยอมรับและให้เกียรติลูกสาวมากขึ้น ดังข้อความตอนใกล้จบเรื่องว่า "ฉันมองภัสสรแล้วคิดได้ว่าอาหารมื้อนี้ยังไม่สมบูรณ์ ฉันจึงยื่นตะเกียบออกไปคีบกุ้งทอดในจานกลาง แล้ววางลงในชามข้าวของเธอ "กุ้งตัวนี้ ม้าให้อาสร ให้คนเดียว ไม่แบ่งใคร" นั่นฉันทำให้ลูกสาวของฉันยิ้มจนน้ำตารื้น แล้วฉันก็บอกเธอว่า "ม้าขอโทษ"... เรื่องราวดำเนินมาถึงตอนนี้ทุกคนต่างยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีใครพูดเรื่องความหลัง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างต้องดำเนินต่อไปตามวัฏจักรแห่งกาลเวลา ดังคำพูดที่ปรานี จิระอนันต์ได้ทิ้งท้ายไว้กับผู้อ่าน คือ  "ครอบครัวเราจะยังอยู่และเราจะเดินต่อไปแม้ว่ามันไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ฉันฝันไว้"

"เลือดข้น คนจาง" ในแบบฉบับนวนิยายเป็นเรื่องหนึ่งที่เราอยากแนะนำให้อ่านนะคะ เพราะนอกจากเรื่องราวสนุก ๆ ที่นำเสนอในเนื้อหาแล้ว ยังมีการสอดแทรกธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม ระบบคิดต่าง ๆ รวมถึงข้อคิดต่าง ๆ ในการใช้ชีวิตให้กับผู้อ่านได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ

.
.
ที่มา : เล่าเรื่อง "เลือดข้น คนจาง" ฉบับนวนิยาย
https://entertainment.trueid.net/detail/N9Vn8E00o4d9
.




Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.058 seconds with 16 queries.