Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...
User Info
Welcome, Guest. Please login or register.
09 January 2026, 15:43:54

Login with username, password and session length
Search:     Advanced search
News
ท่านสมาชิกสามารถเปลี่ยนรูปแบบ (Theme) ได้อีกหลายแบบ
เชิญทดลองโดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่าง ได้เลยครับ

http://www.smilesiam.net/index.php/topic,3170.msg4713.html
Forum Stats
28,749 Posts in 14,165 Topics by 70 Members
Latest Member: KAN
Home Help Search Calendar Login Register
Smile Siam มาร่วมกันคืน "สยามเมืองยิ้ม" กลับสู่บ้านเรากันนะครับ ...  |  เรื่องราวน่าอ่าน  |  นวนิยายที่น่าอ่านอย่างยิ่ง (Moderators: LAMBERG, moowarn)  |  ความพยาบาท โดย "แม่วัน" พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) ตอนที่ ๑๑-๒๐
0 Members and 2 Guests are viewing this topic. « previous next »
Pages: [1] Go Down Print
Author Topic: ความพยาบาท โดย "แม่วัน" พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) ตอนที่ ๑๑-๒๐  (Read 143 times)
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« on: 21 December 2025, 21:10:16 »

ความพยาบาท โดย "แม่วัน" พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) ตอนที่ ๑๑-๒๐



๑๑

ข้าพเจ้าถามว่า “ก็เมื่อเขาโง่อย่างนั้น ท่านรักเขาหรือไม่ ?”

กีโดตอบว่า “รักเขา ? ก็ดีหน้ะซี! เปล่าเลยถ้าว่าในส่วน ฉันก็ชอบเขาอยู่—ค่าที่ซื้อรูปฉันไปหลายรูปอยู่—เปนธรรมอยู่เอง ที่ช่างอนาถาอย่างฉันจะต้องชอบกับคนเจ้าจำนำดี ๆ ไว้. ว่าโดยแท้ที่จริงฉันชอบเขามากเทียว….จนเขามีเมีย.”

“อา! เมียเข้ามาขวางละซีน่า ?”

หน้าแดงทันที ฉวยเอาถ้วยสุราขึ้นดื่มที่เหลือจนหมด.

“ถูก” เขาตอบ “แม้ผู้หญิงนั้นเข้ามาขวางอยู่กลางเรา. ส่วนเจ้าผู้ชายพอมีเมียเข้าก็แปลกไปกว่าก่อน. เออนี่เรานั่งคุยกันอยู่นี่ก็นานแล้ว—ออกเดินบ้างหรือ ?”

ข้าพเจ้าทราบดีทีเดียว ว่าเขาตั้งใจจะเปลี่ยนเรื่องสนทนาจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ช้า ๆ ประหนึ่งเส้นสายตึงตามนิไสยของคนแก่ ชักนาฬิกาเรือนทองฝังเพ็ชร์ออกดู, ยามเศษแล้ว. ไปกันทีก็ดี” ข้าพเจ้าพูด “ดึกแล้ว ฉันต้องนอนราวเวลานี้เสมอ. ตาทนแสงสว่างจัด ๆ เช่นนี้ไม่ใคร่ได้นาน. ท่านจะไปส่งฉันถึงโฮเต็ลหรือยังไง ถ้าไปเรายังได้เดินคุยกันไปตามทางอีก ถ้าท่านว่าง ๆ ฉันเชื่อว่าฉันคงจะ ได้รับโอกาศดี ได้ชมรูปที่ท่านเขียนเปนขวัญตาบ้างเปนแท้. บางทีฉันจะได้รับเกียรติยศเปนเจ้าของของรูปของท่านบ้างด้วย.”

“ขอบใจท่านแล้วขอบใจท่านอีก จนกว่าจะขอบใจได้พันครั้งหมื่นครั้ง” กีโดพูด. “ถ้าของสิ่งที่ได้เขียนไว้นั้นเปนที่พอใจของท่านแล้ว ฉันก็รับเกียรติยศอย่างสูง. เสียแต่เดี๋ยวนี้ฉันไม่ใคร่จะตะกละ​หาเจ้าจำนำดี ๆ เสียแล้ว คือทำไม คือนึกจะเลิกหากินในวิชานี้ในชั่วหกเดือนนี่แหละ”

“จริงหรือ ? ท่านจะได้รับมรฎกใหญ่โตละซีหรือ ?”

“ก็ไม่เชิง” กีโดตอบ—“แต่จะแต่งงานกับคนมีเงิน—มันก็คล้าย ๆ กันนั่นแหละจริงไหมล่าท่าน”

“เรี่ยม. ขออวยพรด้วย.” ข้าพเจ้าพูดด้วยเสียงอันฝืนให้เปนจริงกับธรรมดา แต่ส่วนเบื้องในนั้นแค้นเคืองเสียเหลือหละ เพราะคำที่เขาพูดนั้นเข้าใจได้ดีทีเดียวว่าหมายความว่าอย่างไร. อีกหกเดือนเขาหมายจะแต่งงานกับภรรยาข้าพเจ้า. หกเดือนเปนกำหนดไว้ทุกข์อย่างน้อยที่สุด หกเดือน ในชั่วเวลานั้นจะเปนอย่างไรบ้างก็ไม่ทราบ! …. มีความคิดอย่างนี้เข้ามาครอบงำดวงกระมลอยู่ กระทำให้ข้าพเจ้านิ่งเดินเคียงข้างกันไปจนไกล. ดวงจันทร์ส่องแสงสว่าง—พวกผู้หญิงสาว ๆ เดินเคลียไปกับผู้ชายที่รัก - - ในทะเลก็ได้ยินเสียงขลุ่ยและเสียงแมนโดลีนมาจากเรือที่ลอยล่องเล่นตามน้ำ—ล้วนมีแต่ความศุขสนุกสนานมากอยู่รอบข้าง. แต่ตัวข้าพเจ้าไม่มีสนุกเสียเลย—คันมือใคร่จะเข้ากระหวัดวัดบีบคอเจ้ามหาโกหกซึ่งเดินเคียงอยู่นั้น. เอย ผีสางเทวดาถ้าเข้ารู้! ถ้าเขาทายความที่เปนจริงถูก อยากจะรู้นักว่าจะวางหน้าอย่างไร—อยากจะรู้ว่ากิริยาจะเปนอย่างเดี๋ยวนี้หรือไม่ ? ชำเลืองมองดู—เขาเดินร้องเพลงฮึม ๆ เฉย ภายหลังเห็นจะรู้สึกว่าข้าพเจ้าจ้องมองดู เขาจึงหยุดฮึมเพลงลงกลางคัน แล้วหันมาพูดกับข้าพเจ้าว่า,

“ท่านเห็นจะเที่ยวไกลและได้เห็นมาก คอนเต้ ?”

“ได้เที่ยวได้เห็นมากอยู่”

​“ในประเทศใดที่ท่านได้ประสบผู้หญิงอย่างงามที่สุด ?”

“รับประทานโทษท่าน” ข้าพเจ้าตอบประดุจไม่สู้พอใจในคำถาม “ธุระของฉันแยกให้ฉันห่างจากอิถีถึงค์สโมสร. ไปมัวคิดสมบัติและสิ่งอื่น ๆ เว้นอย่างเดียวแต่เรื่องผู้หญิง ไม่เคยรู้จักรักผู้หญิงหน้าสวยหน้างามกับหน้าธรรมดา ดูมันเหมือนกันหมดตั้งแต่หนุ่มมาจนตราบเท่าชราถึงปานนี้แล้ว ก็ไม่มีความปราดถนาที่จะเปลี่ยนความคิดที่เกี่ยวกับหญิงเลย ถ้าจะพูดแก่ท่านโดยความจริงแล้วมันตรงกันข้ามกับคำที่ว่ารัก.”

เฟอร์รารีหัวเราะ “ท่านทำให้ฉันระลึกถึงฟาบีโอ. เมื่อก่อนมีเมียเขาพูดอย่างท่านฉนี้แหละ ถึงหากว่าเขาจะยังหนุ่มแน่นและยังไม่เคยได้รับความเจ็บใจมาแล้วอย่างท่านก็ดี แต่คอนเต้ เขาเปลี่ยนความคิดปุ่บปับรวดเร็วใจหาย. เหอ เหอ นึกก็ออกขันๆ !”

ข้าพเจ้าถามว่า “ภรรยาเห็นจะสวยเลิศ ?”

“หยอกอยู่เมื่อไร! รูปทรงอ้อนแอ้น ผิวบาง ทั้งหูทั้งตาทั้งหน้า ทั้งคิ้วงามพร้อม ฉันยังไม่เคยเห็นนางฟ้าจริง ๆ ดอก แต่นางฟ้าที่เขาเขียนไว้หละเปนสู้ไม่ได้หลุดเทียว จะมาพรรณารูปโฉมโนมประพรรณคำก็แสดงความงามไม่พอ ไว้ให้ท่านดูเอาเองเถอะ ท่านเปนเพื่อนของพ่อผัวหล่อน ท่านควรจะไปเยี่ยม.”

ข้าพเจ้าตอบว่า “เหตุไรจึงจะควรไป? ฉันไม่มีความปราดถนาจะเจอะหล่อนเลย อนึ่ง หล่อนกำลังอยู่ในระหว่างไว้ทุกข์ไม่ใคร่อยากจะพบปะแขก ควรหรือฉันจะไปกวนให้หล่อนนึกถึงทุกข์ถึงโศรกมากอีก.”

​ไม่ทำสิ่งใดให้ดีไปกว่านี้ได้ ยิ่งแสดงความไม่ปราดถนาจะพบเคานเตสโรมานี กีโดก็ยิ่งอยากจะชักนำให้รู้จักมากขึ้น (ชักนำข้าพเจ้า!...ให้รู้จักกับภรรยา...)

“ท่านต้องไปเยี่ยมหล่อน !” กีโดพูดด้วยความร้อนรนหน่อยๆ “คงรับรองเปนแน่ รับรองอย่างพิเศษ. อายุของท่านประการหนึ่ง ความคุ้นเคยแก่พวกพ้องผู้ใหญ่ ๆ ประการหนึ่ง จำเปนที่เจ้าหล่อนจะต้องรับรองด้วยความเคารพคาระวะอย่างมาก! โดยที่แท้หล่อนไม่สู้จะเศร้า....” กีโดหยุดค้างที่ตรงนี้ เพราะว่าเรามาถึงประตูโฮเต็ลเสียแล้ว.

ข้าพเจ้าเดินขึ้นบันไดใหญ่และร้องเชิญกีโดว่า “เชิญท่านขึ้นมาห้องฉันก่อนเถอะ เสพสุราด้วยกันเสียอีกสักถ้วยก่อนจึงค่อยไป. ก็ฉนั้น ข้างเมียก็ไม่พอใจสามีเลยซี ?”

โดยความเชื้อเชิญและกิริยาวาจาของข้าพเจ้า ทำให้เฟอร์รารีตายใจ สนิทสนมมากขึ้นทุกที เขาเอาแขนไขว่เข้าในแขนข้าพเจ้า เมื่อเดินขึ้นบันได และพูดด้วยสำเพียงอันเชื่อไว้วางใจว่า:

“ท่านเอ๋ย ผู้หญิงจะรักผู้ชายคนที่พ่อแม่ข่มขืนยกยอขอให้เพื่อเห็นแก่สมบัตินั้นอย่างไรได้? ดังฉันได้เล่าให้ฟังแล้วว่าเพื่อนคนเก่าของฉันน้ะ ไม่มีความระวังระไวรักษาความงามของภรรยาเลย—เย็นราวกับหิน มัวแต่ขลุกอยู่กับหนังสือวันยังค่ำคืนยังรุ่ง เมื่อเปนฉนี้ข้างภรรยาจะมีความรักอย่างไรได้.”

พอมาถึงห้องข้าพเจ้าก็เปิดประตูกว้างออก เฟอร์รารีมีความพิศวงในการแต่งห้องฟุ่มเฟือยหรูหรา เมื่อจะตอบคำพูดของเฟอร์รารี ข้าพเจ้ายิ้มและว่า,-

​“ดั่งได้บอกแก่ท่านแล้วว่า อ้ายเรื่องผู้หญิงริงเรือคุยด้วยไม่มีความรู้พอ มิไยจะเกลียดมิไยจะรัก รักก็เท่านั้นเกลียดก็เท่านั้น ในส่วนฉัน คนอื่นยังไรไม่รู้ด้วย นึกว่าผู้หญิงเหมือนกับลูกแมว คนองๆ ประเดี๋ยวก็ข่วนประเดี๋ยวก็กัด ถ้าคนเลี้ยงตบเบา ๆ ให้ถูกวิธีก็เคลียคลอด้วยดี แต่พอเหยียบหางเข้าเอาแล้ว แป๋วฟ่อ! ลองชิมเหล้ามอนเตปูลเซียโนหน่อยหรือท่าน ?”

เขารับถ้วยแก้วไปดื่มแล้วว่า “เด็ดมาก. นี่ท่านอยู่อย่างอองปรางซ์ (อย่างเจ้า) คอนเต้. บอกให้รู้ตัวว่าฉันอิจฉาท่าน.”

ข้าพเจ้าตอบว่า “ท่านไม่ต้องการจะอิจฉา ท่านมีความหนุ่ม ท่านมีความสบาย และ....ตามที่ท่านทำให้ฉันเข้าใจ—มีความรัก! สิ่งเหล่านี้ดีกว่าสมบัติทั้งปวงโดยแท้ คนทั้งหลายย่อมกล่าวกันว่าอย่างนั้น ความหนุ่มแน่นและความสบาย รับประกันว่าเปนสิ่งที่ประเสริฐแท้—ส่วนความรักนั้นยังไม่มีความเชื่อ.”

“เออนี่แน่ะท่านคอนเต้ ฉันเชื่อว่าท่านยังหนุ่ม ๆ อยู่นั้น ท่านคงเปนคนสรวยมาก แต่ถึงเดี๋ยวนี้รูปร่างทรวดทรงยังเก่งพอใช้.”

ข้าพเจ้าก้มศีร์ษะกระทำคำนับ “ท่านยอหน้ะขอรับซินยอ! เมื่อหนุ่มตัวฉันจะจัดเปนคนถึงกะน่าเกลียดทีเดียวก็ไม่ได้ แต่ไม่สู้สวยเก๋โก๋นัก ถ้าพูดส่วนกำลังวังชานั่นแหละเปนมีพอคุยแก่เขาได้ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่อ่อนแอ.”

“เชื่อเทียว” เฟอร์รารีตอบ แต่ยังเพ่งพิจารณาดูข้าพเจ้าทั่วสารพางค์กาย “มีข้อมาประจวบกันอย่างประหลาดข้อหนึ่ง คือรูปร่างทรวดทรงท่านช่างคล้ายกับเคานต์โรมานีเพื่อนเก่าราวกับหล่อมาจากพิมพ์เดียวกันเทียว.”



ข้าพเจ้ารินสุราลงถ้วยสำหรับรับประทานเองด้วยมืออันมั่นคงมิได้สทุกสท้าน ดื่มน้ำสุราแล้วว่า,

“จริงหรือ ? ฉันมีความยินดีที่ได้รับเกียรติยศเปนผู้เตือนใจท่านให้ระลึกถึงเขา. คนสูง ๆ ย่อมคล้ายคลึงกันมาก นี่พูดส่วนสูงสวยอกใหญ่ไหล่ฝั่งด้วยกัน ถ้าสูงโย่งเก้งย่องโก๊นั่นคนละอย่าง.”

คิ้วของเฟอร์รารีขมวด แต่ไม่ใช่ขมวดโกรธ ขมวดอย่างเราท่านทั้งหลายนั่งตรองอะไรต่ออะไร ภายหลังเขารู้สึกตัวเปนตัว ยิ้มและยกถ้วยสุราขึ้นดื่มจนหมด แล้วลุกขึ้นจะไป

“หวังใจว่าท่านจะอนุญาตให้ฉันบอกชื่อท่านแก่เคานเตสโรมานี, หล่อนคงรับรองท่านแน่เทียว ท่านจะอนุญาตหรือไม่ ?”

ข้าพเจ้าทำเปนบิดเบือนด้วยมารยาและว่า “พูดโดยน้ำใสใจจริง ฉันไม่อยากจะพูดแก่ผู้หญิงริงเรือเลย ค่าที่พวกผู้หญิงพูดเหลวแหลก ไม่ถูกวิเคราะห์ มีแต่ยั่วยวนไม่เปนเมื่อเปนคราว แต่ทว่าท่านกับฉันนั้นก็ได้รู้จักกันถึงโดยว่าไม่นานก็สนิทสนมมากอยู่ แม้ท่านไม่มีความรังเกียจแล้ว อยากจะวานท่านเปนทูตไปยังเคานเตส แต่บางทีท่านจะยังไม่มีโอกาศที่จะพบเคานเตสอีกหลายวันดอกกระมัง ?”

หน้าเขาแดงหน่อย ๆ และตอบว่า “ตรงกันข้าม ฉันจะไปบ้านหล่อนค่ำวันนี้ และธุระที่ท่านจะใช้นั้นทำให้ฉันเพิ่มความยินดีอีกมาก.”

“ธุระที่จะวานท่านนั้นไม่หนักหนาอะไรนัก. ฉันจะเล่าเรื่องให้ท่านฟังแต่สังเขปว่าเหตุใดจึงได้อยากจะพบกับท่านชายหนุ่มที่ถึงแก่กรรมแล้ว คือเมื่อฉันยังหนุ่ม ๆ อยู่นั้นเคานต์โรมานีเปนผู้อุปการ ช่วยเหลือเกื้อหนุนฉันมามาก. บุญคุณของท่านที่มีแก่ฉันนั้นยังอยู่ใน​ดวงจิตรเสมอเปนนิตย์ และตรึกตรองอยู่เสมอที่จะทดแทนคุณท่าน บัดนี้ฉันได้รวบรวมเพ็ชร์พลอยอย่างหาค่ามิได้มาหลายเม็ดเพื่อจะให้แก่บุตรของเพื่อนเก่า ประสงค์จะให้เปนที่ระลึกบ้างเล็กน้อย หรือมิฉนั้นก็เพื่อจะแสดงความกตัญญูต่อวงษ์ของท่านผู้มีพระเดชพระคุณแก่ตัวมา. มาบัดนี้บุตรชายของท่านก็ถึงแก่กรรมเสียด้วยเล่า เพ็ชร์พลอยที่หามาก็จะมีประโยชน์อะไรอีก จึงตกลงในใจว่าจะทำกำนันเสียแก่เคานเตส ถ้าหล่อนจะยินดีรับ. ถ้าแม้สามีหล่อนยังมีชีวิตอยู่ ของเหล่านี้ก็คงตกเปนของเจ้าหล่อนยังค่ำ—ฉนั้น บัดนี้ก็ควรเปนของหล่อนเหมือนกัน.”

“ฉันมีความยินดีที่ได้รับเกียรติยศเปนทูตนำข่าวของท่าน” เฟอร์รารีตอบและลุกยืนขึ้นจะลาไปกันที “สัตรีงามชอบเพ็ชรพลอย คนไหนบ้างที่ไม่ชอบ ? ตาคมกับเพ็ชร์พราว ถูกกันเรี่ยมพิลึก! ลาก่อนละท่านคอนเต้! หวังใจว่าเราจะได้พบกันเนืองๆ”

“ข้อนั้นไมสงสัย” ข้าพเจ้าตอบ.

เขาจับมือข้าพเจ้าด้วยความเต็มใจ แต่ข้าพเจ้าเฉยๆ. มองดูทางหน้าต่างโฮเต็ล เห็นเฟอร์รารี เดินไปตามถนนด้วยความศุขในใจ พอเดินไปห่างเขาเหลียวหน้าดู เปิดหมวกคำนับอีกแล้วเดินลับตัวไป ความพยาบาทได้เริ่มต้นแล้ว.


Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #1 on: 21 December 2025, 21:11:20 »


๑๒

​รุ่งขึ้นเฟอร์รารีมาหาข้าพเจ้าแต่เช้า. ข้าพเจ้ากำลังรับประทานอาหารอยู่—เขาขอโทษในการที่มารบกวนในขณะเมื่อรับประทานอาหารอยู่ฉนั้น.

“แต่” เขาอธิบายว่า “เคานเตสโรมานีสั่งมาเปนการร้อน ซึ่งจำเปนอย่างยิ่งที่ฉันจะต้องทำตาม. เราพวกผู้ชายต้องเปนทาษของพวกแม่เจ้าประคุณวันยังค่ำ!”

“ไม่วันยังค่ำ” ข้าพเจ้าขัดคอ และกระทำกิริยาให้เขานั่ง “มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เช่นตัวฉันเองเปนตัวอย่าง เชิญรับประทานกาแฟ.”

“ขอบใจ. ฉันรับประทานมาเมื่อตะกี้นี้เอง เชิญรับประทานให้สบายเถิดอย่าเปนห่วงกังวลเลย. เคานเตสให้บอกแก่ท่านว่า”

“อ้อ เมื่อคืนนี้ท่านไปหามาหรือ ?” ข้าพเจ้ากลุกลางปล้อง กีโดเรี่ย “ไป-ง่า-ง่า-ไปอยู่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น นำเนื้อความของท่านไปเล่าให้หล่อนฟัง แล้วหล่อนขอบใจท่านเปนอันมาก และ ขอให้ฉันบอกแก่ท่านว่า หล่อนจะรับเพชรพลอยเหล่านั้นไม่ได้เลย ถ้าท่านจะไม่ไปเยี่ยมเยียนให้เปนเกียรติยศแก่หล่อนบ้าง แขกเหรื่ออื่นนั้นเปนไม่รับรองใครเปนอันขาดในเวลาที่ไว้ทุกข์นี้—แต่ท่าน—ผู้เปนเพื่อนกันสนิทเก่าแก่ของวงษ์ญาติของสามี จำเปนอยู่เองที่หล่อนจะต้องรับรองด้วยความเต็มอกเต็มใจ.

ข้าพเจ้าก้มศีร์ษะกระทำคำนับ “ฉันถูกเยินยอเหลือเกิน, การเชื้อเชิญด้วยเต็มอกเต็มใจฉนี้เปนของไม่ใคร่จะได้พบเนือง ๆ แต่มีความเสียใจที่จะรับเชิญไม่ได้ ถึงยังไร ๆ ก็ในหมู่นี้ไม่ได้ ขอท่านได้​เอื้อนำใจความอันนี้ไปแต่งเคลือบน้ำตาลให้หวานฉ่ำและบอกกับเคานเตสด้วยเถิด.”

เขาตลงด้วยความประหลาดและฉงนสนเท่ห์ใจ.

“จริงหรือที่ท่านว่าท่านจะไม่ไปเยี่ยมหล่อน—ที่ท่านปฏิเสธคำเชิญของหล่อน ?”

ข้าพเจ้ายิ้ม “จริงซีท่านซินยอเฟอร์รารี ฉันเปนคนที่ใจเปนอย่างไรก็ทำตามใจ และไม่ยกเว้นให้ในส่วนผู้หญิงริงเรือด้วย ถึงจะสวยจะเปนที่ยั่วยวนอย่างไรก็ชักจูงเอาไปไม่ได้ ถ้าแหละใจไม่สมัค. ธุระอื่นในเมืองเนเปิลซ์ยังมีอยู่อีกมาก ฉันจะต้องเอาใจใส่ในธุระเหล่านั้นเสียก่อน เมื่อเสร็จธุระเหล่านั้นแล้ว นั่นและบางทีจะไปหัวหกก้นขวิดบ้าง เพื่อเปนการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย—เดี๋ยวนี้ ฉันยังไม่สมกับอิถีถึงค์สโมสร—คนแก่งุ่มง่ามอย่างที่ท่านเห็นฉนี้ ทั้งปากก็พกลมไม่หวานพอ ได้แต่ไปให้เขาโห่เล่นได้อยู่. จะสัญญาให้แก่ท่านว่าผัดฝึกซ้อมกิริยามารยาตร์เสียให้เรียบร้อยก่อน เมื่อว่างธุระจะคงไปเยี่ยมเคานเตสสักครั้ง ในเวลานี้นั้นฉันมีความหวังใจว่า ท่านจะกรุณาขอโทษขอโพยให้ในการที่ขัดคำสั่ง.”

เฟอร์รารีแสดงกิริยาอย่างประหลาดใจมาก—ภายหลังหัวเราะออกดัง “ผ่าเทอนา ท่านนี่แปลกมนุษย์มาก ฉันเกือบเชื่อท่านแล้วว่าท่านเกลียดผู้หญิงจริง.”

ข้าพเจ้าว่า “คำว่าเกลียดนั้นแรงไปหน่อย—ความเกลียดชังมากย่อมเกิดแต่ความรักมากเปนปฐม. ฉันยังไม่เคยพบผู้หญิงที่ควรแก่ความเกลียดเลย มีแต่เพียงเฉยๆเรื่อยๆ เมื่อดูภายนอกแล้วผู้หญิงดูเปนเรียบร้อย งดงามและเปนเครื่องเบาใจ แต่ครั้นพิจารณาให้ซึ้ง​แล้ว ผู้หญิงกลับกลายเปนสิ่งตรงข้ามไป คือรุงรังพันเต ไม่สวยไม่งาม ทั้งเปนเครื่องถ่วงหัวใจของผู้ชายยิ่งหนัก.”

“ถึงกระนั้นก็ยังมีคนทนแบกความหนักนั้นเสมอ” เฟอร์รารีพูดสอดเข้ามา

“ผู้ชายนั้นมีน้อยคนเต็มทีที่จะเปนนายแห่งความโลภความหลงได้ พอความสนุกสนานเพลิดเพลินอะไรสักหน่อยวี่แววเข้ามา ก็รีบสุ่มสี่สุ่มห้าฉวยรีฉวยขวาง เห็นแต่จะได้ความพอใจเล็กน้อยเหล่านั้น มิได้คิดถึงความที่ปล่อยตัวให้เสียหายในส่วนตัวหรือส่วนเพื่อนฝูงหรืออะไร ๆ ความรักจูงจมูกไปไหน ๆ ได้ตามสบาย. ตะกลามคว้าความสวยความงามผู้หญิงราวกะเด็กเล็กคว้าขนม ถ้าขนมเปนของดีก็พอคุ้มอัฐคุ้มเวลาที่เสียไป แม้นโดนขนมบูดแฉะเข้าสิ ซ้ำร้ายอัฐก็เสีย ท้องก็ปวด ประโยชน์จะมีมาแต่ไหน.”

“เฟอร์รารีแบมือยกไหล่และว่า” ฉันยังไม่เห็นด้วย แต่เวลานี้ยังไม่เถียงท่านก่อน. ตามความเห็นของท่าน ท่านก็ถือว่าเปนถูก คนทุกคนย่อมมีความเห็นส่วนตัว และความเห็นย่อมแผกเพี้ยนกันบ้างไม่มากก็น้อย—เมื่อยังหนุ่มอยู่ชีวิตเหมือนกับสวนดอกไม้ ความรักและความยิ้มแย้มของสัตรีเปนประดุจแสงอาทิตย์อันตกลงต้องดอกไม้ในสวนนั้นกระทำให้สวนเปนที่ที่พึงชม! ถึงตัวท่านเองเมื่อท่านยังหนุ่ม ๆ ก็คงนึกรู้สึกเช่นเดียว—คงเคยนึกรักใครกับใครบ้าง.”

“ความรักเปนของสำหรับมนุษย์ และฉันก็เปนมนุษย์เหมือนคนทั้งหลาย เพราะฉนั้นความรักก็มีอยู่บ้าง” ข้าพเจ้าหัวเราะ “ผู้หญิงที่ฉันพอใจนั้นกลายเปนเทพธิดาไป—ไม่ดีพอกับเจ้าหล่อน ฉันไม่ดี​พอจะล้างเท่าเจ้าหล่อน—เขาว่ากันอย่างนั้น! ฉันรู้สึกว่าความดีของหล่อนสูงล้นพ้น นั่นแหละ—ฉันต้องลา.”

เขาประหลาดใจ “อื๊อ! แปลก เปิดหนีเอาเฉยๆ อย่างนั้นแหละ.”

“แปลกมาก—เปนอย่างที่ผิดกับธรรมดาจริง แต่เปนที่พอใจสำหรับตัวฉัน. เราคุยกันถึงเรื่องที่สนุกๆจะดีกว่า—เรื่องรูปภาพของท่าน เมื่อไรจะได้มีโอกาศไปชมได้บ้าง.”

“สุดแล้วแต่ท่าน” กีโดตอบ “ฉันเกรงว่ารูปที่เขียนไว้จะไม่ดีพอสำหรับตาสูงๆ อย่างท่าน.”

“ท่านพูดถ่อมตัวนัก เอาเถอะบ่ายวันนี้จะไปที่ออฟฟิศท่าน. บ่ายวันนี้ราวระหว่างสามโมงกับสี่โมงเย็นมีเวลาว่างอยู่หน่อยพอจะไปได้ แต่จะขัดขวางแก่ท่านอย่างไรบ้างไม่ทราบ.”

“โอ ไม่มีขัดขวางอะไร. แต่ต้องขอบอกเสียก่อนว่าท่านจะเสียใจในการที่ไปดู ด้วยว่าตัวฉันจะจัดเอาเปนช่างเขียนทีเดียวไม่ได้ ไม่สู้จะดีกว่าเด็กนักเรียนวัดเขียนเล่นตามฝาผนังโบสถ์.”

ข้าพเจ้ายิ้ม รู้ซึมดีทีเดียวในฝีมือเขียนของเขา แต่ไม่ตอบ ไถลไปพูดถึงเรื่องเพ็ชร์พลอย. “ขอกลับพูดถึงเรื่องเพ็ชร์พลอยที่จะทำของกำนันแก่เคานเตสโรมานีใหม่—ท่านจะชมหรือไม่เล่า?”

“ฉันอยากขอชมเปนขวัญตาแท้ๆ” เขาตอบ “คงเรี่ยมหนึ่งไม่มีสอง.”

“ก็นึกว่าอย่างนั้นและท่าน” ว่าดังนั้นแล้วข้าพเจ้าก็เดินไปที่มุมห้อง เอาลูกกุญแจไขกำปั่นเหล็ก หยิบเอาหีบเพ็ชร์พลอยชุดนั้นขึ้นมาส่งให้กีโดดู ในหีบนั้นมีสร้อยคอประดับด้วยทับทิมและเพ็ชร์​เม็ดใหญ่ๆ และกำไลมือเข้าชุดกัน ปิ่นปักมวย—แหวนนิล—กางเขนสำหรับห้อยคอทำด้วยเพ็ชร์สีชมภู กีโดเมื่อเห็นของอันมีค่าเหล่านี้เข้า ไนย์ตาเปิดขึ้นโต และนั่งพิจารณาทีละสิ่ง ตรวจเม็ดพลอยทีละเม็ดอยู่ด้วยความพิศวงมาก.

ข้าพเจ้าพูดว่า “เปนแต่ของเล็กน้อยเท่านั้น แต่บางทีจะเปนที่ชอบใจผู้หญิง และถ้าท่านจะมีความเอื้อรับเอาของฝากเหล่านี้ไปให้เคานเตสโรมานีแล้วฉันจะมีความขอบใจมาก อนึ่ง ของเหล่านี้ เปนของเจ้าหล่อนแท้ ถ้าผัวหล่อนยังมีชีวิตอยู่เขาก็คงมอบให้แก่หล่อน เพราะฉนั้น หล่อนไม่ควรจะมีความรังเกียจที่จะรับของซึ่งเปนของๆ ตนเอง การทั้งนี้จะสำเร็จได้ดีก็เพราะสติปัญญาและวาจาของท่าน.”

เฟอร์รารีประหลาดใจและว่า “ท่านต้องไปเยี่ยมหล่อน. ฉันจะต้องถือเอาว่าการจะไปเยี่ยมเปนการแน่นอน.”

ข้าพเจ้ายิ้ม “เอ๊อ! ดูท่านร้อนอกร้อนใจในเรื่องนี้เหลือเกิน. ขอถามสักหน่อยว่าเหตุไรจึงเปนของที่จำเปนอย่างยิ่ง.”

เฟอร์รารีตอบ “ฉันนึกเอาเองว่า เคานเตสคงมีความโทรมนัสมาก ถ้าและท่านเปิดโอกาสให้หล่อนขอบใจสำหรับของกำนันอันมีค่ามากฉนี้. อนึ่ง หล่อนทราบว่าการที่เยี่ยมเยือนนั้น ไม่เปนของต้องห้ามอันใด บางที่ฉันเกือบทายล่วงหน้าได้ว่าหล่อนคงไม่รับของเหล่านี้ไว้.”

“อย่าร้อนใจไปเลย!” ข้าพเจ้าตอบ “หล่อนอยากขอบใจก็ต้องให้ขอบเสียให้พอความประสงค์ ฉันสัญญาว่าในสองสามวันนี้จะไป​เยี่ยม—โดยที่จริงท่านรับปากว่าท่านจะชักนำให้รู้จัก—เอาเปนตกลง!”

“ถ้าฉนั้นฉันจะรับเอาหีบเครื่องเพ็ชร์นี้ไปให้หล่อน” เขาว่า “ฉันอาจพูดได้ คอนเต้ ว่าให้ท่านไปทั่วพิภพเทียว ท่านจะไม่เจอะหญิงใดที่ควรแก่เครื่องแต่งตัวนี้ยิ่งกว่าเลย.”

“ไม่สงไสยเลย!” ข้าพเจ้าพูด. “ฉันเชื่อท่านทีเดียว. ตัวฉันเองไม่มีความรู้พอที่จะเปนตุลาการชี้ได้ว่าคนหน้าสวยรูปร่างทรวดทรงงามนั้นเปนอย่างไร ท่านว่างามเปนงาม ดีเปนดี. ขอโทษเถอะ หน่อยอย่าคิดอย่างโน้นอย่างนี้ ขอเชิญท่านกลับไปก่อน ฉันอยากอยู่เงียบๆสักหน่อย ในระหว่างสามโมงกับสี่โมงเย็นจึงจะไปที่ออฟพิศท่าน.”



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #2 on: 21 December 2025, 21:13:03 »


๑๓

ครั้นเฟอร์รารีไปแล้ว ข้าพเจ้าก็กระทำธุระต่าง ๆ ซึ่งจะพึงทำเพื่อให้คนทั้งหลายในเมืองเนเปิลซ์ นับหน้าถือตามากขึ้น. ในวันนั้นข้าพเจ้าได้จ้างคนใช้คนหนึ่งชื่อ วินเช็นโซ ฟลัมมา วินเช็นโซ ฟลัมมา นี้เปนคนมีกิริยามารยาตรเรียบร้อย ใจคอซื่อสัตย์กตัญญูต่อผู้เปนนายนัก และข้อสำคัญคือไม่เปนคนปากบอนเก็บความนี่ไปพูดโน่น เก็บความโน่นมาพูดนี่. ข้าพเจ้ามีความพอใจมากในคนใช้คนนี้โดยเหตุที่เปนคนคงแก่เรียนในจรรยาบ่าวจริงๆ. พอรับการมอบธุระหน้าที่ให้เขาแล้ว เหลียวดูนาฬิกาสิ เวลาช่างแล่นเร็วประดุจมีปีกบินโบยได้ จวนถึงเวลากำหนดนัดไว้กับเฟอร์รารีในตอนบ่ายแล้ว จึงจัดแจงลุกขึ้นเดินออกจากโฮเต็ลไปทางบ้านเฟอร์รารี. รู้จักมานมนานครั้งโบราณ—ไม่จำเปนจะต้องดูตำบลบ้านซึ่งแจ้งอยู่ในใบก๊าด. เมื่อก่อนแต่งงานข้าพเจ้าได้เคยมามีเวลาศุขที่นี่เนืองๆ ไม่มีธุระอะไรจะทำก็เอาหนังสือดี ๆ มานอนอ่านเล่น หรือมิฉนั้นก็มานั่งดูเขาเขียนรูปเขาไม้และรูปอะไรต่างๆ และรูปเหล่านี้ข้าพเจ้าช่วยเอื้อเฟื้อซื้อไปทิ้งไว้ ณ บ้านก็หลายรูป. พอถึงบ้านก็เคาะประตูเรียก บัดเดี๋ยวประตูก็เปิดออก เฟอร์รารีเปิดรับข้าพเจ้าเองด้วยความรีบร้อนตะลีตะลาน.

“เชิญเข้ามาข้างใน เชิญ!” เขาพูด “บ้านช่องไม่สู้จะเรียบร้อย แต่หวังใจว่าท่านจะไม่ถือ. ด้วยไม่ใคร่จะมีแขกเหรื่อไปมานานมาแล้ว ระวังขั้นกระไดนาท่าน!—เต็มทีที่ตรงนี้มืดนัก-มืดยังกะเข้าถ้ำ—คนมาสดุดจะคอหักตายเสียนักต่อนัก. บ้านคนจนจะเอาดิบดีถึงไหน แต่ได้เพียงนี้ก็ประเสริฐแล้ว.”

​พูดไปพลางหัวเราะไปพลาง เขานำข้าพเจ้ามาทางระเบียงอันมืดและเข้าในห้องโถงซึ่งเคยทำการเขียนของเขา. ชำเลืองดูปร๊าดเดียวก็เห็นได้ทันทีว่าเขามิได้นำพาห้องนี้นานแล้ว เข้าของวางทิ้งเกลื่อนกลาด แต่จัดลำดับเข้าเพื่อรับรองข้าพเจ้าในคราวนี้แล้ว ยังเพียงนี้ถ้าธรรมดาจะเพียงไหน.

บนโต๊ะใหญ่กลางห้องมีที่ดอกไม้ใหญ่ตั้งอยู่อันหนึ่ง ในนั้นดอกไม้งาม ๆ ประดับประดาอย่างประณีตด้วยฝีมือช่างอย่างดี เกิดสังหรณ์ในใจว่านี่คงไม่ใช่ฝีมือคนอื่นที่ไหน คงเปนฝีมือภรรยาข้าพเจ้าทำมาให้ ส่วนในการเขียนนั้น ไม่เห็นว่าเขาได้เขียนต่อไปอีกเลย เห็นแต่ก่อนยังไรก็คงค้างอยู่อย่างนั้น จำได้ดีทุกสิ่งทุกประการ

ในตอนเช้านั้นเฟอร์รารีสรวมเสื้อดำ แต่ครั้นเวลาเย็นสรวมเสื้อกำมหยี่ดำ และมีดอกกล้วยไม้ติดรังดุมดูสวยเก๋พิลึก ข้าพเจ้ายอมว่าเขาสวยมากในวันนี้. ออกนึกเชื่อเอาเปนแน่เกือบได้ว่าผู้หญิงเกียจคร้านหน่อย ๆ หาความเพลิดเพลินนิด ๆ คงจะงวยงงหลงด้วยรูปร่างและหน้าตาของเขา. ข้าพเจ้าพูดส่วนของความคิดนี้ออกมาดังๆ ว่า

“อา ท่านนี้ไม่ใช่แต่เปนช่างเขียนอย่างเดียว ซินยอเฟอร์รารี—ท่าน—ง่า-”

เขาอายหน้าแดงและยิ้ม

“ท่านอยู่ข้างจะยอมากเกินไป” เขาตอบด้วยความยินดีในออกหน้า “ง่า—แต่ก่อนที่จะลืมเสีย ฉันต้องบอกท่านว่า ฉันได้กระทำตามคำสั่งท่านแล้ว.”

​“เรื่องเคานเตสโรมานีหรือ ?”

“ก้ออะไรเสียอีกเล่า แม้ความดีใจและประหลาดใจของหล่อนเหลือที่จะพรรณาด้วยปากได้ น่าดู๊ น่าดู น่าดูกิริยาอาการของหล่อนที่พอใจในของกำนันนั้น.”

“นี่ท่านหวังแขกคนอื่นอีกหรือเปล่า ?” ข้าพเจ้าถาม

“ไม่ทราบแน่ว่าจะมีใครมาบ้างหรือไม่มา—แต่” ได้ยินกระดิ่งดังกร่าง, เฟอร์รารีพูดค้างแล้วขอโทษ—รีบวิ่งไปเปิดประตูรับ ข้าพเจ้าลุกขึ้นจากเก้าอี้....ทราบทีเดียว ทราบว่าใครมา อุส่าห์ระงับใจ ระงับเส้นประสาธ กดแว่นตาดำให้กำชับตาให้ดี เสียงฝีเท้าเฟอร์รารีขึ้นบันไดมา....และได้ยินเสียงฝีเท้าเบา ๆ ตามมาด้วย.... ได้ยินเสียงกระซิบ ในทันใดนั้นเฟอร์รารเปิดประตูกว้างออกและกระทำกิริยาอย่างเรียบราบ ราวกับว่าเปิดประตูรับนางพระยา. ได้ยินเสียงสร่ายแพร—ได้กลิ่นหอมฉุยๆ—แล้ว แล้ว - -ประเจอะหน้ากับ—ภรรยาของข้าพเจ้า!

หล่อนช่างสวยบาดตานี่กระไร! ข้าพเจ้ายืนมองตลึงอยู่ราวกับเมื่อข้าพเจ้าเห็นหล่อนในคราวแรก. เครื่องแต่งตัวนั้นล้วนแต่ดำและมีผ้าย่นดำคลุมหน้า ยิ่งแต่งตัวอย่างไว้ทุกข์และกิริยาเหงาหงอยยิ่งทำให้ดูงามมากขึ้น. แม่หม้ายสาวสวยอย่างนี้! ข้าพเจ้าผู้เปนสามีของหล่อนที่ถึงแก่กรรม ยังรู้สึกออกรัก ๆ ในท่าทางของหล่อน? หล่อนยืนหยุดอยู่ตรงประตูสักครู่หนึ่ง ยิ้มแล้วมองดูข้าพเจ้าแล้วว่า—

“ฉันคิดว่าฉันผิดตัวไม่ได้โดยแท้ ?” นี้ดีฉันพูดกับท่านเคานต์เซซาเร โอลิวา ไม่ใช่หรือค้ะ ?”

​ข้าพเจ้าพยายามที่จะพูด แต่พูดไม่ออก. ปากแห้งด้วยความตื่นเต้น คอหอยตันด้วยความแค้นและเสียใจมาก ได้แต่ก้มศีร์ษะกระทำคำนับแทนคำรับ หล่อนเดินเข้ามาใกล้ยื่นมือออกมาให้สัมผัสทั้งสองข้าง ซึ่งเปนกิริยาอันข้าพเจ้าเคยชอบมาก.

“ดิฉันชื่อเคานเตสโรมาน” หล่อนว่าทั้งยิ้ม “ฉันได้ทราบจากซินยอเฟอร์รารีว่าท่านจะมายังออฟพิศบ่ายวันนี้ เพราะฉนั้นดีฉันจึงอุส่าห์มาถึงนี่ เพื่อจะแสดงความขอบคุณในของซึ่งกรุณาให้แก่ดีฉันนั้น. เพ็ชร์พลอยเหล่านั้นช่างงามนี่กระไร ที่ฉันยังไม่เคยเห็นงามกว่านี้ไปเลย ขอท่านจงอนุญาตให้ดีฉันขอบใจในการที่ให้นี้โดยเต็มที่.”

ข้าพเจ้าจับมือทั้งสองข้างที่ยื่นมานั้นบีบหนัก—หนักจนรู้สึกว่าแหวนที่หล่อนสรวมอยู่นั้นกดเนื้อจนบู้ แต่หล่อนเปนคนชาติเด็ดลูกชาติลูกตระกูลหล่อนจึงไม่ร้องโวยวาย พอข้าพเจ้าได้สติขึ้นมาก็ตั้งต้นจะต่อการซึ่งได้เริ่มมาแล้วนั้นไปอีก.

“ตรงกันข้ามเสียอีก แมดาม” ข้าพเจ้าตอบด้วยเสียงห้าว ๆ “ความชอบจะต้องจากฉันจึงจะถูก เพราะให้เกียรติยศในข้อที่รับของ ถึงแม้ว่าเปนแต่เล็กน้อยเท่านี้.—ขอให้เชื่อเถอะ ว่าฉันมีความทุกข์ด้วยในข้อที่แม่มีทุกข์ ถ้าหากว่าสามีของแม่ยังมีชีวิต เพ็ชรพลอยเหล่านี้คงเปนของแม่วันยังค่ำ ฉันมีความเหิมใจมากเมื่อคิดที่คนอย่างแม่จะรับของจากมืออันไม่คู่ควรอย่างมือของฉันนี้ ในขณะที่ข้าพเจ้าพูด เห็นสีหน้าของภรรยาข้าพเจ้าซีดสลดไปทันที สดุ้งเยือกและมองดูตลึงอยู่. หล่อนค่อย ๆ ชักนิ้วออกไปจากมือข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไปยกเก้าอี้มาตั้งให้หล่อนนั่ง แล้วข้าพเจ้าก็นั่งลงใกล้ ๆ หล่อนยังจ้องหน้า​ข้าพเจ้าอยู่ไม่วางตา ส่วนเฟอร์รารีนั้นกำลังวนในการจัดเอาน้ำชาออกมาเลี้ยงดูเรา. ครั้นตั้งจานขนมและจานผลไม้เสร็จแล้ว เขาหันหน้ามาหัวเราะ.

“ฮา ฮา ตกหลุม!” เขาหันหน้ามาพูดแก่ข้าพเจ้าอย่างสนุก “ขอให้ท่านพึงเข้าใจเถอะว่าเรารู้กัน คิดแปลนอันนี้ไว้ดักท่าน แมดามกับฉันด้วยกันคิดทำให้ท่านประหลาดใจเล่นอย่างนั้นแหละ ท่านอยากไม่กะเขตร์ว่าจะไปเยี่ยมเคานเตสเมื่อไร และทั้งเจ้าหล่อนก็ดิ้นรนอยากจะมาพบมาปะให้ได้ในวันในพรุ่ง ฉันจึงคิดจัดการให้พบกันที่นี่ มีอะไรดีกว่านี้ไปหรือ ท่านคอนเต้. อา รับสารภาพเสียดี ๆ เถอะว่า ท่านเปนคนคุยสนุกมาก สนุกมาก.”

“แน่ละซีฉันเปนคนคุยสนุก!” ข้าพเจ้าพูดด้วยเสียงประชดหน่อย ๆ “มีใครบ้างที่จะไม่เปนคนคุยสนุกในต่อหน้าความสาวแหละความสวยเช่นนี้ อนึ่ง เคานเตสโรมานีให้เกียรติยศฉันอย่างเอกอุที่จะ กระทำซึ่งความคุ้นเคยในระหว่างทุกข์. เพราะฉนั้นฉันต้องแสดงตัวไว้เปนคนช่างคุย.”

ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้สีหน้าภรรยาข้าพเจ้าสลดและดูโศรกลงทันที.

“เฮ้อ! คิด ๆ ก็เศร้าใจเมื่อนึกถึงฟาบีโอ” หล่อนถอนใจใหญ่ “แม้ นี่ถ้ายังมีชีวิตอยู่แล้วคงจะยินดีรับรองท่านสนัด! เขานับถือยำเกรงบิดาหนัก นี่ท่านก็เปนเพื่อนของบิดา โธ่ โธ่! น่าเสียใจ น่า ใจหาย อะไรเห็นกันอยู่หรัด ๆ ประเดี๋ยวสิได้ข่าวว่าเสียเสียแล้ว ความเศร้าใจเห็นจะตั้งอยู่ในหัวใจที่ฉันไม่รู้หาย”

​เมื่อว่าดังนั้นแล้วน้ำตาก็ซึมออกมาอยู่เต็มหน่วยตาทั้งสองข้าง—ข้อนั้นไม่ทำให้ข้าพเจ้ามีความประหลาดใจเลยสักนิดเดียว เพราะว่าธรรมาดผู้หญิงมักนึกจะให้น้ำตาไหลเมื่อไร น้ำตาก็ต้องไหลเมื่อนั้น อาไศรย์หัดแต่ทีแรก ๆ เสียหน่อย ๆ ภายหลังเรียกเมื่อไรก็มา พวกผู้ชายเราหน้ะสิโง่ ไม่รู้จักจะเรียกน้ำตาอย่างไร ครั้นเห็นน้ำตาเข้า เมื่อตัวของตัวเองทำไม่ได้แล้วก็เชื่อเอาเปนจริง หลงนึกสมเพชปลอบโยนด้วยประการต่าง ๆ ผู้หญิงไม่ใช่เล่นนา. ข้าพเจ้าชำเลืองดูเฟอร์รารีแล้วชำเลืองดูภรรยา—ท่าเจ้าผู้ชายไม่สนิทเท่านางผู้หญิง. หลุดกันมาก.

“อุส่าห์หักอกหักใจเสียบ้างเถอะ แมดาม” ข้าพเจ้าพูด “แผลแห่งความทุกข์ซึ่งเกิดในหัวใจของคนสาวและสวยอย่างแม่นี้คงหายเร็ว! พูดส่วนตัวแล้ว ตัวฉันเองก็มีความเศร้าโศรกมากในเรื่องที่สามีของแม่ถึงแก่กรรม แต่ฉันขออ้อนวอนให้แม่ลืมเสียบ้างซึ่งความโศรก โศรกไปใช่ว่าท่านผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วจะคืนมีชีวิตได้ก็เปล่า มีแต่จะทำให้สังขารร่างกายทรุดโทรมลงไปเท่านั้น ชีวิตของแม่ยังอยู่—การที่ล่วงแล้วควรจะปล่อยให้เปนแล้วไป คิดสำหรับวันข้างหน้าใหม่ จงความศุขและความสบายไปเบื้องหน้ามีแก่แม่ดังได้มีมาแล้วในป่างก่อน!”

ภรรยาข้าพเจ้ายิ้มทันที น้ำตาของหล่อนก็เหือดหายไปราวกับน้ำค้างในเวลาเช้าเมื่อต้องความร้อนของดวงอาทิตย์

“ดีฉันขอบใจท่านมากในข้อที่คิดให้ดี คอนเต้” หล่อนพูด “แต่วันแห่งความศุขของดิฉันจะตั้งต้น ก็เมื่อท่านกรณาให้เกียรติยศไปเยี่ยมเยือนถึงบ้าน มาน้ะค้ะท่าน มาน้ะ! เชิญมาน้ะคะ!”

​ข้าพเจ้ามีความสงไสย์; ส่วนเฟอร์รารีเห็นเปนสนุก.

“แมดามยังไม่ทราบว่าท่านเปนคนที่ไม่ชอบเข้าในอิถีลึงค์สโมสร คอนเต้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงมีเยาะๆ นิดๆ อยู่ในนั้น ข้าพเจ้ามองดูเฟอร์รารี และพูดตอบภรรยาของข้าพเจ้าว่า “ซินยอเฟอร์รารีพูดถูกทีเดียว” แล้วก็มตัวลงไปใกล้หล่อนและพูดกระซิบว่า “ฉันเก่งไม่พอจึงไม่พอใจที่จะเข้าในสโมสรของหญิงธรรมดา แต่ แม่คุณเอ๊ย เมื่อยิ้มของนางเทพธิดาโปรยปรายลงมาแล้วฉนี้ก็เหลือสติกำลังที่จะขัดคำสั่งได้”

“อุ๊ย! ฟังซี ช่างพูด หล่อนพูดด้วยเสียงอันไพเราะ “ถ้าอย่างนั้นแปลความว่า จะไปเยี่ยมฉันถึงบ้านในวันพรุ่งนี้ เทพธิดาว่ากระไรต้องเชื่อ. กี—ไม่ใช่ ขอโทษ ตั้งใจจะพูด ซินยอเฟอร์รารี นี่แน่ะท่านจงเปนผู้นำคอนเต้ไปบ้านด้วยหนา”

เฟอร์รารีก้มศีร์ษะแทนคำรับ และพูดว่า “ฉันมีความยินดีที่เห็นท่านบังคับคอนเต้โอลิวาได้ยังกะอะไร ที่แก่นั้นแหละก้อ ท่านคอนเต้เปนคนละคนเทียว”

หล่อนหัวเราะ “แน่เทียวในข้อนั้น มีผู้หญิงพวกเดียวเท่านั้นที่นึกอะไรก็สมปราดถนา—ฉันพูดถูกไหมเล่าคอนเต้ ?” เมื่อพูดดังนั้นแล้วก็ชายตามามองดูข้าพเจ้าแล้วเลยไปมองดูกีโด ซึ่งเห็นกีโดท่าทางเขิน ๆ หล่อนยิ่งเห็นสนุก ยั่วหนักขึ้น.

“จะถูกหรือผิดนั้นฉันบอกไม่ได้ แมดาม” ข้าพเจ้าตอบ “ด้วยไม่มีความรู้พอในเพศของแม่ ยังต้องการเรียนอีกมาก. แต่มานึกๆดู ในคำไรที่แม่พูดต้องเปนคำถูก ไนย์ตาของแม่ฉนี้ถ้าเปนครูสอน​สาสนาก็ไม่เลว ไม่ต้องอธิบายก็มากน้อยเปนแต่เพียงชำเลืองดูเท่านั้น อาจทำให้พวกนอกสาสนามาเข้ารีตได้.”

หล่อนได้ใช้ตาเปนเครื่องล่อข้าพเจ้าอีก—แล้วก็ลุกขึ้นจะกลับไป.

“การที่ได้มาเจอะในวันนี้ ต้องถือเอาว่าเปนโชคดีของฉันอย่างยิ่ง” ข้าพเจ้าพูด.

“เราจะเจอะกันอีกในวันพรุ่งนี้” หล่อนตอบด้วยยิ้มแย้ม “ฉันถือเอามั่นว่าเปนสัญญา ต้องมาให้ได้ ไม่เหลว พอเที่ยงแล้วไปจะมาเมื่อไรก็ตามใจ แต่มาอย่าให้บ่ายนักเปนดี จะได้เห็นแม่ดาราน้อยบุตรสาวดีฉันด้วย ช่างเหมือนพ้อ เหมือนพ่อ ราวกับแกะ, พรุ่งนี้เจอะกันใหม่ ลาที.”

หล่อนยื่นมือมาให้จับ. ข้าพเจ้าก็ยกขึ้นถึงริมฝีปาก (ธรรมเนียมฝรั่งเว้นแต่ชาติอังกฤษ มักจูบมือผู้หญิงที่มีอายุหรือยศสูงกว่าตัวเสมอไป เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความเคารพและนับถือมาก) หล่อนยิ้มเมื่อชักมือกลับไป และมองดูข้าพเจ้า จะพูดที่ถูกต้องว่ามองดูแว่นตาข้าพเจ้า และถามว่าตาเจ็บหรือ คอนเต้ ?”

“อ้า, แมดาม เคราะห์ร้ายมาก. ทนแสงสว่างไม่ได้ พอกระทบเข้าเปนเคืองแปลบปลาบ แต่ทำอย่างไรได้มันเปนของคู่กับอายุ ตามที ตามที.”

“ท่านดูยังไม่แก่เลยนี่” หล่อนพูดอย่างตรอง ๆ ตาผู้หญิงสังเกตมากไปเรื่องนี้ เห็นจะเห็นเนื้อหนังข้าพเจ้ายังไม่ย่นและเลือกฝาดยังงามอยู่เปนแน่จึงพูดดังนี้ ข้าพเจ้าจึงชิงพูดด้วยเสียงประหลาดใจว่า

​“แม้ไม่แก่, ผมขาวเปนสำลียังไม่แก่.”

“คนหนุ่ม ๆ ที่แพ้ผมมีถมไป พอกลาง ๆ คนก็ขาวหมด แต่อย่างท่านนี้ขาวงามดี!”

เมื่อว่าดังนั้นแล้วกระทำกริยาลาออกจากห้อง เฟอร์รารีกับข้าพเจ้ารีบเดินตามมาด้วยจนถึงรถ ซึ่งจอดคอยอยู่ที่ประตู—รถคันม้าคู่นั้น ที่ข้าพเจ้าซื้อให้เมื่อวันเกิดหล่อน. พอถึงเจ้าเฟอร์รารีขยับเข้าไปใกล้จะพยุงหล่อนขึ้นนั่งบนรถ (ธรรมเนียมฝรั่งผู้หญิงจะขึ้นรถแล้ว ผู้ชายที่รู้จักอยู่ที่นั่นต้องช่วยพยุง) แต่หล่อนทำเปนเชิงเล่นเชิงจริง ไม่รับแขนเฟอร์รารีกลับเอื้อมเข้ามารับแขนข้าพเจ้าแทน ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้วหล่อนก็ก้มศีร์ษะแก่เราทั้งสอง รถก็เคลื่อนที่ขับกลับไปบ้าน. มองดูรถจนหายไปลับตาแล้ว หันมามองดูหน้าเพื่อน ซึ่งยืนอยู่ข้างกันเห็นสีหน้าเหี่ยวสลด คิ้วขมวด ตาลห้อย. เจ็บซี! ข้าพเจ้านึกในใจ. เจ็บที่ผู้หญิงเขาไม่อินังขังขอบ ดูดู๋ยื่นแขนให้เกาะก็ไม่เกาะมาเกาะคนที่พึ่งรู้จักใหม่ น่าน้อยใจ น่าหึง. อา—ความที่จะแก้แค้นเห็นจะไม่ยากนัก นึกยิ้มในใจ. ข้าพเจ้าเอามือจับที่ตรงไหล่ เขาสดุ้งตื่นขึ้นจากฝันและเสทำยิ้ม. ข้าพเจ้าก็ยื่นซองบุหรี่ให้.

“ฝันถึงอะไรท่าน” ข้าพเจ้าถามและหัวเราะ “เหมือนอย่างนางฮีบีเทพธิดากรีกเมื่อคอยเทพบุตรทั้งหลาย หรือเหมือนนางวีนัสเมื่อโผล่ขึ้นมากลางคลื่น ? เหมือนใคร หรือไม่เหมือนใครหมด หรือเหมือนทั้งสองนาง ? ขอแนะท่านว่าบุหรี่อาจจะทำให้มีความสบายใจได้คล้ายกับได้เห็นผู้หญิงยิ้มด้วยเทียวนา.”

เขาหยิบเอาบุหรี่ฝรั่งจุดสูบ แต่หาได้ตอบว่ากระไรไม่.

​“ยังไงดูท่านซึมไป” ข้าพเจ้าพูดเล่นสนุกๆ เอาแขนสอดแขนเข้าและจูงเดินขึ้นเดินลงที่ลานหน้าบ้านหลายกลับ “เขามักพูดกันว่าฝีปากคนเมื่อกระทบตาคมก็คมขึ้นด้วยทันที ก็นี่ของท่านทำไมมันตรงกันข้ามไปเล่า กลับดื้อไปหรือ ? หรือท่านไปคมเสียทางความคิด คิดให้มันซึ้งลอดสวรรค์ไปเทียว ถ้าอย่างนั้นก็ไม่น่าประหลาดใจ เพราะว่าเจ้าแม่ประคุณคนนี้ช่างสวยเสียเกินมนุษย์มนา.”

กีโดหันมามองข้าพเจ้าทันทีแล้วพูดว่า

“ฉันพูดจริงหรือเปล่าเล่า ? ได้ว่าแล้วว่าในใต้ฟ้าไม่มีเสมอสอง! ถึงตัวท่านก็เทอนา ท่านคอนเต้ ท่านไม่ชอบผู้หญิงหละ อะไรหละ ที่ไหนล่า เห็นหร็อก.”

ข้าพเจ้าพ่นควันบุหรี่ทำเชิงไก๋ ๆ “ฉันหรือ ? อะไรจะติดใจ หล่อนยังงั้นหรือ ผิดไป ไม่น่าจะเปนไปได้ แต่ขอรับเสียตรง ๆ ว่า ยังไม่เคยเห็นหญิงใดจะงามบริบูรณ์เช่นนี้เลย.”

เฟอร์รารีหยุดยืน เอาแขนออกจากแขนข้าพเจ้า แล้วมองดูตา.

“ได้บอกท่านแล้ว ต้องจำว่าได้บอกท่านแล้ว แล้วเดี๋ยวนี้ฉันเห็นว่าเปนข้อจำเปนที่จะเตือนท่านอีกหน่อย.”

“เตือนฉันหน้ะหรือ ?” ข้าพเจ้าแกล้งทำหน้าตาตื่นเปนทีตกใจ “เตือนเรื่องอะไร? ขัดข้องต่อใคร เชื่อว่าไม่เกี่ยวเคานเตสโรมานีผู้ท่านรีบร้นชักนำให้รู้จัก? หล่อนคงไม่เปนคนขี้โรคในกายตัว หรือเปนโรคที่จะติดกันได้? ขาแข้งแขนแมนคงไม่เสียหายที่ไหน หรืออย่างไร ?”

เฟอร์รารีหัวเราะในถ้อยคำที่ซักถามเพื่อป้องกันตัวให้พ้นอันตราย ฉนั้น—และหน้าตาที่ทำติดตลกดังนั้น—และดูค่อยเบาใจขึ้นหน่อย ๆ ด้วย

​“เปล่า เปล่า!” เขาว่า “ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นดอก ฉันเห็นว่ามันเปนหน้าที่ของฉันที่จะบอกท่านเสียก่อน ฉันเชื่อว่า เจ้าหล่อนมีกิริยาเปนเจ้าชู้อยู่นิด ๆ ในถ้อยคำและกิริยาของเจ้าหล่อนอันหวานคมมักจะทำให้ผู้ชายนึกผิดไปได้ต่าง ๆ บางทีจะนึกว่าหล่อนชอบเนื้อพอใจตัวก็ถึงกับเปนได้และ—”

ข้าพเจ้าหัวเราะก้ากใหญ่ออกมาทันที และเอามือตบหลังเปนทีสัพยอกผัวะใหญ่ “คำเตือนสตินั้นไม่เห็นเปนข้อจะจำเปนเลยเพื่อนเอ๋ย ท่านนึกหรือคนรูปร่างอย่างฉันนี้จะเปนที่พอใจของผู้หญิงสาวสวย ? ไม่มีวันเสียหละ. ถ้าจะเปนบิดาหล่อนหรือบิดาท่านนั่นแหละว่าจะไม่ถูก อ้ายเรื่องจะไปเปนชู้รักหน้ะ—เหอ เหอ เหอ ยังจะมีวันอยู่หละหรือ”

เขามองดูข้าพเจ้าแล้วพูดเสียงอ่อน ๆ เปนทีพูดแก่ข้าพเจ้าครึ่งๆ แก่ตัวเองครึ่ง ๆ “หล่อนว่าดูท่านยังไม่แก่เลย นี่”

“แน่ลาซี หล่อนยอให้สนัดใจ ฉันซึมดีทีเดียว แต่ทำพยักเพยิดไปด้วยอย่างนั้นเอง อะไร ใครจะรู้ตัวของฉันดีกว่าตัวฉันรู้ตัวเองเปนไม่มีเสียแล้ว ออกแก่หงำเหงือกยังนี้แล้วไม่รู้สำนึกตัวก็จะไปรู้เอา เมื่อไรเล่า พุทโธ่ จะเปรียบกับท่านในเวลานี้ไกลกันราวกับฟ้ากับดิน หรือจะว่าราหูกับจันทร์ก็ว่าได้ ขอรับ!”

กีโดหน้าแดงด้วยความยินดี แล้วพูดว่า—

“ง่า ท่านต้องให้อภัยถ้าฉันมันเปื่อยเรื่อยหลงไป. เคานเตสนั้นเปนประหนึ่งว่าน้องสาวของฉันก็ว่าได้ โดยแท้ที่จริง ที่จะให้เกิดรู้สึกเหมือนพี่น้องกันขึ้นก็เพราะฟาบีโอที่ตาย มาบัดนี้ฟาบีโอก็ตายไปแล้ว ฉันจึงถือเอาว่าเปนหน้าที่ของฉันที่จะเปนผู้ปกปักรักษาหล่อน. ​หล่อนยังเปนเด็ก และธรรมดาเด็กยอมใจเบา และทำอะไรก็ไม่ได้จะตริตรอง—ท่านคงเข้าใจในคำที่ฉันพูดนี่ ยังไง เข้าใจเปล่า?”

ข้าพเจ้าน้อมศีร์ษะลงกระทำคำนับ. ซึมคำที่เขาพูดนั่นดีทีเดียว เช่นนิไสยขะโมยมันไม่อยากให้มีขะโมยคนอื่นอีกในบริเวณนั้นนอกจากตัวมันเอง ด้วยเกรงจะมาแย่งขะโมยของไปเสียหมดข้อนี้ก็จริงอยู่ตามความเห็นของชะโมย แต่ข้าพเจ้าเปนเจ้าของที่ที่บริเวณนั้น เพราะฉนั้นความเห็นต้องแตกต่างไปไม่เหมือนกัน แต่ยังไร ๆ ก็ดีข้าพเจ้ามิได้ตอบประการใด และแกล้งทำเซาซึมดูประหนึ่งว่าไม่ออกสนุกในเชิงคุยเวลานั้น เมื่อเฟอร์รารีเห็นดังนั้น ก็ตั้งต้นจะเปลี่ยนเรื่องและกระทำกิริยารื่นเริงสนุกสนานขึ้นตั้งแต่ก่อน พอเวลาเย็นลงเราก็นัดเวลาโมงที่จะไปเยี่ยมเคานเตสที่บ้าน แล้วข้าพเจ้าก็ลา เฟอร์รารีกลับโฮเต็ล. สิ่งแรกที่กระทบตาพอย่างเข้าในห้องอยู่ที่โฮเต็ล คือกระเช้าผลไม้ประดับประดาด้วยดอกไม้สดและแพรริบบิ้นตั้งอยู่บนโต๊ะกลางห้อง จึงเรียกคนใช้มาถามว่ากระเช้านี้มาจากไหน ?

“แมดามคอนเตสซา โรมานี” วินเช็นโซตอบด้วยกิริยาอันเสงี่ยม “รับประทานมีก๊าดติดอยู่ที่กระเช้านั้นด้วย ถ้าใต้เท้าอ่านก็จะทราบความเลอียด.”

หยิบก๊าดขึ้นพิศดูก็จำได้ทันที ว่าเปนก๊าดของภรรยาข้าพเจ้า และบนหลังก๊าดนั้นมีอักษรตัวงามจารึกว่า

“สำหรับเพื่อนให้ท่านคอนเต้มาเยี่ยมที่บ้านในเวลาวันพรุ่งนี้ตามสัญญา”

​ความโกรธฉิวขึ้นมาทันที ฉวยกระชากเอาแผ่นก๊าดนั้นออกมาขยี้โยนลงไปกลางพื้น. กลิ่นดอกไม้และกลิ่นผลไม้ปนกันมาต้องจมูกให้ฉุนโกรธมากขึ้น เกือบจะเอากระเช้าลงวางกระทืบเสียด้วยเท้า เดชะบุญได้สติขึ้นมาเสียก่อนแสดงทุภาพบุรุษกิริยาจึงหันหน้ามาพูดแก่วินเช็นโซว่า,

“ข้าไม่ต้องการแก่ของขี้ปะติ๋วเล็กน้อยเท่านี้ เอ็งจงเอาไปให้อีเด็กเล็กลูกตาเฝ้าประตูโฮเต็ลเสียไป๊ เด็ก ๆ คงจะชอบใจ เอาไปเสียเดี๋ยวนี้ เอาไปเร็ว เอาไป๊ เอาไป ๆ”

วินเช็นโซยกกระเช้าผลไม้ออกนอกห้องทันที เมื่อกลิ่นและสิ่งของอันนั้นหายลับไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงค่อยบันเทาซึ่งโทษะ ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ยาว และนึกในใจว่านึก ๆ ก็น่าขัน นึก ๆ ก็น่าแค้นใจ ๆ ผลไม้ในสวนของข้าพเจ้าแท้ๆ มีหน้าเอามาให้เปนของกำนันแก่เจ้าของได้ อ๋อ! แมดามเริ่มต้นเสียแล้ว ดูเอาหรือดูคนที่เขาลือว่ามีเงินมีทองเหลือล้นเท่านั้นก็เปนได้ ไม่ทันจะรอให้รู้จักมักคุ้นดีเลย. เงิน เงิน แก้วสารพัดนึก! เงินจะบังคับให้คนที่จองหองเย่อหยิ่งยกมือไหว้ เงินจะบังคับคนที่ดื้อด้านให้อ่อน เงินจะช่วยกำจัดสัตรู เงินจะช่วยปิดปากคนกล่าวร้าย และเงินจะทำให้ผู้หญิงรัก แก้วสารพัดนึกคือเงินนี่เอง มีเงินแล้วจะทำอะไรย่อมสำเร็จความปราดถนาทุกสิ่งทุกประการ เมื่อนึกถึงไนย์ตาของภรรยาข้าพเจ้าในขณะที่หล่อนพูดว่า “ท่านยังไม่แก่เลยนี่” นั้นทำให้นึกอดหัวเราะไม่ได้ ไนย์ตาอธิบายคำที่พูดดีเสียยิ่งกว่าอะไร ๆ หมูด จริงนาไนย์ตาคนเรานี่ก็พิลึกมาก บอกทุกข์ บอกศุข บอกยินดี บอกเสียใจ บอกรัก โกรธ เกลียด และอะไร ๆ ได้ต่าง ๆ และบางทีบอกได้ซึ่งยิ่งกว่าถ้อยคำที่จะแสดงด้วยปากเสียอีก ​โอไนย์ตา! หนทางแห่งความพยาบาทของข้าพเจ้าช่างตรงละราบรื่นนัก—ราบรื่นจนเกินไป อยากจะให้มีอะไรขัดขวางจะได้ยากลำบากบ้าง แต่ช่างโล่งโถงหาสิ่งที่ขัดไม่ได้เสียเลยแหละกับที่ตั้งไว้ดักคนขบถไม่เสียหลาย ด้วยทั้งสองเดินรี่มาเข้ากับแล้วข้าพเจ้าได้นึกถามตัวของตัวเองหลายกลับว่า มีเหตุอันใดพอที่จะให้เวทนาได้บ้าง ? เขาแสดงกิริยาอันรักชาติตระกูลหรือ ? ได้แสดงความกะตัญญบ้างหรือ ? แสดงความดีในกายตัวแต่เพียงสักสิ่งสองสิ่งบ้างหรือ ? คำตอบล้วนแต่ ‘เปล่า!’ ทั้งสิ้น ใจโลเลทั้งคู่ หน้าไหว้หลังหลอกทั้งคู่ และมุสาวาททั้งคู่ รวบรวมใจความย่อ ๆ ว่าควรจะได้รับเคราะห์ทั้งสองคน. คนชนิดกีโดและภรรยาข้าพเจ้านี้หาไม่สู้ยากนัก ในหมู่คนไม่เลือกว่าคนชาติไหนชั้นไหนถ้าไม่เลวกว่าสัตว์เดียรฉานก็คงไม่ดีกว่า เหตุที่สัตว์พูดมุสาไม่ได้ ทั้งเมื่อตายแล้วหนังเขาก็ยังมีราคาบ้าง! แต่ผู้ใดจะอาศาวัดหรือชั่งน้ำหนักของความชั่วที่เกิดขึ้นเพราะลิ้นร้ายได้บ้าง ข้าพเจ้าเปนไม่รับอาศาแล้ว—และคนชาติมุสาแล้วเมื่อตายทรากศพจะหาราคาสักกึ่งเบี้ยก็ไม่ได้ ซ้ำส่งกลิ่นอันร้ายแรงไปทำร้ายผู้อื่นด้วยเสียอีก. ในคำของพระพุทธองค์เรียกมนุษย์ว่าเปนสัตว์ประเสริฐแปลวว่าดีเลิศกว่าสัตว์ทั้งหลาย แต่มาบัดนี้เห็นแล้วว่าดีกว่าอย่างไร ดีกว่าคือมีความฉลาดโกงๆ และมีความเห็นแก่ตัวมากกว่า. เสือช้างป้องกันตัวด้วยเขี้ยวงาและเล็บ แต่มนุษย์ป้องกันตัวของตัวด้วยวาจาและกิริยาโกหกโกไหว้พลิกแพลงไปต่างๆ เมื่อมาใคร่ครวญดูสัตว์ทั้งสองจำพวกนี้ คือสัตว์ประเสริฐอย่างหนึ่ง สัตว์เดียรฉานอย่างหนึ่ง เอาความบริสุทธิ์ขึ้นชั่งตาเต็งดู—ตามความเห็นข้าพเจ้าเห็นว่าสู้สัตว์เดียรฉานไม่ได้ คนที่สู้ไม่ได้นั้นนับแต่ชั้นชนิดคนทั้งสองนั้นลงไป!



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #3 on: 21 December 2025, 21:15:06 »


๑๔

​“เปนการดีที่อุส่าห์มาถึงนี่”

เปนคำอันแปลกที่มากระทบหูข้าพเจ้า. นี่กำลังฝันหรือกำลังยืนอยู่บนสนามในสวนและภรรยาข้าพเจ้ากระทำคำนับและพูดเชื้อเชิญเปนการสัพยอกก็ไม่ทราบ ? ความคิดวิ่งวุ่นอยู่สักนาทีหนึ่งหรือสองได้; เฉลียงอันมีต้นกุหลาบและพุทชาดขึ้นพาดพันและเปนสิ่งอันคุ้นตาข้าพเจ้าดีนั้น ดูแกว่งโยนไปโยนดินอยู่ตรงหน้าประดุจต้องลมเพชหึงอันแรงกล้า เรือนอันใหญ่งามซึ่งเปนที่อยู่ข้าพเจ้าตั้งแต่เล็กน้อยมาและเปนที่ที่ได้เคยรับความศุขมา ได้ขึ้นไปลอยโคลงอยู่บนอากาศ ดูประหนึ่งจะพลิกคว่ำตกลงดิน. ความรู้สึกวิ่งขึ้นมาตันอยู่ที่ตรงคอหอย…. ถึงคนใจแข็ง ๆ ก็เถอะนาบางทีเล่นเอาน้ำตาตกได้—น้ำตาอย่าง—หื่อ! บีบ ออกมาราวกับบีบโลหิตออกจากหัวใจ.... และตัวข้าพเจ้าร้องไห้อย่างนั้นก็ออกเหมือนกัน. โอ้ อนิจจาบ้านเก่า! งามดอกแต่ทว่าดูเศร้า! ไหนเลยจะอยู่ถาวรนานได้ ไม่ช้าต้องร้างและทลายลงประดุจความศุขและเกียรติยศของเจ้าของ. เจ้าของ? ใครเปนเจ้าของ ? ข้าพเจ้าชำเลืองไปดูเฟอร์รารีที่ยืนอยู่ข้างๆ. หน้านี้มันไม่ได้เปนเสียหละ ให้ตายไปเถอะนา รูปนี้ไม่มีเวลาได้เปนเจ้าของเสียหละ. สังเกตบ้านเห็นมีเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย เปนต้นว่าเก้าอี้นอนเคยตั้งอยู่ที่มุมเฉลียงเสมอมาหายไป นกที่แขวนไว้ตรงซุ้มกุหลาบก็หายไป ตาคนใช้เก่าแก่คนหนึ่งมีหน้าตาเศร้าโศรกร่วงโรยเปนน่าสมเพชในเวลาที่เห็นนั้น ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยเปนฉนั้นเลย. และสุนักข์ข้าพเจ้าตัวดำใหญ่นั่นหายไปไหนด้วย ? แต่ก่อนนี้เคยปล่อยวิ่งอยู่​ตามบนเรือนและตามในสวน มันมักชอบนอนผึ่งแดดอยู่ตรงเฉลียงชั้นล่าง เดี๋ยวนี้มองหาออกสุดไนย์ตาก็ไม่เจอะ เมื่อไม่เจอะแล้วทำให้ข้าพเจ้าออกเคืองขึ้นมาทันที แต่ต้องสกดใจไว้ต้องจำว่าในบัดนี้ข้าพเจ้าเปนตัวลครอะไร และเล่นบทไหน.

“เปนการดีที่อุส่าห์มาถึงนี่;” ภรรยาข้าพเจ้าพูด ครั้นเห็นว่าข้าพเจ้านิ่งและเหลียวซ้ายมองขวาตลอดบ้านฉนั้น ก็เสริมจริตพูดต่อไปว่า “ท่านเห็นจะไม่ยินดีในการที่มานี่เลย! คนอย่างดีฉัน บ้านอย่างดีฉัน ไหนท่านจะยินดีมา”

“แม่พูดดังนั้นทำให้เสียใจมาก! ถ้านึกเปนอย่างนั้นจริงฉันต้องนับว่าเปนคนอันไม่รู้คุณคนเลย ขอให้แม่คิดหน่อยเถิดว่า ดานเต้เสียใจหรือไม่เมื่อเขาได้รับอนุญาตพิเศษให้ไปชมสวรรค์ ?”

แม่นีนนาอายหน้าแดง หลบไนย์ตามองดูพื้น ส่วนเฟอร์รารีย่นหน้าแต่มิได้ปริปากว่ากระไร แล้วหล่อนนำทางเข้าไปในห้องรับแขกซึ่งหรูหราเปนระเบียบอย่างแต่ก่อน ในห้องนี้มีเข้าของคงที่อยู่หมด เว้นไว้แต่รูปตัวข้าพเจ้าเอง เปนรูปครั้งเด็ก ๆ สลักด้วยสิลา ไม่รู้ว่าเขาเลื่อนไปไว้เสียไหน, หีบเพลงใหญ่เปิดทิ้งอยู่ และแมนโดลีนวางอยู่บนโต๊ะข้าง ๆ ดู ๆ เหมือนเครื่องดนตรีทั้งสองนั้นได้ใช้เข้าประสานเสียงกันในไม่สู้นานมานัก. ข้าพเจ้านั่งลงและทำออกวาจาชมความสวยของบ้านและบริเวณข้างบ้านนั้นต่าง ๆ

“ยังจำได้ดี๊ดี” ข้าพเจ้าพูดเฉย ๆ.

“ท่านหน้ะหรือ ?” เฟอร์รารี่ ร้องพูดเร็ว เหมือนประหนึ่งว่าประหลาดใจ

​“แน่ละซีท่าน. แม้เมื่อฉันยังยอม ท่านเอ๊ย ฉันมาเล่นอยู่ที่นี่เนืองๆ บิดาเคานต์โรมานีกับฉันมาเล่นด้วยกันตามเหล่านี้แหละ ภูมิลำเนายังติดตาอยู่. แต่เดิมอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็เปนอย่างนั้น.”

แม่นีนนานิ่งฟังด้วยความพิศวงมาก

“ท่านได้เคยเห็นสามีดีฉันคนที่ตายไหม?” หล่อนถาม.

“ครั้งเดียวเท่านั้นเองแหละแม่” ข้าพเจ้าตอบด้วยกิริยาอันเศร้า “แต่เวลานั้นยังเล็กเต็มที ดูท่าทางเหมือนจะเปนเหล็กเอาถ่านอยู่ ข้างท่านบิดาหนะหยอกเสียนี่กระไร. ท่านมารดาฉันก็รู้จัก.”

“ค่ะ ท่านเปนยังไรบ้างค้ะ ?” หล่อนถาม

ข้าพเจ้านิ่งตรองว่าควรหรือเราจะเล่ากล่าวขวัญเรื่องของท่านผู้เปนภรรยาและมารดาอันประเสริฐวิเศษให้คนเลวอย่างนี้ฟัง ?

ภายหลังข้าพเจ้าตอบว่า “เปนคนสวยมากแต่ไม่หยิ่งยกความสวยตนเลย วิญญาณไปมัวคิดถึงจะให้คนอื่นมีความศุขสร้างบุญสร้างกุศลให้ยิ่งๆขึ้นอยู่เปนเนืองนิตย์ จึงไม่มีเวลาที่จะคิดถึงตัวของตนเอง. น่าเสียดายที่มาถึงแก่กรรมเสียแต่ยังสาว.”

เฟอร์รารีมองดูข้าพเจ้าด้วยดวงตาอันประสงค์ร้าย แล้วว่า “ต้องถือเอาว่าการที่ชิงตายเสียนั้นเปนการดี ไม่ทันอยู่ให้ผัวเบื่อ ถ้ามิฉนั้น—ใครจะรู้ได้ว่าจะเปนอย่างไร ?”

โลหิตข้าพเจ้าเดือดพล่านขึ้นด้วยความโกรธ แต่อุส่าห์ระงับไว้แล้วตอบว่า “ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจท่าน ท่านผู้หญิงคนที่ฉันกล่าวนั้น ตั้งแต่มีชีวิตจนตราบเท่าตาย รัศมีแห่งเกียรติยศเกียรติคุณการดีทั้งหลายยังเปล่งบริสุทธิอยู่บริบูรณ์ หาซึ่งราคีมลทินมิได้. ส่วนการที่เปนไปและพอใจของคนในชั้นใหม่นี้จะแปลกไปกว่าชั้นโบราณ​อย่างไรบ้างนั้น ตัวฉันเปนคนผิดไวยผิดไสมยเสียแล้ว รู้สู้ท่านไม่ได้. ยอมกลัว ยอมกลัว ยอมโง่.”

ภรรยาข้าพเจ้าหัวเราะพูดขัดเข้ามาทันทีว่า “ขอเสียทีเถอะท่านคอนเต้ อย่าไปเอาคำของซินยอเฟอร์รารีมาเปนนิยมนิยายหน่อยเลย บางทีก็พูดโพล่งๆ ไปไม่รู้จักที่ผิดที่ชอบ โดยที่จริงไม่ได้คิดจะให้ร้ายหมายขวัญผู้ใดเล้ย แต่ปากนั่นแหละเปนนิสัยของเขา! สามีดิฉันบางทีรำคาญใจบ่อย ๆ แต่ทว่าท่านรักกันมาก. ท่านอยากเห็นแม่ดาราน้อยบุตรสาวฉันไหม? น่าชั้ง น่าชัง ฉันจะให้ไปเรียกมาเดี๋ยวนี้แหละ เออแต่ท่านเกลียดเด็กมันกวนละกระมัง ?”

“ไม่มีเสียหละ แมดาม เด็ก ๆ หละฉันรักนักรักหนาเทียว” ข้าพเจ้าฝืนพูดไปอย่างนั้นเอง แต่ใจนั้นอยากเชยชมลูกก็อยาก กลัวจะเวทนามากมายจนกลั้นไม่ได้ก็กลัว ทั้งสองสิ่งว่ากันวุ่นใหญ่ “ยิ่งหลานของเพื่อนเก่ายิ่งทำให้ความรักเด็กนั้นเปนทวีคูณ”

ภรรยาข้าพเจ้าสั่นกระดิ่ง บัดเดี๋ยวสาวใช้ที่เข้ามาในห้องถูกใช้ให้ไปรับเด็กน้อยมา ในระหว่างนั้นข้าพเจ้ากับเฟอร์รารีคุยอะไรต่ออะไรกันเรื่อย สักครู่หนึ่งบานประตูห้องรับแขกค่อย ๆ แย้ม และแม่นีนมาร้องเรียกไปทันทีว่า “หนู เข้ามาซีมะ! กลัวอะไร—เข้ามาม้ะ!” ในทันใดนั้นบานประตูเปิดออกและบุตรสาวน้อยของข้าพเจ้าวิ่งแต้เข้ามา. ถึงโดยว่าข้าพเจ้าจะจากไปไม่สู้นานกี่มากน้อยเลยก็ดี แต่เห็นบุตรแปลกไปมาก หน้าตาดูไม่แช่มชื่น แสดงว่ากลัวและไม่วางใจ ไนยตาที่เคยยิ้มแย้มกลายเปนละห้อยซึ่งเปนของน่าสังเวชอย่างยิ่งที่จะมาเห็นตาอย่างนั้นในอายุราวนั้น ริมฝีปากล่างย้อยเย้หน่อย ๆ รวมทั้งหมดได้ความว่าคงจะเปนเพราะแม่ไม่แยแสไม่อินัง​ขังข้อปล่อยสุดแล้วแต่จะเปนไป. เดินเข้ามาสักครึ่งทางแล้วหยุดชงักยืนดูเฟอร์รารีด้วยความสงไสยในใจ เฟอร์รารีมองดูหน้าเด็กแล้วยิ้มเยาะรับ.

“มาม้ะ ดารา!” เฟอร์รารีพูด “กลัวอะไรเดี๋ยวนี้นี่! มาดี ๆ ไม่ว่าไม่ดุดอกถ้าไม่ซนไป. เด็กบ้า! ดูทำเข้าแน่ะ ยังกะกันเปนยักษ์เปนมารจะคอยกินเนื้อเถือหนังอยู่ยังนั้นแหละ มา มาดี ๆ มาพูดกับท่านผู้นี้ ท่านรู้จักป้าป๋าด้วย มาเร้ว.”

เมื่อได้ยินดังนั้น ไนยตาของเด็กแจ๋วขึ้นทันที ข้าวขาดูมั่นคงขึ้น—ตรงมาจับมือกับข้าพเจ้า. ข้าพเจ้าอุ้มเด็กขึ้นนั่งบนเขา แล้วเอาหน้าลงซบที่ผมของเด็กทำประหนึ่งว่าจูบ แต่ที่แท้ข้าพเจ้าซบลงซ่อนน้ำตาที่ไหลออกซึมหน่วยอยู่ อุส่าห์หักใจให้แห้งหายกลับไปยังเดิมจึงเงยหน้าขึ้น. ข้าพเจ้าเกรงว่าแว่นตาดำที่ใส่อยู่นั้นจะทำให้เด็กตกใจ—เด็กๆ มักจะตกใจกลัวของอย่างนี้บางที—แต่แม่ดาราไม่กลัวเสียเลย; นั่งบนเข่าสบายอย่างกันเอง ๆ นีนนากับเฟอร์รารีจ้องมองด้วยเห็นสนุก แต่เด็กหาได้นึกดูคนทั้งสองนั้นไม่. ความสนิทสนมของเด็กเช่นนั้นจะทำให้เขามีความระแวงสงไสยบ้างกระมัง แต่เห็นจะเปนไปได้ เพราะเฟอร์รารีได้ไปเห็นเขาฝังข้าพเจ้าแก่ตา นึกแน่แก่ใจดังนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็พูดแก่แม่ดาราน้อยด้วยเสียงอันห้าวดังได้หัดไว้นั้นว่า.

“นี่น่ารักกระไรยังนี้นี่! ชื่อแม่ดาราน้อยไม่ใช่หรือจ้ะ เพราะแท้ๆ ดาราน้อย ดาวน้อย ชื่อชั่งสม กะจุ๋มกะจิ๋มเปนดาว เปนดาวแห่งความศุข.”

​“ป้าป๋าว่าดาราเปนดาวแห่งความศุขอย่างเดียวแหละ” เด็กตอบด้วยเสียงอ่อน ๆ และอาย ๆ.

“หนูแหละเสียเด็กเสียแล้ว ป้าป๋าทำให้เสียเด็ก แม่นีนนาพูดขัดเข้ามา และเอาผ้าเช็ดหน้าริมดำแต้มตา “สงสารป้าป๋า! เวลาหนูอยู่กับป้าป๋าหนูไม่ซน ทีอยู่กับแม่เดี๋ยวนี้ช่างซนเสียนี่กระไร.”

ริมฝีปากเด็กสั่นระริก แต่ยังนิ่งอยู่.

“เต็มที เต็มที ข้าพเจ้าพูดพึมบ่น อะไรซนด้วยหรือ ? ข้อนี้ เห็นจะไม่จริง! ดาวทุกดวงดี—ดาวไม่ร้องไห้—ดาวส่องสว่าง กระจ้างหาวและเงียบ ๆ อยู่เสมอ.

แม่ดารายังนิ่งอึดอยู่—ถอนใจใหญ่ฮั่กใหญ่ราวกับคนผู้ใหญ่. ซบศีร์ษะพาดแขนแหงนหน้าขึ้นมาถามว่า “รู้จักป้าป๋าดาราไหม ? รู้ไหมว่าเมื่อไรป๋าจะกลับ ? ดาราคิดทึ้งคิดถึง.”

ข้าพเจ้านิ่งอยู่ไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร เฟอร์รารีจึงตอบแทนอย่างหยาบคายว่า

“นั่นดาราพูดบ้าอะไร! รู้แล้วว่าป้าป๋าหนีไปเสีย—ไปเพราะดาราซนกวนเขานัก เขารำคาญ อยู่อีกไม่ได้ ไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ไปอยู่ที่ที่เด็กจู้จี้เด็กซนตามไปกวนไม่ได้.”

คำพูดไม่มีความคิดและข่มเหงอย่างนี้เอง กระทำให้เด็กไม่มีความศุข พอเด็กคิดถึงพ่อขึ้นมาเวลาใด ก็ช่วยกันพูดว่าเพราะไม่ดีทีเดียวบิดาจึงทิ้งไปเสีย ก็เด็กเล็กเท่านี้ควรหรือจะไปขู่ด้วยเหตุอันร้ายแรงดังนั้น ผู้ใหญ่เราเองยังเสียใจเมื่อรู้ว่าใครเขาโกรธเกลียดเราเพราะความประพฤติอันไม่ดีของเรา นี่เด็กแท้ ๆ ไหนจะมีปัญญาสอดส่องได้ว่าเขาขู่หลอกดอก ย่อมเชื่อถือเอาเปนจริง และมีความ​เศร้าเสียใจมากในการที่บิดาทิ้งละตัวไปอยู่อื่นด้วยเบื่อหน่ายความซนของตัว แต่ยังไรก็ดี แม่ดาราน้อยมิได้กล่าวออกเปนวาจา หรือบีบน้ำตาออกมาให้เห็น หันหน้าไปมองเฟอร์รารี จ้องมองดูด้วยตาอันถือตัวและแค้น ซึ่งเปนของแปลกมากที่จะเห็นเด็กทำตาอย่างนั้น—ท่าจ้องดูชนิดนี้ รับตระกูลเนื่อง ๆ กันมาสำหรับตระกูลโรมานีทีเดียว ด้วยได้สังเกตเห็นบิดาทำตาอย่างนี้เนือง ๆ และรู้สึกตัวว่าคงมีผู้เห็นข้าพเจ้าทำตาอย่างนั้นบ่อย ๆ บ้าง. เฟอร์รารีเห็นแม่ดาราทำตาอย่างนั้น ก็หัวเราะออกก้องห้อง.

“นั่นเปนไรเสียอีก” เขาพูด “ดูเอาซีดูทำตาแน่ะ เอาอย่างพ่อเสียนี่กระไร นี่ฟาบีโอทีเดียว เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างขาดอยู่อย่างเดียว” ว่าแล้วก็เดินเข้ามาใกล้หยิบเอาผมของเด็กมาพาดที่ปากทำต่างหนวด. เด็กนั้นโกรธสบัดหน้าดิ้นซบเข้ามากับเสื้อข้าพเจ้า ยิ่งดิ้นหนีเฟอร์รารียิ่งกวนรังแกไป ส่วนนางมารดาก็มิได้ห้ามปรามประการใด ซ้ำหัวเราะชอบใจเสียอีก. ข้าพเจ้ากลั้นไม่ได้ จึงกอดบุตรสุดสวาสดิ์เข้าแนบอก แล้วระวังสำเนียงไม่ให้บอกได้ว่าโกรธว่า—

“เห็นงามแล้วหรือซินยอ งามแล้วหรือ! คนแรงเขามักไม่ใคร่ใช้กำลังข่มเหงคนที่มีกำลังอ่อนกว่า ผู้ชายไม่รังแกผู้หญิง”

เฟอร์รารีหัวเราะอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ฝืนหัวเราะไปอย่างนั้น หยุดทำลิงทันที แล้วเดินไปยืนพิงหน้าต่างไถลมองดูอะไรและอะไรไป. ข้าพเจ้าเอามือลูบผมเด็กที่ยุ่งและพูดด้วยยิ้มประชดว่า

รอให้โตหน่อยเถอะน่า จะแก้แค้นให้ได้. จำไว้จำคนที่รังแกเมื่อเด็ก ๆ ไว้ พอโตละก็ยั่วกวนผู้ชายเอากำไรให้จงได้ จริงหรือไม่แมดาม?” ข้าพเจ้าหันหน้ามาพูดแก่ภรรยา หล่อนเล่นตาแล้วตอบว่า—

​“ดีฉันไม่ทราบค่ะ จริงๆ นา!” เมื่อระลึกขึ้นได้ถึงคนที่รังแกเวลาไรต้องระลึกขึ้นได้ถึงคนที่มีความเอ็นดู—คือตัวท่าน เพราะฉนั้นก็เปนการมิใช่ง่ายที่จะตัดสินใจว่าจะรังแกตอบหรือไม่ตอบ.”

คำพูดเช่นนั้นหมายความว่าจะยอ—ข้าพเจ้าก็ทำวางท่ากระหยิ่มยิ้มกริ่มในเชิงให้หล่อนเข้าใจว่าข้าพเจ้าเข้าใจในคำพูดนั้น ซึ่งเปนกลซ้อนให้หล่อนยินดีมากขึ้นในข้อที่นึกว่าตัวพูดเก่ง. สามีภริยาน้อยคู่ทีเดียวที่จะยอพูดเกี้ยวซึ่งกันแลกัน มักจะพูดกันตรง ๆ ถ้าไม่ตรงก็บิดทีเดียว แต่ว่าภรรยาพูดยอข้าพเจ้าผู้ผัวโดยไม่เข้าใจว่ายอผัวฉนี้ กระทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกขันในใจมาก. ในทันใดนั้นคนใช้เปิดประตูเข้ามาในห้องบอกว่ากับเข้าพร้อมแล้ว. ข้าพเจ้าจึงค่อยยกบุตรสาวลงจากเข่า และกระซิบบอกว่าจะมาหาอีก. แม่ดาราน้อยยิ้มอย่างไว้ใจ พอมารดาพยักหน้าให้ทีก็ค่อย ๆ ออกนอกห้องไป. ครั้นไปพ้นแล้วข้าพเจ้าก็กล่าวขวัญความสวยความงามน่าเอ็นดูของเด็กตามที่เปนจริง แต่เห็นได้ว่าคำที่พูดไปนั้นมิได้สมกับความเห็นของเฟอร์รารีและนีนนา. เราไปในห้องรับประทานทั้งสาม—ส่วนข้าพเจ้าเปนแขก (อึม! แขก) เปนผู้จูงแม่คนสวยสาวหามลทินไม่ได้ ไปรับประทานตามธรรมเนียม ครั้นถึงห้องแม่นีนนาจึงว่าแก่ข้าพเจ้าว่า—

“ท่านเปนเพื่อนเก่าของแฟมิลีนี้ เพราะฉนั้นหวังใจว่าท่านคงจะไม่มีความรังเกียจที่จะนั่งหัวโต๊ะ ?”

“เกียรติยศมาก ซีนยอรา !” ข้าพเจ้าตอบ แล้วก้มศีร์ษะรับด้วยกิริยาอย่างเจ้าชู้ประกอบ เมื่อนั่งลงยังที่ที่เคยนั่งแต่ก่อน เฟอร์รารีก็นั่งลงที่โต๊ะข้างขวามือ นีนนาข้างซ้าย. นายบ๋อยซึ่งเปนคนเก่าครั้งท่านบิดาและต่อมาจนถึงข้าพเจ้านั้น ยืนอยู่ตรงหลังเก้าอี้​อย่างเดิม และสังเกตว่าเวลาที่แกเข้ารินสุราให้ทีไร แกตั้งใจตั้งตามองทุกครั้งและแสดงกิริยาอย่างประหลาดใจและสทกเสทิน. ตรงหน้าข้าพเจ้าที่ฝาผนังมีรูปท่านบิดาแขวนอยู่ สถานที่ที่นั่งบังคับให้ตามองดูรูปนั้นบ่อย ๆ จนเผลอตัวถอนหัวใจใหญ่ออกมา. ตาในรูปนั้นดูเหมือนเพ่งดูข้าพเจ้าด้วยความเศร้าสร้อย—ไนย์ตาเพื่อนไปเห็นเปนเหมือนริมฝีปากรูปนั้นเต้นและถอนหายใจรับด้วย.

“รูปนั่นเหมือนไหม ?” เฟอร์รารีถามขึ้นมาทันที ข้าพเจ้าตกใจสดุ้งเยือกทั้งตัว ตั้งสติได้ ตอบว่า—

“เรี่ยม! เหมือนราวกับตัวจริง.” แล้วข้าพเจ้าหันหน้ามาพูดกับเกียโชโมนายบ๋อยว่า “กันจำหน้าแกไม่ได้เลย บางทีเมื่อกันมาเที่ยวเล่นอยู่ที่นี่ แกยังไม่ได้มาอยู่ด้วยท่านเคานต์โรมานี้ผู้เถ้าหละกระมัง?”

“ยังไม่ได้มาอยู่ขอรับ” เกียโชโมตอบ ถูมืออยู่ด้วยความประหม่า “กระผมมารับการอยู่กับท่านที่เสียก่อน ท่านเคานเตสเสีย—ผมหมายความถึงท่านเคานเตสผู้เปนมารดานายหนุ่มกระผมที่เสีย.”

“อ้อ! ไหมน่าหละกันจึงไม่รู้จักแก.” ข้าพเจ้าพูดด้วยเสียงกรุณา ออกสมเพชตาแก่นั่น ด้วยเห็นริมฝีปากสั่น ท่าจะไม่ได้การ. “ถ้าหย่างนั้นแกรู้จักเคานต์หนุ่มมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกน่าซี ?”

“ขอรับกระผม!” แกตอบรับ และมองดูข้าพเจ้าทั่วสารพางค์กายด้วยกิริยาอันสทกเสทินมิใช่น้อย.

“รักท่านไหม ?” ข้าพเจ้าถาม.

“ใต้เท้าขอรับ กระผมมิได้ปราดถนาที่จะรับใช้ใครที่ดีกว่านี้อีกแล้ว. ท่านเคานต์หนุ่มใช่อื่นไกลเลยคือองค์แห่งความดีมาจุติทีเดียว—รูปร่างงดงาม สูง ใจคอกว้างขวาง คนที่จะดีพร้อมทั้งองค์สามคือ​กาย วาจา ใจ อย่างท่านนั้นเห็นจะไม่มีกี่คนนักในจำนวนร้อย นิมนต์มาเกิดทีเดียว ขอรับใต้เท้า! กระผมยังนึกฝันบ้าอยู่ว่าท่านยังไม่ตายเสมอ—เมื่อได้ทราบข่าวว่าท่านเสียแหละขอรับ ใจกระผมยังจะแตกทำลายไป จนเดี๋ยวนี้ยังประสานไม่สนิทปรกติ จนคุณนายท่านว่าบ้า ไม่เชื่อถามท่านดูเถอะขอรับ ท่านเกลียดกระผมเนืองๆ.”

คิ้วภรรยาข้าพเจ้าขมวด หน้าตึง ตาดุ แสดงว่าโกรธและพูดด้วยเสียงกระชาก อันพ้นนิสัยอันเคยไพเราะเสนาะโสต,

“แน่ลาซี เกียโชโม ยิ่งแก่ตัวเข้ายิ่งหลงลืมมากขึ้น ใครบ้าง ใครจะไม่เคืองที่ต้องจ้ำจี้จ้ำไชอยู่ด้วยเรื่อง ๆ เดียวตั้งร้อยครั้งพันครั้ง พูดอะไรกันที่หนึ่งก็ต้องเปนแล้วกันไปบ้างจึงจะพอใจกัน.

เกียโชโมยกมือขึ้นลูบหน้า ถอนใจใหญ่แล้วนิ่ง ในบัดนั้นดูเหมือนจะรู้สึกหน้าที่ที่ตนจะพึงกระทำ เติมน้ำสุราในถ้วยที่พร่อง ๆ แล้วถอยออกไปยืนอยู่ ณ ที่เดิม.

เรื่องสนทนาที่คุยกันในขณะที่นั่งรับประทานอยู่นั้น เปลี่ยนแปลงไปหลายชุด. ข้าพเจ้าซึมซาบดีทีเดียว ว่าภรรยาข้าพเจ้าเปนคนช่างพูดคุยสนุก แต่เฉภาะเวลาเย็นวันนั้นหล่อนช่างพูดจาแคล่วคล่องและสนุกสนานเสียเหลือเกิน จนถึงกับทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าหล่อนพยายามอย่างยิ่งที่จะให้ข้าพเจ้าพอใจในคำพูดในกิริยาและอะไร ๆ ต่าง รวมความพูดอย่างง่ายว่าจะกระทำให้ข้าพเจ้าหลง ผู้หญิงที่มีอุปนิไสย (คิฟต์) ช่างพูดนัก จะทำให้ความวินิจฉัยของผู้ฟังคลาดเคลื่อนไป เพราะว่าคำที่พูดเหล่านั้นไม่ใคร่จะเปนผลเกิดแต่ความคิด และไม่ใคร่จะเปนพยานแห่งความสามารถในตัวผู้พูดด้วย. ผู้หญิงพูดคล้ายกับฟองซ่าบู่ที่เป่าออกจากหลอด ดูงามเปนที่เจริญตา​เจริญใจ แต่ไม่มีน้ำหนักและไม่มีความทนทานอันใด ลอยอยู่เฉย ๆ ไม่พักต้องกระทบกระทั่งอะไรก็ถึงซึ่งความดับได้. คำที่บอกเล่ากล่าวขวัญนั้นเปนแต่ผิว ประสมประเสผักชีโรยชาดแต้มเอาเปนเรื่องขึ้นได้ ไม่ใคร่จะระเวียดระวังในข้อที่จะเล่าให้ถูกตามเนื้อเรื่อง หรือมิให้ต้นเปนปลายปลายเปนกลาง. ผู้หญิงยิ่งพูดพล่ามมากยิ่งเปนโทษแก่ตัวมาก โดยเหตุที่ความอ่อนแออันเปนทรัพย์ของผู้หญิงมักจะทนทานความจัดจ้าน (วิต) อันร้ายแรงไม่ใคร่ไหว.

ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นความประพฤติจริงของภรรยาจนถึงในเวลานี้ ขณะที่หล่อนกระทำรับรองและให้เปนที่พอใจข้าพเจ้า. เมื่อหล่อนพูดนั้นหล่อนสังเกตดูหน้าเฟอร์รารีอยู่เสมอ หน้ายิ่งหมองปากยิ่งพูดน้อย หล่อนก็ยิ่งคุยสนุกสนานหัวร่อต่อกระซิกมากขึ้น ส่วนตัวข้าพเจ้าเองนั้นอุส่าห์ที่จะชวนเฟอร์รารีคุยเสมอ และนำให้ออกความคิดในข้อต่างที่เกี่ยวเข้าในทางที่เขาชอบ เขาก็ยังไม่ใคร่สมัคจะพูดเลย และเมื่อถูกบังคับเข้าหนักก็พูดห้วน ๆ กระหวัดหางเสียงซังกะตายไปอย่างนั้น ซึ่งยิ่งทำให้ภรรยาข้าพเจ้าชอบใจมาก.

“ดูท่านพื้นไม่สู้ดียังไงวันนี้ กีโด!” หล่อนพูด แล้วระลึกขึ้นได้ว่าเรียกเฉภาะชื่อตัว (ซึ่งในธรรมเนียมฝรั่งผู้ใดจะเรียกเฉภาะชื่อตัวผู้ใดไม่ได้เลย ถือว่าเปนการหยาบหยิ่งหมิ่นประมาท เว้นไว้แต่ผู้นั้น ๆ จะชอบกันดีถึงกับตบไหล่ลูบหลังกันได้จึงเรียกได้) ดังนั้น ก็หันหน้ามาพูดแก่ข้าพเจ้าต่อไปว่า—“ดิฉันเรียกว่ากีโดเสมอ อองแฟมีล (อย่างฉันญาติ); นับถืออย่างกับเปนพี่.”

เฟอร์รารีมองดูข้าพเจ้าด้วยตาอันน่ากลัว แต่นิ่งอึดอยู่ นีนนามีความยินดีมากในข้อที่ล้อเล่นอย่างนั้น เมื่อเฟอร์รารีมองดูหล่อน ​หล่อนกลับหัวเราะสนุกใหญ่. ครั้นแล้วหล่อนลุกขึ้นจากโต๊ะและกระทำคำนับ

“ปล่อยให้เสพสุรากันเล่นที่นี่ทั้งสองคนให้เปนที่สบาย” ภรรยาข้าพเจ้าพูด “พวกผู้ชายแหละชอบพูดตลกคนองแรง ๆ จึงต้องปล่อยให้มีโอกาศคุยกันให้สนุกบ้าง. แล้วไปที่เฉลียงหนาค้ะ ไปรับประทานกาแฟที่โน่น.

ข้าพเจ้ารีบโดดไปเปิดประตูให้แม่เจ้าประคุณออก แล้วมานั่งที่โต๊ะใหม่ รินสุราออกใส่ถ้วยข้าพเจ้าและถ้วยเฟอร์รารีอีก. นึกกะแปลนของข้าพเจ้าอยู่สักสองสามนาฑี ตรองดูวิธีเดินนั้นคล้าย ๆ กับวิธีหมากรุก ยามเล่นต้องระวังตรองให้หลายชั้นเดินแต้มให้ซึ้งจึงจะมีไชยชำนะสนิท.

“จัดเอาเปนเรี่ยมที่หนึ่งได้!” ข้าพเจ้าพูดแล้วก็ยกถ้วยสุราขึ้นจิบ “ฉันยอมว่าท่านเลือกชิ้นเก่ง ซินยอ!”

เขาสดุ้งทันที “ว่าอะไรนิ—ไม่ทันได้ยินสนัด” เสียงออกดุๆ ข้าพเจ้าเย็นไว้ มือลูบตบิดหนวดและยิ้มใจดีต่อไว้.

“อ้า คนหนุ่ม คนหนุ่ม !” ข้าพเจ้าถอนใจใหญ่และโคลงศีร์ษะ “ตามที ตามที! เหตุไรถึงจะต้องมาอายมาอำพรางอยู่ได้ ? ฉันเอ็นดูท่านจริง ๆ ถ้าเลดีไม่รับรักคนอย่างท่านฉนี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าเปนหญิงโง่. ผู้หญิงที่จะได้รับโอกาศแห่งความศุขอันดีอย่างนี้เห็นจะน้อยตัวนัก.”

“ท่านคิดว่า—ท่านนึกว่า—ว่า—ฉัน—”

“ว่าท่านรักเขา ?” ข้าพเจ้าช่วยแต่งต่อ “ก็ดีแล้วเปนตามที่ควรจะเปนดีแล้ว ถึงหากว่าตัวท่านเคานต์ฟาบีโอเองก็ดี คงจะไม่เห็น ​ผู้ใดที่จะเปนผู้อุปถัมภ์ค้ำชูภรรยาหม้ายของเขาได้ดีกว่าตัวท่าน. จงอนุญาตให้ฉันดื่มให้พรท่านในเวลานี้! ขอให้ความรักของท่านสำเร็จดังประสงค์เทอญ!” พูดดังนั้นแล้วข้าพเจ้าก็ยกถ้วยสุราขึ้นดื่มจนไม่เหลือสักหยด. เขาวางอาวุธเงียบ ความสงไสยของเขาละลายไปประดุจกับก้อนขี้ผึ้งหน้าไฟ. หน้าตาผ่องใสขึ้นทันที—จับมือข้าพเจ้าบีบอย่างชั้นสหายแล้วว่า.

“ขอโทษที คอนเต้ เสียใจที่กระทำกิริยาหยาบคายต่อท่าน ถ้อยคำอันดีของท่านรักษาให้ฉันเปนปรกติใหม่ ท่านคงเห็นว่าฉันเปนคนบ้าขี้หึงหวง เปนได้เพราะว่าฉันเข้าใจว่าท่านพอใจในหล่อน และขอรับประทานโทษเถอะ จะทุบตีด่าว่าอะไรก็ยอมทุกอย่าง ค่าที่ใจไม่ดีไปเดิมคิด—คิดอยู่ในใจว่าจะ—จะเอาชีวิตท่านทีเดียว!”

ข้าพเจ้ายิ้ม “แน่อย่างนั้นทีเดียวหรือ ? อือแน่ะ!”

“นี่แน่การที่ฉันรับสารภาพโดยชื่นตาตื่นใจคราวนี้ ก็เปนเพราะความโอบอ้อมอารีของท่าน บอกจริง ๆ ในชั่วโมงที่แล้วมานั้นฉันรู้สึกเลวเหลือเกิน!”

“เปนธรรมดาของคนรัก ฉันทาย” ข้าพเจ้าพูด “ทรมานตัวของตัวด้วยใช่เหตุ! นั่นแหละเพื่อนเอ๋ยในเวลานี้มันอย่างหนึ่งต่ออายุแก่คราวฉันเมื่อไร นั่นแหละจะนึกว่าเสียงอะไรหมดไม่ไพเราะเท่าเสียงเงินกระทบกัน สำผัสอะไรหมดไม่ปลื้มเท่าสัมผัสเงิน. มีเงินแล้วจะเกรงอะไร ว่าจะจูงจมูกเล่นไม่ได้. มีเงินเขาก็นับว่าน้อง มีทองเขาก็นับว่าพี่ ที่ไม่มีพี่มีน้อง ไม่มีคนชอบหน้าถือตา ก็เพราะไม่มีเงิน จะเชื่อหรือไม่เชื่อนั่นสุดแล้วแต่ความจริงเปนอย่างนี้.”

​เขายกถ้วยสุราขึ้นดื่มจนหมดถ้วยแล้วว่า “ฉันจะต้องไว้วางใจท่านให้เต็มประตู. ฉันรักคอนเตสซาแท้ๆ ความรัก! คำที่จะพูดนั้นยังแรงไม่พอกับความรู้สึกอยู่ในใจ เมื่อได้สัมผัสมือของหล่อนทีไรให้รู้สึกเสียวซ่าไปทั้งตัว เสียงของหล่อนดูเหมือนกับจะจับหัวใจสั่น ไนย์ตาของหล่อนเท่ากับกองไฟอันมีพิษร้อนยิ่ง! โอ๊ย! ท่านรู้ไม่ได้ ท่านเข้าใจไม่ได้ว่าความยินดีและความระกำใจ.....”

“สกดใจไว้ก่อน” ข้าพเจ้าพูดเรื่อย ๆ “ข้อสำคัญนั้นคือรักษาสมองไว้ให้เย็นในเมื่อโลหิตนั้นร้อน. ท่านคิดว่าเขารักท่านแน่และหรือ ?”

“คิด! ผ่าเทอนา! หล่อนได้—” ตรงนี้เขาหยุด และหน้าเรี่ย—“ไม่ละ ไม่มีความชอบธรรมอย่างใจที่จะพูดให้เกินเขตร์. ฉันรู้แต่ว่าหล่อนไม่ได้รักผัวของหล่อนเลยสักเท่าเสี้ยวเมล็ดงาหัก.”

“ข้อนั้นไม่ต้องบอกก็รู้” ข้าพเจ้าพูดด้วยปราศจากความหวั่นไหว “ธรรมดาเปนคนถ้าสังเกตก็คงเห็น.”

“ไม่เถียงท่าน ยอมกลัวในข้อพิจารณา ยอม ๆ ๆ” เขาพูด “แต่เจ้าตัวนั้นเปนคนโง่เหลือคำจะอธิบาย ก็คนชนิดนั้นมีธุระอะไร จึงเสือกหน้ามาแต่งงานกับผู้หญิงที่หาตัวเปรียบไม่ได้อย่างนี้.”

หัวใจข้าพเจ้าเต้นแรงจนกระทบซี่โครงด้วยความโกรธ แต่อุส่าห์ระงับใจตัดเสียงให้เปนอย่างปรกติว่า -

“ไม่ควร ๆ ไม่ควรจะนินทาคนตาย เขาตายแล้วปล่อยให้เขาหยุดพักวิญญาณให้สบายบ้าง. ถึงจะดีจะชั่วอย่างไรในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ภรรยาก็มิได้เอาใจออกหาก หล่อนเห็นว่าถึงยังไร ๆ ก็เปนสามีต้องซื่อตรงต่อเสมอ ยังนั้นไม่ใช่หรือ?”

​เฟอร์รารีก้มหน้าลงมองพื้นแล้วตอบด้วยเสียงไม่ใคร่ออกจากปากว่า “แน่ทีเดียว!”

“และท่านก็เปนสหายอันสนิทและซื่อตรงต่อเขา ถึงโดยไนย์ตาของเลดีจะชายชำเลืองมาบ้าง ท่านก็ย่อมไม่หวั่นไหว ถูกไหมเล่า?”

เขาตอบด้วยเสียงประดุจก่อนอีก “ก้อ แน่ลาซี!” แต่คราวนี้ข้าพเจ้าสังเกตเห็นได้ว่า มือที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้มือข้าพเจ้านั้นสั่นริก.

“ก้ออย่างนั้น ความรักในส่วนแม่หม้ายของเขาซึ่งติดอยู่ในหัวใจของท่านในปัตยุบันนี้ ฉันคิดว่า เปนสิ่งที่เจ้าผัวจะชอบใจ. ตามคำที่ท่านพูดว่า บริสุทธิ์และหาราคีมิได้นั้น ฉันจะให้พรอย่างอื่นก็ไม่ดีเท่ากับว่า ขอให้ท่านได้รับผลที่ควรได้เถิด”

ในขณะที่ข้าพเจ้าพูดนั้น เขาได้นั่งด้วยปราศจากซึ่งความศุข กระดุกกระดิก ๆ แล้วจ้องมองดูรูปบิดาข้าพเจ้า เขาคงจะนึกว่าช่างมีประพิมประพายเหมือนกับเพื่อนเขาคนที่ถึงแก่กรรมเปนแน่ ภายหลังนิ่งอยู่สักสองสามอึดใจ แล้วผินหน้ามาทางข้าพเจ้าฝืนหัวเราะ—

“ถ้าฉนั้นท่านไม่มีความผิดต้องพอใจในคอนเตสซา น่าซี ?”

“โอ รับประทานโทษ ฉันมีความพอใจในเคานเตสอย่างยิ่งทีเดียว แต่ไม่ใช่อย่างที่ท่านคาดคะเน ขอบอกท่านตามจริงว่าฉันรับประกันตัวว่าจะไม่ผูกรักแก่หล่อนเลย เว้นแต่—”

“เว้นแต่อะไร ?” เขารีบซัก

“เว้นแต่หล่อนจะมารักเอาก่อน ถ้าเปนเช่นนั้นถ้าไม่รักตอบบ้างก็จะเสียผู้ชายไป!”

ข้าพเจ้าหัวเราะก้ากใหญ่. กีโดเพ่งดูข้าพเจ้าด้วยความประหลาดใจมาก. “หล่อนจะมารักท่าน !” เขาพูด “อื้อแนะ เห็นจะไม่มีวัน​เสียหละ ท่านเล่นตลกหน้ะรู้หร็อก ไม่ต้องบอกก็ทราบ จะได้บุญได้บาปก็ทายไม่ผิด จริงนา.”

“ไม่หลอก!” ข้าพเจ้าพูดแล้วลุกขึ้นเอามือตบไหล่กีโดแรงแต่เปนเชิงสัพยอก “ผู้หญิงไม่เกี้ยวผู้ชายดอก ไม่เคยมีไม่เคยได้ยินได้ฟัง เปนฝืนธรรมดาโลก! ไม่ต้องวิตกวิจารณ์อะไรเพื่อนเอ๋ยสิ่งที่ท่านนึกไว้คงสมประสงค์ดั่งใจนึก. มาเถอะ มาไปกินกาแฟกับแม่คนสวย.”

เราเดินสอดแขนกันออกมานอกห้องไปยังเฉลียง อย่างฉันเกลอแก้ว. เฟอร์รารี กลับพื้นดีขึ้นเต็มที่ และข้างฝ่ายแม่นีนนานั้นตามตาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นว่าเมื่อเห็นท่าเฟอร์รารีเปลี่ยนก็ค่อยเบาใจขึ้นด้วย. หล่อนอยู่ค่อนข้างจะกลัวเฟอร์รารี—เปนข้อสำคัญที่ข้าพเจ้าระลึกขึ้นได้ หล่อนรับรองด้วยความยิ้มแย้มและรินกาแฟอันมีกลิ่นโอชายิ่งลงในถ้วยสำหรับเราทั้งสอง. คืนวันนั้นเปนวันข้างขึ้นแก่ ๆ ดวงจันทร์ส่องสว่างจ้า แจ่มแสง นกหกผกรังแฝง ใฝ่ไม้ ยังแต่นกไนติงเกลส่งเสียงกรออยู่ก้องป่า พอข้าพเจ้านั่งบนเก้าอี้ที่ตั้งเชื้อชวนไว้ใกล้เจ้าของบ้านนั้น ก็ได้ยินเสียงหอนอันเยือกเย็นจับใจหวนขึ้นลงเรื่อย ๆ อยู่

/**/“เสียงอะไร ?” ข้าพเจ้าถาม. แกล้งอย่างนั้นเองไม่ต้องบอกก็ทราบ ด้วยจำสำเนียงได้ดีทีเดียว

“สุนักข์กวนใจของฟาบีโอ ชื่อวีวิส” แม่นีนนาตอบ “เต็มที กลางคืน ๆ ลาก้อร้องครวญไป ไม่รู้จะครวญเอาแก้วอะไร.”

“อยู่ที่ไหน !”

​“ตั้งแต่สามีดิฉันถึงแก่กรรมแล้ว มันก็ตั้งแต่จะกวนอกกวนใจ วิ่งพล่านไปทั่วเรือน เข้าห้องนั้นออกห้องนี้ ร้องไปหอนไป งี้ดๆ ง้าดๆ ไม่รู้จักหยุดจักหย่อน เวลาจะนอนก็ต้องไปนอนข้างเตียงแม่ดาราน้อยถึงจะได้ ดีฉันรำคาญใจมากขึ้นเลยต้องสั่งให้ล่ามเสีย.”

อนิจจา วิวิส! ต้องโทษเพราะกตัญญู.

“ฉันแหละอะไรไม่รู้กับสุนักข์ละเปนหยอดขลุกเทียว” ข้าพเจ้าพูด สุนักข์ของแม่ตัวนี้เห็นจะงามพอใช้ ขอฉันชมเปนขวัญตาสักหน่อยได้หรือไม่ ?”

“ทำไมจะไม่ได้เคอะ กีโดไปปล่อยสุนักข์มาให้ท่านชมสักทีไป๊.”

กีโดไม่ปราดถนาลุก กลับเอนตัวพิงเก้าอี้ซดน้ำชาเฉย. “ขอบใจลาแม่” กีโดพูดหัวเราะครึ่งๆ “จำไม่ได้หรือแม้วันนั้นมันเกือบฉีกเนื้อเปนชิ้นเสียแล้ว จะใช้ไปตักน้ำสักโอ่งตำเข้าสักถังยังจะดีกว่า ให้ไปแก้โซร่ ถ้าไม่มีความรังเกียจแล้วฉันจะวานเกียโชโมไปปล่อยแทน”

“สุนักข์ตัวนี้มันพิลึกละเค่อะ บางทีท่านจะไม่อยากชมมันเมื่อทราบเข้า. มันรักเจ้าของจริง” หล่อนหันหน้ามาพูดแก่ข้าพเจ้า. “วีวิสไม่ชอบซินยอเฟอร์รารีเสียเลย ไม่ดุไม่ร้าย ส่วนแก่บุตรดีฉันยังงี้ไปหามันทีไรเล่นอยู่ด้วยกันได้วันยังค่ำ ท่านจะดูจริงหรือเค้อะ ? ดูเค่อะ ? ได้.” หล่อนสั่นกระดิ่งสองครั้งคนใช้ผู้ชายก็มา.

“นี่แน่เกียโชโม” หล่อนพูด “ไปแก้วีวิสแล้วพามาที่นี่เดี๋ยวนี้.”

เกียโชโมมองดูข้าพเจ้าอีกครั้งหนึ่งแล้ว คำนับถอยรีบไปทำตามคำสั่ง ในประมาณสักสามนาที เสียงหอนครวญนั้นก็เงียบลง บัดเดี๋ยวเห็นยาวๆ ดำๆ สูงๆ เปนเงา ๆ กระโจนยวบ ๆ ข้ามสนามหญ้า​มาในกลางแสงจันทร์อย่างเร็วจริงเต็มฝีเท้า. สุนักข์นั้นมิได้เข้าหานายผู้หญิงของมันหรือเข้าหาเฟอร์รารี วิ่งตรงรี่มาหข้าพเจ้าและร้องด้วยความยินดีกระดิกหางไม่รู้จักหยุด เอาเท้าตะกายและวิ่งคนองไปรอบๆเก้าอี้ด้วยความปีติของมันเหลือเกิน แล้วก็กลับมาจูบเท้าและจูบมือเอาศีร์ษะถูที่เข่า ด้วยอาการต่าง ๆ ฉนี้กระทำให้ภรรยาข้าพเจ้าแลกีโดเอาตาไปดูอื่นไม่ได้. ข้าพเจ้าทราบว่าเขามีความปลาดใจ. จึงชิงพูดเสียก่อนว่า

“จะบอกให้ทราบว่าทำไมจึงเปนเช่นนี้! แต่กะฉันไม่เปนการประหลาดเลย. ขึ้นชื่อว่าสุนักข์แล้วเจอะเข้าไม่ได้ไม่ว่าตัวไหนตัวนั้นเปนอย่างนี้หมด.”

ว่าดังนั้นแล้วข้าพเจ้าก็กดคอสุนักข์บอกว่าบังคับให้นิ่ง สุนักข์ก็นอนราบลงทันที เปนแต่ประเดี๋ยว ๆ ก็ยกศีร์ษะขึ้นดูข้าพเจ้าเสียที ดูประหนึ่งจะว่าว่ากระไรนายของเราช่างเปลี่ยนแปลงไปมากถึงเพียงนี้. ขึ้นชื่อว่าสุนักข์แล้วมันจำเจ้าของแม่นยำนัก ถึงจะให้เปลี่ยนแปลงปลอมตัวอย่างไร ถ้ามันได้ดมกลิ่น หรือได้ยินเสียงแล้วสัตว์อันซื่อสัตย์จะรู้จักเจ้าของทันที. ข้าพเจ้าเห็นหน้าของนีนนาซีด จะซีดจริงหรือเปนด้วยตาโก๋ไปเพราะยึดมั่นด้วยอุปาทานก็มิทราบ.

“แม่กลัวสุนักข์ตัวนี้กระมัง แมดาม ?” ข้าพเจ้าถาม, หล่อนเสหัวเราะและว่า.

“เปล่าเค่อะ! แต่ประหลาดมาก วีวิสตัวนี้ไม่ใคร่เข้าหาคนแปลกหน้าเลย ถึงจะเข้าหาบ้างก็เปนแต่อย่างนั้น ๆ อย่างที่ขัดไม่ได้ ยังไม่เห็นทำแก่ใครอย่างทำแก่ท่านเลยเว้นเสียแต่แก่สามีดีฉันคนเดียว ประหลาดแท้ ๆ!”

​เฟอร์รารีโดยไนยตาของเขาเห็นจริงด้วย และอาการอยู่ข้างจะไม่สบายใจแล้วพูดว่า “จะพูดก็ไม่น่าเชื่อ ฉันกับวีวิสแต่ก่อนรู้จักกันดี อยู่ดี ๆ และมาลืมเสียเฉยๆ อาการหนัก ลืมแล้วก็ไม่ยักกลับรู้จักอีก ตั้งแต่คำรามหื้อ ๆ ไม่รู้ว่าจะคำรามเอาวิเศษวิโสอะไร!”

พอได้ยินเสียงเฟอร์รารีพูด วีวิสก็ตั้งคำรามอีก ต่อข้าพเจ้าเอามือกดไว้จึงนิ่ง สัตว์เดียรฉานรู้จักแสดงตนเปนสัตรูต่อเฟอร์รารีเปนสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจข้าพเจ้ามาก—เปนของใหม่ที่เคยมา มากระทบหู ด้วยเมื่อก่อนเขาฝังข้าพเจ้านั้นทั้งสองแสดงกริยาเปนเพื่อนอันสนิทกัน.

“ฉันเลี้ยงสุนักข์มานักต่อนัก” ข้าพเจ้าพูดตามเสียงที่หัดเรื่อย. “เลี้ยงจนรู้จักนิสัยประจำตัวสัตว์ โดยนิสัยอันนี้มันรู้จักทันทีว่าคนไหนเอ็นดูสัตว์ที่เปนพรรณอันเดียวกัน และชอบสโมสรของมัน. วีวิสของแม่ตัวนี้ไม่ต้องสงไสยคงจะทราบว่า พวกพี่น้องวงษ์ญาติของมันมาเปนเพื่อนของฉันเอนก จึงไม่เปนการแปลกเลยที่มันจะรับรองรักใคร่โดยฉันมิตรจิตรมิตรใจฉนี้.”

กิริยาท่าทางที่กระทำและคำที่กล่าวไปจากปากประกอบกันให้คนทั้งสองเชื่อว่าเปนไปได้จริงดังนั้น ในไม่ช้าเราสนทนากันเรื่อย ถึงเรื่องอะไรต่ออะไรเรียบร้อยประดุจดังเก่า “ถ้าฉันเปนผู้ผูกแล้ว เชื่อแน่ว่าจะไม่หอนกวนแม่ในเวลาที่จะหลับนอนให้สบายเปนแน่ รับประกันเทียว”

เขายอมให้ตามคำที่ข้าพเจ้าอาศา เฟอร์รารีเปนผู้นำข้าพเจ้ากับสุนักข์ไปยังกุฏิสนักข์ แล้วข้าพเจ้าก็เอาโซร่ล่าม และตบหัวเบา ๆ ดูมันเข้าใจคำสั่งของข้าพเจ้าดี วิ่งตรงไปนอนบนเบาะฟางนิ่งเงียบ​ไม่กระดุกกระดิกอะไร เว้นแต่ชั่วหันหน้ามามองดูอีกครั้งหนึ่งเมื่อขณะข้าพเจ้าเดินกลับมา.

ครั้นล่ำลาแม่นีนนาแล้ว เฟอร์รารี ก็จะเดินกลับมาส่งข้าพให้ถึงโฮเต็ล แต่ข้าพเจ้าขอไม่ให้เขาต้องมาส่งให้ลำบากเลย

“ในกลางคืนเดือนหงายเช่นนี้ฉันชอบเดินคนเดียวนัก” ข้าพเจ้าพูด “ดูมันเย็นใจ ขอท่านอย่าเปนกังวลในข้อที่จะส่งเลย อนุญาตให้ฉันสบายใจโดยลำพังตนเองเถอะ”

ครั้นพูดเกี่ยงงอนกันบ้างฉันเพื่อนฝูงแล้ว ข้าพเจ้าก็ลาทั้งสองโดยสุภาพ. เฟอร์รารีเดินมาส่งถึงประตูใหญ่หน้าบ้าน และยืนดูอยู่จนเดินออกถนนใหญ่. ในขณะที่เขายืนอยู่ที่ประตูบ้านนั้น ข้าพเจ้าทำเปนเดินเอื่อย ๆ ทอดน่องแฉะไปทางในเมือง พอได้ยินเสียงประตูลั่นก็รีบหันหน้าค่อยเดินย่องสวนทางกลับมา แต่หาได้กลับเข้าทางใหญ่ไม่ ลอดลัดไปเข้าทางด้านตวันตกที่มีต้นไม้ปลูกไว้เปนซุ้มเซิงปรกจนเกือบถึงเฉลียงเรือนซึ่งข้าพเจ้าจึงจะลุกจากไปเมื่อสักครู่นี้. ค่อย ๆ ย่องไปตามพุ่มไม้ระวังมิให้เกรียบกรอบได้ จนถึงที่ที่จะเข้าใกล้เฉลียงอย่างใกล้ที่สุดได้ พอได้ยินได้เห็นอะไรที่เปนไปบนนั้นได้ เห็นกีโดนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเตี้ยตัวที่ข้าพเจ้านั่งอยู่เมื่อตะกี้นี้ โอนศีร์ษะไปตรงทรวงอกภรรยาข้าพเจ้าและเอามือกระหวัดรอบคอ โน้มเอาศีร์ษะนางให้ลงมาประชิดกับของเขา นิ่งอยู่อย่างนั้นหลายอึดใจ แล้วภายหลัง เฟอร์รารี พูดว่า—

“ยังงี้ เต็มที เต็มที หล่อน หล่อน! หล่อนทำให้ฉันเห็นว่าหล่อนมีความพอใจในเศรษฐีคอนเต้เถ้านั้น.”

​หล่อนหัวเราะ “ก้อใครว่าอย่างไรเล่า ! อุ๊ยเธอ ถ้าถอดอ้ายแว่นตาสกปรกนั้นทิ้งเสียจะสวยใช่เล่น เพ็ชรพลอยก็น่ารักไม่น้อย ฉันอยากให้เอามาให้อีก ให้อีกก็จะดีนี่!”

“ก้อนี่แน่ ติ๊ต่างว่าเขาเอาเพ็ชรพลอยมาให้หล่อนอีก น้ำใจหล่อนจะเอนไปข้างเขาเทียวหรือจ๊ะหล่อน ขอถามหน่อย” กีโดถามด้วยเสียงออกหึง ๆ “เชื่อแน่ว่า คงไม่เปนยังงั้น! อ้อยังไม่รู้ จะบอกให้ ตานั่นอวดดีพิลึก แกว่าแกจะไม่รักผู้หญิงคนไหนก่อน นอกจากผู้หญิงจะเจ๋อมารักแกก่อน! ขอให้หล่อนคิดดูเถอะ ? รักแกก่อน”

หล่อนหัวเราะอีก คราวนี้ออกกังวารบอกว่าสนุกกว่าก่อน.

“ให้คิด. หา—ทำไม นี่แบบใหม่จากร้าน—ท่านคอนเต้พูดสนุกนะ จะเข้ามาข้างในหรือไม่เล่า กีโด ?”

“ทำไมจะไม่เข้ามาเดี๋ยวนี้ ดูซีช่างพูดออกมาได้” กีโดตอบ “จะต้องจูบเสียสักร้อยครั้ง จูบให้เท่ากับจำนวนที่หล่อนชายตาและยิ้มกับคอนเต้ แก้วเทียว คราวปู่คราวย่าคราวตาคราวทวดก็เล่นตาด้วย เจ้าชู้ใหญ่เสียแล้ว.”

หล่อนนิ่งซบอยู่กับกีโดสักครู่หนึ่ง มือคลำช่อดอกไม้ที่กลัดอยู่กับรังดุม แล้วพูดเบา ๆ ดูออกมีความครั่น ๆ อยู่ในน้ำเสียงว่า - -

“พูดจริงหน่อยเถอะกีโด เธอคิดบ้างไหมว่าท่านคอนเต้นั้น มีประพิมประพายเหมือน—เหมือนฟาบีโอ ? กิริยามารยาตรยังกับมาจากโรงเรียนเดียวกัน ช่างเมื้อน เหมือน.”

“รับสารภาพตามจริงว่าสกิดหัวใจสองสามครั้ง” กีโดพูด “เหมือนจนน่าเกลียด. แต่จะถือเอาเปนนิยมนิยายอะไร ? พวกผู้ชาย​เรามักเหมือนๆคล้ายๆกันบ้างไม่มากก็น้อย. แต่ฉันคิดอย่างนี้ หล่อนจะคิดอย่างไรไม่ทราบ ฉันเชื่อแน่ว่านี่ไม่ใช่อื่นไกลที่ไหน คงเปนพวกพวงพ้องวงษ์ญาติที่สูญหายไปนานแล้วกลับคืนมา—ลุงของฟาบีโอคนนี้ใครก็ย่อมทราบนั่นเอง แกไม่อยากจะแสดงตนว่าเปนญาติจึงทำอย่างนี้. ว่าไปแกก้อเปนคนที่ควรคบ ฉันเชื่อว่าแกมีเงินตั้งพ้อมยังกะร้อตไชลด์. มาเถอะหล่อน แม่ชื่นใจ ดึกแล้ว.”

ทั้งสองคนก็หายเข้าไปในเรือน แล้วก็งับน่าต่าง, ข้าพเจ้าก็ออกจากที่ซ่อนเดินกลับมาเมืองเนเปิลซ์. มีความพอใจมากที่คนทั้งสองมิได้มีความระแวง โดยที่แท้ ใครเลยจะคิดระแวง มีเยี่ยงอย่างที่ไหนบ้างที่ตายจนฝังแล้วชีวิตจะคืนมาเข้าร่างได้. เกมอยู่ในมือแล้ว ต้องเล่นให้เรียบเรื่อยให้สนิททีเดียว.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #4 on: 21 December 2025, 21:17:03 »


๑๕

ทุ่มโมงวันคืนเดินเร็วไม่น้อย - ประเดี๋ยวเดือนหนึ่ง, เดือนครึ่งล่วงไปแล้ว ข้าพเจ้าตั้งตัวเปนคนโตในเมืองเนเปิลซ์ -โตเพราะสมบัติและเพราะวิธีที่อยู่. รถสวยม้าเทียมก็งาม กลางคืนเชิญคนโน้นคนนี้ ไปนั่งบ๊อกซ์ที่โรงลครออเปอราเนืองนิตย์ เรือใบสำหรับแล่นเล่นก็มี เครื่องประดับในเรือหรูหราเปนที่พึงใจของบุรุษสัตรีที่ลงไปในลำยิ่งนัก เวลากลางคืนเดือนหงายจ้างเครื่องสายดี ๆ วงหนึ่งลงไปเล่นในเรือ เรือก็แล่นเฉื่อยไปตามลมทวนขึ้นทวนล่องอยู่ในอ่าวนั้น. ในชั่วเวลาไม่กี่มากน้อยข้าพเจ้ารู้จักคนที่สมควรจะรู้จักด้วยในเมืองเนเปิลซ์จนหมด ไม่ว่าในที่แห่งใดสถานใดมีแต่ผู้กล่าวขวัญถึงข้าพเจ้า จะกระดิกตัวไปข้างไหนสักหน่อย ทำอะไรสักนิดคงต้องมีในหนังสือพิมพ์. ความโอบอ้อมอารีที่ได้เผื่อแผ่ไปนั้น พูดซ้ำซากอยู่กับปากมนุษย์ คนนี้พูดแล้วคนนั้นแล้วคนโน้นและคนหนึ่งคนหนึ่งมิใช่จะพูดครั้งคราวเดียว ชื่อเสียงดังเสียยิ่งกว่าปืนยิงเที่ยงหลายเท่า. พวกพ่อค้านายห้างแอบมาถวายลูกกวาด (พูดตามภาษาคลังต้องว่า ‘ขาหมู ขนมเปีย วุ้นเส้น’) แก่วินเช็นโซคนใช้นับรายไม่ถ้วน โดยความประสงค์ที่จะเอาไว้เปนเจ้าจำนำกับข้าพเจ้า, “ลูกกวาด” นั้นเมื่อมาถึงมือแล้ววินเช็นโซก็มิได้ปฏิเสธให้เจ้าของต้องเสียใจกลับหิ้วไปเลยแต่สักรายเดียว แต่เขาเปนคนตรงมากรับรายไหนไว้แล้วต้อง มาขยายให้นายทราบ. บอกชื่อบอกตำบลร้านที่ตั้งถูกต้องและมักจะต่อท้ายเปนฟอร์มอย่างนี้ “อีตานั่นแกจะขายของดีหรือไม่ดีนั้นผีสางเทวดาย่อมทราบ โดยที่แท้เขาให้กระผมสามสิบแฟรงค์เปนค่าให้เรียน​ใต้เท้าว่าเขามีของขาย. ตามที่กระผมทราบแล้ว ทราบว่าเปนคนซื่อ ถ้าคนโกงเปนยังโง้นยังงี้ที่ไหนผมจะกล้ามากราบเรียนได้!”

ยังมีอีก ยังมีพวกแม่ ๆ ที่อยากหาผัวให้ลูกสาว. แว่นตาดำที่ข้าพเจ้าใส่อยู่เสมอนั้นมิได้เปนรั้วกั้นพวกแม่ ๆ เหล่านี้เลย โดยเล่ห์กะเท่ห์ต่าง ๆ ชักนำจะให้ข้าพเจ้าเปนบุตรเขย, ช่างเถอะ! อาการหนัก; พวกผู้หญิงสาวพรมจารีย์ล้วนอายุแต่สิบกับเศษปีโดยมาก ถูกชักนำให้ข้าพเจ้ารู้จัก. ถึงจะยังรุ่นและท่าทางหงิมอายอย่างไรก็ดี แต่ละคนทายได้ว่าในใจนั้นมีสมอยู่ในใจมากหลาย ตรองที่จะได้เปนอิศระแก่ตัว จะได้มีความศุขความเพลิดเพลิน จะได้เปนเคานเตสโอลิวา เปนภรรยาของตาคนบ้าที่ใส่แว่นตาดำ ช่างเถอะ ยกไว้เสียที ไม่จำเปนต้องกล่าวว่าแปลนที่ต่างคิดมาตั้งร้อยตั้งพันนั้นล้มละลายหมด ถึงกระนั้นข้าพเจ้ายังชอบดูกลต่าง ๆ ที่เขาจะทำให้หลง. เออไนย์ตาที่ชายมาช่างหวานคมนี่กระไร;—ประเดี๋ยวยินกระซิบชมว่า “ผมขาวสวยแท้ๆ” แต่งจริตให้ชอบใจต่าง ๆ เวลาเย็น ๆ ลงแล่นเรือเล่น ในอ่าวกับแม่เจ้าประคุณเหล่านี้คราวละสองละสามเนือง ๆ อะไรก็เปล่าดอก, ชอบนิ่งดูไนย์ตาอันวาววับจับแสงจันทร์ เมื่อใจตรองไปต่าง ๆ ว่าทำอย่างไรหนอจึงจะเอาข่ายแห่งความรักดักตามหาเศรษฐีเถ้าคนนี้ได้. ถึงข้าพเจ้าจะเอามือจับแขนอันขาวประดุจหยกอันมีค่าก็ไม่ต้องถูกสบัด หรือจะจับข้อมือไว้นานสักเท่าไร ก็ไม่ได้รับคำที่ระคายหู—เปนได้ทั้งนี้ ก็เพราะอำนาจของสมบัติ. เออ แก้ว สารพัดนึก!

ส่วนที่บ้านเดิมข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าจะไปมาเมื่อไรก็ได้. อนุญาต. จะไปนั่งอ่านหนังสืออะไรๆ ของข้าพเจ้าเองในห้องสมุดก็ได้​อนุญาต. อนุญาตทั้งสิ้น จนบ้านนั้นเกือบจะว่าได้ว่าเปนบ้านของเจ้าอย่างเดิม เว้นแต่ข้าพเจ้าไม่อยู่ใต้ชายคาตลอดคืนเท่านั้น. เว้นแต่ข้าพเจ้าไม่อยู่ใต้ชายคาตลอดคืนเท่านั้น ระวังแต้มวางท่าให้ขรึมเปนตาเถ้าไว้ ระวังเวลาไหนไม่เท่าเวลาที่จะวางต่อภรรยาข้าพเจ้าในต่อหน้ากีโด. ในต่อหน้าข้าพเจ้าวางท่าเหมือนผู้ใหญ่คราวพ่อคราวแม่ ฝ่ายเจ้าหล่อนก็ไหวเร็วเหมือนกัน ชาติลูกหม้อ ว่าข้าพเจ้าทำอย่างนั้นหน้ะเพื่อประสงค์อย่างไร. พอเฟอร์รารีให้หลัง หล่อนก็เล่นตาก็ยิ้ม ๆ เปนเชิงเยาะหน่อย ๆ ยั่วนิดๆ. ไม่ใช่หน้าที่ของข้าพเจ้าที่จะเปิดความลับของหล่อน—เมื่อถือสมบัติผู้ดีแล้ว ไม่เห็นจำเปนจะต้องบอกให้เฟอร์รารีทราบว่าหล่อนให้สาวใช้เอาผลไม้มาส่งยังโฮเต็ลและถามข่าวคราวทุกเวลาเช้า หรือจำเปนจะบอกว่าวินเช็นโซคนใช้ของข้าพเจ้าได้นำของตอบแทนและข่าวคราวไปส่งหล่อนเหมือนกัน. ในต้นเดือนพฤศจิกายนเปนเริ่มที่ข้าพเจ้าถูกภรรยาข้าพเจ้าตั้งต้นเกี้ยว. เฟอร์รารีไม่รู้หามิได้ เขาเคยพูดถึงข้าพเจ้าแต่ก่อนว่า “ฟาบีโอมันเปนบ้าถูกหลอกได้ง่าย ๆ” แต่ไม่ “ถูกหลอกง่าย ๆ” ไปกว่าตัวของเขาเอง. ข้าพเจ้าอยากนัก อยากจะทำให้เขาไม่วางใจให้เขาแสดงตนเปนสัตรู อยากนักอยากหนา แต่ไม่กล้าบอก เขาไว้ใจข้าพเจ้า ไว้ใจจริงอย่างที่ข้าพเจ้าไว้ใจเขาในสมัยโน้น นี่แหละกำเกวียนกงเกวียน.

ตลอดเวลาที่ไปที่บ้านเนือง ๆ นั้น เปนโอกาศที่ได้เจอะแม่ดาราน้อยบ่อย ๆ.

เด็กมีความรักข้าพเจ้ามากขึ้น ความรักเปนธรรมชาติแห่งนิสัย. แอสซันตาผู้เปนพี่เลี้ยงได้พามาเล่นยังโฮเต็ลเนืองๆ การที่พามาฉนั้นทำให้เด็กมีความศุขสนุกสบายมาก ความศุขขึ้นสูงที่สุดคือในขณะที่​อุ้มขึ้นนั่งบนเขาและเล่านิทานต่าง ๆ ให้ฟัง—แต่เรื่องที่ชอบมากนั้นคือเรื่องเด็กหญิงเล็กดีคนหนึ่งวันหนึ่งบิดาอยู่ ๆ ก็หายไปเฉย ๆ และเด็กคนนั้นมีความเศร้าโศกร้องไห้ร้องห่มไม่รู้จักหยุดจักหย่อน จนร้อนถึงพระอินทร์ ทิพย์อาศน์เคยอ่อนแต่ก่อนมากระด้างดังสีลาประหลาดใจ ก็เล็งทิพย์ญาณลงมาจึงทราบเหตุตลอดต้นไปจนปลาย แล้วพระอินทร์ก็มีความกรุณาพาให้บุตรีกับบิดาได้พบกัน. ครั้นวันในเดือนพฤศจิกายนค่อย ๆ เลื่อนตามกันไป ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าแม่ดาราน้อยมีสีหน้าอันซีดเหลือง และกิริยาอ่อนเปียกไป ไนย์ตาดูโรยบอกอาการว่าไม่สบาย ข้าพเจ้าจึงบอกแก่แอสซันตาว่าให้หมั่นระวังระไวเด็กให้จงหนัก แอสซันตาตอบว่าแกได้บอกกับแมดามแล้ว แต่แมดามดูไม่ใคร่จะแยแสอะไรนัก ภายหลังข้าพเจ้าจึงพูดกับแม่นีนนาเองด้วยเรื่องเด็กหน้าจ๋อยไป หล่อนกลับยิ้มแล้วว่า—

“จริง ท่านคอนเต้ ขอบพระเดชพระคุณท่านที่ตักเตือน แต่แม่ดาราน้อยนั้นไม่เปนกระไรดอก หล่อนสบายดีอยู่ เห็นจะเปนที่รับประทานบ็องบ็อง (ของหวานมีผลไม้เคลือบน้ำตาลเปนต้น) มากจึงโตเร็วเกินเวลาไป ก้อเท่านั้น รับประกันได้ว่าไม่ได้เจ็บไขอะไรดอก.”

ข้าพเจ้าไม่ไว้วางใจเลย แต่จำเปนระงับความกระวนกระวายไว้ในใจ.

ล่วงกลางเดือนพฤศจิกายนไป การที่จะเที่ยวโก๋ในเรือก็ยุติกันที เพราะเหตุที่เริ่มจับหนาวเยือกเย็นขึ้นทุกวัน จึงประชุมคนอย่างวิธีอื่น คือมีการดินเนอร์และเต้นรำเปนต้น พอบ่ายวันหนึ่งเฟอร์รารีพรวดเข้ามาในห้องข้าพเจ้าโดยมิได้ให้สุ้งให้เสียงบอกเล่าทิ้งตัวลงบนเก้าอี้และมีสีหน้าอันบอกว่ามีทุกข์ร้อนในใจ.

​“เปนไรไปหรึ๊ ?” ข้าพเจ้าถามไปเฉย ๆ “เกี่ยวข้องเรื่องเงินทองอะไรหรือ ? ขัดขวางอย่างไรขอให้บอก จะยินดีรับธุระเปนนายธนาคารให้!”

เขายิ้มแห้งๆ แต่ท่าแสดงว่ากตัญญู.

“ขอบใจ คอนเต้ ไม่ใช่เรื่องเงินทองดอกง่า - ง่า - ผ้าเทอนา ช่างเคราะห์ร้ายระยำหมาเสียจริงๆ”

“เชื่อว่า” พูดสอดเข้ามากลางคัน “เชื่อว่าแม่เคานเตสคนสวยจะไม่บิดใบเอาท่าน ? ยังไงเขาไม่ยอมเปนเมียหละหรือ ?”

กีโดหัวเราะ. “อ้ายข้อนั้นหน้ะไม่มีวันเสียหละท่านไม่กล้าหร็อก บิดใบที่ไหนได้.”

“ไม่กล้า อ้อไม่กล้า! คำนั้นจะแรงไปละกระมังท่านเอ๋ย” ว่าดังนั้นแล้วข้าพเจ้าก็เอามือลูบหนวดและจ้องดูกีโด. เขารู้สึกตัวว่าพูดเลยออกไปเปนมั่นเปนเหมาะเกินไป—หน้าแดงและพูดว่า

“โอ๊ย ไม่หมายมั่นอย่างนั้นทีเดียวนัก—หล่อนเปนอิศระแก่ตัวหล่อน หล่อนจะทำอย่างไร ๆ ก็ได้ไม่มีใครบังคับ แต่ตามความเห็น ฉันนึกว่าหล่อนคงไม่กล้าจะปัดเมื่อได้เอื้อเฟื้อมามากถึงเพียงนี้แล้ว”

“คงไม่กล้าแน่เทียว ข้าพเจ้าว่า “เว้นแต่จะเปนเจ้าชู้เหลือเกิน ถ้าเช่นนั้นก็เปนหญิงไม่มีราคา! ไม่คู่ควร! ก็ท่านทราบซึ่งความดีและความบริสุทธิ์ของหล่อนเลอียดลออ ไม่ควรที่จะมีความกลัวว่าจะเปนอื่นไปได้; ถ้าไม่ใช่เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องรัก ก็ท่านมีทุกข์ด้วยเรื่องอะไรเล่า ทุกข์มากด้วย สีหน้าบอก.”

​เฟอร์รารีพลิกแหวนวงที่ข้าพเจ้าได้ให้เขาเล่นอยู่นานก่อนที่จะตอบออกมาได้

“อื้อ เรื่องมันเปนยังงี้ อ่า—ฉันจะต้องไป—ต้องไปจากเมืองเนเปิลซ์ชั่วคราว.”

หัวใจข้าพเจ้าเต้นด้วยความพอใจ. ไปให้พ้น! ซ้าธุ! ไปจากเมืองเนเปิลซ์!—ถอยไปจากสนามรบยอมให้ข้าพเจ้าอยู่มีไชยชำนะ! พระเคราะห์เข้าข้างข้าพเจ้า แต่แกล้งตอบว่า,

“จะไปเสีย! คงไม่หมายจะพูดฉนั้น ทำไมไป ทำไมๆ ไปไหน ?”

“ลุงฉันเจ็บหนักอยู่ที่กรุงโรม” เขาตอบ “ท่านทำพินัยกรรมยกมรฎกให้ฉันหมด จึงเปนข้อจำเปนที่จะต้องไปเห็นใจเสียหน่อย. ไปปฤกษาพวกหมอความเขาแล้ว เขาพากันว่าต้องไปหาไม่ประเดี๋ยว คนไข้เกิดบ้าขึ้นมามอบสมบัติพัสถานให้คนอื่น ฉีกพินัยกรรมทิ้งเสียหมด ก็จะเกิดความใหญ่ลาซี งามหน้าแล้ว. หวังใจว่าจะไม่ไปอยู่นานนัก อย่างมากเพียงครึ่งเดือน—และในชั่วเวลานั้น”....

ที่ตรงนี้เขาหยุดและมองดูด้วยความร้อนใจมาก.

“ต่อไปให้จบ คาโรมีโอ ขอให้จบเรื่อง” ข้าพเจ้าพูด “ถ้าเห็นว่าฉันจะรับธุระอะไรได้ในชั่วเวลาที่ท่านไม่อยู่แล้วขอให้สั่งเถิด”

เฟอร์รารีลุกขึ้นจากเข้าเดินไปที่หน้าต่างที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ ลากเอาเก้าอี้ตามนั้นมานั่งลงใกล้แล้ว เอามือจับข้อมือข้าพเจ้าว่า “เห็นมีแต่ท่านคนเดียวที่จะไว้วางใจได้ ขอให้คุ้มขังหล่อนสักหน่อยไม่มีใครอีกแล้ว หล่อนทั้งสวยทั้งสาวและเลินเล่อจัดด้วย ท่านป้องกันหล่อนได้—อายุของท่าน ยศของท่าน หน้าที่ของท่าน ว่าโดยที่แท้ท่านเปน​เพื่อนเก่าแก่ของแฟมิลีนี้—สิ่งเหล่านี้ให้อำนาจท่านที่จะป้องกันรักษามิให้ชายหนุ่มมาเกาะแกะเคาะแคะได้.”

“ถ้าใครสามารถ” ข้าพเจ้าพูดดัง ๆ และลุกยืนขึ้นกระทำกริยาเย้ย. “คอยดูน้ะ ฉันจะไม่อยู่เปนศุขได้ จนเอากายผู้นั้นเปนฝักดาบได้สมปราดถนา.”

แล้วข้าพเจ้าหัวเราะดังก้องห้อง เอามือตบไหล่กีโด. คำที่ได้พูดไปนั้น เปนคำต่อคำที่เขาพูดเองที่ข้าพเจ้าได้ยินพูดกับภรรยาข้าพเจ้าในสวนคืนวันนั้น. ส่วนกีโดนั้นดูเหมือนจะนึกได้ว่าเคยได้ยินคำเช่นนี้ที่ไหนหนอ นั่งนิ่งนึกอยู่. เมื่อเห็นฉน ข้าพเจ้าก็ชิงเปลี่ยนใบ สงบความรื่นเริงทันที วางหน้าเคร่งครัดขึ้น

“ไม่เช่นนั้น ไม่เช่นนั้น! ขอโทษ ขอโทษ ของพรรณนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะมาติดตลกเล่น ผิดกาละไป! ขอบอกให้ท่านทราบ ท่านเฟอร์รารีของฉัน ฉันจะพยายามรักษา ไม่เปนอันกินอันนอนอย่างกับพี่รักษาน้อง. เปนข้อที่ฝืนนิสัยของฉันอยู่หน่อย ไม่หน่อยละ มากทีเดียวแหละ เพราะนิสัยของฉันเกลียดผู้หญิง นี่ไม่ใช่ท่านแล้วก็ไม่รับอาศาเปนอันขาด กระทำเพื่อจะให้ชอบใจท่าน ท่านจะได้ไปจากเมืองเนเปิลซ์ด้วยใจเบา” ตรงนี้ข้าพเจ้าจับมือเขาสั่นอย่างสนิทสนม “ฉันจะปฏิญาณให้ว่าจะเปนคนซื่อและเปนที่วางใจของท่าน เช่นกับท่านได้ซื่อตรงต่อและเปนที่ไว้วางใจของฟาบีโอเพื่อนท่านที่ตาย!”

เขาสดุ้งทั้งตัวราวกับถูกมอตะมอยต่อย. โลหิตที่หน้ามีกี่หยด ๆ หนีกลับลงไปกายหมด เหลือแต่หน้าซีดยังกับหน้าคนตาย หันหน้ามามองด้วยอย่างปลาดใจและสงไสย แต่ข้าพเจ้าทำไก๋วางท่าซื่อไว้​ริมฝีปากเขาเต้นเหมือนกับจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด นิ่งสกดใจระงับตนอยู่นานภายหลังจึงพูดว่า

“ขอบใจท่าน นั้นทราบแล้วว่าจะเชื่อออนเน่อร์ท่านได้.”

“ได้!” ข้าพเจ้าพูด “ได้อย่างที่ท่านเชื่อออนเนอร์ของท่านเอง” เขาทำตากระปริบ ๆ อีก ดูประหนึ่งถูกผีเฆี่ยน. วางมือเขาลงแล้วจึงถามว่า—

“ต้องไปเมื่อไร ท่าน ?”

“เคราะห์ร้ายต้องไปเร็ว. ไปรถเช้าพรุ่งนี้.” เขาตอบ.

“ดีใจที่รู้เสียทัน. เอาเถอะฉันจะไม่หรูหราโครมครามจนกว่าท่านจะกลับมา.” ข้าพเจ้าพูด.

“จริงหรึ๊ ? เอื้อเฟื้อพิลึก มีความเสียใจที่จะขัดขวางด้วยแปลนของท่าน….”

“อย่าเอย อย่าเอ่ยเลย! เพื่อนเอ๋ย” ข้าพเจ้าพูดสอด “อะไร ๆ หมดคอยจนท่านกลับได้ทั้งนั้น. นี่ท่านคงเปนห่วงที่แมดามจะเหงาตลอดเวลาที่ไปเสียจาก.”

“ฉันก็ไม่อยากให้หลอนเหงาดอกหนา!” เขาชิงพูด.

“โอไม่เหงา !” ข้าพเจ้าพูด ยิ้มเยาะความเซอะให้ในใจราวกับหล่อน—แม่นีนนา!—หล่อนจะยอมเหงาหละ ช่างเถอะ; “ข้อนั้นไว้พนักงานฉันเอง มีกุ๊ก ๆ กิ๊ก ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ มีขับรถเล่นบ้าง—มีดนตรีเพราะบ้างก็แล้วกัน. เรื่องนี้เข้าใจซึมดียกไว้เปนพนักงานฉัน! เรื่องเต้นรำ ดินเน่อร์ และหรูหราโครมติ๊โครมครามต่าง ๆ ต้องรอไว้จนท่านกลับ.”

​หน้าตาชื่นขึ้นทันทีและตอบว่า “ท่านนี้ดีเหลือเกิน ดีพ้นธรรมดา. ขอบใจท่านอย่างที่สุดที่แล้ว ถึงจะขอบใจสักเท่าไรก็ยังไม่คุ้มแก่ความดีของท่าน.”

“ฉันจะต้องให้ท่านใช้แรงแทนคุณจนคุ้มสักวันหนึ่ง” ข้าพเจ้าตอบ “รีบไปจัดเข้าของลงหีบก็จะดี อย่าเปนห่วงเปนใยเลย เช้าฉันจะไปส่งท่านที่สเตชั่นรถไฟ.”

แล้วกีโดก็ลากลับไป. ในวันนั้นไม่ได้เห็นหน้าค่าจมูกเลย แต่จะให้ทายว่าอยู่ที่ไหนนั้น ทายได้งายกว่าจะทายว่าสองกับสองเปนเท่าไร จะอยู่ที่ไหนมี ก็ไปขลุกอยู่กับภรรยาข้าพเจ้าเท่านั้น. ไม่ต้องสงไสย คงไปให้หล่อนสบถสาบาลอย่างสาหัสสากรรจ์ ตามแต่เขาจะนึกหรือคิดแต่งขึ้นได้ว่าให้ซื่อตรงต่อเขา—ซื่ออย่างที่ได้คดต่อข้าพเจ้า. มองในใจ. แม้เห็นกำลังกอดกันกลม จูบกันฟอด ๆ ไม่รู้จักจืด พูดอ้อนวอนขอให้ซื่อต่อตัวทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งนอนยืนนั่งเดิน จนกว่าจะกลับมาเมือง. เมื่อมองในใจเห็นอย่างนั้นนึกอดยิ้มเยาะในใจไม่ได้, อา กีโด เชิญพ่อเชิญ เชิญให้อิ่มให้พอใจในคราวนี้ ครั้งนี้จะเปนครั้งที่สุด จะไม่ได้พบอีก เชิญเสียให้พอ หล่อนคงว่า “หล่อนจะซื่อตรงต่อเจ้า” เจ้าต้องเชื่อหล่อน กีโด เชื่อดังข้าเชื่อเจ้า—ไปจากหล่อน—ไปไม่มีเวลาจะคืนพบ.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #5 on: 21 December 2025, 21:19:08 »


๑๖

​รุ่งขึ้นเช้าข้าพเจ้าก็ไปยังสะเตชั่นรถไฟตามนัด เจอะเฟอร์รารีเดินส่ายซึมอยู่บนยกพื้นริมราง พอรถจวนจะออกก็ขึ้นรถแล้วโชงกหน้ามาทางหน้าต่าง กวักมือให้ข้าพเจ้าเข้าไปใกล้แล้วกระซิบว่า

“อย่าลืม! ไว้ใจให้ท่านเปนผู้ปกปักรักษาหล่อน!”

“อย่าวิตก;” ข้าพเจ้าตอบ “ฉันจะพยายามอย่างที่สุดที่จะแทนที่ท่านได้!”

เขายิ้ม ยิ้มอย่างไม่ใช่ยิ้มซึ่งเปนผลแห่งความศุข เปนยิ้มอย่างไรไม่รู้ แล้วเขาบีบมือข้าพเจ้า. นี่เปนคำที่สุดที่เราพูดกัน. โหวดรถไฟวี๊ดเข้าแก้วหู รถไฟก็เคลื่อนจากที่ในนาฑีเดียวก็แล่นหายลับคันไป. ข้าพเจ้ายืนอยู่แต่ผู้เดียว—ผู้เดียวที่จะทำอะไรทำได้—จะทำอะไรกับนางเมียก็ทำได้ จะไปบ้านในค่ำวันนั้นและแสดงตนว่าข้าคือผัว-หาว่าไม่ซื่อตรงต่อและเอามีดแทงให้ตายก็ทำได้—ถึงจะต้องไปขึ้นศาลก็ไม่เปน ไร ศาลอิตาเลียนเห็นว่าเปนยุติธรรม ไม่มีผิด ถึงจะมีผิดก็ไม่มีโทษกรณ์อะไรหนักนัก. แต่เหตุไร ? ทำไมจะให้คนขึ้นชื่อลือนามได้ว่าฆ่าคนตาย ? ไม่ควร ไม่ควร; สู้ให้มันเรื่อยไปตามที่ได้เริ่มดีกว่า. คิดแล้วก็หันหน้ามาทางโฮเต็ลเจอคนใช้ที่กลางทาง วิ่งกระหืดกระหอบเอาจดหมายโน้ตส่งให้ บนหลังซองสลักว่าการด่วน เปนจดหมายของภรรยาข้าพเจ้า ความในจดหมายนั้นมีว่า

“โปรดมาเดี๋ยวนี้ให้ได้ ดาราน้อยเจ็บหนักและบ่นหาท่าน.”

“นี่ใครเปนคนเอามา” ข้าพเจ้าถาม เดินสาวท้าวพลางกวักมือให้วิเช็นโซเดินเคียงขึ้นมา.

​“อิตาเถ้าเกียโชโมขอรับ ใต้เท้า. มาถึงก็มาทำตาดำตาแดงไม่ใคร่จะเผยปากได้เลย พูดละล่ำละลักกว่าจะเอาความได้นายคนเล็กไว้ในคอหอยได้เสียเวลาหลายอึดใจ. เกิดมีอาการหนักขึ้นเมื่อเที่ยงคืนนี่เองขอรับ แต่ยายพี่เลี้ยงแกว่า ๆ เห็นจะไม่เปนไร ครั้นตกเช้าตอนเช้านี่สิเพียบแปล้ค่อนข้างจะเปนรองเสียแล้ว.”

“ไม่ได้ตามหมอดอกหรือ ?”

“ได้ตามขอรับ. เกียโชโมว่าได้ตามหมอ แต่—”

“แต่อะไร!” ข้าพเจ้ารีบซักเร็ว.

“เปล่าขอรับ! ตานั่นแกว่าหมอมาช้าไป.”

หัวใจข้าพเจ้าเหี่ยวสลดเหลือนิดเดียว สอื้นวิ่งขึ้นมาอึ้กๆ อยู่ที่คอหอย. ได้ใช้ให้วินเช็นโซไปเรียกรถเช่าที่คลานต้วมเตี้ยมอยู่ข้างถนนมาคันหนึ่ง. บอกตำแหน่งให้คนรถรีบขับไปอย่างเร็ว แล้วหันหน้ามาบอกวินเช็นโซว่าวันนี้ไม่ต้องคอย จะไม่กลับโฮเต็ลทั้งวัน. พอรถขับมาถึงประตูใหญ่หน้าบ้านเห็นประตูเปิดโร่อยู่ ดูเหมือนเปิดไว้คอยท่า เกียโชโมถลันออกมาหาข้าพเจ้าที่รถ

“เปนอย่างไรบ้าง ?” ข้าพเจ้ากระหืดกระหอบถาม

เกียโชโมไม่ตอบ เปนแต่โคลงศีร์ษะไปมา แล้วก็เอามือชี้คนที่เดินลงบรรไดมา—เห็นก็จำได้ทันทีว่าเปนหมออังกลิษเปนคนมีชื่อเสียงมากในบริเวณนั้น. ข้าพเจ้าถามคำถามอย่างนั้นแก่เขาซ้ำอีกพลาง พลางควักเงินส่งให้คนรถ จะเปนเท่าไรไม่ทราบ เชื่อว่าคงไม่น้อยไปด้วยมิได้ยินมันต่อว่า. ท่านหมอกวักมือให้ข้าพเจ้าเข้าไปในห้องข้างบรรได แล้วบอกว่า—

​“เรื่องมาเปนอย่างนี้” เขาพูดสั้นๆ “เปนเพราะปล่อยเพลิดไม่เอาใจใส่ดูแล. เด็กนี้ไม่สบายมานานแล้ว จึงเปนโอกาศให้โรคไม่ว่าอะไรมีช่องที่จะกำเริบได้. ถ้าแม้รู้เสียเนิ่น ๆ สักหน่อยก็พอจะรับได้ นี่ยายพี่เลี้ยงแกบอกว่าแกไม่กล้าจะไปปลุกแมดามในเวลาที่เขานอนแล้ว กลัวถูกเอ็ดบ้านทลาย—เปนเคราะห์ร้ายอย่างนี้นี่แหละ มาเดี๋ยวนี้มันเหลือมือเสียแล้ว.”

ข้าพเจ้านิ่งฟังราวกับคนที่สติลอย หมอเห็นข้าพเจ้านิ่งอยู่ก็พูดต่อไปว่า—

“เด็กร้องขอพบท่าน ฉันจึงขอให้เคานเต็สให้คนไปตาม เคานเต็สไม่ใคร่จะยอม ว่าๆโรคพรรณนี้มันติดกันได้ หน่อยจะพลอยติดท่านด้วย อ้ายข้อนี้ก็เปน ๆ อยู่”

“ฉันไม่ใช่คนขี้ขลาดดอกท่าน” ข้าพเจ้าทลุกลางปล้อง “ถึงโดยว่าพวกเราชาวอิตาเลียน จะเปนคนขี้ขลาดเข็ดคร้ามโรคอหิวาตะกะก็จริง แต่ยังมียกเว้นเปนคน ๆ บ้าง”

หมอยิ้มแล้วน้อมศีร์ษะ “ถ้ากระนั้นก็ไม่พูดอีก ถ้าท่านไปหาคนไข้ได้ก็เปนการดี ส่วนตัวฉันจะต้องลากลับสักครึ่งชั่วโมง พอครึ่งชั่วโมงล่วงแล้วจะกลับมาใหม่.”

“ประเดี๋ยวก่อนพ่อหมอ” ข้าพเจ้าเอามือยึดแขนไว้ “หมดที่หวังเทียวหรือ ?”

แกยกไหล่ทำตาละห้อย “น่ากลัว”

“ไม่มีอะไรจะแก้ได้แล้ว ?”

“เต็ม—ได้อย่างเดียวจะให้เงียบและอุ่นไว้. ยามอบไว้กะยายพี่เลี้ยงก็มี สำหรับหยอดแก้กระวนกระวาย จะแก้ได้ก็รู้กันในเมื่อ​กลับมา ในเวลานั้นพิษขึ้นเต็มที่ ถ้าไม่เปนอะไรก็ไม่เปนไร” ว่าแล้วก็ลงเรือนไป.

ข้าพเจ้าค่อยๆ ย่องมาเจอะนางสาวใช้เข้าจึงถามว่า “คอนเตสซาอยู่ไหน ?”

“คอนเตสซาหรือเจ้าค้ะ ? อยู่ในห้องนอนท่านแน่ะเจ้าคะ ท่านไม่ออกมาข้างนอกดอกเจ้าค่ะ ท่านกลัวโรคมันติดท่าน.”

ข้าพเจ้านึกหยาบ ๆ ในใจเท่าใดนั้นไม่จำเปนต้องกล่าว.

“ไม่ได้ออกมาดูลูกเลยเทียวหรือ ?”

“ตั้งแต่ล้มเจ็บหนะหรือเจ้าค้ะ เปล่าเจ้าค่ะ ?”

ข้าพเจ้าสกดใจไว้ย่องตรงไปห้องคนไข้. ที่ข้างที่นอนมีแอสซันตานั่งซึมอยู่. พอเข้าไปใกล้แกก็เงยหน้าขึ้นพูดเสียงอ่อย ๆ ว่า,

“ดูเถอะ มันเปนยังงี้แหละ ผีสางเทวดาแหละรู้ฉลาดแท้เลือกเอาแต่คนดีไปใช้ มาเอาพ่อไปแล้ว ยังจะมาเอาลูกไปอีก—ทิ้งแต่พวกระยำ ๆ ไว้หนักแผ่นดิน.”

“ป้าป๋า!” เสียงครางอ่อน ๆ และแม่ดาราน้อยลุกขึ้นนั่งพิงหมอน ลืมตาโพลง ริมฝีปากผายสำหรับหายใจ. เมื่อเห็นหน้าเข้าใจจะขาดเสียเพราะความสงสารให้ได้ จึงเอามือโอบรอบตัวเด็กนั้น แม่ดาราน้อยก็พยายามที่จะจูบข้าพเจ้า ต่างคนก็ต่างจบกัน.

“ดาราน้อยต้องอุส่าห์สกดใจให้เงียบ—ดาราต้องนอนลงให้ราบ ความปวดจึงจะค่อยบรรเทา ดี๊ดี เออ! ว่าง่ายอย่างนั้นซี” ข้าพเจ้าคุกเข่าอยู่ริมที่นอน ดูแอสซันตาเอาสำลีชุบยาหยอดและทา​ตามริมฝีปาก. เสียงของเด็กนั้นอ่อนลงไปทุกที ลมให้หายใจก็ถี่ขึ้นแทบทุกนาฑี.

“ท่านเปนป้าป๋าของดาราไม่ใช่หรือ ?” เด็กถาม. ข้าพเจ้ามิได้ตอบว่าประการใด เปนแต่ยกเอามืออันร้อนด้วยพิษไข้ขึ้นจูบ แอสซันตาสั่นศีร์ษะ.

“โธ่ๆ! จวนแล้ว—เห็นพ่อ. น่าหร็อก. รักกันหนักหนา—มาคอยรับเอากันไปขึ้นเมืองฟ้า.”

แล้วยายแก่นั่นก็คุกเข่าลงสวดอ้อนวอนและชักประคำพึมพำอยู่คนเดียวของแก. แม่ดาราน้อยเอามือกอดคอข้าพเจ้า—ลืมตาปรือๆพูดและหายใจดูยิ่งลำบากขึ้น.

“ดาราเจ็บคอแท้ ๆ ป้าป๋า;” หล่อนพูดน่าสงสาร “โธไม่ช่วยแก้บ้างนี่ ยังงี้ดาราก็ตายซี ?”

“ถ...โ...! อยากช่วยออกจะตาย ดารา จ.....๋า...! ” ข้าพเจ้าพึม “ถ้าทนความลำบากนี้ได้แทนดาราน้อยแล้ว จะทนแทนให้ทีเดียว.”

หล่อนนิ่งอยู่สักครู่หนึ่งแล้วว่า “อะไรช่างทิ้งดาราน้อยไปไหนเสียนาน; เดี๋ยวนี้ดาราเล่นกะป๋าไม่ได้เสียแล้ว ดาราเจ็บ เจ็บมาก” แล้วมีสีหน้าออกยิ้มๆ “ดู ตู ตู๋ ซี;” พูดเสียงอ่อนๆ ในขณะที่เห็นตุ๊กตาตัวเก่าที่แต่งตัวเปนตลก ซึ่งวางพิงอยู่ริมปลายเท้าที่นอน “สงสารตูตู๋; ตูตู๋จะคิดว่าดาราน้อยไม่รักตูตู๋อีกแล้วเพราะว่าดาราเจ็บคอ ป้าป๋าส่งตูตู๋มาที; โท้ป๋ากลืนน้ำลายก็เจ็บ.”

​ครั้นได้รับตุ๊กตาแล้ว แม่ดาราก็เอาไปกอดไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง. อีกข้างหนึ่งยังกอดคอข้าพเจ้าอยู่ และพูดต่อไปว่า

“ดูตูตู๋ซี ตูตู๋จำป้าป๋าก็ได้ จำได้ไหม ป้าป๋าซื้อมาจากเมืองโรมยังไงล่า ตูตู๋รักป้าป๋าเหมือนกัน-แต่ไม่เท่าดารารัก.” และไนยตาบอกว่าพิษขึ้นจัด เหลียวไปเห็นแอสซันตากำลังคุกเข่าหมอบสวดมนต์อยู่ก็เรียก

“แอสซันตา!”

หญิงแก่เงยหน้าขึ้น ถามว่า “ว่ากระไรแม่!”

“ร้องไห้ไปทำไม” แม่ดาราถามด้วยความประหลาดใจ “ไม่อยากเห็นป้าป๋าหรือยังไง ?”

พูดไม่ใคร่จะขาดคำดี เสลดหางงัวก็ตีครอกขึ้นมาชักตาตั้งหน้าหงายมือกำ ทลึ่งทั้งตัว เจียนขาดใจ แอสซันตากับข้าพเจ้าช่วยกันพยุงให้พิงหมอน! ความอึดอัดค่อยบรรเทาลงแต่หน้ายังซีดสลด เม็ดเหงื่อเม็ดใหญ่อยู่ตามหน้าผากราวกับประพรมด้วยลอองน้ำ ข้าพเจ้าก้มลงไปกระซิบปลอบ “ดาราจ๋า ไม่ต้องพูด ดาราต้องนิ่ง คอจึงจะไม่เจ็บ

หล่อนนิ่งมองดูข้าพเจ้าอยู่สักสองสามนาฑี พูดว่า. “จูบดาราเสียที. ดาราจะเปนเด็กดี !” ข้าพเจ้าก้มลงจูบ. สิบนาฑี ยี่สิบนาฑี สามสิบนาฑีล่วงไป ก็ยังนอนนิ่งเงียบอยู่ พอได้สามสิบนาทีก็พอหมอโผล่ประตูเข้ามา. แกมายืนอยู่มองดูนิ่งอยู่ที่ปลายที่นอน ในบัดใจเด็กตื่นขึ้น และยิ้มกับเราทั้งสามคน.

​“ยังเจ็บอีกหรือ ?” ข้าพเจ้าถาม

“ปล...เ-่า...!” เสียงที่พูดนั้นอ่อนแผ่วเต็มที ดูราวกับว่าพูดมาแต่คนละห้อง “สบายดีแล้ว. แอสชันตาต้องเอาเครื่องแต่งตัวชุดขาวมาแต่งให้ดาราต่อหน้าป้าป๋าเดี๋ยวนี้ ดาราว่าแล้วว่าป้าป๋าจะกลับมา กลับมาจริงๆ น่าแหละ...” ว่าดังนั้นแล้วก็แหงนหน้าขึ้นมามองดูข้าพเจ้าด้วยไนย์ตาอันแจ่มใส.

“สมองเดินเสียแล้ว” หมอพูดด้วยเสียงสงสารหน่อย ๆ โคลงศีร์ษะช้าๆ “ไม่ช้าละ”

แม่ดาราน้อยไม่ได้ยินคำที่หมอพูดนี้ หล่อนเคลียอยู่ที่แขนข้าพเจ้าแล้วพูดกะซิบกะเส่า ว่า

“ไม่ได้หนีไปเพราะดาราน้อยซนไม่ใช่หรือป้าป๋า ?”

“เปล่า ยอดที่รัก!” ข้าพเจ้าตอบแล้วก็ซบหน้าลงไปศีร์ษะเด็ก

“ทำไมต้องใส่อ้ายดำ ๆ น่าเกลียดไว้ด้วย ?” เสียงที่ถามนั้นอ่อนเหลือเกินจนข้าพเจ้าเองเกือบได้ยิน “ใครทำให้ตาเจ็บหรือ ? ไหนขอดาราดูนิดเถอะป๋า! ข้าพเจ้าสองจิตร์สองใจ. จะยอมดีหรือไม่ดี? เหลียวไปมองดูคนอื่น เห็นหมอหันหน้าไปทางแอสซันตา แอสซันตาซบหน้าอยู่กับผ้าปูที่นอน สวดมนต์อะไรพึมพำอยู่! มือเร็วเท่าความคิดแล่น ลดแว่นตาลงให้บุตรีดูดวงตาดังขอ. แม่ดาราร้องออกมาด้วยความยินดีสองคำว่า “ป้าป๋า! ป้าป๋า!” แล้วก็ทิ้งแขน สอึกแรงขึ้นมาทันที แรงจนถึงเขย่าตัวไปมา. หมอทลึ่งเข้ามาใกล้ ข้าพเจ้าเลื่อน​แว่นตาขึ้นอย่างเดิมไม่ให้ใครสังเกต. หน้าของเด็กซีดเหลืองไนยตาชักเหลือกตั้งแขง—ถอนใจใหญ่ได้ครั้งหนึ่ง—ทลึ่งสุดตัวแล้วก็ซบตัวลงกับบ่าข้าพเจ้า….จวน....ตายแล้ว. พระอาระหังช่วย ไปที่ชอบๆ ถ้าเปนเรื่องพระอะภัยมะณี ตรงนี้คล้ายกับเมื่อ ‘เปิดพระโกษฐมิ่งมิตรพิศภักตร์ โศกนักทรวงในฤไทยหมอง ฯลฯ’ ผิดกันแต่นี่ไม่ใช่เมีย เปนบุตรี แลไม่ใช่ใส่โกษฐ แต่ก็ ‘ชลเนตรตกต้องพระปรางนาง ผ้าที่ทรงลงเช็ดชลเนตร์ ฯลฯ’ นั้นหน้ะอย่างเดียวกันเทียว. ความทุกข์ของบิดาในส่วนที่บุตรีที่รักถึงแก่กรรมไปกับตานั้นมีเพียงไร เหลือที่จะพรรณาได้ นอกจากใครจะได้รับเข้าแก่ตัวเมื่อไรจึงจะทราบ. ในห้องนั้นเงียบเหลือเกิน เงียบจนนึกว่าถ้าในเวลานั้นแม้จะทิ้งปุยสำลีลงบนพื้นแทบจะได้ยินเสียงสำลีกระทบพื้น—เงียบในขณะที่พระยามัจจุราชเหาะเข้ามาในห้อง และอุ้มเอาวิญญาณของเด็กที่รักเหาะกลับไปยังวิมานเมืองฟ้า.



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #6 on: 21 December 2025, 21:20:54 »


๑๗

​เรา (ภรรยากับข้าพเจ้า) ได้รับหนังสือจาก กีโด เฟอร์รารี เนืองๆ ส่วนหนังสือที่เขามีมาถึงภรรยาข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นเปนแท้เที่ยง. แต่อย่างไร ๆ ก็ดีหล่อนได้บอกแก่ข้าพเจ้าหล่อนได้รับหนังสือจากเฟอร์รารี ในหนังสือว่ามีความเศร้าโศกเสียใจมากเมื่อทราบข่าวว่าแม่ดาราน้อยมาถึงแก่กรรมลงฉนี้ แต่ฉบับที่มีมาถึงข้าพเจ้านี้คนละความ ในจดหมายว่า—“ท่านคงไม่ทราบเลยคอนเต้ ว่าฉันไม่เสียใจในเรื่องที่บุตรีสาวฟาบีโอตายเลยสักนิดเดียว ถ้ามีชีวิตอยู่บอกท่านตามจริงว่าคอยเตือนใจถึงสิ่งที่ฉันอยากละลืมเสียอยู่ร่ำไป เขาไม่ชอบฉัน เปนหอกข้างแคร่ ตายเสียสิ้นเคราะห์ไปที.”

อยู่มาอีกหน่อยได้รับจดหมายอีกมีความว่า—

“ลุงจวนจบแล้ว แต่ถึงแม้นประตูแห่งความตายเปิดโร่คอยรับอยู่แล้วก็ดี แกยังทำกระบิดกระบวน ไม่อยากจะเข้าประตูเลย. พวกหมอ ๆ เขาว่าไม่อยู่นานกี่วันดอก—ฉันคงไม่ให้ต้องคอยท่านานดอก อยากกลับยังเมืองเนเปิลซ์ยังกะอะไรดี คิดถึงแม่เจ้าประคุณดังใจจะขาด ข้างลุงแกก็แกล้งไม่ใคร่จะตายได้เลย ตั้งแต่มาอยู่นี่ไม่มีความศุขเลย จิตรใจไปอยู่ที่แม่นีนนา ถึงรู้แล้วว่าอยู่ในปกครองท่านคงจะไม่เปนไร แต่นั่นแหละอดเปนห่วงไม่ได้ เปนของธรรมดา.”

ข้าพเจ้าได้อ่านตอนสำคัญนี้ให้แม่นีนนาฟัง อ่านเน้นถ้อยคำไปพลาง พลางสังเกตดูหน้าแลอากัปกิริยาของหล่อน หล่อนนิ่งฟังประเดี๋ยวโลหิตแล่นขึ้นหน้า อายด้วยความถือตัวเปนประมาณ คิ้ว​ขมวดเข้าดูความรู้สึกหงุดหงิดในใจซึ่งเปนสิ่งที่ข้าพเจ้าเจนกันดี. ริมฝีปากค่อยผายออกเปนยิ้มหน่อย ๆ แล้วว่า

“ดีฉันขอบใจท่านมาก ที่เอาความในใจของซินยอเฟอร์รารีออกมาตีแผ่แก่ดีฉันฉนี้. นึกประหลาดใจมากว่าเหตุไรหนอเขาจึงสามารถเขียนจดหมายมาถึงท่านอย่างนี้ได้; โดยที่แท้สามีดีฉันที่ถึงแก่กรรมนั้นก็มีความรักใคร่เอ็นดูเขามาก ฉนั้นเขาจึงถือวิสาสะซึ่งความชอบธรรมที่จะเปนผู้ดูแลดีฉัน—เขานึกเหมือนกับที่ฉันเปนน้องสาว และตัวเขานั้นบังคับบัญชาว่ากล่าวอย่างฉันพี่ชาย. ออกเสียใจเสียแล้วที่ยอมให้มากเกินไป.”

จริงซี. ข้าพเจ้านึกในใจ และยิ้มนอกหน้า. ถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาที่จะเดินแต้มแล้ว.

“ฉันคิดว่า แมดาม” ข้าพเจ้าพูดลอย ๆ ในขณะที่พับจดหมายฉบับนั้นใส่ในสมุดพก “ซินยอ เฟอร์รารี คิดมากกว่าที่จะคิดเปนพี่ชาย”

โอ ความหน้าไหว้หลังหลอกของผู้หญิงที่หนึ่งอย่างนี้! ความจริงใจอย่างหนึ่ง ทำให้คนเห็นท่าทางและได้ยินด้วยน้ำเสียงเปนอื่นไปได้. แม้ผู้หญิงของเราคนนี้ไม่แสดงทำพิรุธสักนิด—กลับทำมองดู เหมือนมีความประหลาดใจอย่างยิ่ง—แล้วก็ทำเปนหัวเราะเยาะ.

“อ้อ—ยังนั้น!” หล่อนพูด “ถ้ายังงั้นซินยอเฟอร์รารีควรแล้วที่จะได้รับความเสียใจจดลงทะเบียฬได้. จริงนะเจ้าค่ะ” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินมาใกล้ “ท่านหมายจะบอกดีฉันว่าเขาเอื้อมสูงถึง—น่าหัวเราะ ถึงกะจะมาเปนผัวเฉันยังงั้นหรือเคอะ ?”

“เข้าใจว่าอย่างนั้น เขาได้ขยายความลับแก่ฉันมากอยู่ ?”

​“แม้ดีฉันได้รับเกียรติยศยิ่ง. แต่ท่านคอนเต้ ท่านนึกแล้วหรือว่าดีฉันจะพอใจด้วย ?”

ข้าพเจ้านิ่ง สมองตัน เปนการยากที่จะสู้หน้ากับคนคดเช่นนี้. อะไร ไม่มีความรู้สึกบ้างทีเดียวหรือ ? ความที่กอด ที่จูบเพราะรัก คำสัตย์ปฏิญาณสาบาลตนอย่างนั้นอย่างนี้ต่าง ๆ นา ๆ ไม่มีค่าราคาอะไร. อะไรระหลุดไปจากหัวใจรวดเร็วราวกะรอยดินสอพองที่อยู่บนกระดานชนวน พอกระทบน้ำลูบปราดก็หายสูญทีเดียวหรือ ? นึกๆ ก็สมเพชกีโด! เคราะห์ของเขาอยู่ในกำมือของหล่อนอย่างเดียวกับเคราะห์ของข้าพเจ้าเคยอยู่ เหตุไรจะมาประหลาดใจ ? เหตุไรจะต้องมาสงสาร! ไม่ใช่ของที่คิดไว้แล้วหรือ? นี่ไม่ใช่ส่วนของความพยาบาทหรือ?

“ขอให้บอกตามจริงหน่อยเถิดท่านคอนเต้ว่า คนชั้นซินยอเฟอร์รารีนั้นควรคู่กับดิฉันแล้วหรือ ?” หล่อนชอ้อน.

“ฉันเห็นควร คือในชั้นที่หนึ่งเขาเปนคนหนุ่มแน่นปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่สวย ในชั้นที่สองพอลุงตายแล้วทรัพย์สมบัติทั้งหลายแหล่ก็เปนมรฎกของกีโดสิ้น—ก็แม่จะต้องการอะไรอีกนอกจากนี้เล่า ? อีกประการหนึ่ง เขาก็เปนสหายอันสนิทของสามีเก่า—”

“เพราะอย่างนั้นนาซี ฉันจะรับเปนผัวไม่ได้เปนอันขาด!” หล่อนทลุขึ้นมากลางปล้อง “ถึงจะให้ชอบให้ใจขาดีฉันก็ไม่ (โอหญิงกระบถ) โลกจะได้ติฉินนินทาตายลาซี.”

“อย่างไร แมดาม ? รับประทานโทษ ไม่เข้าใจจริงแท้จะว่าโง่เง่าก็ยอม”

​ท่านไม่เห็นหรือ คอนเต้ ?” หล่อนพูดด้วยเสียงอันจะขอให้คนเชื่อ “ถ้าฉันไปได้กับคนที่นับว่าเปนสหายอันสนิทของสามีที่เสีย การสโมสรก็จะเปนการเลวทรามมาก—เขาก็จะนึกมิดีมิร้ายอะไรเล่นต่าง ๆ ไม่ฟังลาซี คงนึกว่านี่มิกระไรกันก่อนผัวตายแล้วหรือ—เขาคงใส่เอาป่นปี้อย่างนี้ ดีฉันทนไม่ไหว ทนไม่ได้แท้ ๆ!”

“ไม่มีใครกล้ามาติฉันยินร้ายดอก คอนเตสซา ถ้าฉันยังอยู่เปนไม่ยอมให้ใครดูหมิ่นเปนแท้” หล่อนน้อมศีร์ษะและยิ้มงาม “แต่” ข้าพเจ้าพูดต่อ “ข้อที่ว่าไม่ชอบซินยอเฟอร์รารีนั้นจริงลาหรือ ?”

“จริงซีเค้อะ !” หล่อนพูดเน้นคำออกมา. “หยาบคายร้ายกาจไม่มีผู้ดีติดเสียเลย; บางทีเมาหยำเปมาที่นี่ เมาจนต้องหามะนาวกับเกลือให้แก้. ไม่ได้ ดีฉันกลัวเต็มที่!”

ข้าพเจ้าจ้องมองดูหล่อน เห็นหน้าซื่อและมือที่ควักไหมพรมอยู่นั้นสั่นหน่อย ๆ.

“ถ้าเช่นนั้น” ข้าพเจ้าพูดต่อไปช้า ๆ “ถึงโดยฉันจะมีความเสียใจแทนเฟอร์รารี คนกรรม! จะเสียใจไม่ใช่น้อยก็จริง! ฉันสารภาพตามจริง ฉันมีความดีใจในส่วนอื่น. เพราะ-”

“เพราะอะไร!” หล่อนชิงถาม.

“อะไรเล่า” ข้าพเจ้าตอบด้วยใส่กระบวนตะบิดตะบอยเพราะว่าจะได้มีโอกาศสำหรับชายอื่น ๆ ผู้แสวงหาสนใจอยากได้คอนเตสซาโรมานี่สาวสวยสมบูรณพร้อมทุกสิ่งทุกประการ เปนภรรยาบ้างน่าซีจ้ะ.”

​หลอนสั่นศีร์ษะและมีสีหน้าอันบอกว่าเสียใจ ว่า “ท่านว่า ‘ชายอื่น ๆ’ คงจะไม่มีความมุ่งหมายสูงดอกกระมัง” พูดแล้วก็ถอนใจใหญ่ “ก็เมื่อซินยอเฟอร์รารีคิดว่าเปนหน้าที่ของเขาที่จะระวังรักษาคุมดีฉันออกแจอย่างนี้ เห็นได้ว่าเขาจะคุมดีฉันไว้สำหรับตัวเอง—ดูบ้าพิลึก! มีแก้ไขได้อย่างเดียวเท่านั้น คือจะหนีไปเสียจากเมืองนี้ก่อนเขากลับ.”

“ด้วยเหตุไร ?” ข้าพเจ้าถาม

หล่อนอายหน้าแดง “อยากจะหลบเขา” ขอบอกท่านตามจริงว่าเขากวนใจดิฉันมากเต็มที แต่ที่ฉันสู้กลืนไว้. ดีฉันไม่อยากให้การมันเปนไปได้ดังความประสงค์ของเขา ฉันกลัวเขา. ถ้าอยู่ใต้ความ ปกครองของท่านแล้วที่ฉันก็เปนที่อุ่นใจ เชื่อได้ว่าจะพ้นซึ่งอันตราย แต่จะได้รับความศุขอันนั้นตลอดไปไม่ได้...”

เวลามาถึงแล้ว. ข้าพเจ้าก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว “ทำไมจะไม่ได้” ข้าพเจ้าพูด “ของอย่างนี้สุดแล้วแต่ตัวของหล่อนเปนประมาณ เมื่ออยากอยู่ก็ได้.”

“นี่ทานหมายความว่าอย่างไร คอนเต้” หล่อนพูดอ่างๆ กะอ้อมกะแอ้มไม่ใคร่ชัดคำ “ดีฉันยังไม่เข้าใจ!”

“ฉันหมายความตามที่ได้พูดไปแล้วนั้น” ข้าพเจ้าพูดอย่างเสียงเย็นแข็ง ก้มลงหยิบของที่หล่อนกำลังปักที่ตกลงพื้นยื่นให้ “ขออย่าเพิ่งทำใจเต้นก่อน หล่อนว่าถ้าได้อยู่ใต้ปกครองของฉันแล้วจะเปนที่อุ่นใจ แต่เกรงจะ—เกรงจะรับความศุขอันนั้นตลอดไปไม่ได้นั้น ในข้อนี้ฉันเห็นว่าได้—ได้—ถ้าเปนภรรยาฉันเสีย.”

​“คอนเต้!” หล่อนพูดอ่าง. ข้าพเจ้ายกมือเปนเครื่องหมายบอกว่าให้นิ่งฟังก่อน.

“ฉันรู้ดีทีเดียวหล่อน” ข้าพเจ้าพูดต่อไป. “เราแก่กว่ากันหลายรอบนัก. ฉันไม่มีความหนุ่มแน่น หรือความสบาย หรือความสวยงาม แต่สักอย่างที่จะชวนให้หล่อนรัก แต่ทว่าฉันมีสมบัติอันจะนับว่าใช้ไม่หมดก็ว่าได้—มีตำแหน่งและมีอำนาจ—และนอกจากนี้ยังมี” ตรงนี้ข้าพเจ้ามองจับตาแม่นีนนา “มีความรัก. หล่อนต้องการอะไรนอกจากดาวกับเดือนแล้วต้องเชื่อว่าจะหามาให้สมปราดถนาทุก สิ่ง ความรักของคนแก่จะให้รุนแรงเหมือนหนุ่ม ๆ นั้นไม่ได้—โลหิตเย็นเสียแล้วและชีพจรก็เต้นอ่อน แต่สิ่งใดที่จะทำให้หล่อนมีความศุขได้ประการใด จะต้องให้ได้ความศุขจงได้.”

เมื่อพูดดังนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็นิ่ง—แต่ตายังจับหน้าภรรยาข้าพเจ้าอยู่. หน้าหล่อนซีดแล้วกลับแต่งขึ้นอีก และดูเหมือนจะคิดซึ้งจนลืมตัว—บัดเดียวตัวยิ้มแล่นขึ้นตามริมฝีปาก—ชำเลืองตาขึ้นมา ประสบตาข้าพเจ้า. หล่อนหยิบของที่หล่อนปักนั้นวางลงบนพื้นแล้วเดินตรงเข้ามาใกล้—ใกล้จนแก้มข้าพเจ้ารู้สึกลมหายใจอันอุ่นของหล่อน.

“ท่านหมายความว่า” หล่อนพูดด้วยเสียงอ่อย ๆ อาย ๆ ท่านเต็มใจที่จะปลูกหอร่วมฟูกกับดิฉันยังงั้นหรือ ? รักดีฉันแน่ลาหรือ?”

แม่นั้นนาได้เอามืออันขาวเกาะที่ไหล่ข้าพเจ้า—น้ำเสียงที่พูดนั้นอ่อนแต่ชัดและไพเราะ—ถอนใจใหญ่นิด ๆ. ข้าพเจ้านิ่ง—ต่อสู้กับความบ้าที่เกิดขึ้นในใจ บ้าอยากจะเอาแขนกระหวัดวัดรอบตัว เอาเข้ามากอดประทับไว้กับทรวงและจูบน้อยจูบใหญ่! แต่ข้าพเจ้า​อุส่าห์กลืนความบ้าลงไปได้ และยืนนิ่งอยู่ หล่อนจ้องดูข้าพเจ้า—มือค่อย ๆ เลื่อนจากไหล่มาถึงคอข้าพเจ้า.

“เปล่า - รู้หรอกว่าเธอไม่รักดีฉันจริง” หล่อนกระซิบ “แต่จะขอบอกเธอตามความที่จริงใจว่า—ดีฉันหน้ะรักเธอแท้ๆ !”

แล้วภรรยาข้าพเจ้ายืนขึ้นเต็มตัวและยิ้มอีกเมื่อได้กล่าวคำเท็จไปพ้นปากแล้ว. ข้าพเจ้ารู้ออกแน่แก่ใจว่าเท็จทั้งนั้น—ถึงกระนั้นก็สู้ทนทำจับมือบีบ และตอบว่า—

“หล่อนรักฉันน่าหรือ ? ไม่แน่ลากระมัง—ไม่เชื่อ. อิมเทียว!”

หล่อนหัวเราะ “จริงๆ น้ะเค้อะ. แม้ตั้งแต่เห็นวันนั้นให้นึกออกรักติดตาติดใจนี่กระไร! บอกท่านตามตรงถึงสามีดีฉันที่ตายดีฉันก็ไม่รักเท่า ท่านหรือดีกว่ามีสง่าผ่าเผยและอะไรต่ออะไรต่างๆ กว่า เขาหลายร้อยเท่า. จะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้นตามที สุดแล้วแต่ แต่เธอเปนผู้ชายคนเดียวในโลกนี้ที่ที่ฉันได้เคยรัก!”

และหล่อนทำกิริยาอย่างที่ปราศจากความกระดาก หรือขวยแก่ถ้อยคำที่ลั่นออกมานั้นเลย.

“ถ้าอย่างนั้นหล่อนเต็มใจที่จะเปนเมียฉัน!” ข้าพเจ้าถาม

“เต็มใจ!” หล่อนตอบ “เออชื่อตัวเธอชื่อเซซาเรไม่ใช่หรือค้ะ!”

“จ้ะ” ข้าพเจ้าตอบ.

“อา เซซาเร.” หล่อนพูดอ้อยอิ่ง “จะทำให้เธอรักดีฉันให้มากให้จงได้, ไหนเธอว่ารัก เอ้อ...” หน้าหล่อนเข้ามาเคลียอยู่กับ​หน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอดไม่ได้จำเปนต้องจูบปากอันพูดปดไม่หยุดไม่หย่อนนั้น รู้สึกขยะแขยงในใจยิ่งกว่าจูบคางคกอีก ทำให้โทษะแล่นขึ้นมาสู่สมองข้าพเจ้าเพราะจูบอันนั้น. คลายวงแขนที่กระหวัดรอบเอ็ว แล้วพาหล่อนมานั่งบนเก้าอี้และถามเสียงเกือบคล้ายดุว่า “หล่อนรักฉันจริงแน่ละหรือ ?”

“ค่ะ!”

“ฉันเปนคน ๆ แรกที่หล่อนได้เคยรักแน่หรือ ?”

“แน่ค่ะ!”

“รักเฟอร์รารีบ้างหรือเปล่า ?”

“ดีฉันไม่มีเลยละค่ะ!”

“เขาเคยจูบหล่อนอย่างฉันจูบหรือเปล่า ?”

“อุ๊ย! ดูซีช่างว่าแน่ ยังกะดีฉันเปนคนยังไง ๆ ยังงั้นแหละ จูบละเจิบละ หน้านั้นไม่มีได้พบเสียหละ !”

โอย ตาย ๆ! ดูเอาหรือ ดูๆ ปดให้มันเปนครอกไปอย่างนั้นซี เออ กลัวใจๆ วางท่าทางขึงขังราวกับจริงกับจัง เออผู้หญิงคนนี้มันช่างเปนตัวนางเอกดีจริงๆ พูดโกหกโกไหว้สด ๆ ร้อน ๆ ไปได้เปนครอก เล่นเอางงได้ งงราวกับเมื่อเห็นอีตาแขกเล่นกลสาวด้ายออกทางจมูกได้ตั้งสองสามร้อยแขน. ข้าพเจ้าค่อยหยิบเอามือข้างที่มีแหวนแต่งงานวงที่สรวมไว้ให้นั้นขึ้นมา แล้วสรวมแหวนมั่นฝังเพ็ชร์สีชมภูอย่างงามเลิศทับลงไป. แหวนมั่นวงนี้ข้าพเจ้ามีอยู่ในกระเป๋าเตรียมคอยโอกาศอยู่เสมอ. หล่อนดิ้นออกจากวงแขน และร้องด้วยความยินดีว่า.

​ “โอ เซซาเร! แม้ งามแท้; เออ วาวดีจริง; เธอดีนัก; อย่าบอกกีโดน้ะ ? อย่าเพิ่งให้รู้ ?”

“ไม่บอก ไม่บอก;” ข้าพเจ้าทอบ “ฉันจะไม่บอกจนเขากลับ. จะบอกยังไรได้ ประเดี๋ยวจะได้ผลุบผลับทลึ่งตึงตังทัพฮ่อมาจากกรุงโรม ดีอย่างไร เรายังไม่อยากให้กลับไม่ใช่หรือ หรือหล่อนอยากให้เขากลับเล่า ?”

หล่อนนั่งอยู่กับข้าพเจ้านาน พล็กแหวนวงที่ได้ใหม่กลับไปรอบและรอบหลายรอบ แล้วแหงนหน้าขึ้นมองจับตาข้าพเจ้า “ดีฉันจะขออะไรเธอสักสิ่งจะได้หรือไม่ได้” หล่อนตั้งกระทู้ “ไม่เปนข้อสลักสำคัญอะไรเล้ย ของนิดเดียว! แต่ทว่าจะทำให้ดีฉันมีความยินดีอย่างยิ่ง!”

“ของอะไรจ๊ะ ?” ข้าพเจ้าถาม “ถ้าหล่อนบังคับแล้วจะต้องเชื่อฟังวันยังค่ำ!”

“ดีแล้ว จงเอาแว่นตาดำนั่นบอก ถึงไม่นานเพียงสักนาฑีเดียวก็เอาเถอะ! ดีฉันอยากเห็นลูกตาเธอแท้ๆ!”

ข้าพเจ้าลุกขึ้นจากเก้าอี้ยาวทันที แล้วตอบว่า “ขอสิ่งอื่นจะยอมตามทุกประการ แม่ชื่นใจฉัน แต่สิ่งนี้ขอเสียทีเถิด แสงแดดเปนกระทบไม่ได้เสียเลย มันเจ็บปวดรวจเร้าดังกับจะประทุออกมาใน ทันใดนั้น—เจ็บร้ายแรงอยู่ตั้งหลาย ๆ ชั่วโมง ๆ ในเวลานี้ขอเสียทีเถิดแล้วถึงค่อยดู—”

“เมื่อไรเล่า ?” หล่อนรีบถาม

“เมื่อเย็นวันที่เราได้แต่งงานกัน” ข้าพเจ้าตอบ.

​หล่อนอายและใส่จริตสบัดหน้าแล้วค้อนให้ “อ้านั่นยังอีกนานนัก!”

“ไม่นานเสียเลย หวังใจว่าไม่นานเลย” ข้าพเจ้าใส่น้ำหนักที่คำหวังใจ “นี่เราเดือนพฤศจิกายนแล้ว. อนุญาตให้ฉันกำหนดวันไหมล่า ราวเดือนกุมภาพันธ์จะเปนอย่างไรบ้าง ?”

“แต่ดีฉันยังอยู่ในระหว่างทุกข์แม่หม้าย!...แม่ดาราน้อยก็เสีย!” ...หล่อนขัดข้องด้วยเสียงอ่อย ๆ และเอาผ้าเช็ดหน้าอันร่ำด้วยน้ำหอมแตะไนย์ตา.

“พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ผัวเก่าหล่อนก็ตายได้เกือบหกเดือน” ข้าพเจ้าว่า “เท่านั้นฉันเห็นว่าพอแล้วสำหรับแม่หม้ายสาว ๆ อย่างหล่อนจะอยู่ในระหว่างทุกข์, เสียผัวแล้วมิหนำยังมาซ้ำเสียบุตรีอีกเช่นนี้ กระทำให้ความว้าเหว่ทวีขึ้น เปนธรรมดาอยู่เอง ถึงกับเรียกว่าเปนข้อจำเปน ที่หล่อนจะต้องหาผู้ปกครองอย่างเร็วอย่างที่จะหาได้. สโมสรไม่กล้าจะติฉินยินร้ายหล่อน ถึงอย่างไรฉันยังอยู่อีกทั้งคน คงจะจัดการให้พวกปากอยู่ไม่ศุขนิ่งจงได้.”

“ถ้าอย่างนั้นก็สุดแล้วแต่เธอน่าซีเคอะ เมื่อเธอ คนที่เขารู้ทั่วทั้งเมืองเนเปิลว่าเปนคนที่ไม่อะไรกะผู้หญิงยิงเรือ ชอบจะเปนคนที่รักบ้างก็แล้วแต่ใจ ดีฉันจะไปขัดขวางอย่างไรได้!”

เมื่อเราสนทนาอะไรต่ออะไรไปได้อีกสักครู่หนึ่งข้าพเจ้าจึงว่า “วันนี้ฉันต้องลาหล่อนก่อน คอนเตสซา. ดึกแล้ว ความบำรุงตัวบังคับให้ฉันต้องไปนอนหัวค่ำ ๆ หน่อย ต้องลาที.”

เราลุกขึ้นจากเก้าอี้ และหล่อนว่า “โรคร้ายคงเบียดเบียนท่านมาก? ดีฉันเสียใจด้วย! แต่บางทีได้รับความปฏิบัติพยาบาลอย่างดี​คงจะหายบริบูรณ์ได้. ดีฉันจะมีความยินดีอย่างยิ่ง ถ้าความศุขและความสบายของเธอกลับคืนมาบริบูรณ์อย่างเดิมได้เพราะความประคบประหงมของดีฉัน.”

“ความศุขและความสบายใจนั้นเชื่อแน่ทีเดียวว่าจะทำให้ปราศจากซึ่งโรคร้ายได้. ถ้ากระนั้นเปนตกลง เรียบร้อยตามว่า. เออนี่แน่หล่อนอยากจะให้ฉันปิดข้อที่เรามั่นกันไว้ให้เงียบก่อนหรืออย่างไร ?”

หล่อนนิ่งคิดอยู่สักครู่ แล้วตอบว่า “ในเวลานี้เห็นว่าเงียบไว้ก่อนดีกว่า” หล่อนหัวเราะ “อยากดู๊ อยากดู อยากดูพวกผู้หญิงทั้งหลายแหล่หึงและอิจฉาเคราะห์ดีของดีฉัน! แต่ถ้า—ถ้าพูดไป กับคนนี้ก็จะรู้ถึงคนโน้น คนโน้น คนโน้น คงถึงกีโด และ—”

“เข้าใจ เข้าใจ!” ขอให้วางใจเถิด ฉันคงไม่พูดไปเปนแท้ กู๊ดไนต์คอนเตสซา”

“เธอเรียกดีฉันว่านีนนาซีเค้อะ” หล่อนชอ้อน.

“เอ้า นีนนา นีนนา กุ๊ดไนต์แม่นีนนาที่รัก! จงนอนฝันถึงฉันบ้างน้ะหล่อนน้ะ ถ้าแม้ไม่มีเรื่องสำคัญอื่นที่จะฝันถึง แล้วจงฝันถึงฉัน



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #7 on: 21 December 2025, 21:27:37 »


๑๘

อยู่มาวันหนึ่งวินเช็นโซได้ส่งถาดจดหมายต่าง ๆ มาให้ข้าพเจ้า บางฉบับเปนจดหมายมาแต่พวกผู้หญิง บางฉบับเปนจดหมายมาแต่ชาวบ้าน ขอเกียรติยศให้ไปยังบ้าน ในหมู่หนังสือนั้นตาข้าพเจ้าไปจับเอาจดหมายฉบับหนึ่งริมดำ และมีดวงตราไปรสนีย์ประทับตราฆ่าแสตมปบอกว่า โรมา “อาฮา ได้การ” ข้าพเจ้าคิดในใจแล้วเหลียวหน้ามาทางคนใช้ที่กำลังเช็ดถ้วยกาแฟอยู่และบอกว่า—

“วินเช็นโซ ไปข้างนอกเถอะ” เขาก้มศีร์ษะกระทำคำนับแล้วก็เดินออกจากห้องไป. ค่อยเอามีดฉีกริมซอง; จดหมายเปนของกีโด เฟอร์รารีจริงดังนึก.

“เพื่อนดีที่สุด” ขึ้นต้นดังนั้น เมื่อท่านเห็นธงดำที่มุมซองก็คงทำนายได้ว่าเปนข่าวดีที่ฉันจะเล่าให้ฟัง ลุงตายแล้วสิ้นเคราะห์ไปเถอะ ขอบใจพระเจ้า! ฉันเปนคนริบมรฎกเหี้ยน เดี๋ยวนี้ฉันเปนโสตแก่ตัวแล้วนาท่านนา และจะกลับมาเมืองเนเปิลซ์ในเร็วๆ นี้ พอจัดการเล็ก ๆ น้อยอีเหละเขะขะแล้วเปนกลับ นึกว่าคงจัดการสำเร็จ และกลับถึงเมืองในราววันที่ ๒๓ หรือ ๒๔ เดือนนี้ ถ้าตกลงวันไหนแน่จะส่งโทรเลขให้ท่านทราบ บางทีจะบอกชั้นชั่วโมงที่จะถึง แต่ขอสักอย่างเถอะ ไหว้ละ อย่าบอกเคานเตสให้รู้เลยนะ ฉันจะจู่ไปโผล่ขึ้นดูประหลาดใจเล่น. โอ๊ย! อยากดูทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยม เข้าใจไหมเพื่อนเอ๋ย หรือเห็นเล่นเปนบ้า. แต่ส่วนตัวท่านนั้น ครั้นจะไม่บอกก็จะว่าได้ว่ายิ่งมีขึ้นยิ่งขี้ตืดเสียดายอัฐค่าไปรสนีย์ จริง ๆ นา อย่าบอกให้นีนนารู้เรื่องที่จะกลับได้ แม้! หล่อนจะดีใจ เออ—ฉันไม่​เคยรู้สึกออกเบาใจอะไรเหมือนคราวนี้ เห็นจะเปนที่น้ำหนักที่ทับอกมันร่นไปอยู่กระเป๋าหรือยังไรแหละ ฉันดีใจเหลือแหล่ที่มั่งมีขึ้น พอจะได้เท่าเทียมหล่อนขึ้นไปบ้าง ถึงโดยจดหมายหล่อนทั้งหลายแหล่ ซึ่งมีมาเสมอๆ อ่อนหวานเหลือ แต่ความรู้สึกในใจของฉันว่าหล่อนจะคิดในส่วนตัวฉันมากขึ้น โดยเหตุที่ตำแหน่งขึ้นเสมอไหลเสมอบ่ากันเข้า แหละส่วนข้างท่านก็เถอะ เมื่อถึงเมืองวันไรต้องจัดการใช้หนี้ต้นและดอกเบี้ยกันใหญ่เสียที ท่านจะได้มีความคิดใหม่ในสมองของท่านด้วยเรื่อง

                              เพื่อนที่รักของท่าน

                              กีโด เฟอร์รารี

จดหมายนั้นเปนฉนี้ ข้าพเจ้าอ่านจดหมายฉบับนั้น ทวนไปทวนมาหลายฉบับ บางถ้อยคำในจดหมายนั้นร้อนราวกับไฟ “จดหมายหล่อนทั้งหลายแหละซึ่งมีมาเสมอๆ อ่อนหวานเหลือ!” โอ อ้ายบ้า บ้ายิ่งกว่าข้าบ้าอีก! หล่อน แม่เจ้าโวย แม่ตัวเอกใหญ่ ประสงค์จะไม่ให้ระแวงสงไสยหึงหวงในชั่วเวลาที่ไม่อยู่ แกล้งเขียนถ้อยคำไปแต่ละคำ หวานราวกะแช่น้ำผึ้งมาสักกึ่งชาติ เขียนไปทั้งรู้อยู่กับใจว่า ได้มั่นจะรับข้าพเจ้าเปนผัวแล้ว—ข้าพเจ้า—ตายมัน ตายมัน !

“เมื่อถึงเมืองวันไหนต้องจัดการใช้หนี้ต้นและดอกเบี้ยกันใหญ่เสียที” (หนี้ใหญ่แน่ลาซีพ่อมหาจำเริญ ใหญ่จนไม่รู้ว่าใหญ่เพียงไหน) ข้าพเจ้านั่งซึมคิดอะไรต่ออะไรอยู่นาน จึงลุกขึ้นไปนั่งจับปากกาเขียนจดหมายตอบดังนี้:-

​“คาโร เอมิโค! ยินดีที่ได้ทราบข่าวดีของท่านและยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อได้ทราบว่าจะกลับมาเร็ว นึกชมแปลนที่ต้องการจะล้อเคานเตสเล่นนั้น และที่ห้ามมิให้ฉันปริปากแก่หล่อนเรื่องจะมานั้นฉันจะทำตาม แต่นี่แนะ แต่ฝ่ายท่าน ท่านจะต้องทำอะไรตอบให้ชอบใจฉันสักหน่อยจะได้หรือไม่:- ท่านย่อมทราบอยู่กับใจว่าตั้งแต่ท่านไปเสีย พวกเราอยู่ข้างหลังนี้ก็หงอยเหงา ฉันนึกจะตั้งต้นการสนุกใหม่ คือให้ดินเนอร์ในวันที่ ๒๔ (รุ่งขึ้นตรุสฝรั่ง) ในเกียรติยศที่ท่านกลับเมือง—ผู้ชายล้วน. เพราะฉนั้นขอให้ท่านกำหนดวันที่จะมาในวันนั้น เมื่อมาถึงเมืองเนเปิลซ์ขอให้ตรงมายังโฮเต็ลนี้ฉันจะได้มีความพอใจและยินดีอย่างยิ่งในข้อที่จะเปนคนที่หนึ่งจะรับรองท่าน ขอให้โทรเลขตอบ และบอกเวลาที่รถไฟจะมาถึง จะได้สั่งรถให้ไปรับ เวลารับประทานอาหารนั้นจะเลื่อนเข้าออกตามแต่จะเหมาะเวลาแก่ท่าน เวลาสองทุ่มเปนยังไร ? รับประทานแล้วจะได้ไปเยี่ยมเคานเตสตามชอบใจ

หวังใจว่าท่านจะไม่ปฏิเสธเพื่อจะให้คนแก่ได้รับความเสียใจ.

                              ของท่านชั่วคราว

                              เซซาเร โอลิวา”

ลายมือที่เขียนนั้นแกล้งทำขยุกขยิกป้าย ๆ ไม่ให้เหมือนกับลายมือเดิมได้ ครั้นพับผนึกตีตราจ่าหลังแล้วเรียกวินเช็นโซให้ไปทิ้งไปรสนีย์ทันที. ในวัน ๆ นั้นข้าพเจ้าไม่ยอมให้วันล่วงไปเปล่าโดยไม่มีประโยชน์ ข้าพเจ้าจึงจัดดอกไวโอเลตขาวใส่กระเช้ากาไหล่ทองทำของกำนัน ขึ้นรถของข้าพเจ้าเองไปยังบ้านแม่นีนนา กลิ่นดอกไม้ในกระเช้าในรถข้างตัวนั้น หอมให้ระลึกขึ้นได้ถึงกลิ่นในเวลาเช้า​วันที่แม่ดาราน้อยเกิด ขันจริง แต่ก่อนก็ไม่ระลึกถึงขึ้นมา ดูบอกเปนลางยังไรๆ พอถึงบ้านเจอะฟิอองเซของข้าพเจ้านั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น แต่งตัวล้วนแต่แพรขาว นั่งอยู่บนเก้าอี้กำมหยี่หน้าเตาไฟอ่านหนังสืออยู่ พอได้ยินคนใช้บอกว่าข้าพเจ้ามา หล่อนก็กระโดดขึ้นรับรองอย่างที่เคยทันที. ข้าพเจ้ายื่นกระเช้าดอกไม้ของกำนันให้และพึมพำคำเยินยอซึ่งได้คิดและถ้องขึ้นใจไว้นั้น สองสามคำพอเปนพิธี ครั้นสาวใช้ออกไปนอกห้องแล้วก็พูดเบา ๆ ว่า

“ฉันมีเรื่องสำคัญที่จะเล่าให้หล่อน—พูดเปนไปรเวตได้ไหม?”

หล่อนยิ้ม และกระทำมือด้วยกิริยาอันอ่อนละไมงามบอกใบ้ให้ข้าพเจ้านั่ง.

“ฉันได้จดหมายจากเฟอร์รารี” ข้าพเจ้าพูด.

หล่อนสดุ้งหน่อยแต่นิ่งมิได้พูดว่ากระไร แต่ก้มศีร์ษะและเลิกคิ้ว เปนอย่างประหนึ่งว่า “อ้อ! ก็จะมีคดีเกี่ยวข้องอะไรกับดีฉัน!” ข้าพเจ้านิ่งสังเกตเลอียดทุกกระดิกตัว แล้วพูดต่อไปว่า “เขาจะกลับในสองสามวันนี่แหละ เขาว่าเปนมาแน่” ตรงนี้ข้าพเจ้าหัวเราะ “หล่อนคงมีความยินดีที่จะได้พบเขา.”

คราวนี้หล่อนขยับขึ้นจากที่นั่ง ริมฝีปากเหมือนกับแย้มจะพูด แต่ก็นิ่งอยู่ กลับนั่งลงที่เก้าอี้กำมหยี่อย่างเดิม.

“ถ้า” ข้าพเจ้าทุกต่อไป “หล่อนมีเหตุที่จะคิดว่าชายหนุ่มคนนี้จะทำความรำคาญใจให้แก่หล่อนเมื่อได้มาทราบเข้าว่า เรามั่นกันประการใดแล้ว ฉันขอเตือนให้หล่อนหลบไปเยี่ยมพวกพ้องเพื่อนฝูง​เสียสักสองสามวัน จนโทษะของเขาเดือดหายซาลงแล้วจึงกลับมาใหม่ วิธีนี้หล่อนเห็นอย่างไร ?”

หล่อนนิ่งตรองอยู่สักครู่หนึ่ง แล้วแหงนหน้าชายตาขึ้นมาพูดว่า “ต้องทำตามเธอคิด เซซาเร! ซินยอเฟอร์รารีเปนคนมุทลุโมโหร้ายไม่น้อย บางทีสามารถถึงกับจะ...แต่เธอไม่ได้คิดถึงตัวเธอเองบ้าง! เธออยู่ในอันตรายเหมือนกัน น่าจะถูกเขาหมิ่นประมาทได้ ?”

“ข้อนั้นยกไว้พนักงานฉันเองหล่อนเอ๋ย รักษาตัวได้ดอก !” ข้าพเจ้าพูดเรื่อย ๆ “ถึงยังไร ๆ ก็พอสู้ทนอดกลั้นเอาได้ ข้อนี้เปนสิ่งใช่ฝืนนิสัย. เปนอย่างธรรมดา นึก ๆ ก็ออกสมเพช “ปู้โถ!” ข้าพเจ้า ถอนใจใหญ่และโคลงศีร์ษะ “ง่า—อ้อ—เขาว่าเขาได้รับจดหมายหล่อนหลายฉบับ

ข้าพเจ้าถามคำถามนี้อย่างลอย ๆ แต่ทว่ากระทำให้หล่อนประหลาดใจมาก หล่อนหยุดหายใจทันที จ้องมองดูข้าพเจ้าไม่วางตา บอกอาการว่ามีความตกใจมาก ครั้นเห็นหน้าข้าพเจ้าเปนปรกติอยู่จึงค่อยคลายความวิตก แล้วตอบว่า “เขียนไปจริงข้ะ! จำเปนต้องเขียนไปถึงสองสามครั้งด้วยธุระเกี่ยวข้อง ด้วยเรื่องสามีเก่าของฉัน เจ้าก๊รรมเจ้ากรรมที่ฟาบีโอมอบหน้าที่ธุระให้แก่คนชนิดนี้ ดูๆเหมือนหนึ่งเขาจะมีอำนาจเหนือดีฉัน แต่ทว่าที่จริงก็เปล่าทั้งสิ้น. ไม่ต้องสงไสยละซีในข้อที่คิดเพิ่มจำนวนของจดหมายที่ดีฉันเขียนถึงขึ้นเปนเท่านั้นเท่านี้ อุ๊ยนึก ๆ ก็น่าหัวเราะ”

“ก็หล่อนจะคิดยังไรเล่า ? ข้าพเจ้าถาม หล่อนจะคงอยู่ ณ ที่เรือนนี้หรือ หรือจะหลีกตัวเสียสักสองสามวัน ๆ”

​หล่อนลุกจากเก้าอี้มาคุกเข่าลงข้างเก้าอี้ข้าพเจ้า เอามือเกาะแขนข้าพเจ้า “ถ้าเธอจะอนุญาตให้แล้ว” หล่อนพูดเสียงอ่อย ๆ “ดีฉันจะไปอาไศรยอยู่เสียในสำนักนิ์แม่ชีที่เคยได้เล่าเรียนมาแต่ก่อน. ทางไกลจากนี้เพียงเจ็ดแปดไมล์, นึก ๆ ก็อยากจะรักษาศีลกินเพนรักษาใจให้บริสุทธิเสียสักพักก่อนที่จะแต่งงานใหม่เปนครั้งที่สอง เธอจะเห็นยังไงเค้อะ แม่ชีเหล่านั้นคงจะดีใจมากที่ได้พบดีฉัน ข้อนี้เชื่อว่าเธอคงจะไม่ขัดขวาง ด้วยเปนทางบุญทางกุศล ไปข้างหน้าอานิสงษ์อันนี้จะได้นำความศุขมาถึงเราทั้งสองยังไงเค้อะ ยอมอนุญาตนาเค้อะ เธอ!”

“แน่ลาซีหล่อนจ๋า!” ข้าพเจ้าพูดด้วยเสียงห้าว ๆ “ควรแล้วที่จะเตรียมตัวไว้เสียก่อน ในเวลานี้ยังบอกไม่ได้ว่าการข้างหน้าจะเปนอย่างไร ยังไม่รู้แน่ว่าเราจะได้มีชีวิตเห็นหน้ากันอีก หรือจะตายจากกันไป ควรแล้ว ควรที่สร้างบุญสร้างกุศลไว้! ฉันนึกชมความคิดอันนี้ของหล่อน แม่ชื่นใจพี่ช่างคิดดีไม่น้อย! เชิญแม่ เชิญไปยังวัดแม่ชี! ถ้าความเรียบร้อยแล้ว ฉันจะไปเยี่ยมที่วัด! เชิญไปอยู่ในวัด ในท่ามกลางคนที่มีใจบริสุทธิ และเมื่อสวดมนต์สำหรับความดีของตัวหล่อนแล้ว จงตรวจน้ำแผ่กุศลไปให้สามีหล่อนที่ถึงแก่กรรมแล้วนั้น—และ—ถึงฉันด้วย! กุศลที่ได้แผ่ มนต์ที่ได้สวดจากริมฝีปากอันบริสุทธิของหล่อนแล่นเร็วขึ้นสู่สวรรค์ชั้นพรหม! และส่วนกีโดนั้น—วางใจเสียเถอะ—สัญญาว่าจะไม่ให้ตามมารางควาญหล่อนได้เปนอันขาด.”

“โธ่ ๆ เธอยังไม่รู้จักฤทธิ์กีโด” หล่อนพูด.

​“เอาเถอะน่า ฉันจะจัดการให้เขานิ่งให้จงได้. ถ้าหล่อนไม่ได้ให้ท่าให้เขามีความหวังแล้ว—เหตุฉนั้นกีโดไม่มีเหตุพอที่จะติเตียนหล่อนได้.”

“จริง ข้อนั้นจริง! เอ้อ—เธอจะให้ฉันไปวัดแม่ชีจริงละหรือ ?”

“นั่นสุดแล้วแต่ความสมัคของหล่อน ถ้าไปได้ก็ดีพูดได้แต่เท่านั้น เพราะฉันยังไม่มีอำนาจเหนือหล่อน ยังไม่ได้เปนนาย—ในเวลานี้ยัง! เชิญกำหนดเวลาและการไปการมาตามแต่เห็นควรเถิด.”

“ถ้ากระนั้น” พูดด้วยเสียงอย่างตัดสินตกลงในใจ “ดีฉันจะไปวันนี้. ยิ่งไปได้เร็วยิ่งดี—เพราะรู้สึกในใจว่ากีโดคงหลอกเราและไพล่มาเร็วกว่าที่มุ่งหมาย. จริงนาเค้อะ ดีฉันจะกราบลาวันนี้.”

ข้าพเจ้าลุกขึ้นจากเก้าอี้จะลา “ลาที หล่อนจะได้มีเวลาเก็บเข้าเก็บของเตรียมตัวไป” ข้าพเจ้าพูดอย่างกิริยาดี “ถ้าหล่อนไปถึงวัดและบอกแก่แม่สมภารีว่าฉันคือคู่มั่นของหล่อนแล้ว แม่สมภารีคงจะอนุญาตให้ฉันเข้าไปในวัดเมื่อฉันมีเวลาที่จะไปเยี่ยมบ้างบางครั้งบางคราว.”

“เข้อะ เข้อ อนุญาตซีเข้อะ ถึงกฎข้อบังคับจะแข็งแรงห้ามมิให้ผู้ชายกรายธรณีประตูวัดเข้าไปก็จริง แต่ดีฉันเปนศิษย์เก่าท่านรักใคร่เอ็นดูมาก คงยอมให้เธอเข้าไปยังค่ำ.”

“เปนธรรมดา” ข้าพเจ้าพูด “เมื่อหล่อนเข้าอยู่ในสำนักนิ์นั้นแล้ว หล่อนมิต้องจำศีลภาวนาอย่างแม่ชีทั้งหลายด้วยหรือ ?”

“เข้อะ !”

​“คนที่จะถือศีลต้องเปนคนใจไม่มีมนทิลอย่างหล่อนฉนี้” ข้าพเจ้าพูดด้วยยิ้มประชดซึ่งหล่อนมองไม่เห็น “ฉันออกอิจฉากรรมสิทธิ์ของหล่อน จะบอกให้นาหล่อนนา ตัวฉันเองทำไม่ได้—เห็นจะเปนที่หล่อนใกล้จะเปนนางฟ้า มากกว่าที่คาดหมาย; จำศีลลาก้อแผ่กุศลสวดมนต์ถึงบ้างนะจ๊ะ ?”

แม่นีนนาเงยหน้าชายตามาแล้วพูดว่า “แบ่งส่วนกุศลให้เจ้าข้ะ.”

“ขอบใจ เออยังอย่างนี้จึงจะว่ารักกันจริง.” ข้าพเจ้าตอบ “ขอบใจอย่างที่สุดที่แล้ว ลาก่อนนะจ้ะ ไม่ช้าคงจะได้เจอะกันใหม่.”

เมื่อข้าพเจ้ากลับมาถึงโฮเต็ลที่พัก ก็เข้าห้องคิดอะไรและอะไรอยู่กลุ้มคนเดียว เมื่อคิดพอแล้วตั้งใจจะไม่คิดอีก สมองมันก็ไม่ยอมเปลี่ยนเรื่อง จะหักใจไปคิดถึงอะไรๆ เสียประเดี๋ยวก็กลับมาคิดถึงเรื่องนั้นอีก ที่สุดจนหยิบเอาหนังสืออ่านเล่นอย่างสนุกมาอ่าน ก็อ่านไปไม่ได้กี่บันทัด ตัวหนังสือดูมันไม่เปนหนังสือ ดูเปนตัวสาย ๆ พร่าไปทั้งหน้ากระดาด จะนับว่าได้เรื่องได้ราวแต่เพียงสักหน้าหนึ่งก็ไม่ได้ ถึงจะอ่านก็อ่านแต่ตา ใจมันไม่อ่านด้วย ลงปลายเหวี่ยงหนังสือลงบนโต๊ะโครมครามไม่รู้ว่าไปข้างไหนต่อข้างไหน. ปากอมกล้องที่ไม่มีบุหรี่อยู่ได้เปนนานสองนาน ไม่ทราบว่าจะอมไว้เอาแก้วอะไรจะหาบุหรี่มาใส่ก็ไม่หา จะวางเสียก็ไม่วาง คาบกล้องแต้อยู่ได้ ถ้ามีผู้ใดเห็นข้าพเจ้าในเวลานั้น คงจะเหมาเอาว่าข้าพเจ้าหลับใน ซึ่งเปนการตรงกันข้าม. วันค่อยคลานไปช้า ๆ และข้าพเจ้ามีความยินดี เมื่อเวลาเย็นซึ่งนึกว่าจะไม่รู้จักมาเลยอุส่าห์คลานมาถึงได้ สักครู่ก่อนเวลารับประทานอาหารเย็นวินเช็นโซ ได้นำเอาหนังสือ​ฉบับหนึ่งมาส่งให้ข้าพเจ้าบอกว่าคนรถของเคานเตสโรมานีถือมา. บนซองหนังสือมีตราของข้าพเจ้าปรากฏอยู่. เปิดผนึกออกอ่าน จ่าตำบลข้างบนว่า “ลา ซันติสสิมา แอนนันซีเอตา” และมีข้อความดังต่อไปนี้

“คุณที่รัก! ดีฉันมาถึงที่นี่แล้ว พวกแม่ชีทั้งหลายพากันชื่นชมยินดีในการที่ได้เจอะดีฉันเปนอันมาก. ถ้าเธอจะมาเมื่อไรพวกแม่ชีเหล่านี้จะยินดีที่จะรับรองทุกเมื่อ. ดีฉันระลึกถึงเธอเสมอ—เมื่อเช้านี้ ดีฉันรู้สึกมีศุขมาก ที่เห็นว่าเธอรักฉันจริง ดีฉันระลึกถึงเธอเสมอ เธอผู้เปนที่รักแห่ง

                              นีนนา”

ข้าพเจ้าขยี้จดหมายฉบับนั้นด้วยความโกรธจนเปนจุณ แล้วโยนเข้าเตาไฟไป. แล้วหยิบเอาหนังสือเรื่องมาอ่าน ถึงเวลารับประทานอาหารก็อ่านหนังสือเหมือนกัน ตลอดเวลาที่รับประทานอาหารอยู่นั้น วินเช็นโซยืนประจำคอยรับใช้อยู่เบื้องหลังข้าพเจ้าด้วยกิริยาอันเสงี่ยมและสุภาพดังเคยมาแต่ก่อน. ครั้นรับประทานอาหารเสร็จแล้วสักครู่หนึ่งก็ไปนอน นอนอย่างที่ไม่เคยจะหัวค่ำเหมือนวันนั้น รุ่งขึ้นเวลาเย็นได้รับโทรเลขฉบับหนึ่งความดังต่อไปนี้

“จาก กีโด เฟอร์รารี, โรม, ถึง คอนเต้ เซซาเร โอลิวา เนเปิลซ์, จะกลับเนเปิลซ์วันที่ ๒๔ นี้. รถไฟถึง ๖.๓๐ ค่ำ. จะมาหาท่านตามสั่ง.”



« Last Edit: 21 December 2025, 21:29:28 by ppsan » Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #8 on: 21 December 2025, 21:30:49 »


๑๙

รุ่งขึ้นจะเปนวันตรุสฝรั่ง! วันนั้นเปนวันหนาวแปลกกว่าธรรมดา ฝนประเดี๋ยวตก ๆ จนเวลาบ่ายประมาณห้าโมง ท้องฟ้าจึงแจ่มแจ้ง ปราศจากเมฆหมอกซึ่งเปนเครื่องหมายแห่งฝน, น้ำในทะเลแลดูราบรื่น ราวกับปูด้วยผ้าอย่างดี. ตามร้านข้างๆ ทางล้วนประดับประดาด้วยใบไม้และธงเทียว และมีกระเช้าดอกไม้และผลไม้ตั้งแต่งอย่างประณีตไว้ขาย ร้านเครื่องเล่นต่าง ๆ ก็มีตุ๊กตาตั้งแต่ราคาอย่างต่ำที่สุด เปรียบความว่าอัฐหนึ่งจนถึงตัวละห้าชั่งสิบชั่ง ซึ่งเจ้าของร้านได้ตระเตรียมสรรหามาสำหรับจำหน่ายขายเปนของแจกในวันตรุสฝรั่งนั้น. ตามหน้าต่างมีรูปพระเยซูเจ้ากำลังตรึงอยู่กับไม้ กางเขนบ้าง กำลังเขาจะเอาพระองค์ขึ้นตรึงบ้าง ให้เปนเครื่องเตือนใจของมหาชนที่ผ่านไปให้ระลึกถึงพระเจ้า จะได้วิ่งไปคุกเข่าลงอ้อนวอนตามโรงสวดที่อยู่ตามเหล่านี้ เพื่อจะมิให้พระองค์ลืมเขาทั้งหลาย และให้มีความกรุณายิ่งๆ ขึ้นไป.

คนที่เขาเคยไปเมืองอังกลิษมาบอกว่า ในเมืององกลิษราวเทศกาลตรุสฝรั่งแล้ว สิ่งที่น่าพึงดูพึงชมมากก็คือร้านฆ่าสัตว์ขาย อันเต็มไปด้วยทรากศพของไก่ทุกชนิด แขวนห้อยเอาศีร์ษะลง. ในปากไก่นั้น ๆ มีพวงดอกเหงือกปลาหมอบ้าง มีใบเหงือกปลาหมอบ้าง ประดับประดาอย่างหรูหราตามความนิยมของเขา ถัดแถวชั้นไก่ลงมาก็ถึงแกะซึ่งชำแหละแล้วแขวนผึ่งลมไว้ และยังมีโคชำแหละผึ่งไว้ อย่างแกะอีกหลายตัว กระทำให้ผู้เดินผ่านไปทางหน้าร้านนึกอยากลิ้มรศ (ถ้าเปนไทยก็ต้องพาลเคี้ยวหมาก) การแต่งเช่นนั้นไม่เห็น​เกียรติยศสง่าผ่าเผยอะไรในวันสมภพของพระเยซูคริสต์เลย เพราะพระเยซูเกิดในตอนข้างบรูพประเทศ และธรรมชาติของชาวบรูพประเทศเปนคนกินน้อย และไม่ใคร่จะเอื้อเฟื้อแก่เนื้อสัตว์นัก และที่พวกอังกลิษทำฉนั้นเปนนับว่าผิดธรรมชาติอยู่ เหตุไรจึงจำเปนต้องกินเนื้อโค, ไก่งวง กินปลัมปุ๊ดดิ้ง เช่นนั้นพระเยซบัญญัติให้กินในวันตรุสฝรั่งหรือ ? ก็เปล่าทั้งสิ้น.

เวลาย่ำค่ำข้าพเจ้าได้ส่งรถให้ไปคอยรับเฟอร์รารีที่สเตชั่นรถไฟตามที่ได้ตกลงไว้นั้น; แล้วข้าพเจ้าก็ไปตรวจดูการแต่งห้องและโต๊ะซึ่งได้สั่งให้นายโฮเต็ลจัดสำหรับวันสำคัญวันนั้น. ตามฝาผนังห้องรับประทานอาหารแขวนกระจกเงานานใหญ่หลายบาน และบนซุ้มกระจกนั้นมีผ้ากำมหยี่สีบานเย็นกับแพรสีทองห้อยพาดพันเก๋อยู่ ถัดห้องรับประทานออกไปเปนเรือนต้นไม้ ซึ่งจัดประดับเปนชั้นเปนกระเปาะด้วยต้นไม้อันส่งกลิ่นหอม และเฟินอย่างที่หายากยิ่งในเรือนต้นไม้นี้เปนที่สำหรับพวกดนตรีเครื่องสายจะได้มาดีดสีบันเลงในขณะที่พวกเราเสพอาหารกัน.

ที่นั่งที่โต๊ะนั้นเตรียมสำรับสิบห้าคน เครื่องพาชนะที่ใช้นั้นล้วนแต่เครื่องเงิน และแก้วเจียรไนเมืองเว็นนิช ดอกไม้ปักกลางโต๊ะก็ล้วนแต่สิ่งที่หายาก ที่พื้นนั้นลาดด้วยพรมอย่างดีซึ่งในขณะที่ย่างเข้าไปบนพรมนั้นนุ่ม เสมอกับเดินบนพระที่นั่งของพระมหากระษัตริย์ในวันที่มีพิธีใหญ่.

ข้าพเจ้ามีความพอใจด้วยการตบแต่งสถานที่คราวนี้ แต่ข้าพเจ้าซึมอยู่ดีว่า วิธีที่ชมคนใช้ซึ่งเราเสียเงินให้ทำแล้วว่า ดีอย่างนั้นอย่างนี้จนเกินไปเปนอย่างโง่มาก เพราะฉนั้นข้าพเจ้าจึงแสดงความพอใจ​ให้นายโฮเต็ลทราบด้วยกิริยาพยักหน้าและยิ้มเท่านั้น และส่วนนายโฮเต็ลผู้คอยจับกิริยาข้าพเจ้าอยู่ทุกลมหายใจ เข้าใจในกิริยาที่แสดงนั้น และปลื้มใจราวกับว่าได้รับจากพระยามหากระษัตริย์องค์หนึ่ง. ครั้นตรวจห้องหับและการแต่งทั่วแล้วข้าพเจ้าก็กลับมาห้อง เพื่อแต่งตัวไว้ให้เสร็จคอยรับแขกที่จะมาในค่ำวันนั้น พอแต่งตัวเสร็จออกจากห้องนอนเข้าไปนั่งในห้องรับแขกก็พอประตูเผย และได้ยินคำนำว่า “ชินยอเฟอร์รารี” เขาเดินยิ้มแป้นเข้ามาในห้อง—หน้าตาเบิกบานด้วยความศุขใจ—ดูสระสรวยขึ้นกว่าแต่ก่อน.

“เอคโคมิ ควา” เขาร้องทัก และตรงเข้าจับมือข้าพเจ้าบีบด้วยความเต็มใจ “แม้ท่านคอนเต้ มีความยินดีแท้ที่ได้กลับมาเห็นท่าน ท่านเปนเพื่อนดีมาก ท่านเปนผู้อันน่าชมมากอย่างเทวดาในเรื่องอาหรับราตรี ซึ่งมีธุระกังวลอย่างเดียวแต่จะให้ผู้อื่นมีศุข เปนยังไง ไม่เจ็บไม่ไข้ดอกหรือ? ดูผิวเลือดผิวฝาดดีอยู่ !”

ข้าพเจ้าก็พึมพำคาถาตอบให้ชอบใจเขาตามเคย.

“อ้ายกระเป๋านี่เปลี่ยนมนุษย์ให้เปนคนละคนได้เที่ยวนา” เขาพูด “ยามหนักขึ้น ทำให้ใจคอดี มีสิ่งที่เขาเรียกว่าศุข. อ้าวแต่งตัวกินเข้าแล้วไม่ทันไรเลย ฉันยังแต่งออกปอนอย่างนี้ ก็สั่งให้ตรงมาทีเดียวก็ตรงมา เสื้อผ้าก็เตรียมเอามาด้วยเหมือนกัน แต่งประเดี๋ยวก็แล้ว ไม่ให้เกินสิบนาฑีด้วย หรือไม่เชื่อมาพนันกันก็เอา”

“ดื่มเหล้าเสียหน่อยก่อน” ข้าพเจ้าพูด แล้วรินเหล้ามอนติปูลเชียโนซึ่งเปนของโปรดของกีโดส่งให้ “รีบดื่มไปไหนเวลาถมไป นี่ยังไม่ได้ทุ่มหนึ่งเลย เรากินกันถึงสองทุ่ม” เขารับถ้วยไปจากมือ​แล้วยิ้ม ข้าพเจ้ายิ้มตอบ พูดต่อ “ฉันมีความยินดีมากที่ได้เกียรติยศรับรองท่าน เฟอร์รารี! ฉันตั้งตาคอย ๆ เกือบเท่ากับ…..”

“หล่อนตั้งตาคอย ?” เฟอร์รารีพูดต่อ “อยากเห็นหน้าแม่ชื่นใจนี่กระไร สบถให้ได้ ให้ตายไปเถอะเอ้า ถ้าฉันทำตามใจแล้วป่านนี้วิ่งแร่ไปอยู่ที่บ้านวิลลาโรมานีแล้ว—แต่ได้สัญญากับท่านเสียแล้วว่าจะมานี่ ต้องมา ถึงจะเย็นค่ำไปสักหน่อยก็ไม่สู้กระไรนัก เปนลูกผู้ชายต้องสกดใจไว้ได้”—กีโดหัวเราะใหญ่เมื่อนึกขันในใจ—“ยิ่งค่ำยิ่งดี!”

มือข้าพเจ้ากำ กำขึ้นเองเกือบว่าได้โดยไม่ได้ตั้งใจจะกำ แต่เสทำพูดดีต่อว่า.

“แน่ลาซี, ยิ่งค่ำยิ่งดี ท่านนักปราชญ์ไบรอนได้กล่าวไว้ไม่ใช่หรือ ‘ว่าผู้หญิงทั้งหลายเปนประดุจดวงดาว ชมในเวลากลางคืนดีกว่าเวลาอื่น ๆ. ท่านจะเห็นหล่อนเปนอย่างตามเคย หน้าตาชื่นบานและคุยกระหนุงกระหนิงสนุกเสมอ ที่เปนฉนี้ก็เห็นจะเปนเพราะหัวใจของหล่อนบริสุทธิ์ จึงได้ส่งผิวขึ้นถึงหน้า. ท่านคงรู้สึกเบาใจมากขึ้นเมื่อได้ทราบว่าหล่อนยอมให้แต่ฉัน ฉันผู้เดียว ที่จะไปเยี่ยมหล่อนณะบ้านในชั่วเวลาที่ท่านไม่อยู่.”

“ขอบใจพระเจ้าที่ดลใจให้หล่อนคิดฉนั้น.” เฟอร์รารีพูดและยกถ้วยสุราขึ้นดื่มจนไม่เหลือสักหยด. “เออ—บอกหน่อยเถอะว่าวันนี้ใครอีกที่จะมากินเข้าด้วย ? เฟอ ดีโอ ฉันต้องการกินเข้ามากกว่าไปเกี้ยวสาวอีก.”

​ข้าพเจ้าหัวเราะดัง “จริงซีเพื่อน คนที่มีสติสัมปชัญญ์แล้ว ย่อมเห็นอาหารอร่อยดีกว่าหญิงสวย! ถามว่าใครมาอีกหรือ ?” ที่ท่านรู้จักทั้งสิ้น. ที่หนึ่ง ดูคา ฟิลิโป มารีนา.”

“แม่เจ้าโวย กีโดพูดขัด” ท่านผู้ดีหลายสาแหรกเทียว ยอมถ่อมตัวถึงกับจะมาร่วมโต๊ะเดียวด้วยเทียวหรือ ? แปลก แน่ ท่าน คอนเต้ พอมาละก้อถามทีเดียวน๊ะว่าถ่อมตัวถึงเพียงนั้นเจียวหรือ”

“แล้วก้อ” ข้าพเจ้าพูดต่อไป ปราศจากถือเอาคำขัดมาเปนอารมณ์ “ซินยอ ฟราสเขตตี กับมาคริส เกียลาโน”

“เกียลาโนกลมจัด” กีโดหัวเราะ “พอเหล้าเข้าปากแล้วเตะคนเดินโต๊ะตายหมด.”

“พอเหล้าเข้าปากแล้ว เขาก็เอาอย่างท่านน่า คาโร มีโอ” ข้าพเจ้าดอบเย็น ๆ.

“อ้า แต่ฉันยังกลั้นได้บ้าง” กีโดตอบ “แต่อีตานั่นอดไม่ได้เสียเลย.”

ข้าพเจ้าพิจารณาดูเรียบทุกกระดิกตัว และเรียงชื่อคนในบาญชีต่อไปว่า “แล้วถึงกะปิตันโน ลีกี เฟรสเซีย”

“พ่อกินไฟทีเดียว” กีโดร้อง “พูดคำสบถคำถี่หยิ้บ”

“แล้วถึงคริสเปียโน ดูลซี กับ แอนโตนีโอ บิสคาร์ดี เปนช่างเขียนรูปภาพอย่างตัวท่าน” ข้าพเจ้าพูดต่อ

หน้ากีโดขมวดหน่อย—แล้วหัวเราะ

“ฉันขอให้เขากินเข้าให้อิ่ม ๆ เถิด เมื่อก่อนเคยอิจฉาฝีมือกัน—เดี๋ยวนี้ไม่เปนกระไร ยอมทำใจโอบอ้อมได้ ยอมให้ทำชื่อ​ในวิชาเขียนแล้ว เพราะอะไร เพราะเดี๋ยวนี้ฉันลาพู่กันและป้ายสี—เปนเลิก ไม่จับอีก.”

จริง! ข้าพเจ้านึกในใจ ตาจ้องดูมือที่ยกขึ้นตระบิดหนวด มือที่ยังสรวมแหวนเพชรเม็ดประจำตระกูลของข้าพเจ้าอยู่.

“เอ้าเล่าต่อไป แล้วใครอีก ใครอีก” กีโดซัก

“กินไฟยิ่งกว่านั้นอีก บางที่ท่านจะพูดอย่างนั้น! ข้าพเจ้าตอบ กินไฟฝรั่งเศสด้วย มองซิเออร์เลอมาคีสสแตวองคูต์ กับเลอโบ กาปีเตน ยูเย็น เดอ ฮามาล”

เฟอร์รารีมีสีหน้าอันบอกว่าประหลาดใจ “นักฟันปารีสอย่างชื่อดังทั้งคู่—เชิญคนพรรณนั้นมาทำไม ฉันลุกะโทษตัวเองว่าเลือกคนอย่างนี้ทำให้ฉันประหลาดใจมาก คนที่ไม่นึกไม่ฝัน”

ก็ฉันจะเข้าใจว่าเปนเพื่อนสนิทของท่านน่าซีจึงได้เชิญ จำไม่ได้หรือท่านเองแหละเปนผู้ชักนำให้รู้จักกับฉัน เรื่องที่ท่านทั้งสองนั้นจะดีชั่วประการใดรู้ไม่ได้ นอกจากทราบว่าเปนคนสุภาพและคุยสนุก ถึงอย่างไรก็ดี เข้าใจได้เกือบแน่ว่าโต๊ะคราวนี้คงจะกลายเปนสนามประลองฝีมือดาบได้”

กีโดหัวเราะ “จะเปนอย่างไรได้ แต่นิสัยพวกนี้อยากให้เปนไปอย่างนั้นเสมอ คอยชวนก่อสาเหตุเสมอ ที่สุดจนใครยักคิ้วหลิ่วตา บุ้ยปาก พวกนี้เห็นเปนว่าเขาแขวะตัวหมด แล้วใครอีก;”

“พี่น้องช่างปั้นที่ต้องไปไหนไปด้วยกันเสมอคือ การ์โลและฟรานเชสโก เรสเป๊ตตี เชวาเลีย มาซีนี นักปราชญ์การหนังสือ ลูซี เอโน แชลลัสตรี จินตกระวีและดนตรี กับมาควีส อีปโปลีโต กวัลโดร นักคุย ยังอีกคนหนึ่งที่จะเพิ่มให้เปนเกียรติยศแก่บาญชีชื่อนี้” ข้าพเจ้า​พูดด้วยเยาะ ๆ คือชื่อของท่านซินยอกีโด เฟอร์รารี เพื่อนรักและซื่อสัตย์ยิ่งของฉัน-เปนหมดจำนวนคนเท่านั้น.”

“เห็นแล้ว! สิบห้าหมดด้วยกันทั้งตัวท่านเองด้วย” เฟอร์รารีพูดอย่างออกสนุก และนับจำนวนคนด้วยนิ้วมือ. “มีพวกพ้องดีๆ อย่างนั้นและเจ้าของบ้านดีอย่างนี้ เราจะได้กินเข้ากินเหล้าคุยกันสนุกใหญ่, นี่แน่เพื่อน ท่านจัดแจงโต๊ะใหญ่หรูหราถึงเพียงนี้ประสงค์จะรับรองเพื่อนอันไม่มีราคาอย่างฉันเท่านั้นแหละหรือ ?”

“เฉภาะเหตุอย่างนั้น.” ข้าพเจ้าตอบ.

กีโดกระโดดขึ้นจากเก้าอี้ เอามือทั้งสองเกาะไหล่ข้าพเจ้าแล้วพูดว่า “เหตุไรท่านจึงมีใจจอดอยู่ที่ตรงฉันหนัก ?”

“ทำไมจึงมีใจจอดอยู่ที่ท่านฉนั้นหรือ ?” ข้าพเจ้าทวนคำ “เฟอร์รารีเอ๋ย ไม่ใช่แต่ฉันคนเดียวที่ชมลักษณคุณอย่างประเสริฐของท่าน ใครก็ย่อมชอบท่านทั้งสิ้น. ท่านบอกฉันเองไม่ใช่หรือว่า เคานต์โรมานีรักท่านอย่างที่สุดในโลก ที่สองรองภรรยาเขา ? เหตุไรจึงจะมาถ่อมตัวเล่า.”

มือที่เกาะอยู่ที่บ่านั้นค่อยเลื่อนหลุดไป สีหน้าเฝื่อนลงหน่อย นิ่งอึดอยู่สักครู่แล้วพูดว่า :-

“ฟาบีโออีกแล้ว! ชื่อของเขาและความที่ระลึกขึ้นมาถึงตัวเขาทีไรทำให้สมองเสียทุกคราว. ฉันได้บอกท่านกี่ครั้งแล้ว ว่ามันเปนบ้า ที่มันรักฉันนั้นก็เพราะความบ้าของมัน—กระมัง. ไม่รู้ว่าทำไมเลยในหมู่นี้ให้นึกถึงบ่อยๆ.”

“ยังนั้นหรือ!” แล้วข้าพเจ้าแสร้งนิ่งพิจารณาดอกกล้วยไม้ที่กลัดอยู่ที่รังดุมเสื้อ “เหตุไร ?”

​“ฉันเห็นลุงตายกับตา” กีโดพูดด้วยเสียงอ่อยๆ “แกเปนคนแก่แล้วเรี่ยวแรงก็ไม่ใคร่จะมี—แต่กระนั้นยังดิ้นรนไม่ใคร่จะยอมตายเลย—ดิ้นรนใหญ่. เดี๋ยวนี้ยังนึกมองเห็นหน้า—หน้าเหลืองๆ—แขนขาบิดงอ—นิ้วมือที่ผอมแห้งคว้าไขว่ลม ๆ—ตาตั้งปากเบี้ยว—อกแอ่นหน้าแหงน—อือฮือ ยังเห็นติดหูติดตาอยู่ เต็ม.”

เอ้อ เฮ้อ ข้าพเจ้าถอนใจใหญ่ แต่เสทำธุระจัดช่อดอกไม้ที่รังดุมง่วนอยู่ “ถ้าเห็นเข้าอย่างนั้นแล้วก็อดสมเพชเวทนาไม่ได้จริง—แต่ควรจะเอาทางพระหักเสียบ้างจึงจะดี—ความเกิดแก่ไข้ตายเปนเงา ตามตัวเราทุกคน นี่ท่านแก่แล้ว ท่านไม่ตายวันนี้ก็คงวันหน้า ของเหล่านี้เปนสิ่งที่ใคร ๆ ก็ย่อมรู้ ไม่จำเปนจะต้องซ้ำซาก—เราต้องตายทุกคน.”

“เปล่า ฉันไม่สมเพช ไม่เสียใจ” เฟอร์รารีพูดทำนองเหมือนพูดแก่ตัวเองมากกว่าพูดแก่ข้าพเจ้า “กลับดีใจเสียอีกน่านา อยู่ก็คือ อ้ายเถ้าหัวงู ไม่มีตรงต่อใคร ถ้าเห็นช่องได้แล้วเปนขบเจ้าหมด. เปล่า ไม่เสียใจเลย แต่เวลาที่ดิ้นต่อสู้ต่อพระยามัจจุราชนั้น—ฉันคิด—ไม่รู้ว่าทำไม-ถึงฟาบีโอ.”

ประหลาดใจมาก แต่ส่วนความประหลาดใจนิ่งไว้ในใจ กระทำเปนหัวเราะ “นี่แกเปนยังไงไปนี่ เฟอร์รารี—ขออภัยโทษในการพูดดังนี้ อากาศเมืองโรมทำให้จิตรใจท่านเปนอย่างไรไป. คำที่ท่านพูดเมื่อตกี้นี้นั้นฉันยอมรับว่าโง่ ไม่ซึมซาบว่าแปลความว่าอย่างไร?”

เขาถอนใจใหญ่ “นึกแล้วว่าคงจะไม่เข้าใจ แต่ฉันเองยังไม่ใคร่เข้าใจเลย. เปนการยากที่คนหง่อมเช่นนั้นจะมีกำลังต่อสู้ความตายได้ ถ้าแก่ฟาบีโอจะเปนอย่างไร ? เราเคยเปนนักเรียนโรงเรียน​เดียวกัน เคยเดินกอดคอกัน และเขาอ่อนอายุ แต่มีกำลังวังชาแข็งแรงมากกว่าฉัน. เขาต้องดิ้นรนต่อสู้ที่จะให้ชีวิตคงยืนอยู่อย่างแข็งแรงยิ่งนัก เห็นจะถึงแทบกล้ำเนื้อทั้งหลายจะแตกละลาย.” ถึงตรงนี้กีโดหยุดและทำแสยงขน “ตายซีน่า แต่คนแข็งแรงอย่างฟาบีโอยังสู้ตายไม่ได้ อย่างเรา ๆ ก็จอดเร็ว จะสู้ได้สักกี่น้ำ.”

ความสงสารเกิดขึ้นในใจข้าพเจ้า. คนชนิดนี้ไม่ใช่แต่จะเปนขบถอย่างเดียวเปนคนขี้ขลาดตาขาวด้วย. ข้าพเจ้าจึงเอามือสกิดหัวไหล่แล้วว่า “ขอโทษ เพื่อนเอ๋ย เสียงตามที่ได้ยินท่านคุยนั้นเพลียไปยังไรอยู่ ไม่เปนเรื่องสำหรับการประชุมเพื่อเอิกเริกในวันนี้. ขออนุญาตเตือนท่านว่าให้รีบไปแต่งตัวเสียทีเถิด กว่าทุ่มมากแล้ว.”

“ฉันรู้สึกว่าสติสตังหมู่นี้ไม่ใคร่ปรกติ กินไม่ใคร่ได้ นอนไม่ใคร่หลับ หยิบเอาโน่นคว้าเอานี่มาคิด ๆ ๆ คิดจนสมองเลือน”

“เปนของไม่ประหลาดเลย” ข้าพเจ้าตอบ “เมื่อไปนึกถึงความตายเข้าแล้วก็ทำให้ใจเหี่ยว. สลัดทิ้งเสีย มีชีวิตอยู่ตราบใด ควรจะสนุกเพลิดเพลินจนหมดเวลาที่พระจะอนุญาตให้เราอยู่.”

“ดี ดี เตือนดี” กีโดพูดและยิ้ม “ทั้งไม่ใช่การยากลำบากที่จะปฏิบัติตาม. ต้องไปแต่งตัวที ขออนุญาต.

ข้าพเจ้ากดกระดิ่งเรียกวินเช็นโซ และสั่งให้คอยรับใช้ซินยอเฟอร์รารี. กีโดหายเข้าไปในห้องกับวินเช็นโซแล้วข้าพเจ้ารู้สึกออกสมเพช เปนครั้งแรกที่เห็นหน้ากีโดแล้วออกสมเพช ตั้งแต่จับขบถได้ จนบัดนี้ คำที่รื้อพงษาวดารขึ้นมากล่าว ที่เราเคยเปนนักเรียนอยู่ด้วยกัน เมื่อเรากอดคอกัน ตามเขาว่า จับใจข้าพเจ้ามากกว่าที่ได้รู้สึกโดยเปนเอง จริงดังกล่าวเราเคยมีความศุขด้วยกัน—หนุ่มคนองทั้งคู่ ​เวลานั้นหล่อนยังมิได้กระทำให้ดาวดึงษ์แห่งความศุขเรามัวหมองไป หล่อนยังมิได้ปรากฏด้วยหน้าเท็จงามจนทำให้ตาข้าพเจ้ามืดมนธ์ เปนคนบ้า และเปลี่ยนแปลงกีโดให้เปนคนขี้ปดและคนหน้าไหว้หลังหลอก เหตทั้งนี้เปนความผิดของหล่อนคนเดียว ความผิดอย่างร้ายแรงน่าพึงแสยง หล่อนเปนผู้ที่ปลิดความศุขไปจากเรา หล่อนต้องการโทษอย่างหนัก เมื่อไปถึงพระเจ้าแล้วเราทั้งสองคงจะไม่ได้เห็นหน้าหล่อนอีก หน้าอันสวย ประดุจดาบเพ็ชร์อันคมกล้า ตัดเอาความที่เปนมิตรสหายขาดเปนท่อน—ถึงอย่างไร ๆ ก็ดี จะมาทุกข์โศรกในเวลานี้ก็ใช่ประโยชน์เสียแล้ว การชั่วเกิดขึ้นแล้ว ต้องปล่อยมันไปตามเพลง มีเวลาที่จะคิดในเวลานี้น้อยนัก ทุกอึดใจที่ล่วงไปกระทำให้เวลา ให้แปลนที่ได้กะไว้กระชั้นเข้ามาทุกที



Logged
ppsan
Administrator
สยามราษฎร์
*****
Offline Offline

Posts: 11,566


View Profile
« Reply #9 on: 21 December 2025, 21:33:31 »


๒๐

​เวลาประมาณสัก ๑๕ นาทีจะได้สองทุ่ม คนที่รับเชิญมาถึง ตาม ๆ กันหมดยังขาดอยู่แต่สองท่าน—ท่านเรสเป็ตตีพี่น้อง เมื่อกำลังนั่งคอยท่านที่ยังไม่มาอยู่ เฟอร์รารีแต่งตัวด้วยเสื้ออีวนิงเดรสเดินเข้ามาในห้อง ดูชั่งสวยงามขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ข้าพเจ้ายอมรับว่ากิริยามารยาตรสนุกสนานแต่ยังมีเสงี่ยมอยู่ในนั้น ซึ่งตั้งแต่เคยรู้จักกันมาในแต่ก่อนนี้ก็ยังไม่เคยเห็นว่างท่าดีเหมือนวันนี้เลย บรรดาพวกที่อยู่ในห้องนั้นลุกขึ้นแสดงความยินดีรับรองในที่กลับมาเมืองเนเปิลซ์ ต่างเข้ามาจับไม้จับมือกอดจูบตามธรรมเนียมคนชาวอิตาเลียน (ผู้ชายต่อผู้ชายก็จูบกัน) เว้นไว้แต่ท่านเจ้ายศ ดูคา ดี มารีนา ซึ่งมิได้กระทำอย่างผู้อื่น เปนแต่เพียงก้มศีร์ษะคำนับอย่างแบบ ในเวลาสักประเดี๋ยวหนึ่งมีคนเอาจดหมายมาส่งให้ข้าพเจ้าหมายมุม “การด่วน” ฉีกออกอ่านได้ความว่า คาร์โล เรสเปตตี ขอโทษและมีความเสียใจมากที่มาไม่ได้ โดยเหตุที่ธุระสำคัญมาเกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน และน้องชายเขาก็มีความเสียใจเหมือนกันที่มิได้รับความยินดีและเกียรติยศอย่างสูงในการที่จะมาร่วมโต๊ะในเย็นวันนี้ ข้าพเจ้าจึงสั่นกระดิ่งเรียกคนใช้มาบอกว่าให้จัดเข้าได้ และบอกกับบรรดาแขกที่มาพร้อมนั้นว่าขาดคนไปสองคน โดยเหตุที่จะหลบหลีกไม่พ้น.

“เสียใจที่ฟรานเซสโกมาไม่ได้ กัปตันเฟรสเซียพูดพลางบิดหนวดอันยาวแหลมพลาง “เขาชอบเหล้าดีและยิ่งกว่านั้นชอบกอมปนีดีด้วย.”

​“คาโร กปิตันโน!” มาควิส กวัลโดร พูดด้วยเสียงอันไพเราะ “ท่านย่อมทราบอยู่แล้วว่าฟรานเซสโกเพื่อนเราไปไหนบ้างที่คาร์โลไม่ไป. คอหอยกับลูกกระเดือกกันเทียว คาร์โลมาไม่ได้—ฟรานเซสโกก็ไม่มา พี่น้องทั้งโลกเปนอย่างนั้นบ้างไหม ?”

“ถ้าเปนเช่นนั้น” ลูเซียโน ซัลลูสตรีหัวเราะ หยุดเล่นหีบเพลงซึ่งกำลังเล่นอยู่ทันที “คนกึ่งโลกเทียวทำการอะไรไม่ได้เช่นท่าน หันหน้าไปพูดกับ ดาวองคูต์ “จะไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอย่างไร.”

ในทันใดนั้นประตูห้องรับแขกเผยออกกว้าง และนายบ๋อยได้เดินตรงมาที่หน้าข้าพเจ้า กระทำคำนับงามอย่างแบบแล้วกล่าวว่า “เลอ ดินเนอร์ เดอ มองซีเออร์ เลอ คองต์ เอ เซอร์วี”

ข้าพเจ้าลุกขึ้นทันทีและเดินนำเข้าไปในห้องโต๊ะ—พวกแขกเหล่านั้นก็เดินตามพูดกันพลาง เล่นตลกกันพลางตามพวกเขา ต่างคนต่างรื่นเริงทั่วหน้า ไม่มีใครที่จะสังเกตว่าที่สำหรับพี่น้องเรสเปตติ สองคนนั้นว่างอยู่, ข้าพเจ้าสังเกต—เพราะว่าเดี๋ยวนี้มีจำนวนแต่เพียงสิบสามคน หาครบเต็มสิบห้าตามที่กะไว้ไม่. นั่งโต๊ะสิบสามคน! ข้าพเจ้าอยากจะรู้ว่าพวกเราใครจะเปนผู้ถือบ้าง ? เฟอร์รารีไม่ถือคนหนึ่งแน่ละข้าพเจ้าทราบ—เว้นแต่สติเฟือนในข้อที่เห็นลุงตาย ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็จะไม่เผยวาจาเตือนให้บรรดาแขกที่นั่งอยู่นั้นหวนระลึกเหตุที่เปนรางร้ายที่เขามักจะถือกันขึ้น. ข้าพเจ้านั่งที่หัวโต๊ะ กีโด เฟอร์รารี นั่งเบื้องขวา และดูคาดีมารีนานั่งเบื้องซ้ายข้าพเจ้า. เสียงดนตรีที่ล่องลมมาจากเรือนต้นไม้นั้นค่อยดังและโหยหวนขึ้น บัดเดี๋ยวได้ยินเสียงต้นบทและลูกคู่ร้องรับกันเปนภาษาอิตาเลียน—ซึ่งข้าพเจ้าพยายามแปลเปนไทยได้ความดังนี้—

​“โอนเศียรคำนับน้อม   อันเชิญ
สถิตอาศน์อันอ่อนเทิญ   ท่านไท้
เสพสิ่งประเสริฐเจริญ   จรูญศุข
จักกล่าวกลอนกล่อมให้   เพราะพร้องเพลงพิณ
ชำเปญเอมโอ้   เอาใจ บารนี
รศยิ่งรศริมไร   โอษฐ์น้อง
เสริมศุขสร่างทุกข์ใน   พริบเนตร เดียวนา
เฮลั่นฮาสนั่นก้อง   สนุกแก้กันหงอย
สุราเปนเจ้าแห่ง   สรรพสนุก
จักประสงค์ศุขศุข   สู่ได้
ทรากศพซื่ออาจลุก   ลดแล่น คนองนา
มัจจุราชตัวดุไส้   เสพแล้วเลยศรวล
วิสาสาปรมญาติต้อง   จดจำ
ญาติพี่สองชนิดตำ   หรับอ้าง
หนึ่งญาติที่เกี่ยวลำ   ดับต่อ วงษ์แฮ
หนึ่งญาติที่เราสร้าง   พราะสร้องเสพสมา”

พอจบเสียงพวกเราก็พากันตบมือให้เปนรางวัลแก่ผู้ร้องอันเรามิได้เห็นตัวนั้น. ประเดี๋ยวเครื่องสายที่บันเลงส่งคำขับก็หยุด และเราก็ตั้งต้นสนทนากันอีก.

“ให้ตายไปเถอะนา!” เฟอร์รารีเอ่ย “ถ้าแม้คำอันเชิญนี้แปลว่าสำหรับรับรองฉันแล้ว ฉันต้องขอแสดงว่าเปนสิ่งที่เกินวาศนาไป ควรแก่พระมหากระษัตริย์จะรับรองพระมหากระษัตรีย์ด้วยเพลงและคำอันหรูหราฉนี้ !”

​“ไฮ้อะไร” ข้าพเจ้าพูด “มีกระษัตริย์องค์ไหนบ้างที่นับว่าประเสริฐกว่าคนซื่อสัตย์กตัญญู ? ควรเราจะมีความหวังใจว่าเราทั้งหลายซึ่งมาประชุมกันในวันนี้ ล้วนแต่เปนผู้ที่ควรจะนับถือกันและกันสิ้น.”

ไนยตากีโดแสดงความเชื่อและกตัญญู แล้วนั่งฟังคำเยินยอของ ดูคา ดี มารีนา ซึ่งประดิดขึ้นชมการจัดโต๊ะอาหาร. “ท่านคงได้เคยเที่ยวทางบูรพาประเทศมากละกระมังท่านคอนเต้” ท่านผู้มีตระกูลดีผู้นั้นพูด “การเลี้ยงใหญ่ของท่านคราวนี้เตือนใจให้ฉันระลึกถึงเรื่องเที่ยวในประเทศตวันออกเล่มหนึ่ง เรียกว่า “วาเธก”

“เออ จริง.” กีโดเห็นด้วย “ฉันคิดว่าโอลิวานีไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย คือตัววาเธกนั้นเอง.”

“ข้อนั้นข้าพเจ้าปฏิเสธ.” ข้าพเจ้ายิ้ม “ข้าพเจ้าหาใช่คนที่จะนุ่งเอาชื่อเสียงแห่งความดีของผู้อื่นมาเปนของตัวเลย แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าอาจจัดได้โดยเรียบร้อยจนต้องตาท่านทั้งหลายในวันนี้ หาได้เปน เพราะความคุ้นเคยแก่ประเทศตวันออกไม่ หากเปนด้วยความคิดอันเกิดแต่นิสัยภายในเท่านั้น.”

แอนโตนีโอ บิสคาร์ดี ช่างเขียน หันหน้ามาทางข้าพเจ้าแล้วว่า “ถูก ท่านพูดถูก ถูกทีเดียว คอนเต้. ความงามของธรรมชาติและของมนุษย์ย่อมเกิดแต่สันดานของคน อย่าดูอื่นดูไกลเลยดูแต่ช่างเขียนเถิด ช่างเขียนมีด้วยกันตั้งหมื่น แต่เขียนดีแท้มีกี่คน เพราะว่าสันดานแห่งความพินิจพิเคราะห์ และความรู้จักสวยงามหย่อนยิ่งกว่ากัน”

​“นี่ท่านพูดอย่างตัวท่านเปนช่าง” มาควิส กวัลโดร พูดเสริมเข้ามา ก่อนที่จะพูดนั้นรีบตักซู้ปซดเอา ๆ เพื่อจะได้มีเวลาพูดกับเขาบ้าง—การพูดเปนหัวหน้าของความเพลิดเพลินทั้งหลาย. ฝ่ายตัวฉัน ฉันไม่เคยรู้สึกว่าความพอใจนั้นอยู่ที่ไหน ความโลภไม่รู้จักสิ้นสด! นั่นเปนธรรมชาติหรือสันดานของฉันเมื่อไปเห็นดอกไม้งามเข้าดอกหนึ่ง มีความโลภอยากได้อีก—เมื่อไปเต้นรำเพลงหนึ่ง ยังไม่พอใจอยากเต้นอีก—เมื่อเห็นเดือนหงาย สิบห้าวันยังไม่พอ อยากให้หงายตาปี—เมื่อเห็นผู้หญิงน่ารักเข้าคนหนึ่ง—”

“ท่านอยากได้ผู้หญิงน่ารักอีก แอด อินฟินีตัม” กปีเตนฝรั่งเศส เดอ ฮามาล หัวเราะ กวัลโดร, ท่านควรจะไปเกิดเปนแขกเตอร์กี!”

“ทำไมจะไม่อยากไปเกิดเปนเตอร์กีเดี๋ยวนี้” กวัลโดรตอบ “พวกเตอร์กีเปนคนมีสติมาก—เขารู้จักทำน้ำกาแฟดีกว่าพวกฝรั่งมาก และก็สิ่งไรจะเปนเครื่องบรรเทิงมากกว่าคณะพธูมีอีกเล่า ? คณะนั้นคงเปนเรือนแก้วปลูกดอกไม้หอม ที่เจ้าของมีกรรมสิทธิ์จะเดินเข้าไปเด็ดดอกไม้ชมได้ตามสบายใจ บางทีเด็ดดอกบัวบงกชช้อย ชูใจ บางทีเด็ดดอกไวโอเลต—บางทีก็เด็ด—”

“เอาหนาม?” ซัลลัสตรีแนะ.

“อื่อ บางทีก็เปนได้ !” มาควิสหัวเราะ “เริ่มต้นความประสงค์ก็จะเด็ดดอกกุหลาบที่พึ่งแย้ม บางทีสุ่มสี่สุ่มห้าไปคว้าเอาหนามก็เปนได้. ไม่เถียง.”

ยิ่งรับประทานกับเข้าแล้วไปหลายสิ่ง ความสนุกของบรรดาที่นั่งโต๊ะยิ่งสูงขึ้นจามดีกรี หัวเราะเมื่อแต่แรกเปนแต่เพียงกิ๊กๆ ก็​กลายเปน หา ๆ ๆ ๆ สนทนาเดิมก็เปนแต่เพียงพอประมาณไม่ถึงกับหนวกหู ลงท้ายกลายเปนน้องพวกชาวตลาดไป สอดเสียงกับเสียงถ้วยแก้วและจานกระทบกัน ประเดี๋ยว ๆ ได้ยินเสียงกัปตันเฟรสเซียโด่งขึ้นยอดเสียงสบถอะไรต่ออะไรกลุ้ม บางที่ได้ยินเสียงดาวองคูต์แปร๊ดเข้าแก้วหู และประเดี๋ยวได้ยิน ลูเซียโน ซัลลัสตรี ร้องเพลงของดานเต้หรือของ แอรีออสโต แทนสนทนา ส่วนตัวข้าพเจ้าเองต้องหันหน้าพูดกับเฟอร์รารีที พูดแก่ดุ๊กที แต่ค่อนข้างจะเอาใจใส่คุยแก่เฟอร์รารีมากกว่า เปนธรรมดาที่เจ้าของบ้านจะต้องสนทนากับแขกตัวสำคัญให้มากหน่อย.

ครั้นรับประทานกับเข้าไปถึงจานนก เสียงร้องเพลงก็ตั้งต้นบทใหม่ ร้องเนื้อเพลงแล้วรับด้วยเครื่องสายแมนโดลีน. ในขณะนั้นเสียงที่จ้อกแจ้กหยุดทันที หยุดดุจประหนึ่งท่านผู้มีอำนาจมากเดินเข้ามาในห้องนั้นและออกคำสั่งว่า “เงียบ.” ไม่มีใครพูด ไม่มีใครกระดิกตัว เสียงฝีเท้าบ๋อยที่เดินบนพรมอันอ่อนนุ่มก็ไม่ได้แว่วถึงหู ไม่ได้ยินเสียงดังอะไรหมด นอกจากเสียงน้ำพุในเรือนต้นไม้ พุตกต้องต้นเฟินและปาล์ม. ถึงตัวข้าพเจ้าเองได้เผยริมฝีปากจะทำลายความเงียบก็จริง แต่เผยแล้วก็กลับหุบ หมดปัญญาไม่รู้ว่าจะพูดว่ากระไร. เฟอร์รารีนั่งเอามือลูบถ้วยแก้วเหล้าเล่นดูเหมือนลูบไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจจะเช็ดจะถูถ้วยเลย—ส่วนดุ๊กนั่งซึมปั้นก้อนขนมปังทำยาเม็ดง่วน ไม่รู้ว่านี่มาเกิดเปนหมอขึ้นเมื่อครั้งไร และโรคชนิดไหนจะชอบกับยาเม็ดอย่างนี้. พากันนั่งอยู่นานไม่น้อย. ในทันใดนั้นวินเช็นโซ ในหน้าที่นายบ๋อย เปิดจุกขวดเหล้าชำเปญ​ดังพล้อกใหญ่! เราทุกคนตกใจ ราวกับใครเอาปืนมายิงกรอกกระบอกหู และมาควิส กวัลโดร หัวเราะก้ากออกมาได้.

“นี่อะไรกัน !” เขาร้อง “เออพึ่งจะตื่นนอนแหละ! โท่ๆ ดูดู๋ พากันเปนใบ้ไปหมดได้ นั่งจ้องดูผ้าปูโต๊ะนั้นจะเอาสวรรค์วิมานอะไรหรือ ?”

ลูเซียโน ซัลลัสตรี หัวเราะแล้วตอบว่า “ไม่ใช่อย่างนั้น. ท่านไม่เคยได้ยินท่านผู้เถ้าเล่าให้ฟังบ้างหรือว่าถ้าในการงานอันประชุมด้วยคนเปนอันมาก สนทนารื่นเริงกันอยู่แล้วมานึ่งผลับลงพร้อมกัน ราวกับนัดฉนี้ ท่านว่านางฟ้าเหาะเข้ามาในห้อง และให้พรแก่ผู้บรรดาที่อยู่ในประชุมอันนั้น.”

“เรื่องนี้มันโบราณยิ่งกว่าท้าวแสนปมอีก” เชวาเลีย มันซีนีพูด. “เขายกเลิกแล้ว—เดี๋ยวนี้นางฟ้าเขาก็ไม่เรียกกันว่านางฟ้า—เขาใช้คำว่าผู้หญิงแทน.”

“เด็ดเทียว” กัปตันเดอฮามาลร้อง “แม้ความคิดช่างตรงกัน ปับจะพูดแต่พูดไม่ทันแย่งไปเอาคะแนนเสียก่อนได้ แต่ยังมีผิดอยู่นิด ที่ท่านเชื่อว่าผู้หญิงเปนนางฟ้า- ฉันไม่อย่างนั้น เปนนางตรงกันข้ามกับฟ้า อย่าเลยอย่าเทลาะกันด้วยคำๆ เดียวเลย-อา โวตร์ซองเต มองแชร์!”

ว่าดังนั้นแล้วเขาก็ยกถ้วยสุราขึ้นดื่นมจนหมด ก้มศีร์ษะแก่มันซีนีผู้กระทำตามอย่างเดียวกัน.

​“บางที” กัปตันเฟรสเซียพูด “การที่เกิดนิ่งขึ้นกลางคันนั้นจะบอกอุบัติเหตุละกระมัง เหตุซึ่งเจ้าของบ้านผู้ประเสริฐของเราเห็นว่าเปนของไม่ควรจะกล่าว.”

หน้าทุกหน้าหันไปทางเดียวกันหมด “ที่ท่านพูดนั้นท่านหมายความว่าอย่างไร ? อธิบาย ๆ” ประสานเสียงกันหลายเสียง

“เปล่า ไม่มีอะไรดอก” เฟรสเซียพูดอย่างขี้เกียจพูด “ไม่เปนเหตุสำคัญอะไรจริง ๆ เปนสำหรับคนที่ไม่มีความรู้ความคิดถือกันเปนโทษที่จะติพี่น้องเรสเป็ตตีทั้งสองนั้น—การที่ไม่มาในคืนวันนี้จึงส่อให้เกิด.....ไม่ควรจะรบกวนให้ท่านคิดยุ่งเหยิง ฉันไม่ใช่คนถือคนแถอะไร—แต่ทว่าบางคนคงถือ.”

“อ้อเห็นแล้ว!” ซัลลัสตรีพูดสอดขึ้นเร็ว “เรานั่งโต๊ะสิบสามคน !”



Logged
Pages: [1] Go Up Print 
« previous next »
 

SMF 2.0.4 | SMF © 2013, Simple Machines | Theme by nesianstyles | Buttons by Andrea
Page created in 0.152 seconds with 20 queries.